แนวทางการออกแบบแฟชั่นเครื่องหนังส่งออกประเทศญี่ปุ่น : การสร้างสรรค์อัตลักษณ์หัตถกรรมไทยในรูปแบบอาวองท์-การ์ด หลังยุคสมัยใหม่,
2017
คณะศิลปกรรมศาสตร์
แนวทางการออกแบบแฟชั่นเครื่องหนังส่งออกประเทศญี่ปุ่น : การสร้างสรรค์อัตลักษณ์หัตถกรรมไทยในรูปแบบอาวองท์-การ์ด หลังยุคสมัยใหม่, พรนารี ชัยดิเรก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันอุตสาหกรรมแฟชั่นเครื่องหนังในตลาดโลกมีการแข่งขันด้านภาพลักษณ์สินค้าที่สูงมาก การส่งออกสินค้าประเภทนี้ไปประเทศญี่ปุ่นจำเป็นต้องมีการพัฒนาเพื่อยกระดับภาพลักษณ์ในระดับสากลให้มากขึ้น งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแนวทางการออกแบบแฟชั่นสินค้าที่สะท้อนถึงตัวตนของสินค้าเครื่องหนังไทยในรูปลักษณ์ใหม่ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ด้วยการนำเสนอ2แนวคิดหลักที่สอดคล้องกับรสนิยมวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นได้แก่ด้านอัตลักษณ์ไทยในงานหัตถกรรมเครื่องจักสานไม้ไผ่ผสานกับแนวคิดการสร้างสรรค์ผลงานด้านศิลปะและการออกแบบแฟชั่นตามแนวทางอาวองท์-การ์ดหลังยุคสมัยใหม่ ด้วยการศึกษาข้อมูลปฐมภูมิและทุติยภูมิ วิเคราะห์ เชื่อมโยงกับปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การออกแบบแฟชั่นสินค้าเครื่องหนัง กลุ่มเป้าหมาย แนวโน้มแฟชั่น และตัวอย่างงานออกแบบสินค้าแบรนด์เนม ผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสำรวจ สัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญ ร่วมกับการวิจัยเชิงปริมาณด้วยการใช้แบบสอบถามกับสตรีญี่ปุ่นอายุ20-45ปี จากการศึกษาพบว่า ด้านอัตลักษณ์เครื่องจักสานไม้ไผ่ มีองค์ประกอบด้านการออกแบบที่สำคัญคือ รูปทรง โครงสร้าง สี ลวดลายและวัสดุ ด้านแนวคิดอาวองท์-การ์ดหลังยุคสมัยใหม่ มีแนวทางการสร้างสรรค์ผลงานเน้นในด้านรูปแบบ เทคนิค วัสดุที่ใช้และการสื่อความหมาย และเพื่อให้ได้รูปแบบของสินค้าแฟชั่นเครื่องหนังส่งออกที่ตรงกับความต้องการและเหมาะสมมากที่สุดกับสไตล์การแต่งตัวของกลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่มที่สำคัญได้แก่ กลุ่มแคชวล และกลุ่มครีเอทีฟ ผู้วิจัยใช้เทคนิคการวิจัยเชิงอนาคตแบบEDFR ด้วยการตัดสินด้านภาพลักษณ์สินค้าอีกครั้งจากคณะผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพัฒนาเป็นคอลเลคชั่นสินค้าแฟชั่นเครื่องหนังที่มีรูปแบบล้ำสมัย มีเอกลักษณ์จากทุนวัฒนธรรมเดิม ต่อยอด เพิ่มรายได้การส่งออกให้มากขึ้น อีกทั้งเป็นการสนับสนุนด้านธุรกิจสินค้าส่งออกเชิงสร้างสรรค์อีกด้วย
มานุษยวิทยาการออกแบบ,
2017
คณะศิลปกรรมศาสตร์
มานุษยวิทยาการออกแบบ, ปรัชญา คัมภิรานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยหัวข้อ มานุษยวิทยาการออกแบบ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ตามหลักการและวิธีการของการของงานวิชาการเพื่อสังคมโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ค้นหาหลักการมานุษยวิทยาการออกแบบ 2. เพื่อประยุกต์ใช้หลักมานุษยวิทยาการออกแบบในการออกแบบเพื่อสังคม จากการศึกษาหลักการเพื่อนำไปประยุกต์ใช้เป็นกรอบทฤษฎีเบื้องต้นสำหรับการปฏิบัติการ เพื่อให้ผลการปฏิบัติการเป็นตัวช่วยในการพัฒนาทฤษฎี ตามแนวทางของการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ซึ่งมุ่งเน้นการแสวงหาความรู้ด้วยการปฏิบัติจริง ผู้วิจัยพบว่า หลักการที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นกรอบทฤษฎีเบื้องต้น ได้แก่ "หลักมานุษยวิทยาการออกแบบ" ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ผสมผสานศาสตร์ของมานุษยวิทยาและศาสตร์ของการออกแบบเข้าด้วยกัน และ "แบบจำลองกระบวนการออกแบบเพื่อสังคม" ซึ่งเป็นการนำหลักวิชาการเพื่อสังคมมาประยุกต์เข้ากับแบบจำลองกระบวนการออกแบบ เพื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการออกแบบจากที่มีเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ มาเป็นเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ทางสังคม การวิจัยครั้งนี้ มีพื้นที่วิจัยตามหลักการวิจัยสนามทางมานุษยวิทยา ได้แก่ หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีระยะเวลาการดำเนินการ 3 ปี ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2558 ถึงปีพ.