Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Social and Behavioral Sciences Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Discipline
Institution
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type
File Type

Articles 73081 - 73110 of 658257

Full-Text Articles in Social and Behavioral Sciences

ความเครียดในการทำงานและประสิทธิภาพในการทำงานของข้าราชการกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง, วราภรณ์ แก้วแดง Jan 2023

ความเครียดในการทำงานและประสิทธิภาพในการทำงานของข้าราชการกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง, วราภรณ์ แก้วแดง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์หลักของการวิจัยครั้งนี้คือการศึกษาอิทธิพลของระดับความเครียดในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของข้าราชการกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง ผู้วิจัยเลือกใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณโดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากข้าราชการกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง รวมจำนวน 220 คน โดยใช้แบบสอบถามรูปแบบออนไลน์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความเครียดโดยทั่วไปในชีวิตประจำวันระดับปานกลาง และมีความเครียดในการทำงานโดยรวมระดับน้อย เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าปัจจัยด้านลักษณะงานมีค่าระดับความเครียดในการทำงานสูงที่สุดซึ่งมีระดับปานกลาง รองลงมาคือปัจจัยด้านบทบาทหน้าที่ ด้านโครงสร้างและบรรยากาศในองค์กร ด้านความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และด้านสัมพันธภาพระหว่างบุคคล เมื่อพิจารณาในส่วนของประสิทธิภาพการทำงาน พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพในการทำงานโดยรวมระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าปัจจัยด้านคุณภาพงานมีประสิทธิภาพในการทำงานมากที่สุด รองลงมาคือด้านระยะเวลาและความคุ้มค่า และสุดท้ายคือด้านปริมาณงาน จากนั้นในส่วนของการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ งานวิจัยนี้พบว่าปัจจัยความเครียดในการทำงานทุกด้าน มีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพในการทำงานในระดับต่ำ และมีความสัมพันธ์แบบแปรผกผัน กล่าวคือหากปัจจัยความเครียดในการทำงานเพิ่มขึ้นจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง และเมื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) พบว่าปัจจัยภูมิหลังทางประชากรและสังคมที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน ได้แก่ กลุ่มงาน ระยะเวลาในการทำงาน และระดับความเครียดโดยทั่วไปในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตามความเครียดในการทำงานไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติแต่ประการใด งานวิจัยนี้จึงเสนอแนะให้องค์กรมีการประเมินความเครียดของบุคลากรอยู่เสมอ เพื่อรักษาความเครียดในการทำงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และเกิดประสิทธิภาพในการทำงานมากที่สุด


การรับรู้และความพึงพอใจเกี่ยวกับสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลของข้าราชการ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์, วัชรพงษ์ สำเนียง Jan 2023

การรับรู้และความพึงพอใจเกี่ยวกับสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลของข้าราชการ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์, วัชรพงษ์ สำเนียง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระว่างระดับการรับรู้กับระดับความพึงพอใจเกี่ยวกับสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลของข้าราชการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 83 คน ซึ่งเป็นข้าราชการ ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2) ประเภททั่วไป และประเภทวิชาการ (ระดับปฏิบัติงาน ชำนาญงาน ปฏิบัติการ ชำนาญการ และชำนาญการพิเศษ) ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างโดยส่วนใหญ่รับรู้เกี่ยวกับสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลระดับมากและปานกลาง อีกทั้งพบว่ามีความพึงพอใจในสวัสดิการด้านสุขภาพอนามัย ความมั่นคงปลอดภัย การศึกษา และเศรษฐกิจระดับมาก แต่มีความพึงพอใจในสวัสดิการด้านนันทนาการระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับระดับการรับรู้ พบว่าอายุและสถานที่ปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์กับระดับการรับรู้เกี่ยวกับสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับระดับความพึงพอใจ และความสัมพันธ์ระหว่างระดับการรับรู้กับระดับความพึงพอใจ ไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงเสนอแนะให้มีการจัดอบรมเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าราชการที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งก่อนเข้ามาปฏิบัติงาน รวมถึงการทบทวนความรู้เกี่ยวกับสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลให้แก่บุคลากรในสังกัดเพื่อทำให้เกิดการรับรู้ที่ถูกต้องและครบถ้วน ตลอดจนการสำรวจความพึงพอใจของข้าราชการ พนักงานราชการ และบุคลากรในสังกัดเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลเป็นประจำ


การศึกษาบทบาทของสำนักงบประมาณต่อการกระจายอำนาจทางการคลัง: กรณีศึกษาการจัดสรรเงินอุดหนุนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, วีรภัทร์ อินทรนาค Jan 2023

การศึกษาบทบาทของสำนักงบประมาณต่อการกระจายอำนาจทางการคลัง: กรณีศึกษาการจัดสรรเงินอุดหนุนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, วีรภัทร์ อินทรนาค

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาบทบาทสำนักงบประมาณต่อการกระจายอำนาจทางการคลัง : กรณีศึกษาการจัดสรรเงินอุดหนุนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเสนอแนวทางการนำระบบงบประมาณแบบมุ่งผลสำเร็จ (Result-Based Budgeting : RBB) ที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อสำรวจและวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคและความท้าทายที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแนวทางการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยตรง ผ่านแนวคิดทฤษฎีการกระจายอำนาจทางการคลัง ทฤษฎี SWOT Analysis วิเคราะห์บทสัมภาษณ์เชิงลึกจากเจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณ เจ้าหน้าที่ อปท. และ นักวิชาการทางการคลัง ผลการวิจัยพบว่า การจัดสรรงบประมาณโดยตรงของสำนักงบประมาณ (สงป.) แบบแนวทางที่สอดคล้องกับ RBB ยังพบว่ามีข้อจำกัดในเรื่องบุคลากรและความเข้าใจต่อบริบทของแต่ละท้องถิ่นที่แตกต่างกัน ทำให้การจัดสรรงบประมาณไม่ทันต่อสถานการณ์ กระบวนการตรวจสอบและอนุมัติที่ซับซ้อน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสม การปรับปรุงระบบติดตามและประเมินผล การจัดทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (big-Data) นำไปสู่การประยุกต์ใช้ข้อมูลเกิดการพัฒนาของท้องถิ่นในอนาคต นอกจากนี้ ปัจจุบัน สงป. ได้จัดตั้งสำนักงานเขต (สาขา) ทำให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่าง สงป. กับ อปท. อย่างบูรณาการ สะสมองค์ความรู้ รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้นำ อปท. มาชี้แจงงบประมาณโดยตรง เกิดความโปร่งใสและประสิทธิภาพในกระบวนการจัดสรรงบประมาณ


ปัจจัยที่ส่งผลต่อการส่งเงินสะสมในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กรณีศึกษาข้าราชการกรมทรัพยากรน้ำ, ศันสนีย์ พิมลพันธุ์ Jan 2023

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการส่งเงินสะสมในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กรณีศึกษาข้าราชการกรมทรัพยากรน้ำ, ศันสนีย์ พิมลพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการส่งเงินสะสมในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ของข้าราชการกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งให้ความสนใจไปที่อัตราออมเพิ่มของบุคลากรและอาศัยกระบวนการวิจัยเชิงปริมาณเป็นหลัก จากการศึกษาพบว่า (1) ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุและร้อยละการออมต่อรายได้มีอิทธิพลต่ออัตราออมเพิ่มในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ โดยบุคลากรที่มีอายุระหว่าง 41 – 60 ปี มีอัตราออมเพิ่มในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการที่แตกต่างจากช่วงอายุอื่น ๆ และบุคลากรที่มีการออมในอัตราตั้งแต่ร้อยละ 11 – 30 ต่อรายได้ มีอัตราออมเพิ่มในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (2) ความรู้ความเข้าใจในสิทธิประโยชน์การเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการมีอิทธิพลต่ออัตราออมเพิ่มในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (3) ปัจจัยสนับสนุนการออมมีอิทธิพลต่ออัตราออมเพิ่มในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 โดยบุคลากรให้ความสำคัญในเรื่อง รายได้ต่อเดือนมากที่สุด รองลงมาคือ ภาระหนี้สิน อายุ และมูลค่าเงินสะสมในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ณ ปัจจุบัน ตามลำดับ (4) ปัจจัยความคาดหวังต่อผลตอบแทน มีอิทธิพลต่ออัตราออมเพิ่มในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.10 โดยบุคลากรที่คาดหวังต่อผลตอบแทนจากการลงทุนในระดับสูงส่งผลให้อัตราออมเพิ่มในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการลดลง


แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานโครงการนำร่องการให้บริการขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Extension) ภายใต้สังกัดกองกำกับการ 2 กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, สรารินทร์ สงวนศรี Jan 2023

แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานโครงการนำร่องการให้บริการขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Extension) ภายใต้สังกัดกองกำกับการ 2 กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, สรารินทร์ สงวนศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ผลการดำเนินงานโครงการนำร่องการให้บริการ ขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้สังกัดกองกำกับการ 2 กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินโครงการ อันจะนำไปสู่การสังเคราะห์แนวทางในการพัฒนาการดำเนินโครงการดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยงานศึกษานี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ที่รวบรวมข้อมูลจากการค้นคว้าเอกสาร ประกอบกับการใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลที่เฉพาะเจาะจง จำนวน 10 ท่าน ด้วยการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและใช้คำถามในลักษณะปลายเปิด เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และประมวลผลตามรูปแบบการประเมินโครงการแบบจำลองแบบซิปป์ (CIPP Model) ผลการศึกษาพบว่า (1) สภาวะแวดล้อมของโครงการ มีความเชื่อมโยงกับนโยบายของรัฐบาลและหน่วยเหนือ รวมถึงมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บริการเป้าหมาย (2) ปัจจัยนำเข้าของโครงการ ในส่วนของข้าราชการตำรวจตรวจคนเข้าเมืองระดับผู้บริหารและระดับผู้ปฏิบัติการส่วนใหญ่ มีศักยภาพ ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการเป็นอย่างดี ในส่วนของงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการ ได้รับความร่วมมือจากบริษัท VFS Global และในส่วนของเครื่องมือวัสดุอุปกรณ์และสถานที่ มีเพียงพอต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ (3) กระบวนการของโครงการ สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ใช้บริการในระดับหนึ่ง (4) ผลผลิตของโครงการ ในแง่การลดระยะเวลาในการรอรับบริการยังไม่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้บริการ ในแง่ของการลดขั้นตอนการให้บริการสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นอย่างดี และในส่วนของการลดความแออัดของผู้รับบริการในพื้นที่ มีแนวโน้มที่จะไม่บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดด้วยค่าตัวชี้วัด สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินโครงการ พบปัญหาในด้านบุคลากร ด้านการจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนโครงการจากทางภาครัฐ และด้านความร่วมมือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบาย โดยหน่วยงานควรเพิ่มการสนับสนุนในด้านการพัฒนาบุคลากร และด้านงบประมาณในการดำเนินโครงการ รวมถึงกระชับความร่วมมือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบายยิ่งขึ้น


ญี่ปุ่นกับการตอบรับกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศด้านภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจากสมัยรัฐบาล ซินโซ อาเบะ ถึงปัจจุบัน, สุธิตา ประดิษฐ์ Jan 2023

ญี่ปุ่นกับการตอบรับกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศด้านภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจากสมัยรัฐบาล ซินโซ อาเบะ ถึงปัจจุบัน, สุธิตา ประดิษฐ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานโยบายของญี่ปุ่นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเพื่อศึกษาปัจจัยที่ผลักดันให้ญี่ปุ่นดำเนินการกำหนดนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันนำมาสู่การตออบคำถามว่า ญี่ปุ่นในช่วงสมัยรัฐบาลซินโซะ อาเบะ จนถึงปัจจุบัน มีท่าทีต่อกรอบ UNFCCC อย่างไร? และอะไรเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ญี่ปุ่นมีท่าทีดังกล่าว? โดยใช้ทฤษฎีระบอบระหว่างประเทศ (International Regime Theory) เป็นแนวทางวิเคราะห์ จากการศึกษายังพบว่า ญี่ปุ่นได้มีการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ต่าง ๆ อันเกี่ยวกับด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อให้สอดรับกับกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศภายใต้กรอบ UNFCCC เช่น การกำหนดโควตาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การกำหนดนโยบายการ ซื้อขายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ET) การเก็บภาษีคาร์บอน โครงการ Cool Earth 50 การฟื้นฟูนโยบายพลังงานของญี่ปุ่น เป็นต้น แสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นมีความตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และให้ความสำคัญกับกฎเกณฑ์ภายใต้กรอบ UNFCCC เนื่องจากปัจจัย อันได้แก่ ปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอกของญี่ปุ่น ทั้งนี้ญี่ปุ่นยังมีรูปแบบลักษณะของ Neoliberalism หรือทฤษฎีเสรีนิยมใหม่ ซึ่งการดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบกติกา เพื่อนําไปสู่การบรรลุเป้าหมายร่วมกัน งานวิจัยนี้จึงมีความสำคัญในการเพิ่มความเข้าใจถึงบทบาทและท่าทีของญี่ปุ่นต่อการตอบรับกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศด้านภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง รวมทั้งการรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลกของญี่ปุ่น ในช่วงสมัย รัฐบาลซินโซ อาเบะ จนถึงปัจจุบัน


การส่งเสริมการสร้างภาพลักษณ์ประเทศโดยใช้เทศกาลภาพยนตร์: กรณีศึกษา การจัดงานเทศกาลภาพยนตร์อาเซียนแห่งกรุงเทพมหานคร, อนันตชัย เจริญจิตต์ Jan 2023

การส่งเสริมการสร้างภาพลักษณ์ประเทศโดยใช้เทศกาลภาพยนตร์: กรณีศึกษา การจัดงานเทศกาลภาพยนตร์อาเซียนแห่งกรุงเทพมหานคร, อนันตชัย เจริญจิตต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้อาศัยกรอบแนวคิดการทูตเชิงวัฒนธรรม (Cultural Diplomacy) และกรอบแนวคิดการสร้างภาพลักษณ์ให้กับประเทศ (Nation Branding) เพื่อศึกษาการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ของรัฐบาลผ่านการดำเนินโครงการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์อาเซียนแห่งกรุงเทพมหานคร ประจำปี พ.ศ. 2558 - 2566 ในฐานะเครื่องมือทางนโยบายเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ ผลจากการศึกษาพบว่าการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์อาเซียนได้สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทย กล่าวคือ การดำเนินการตลอดระยะเวลาร่วมทศวรรษที่ผ่านมาได้สร้างให้กรุงเทพมหานคร รวมถึงงานเทศกาลภาพยนตร์เอง ส่งผลให้ไทยกลายเป็น “ศูนย์กลาง” ด้านภาพยนตร์ของภูมิภาคอาเซียนไปโดยปริยาย จากการที่ “กรุงเทพมหานคร” ในนามของ “ประเทศไทย” เป็นที่รับรู้และรู้จักในฐานะที่เป็นสถานที่และพื้นที่แห่งเดียวในภูมิภาคและในโลกที่ได้มีการนำภาพยนตร์ประเภทต่าง ๆ จากประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง มาจัดฉายและรวบรวมกันไว้ด้วยกันในที่เดียวกัน โดยที่ไม่มีเมือง ประเทศ หรือพื้นที่อื่น ๆ ที่มีการดำเนินกิจกรรมในลักษณะเดียวกันนี้อย่างจริงจัง และเป็นไปโดยไร้การเลือกปฏิบัติ ทั้งนี้ หากนโยบายนี้ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม เทศกาลภาพยนตร์อาเซียนฯ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสร้างสร้างอัตลักษณ์ทางด้านภาพยนตร์ให้กับกรุงเทพมหานครและภาพลักษณ์เชิงบวกต่อประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ดังที่หลาย ๆ ประเทศที่จัดงานเทศกาลภาพยนตร์ระดับโลกประสบความสำเร็จและสร้างเกียรติภูมิในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ของตนเองและทำให้ประเทศเป็นที่รู้จัก รับรู้ และยอมรับในมิติดังกล่าว


ปัจจัยที่มีผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง, สุภาวดี ขุนพินิจ Jan 2023

ปัจจัยที่มีผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง, สุภาวดี ขุนพินิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม โดยแจกแบบสอบถามให้กับข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ และลูกจ้างชั่วคราวที่ปฏิบัติงานในกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลางจำนวน 287 คน โดยมีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาด้วยตารางแจกแจงความถี่ และค่าร้อยละ เพื่ออธิบายปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคล ใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล และการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบหาค่าความแตกต่าง ANOVA เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคลกับการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง รวมถึงทิศทางความสัมพันธ์ของตัวแปรที่เกิดขึ้น เพื่อนำมาอธิบายข้อสรุปให้กับงานวิจัยในครั้งนี้ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง คือ ปัจจัยด้านกระบวนการ ปัจจัยด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ปัจจัยด้านผู้นำองค์กร ปัจจัยด้านผู้ปฏิบัติงาน และปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด


การเข้าร่วมเป็นพันธมิตรของประเทศโลกที่ 3 กับมหาอำนาจ : กรณีศึกษาการเข้าร่วมองค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Seato) ของประเทศไทย, อรอนงค์ อุบลมณี Jan 2023

การเข้าร่วมเป็นพันธมิตรของประเทศโลกที่ 3 กับมหาอำนาจ : กรณีศึกษาการเข้าร่วมองค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Seato) ของประเทศไทย, อรอนงค์ อุบลมณี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งที่จะศึกษาและทำความเข้าใจถึงการเข้าร่วมองค์การซีโตของประเทศไทยของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยจะใช้งานวิชาการเข้ามาเปรียบเทียบน้ำหนักระหว่างสภาวะปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน มาพิจารณาร่วมกับทฤษฎีการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรระหว่างวอลต์และเดวิด ซึ่งจากสำรวจงานวิชาการมีความแตกต่างในการอธิบายถึงการเข้าร่วมองค์การซีโตที่แตกต่างกัน จึงนำมาสู่ข้อเสนอทางสมมติฐานถึงการตัดสินใจเข้าร่วมขององค์การซีโตของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามนั้น แท้จริงแล้วกังวลต่อภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจากสถาวะแวดล้อมภายนอกอย่างเดียวหรือไม่ งานวิจัยนี้ได้นำเสนองานวิชาการที่อธิบายการเข้าร่วมองค์การซีโต รวมถึงทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเรื่องการเข้าร่วมเป็นพันธมิตร มาประกอบในการอธิบายสาเหตุของการเข้าร่วมองค์การซีโต โดยวิธีการศึกษานั้นเป็นการวิจัยเอกสารและนำเอาทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาอธิบายควบคู่ไปกับการอธิบายเชิงประวัติศาสตร์ ซึ่งจะทำให้ภาพการดำเนินนโยบายดังกล่าวมีความสมบูรณ์ขึ้น จากการศึกษาพบว่า การอธิบายการเข้าร่วมองค์การซีโตของประเทศไทย ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยปัจจัยภายนอกที่เกิดขึ้นจากภัยคุกคามคอมมิวนิสต์เพียงประการเดียว แต่ยังมีประเด็นของปัจจัยภายในประเทศที่มาจากปัญหาความมั่นคงทางการเมืองภายใน มีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจในการเข้าร่วมองค์การซีโตเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงสอดคล้องกับคำอธิบายของทฤษฎีที่นำเสนอโดยเดวิด


