Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Social and Behavioral Sciences Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Discipline
Institution
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type
File Type

Articles 73051 - 73080 of 658257

Full-Text Articles in Social and Behavioral Sciences

บทบาทภาครัฐในการส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรม: กรณีศึกษา โครงการยกระดับสินค้าเกษตรสู่เกษตรอุตสาหกรรม โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, แคทลียา ศรีสวัสดิ์ Jan 2023

บทบาทภาครัฐในการส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรม: กรณีศึกษา โครงการยกระดับสินค้าเกษตรสู่เกษตรอุตสาหกรรม โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, แคทลียา ศรีสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาบทบาทของภาครัฐในการส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรม ผ่านโครงการยกระดับสินค้าเกษตรสู่เกษตรอุตสาหกรรม ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาการดำเนินการของภาครัฐไทยในการยกระดับผลไม้แปรรูป 2. เพื่อวิเคราะห์ผลการดำเนินการและความท้าทายของภาครัฐไทยในการยกระดับผลไม้แปรรูป โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ และใช้กรอบแนวคิดการเป็นผู้ประกอบการทางนโยบาย (Policy Entrepreneurs) มาประกอบการวิเคราะห์ จากการศึกษาพบว่า ภาครัฐ โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้ประกอบการนโยบายที่มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมผลไม้แปรรูป มีภารกิจในการพัฒนาบุคลากรให้เข้าสู่ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม เพิ่มผลิตภาพและคุณภาพสินค้าเกษตรแปรรูปด้วยเครื่องจักร เทคโนโลยี นวัตกรรม และการจัดการ ให้มีความเข้มแข็งและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังมีบทบาทในการส่งเสริมการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ การประกอบการนโยบายของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม อาศัยอิทธิพลของกระแสหน้าที่ กระแสนโยบาย และกระแสปัญหา ทำให้ภาครัฐต้องพัฒนานโยบายและโครงการที่เน้นการแปรรูปผลไม้ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมและสร้างความสามารถในการแข่งขัน


การกำหนดกำลังรบทางเรือของสหรัฐอเมริกาเพื่อรักษาความเป็นมหาอำนาจนำระดับโลก :กรณีศึกษาสถานการณ์จำลองยุทธ์บริเวณช่องแคบไต้หวัน, เจนยุทธ นิมา Jan 2023

การกำหนดกำลังรบทางเรือของสหรัฐอเมริกาเพื่อรักษาความเป็นมหาอำนาจนำระดับโลก :กรณีศึกษาสถานการณ์จำลองยุทธ์บริเวณช่องแคบไต้หวัน, เจนยุทธ นิมา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ สำรวจเอกสารยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของสหรัฐอเมริกาผ่านมุมมองทฤษฎีสัจนิยมเชิงรุก (Offensive Realism) ในประเด็นการแสวงหาอำนาจให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นการรับประกันการอยู่รอดที่ดีที่สุด และเชื่อมโยงการคาดการณ์ของทฤษฎีสัจนิยมเชิงรุกที่ชี้ว่ามีโอกาสสูงที่จะเกิดสงครามระหว่างมหาอำนาจ ไปสู่สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน โดยหยิบยกกรณีศึกษาสถานการณ์จำลองยุทธ์บริเวณช่องแคบไต้หวัน เพื่อวิเคราะห์ว่าสหรัฐฯ กำหนดกำลังรบทางเรืออย่างไร เพื่อรักษาความได้เปรียบในสถานการณ์รบบริเวณช่องแคบไต้หวัน ในยุคสมัยประธานาธิบดี โจ ไบเดน และนำไปสู่ข้อเสนอในการกำหนดกำลังรบทางเรือในอนาคตต่อไป จากการศึกษาพบว่า สหรัฐฯ มีนโยบายในการแสวงหาอำนาจให้ได้มากที่สุดตามทฤษฎีสัจนิยมเชิงรุก 6 วิธี ได้แก่ การเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ (internal balancing) การข่มขู่และการบีบบังคับ (blackmail) การถ่วงดุลอำนาจนอกชายฝั่ง (offshore balancing) การแสวงหาพันธมิตร (external balancing) การทำสงคราม (war) และการกัดเซาะอำนาจ (bloodletting) รวมทั้งการไม่ดำเนินยุทธศาสตร์เข้าร่วมเป็นพวก (bandwagoning) และไม่ดำเนินนโยบายโอนอ่อนผ่อนตาม (appeasement) กับมหาอำนาจคู่แข่ง และผลจากการจำลองยุทธ์บริเวณช่องแคบไต้หวันนั้น สหรัฐฯ เป็นฝ่ายชนะจีนและกำลังทางเรือของสหรัฐฯ ยังคงความได้เปรียบทั้งจำนวนอาวุธปล่อยนำวิถีและขีดความสามารถของเรือดำน้ำ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ต้องการเวลาล่วงหน้าเพื่อเคลื่อนกำลังเข้าสู่พื้นที่การรบ ดังนั้น การข่าวกรองเกี่ยวกับการบุกไต้หวันจึงเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ และในกรณีที่การรบยืดเยื้อ สหรัฐฯ ควรสร้างฐานทัพเรือส่วนหน้าใกล้กับเกาะไต้หวัน เพื่อลดเวลาในการเดินทางเข้าพื้นที่การรบ และเป็นฐานส่งกำลังบำรุงเมื่อเกิดความขัดแย้งในบริเวณนี้