ศ. 2560 โดยมีการปฏิบัติการทั้งสิ้น 3 วงจร ได้แก่ วงจรที่ 1: งานแต่งงานในหอศิลป์ เพื่อแก้ปัญหาชุมชนไม่มีส่วนร่วมในกิจกรรมของหอศิลป์ วงจรที่ 2: การอบรมสตรีทอาร์ตในหอศิลป์ เพื่อบริการวิชาการตามวัตถุประสงค์ของหอศิลป์ และวงจรที่ 3: โครงการหอศิลป์ต้นแบบเพื่อสังคม เพื่อแก้ปัญหาที่สำคัญ 3 ประการของหอศิลป์ ได้แก่ 1. การขาดงบประมาณสนับสนุน 2. การขาดการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ 3. ความชำรุดทรุดโทรมของตัวอาคาร ในการปฏิบัติการแต่ละวงจร มีขั้นตอนการปฏิบัติการในแต่ละโครงการแบ่งเป็น แบ่งเป็น ขั้นตอนที่ 1 การพัฒนาแผนการปฏิบัติการ (plan) ขั้นตอนที่ 2 การปฏิบัติตามแผน (act) ขั้นตอนที่ 3 การสังเกตผลการปฏิบัติการ (observe) และขั้นตอนที่ 4 การสะท้อนผลการปฏิบัติการ (reflect) ซึ่งเป็นการประเมินผลเชิงคุณภาพ และนำหลักการที่ได้รับการพัฒนาในแต่ละโครงการ ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติการโครงการถัดไปในลักษณะวนซ้ำ จนได้หลักการตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย จากนั้นจึงนำหลักการที่ได้รับการพัฒนา ไปมาสร้างสรรค์ผลงานการออกแบบในรูปแบบการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ โครงการเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ดีไซน์วีค 2016 เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงและความน่าเชื่อถือของหลักการ หลักการที่ได้รับการพัฒนาจากการปฏิบัติการในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1. การแทรกแซงด้วยการออกแบบ (design intervention) ที่ถูกพัฒนาในการปฏิบัติการวงจรที่ 1 โดยกิจกรรมงานแต่งงาน …
ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง : หลวิชัย คาวี เดอะ มิวสิคัล,
2017
คณะศิลปกรรมศาสตร์
ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง : หลวิชัย คาวี เดอะ มิวสิคัล, พงศ์พูน พิบูลย์เกษตรกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทประพันธ์หลวิชัย คาวี เดอะ มิวสิคัล เป็นบทประพันธ์ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นจากการศึกษาและตีความนิทานพื้นบ้านเรื่องหลวิชัย คาวี โดยนำเสนอในรูปแบบของละครเพลงซึ่งใช้อารมณ์และความรู้สึกของตัวละครรวมถึงบรรยากาศของฉากแต่ละฉากในการกำหนดกรอบและแนวทางในการประพันธ์และเรียบเรียงดนตรี ความรักหลากหลายรูปแบบ เช่น พี่กับน้อง ชายกับหญิง สัตว์กับสัตว์ รวมถึงความขัดแย้ง ของตัวละครต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในนิทานพื้นบ้านเรื่องนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้บทเพลงมีความหลากหลายทางอารมณ์ ตัวละครหลักในบทประพันธ์นี้จะมีทำนองหลักเป็นของตนเองเพื่อแสดงความเป็นเอกลักษณ์และช่วยให้ผู้ฟังสามารถติดตามเรื่องราวและการนำเสนอของตัวละครแต่ละตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยทำนองหลักแต่ละทำนองจะถูกพัฒนาด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น การขยายส่วนจังหวะ การย่อส่วนจังหวะ เพื่อให้เหมาะสมกับเหตุการณ์ต่าง ๆ บทประพันธ์นี้ประกอบด้วยบทเพลงบรรเลงและบทเพลงร้องรวมทั้งสิ้น 14 บทเพลง ความยาวประมาณ 50 นาที ผู้วิจัยมีความตั้งใจที่จะนำเสนอนิทานพื้นบ้านของไทยเรื่องนี้โดยใช้ดนตรีตะวันตกซึ่งเปรียบดั่งภาษาสากลเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดเรื่องราวให้กับผู้ฟังทุกชนชาติและเพื่อส่งเสริมวรรณคดีของไทยให้เข้าสู่การยอมรับในระดับนานาชาติ