ความเสี่ยงจากการอุทธรณ์ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในการดำเนินภารกิจโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยาน, อรวรรณ ศรีจันทร์ Jan 2023

ความเสี่ยงจากการอุทธรณ์ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในการดำเนินภารกิจโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยาน, อรวรรณ ศรีจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การดำเนินภารกิจโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานเป็นหนึ่งในภารกิจของกรมท่าอากาศยาน ที่ยังพบปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้นในขั้นตอนของการดำเนินงานตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของโครงการ สารนิพนธ์เรื่อง “ความเสี่ยงจากการอุทธรณ์ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในการดำเนินภารกิจโครงสร้างพื้นฐาน ของท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยาน” เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยความเสี่ยงและผลกระทบที่เกิดจากการอุทธรณ์ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในการดำเนินการด้านยุทธศาสตร์พัฒนาท่าอากาศยานของกรมท่าอากาศยานตามภารกิจโครงสร้างพื้นฐาน 2) ศึกษาการดำเนินงานและบริหารจัดการความเสี่ยงโครงการตามภารกิจโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยาน 3) ศึกษาแนวทางในการจัดการความเสี่ยงตามแนวทางมาตรฐานของหลักเกณฑ์กระทรวงการคลังที่กำหนด ซึ่งผู้วิจัย ได้ศึกษาข้อมูลจากเอกสารและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกที่มีลักษณะ การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างจากกลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูลสำคัญซึ่งเป็นบุคลากรในสังกัดกรมท่าอากาศยาน ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 8 ท่าน โดยใช้กรอบแนวคิดการวิจัยเป็นฐานในการค้นหาคำตอบของคำถามวิจัย ผลการศึกษาได้ข้อค้นพบว่า ขั้นตอนการอุทธรณ์ของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เป็นนัยสำคัญ ต่อการบริหารจัดการความเสี่ยง โดยปัจจัยความเสี่ยงและผลกระทบที่เกิดจากการอุทธรณ์ในกระบวนการ จัดซื้อจัดจ้าง สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ด้าน ได้แก่ 1) ความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน 2) ความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือขององค์กร โดยที่ผ่านมากรมท่าอากาศยานมีมาตรการควบคุมด้วยการบริหารจัดการความเสี่ยงตามมาตรฐานหลักเกณฑ์และแนวทางที่กระทรวงการคลังกำหนด อย่างไรก็ดี จากการศึกษาได้พิจารณาแล้วว่าประเด็นปัญหาความเสี่ยงด้านการอุทธรณ์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แม้ว่ากระทรวงการคลังจะพิจารณาแนวทางมาตรการเพิ่มเติม ดังนั้น กรณีของการพัฒนาระดับมาตรการที่เหมาะสมจะเป็นสิ่งจำเป็นของการทบทวนกฎหมายเรื่องนี้ต่อไป


Information Structure In Moklen, Daniel Peter Loss Jan 2023

Information Structure In Moklen, Daniel Peter Loss

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigates aspects of information structure in Moklen, an endangered Austronesian language of Southern Thailand. The two objectives were to study the syntactic and informational properties of intonation units and to study the relationship between information status and changes in word-form. With respect to the first objective, Hypothesis 1 held that clausal intonation units would conform to the one-new-idea constraint, while Hypothesis 2 held that variations in argument structure could be accounted for by the given-before-new principle. Regarding changes in word-form, Hypothesis 3 held that use of monosyllabic alternants would correspond to “given” information statuses. To assess these hypotheses, …


การประยุกต์เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศเพื่อประเมินศักยภาพพื้นที่สีเขียวสำหรับความยืดหยุ่นปรับตัวของเมืองในจังหวัดสมุทรสาคร, กรรณิการ์ จันทร์ชิดฟ้า Jan 2023

การประยุกต์เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศเพื่อประเมินศักยภาพพื้นที่สีเขียวสำหรับความยืดหยุ่นปรับตัวของเมืองในจังหวัดสมุทรสาคร, กรรณิการ์ จันทร์ชิดฟ้า

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การกลายเป็นเมืองอย่างรวดเร็วของจังหวัดสมุทรสาครส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะของเมืองทำให้มีความจำเป็นเร่งด่วนในการเสริมสร้างศักยภาพเพื่อปรับปรุงระบบนิเวศที่จำเป็นของเมืองและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่สีเขียวในจังหวัดสมุทรสาคร และประเมินศักยภาพพื้นที่สีเขียวที่เหมาะสมต่อความยืดหยุ่นปรับตัวของเมืองในจังหวัดสมุทรสาคร ด้วยการประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ การวิเคราะห์แบบหลายเกณฑ์โดยวิธีกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ และการสังเคราะห์ความเชื่อมโยงพื้นที่สีเขียวและความยืดหยุ่นปรับตัวของเมือง โดยใช้ข้อมูลจากกรมพัฒนาที่ดิน ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ และการสัมภาษณ์ผู้รู้ในพื้นที่ ผลการศึกษามีดังนี้ (1) จังหวัดสมุทรสาครมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินระหว่าง ปี พ.ศ. 2543 ถึง ปี พ.ศ. 2564 เท่ากับ ร้อยละ 35.13 ของพื้นที่จังหวัด โดยพื้นที่เกษตรกรรมเป็นพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนไปเป็นที่ดินประเภทอื่น ๆ มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 63.20 ของการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินทั้งหมด ซึ่งเป็นการเปลี่ยนไปเป็นการใช้ที่ดินประเภทพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้างมากที่สุด ร้อยละ 59.46 ของการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้เห็นว่าพื้นที่สีเขียวมีแนวโน้มลดลงและพื้นที่เมืองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยรูปแบบการใช้ที่ดินนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงตามการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการประกอบอาชีพของจังหวัด (2) การประเมินศักยภาพพื้นที่สีเขียวที่เหมาะสมต่อความยืดหยุ่นปรับตัวของเมือง ประกอบด้วยเกณฑ์หลัก 4 ด้าน คือ เศรษฐกิจ-สังคม กายภาพ ธรรมชาติและสภาพแวดล้อม และการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ผลการประเมินศักยภาพของพื้นที่สีเขียวที่เหมาะสมต่อความยืดหยุ่นปรับตัวของเมือง พบว่า นอกเหนือจากร้อยละ 26.72 ที่เป็นพื้นที่เมืองแล้วนั้น พื้นที่ร้อยละ 73.28 ของจังหวัด คือ พื้นที่ศักยภาพ ซึ่งสามารถจำแนกเป็น 5 ระดับตามศักยภาพของพื้นที่ในการรองรับการขยายตัวของเมือง ประกอบด้วย ศักยภาพสูงมาก (ร้อยละ 3.86) ศักยภาพสูง (ร้อยละ 61.48) ศักยภาพปานกลาง (ร้อยละ 34.13) ศักยภาพต่ำ (ร้อยละ 0.49) และศักยภาพต่ำมาก (ร้อยละ 0.05) ตามลำดับ พื้นที่ระดับศักยภาพสูงมากส่วนใหญ่เป็นการใช้ที่ดินหลากหลายประเภท ประกอบด้วย สถานที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ พืชสวน แหล่งน้ำธรรมชาติ ไม้ผล พื้นที่นา พื้นที่ลุ่ม และ ป่าชายเลน ตามลำดับ พื้นที่เหล่านี้กระจายอยู่ในตำบลต่างๆ ใกล้พื้นที่เขตเมืองและอุตสาหกรรมของจังหวัด เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ต้องการพื้นที่สีเขียวรองรับการขยายตัวของเมืองเพื่อส่งเสริมให้เมืองมีความยั่งยืนและยืดหยุ่น


ปัจจัยด้านวรรณยุกต์และโน้ตดนตรีที่มีต่อการใช้เสียงก้องพร่าในการร้องเพลงภาษาไทย, ธนกร อัยกร Jan 2023