ปัจจัยที่ส่งผลต่อนโยบายของกัมพูชาที่เอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น นับตั้งแต่รัฐบาลฮุน เซน ปี 1997, จุฑารัตน์ พ่วงขุมทรัพย์ Jan 2023

ปัจจัยที่ส่งผลต่อนโยบายของกัมพูชาที่เอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น นับตั้งแต่รัฐบาลฮุน เซน ปี 1997, จุฑารัตน์ พ่วงขุมทรัพย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อนโยบายของกัมพูชาที่เอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น นับตั้งแต่รัฐบาล ฮุน เซน ปี 1997 ถึงแม้ว่า หลังจากการรัฐประหาร ฮุน เซน จะถูกมองว่าขาดความชอบธรรมทางการเมือง ถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตร จึงทำให้ ฮุน เซน ดำเนินนโยบายต่างประเทศเอนเอียงเข้าหาจีน เนื่องจากจีนเป็นประเทศแรกที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงการปกครองของกัมพูชา จีนให้ความชอบธรรม ให้ความช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และให้การสนับสนุนระบบอุปถัมภ์ของ ฮุน เซน ซึ่งการช่วยเหลือของจีนมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อกัมพูชา ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและจีนใกล้ชิดกันมากขึ้น ผลจากการศึกษาพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อนโยบายของกัมพูชาที่เอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น นับตั้งแต่รัฐบาล ฮุน เซน ปี 1997 แบ่งออกเป็น ปัจจัยภายนอก ได้แก่ 1) แรงกดดันจากนานาชาติ และ 2) ท่าทีของประเทศที่ยอมรับรัฐบาล ฮุน เซน และ ปัจจัยภายใน ได้แก่ 1) การรักษาความชอบธรรมทางการเมือง 2) การกำจัดคู่แข่งทางการเมือง และ 3) การพึ่งพาจีนเพื่อเสริมสร้างผลประโยชน์ในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของ ฮุน เซน โดยสิ่งที่กล่าวไปข้างต้นเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้นโยบายของกัมพูชาเอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น


อธิบายการก้าวกระโดดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของเวียดนามในปี ค.ศ. 2008, ชวดล ศุขเจริญ Jan 2023

อธิบายการก้าวกระโดดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของเวียดนามในปี ค.ศ. 2008, ชวดล ศุขเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

หลังจากสงครามเวียดนามสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1975 เวียดนามมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจจากสังคมนิยมไปสู่เศรษฐกิจแบบตลาดเสรี โดยใช้นโยบาย โด่ย เหมย นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1986 เพื่อเปิดประเทศและดึงดูดการลงทุน เพื่อทำให้เศรษฐกิจของตนเข้มแข็ง ในนโยบาย โด่ย เหมย นี้ เวียดนามเลือกใช้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจปี ค.ศ. 2001 - 2010 ซึ่งมีการเสริมสร้างบรรยากาศของการลงทุนที่เอื้อต่อบรรษัทข้ามชาติเป็นองค์ประกอบสำคัญ นับตั้งแต่เวียดนามใช้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว เวียดนามก็ประสบความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะระหว่างปี ค.ศ. 2006 – 2008 มูลค่าการลงทุนโดยตรงมีอัตราการขยายตัวอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด ต่างจากช่วงเวลา 20 ปีก่อนหน้านี้ คือระหว่างปี ค.ศ. 1986 – 2005 ซึ่งมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างต่ำ ด้วยเหตุดังกล่าว จึงนำมาสู่คำถามวิจัยหลักของสารนิพนธ์ คือ เวียดนามในช่วงปี ค.ศ. 2006 – 2008 ดำเนินนโยบายการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศอย่างไร จึงส่งผลให้เกิดการเติบโตอย่างก้าวกระโดด สารนิพนธ์ฉบับนี้ตอบคำถามวิจัยดังกล่าวโดยใช้แนวคิดห่วงโซ่มูลค่าโลก และแนวคิดของธีโอดอร์ เอช. มอแรน ว่าด้วยการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศยากจน โดยการเพิ่มมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเพื่อการพัฒนา ผู้เขียนสารนิพนธ์ฉบับนี้หวังว่า การตอบคำถามวิจัยนี้จะนำไปสู่ความเข้าใจวิถีสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ


ความท้าทายต่อนโยบายการรักษาความปลอดภัยของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกับการชุมนุมทางการเมืองในช่วงปี 2562-2566, ชยางกูร กิตติวัฒนากูล Jan 2023

ความท้าทายต่อนโยบายการรักษาความปลอดภัยของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกับการชุมนุมทางการเมืองในช่วงปี 2562-2566, ชยางกูร กิตติวัฒนากูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัจจัยต่างๆที่สร้างความท้าทายต่อนโยบายการรักษาความปลอดภัยของสำนักงานเลชาธิการสภาผู้แทนราษฎรกับการชุมนุมทางการเมืองในช่วงปี พ.ศ2562-2566 โดยเป็นการวิจัยในเชิงคุณภาพเนื่องจากต้องเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้กำหนดนโยบายด้านการรักษาความปลอดภัยอาคารรัฐสภารวมถึงสัมภาษณ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการรักษาความปลอดภัยอาคารรัฐสภา รวมถึงการศึกษาเอกสาร บทความ งานวิจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องกับด้านนโยบายและการรักษาความปลอดภัย ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่าพัฒนาการด้านนโยบายการรักษาความปลอดภัยของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เกิดขึ้นจากแผนการรักษาความปลอดภัยพ.ศ. 2555ที่ไม่ได้มีแนวทางในการปฏิบัติงานที่ชัดเจนและทันสมัยประกอบกับความไม่สมบูรณ์ของระเบียบการรักษาความปลอดภัยของรัฐสภาปี 2559 จึงต้องจัดทำแผนการรักษาความปลอดภัยรัฐสภา พ.ศ. 2565 และแผนบริหารความพร้อมต่อสภาวะวิกฤตเพื่อเป็นสร้างแนวปฏิบัติที่ชัดเจนในการรักษาความปลอดภัยปกติหรือในกรณีเกิดเหตุการณ์ชุมนุม นอกจากนั้นผลการศึกษาในด้านปัญหาที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการรักษาความปลอดภัยนั้นประกอบไปด้วย ปัญหาด้านการรักษาความปลอดภัยในการชุมนุม ปัญหาด้านนโยบายการรักษาความปลอดภัย และปัญหาด้านสเถียรภาพของกระบวนการนิติบัญญัติ สุดท้ายแล้วนั้นผลการศึกษาพบว่าปัจจัยภายนอกที่เป็นอุสรรคสำคัญต่อนโยบายการรักษาความปลอดภัยของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรประกอบไปด้วย ปัจจัยด้านการเมือง ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ปัจจัยด้านสังคม และปัจจัยด้านเทคโนโลยี