นาฏยศิลป์สร้างสรรค์พิธีอรังกิตรัมในภารตะนาฏยัม,
2017
คณะศิลปกรรมศาสตร์
นาฏยศิลป์สร้างสรรค์พิธีอรังกิตรัมในภารตะนาฏยัม, ฤตพชรพร ทองถนอม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ การแสดงนาฏยศิลป์สร้างสรรค์ในพิธีอรังกิตรัมในภารตะนาฏยัมเล่มนี้ เป็นการวิจัยในเชิงทดลอง สร้างสรรค์ และสามารถอธิบายออกมาในรูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเชื่อในพิธีอรังกิตรัม (Arangetram) ของผู้เรียนนาฏยศิลป์อินเดียภารตะนาฏยัม (Bharatanatyam) และนำมาสร้างเป็นงานนาฏยศิลป์สร้างสรรค์ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารการแปลบทความหรืองานวิชาการในต่างประเทศ การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญนาฏยศิลป์อินเดียภารตะนาฏยัมในอินเดียและผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย ประกอบกับผู้วิจัยได้นำความรู้และประสบการณ์จากเมื่อครั้งเดินทางไปศึกษาภารตะนาฏยัม ณ มหาวิทยาลัยบาณารัสฮินดู (Banaras Hindu University) เมืองพาราณสี ประเทศอินเดีย การศึกษาจากสื่อสารสนเทศและนวัตกรรมต่างๆทั้งในและต่างประเทศ การลงพื้นที่สังเกตการณ์ และการสัมมนาเชิงวิชาการที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย โดยนำข้อมูลที่ได้ศึกษามาวิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างสรรค์การแสดง สรุปผล และนำเสนอเป็นผลงานวิจัย ตามลำดับ ผลจากการวิจัยทำให้ได้รูปแบบการแสดงที่ประกอบไปด้วย 1) โครงเรื่องและบทการแสดงจะเป็นเรื่องราวของศิษยาที่มีความเชื่อความศรัทธาต่อกูรูและพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ 2) ดนตรีที่นำมาใช้ มีทั้งที่เป็นแบบแผนตามขนบของการแสดงภารตะนาฏยัมและสร้างสรรค์ขึ้นใหม่เพื่อให้เกิดความร่วมสมัย เสียงสวดมนต์ของนักแสดง และการบรรเลงของนักดนตรีเพื่อสร้างบรรยายและดำเนินเรื่องราว 3) นักแสดงมีความสามารถทางด้านนาฏยศิลป์ที่หลากหลาย 4) ลีลาและสัญลักษณ์มีการใช้ขนบแบบแผนและท่าสัญลักษณ์ของภารตะนาฏยัมมาผสมผสานนาฏยศิลป์ไทยและนาฏยศิลป์สากลตามทฤษฎีหลังสมัยใหม่ 5) อุปกรณ์ใช้แนวคิดมินิมอลลิสม์ (Minimalism) ที่มีความเรียบง่าย 6) เครื่องแต่งกายใช้แบบอนุรักษณ์และสร้างสรรค์อย่างเรียบง่าย 7) พื้นที่เวทีใช้ลักษณะเปิดเป็นโถงกว้าง 8) แสงและเทคนิคพิเศษใช้ในการถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกของนักแสดงตามเรื่องราว และงานวิจัยเล่มนี้ยังได้ค้นพบแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านนาฏยศิลป์หลังการปฏิบัติการ ดังนี้ 1) แนวคิดในเรื่องความเชื่อในพิธีอรังกิตรัมของภารตะนาฏยัม 2) แนวคิดในเรื่องประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติในพิธีอรังกิตรัมของภารตะนาฏยัม 3) แนวคิดในการใช้ลีลาท่ารำ ภาวะ และรส ในภารตะนาฏยัม 4) แนวคิดในการใช้สัญลักษณ์ในการแสดงนาฏยศิลป์ 5) แนวคิดในการใช้อุปกรณ์เพื่อประกอบการแสดง 6) แนวคิดในการใช้ทฤษฎีทางด้านนาฏยศิลป์ ดุริยางคศิลป์ และทัศนศิลป์ 7) แนวคิดในการใช้นาฏยศิลป์เพื่อสะท้อนสภาพสังคม และ8) แนวคิดในการใช้การแสดงที่สร้างสรรค์เพื่อสังคม ดังนั้นผลการวิจัยทั้งหมดนี้จึงมีความสอดคล้องและตรงตามวัตถุประสงค์ทุกประการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการนำเรื่องราวในทำนองเดียวกันกับหัวข้อวิทยานิพนธ์มาเผยแพร่เพื่อเป็นความรู้ และเป็นแนวทางแด่ผู้ที่สนใจเพื่อนำไปศึกษาในการพัฒนาสร้างสรรค์ผลงานในโอกาสต่อไป
ศิลปะสื่อภาพถ่าย: ความรุนแรงในความสงัด,