ปัจจัยด้านวรรณยุกต์และโน้ตดนตรีที่มีต่อการใช้เสียงก้องพร่าในการร้องเพลงภาษาไทย, ธนกร อัยกร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยระดับเสียงของวรรณยุกต์และโน้ตดนตรีที่ทำให้เกิดเสียงก้องพร่าในการร้องเพลงภาษาไทยโดยใช้เทคนิคโวคอลฟราย และ 2) ศึกษาลักษณะทางกลสัทศาสตร์ของเสียงก้องพร่าที่ปรากฏในการร้องเพลงภาษาไทยโดยใช้เทคนิคโวคอลฟราย เก็บข้อมูลจากผู้ร่วมวิจัยที่ประกอบอาชีพร้องเพลง ทั้งหมด 10 คน เพศชาย 5 คน เพศหญิง 5 คน อายุตั้งแต่ 20 – 30 ปี บันทึกเสียงผู้ร่วมการทดลอง จากการร้องเพลงภาษาไทยที่ผู้วิจัยแต่งขึ้นใหม่ที่มีการควบคุมวรรณยุกต์อย่างสมดุล ผู้ร่วมวิจัยได้รับอนุญาตให้ออกแบบวิธีการร้องด้วยตนเอง และให้เลือกใช้เสียงก้องพร่า (รู้จักในชื่อเทคนิคโวคอลฟราย) ได้ตามอัธยาศัย จำแนกเสียงก้องพร่าจากการฟังประกอบการพิจารณาแผนภาพคลื่นเสียงเพื่อวิเคราะห์การปรากฏในแต่ละวรรณยุกต์และโน้ตดนตรี ใช้วิธีการทางสถิติด้วย Man – Whitney U Test เพื่อยืนยันข้อแตกต่างที่พบ ศึกษาลักษณะทางกลสัทศาสตร์ของเสียงก้องพร่าทั้งหมด เพื่อระบุประเภทย่อยซึ่งอ้างอิงจากการศึกษาของ Keating et al (2015) รวมถึงวัดค่าระยะเวลาเสียงก้องพร่าจากเสียงสระทั้งหมด ผลการศึกษาปฏิสัมพันธ์ของวรรณยุกต์และโน้ตดนตรีต่อการเกิดเสียงก้องพร่าในการร้องเพลงไทย พบว่า เสียงก้องพร่านั้นสามารถปรากฏได้ในทุกช่วงระดับเสียง แต่ปรากฏในช่วงโน้ตเสียงต่ำมากที่สุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และโดยภาพรวม ผู้ร่วมวิจัยเพศชายมีการเลือกใช้เสียงก้องพร่ามากกว่าในทุกช่วงระดับเสียง นอกจากนี้ ในช่วงโน้ตเสียงต่ำ เสียงก้องพร่าปรากฏมากที่สุดกับกลุ่มวรรณยุกต์ต่ำสำหรับผู้ร่วมวิจัยทั้งสองกลุ่ม แต่ในช่วงโน้ตเสียงกลาง ผู้ร่วมวิจัยเพศหญิงใช้เสียงก้องพร่าในกลุ่มวรรณยุกต์สูงมากที่สุด ผลการศึกษาลักษณะทางกลสัทศาสตร์ของเสียงก้องพร่าในการร้องเพลงไทย พบว่า โน้ตดนตรีมีอิทธิพลต่อการปรากฏของเสียงก้องพร่าในแต่ละวรณยุกต์ ส่งผลให้ประเภทย่อยของเสียงก้องพร่าค่อนข้างกระจายตัว เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับระดับเสียงที่แตกต่างกัน ทั้งในแง่ของระดับเสียงโน้ตดนตรีและระดับเสียงของวรรณยุกต์ และถึงแม้มีการกระจายตัวค่อนข้างมาก แต่โดยภาพรวม เสียงก้องพร่าแบบโวคอลฟราย ปรากฏในสัดส่วนที่มากที่สุด ซึ่งผู้ร่วมวิจัยทุกคนใช้เสียงก้องพร่าแบบโวคอลฟรายในช่วงโน้ตเสียงต่ำ อีกทั้งโน้ตดนตรียังส่งผลให้ค่าระยะเวลาเสียงก้องพร่าแตกต่างกัน นอกจากนี้ ในช่วงโน้ตเสียงต่ำและกลาง วรรณยุกต์เอกและโท ส่งผลให้ระยะเวลาเสียงก้องพร่ามากกว่าวรรณยุกต์อื่นๆ แต่ในช่วงโน้ตเสียงสูงกลับพบว่าวรรณยุกต์ตรี ส่งผลให้ระยะเวลาของเสียงก้องพร่านั้นมากกว่าในวรรณยุกต์อื่นๆ


การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินที่มีผลต่อลักษณะของน้ำท่าในลุ่มน้ำระยอง, ปทิตตา กฤตย์จิรกร Jan 2023

การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินที่มีผลต่อลักษณะของน้ำท่าในลุ่มน้ำระยอง, ปทิตตา กฤตย์จิรกร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินที่มีผลต่อปริมาณน้ำท่าในลุ่มน้ำระยอง วิธีการวิจัยเริ่มจากจำลองการเกิดน้ำท่าด้วยแบบจำลอง Soil and Water Assessment Tool (SWAT) โดยสอบเทียบค่าพารามิเตอร์และทดสอบประสิทธิภาพแบบจำลองด้วยปริมาณน้ำท่าตรวจวัดรายวันใน พ.ศ. 2558-2563 จากนั้นวิเคราะห์รูปแบบการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในลุ่มน้ำระยองระหว่าง พ.ศ. 2553-2559 เพื่อคาดการณ์การใช้ประโยชน์ที่ดินใน พ.ศ. 2570 2575 และ 2580 ด้วยแบบจำลอง CA-Markov ผลการศึกษาพบว่าแบบจำลองสามารถคาดการณ์กราฟน้ำท่าได้ในระดับพอใช้ในลุ่มน้ำดอกกราย ลุ่มน้ำหนองปลาไหล และลุ่มน้ำคลองใหญ่ ในขณะที่ลุ่มน้ำทับมาคาดการณ์ปริมาณน้ำท่าในช่วงอัตราการไหลสูงได้ต่ำกว่าความเป็นจริง ส่วนลุ่มน้ำบ้านค่ายไม่สามารถจำลองปริมาณน้ำท่าได้อย่างถูกต้อง สำหรับการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินของลุ่มน้ำระยอง พบว่าพื้นที่สิ่งปลูกสร้างมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีและการใช้ประโยชน์ที่ดินภาคเกษตรกรรมบางประเภท มีแนวโน้มลดลง จึงกำหนดสถานการณ์การจำลองการใช้ประโยชน์ที่ดินในอนาคตได้ 2 แบบ ที่มีพื้นที่อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นและเกษตรกรรมลดลงในอัตราที่ต่างกัน โดยใน พ.ศ. 2570 2575 2580 พบว่าลุ่มน้ำระยองมีปริมาณน้ำท่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 23.18 24.95 25.94 จาก พ.ศ. 2563 ในสถานการณ์ที่อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเฉลี่ยต่อปีร้อยละ 0.5 และพื้นที่เกษตรกรรมลดลงเฉลี่ยต่อปีร้อยละ 0.5 การใช้ประโยชน์ที่ดินประเภท พืชไร่ ยางพารา อุตสาหกรรม และพื้นที่ชุมชน สามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำท่าของลุ่มน้ำระยองได้มากที่สุดทั้ง 2 สถานการณ์ (R2 ระหว่าง 0.85-0.99) เมื่อพิจารณาลุ่มน้ำย่อย พบว่าลุ่มน้ำทับมามีปริมาณน้ำท่าเพิ่มขึ้นมากที่สุดจาก พ.ศ. 2563 ร้อยละ 50.40 เนื่องจากมีพื้นที่อุตสาหกรรมและชุมชนเพิ่มขึ้นและพื้นที่เกษตรกรรมลดลงมากกว่าลุ่มน้ำย่อยอื่น


Covid-19 Infodemic And Social Media Platforms In Thailand, Abhibhu Kitikamdhorn Jan 2023

Covid-19 Infodemic And Social Media Platforms In Thailand, Abhibhu Kitikamdhorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aims to fill a knowledge void on disinformation in a non-western context by examining the infodemic phenomenon in Thailand covering an extensive period from 31 December 2019 to 31 July 2021. The research examines how disinformation about COVID-19 spreads on Facebook and Twitter in Thailand, as well as the effectiveness of counter-disinformation approaches, and policy gaps in addressing the infodemic. Data collection relies on these methodologies—content analysis, sentiment analysis, social network analysis, in-depth interviews, and document analysis. Content analysis of sampled data shows that herbal medicine claims, and politicized COVID-19 information, especially about censorship, are prevalent. Contextual factors …


คุณลักษณะการสื่อสารของนวัตกรที่มีประสิทธิผลในเครือข่ายสังเคราะห์นวัตกรรม, พิเชษฐ์ แตงอ่อน Jan 2023