Explaining And Understanding The Lgbtqia+ Rights Movement In Timor-Leste Through Norm Life Cycle, Yanapon Musiket Jan 2023

Explaining And Understanding The Lgbtqia+ Rights Movement In Timor-Leste Through Norm Life Cycle, Yanapon Musiket

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study examines the evolution and adoption of LGBTQIA+ rights norm in Timor-Leste, employing the Norm Life Cycle model conceptualized by Martha Finnemore and Kathryn Sikkink. It highlights the historic and social advancements made by this post-conflict, newly independent Southeast Asian nation towards recognizing and promoting LGBTQIA+ rights. The study leverages qualitative research methodologies, including document analysis and case studies, to trace the trajectory from norm emergence through a tipping point marked by the inaugural pride parade in 2017 and a cascade of societal acceptance to the ongoing challenges and opportunities for norm internalization. Contrasting its progress with countries in …


ทุนนิยมโลกและจีนในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในช่วงยุคศตวรรษที่ 21, ชิดณรงค์ หงษ์เขียว Jan 2023

ทุนนิยมโลกและจีนในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในช่วงยุคศตวรรษที่ 21, ชิดณรงค์ หงษ์เขียว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้เป็นการศึกษาความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนผ่านยุทธศาสตร์และนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศร่วมสมัยท่ามกลางระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกเพื่อสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของจีนในฐานะแกนกลางและประเทศในแอฟริกาในฐานะชายขอบตามทฤษฎีระบบโลก (World Systems) โดยสารนิพนธ์จะนำเสนอบทบาทความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนกับระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลก เพื่อเป็นการทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานะความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนผ่านมุมมองของทฤษฎีเป็นส่วนแรกก่อนนำเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับยุทธศาสตร์และนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศร่วมสมัยของจีนเพื่อทราบถึงบทบาทความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนในภูมิภาคแอฟริกาภายใต้บริบทโครงสร้างการเมืองโลก ซึ่งมีความสำคัญต่อการศึกษาในส่วนสุดท้ายคือ การศึกษาวิเคราะห์จีนในฐานะแกนกลางที่ดำเนินความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในแอฟริกา โดยส่วนวิเคราะห์จะสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและข้อได้เปรียบทางโครงสร้างการเมืองโลก รวมถึงการสถาปนาความสัมพันธ์ของแกนกลางและชายขอบผ่านยุทธศาสตร์ร่วมสมัยในแต่ละมิติ ซึ่งมีลักษณะที่เป็นพลวัตเชิงมิติที่หลากหลายผ่านกรอบของทฤษฎีระบบโลก


การปรับบทบาทของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นภายใต้รัฐบาลอาเบะ, ณชนก เลียดประถม Jan 2023

การปรับบทบาทของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นภายใต้รัฐบาลอาเบะ, ณชนก เลียดประถม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตอบคำถามว่า บทบาทของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงจากเดิมอย่างไรภายใต้รัฐบาลอาเบะ ในช่วงปี 2012 ถึง 2019 และเพราะอะไรจึงเกิดความเปลี่ยนแปลงนี้ขึ้น จากการศึกษาพบว่า ภายใต้รัฐบาลอาเบะได้ขยายบทบาทของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นในหลายด้าน เช่น การเพิ่มอำนาจในการใช้อาวุธ การขยายขอบเขตปฏิบัติการในต่างประเทศ และการเพิ่มความร่วมมือทางทหารกับมิตรประเทศ โดยรัฐบาลอาเบะวางยุทธศาสตร์ใหม่ด้วยการส่งเสริมนโยบายสันติภาพเชิงรุก (proactive contributions to peace) รวมถึงการป้องกันแบบ ไร้รอยต่อ (seamless defense) ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้แก่ การขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาค ปัญหาข้อพิพาทบริเวณหมู่เกาะเซนคากุ และการพัฒนาขีปนาวุธของเกาหลีเหนืออย่างต่อเนื่อง สารนิพนธ์ฉบับชี้ให้เห็นว่า การปรับเปลี่ยนบทบาทของ JSDF สะท้อนยุทธศาสตร์การถ่วงดุลอำนาจโดยละม่อม (soft balancing) ของญี่ปุ่นต่อมหาอำนาจในภูมิภาค รัฐบาลอาเบะมุ่งเสริมสร้างศักยภาพของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นภายใต้ข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญมาตรา 9 และความคิดเห็นของประชาชน


บทบาทภาครัฐในการกำหนดนโยบายด้านอาชีพที่เป็นอันตรายต่อสาธารณะ, ฐิติพงษ์ ขนุนทอง Jan 2023

บทบาทภาครัฐในการกำหนดนโยบายด้านอาชีพที่เป็นอันตรายต่อสาธารณะ, ฐิติพงษ์ ขนุนทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาบทบาทภาครัฐในการกำหนดนโยบายด้านอาชีพที่เป็นอันตรายต่อสาธารณะ ซึ่งงานวิจัยฉบับนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายในการจัดการด้านอาชีพที่เป็นอันตรายต่อสาธารณะ สาขาอาชีพช่างไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์ สาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร และศึกษาผลกระทบการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว เพื่อวิเคราะห์นโยบายของรัฐในการจัดการด้านอาชีพที่เป็นอันตรายต่อสาธารณะ และข้อเสนอแนะในการดำเนินนโยบาย ผ่านแนวคิดวงจรนโยบายสาธารณะ โดยรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิจากเอกสารและสื่อต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 3 กลุ่ม จำนวน 12 คน คือ ผู้บริหารระดับนโยบาย จำนวน 2 คน ผู้นำนโยบายไปปฏิบัติ จำนวน 2 คน และบุคคลที่อยู่ในอาชีพ จำนวน 8 คน ผลการวิจัยพบว่า แนวคิดของภาครัฐในการจัดการด้านอาชีพที่เป็นอันตรายต่อสาธารณะมีที่มาจาก 4 ประเด็นสำคัญ คือ 1) ความปลอดภัยสาธารณะ 2) ความล้มเหลวของตลาดผู้บริโภคจากการไม่มีข้อมูลเท่ากับผู้ให้บริการ 3) การรับรองความรู้ความสามารถในต่างประเทศของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว และ 4) การส่งเสริมให้ผู้ประกอบอาชีพมีความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพอย่างแท้จริง และคุ้มครองความปลอดภัยสาธารณะจากการทำงาน ผู้ถูกสัมภาษณ์ได้ให้ข้อมูลถึงผลกระทบจากกระบวนการรับรองความรู้ความสามารถ (License) ของช่างไฟฟ้าภายในอาคาร พบว่าสามารถแยกแยะความแตกต่างของช่างไฟฟ้าทั่วไปและช่างไฟฟ้าที่มีมาตรฐานได้ และผู้รับบริการได้รับการบริการที่มีคุณภาพ แต่มีข้อจำกัดคือ การเข้าสู่อาชีพของประชาชนจะยากขึ้น ในแง่มุมของการประเมินผลสัมฤทธิ์ของนโยบาย พบว่า การเกิดอัคคีภัยจากไฟฟ้าลัดวงจร และการประสบอันตรายจากการถูกไฟฟ้าช็อตหลังจากการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว มีแนวโน้มคงตัวและลดลงไม่มากเท่าที่ควร จึงอาจกล่าวได้ว่านโยบายดังกล่าวไม่อาจแก้ไขปัญหาได้ตรงตามวัตถุประสงค์หลัก โดยภาครัฐใช้มาตรการบังคับเชิงกฎหมายส่งผลให้มีความเข้มงวดและขาดความยืดหยุ่น ซึ่งมีแนวโน้มที่ผู้ประกอบอาชีพจะกระทำความผิดและหลีกเลี่ยงกฎหมาย ดังนั้น จึงมีข้อเสนอแนะว่า ภาครัฐควรมีการสร้างมาตรการจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Incentive Approach) และ มาตรการใช้ความสมัครใจ (Voluntary Approach) มาใช้เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายเพื่อให้เกิดผลดีในระยะยาวต่อไป