2017
คณะศิลปกรรมศาสตร์
ศิลปะสื่อภาพถ่าย: ความรุนแรงในความสงัด, วรพรรณ สุรัสวดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยสร้างสรรค์ ศิลปะสื่อภาพถ่าย: ความรุนแรงในความสงัด มาจากความกลัวความรุนแรงในความไม่ปลอดภัยต่อร่างกายและทรัพย์สินที่มีอยู่ในเมืองหลวงที่เงียบสงัดยามค่ำคืน ความกลัวนี้มาจากการรับข้อมูลข่าวสารอาชญากรรม การบอกกล่าวตักเตือนและประสบการณ์ตรงของผู้วิจัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสาเหตุที่ก่อให้เกิดความกลัวในความไม่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ผลงานศิลปะสื่อภาพถ่ายที่สะท้อนบรรยากาศความรุนแรงของกรุงเทพมหานครที่เงียบสงัดยามค่ำคืน ขั้นตอนการวิจัยคือ 1) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี งานวิจัยที่เกี่ยวกับการรับรู้ ความกลัว ความรุนแรงอาชญากรรม ข้อมูลข่าวสารและลักษณะพื้นที่ที่เคยเกิดเหตุอาชญากรรม ทฤษฎีจิตวิสัย (Sublime) ศิลปะภาพถ่าย และศิลปินที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวคิด รูปแบบ ความงาม (Aesthetic) และการสื่อความหมาย 2) สำรวจพื้นที่และทดลองถ่ายภาพเพื่อคัดเลือกสถานที่ 3) สร้างสรรค์ผลงาน 4) พัฒนาผลงาน 5) วิเคราะห์ อภิปรายผลงานและสรุปผล จากการศึกษารูปแบบความกลัวความรุนแรงพบว่า การรับรู้ข่าวสารจำนวนมากทำให้ความรู้สึกกลัวต่อภัยอาชญากรรมสูงขึ้นและรูปแบบความกลัวมีความสัมพันธ์กับลักษณะของสถานที่ โดยแบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ 1) ความกลัวความรุนแรงที่เกิดต่อร่างกาย การปล้นจี้และชิงทรัพย์มักเกิดในพื้นที่ที่มีตึก อาคาร บ้านเรือน หรือเส้นทางสัญจรทั่วไป และ 2) ความกลัวในความรุนแรงที่เกิดต่อร่างกาย ชิงทรัพย์ ทำร้ายร่างกายและการข่มขืน มักเกิดในบริเวณที่เป็นทุ่งหญ้ารกร้างซึ่งเป็นความกลัวที่มักเกิดกับเพศหญิง โดยสร้างสรรค์ภาพถ่ายเมือง (City scape) เป็นภาพถ่ายขาวดำ ขนาด 70x150 เซนติเมตร จำนวน 21 ชิ้น จากพื้นที่ 11 เขตในกรุงเทพมหานคร ผลการวิจัยพบว่า เทคนิคการต่อภาพ (Stitching) เป็นพาโนราม่าจะขยายมุมมองในการรับรู้และช่วยเพิ่มคุณภาพของไฟล์ให้สามารถพิมพ์ในขนาดใหญ่ขึ้นได้ เพราะขนาดของภาพที่แคบเป็นข้อจำกัดในการรับรู้ ซึ่งภาพขนาดใหญ่ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนเข้าไปมีส่วนร่วมอยู่ในภาพ ทั้งการถ่ายภาพให้เห็นพื้นที่ว่าง การใช้มุมมองระดับสายตา การระบายแสง (Light painting) และปรับปรุงภาพหลังถ่าย (Post production) ด้วยการเพิ่มลดแสงเฉพาะจุด เพิ่มความชัด (Clarity) ของพื้นผิว ช่วยเน้นให้เกิดการรับรู้ถึงบรรยากาศความรุนแรงในสถานที่นั้นได้ดีขึ้น
จิตรกรรมร่วมสมัยผ่านภาพลักษณ์ตุ๊กตาจีน : ความทรงจำจากบทบาทและสถานภาพของเพศหญิงในวัฒนธรรมไทย-จีน,
2017
คณะศิลปกรรมศาสตร์
จิตรกรรมร่วมสมัยผ่านภาพลักษณ์ตุ๊กตาจีน : ความทรงจำจากบทบาทและสถานภาพของเพศหญิงในวัฒนธรรมไทย-จีน, ศิริก้อย ชุตาทวีสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ระบบปิตาธิปไตย (Patriarchy) ในลัทธิขงจื้อ เป็นจารีตที่กำหนดบทบาทและสถานภาพของเพศหญิงในวัฒนธรรมจีนโดยให้ "เชื่อฟัง" และ "ทำตาม" ยกย่องและเชิดชูเพศชาย นำมาสู่การวิจัยสร้างสรรค์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์บทบาทและสถานภาพของเพศหญิงจีนแต้จิ๋วในสังคมไทย 3 ช่วงอายุ เพื่อกำหนดแนวคิดในการสร้างสรรค์ 2) วิเคราะห์แนวคิด และภาษาทางทัศนศิลป์ศิลปะกลุ่มสตรีนิยม และผลงานศิลปกรรมที่เกี่ยวข้องด้วยทฤษฎีสัญวิทยา เพื่อเป็นแนวทางการสร้างภาษาทางทัศนศิลป์ที่สะท้อนบทบาทและสถานภาพสตรีจีนในไทย และ 3) เพื่อสร้างองค์ความรู้จากกระบวนการสร้างสรรค์เป็นฐานต่อศิลปะสตรีนิยมในประเทศไทย ผู้วิจัยสำรวจชุมชนชาวจีนและเก็บข้อมูลกลุ่มสตรีจีนแต้จิ๋วใน 