คุณลักษณะการสื่อสารของนวัตกรที่มีประสิทธิผลในเครือข่ายสังเคราะห์นวัตกรรม, พิเชษฐ์ แตงอ่อน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาคุณลักษณะการสื่อสารของนวัตกรที่มีประสิทธิผลในเครือข่ายสังเคราะห์นวัตกรรมของประเทศไทย เป็นการวิจัยเพื่อการสำรวจหรือการวิจัยเชิงบุกเบิกด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นนวัตกรที่มีประสิทธิผล (มีผลงานอย่างต่อเนื่อง) จำนวน 20 ท่าน คัดเลือกแบบหลายขั้นตอนร่วมกับการคัดเลือกแบบเจาะจงจากฐานข้อมูลสิทธิบัตรของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ใช้การสัมภาษณ์เจาะลึกเป็นเครื่องมือหลักในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ด้วยการวิเคราะห์แก่นสาระ ผลการวิจัยแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน คือ 1. โครงสร้างเครือข่ายและความสัมพันธ์: เครือข่ายสังเคราะห์นวัตกรรมที่นวัตกรที่มีประสิทธิผลสังกัด ประกอบด้วยสมาชิกความเชี่ยวชาญหลากหลาย (สหวิทยาการ/สหวิชาชีพ) แต่มีทัศนคติและวิธีคิดสอดคล้องกัน จึงทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สมาชิกในเครือข่ายฯ ได้รับมอบหมายบทบาทแตกต่างกันตามศักยภาพ และมีความสัมพันธ์กันบนพื้นฐานการทำงานเป็นหลัก โดยเครือข่ายฯ มีผู้นำ (มักได้แก่ตัวนวัตกรที่มีประสิทธิผล) รวมถึงผู้จัดการที่มีทักษะการสื่อสาร มีภาวะผู้นำสูง รอบรู้หลายเรื่องที่เกี่ยวข้อง ตัดสินใจในแต่ละขั้นตอนได้เร็ว รวมถึงมีทักษะการบริหารจัดการที่สามารถควบคุมปัจจัยในการทำงานที่ยากภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากรและเวลาได้ นอกจากนี้ นวัตกรในเครือข่ายฯ จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นหากสามารถ 1) เชื่อมโยงกับสมาชิก/หน่วยงานที่มีต้นทุนทางสังคมสูง ได้แก่ สมาชิก/หน่วยงานที่มีชื่อเสียง เป็นที่ยอมรับระดับสูง และ/หรือมีเครือข่ายด้านแหล่งทุนที่พร้อมและเอื้อต่อการทำงาน และ 2) ดำเนินงานภายใต้องค์กรที่มีระบบงานสนับสนุนซึ่งเอื้อต่อกระบวนการสังเคราะห์นวัตกรรม หรือเอื้อต่อการพัฒนาเครือข่ายสังเคราะห์นวัตกรรมให้เป็นหน่วยงานใหม่ที่มีข้อจำกัดในการทำงานน้อยลง 2. พฤติกรรมการสื่อสาร: สมาชิกเครือข่ายสังเคราะห์นวัตกรรมที่นวัตกรที่มีประสิทธิผลสังกัด มักเปิดกว้างทางความคิดแต่ยังปรากฏการคิดตามกลุ่ม (groupthink) บ้าง มักทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มย่อยแบบไม่เป็นทางการ เพราะคล่องตัวและแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที มีพฤติกรรมการแลกเปลี่ยนข้อมูล/การถ่ายทอดความรู้แบบทุกทิศทางและเกิดขึ้นตลอดเวลา โดยการแสดงความคิดเห็นที่เป็นที่ยอมรับต้องมีหลักฐานทางวิชาการสนับสนุน ในกรณีของการทำงานเป็นกลุ่มใหญ่เพื่อตัดสินใจหรือแก้ไขปัญหาร่วมกัน สมาชิกเครือข่ายฯ จะโต้แย้งแสดงเหตุผลเพื่อลดให้เหลือเฉพาะตัวเลือกที่สำคัญแล้วให้ผู้นำเครือข่ายตัดสินใจอีกครั้ง นอกจากนี้ แนวทางสำคัญของการสื่อสารภายในเครือข่ายฯ ได้แก่ 1) การเปิดกว้างให้สมาชิกสื่อสารได้ทุกเรื่อง 2) ผู้นำ/ผู้จัดการควรสร้างกระบวนการทำงานและการสื่อสารที่ถูกต้อง ชัดเจน รวดเร็ว 3) สมาชิกควรมีทักษะในการสื่อสารให้เข้าใจง่าย และทราบว่าต้องสื่อสารเรื่องใด กับใคร อย่างไร และ 4) มีการจัดการความรู้ (เช่น จัดทำคู่มือ รายงาน แนวปฏิบัติที่ดี ฯลฯ) เพื่อลดขั้นตอนในสิ่งที่ต้องสื่อสารกันบ่อยครั้ง


ปัจจัยจูงใจที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกทำงานที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งกรณีศึกษา พนักงานบรรจุใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง, เอกรัฐ พูลประเสริฐ Jan 2023

ปัจจัยจูงใจที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกทำงานที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งกรณีศึกษา พนักงานบรรจุใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง, เอกรัฐ พูลประเสริฐ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเรื่อง “ปัจจัยจูงใจที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกทำงานที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กรณีศึกษา พนักงานบรรจุใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง” มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกทำงานที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นการศึกษาเชิงปริมาณ เพื่อนำมาเป็นข้อเสนอแนะการพัฒนาสิ่งจูงใจซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการสรรหาบุคลากรให้สามารถสร้างความกระตือรือร้นและขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองทั้งความต้องการขององค์กรและผู้ปฏิบัติงาน และสะท้อนข้อดีและข้อควรให้ความสำคัญเพื่อรักษาประสิทธิภาพและพัฒนาการปฏิบัติงาน โดยการวิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 150 คน ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และความถี่ เป็นต้น เพื่ออธิบายลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างในด้านปัจจัยส่วนบุคคล และใช้สถิติเชิงอนุมาณวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของบุคลากรที่มีปัจจัยส่วนบุคคลแตกต่างกัน ด้วยการวิเคราะห์ด้วยสถิติ F-Test พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกันมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจแตกต่างกัน ได้แก่ รายได้เดิม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และในส่วนของปัจจัยแรงจูงใจที่ส่งผลต่อการตัดสินใจโดยการวิเคราะห์ด้วยสถิติ Multiple Regression Analysis พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลในทิศทางบวกต่อการตัดสินใจประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ ด้านลักษณะงาน/ความรับผิดชอบด้านค่าตอบแทน ด้านสวัสดิการ/สิทธิประโยชน์ ด้านเกียรติยศ/ชื่อเสียง และด้านความมั่นคง/ความก้าวหน้าในการทำงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05


การศึกษาผลกระทบของประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่มีต่อผู้ประกอบการคาเฟ่กัญชาเชิงสันทนาการรายย่อยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, โชติอนันต์ หาญคุณตุละ Jan 2023

การศึกษาผลกระทบของประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่มีต่อผู้ประกอบการคาเฟ่กัญชาเชิงสันทนาการรายย่อยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, โชติอนันต์ หาญคุณตุละ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาผลกระทบของประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2565 ต่อผู้ประกอบการคาเฟ่กัญชาเชิงสันทนาการรายย่อยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อคาเฟ่กัญชาเชิงสันทนาการรายย่อยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และศึกษาแนวทางการปรับปรุงและพัฒนานโยบาย ข้อกฎหมายเพื่อควบคุมกำกับดูแลกิจการคาเฟ่กัญชาเชิงสันทนาการ โดยรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิจากเอกสาร กฎหมาย รวมถึงบทสัมภาษณ์ของผู้กำหนดนโยบายจากสื่อออนไลน์ และสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ประกอบการคาเฟ่กัญชาเชิงสันทนาการรายย่อย จำนวน 5 ราย ผลการวิจัยพบว่าผลกระทบของประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับนี้ ทำให้ผู้ประกอบการมีภาระต้นทุนที่สูงจากข้อกำหนดให้มีผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ส่งผลให้เกิดการหลีกเลี่ยงการดำเนินธุรกิจอย่างถูกกฎหมายและรูปแบบการเป็นคาเฟ่เพื่อสันทนาการ อย่างไรก็ดี ผู้วิจัยได้ศึกษาหาแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนานโยบายและข้อกฎหมายดังกล่าว ซึ่งมีข้อเสนอแนะ ได้แก่ การประชาสัมพันธ์กับภาคประชาชนเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ การออกกฎหมายกำกับดูแลและควบคุมกิจการที่ให้บริการกัญชาเป็นการเฉพาะด้านสันทนาการ การจัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบคอยส่งเสริมและควบคุมดูแลการใช้กัญชาเพื่อการสันทนาการ และการจัดตั้งสถาบันที่น่าเชื่อถือในการฝึกอบรมและออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ


ปัจจัยที่สัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการออมเพื่อเตรียมเกษียณอายุของบุคลากรกรมการจัดหางานในพื้นที่ส่วนกลาง, กฤตพร ปุลววัน Jan 2023