นโยบายต่างประเทศของเวียดนามต่อจีนในเชิงภูมิรัฐศาสตร์หลังสงครามเย็น : การขึ้นต่อกันระหว่างเวียดนามและจีน (ค.ศ.1991 - 2023), ณัฐพงษ์ ตระกูลเกียรติ Jan 2023

นโยบายต่างประเทศของเวียดนามต่อจีนในเชิงภูมิรัฐศาสตร์หลังสงครามเย็น : การขึ้นต่อกันระหว่างเวียดนามและจีน (ค.ศ.1991 - 2023), ณัฐพงษ์ ตระกูลเกียรติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและจีนที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อันเนื่องมาจากการมีประวัติศาสตร์ร่วมกันตั้งแต่ในอดีต ความคล้ายคลึงกันทางอุดมการณ์ และความใกล้ชิดทางภูมิรัฐศาสตร์ หลังสิ้นสุดสงครามเย็นความสัมพันธ์ ทั้ง 2 ประเทศ เรียกได้ว่าเป็นการขึ้นต่อกัน (Interdependence) ซึ่งมีลักษณะของการร่วมมือและการแข่งขัน สารนิพนธ์ฉบับนี้จะสำรวจมิติต่าง ๆ ของความสัมพันธ์ดังกล่าว และปัจจัยในการดำเนินนโยบายของเวียดนามต่อจีน เวียดนามและจีนมีประวัติศาสตร์ร่วมกันมาอย่างยาวนาน ทั้ง 2 ประเทศมีความเกี่ยวพันกันมาหลายศตวรรษ โดยจีนมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของเวียดนาม อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ดังกล่าวมีช่วงของความขัดแย้งและความตึงเครียดเป็นระยะ ๆ รวมถึงข้อพิพาทดินแดนในทะเลจีนใต้ที่ยังดำเนินอยู่ การสิ้นสุดของสงครามเย็นส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและจีน เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายและสหรัฐฯ กลายเป็นมหาอำนาจเดี่ยว ทั้งเวียดนามและจีนต้องทบทวนลำดับความสำคัญด้านนโยบายต่างประเทศ การขึ้นต่อกันระหว่างเวียดนามและจีนในยุคหลังสงครามเย็น ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง และวัฒนธรรม แม้ว่าทั้ง 2 ประเทศจะมีผลประโยชน์ร่วมกัน แต่ยังมีความท้าทายและความตึงเครียดสำคัญที่ต้องบริหารจัดการ ความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและจีนยังคงได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ พลวัตความมั่นคงในภูมิภาค และอิทธิพลของประชาชน การจัดการความสัมพันธ์นี้จะต้องอาศัยการทูตอย่างระมัดระวัง การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ และความเต็มใจในการมีส่วนร่วมการเจรจาและความร่วมมือ แม้ในยามที่เผชิญกับความท้าทายและความขัดแย้ง


การจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการและความต้องการสวัสดิการของข้าราชการในปัจจุบัน ​กรณีศึกษาสวัสดิการกรมทรัพยากรน้ำ, ดลพร พิมลพันธุ์ Jan 2023

การจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการและความต้องการสวัสดิการของข้าราชการในปัจจุบัน ​กรณีศึกษาสวัสดิการกรมทรัพยากรน้ำ, ดลพร พิมลพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษางานวิจัยนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อวิเคราะห์และอธิบายรูปแบบสวัสดิการข้าราชการและสวัสดิการภายในส่วนราชการ 2. เพื่อวิเคราะห์และอธิบายความต้องการสวัสดิการของข้าราชการในปัจจุบัน 3. เพื่อวิเคราะห์และอธิบายการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ และ 4. เพื่อเสนอแนะการจัดสวัสดิการที่เหมาะสมต่อความต้องการสวัสดิการของข้าราชการในปัจจุบัน โดยเป็นการศึกษาโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 14 คน ผลการศึกษา พบว่า 1) สวัสดิการข้าราชการสามารถแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ คือ สวัสดิการที่ไม่มีเงื่อนไขและสวัสดิการที่มีเงื่อนไข ในขณะที่สวัสดิการกรมทรัพยากรน้ำเป็นสวัสดิการที่มีการกำหนดเงื่อนไข โดยเน้นไปที่การสงเคราะห์เป็นหลัก 2) ความต้องการสวัสดิการของข้าราชการในปัจจุบันแบ่งได้เป็น 3 ด้าน คือ สวัสดิการเกี่ยวกับตนเอง สวัสดิการด้านเงินทุน และสวัสดิการยืดหยุ่น 3) การจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการของกรมทรัพยากรน้ำเป็นการดำเนินการโดยคณะกรรมการการจัดสวัสดิการ ซึ่งมีข้อจำกัดที่สำคัญคือ การจัดหารายได้ และจำนวนเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการไม่เพียงพอ 4) การจัดสวัสดิการส่วนใหญ่เป็นรูปแบบที่มีการกำหนดเงื่อนไขการขอรับสิทธิ์ จึงทำให้สมาชิกบางคนไม่สามารถขอใช้สิทธิ์ได้ ดังนั้นการจัดสวัสดิการจึงต้องให้ความสำคัญกับการกำหนดเงื่อนไขที่เหมาะสม ประกอบกับการจัดหารายได้เพิ่มเติม เพื่อให้การจัดสวัสดิการสามารถตอบสนองความต้องการของทุกคนได้มากที่สุด


ปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของข้าราชการในสำนักงบประมาณ, ธนพร ธาระวัย Jan 2023

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของข้าราชการในสำนักงบประมาณ, ธนพร ธาระวัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความผูกพันองค์กรของข้าราชการในสำนักงบประมาณและศึกษาปัจจัยในด้านต่าง ๆ โดยจำแนกเป็น ปัจจัยส่วนบุคคล ลักษณะของงานที่ปฏิบัติ ลักษณะขององค์กร ความพึงพอใจส่วนบุคคล ที่ส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของข้าราชการในสำนักงบประมาณ โดยทำการศึกษาจากวิธีการรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามของข้าราชการที่ปฏิบัติงานในสำนักงบประมาณ จากกลุ่มตัวอย่าง 266 คน ซึ่งผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบตามความสะดวก และนำมาประมวลผลผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS จากนั้นใช้การวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนาด้วยวิธีแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ รวมถึงใช้การวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมานด้วยวิธีการถดถอยแบบพหุคูณ เพื่อทดสอบปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของข้าราชการในสำนักงบประมาณ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้านอายุ ส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของข้าราชการในสำนักงบประมาณอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กล่าวคือ เมื่อบุคคลนั้น ๆ มีอายุมากขึ้น จะส่งผลให้บุคคลนั้น ๆ มีความผูกพันต่อองค์กรมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเมื่อพิจารณาปัจจัยด้านลักษณะของงานที่ปฏิบัติ ลักษณะขององค์กร และความพึงพอใจส่วนบุคคลในภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก รวมถึงเมื่อนำไปวิเคราะห์ระดับความผูกพันต่อองค์กร พบว่าปัจจัยด้านลักษณะของงานที่ปฏิบัติ (ซึ่งประกอบด้วยความหลากหลายของงาน ความท้าทายของงาน และความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวกับการทำงาน) รวมถึงปัจจัยด้านความพึงพอใจส่วนบุคคล (ซึ่งประกอบด้วยความพึงพอใจนโยบายขององค์กร และความยุติธรรมในการทำงาน) ต่างส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของข้าราชการในสำนักงบประมาณอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเช่นกัน ดังนั้นองค์กรจึงควรให้ความสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาระบบงานอย่างรอบด้านเพื่อส่งเสริมให้บุคลากรมีความผูกพันต่อองค์กรมากยิ่งขึ้น