3 ช่วงอายุ ประกอบด้วย สตรีจีนโพ้นทะเล อายุ 70 ปี ขึ้นไป 4 คน สตรีไทยเชื้อสายจีน อายุ 70 – 50 ปี 12 คน และ สตรีลูกหลานชาวจีน อายุต่ำกว่า 50 ปี 7 คน รวม 23 คน เพื่อวิเคราะห์ค่านิยมสตรีจีนใช้กำหนดแนวเรื่องในการสร้างสรรค์ พบว่า จารีตขงจื้อให้คุณค่าแก่สตรีที่ยอมเป็นเบี้ยล่าง ถูกกดทับ เชื่อฟัง เป็นผู้ตาม ไร้อารมณ์ และอยู่ในบ้าน การวิเคราะห์ผลงานศิลปกรรมศิลปะกลุ่มสตรีนิยมด้วยทฤษฎีสัญวิทยา พบว่า ตุ๊กตาจีน ลวดลายคราม 1) มังกร 2) เล่าเรื่อง 3) พรรณพฤกษา ข้าวของเครื่องใช้ในการทำงานบ้าน และการประกอบพิธีกรรม ผสานการใช้ค่าต่างแสง (Chiaroscuro) สามารถเป็นภาษาทางทัศนศิลป์ โดยใช้กระบวนการสร้างสรรค์ 4 ขั้นตอนประกอบด้วย แรงบันดาลใจ แนวคิดในการสร้างสรรค์ การค้นหาภาษาทางทัศนศิลป์ และการทดลองและนำไปสู่ข้อเสนอแนะ จากผลของงานสร้างสรรค์สามารถสรุปได้ว่า ภาษาทางจิตรกรรมสามารถสื่อสารชีวิตร่วมสมัยของสตรีจีนในประเทศไทย สะท้อนอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ และนำเสนอแบบภาพแทนบุคคล (Portrait) และภาพแทนตนเอง (Self-Portrait) เป็นฐานองค์ความรู้และกลวิธีการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะสตรีนิยมในประเทศไทย
การออกแบบโฆษณาส่งเสริมสังคมสําหรับปัญหาสังคมที่มีอิทธิพลต่อมิลเลนเนียลเจนเนอเรชั่น,
2017
คณะศิลปกรรมศาสตร์
การออกแบบโฆษณาส่งเสริมสังคมสําหรับปัญหาสังคมที่มีอิทธิพลต่อมิลเลนเนียลเจนเนอเรชั่น, อภินันทน์ สุมทุมพฤกษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการออกแบบโฆษณาส่งเสริมสังคมสำหรับปัญหาสังคมที่มีอิทธิพลต่อมิลเลนเนียลเจนเนอเรชั่น โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อค้นหาปัญหาสังคมที่มีอิทธิพลต่อมิลเลนเนียลเจอเนอเรชั่น 2) เพื่อค้นหาหลักการออกแบบโฆษณาส่งเสริมสังคมที่มีความเหมาะสมกับมิลเลนเนียลเจนเนอเรชั่น ประกอบด้วยกรอบทฤษฎีการกำหนดวัตถุประสงค์ (Purpose of Awareness) กลยุทธ์การสื่อสาร (Communication Strategies) การใช้จุดจับใจ (Advertising Appeal) และการนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ (Creative Execution) และเก็บข้อมูลด้วยเครื่องมือการวิจัยประเภทแบบสอบถามออนไลน์ (Online Questionnaire) จากกลุ่มเป้าหมายที่มีอายุระหว่าง 18-38 ปี จำนวน 239 คน เพื่อจัดลำดับความสนใจในปัญหาสังคม และการวิจัยแบบสนทนากลุ่ม (Focus Group) 7 กลุ่ม ๆ ละ 5 คน เพื่อคัดเลือกผลงานโฆษณาที่สามารถสร้างการรับรู้และการตอบสนองด้านอารมณ์และพฤติกรรม จากผลงานโฆษณาช่วงปี ค.ศ. 2011 ถึง ค.ศ. 2017 ที่ได้รับรางวัลระดับนานาชาติจำนวน 328 ชิ้นงาน และทำการวิเคราะห์หาองค์ประกอบทางการออกแบบโฆษณา จากผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการด้านโฆษณาที่มีประสบการณ์ไม่ต่ำกว่า 7 ปี จำนวน 15 ท่าน โดยให้ผู้เชี่ยวชาญทำการเลือกองค์ประกอบต่าง ๆ ในการออกแบบโฆษณาส่งเสริมสังคม ผลวิจัยพบว่า 1) ปัญหาสังคมที่มิลเลนเนียลเจนเนอเรชั่นมีความสนใจ 14 ประเด็นปัญหา อาทิ ปัญหาการศึกษา ปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรง ปัญหาความเจ็บป่วยทางจิต 2) แนวทางการออกแบบโฆษณาส่งเสริมสังคมสำหรับมิลเลนเนียลเจนเนอเรชั่น การกำหนดวัตถุประสงค์การโฆษณา จำนวน 3 วัตถุประสงค์ กลยุทธ์การสื่อสาร จำนวน 14 กลยุทธ์ อาทิ กลยุทธ์การทำให้มีความรู้สึกไม่ดีถ้าตนไม่ได้ปฏิบัติตาม กลยุทธ์การใช้ความเชี่ยวชาญของผู้ส่งสารโน้มน้าวไปในทางลบ กลยุทธ์ด้านศีลธรรม การใช้จุดจับใจ จำนวน 23 รูปแบบ อาทิ ด้านความรู้สึกผิด ด้านความกลัว ด้านความเห็นอกเห็นใจ การนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ จำนวน 19 รูปแบบ อาทิ การใช้วิธีเปรียบเทียบแบบอุปมาอุปไมย การเปลี่ยนมุมมอง การใช้สัญลักษณ์และเครื่องหมาย เป็นต้น
ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง : มรรคาแห่งโชคชะตา แฟนตาเซียสำหรับวงเชมเบอร์อองซอมเบลอ,
2017
คณะศิลปกรรมศาสตร์
ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง : มรรคาแห่งโชคชะตา แฟนตาเซียสำหรับวงเชมเบอร์อองซอมเบลอ, อรอุษา หนองตรุด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทประพันธ์เพลงดุษฎีนิพนธ์ "มรรคาแห่งโชคชะตา" แฟนตาเซียสำหรับวงเชมเบอร์อองซอมเบลอ พรรณนาถึงเรื่องราวการเดินทางผ่านโชคชะตากำหนด เกิดเป็นประสบการณ์ที่ยังจารึกตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้ประพันธ์อย่างมิรู้ลืม สร้างเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานประพันธ์เพลงบทนี้ ที่จะถ่ายทอดเรื่องราวความประทับใจผ่านสีสันทางวัฒนธรรมอย่างมีบูรณาการ สะท้อนภาพความงามที่แตกต่าง รวมทั้งบทบาทที่กลมกลืนเมื่อมองย้อนกลับไปสู่อดีตอันเปี่ยมด้วยคุณค่าและความหมายของชีวิต บทประพันธ์เพลงนี้ประกอบด้วยการใช้เทคนิคการขยาย (Expanding techniques) เพื่อสร้างสำเนียงดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ นำไปสู่การตีความให้เห็นความงามของแต่ละท่วงทำนองที่ลึกซึ้ง การใช้สำนวนดนตรีพื้นเมืองผ่านเครื่องดนตรีตะวันตกในรูปแบบดนตรีร่วมสมัย อันเป็นนวัตกรรมสุนทรียะสำเนียงตะวันออกที่เข้มข้นด้วยสีสันและเทคนิคการบรรเลง อีกทั้งยังสร้างบรรยากาศพื้นถิ่นที่เคล้าบริบทความเป็นตะวันตกด้วยเครื่องดนตรีพื้นบ้านภาคใต้ บทประพันธ์เพลงดุษฎีนิพนธ์ "มรรคาแห่งโชคชะตา" แฟนตาเซียสำหรับวงเชมเบอร์อองซอมเบลอ ประกอบด้วย 3 กระบวน ได้แก่ กระบวนที่ 1) ตรังเค ถ่ายทอดและพรรณนาเรื่องราวของตรังเค ดินแดนแห่งรุ่งอรุณ สะท้อนให้เห็นความผูกพันและความภาคภูมิใจในถิ่นกำเนิด กระบวนที่ 2) มหานคร นครแห่งความวุ่นวายที่น่าหลงใหล ชวนฝัน สะท้อนบทบาททางอารมณ์ในแง่มุมที่มีความหลากหลายของเหล่าผู้คนเมืองหลวง เป็นการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่ลงตัว และกระบวนที่ 3) ซอ-อุล สะท้อนภาพเหตุการณ์และความทรงจำที่ย้อนกลับไปยังดินแดนบนเส้นทางชีวิตในอดีต แม้ว่าบทประพันธ์ในแต่ละกระบวนมีลักษณะเฉพาะในการนำเสนอเรื่องราว แต่เนื้อหานั้นได้ถูกเชื่อมโยงไว้ด้วยโครงสร้างที่สร้างเอกลักษณ์ให้กับบทประพันธ์ คำสำคัญ: มรรคา, โชคชะตา, บทประพันธ์ดนตรี, วงเชมเบอร์อองซอมเบลอ
Synergy: Game Design + Qur'an Memorization,
2017
VCUQatar
Synergy: Game Design + Qur'an Memorization, Sultana Jesmine Moulana
Theses and Dissertations
The rise of digital technology has transformed nearly every part of our daily lives, including the way we learn and memorize. Such transformations raise interesting questions for one of the most long-standing and demanding memorization tasks in the world: the memorization of the Islamic holy book, The Qur’an. For Muslims, The Qur’an is a timeless, sacred text, cradling within its covers many profound images, stories, and parables. Despite rigorous research in the fields of game design and memorization techniques, very little work has been done in combining these two areas of research to create a game-based memorization experience of The …
Construction Of An Album For Oneself,
2017
School of Arts
Construction Of An Album For Oneself, Maria Tinaut
Theses and Dissertations