ปัจจัยที่สัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการออมเพื่อเตรียมเกษียณอายุของบุคลากรกรมการจัดหางานในพื้นที่ส่วนกลาง, กฤตพร ปุลววัน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่สัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการออมเพื่อเตรียมเกษียณอายุของบุคลากรกรมการจัดหางานในพื้นที่ส่วนกลาง และเพื่อศึกษาปัจจัยด้านทักษะทางการเงินที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการออมเพื่อเตรียมเกษียณอายุของบุคลากรกลุ่มดังกล่าว โดยอาศัยกระบวนการวิจัยเชิงปริมาณเป็นหลัก และเพิ่มเติมการวิจัยเชิงคุณภาพให้งานวิจัยนี้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น จากการศึกษาพบว่า (1) บุคลากรกรมการจัดหางานในพื้นที่ส่วนกลางส่วนใหญ่มีการวางแผนการออมเพื่อเตรียมเกษียณอายุ (2) ในกลุ่มบุคลากรทั้งหมด มีเพียงปัจจัยด้านตำแหน่งและรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการตัดสินใจวางแผนการออมเงินเพื่อเตรียมเกษียณอายุ (3) ในกลุ่มบุคลากรที่มีการวางแผนการออมเพื่อเตรียมเกษียณ ปัจจัยด้านอายุ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน หนี้สิน รายจ่ายชำระคืนหนี้สินเฉลี่ยต่อเดือน มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับจำนวนเงินออม (4) ในกลุ่มบุคลากรที่มีการวางแผนการออมเพื่อเตรียมเกษียณ ปัจจัยด้านอายุ สถานภาพ ตำแหน่ง รายได้เฉลี่ยต่อเดือน รายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือน และ หนี้สิน มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญต่อรูปแบบการออม (5) ในกลุ่มบุคลากรทั้งหมด ปัจจัยด้านที่เกี่ยวข้องกับทักษะทางการเงิน พบว่ามีเพียงปัจจัยด้านทัศนคติทางการเงินและพฤติกรรมทางการเงิน ที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการวางแผนการออมเพื่อเตรียมเกษียณอายุ (6) ในกลุ่มบุคลากรที่มีการวางแผนการออมเพื่อเตรียมเกษียณ พบว่ามีเพียงปัจจัยด้านทัศนคติทางการเงินและพฤติกรรมทางการเงิน ที่สัมพันธ์กับจำนวนเงินออม ในขณะที่ (7) ในกลุ่มบุคลากรที่มีการวางแผนการออมเพื่อเตรียมเกษียณ ไม่มีปัจจัยด้านทักษะทางการเงินใดเลยที่สัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญต่อรูปแบบการออมเงินของบุคลากร ผลลัพธ์ของงานศึกษานี้นำมาซึ่งข้อเสนอแนะว่ากรมการจัดหางานควรดำเนินการสร้างทัศนคติเพื่อปรับพฤติกรรมการออมของบุคลากรผ่านการสร้างแรงบันดาลใจจากบุคลากรภาครัฐที่ประสบความสำเร็จในเรื่องการเงินและการทำงาน และควรปลูกฝังให้เห็นถึงความสำคัญของการบัญชีรายรับรายจ่าย และบัญชีทรัพย์สินของตนเอง


ประสิทธิผลของการปรึกษาหารือของสมาชิกวุฒิสภาในการแสดงบทบาทของวุฒิสภาต่อหน่วยงานภาครัฐ, กวินท์ นิลประสิทธิ์ Jan 2023

ประสิทธิผลของการปรึกษาหารือของสมาชิกวุฒิสภาในการแสดงบทบาทของวุฒิสภาต่อหน่วยงานภาครัฐ, กวินท์ นิลประสิทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการปรึกษาหารือของสมาชิกวุฒิสภาที่เป็นช่องทางในการแสดงบทบาทของวุฒิสภาในการกำกับตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล หรือภารกิจอื่นใดตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ได้บัญญัติไว้ โดยเป็นการวิจัยแบบผสมในเชิงปริมาณและคุณภาพ เนื่องจากมีการเก็บข้อมูลและพรรณนาเชิงสถิติที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการปรึกษาหารือของสมาชิกวุฒิสภา และศึกษาเกี่ยวกับบทบาทของวุฒิสภาไทย ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า กระบวนการปรึกษาหารือของสมาชิกวุฒิสภาเป็นช่องทางหนึ่งในการแสดงบทบาทของวุฒิสภาในการเร่งรัด ตรวจสอบ การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สามารถสะท้อนปัญหาที่เห็นควรต้องได้รับการแก้ไข หรือข้อเสนอแนะ ให้รัฐบาลรวมถึงหน่วยงานภาครัฐทั้งหมดได้ดำเนินการให้สอดคล้องตามประเด็นของข้อปรึกษาหารือนั้น ซึ่งสอดคล้องกับหน้าที่และบทบาทตามรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน แต่การแสดงบทบาทดังกล่าวนั้นผ่านกลไกข้อปรึกษาหารือของสมาชิกวุฒิสภา พบว่าข้อปรึกษาหารือของสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้รับการให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกจากหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งมีข้อสังเกตว่าสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐมีภารกิจ หน้าที่และอำนาจโดยตรงเดิมอยู่แล้วในการปฏิบัติตามกลไกราชการแบบปกติ เมื่อศึกษาจากสารนิพนธ์นี้ จึงสรุปได้ว่า ประสิทธิผลของการปรึกษาหารือทำได้ค่อนข้างน้อย หรือการปรึกษาหารือของสมาชิกวุฒิสภานั้น ไม่ได้ส่งผลต่อการแสดงบทบาทของวุฒิสภามากนัก


แรงจูงใจที่ทำให้ข้าราชการหน่วยงานอื่นเลือกรับราชการในกรมศุลกากรกรณีศึกษาผู้เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมหลักสูตรการพัฒนาข้าราชการบรรจุใหม่รุ่นที่ 661, จีระศักดิ์ จันทร์แก้ว Jan 2023

แรงจูงใจที่ทำให้ข้าราชการหน่วยงานอื่นเลือกรับราชการในกรมศุลกากรกรณีศึกษาผู้เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมหลักสูตรการพัฒนาข้าราชการบรรจุใหม่รุ่นที่ 661, จีระศักดิ์ จันทร์แก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเชิงปริมาณเรื่องแรงจูงใจที่ทำให้ข้าราชการหน่วยงานอื่นเลือกรับราชการในกรมศุลกากร กรณีศึกษาผู้เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมหลักสูตรการพัฒนาข้าราชการบรรจุใหม่รุ่นที่ 661 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1.) เพื่อศึกษาแรงจูงใจที่ทำให้ข้าราชการหน่วยงานอื่นเลือกรับราชการในกรมศุลกากร 2.) เพื่อศึกษาความแตกต่างระหว่างแรงจูงใจของข้าราชการหน่วยงานอื่นและพลเรือนทั่วไปที่เลือกรับราชการในกรมศุลกากร 3.) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของแรงจูงใจในการรับราชการที่กรมศุลกากรกับอายุราชการของข้าราชการจากหน่วยงานอื่นที่เข้ามารับราชการในกรมศุลกากร ซึ่งดำเนินการเก็บข้อมูลด้วยการใช้แบบสอบถาม ผลการศึกษาจากการวิเคราะห์ด้วยการใช้เครื่องมือ Independent T-Test พบว่าแรงจูงใจด้านความก้าวหน้าในหน้าที่การงานและแรงจูงใจด้านฐานะอาชีพจะแตกต่างกันในกลุ่มที่มีประวัติการรับราชการแตกต่างกัน ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจกับอายุราชการก่อนรับราชการที่กรมศุลกากรได้ใช้เครื่องมือ Pearson’s Correlation วิเคราะห์พบว่ามีความสัมพันธ์เชิงลบในด้านความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ด้านฐานะของอาชีพ และการปกครองบังคับบัญชา จากการศึกษาทำให้ทราบถึงความแตกต่างของแรงจูงใจในการเข้ารับราชการในกรมศุลกากรระหว่างพลเรือนทั่วไปและข้าราชการของหน่วยงานอื่น และความสัมพันธ์ระหว่างอายุราชการก่อนรับราชการที่กรมศุลกากรกับแรงจูงใจที่เกิดขึ้น


วัฒนธรรมองค์การกับการขับเคลื่อนไปสู่ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน กรณีศึกษากรมส่งเสริมวัฒนธรรม, ชะตารักษ์ เมฆกมล Jan 2023

วัฒนธรรมองค์การกับการขับเคลื่อนไปสู่ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน กรณีศึกษากรมส่งเสริมวัฒนธรรม, ชะตารักษ์ เมฆกมล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่องวัฒนธรรมองค์การกับการขับเคลื่อนไปสู่ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน กรณีศึกษากรมส่งเสริมวัฒนธรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางในการเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์การที่เหมาะสมในการขับเคลื่อนกรมส่งเสริมวัฒนธรรมไปสู่ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 11 คน ประกอบไปด้วย ข้าราชการระดับผู้บริหาร/ผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่า ข้าราชการระดับผู้อำนวยการกลุ่ม และข้าราชการระดับผู้ปฏิบัติงาน ของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และใช้มิติวัฒนธรรมองค์การแบบเน้นความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานของ Bradley และคณะ (2008) เป็นกรอบในการศึกษา พบว่า มิติด้านผลกระทบต่ออาชีพ และมิติด้านการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงาน มีความสอดคล้องกับมิติวัฒนธรรมองค์การแบบเน้นความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน กล่าวคือ ข้าราชการกรมส่งเสริมวัฒนธรรมสามารถใช้สิทธิประโยชน์ เช่น วันลา ได้อย่างไม่กังวล เนื่องจากรับรู้ขอบเขตของการใช้สิทธิ และเคารพในสิทธิการลาของเพื่อนร่วมงาน รวมถึงกรมส่งเสริมวัฒนธรรมมีความสัมพันธ์ที่ดีทั้งในภาพรวมขององค์การ และในระดับกลุ่มงาน อย่างไรก็ตามในมิติด้านการสนับสนุนจากหัวหน้างานหรือผู้บริหารนั้น ปรากฏลักษณะหัวหน้างานให้ความสำคัญในเรื่องของสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานมากกว่าผู้บริหาร และองค์การยังมีการจัดสวัสดิการหรือนโยบายด้านนี้ที่ค่อนข้างน้อย และในมิติด้านเวลา พบว่า ความคาดหวังระยะเวลาในการทำงานปรากฏให้เห็นถึงการกระทบต่อชีวิตส่วนตัวของข้าราชการ โดยในมิตินี้มีความซับซ้อนของความเป็นวัฒนธรรมองค์การแบบข้าราชการแฝงอยู่ ซึ่งส่งผลให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดความเครียด กดดัน หรือกังวลขึ้น งานวิจัยชิ้นนี้จึงนำไปสู่การตั้งคำถามเชิงนโยบายในเรื่องของเวลาและการพูดถึงเรื่องความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานของข้าราชการผู้ปฏิบัติงานในกรมส่งเสริมวัฒนธรรม


ปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจของบุคลากรในการใช้บริการงานพัสดุ ของบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด, ชัญญา จันทรวงศ์ Jan 2023

ปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจของบุคลากรในการใช้บริการงานพัสดุ ของบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด, ชัญญา จันทรวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลถึงความพึงพอใจของบุคลากรที่มีต่อการบริหารงานพัสดุ และ เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาการบริหารงานพัสดุ ขอบเขตของงานวิจัย ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรใน บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย โดยกำหนดวิธีวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) รวมทั้งสิ้นจำนวน 355 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูล คือ ประชากรที่ใช้ในกองการพัสดุ จำนวน 3 คน สมมติฐานการวิจัยนั้นครอบคลุมปัจจัยด้านข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลการติดต่อกับงานพัสดุ เพื่อทดสอบหาความแตกต่างทางด้านความพึงพอใจของบุคลากรที่มีต่อการบริหารงานพัสดุ โดยใช้ค่าสถิติ T-Test ค่า F-Test และ One-way ANOVA มาทดสอบและวิเคราะห์พิจารณาประเด็นหลักที่พบในข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์นำมาเขียนบรรยาย ผลการศึกษาพบว่า พบว่า บุคลากรมีความคิดเห็นต่อการบริหารงานพัสดุของ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อวิเคราะห์แยกรายตัว พบว่า ความพึงพอใจมากที่สุด คือ ด้านการจำหน่ายพัสดุ ได้ผลในระดับมาก รองมาด้านการควบคุมพัสดุ มีระดับมาก รองลงมาเป็นด้านการบำรุงรักษาพัสดุ มีระดับมาก และน้อยที่สุดด้านการจัดหาพัสดุ โดยอยู่ในระดับปานกลาง ตามลำดับ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ พบว่า ผู้ให้ข้อมูลมีความกังวลในเรื่องของแนวปฏิบัติในการทำงานที่ต้องดำเนินการตามกฎและระเบียบของกรมบัญชีกลาง ซึ่งอาจจะต้องมีการซักซ้อมความเข้าใจให้มากขึ้น และยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับสถานที่ในการจัดเก็บทรัพย์สิน และการตรวจสอบทรัพย์สิน อาจจะทำให้พื้นที่ในการจัดเก็บอุปกรณ์ของใช้ทรัพย์สินไม่เพียงพอ ผู้วิจัยคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การวิจัยครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาการดำเนินงานของกองการพัสดุ และต่อยอดพัฒนาต่อไปได้


บทบาทของปลัดอำเภอ ในการขับเคลื่อนโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village) เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา กรณีศึกษาในเขตพื้นที่ อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว, ชิตพล อินฤทธิพงศ์ Jan 2023

บทบาทของปลัดอำเภอ ในการขับเคลื่อนโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village) เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา กรณีศึกษาในเขตพื้นที่ อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว, ชิตพล อินฤทธิพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาบทบาทของปลัดอำเภอ ในการขับเคลื่อนโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืนฯ กรณีศึกษาในเขตพื้นที่ อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว (2) เพื่อศึกษาจุดแข็ง จุดอ่อน ของปลัดอำเภอต่อการขับเคลื่อนโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืนฯ กรณีศึกษาในเขตพื้นที่ อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว และ (3) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับบทบาทในการขับเคลื่อนโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืนฯ ของปลัดอำเภอ กรณีศึกษาในเขตพื้นที่ อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ระเบียบวิธีวิจัยหรือกระบวนการวิจัย (Methodology) ที่นำมาใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้กำหนดระเบียบวิธีวิจัยหรือกระบวนการวิจัย (Methodology) โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) อันประกอบไปด้วย การวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลหลัก (key Information) คือ คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการฯ ระดับอำเภอโคกสูง ประกอบด้วย ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ผู้แทนภาคประชาชน และผู้นำศาสนา จำนวน 15 ท่าน ผู้ใหญ่บ้าน จำนวน 4 ท่าน และ ผู้บังคับบัญชา 1 ท่าน จากการผลการศึกษาบทบาทของปลัดอำเภอในการขับเคลื่อนโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืน ผู้ให้ข้อมูลหลักมีความเห็นว่าบทบาทของปลัดอำเภอในการขับเคลื่อนโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืนฯ ควรมีคุณลักษณะที่สำคัญของความเป็นผู้นำ ได้แก่ (1) ผู้นำสามารถมีอิทธิพลโน้มน้าว กระตุ้น สร้างแรงบันดาลใจ (2) ผู้นำสามารถนำคนจำนวนมากได้ และ (3) ผู้นำกล้าและชอบเสี่ยงที่ตัดสินใจ


ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), ชุติกาญจน์ ทรงมิตร Jan 2023

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), ชุติกาญจน์ ทรงมิตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานะการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในปัจจุบัน วิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของ สศช. และจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนา สศช. สู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ มีระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการแจกแบบสอบถามให้กับข้าราชการพลเรือน สังกัด สศช. ทั้งในสายงานหลักและสายงานสนับสนุน ผลการศึกษาพบว่า ในภาพรวม สถานะการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของ สศช. ในปัจจุบันอยู่ในระดับมาก โดยระบบย่อยพลวัตรการเรียนรู้เป็นด้านที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา คือ ระบบย่อยการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในองค์การ ระบบย่อยการมอบอำนาจคน ระบบย่อยการจัดการความรู้ และระบบย่อยการปรับเปลี่ยนองค์การ ตามลำดับ สำหรับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ พบว่า ปัจจัยด้านการบริหารทั้ง 12 ปัจจัย มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก โดยมีเพียง 4 ปัจจัย ที่มีอิทธิพลต่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของ สศช. อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ กระบวนการเรียนรู้ วิสัยทัศน์และกลยุทธ์ เทคโนโลยี และวัฒนธรรมองค์การ จากข้อค้นพบดังกล่าวนำมาสู่ข้อเสนอแนะ ดังนี้ (1) การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการองค์การ (2) การดำเนินการตามวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในแผนปฏิบัติราชการ สศช. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 - 2570 ให้เห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรม (3) การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และการทำงานของบุคลากร และ (4) การส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (Lifelong Learning Culture)


Bureaucratic Reform Policy Formulation Of Thai Political Parties., ญาณิศา พัดเจริญ Jan 2023

Bureaucratic Reform Policy Formulation Of Thai Political Parties., ญาณิศา พัดเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเรื่อง "กระบวนการในการกำหนดและจัดทำนโยบายด้านการปฏฺิรูประบบราชการของพรรคการเมือง" มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาว่าอุดมการณ์ทางการเมืองมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายด้านการปฏิรูประบบราชการ เครื่องมือเชิงนโยบายที่พรรคการเมืองใช้ในการกำหนดนโยบายด้านการปฏิรูประบบราชการ ตลอดจนเพื่อศึกษาและวิเคราะห์กระบวนการจัดทำและกำหนดนโยบายด้านการปฏิรูประบบราชการของพรรคการเมือง โดยนำกรอบแนวคิดวงจรนโยบายสาธารณะ (Policy Cycle) มาใช้ในการวิเคราะห์ ซึ่งการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) ผ่านการเก็บข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กลุ่มประชากรตัวอย่างคือ พรรคการเมืองไทย และผู้วิจัยได้ทำการเก็บข้อมูลจากการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ครอบคลุมและละเอียด ต่อการศึกษาในครั้งนี้ จากการศึกษาในครั้งนี้ ผู้วิจัยขอสรุปผลการศึกษาได้ ดังนี้ 1) อุดมการณ์มีผลต่อการกำหนดและจัดทำนโยบายด้านการปฏิรูประบบราชการของพรรคการเมือง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านการตัดสินใจของผู้บริหารพรรคการเมืองว่าจะเลือกกำหนดนโยบายในด้านใดนั้น มีผลต่อทิศทางในการกำหนดนโยบาย 2) กระบวนการในการกำหนดและจัดทำนโยบายด้านการปฏิรูประบบราชการของพรรคการเมือง เป็นไปตามกรอบแนวคิดของการวิจัย "วงจรนโยบายสาธารณะ" 3) พรรคการเมืองทุกพรรคมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์และนโยบาย เป็นเครื่องมือที่เป็นกลไกสำคัญที่พรรคการเมืองใช้ในการกำหนดนโยบายด้านการปฏิรูประบบราชการ 4) ทัศนคติของข้าราชการ เป็นปัญหาและอุปสรรคสำคัญที่ทุกพรรคการเมืองเห็นตรงกัน ว่าทำให้นโยบายด้านการปฏิรูประบบราชการของแต่ละรัฐบาลไม่ประสบความสำเร็จ และไปสู่ผลลัพธ์ที่คาดหวังได้


การมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชนในการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่: ศึกษากรณี เทศบาลนครนครปฐม, ณัฐชพันธุ์ คุปตวัช Jan 2023

การมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชนในการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่: ศึกษากรณี เทศบาลนครนครปฐม, ณัฐชพันธุ์ คุปตวัช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งตอบคำถามเกี่ยวกับบทบาทการมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชนที่มีส่วนร่วมในการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ รวมถึงอธิบายความแตกต่างของการมีส่วนร่วมระหว่างผู้นำชุมชน ที่มีช่วงอายุต่างกันในการจัดการบริการสาธารณะ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research Methodology) จากการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้นำชุมชนในเขตเทศบาลนครนครปฐมจำนวน 10 คน จาก 10 ชุมชน การศึกษาพบว่า การมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชนสามารถแบ่งได้ 2 แบบ ได้แก่ การมีส่วนร่วมแบบเป็นทางการ หมายถึง การมีส่วนร่วมที่เป็นไปตามหน้าที่ที่กำหนดในระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยคณะกรรมการชุมชนของเทศบาล พ.ศ. 2564 (2564) และการมีส่วนร่วมแบบไม่เป็นทางการ หมายถึง การมีส่วนร่วมที่ผู้นำชุมชนริเริ่มขึ้นเอง โดยไม่ได้เป็นหน้าที่ตามข้อบัญญัติ โดยในการมีส่วนร่วมแบบเป็นทางการนั้น ผู้นำชุมชนมีส่วนร่วมพัฒนาบริการสาธารณะ ตั้งแต่ร่วมตัดสินใจเสนอปัญหา ระบุสภาพปัญหาในแผนชุมชนแต่ไม่มีส่วนร่วมดำเนินการ เพราะอำนาจการอนุมัติโครงการเป็นของเทศบาล ระดับการมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชนแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภานภาพของผู้นำชุมชน หากเป็นผู้นำชุมชนที่ดำรงตำแหน่งบริหารงานร่วมกับเทศบาล จะมีอำนาจต่อรองมากกว่า ผู้นำชุมชนมีวิธีการหลายรูปแบบในการกดดัน ต่อรองกับหน่วยงานเทศบาลเพื่อให้โครงการของชุมชนของตนได้รับการจัดสรรงบประมาณ ในด้านความแตกต่างของการมีส่วนร่วมระหว่างผู้นำชุมชนที่มีช่วงอายุต่างกัน ผู้วิจัยพบว่า ผู้นำชุมชนวัยผู้ใหญ่ (ช่วงอายุ 25 - 45 ปี) เป็นกลุ่มคนที่เน้นการทำงานเชิงรุกคิดเชิงออกแบบ ทดลอง ทดสอบ เพื่อแสวงหาหนทางแก้ปัญหาระยะยาว ผู้นำชุมชนวัยผู้ใหญ่ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการภายในชุมชนอย่างอิสระมองว่าหน่วยงานเทศบาลอำนวยความสะดวกให้กับชุมชน แตกต่างกับผู้นำชุมชนวัยสูงอายุ (ช่วงอายุ 45 - 76 ปี) ที่เน้นการปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ การทำงานเป็นแบบเชิงรับ ให้ความสำคัญกับการทำงานตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ผู้นำชุมชนมีหน้าที่รายงานสถานการณ์ภายในชุมชนรอการแก้ไขปัญหาจากหน่วยงานเทศบาล เน้นการยึดโยงกับหน่วยงานเทศบาลผ่านความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน


ประเด็นด้านทรัพยากรและวัตถุประสงค์ของนโยบายที่ส่งผลต่อการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: ศึกษากรณีองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี, ณัฐวัฒน์ จารุวัฒน์ Jan 2023

ประเด็นด้านทรัพยากรและวัตถุประสงค์ของนโยบายที่ส่งผลต่อการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: ศึกษากรณีองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี, ณัฐวัฒน์ จารุวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็นด้านทรัพยากรและวัตถุประสงค์ของนโยบายที่ส่งผลต่อการตัดสินใจถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้กรณีศึกษาจากกรณีการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไปสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี โดยวิเคราะห์เชื่อมโยงกับทฤษฎีปัจจัยการนำนโยบายไปปฏิบัติของ Van Meter และ Van Horn ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เน้นเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการถ่ายโอน ผลการศึกษา พบว่า การสื่อสารเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการถ่ายโอน มีการทำผ่านหลายช่องทาง ทั้งคู่มือที่มีรายละเอียด การประชุม และสื่อสารระหว่างหน่วยงาน บุคลากรที่เกี่ยวข้องมีความเข้าใจในทิศทางเดียวกันในวัตถุประสงค์ของนโยบาย คือเพื่อกระจายอำนาจด้านการบริหารงานด้านสาธารณสุขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน ขณะที่การถ่ายโอนยังมีปัญหาในเรื่องความไม่ชัดเจนของกฎระเบียบที่ใช้ในการปฏิบัติงานโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับงบประมาณและความกังวลต่ออิทธิพลทางการเมือง สำหรับปัจจัยทรัพยากร กลุ่มตัวอย่างคาดหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนที่เพิ่มมากขึ้นทั้งด้านบุคลากรและงบประมาณ โดยต้องการเห็นความชัดเจนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด การค้นพบได้สะท้อนไปสู่ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกถ่ายโอนของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ประกอบด้วย 4 ปัจจัย คือ (1) บุคลากร (2) งบประมาณและวัสดุครุภัณฑ์ (3) กฎหมายและระเบียบ (4) การปฏิบัติงาน สำหรับกรณีขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี มีความพร้อมในด้านทรัพยากร แต่เนื่องจากปัจจัยด้านกฎหมายและระเบียบและการสื่อสารในเรื่องแนวทางการปฏิบัติตามระเบียบที่ยังไม่มีความชัดเจน จึงยังทำให้มีความกังวลอยู่ในกลุ่มโรงพยาบาลที่ยังไม่ได้ถ่ายโอน และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งต้องการความชัดเจนที่มากขึ้น


ประสิทธิภาพการบริหารจัดการขยะของคณะกรรมการชุมชนแออัด กรณีศึกษาชุมชนอุทัยรัตน์ ซอยประดิพัทธ์ 15 เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร, ณัฐวิชช์ ดำรงค์ศรีวงศ์ Jan 2023

ประสิทธิภาพการบริหารจัดการขยะของคณะกรรมการชุมชนแออัด กรณีศึกษาชุมชนอุทัยรัตน์ ซอยประดิพัทธ์ 15 เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร, ณัฐวิชช์ ดำรงค์ศรีวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบถึงสภาพปัญหาและอุปสรรคการบริหารจัดการขยะของคณะกรรมการชุมชนอุทัยรัตน์ ซอยประดิพัทธ์ 15 เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร และเพื่อศึกษาแนวทางในการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการบริหารจัดการขยะของคณะกรรมการชุมชนอุทัยรัตน์ ซอยประดิพัทธ์ 15 เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ มีการเก็บข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมายเชิงคุณภาพจาก แบบสัมภาษณ์แบบเจาะลึก จำนวน 8 คน โดยใช้หลักการบริหารแบบ “POSDC” ผลการวิจัยพบว่า คณะกรรมการชุมชนอุทัยรัตน์มีประสิทธิภาพการบริหารจัดการขยะที่ดีในด้านการจัดการองค์กร (Organizing) การจัดสรรและบริหารบุคลากร (Staffing) และการสั่งการและการอำนวยการ (Directing) แต่ยังสามารถพัฒนาประสิทธิภาพเพิ่มเติมในด้าน การวางแผน (Planning) ซึ่งต้องการการวางแผนให้ตรงกับปัญหาและความต้องการชุมชนให้มากขึ้น และในด้านการควบคุม (Controlling) ซึ่งต้องการการสื่อสารและดำเนินงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การประชาสัมพันธ์ที่ดี และมีกฎระเบียบมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชน และมีจิตสำนึกในการแยกขยะมากยิ่งขึ้น


Sexual Orientation Microaggressions And Mental Health Concerns: A Conditional Process Modeling Of Protective Effects Of Microaffirmations, Rapinpat Yodlorchai Jan 2023

Sexual Orientation Microaggressions And Mental Health Concerns: A Conditional Process Modeling Of Protective Effects Of Microaffirmations, Rapinpat Yodlorchai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Mental health disparities existed globally for sexual minority populations compared to heterosexuals. Experiences of subtle discrimination called microaggressions contributed to poor mental health outcomes. Conversely, microaffirmations may buffer these negative effects. To further study these processes among lesbian, gay, bisexual, queer/questioning (LGBQ+) Thais, culturally validated tools were needed to quantify microaggression and microaffirmation experiences within Thailand's high-context culture. Objectives: This two-part study aimed to: 1) develop and validate Thai language scales measuring microaggressions and microaffirmations related to sexual orientation; and 2) test a conceptual moderated mediation model elucidating relationships between microaggressions, microaffirmations, sexual orientation concealment, internalized heterosexism, and mental …