My work focuses on the construction and validation of images assembled from fragments of found photographs, generating new narratives that hover between “reality” and fiction. Archive and Fiction: Construction of the past and the self is the result of two years of artwork exploring my family archives and my relationship to my family through them. I understand the family as a place of identity in continuous change, serving as a container of history and memory. Conceiving of my family albums as material allows me to approach my family history as a visitor. Mediated memory and constructed memory intertwine in the …
Adventures Close To Home,
2017
Virginia Commonwealth University
Adventures Close To Home, Ryan Syrell
Theses and Dissertations
My work articulates experiences of intimacy and porosity with regard to domestic space. I think of these paintings as fields of interrelatedness which work to dismantle the perceived thresholds between things. The following text brings together the research of my studio practice and a survey of artists, writers, and filmmakers who have charted related spaces of the ordinary, domestic, and porous.
Re-Exploring My Identity As A Japanese Woman,
2017
Fumi Amano
Re-Exploring My Identity As A Japanese Woman, Fumi Amano
Theses and Dissertations
This document contains reflections on my motivations and the personal decisions made in the realization of selected works leading up to and including my thesis exhibition "Voice". The following text shares the many and varied connections between my life and art-making. My issues in my personal relationships with others has spilled out from my heart and turned into these works. I'm continuously expressing the unsuccessful attempts we make at developing true bonds that bridge the gaps between people.
Sub For More,
2017
Virginia Commonwealth University
Sub For More, Chelsea Lee
Theses and Dissertations
This written thesis unpacks the thoughts and motivations behind the decisions I have made in my artistic practice that have ultimately culminated in my M.F.A. Thesis Exhibition: Sub for More. By merging images of my own work as well as internet sourced images of the culture that drives my work, I have created a platform to begin to understand my experience during graduate school. This text examines and explores my belief in the inherent power in pop culture, my obsession with fame, celebrity, and my self-identity as a participant in current pop-culture.
Planar Refrains,
2017
Virginia Commonwealth University
Planar Refrains, Stephen Anthony Nunes
Theses and Dissertations
My practice explores phenomenal poetic truths that exist in fissures between the sensual and physical qualities of material constructs. Magnifying this confounding interspace, my work activates specific instruments within mutable, relational systems of installation, movement, and documentation. The tools I fabricate function within variable orientations and are implemented as both physical barriers and thresholds into alternate, virtual domains. Intersecting fragments of sound and moving image build a nexus of superimposed spatialities, while material constructions are enveloped in ephemeral intensities. Within this compounded environment, both mind and body are charged as active sites through which durational, contemplative experiences can pass.
Reverberation, …
D Is For The Most Cherished Sense (Whence It Comes And Wither It Goes),
2017
VCU
D Is For The Most Cherished Sense (Whence It Comes And Wither It Goes), Hallie S. Mcneill
Theses and Dissertations
A transcript of the audio that constitutes the work by the same title, along with an introduction and relevant bibliography.
Urban Illusions,
2017
Louisiana State University and Agricultural and Mechanical College
Urban Illusions, Haley R. Hatfield
LSU Master's Theses
Urban Illusions is an immersive and interactive documentary experience that curates moments of reality in virtual environments to educate and expose viewers to a string of social and political issues that have been exposed in Baton Rouge. These moments also reflect a transformative time across the United States. The research and exhibition experiments with 360-degree videos and virtual reality to document issues occurring from racial tension stemming from prejudicial police violence and residual segregation that is still present in Baton Rouge. The intent of this work is to establish a methodology benefiting from modern technology in order to document real …
Penggunaan Doa Batuna'u Dalam Tradisi Etnik Lio Di Desa Ngalukoja Kecamatan Maurole Kabupaten Ende: Sebuah Kajian Linguistik Kebudayaan,
2016
Universitas Nusa Cendana Kupang
Penggunaan Doa Batuna'u Dalam Tradisi Etnik Lio Di Desa Ngalukoja Kecamatan Maurole Kabupaten Ende: Sebuah Kajian Linguistik Kebudayaan, Idris Mboka
Paradigma: Jurnal Kajian Budaya
This study aims to identify and describes the verbal symbols and cultural imagery of Lio Ethnic (LE) community which are contained in Batuna’u Prayer (BP). The theory used as analytical scalpel is the Cultural Linguistics Theory (CLT). This study shows 5 forms of BP used in LE community, which are the traditional house construction BP (THC), going to sow BP (GS), delivering dowry BP (DD), going to school BP (GSC), and deceased person BP (DP). From these five forms of BP, there are verbal symbols of a language grammatical discourse (phonology, morphology, and syntax), and the metaphor styles of language, …
Ketiadaan Padanan Peribahasa Prancis Dalam Bahasa Indonesia,
2016
Fakultas Ilmu Pengetahuan Budaya Universitas Indonesia
Ketiadaan Padanan Peribahasa Prancis Dalam Bahasa Indonesia, Ismirani Mardelana
Paradigma: Jurnal Kajian Budaya
The absence of equivalents is an issue that has always been faced by translators in translating the source text. When translating proverbs, which are loaded with moral and cultural messages, translators are required to be able to transfer the messages appropriately. The different types of proverbs between French and Indonesian are a major cause of translators’ difficulty in finding the equivalents in the form of proverbs. This issue was raised from the author’s own experience in translating French fable by Jean de La Fontaine into Indonesian. By using the theory of Paremi and proverbs types of Bhuvaneswar (2000), French and …
Tipologi Motif Cap Tangan Prasejarah Di Leang Uhallie, Kabupaten Bone, Sulawesi Selatan,
2016
Fakultas Ilmu Pengetahuan Budaya Universitas Indonesia
Tipologi Motif Cap Tangan Prasejarah Di Leang Uhallie, Kabupaten Bone, Sulawesi Selatan, Irsyad Leihitu
Paradigma: Jurnal Kajian Budaya
This article discusses the typology of a hand stencil pattern cave painting located in Leang Uhallie, Bone district, South Sulawesi. Irving Rouse’s taxonomy classification methods were used to find the typology of the hand stencil pattern. This study shows that there are three forms of hand stencil with 21 variants. This typologycal study of the hand stencil also shows the dominant and the unique pattern form of Leang Uhallie.
Perubahan Budaya Kerja Pertanian Lahan Kering Atoni Pah Meto Di Kabupaten Timor Tengah Utara,
2016
Universitas Nusa Cendana Kupang
Perubahan Budaya Kerja Pertanian Lahan Kering Atoni Pah Meto Di Kabupaten Timor Tengah Utara, Damasius Sasi
Paradigma: Jurnal Kajian Budaya
The goal of the study is to review changes in dryland farming culture of atoni pah meto in North Center Timor District caused by global climate changes. The research method used was qualitative descriptive: the data collecting method used was interviews, observations, and the document study. Research results prove that the atoni pah meto which consists of eighteen farming rituals, five work patterns, work division between genders, and work ethos, has shifted. It is caused by the interaction of atoni pah meto with other nations, tribes, and ethnic groups, further affected by global climate changes. Climate changes have made a …