แนวทางการส่งเสริมการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของประเทศไทย, ธนวัฒน์ แสงสอน Jan 2023

แนวทางการส่งเสริมการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของประเทศไทย, ธนวัฒน์ แสงสอน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาแนวทางการส่งเสริมการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการดำเนินงานจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของไทย และกำหนดแนวทางในการส่งเสริมการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาในอนาคต โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพ จากการศึกษาข้อมูลเอกสารที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์เชิงลึกบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาและการวิจัยเชิงปริมาณโดยการทำแบบสอบถามจากบุคลากรในหน่วยงานทรัพย์สินทางปัญญาจำนวน 100 คน ผลการวิจัยพบว่า การส่งเสริมการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญานั้นเน้น การส่งเสริมตามพันธกิจของกรมทรัพย์สินทางปัญญาทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านคุ้มครอง การใช้กฎหมาย การสนับสนุนการสร้างสรรค์และการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ภายใต้การดำเนินงานตามแผนที่นำทางกรมทรัพย์สินทางปัญญา 20 ปี โดยปัจจัยที่มีส่วนสำคัญต่อการการดำเนินงานจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของไทยนั้นผู้วิจัยได้อธิบายตามแนวทางทฤษฎีระบบออกเป็น 6 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยการวางแผน ปัจจัยนำเข้า ปัจจัยกระบวนการ ปัจจัยผลผลิต ที่ได้รับผลจาก ปัจจัยข้อมูลย้อนกลับ และสภาพแวดล้อมองค์กร โดยแนวทางในการส่งเสริมเครื่องหมายการค้าในอนาคตตามแนวคิดเรื่องประสิทธิภาพขององค์การนั้น ได้แก่ 1.ด้านโครงสร้างขององค์การ เช่น การกำหนดนโยบายที่สร้างความเป็นเอกภาพขององค์การ การดำเนินแนวทางตามกิจกรรมส่งเสริมการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาตามพันธกิจของกรมฯ ทั้ง 4 ด้าน และการสร้างความรู้ทรัพย์สินทางปัญญา 2.ด้านทรัพยากรบุคคลได้แก่การเพิ่มบุคลากรและอัตรากำลัง การทบทวนตัวชี้วัดของการทำงาน และเพิ่มหน่วยแปลภาษาเข้าไปในหน่วยงาน และ 3.ด้านเทคโนโลยีที่ควรมีเครื่องมือในการช่วยทำงาน เช่น การใช้เครื่องมือที่เป็น AI ตรวจสอบและการมีบุคลากรที่มีความรู้และจำนวนที่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน


ภาพยนตร์ฟอร์เรสท์ กัมพ์ กับการประกอบสร้างอัตลักษณ์ทางการเมืองอเมริกัน, ธนภัทร จตุรชัยเดช Jan 2023

ภาพยนตร์ฟอร์เรสท์ กัมพ์ กับการประกอบสร้างอัตลักษณ์ทางการเมืองอเมริกัน, ธนภัทร จตุรชัยเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาบทบาทของภาพยนตร์เรื่อง "ฟอร์เรสท์ กัมพ์" ในการประกอบสร้าง สร้างความตระหนักรู้และอัตลักษณ์ทางการเมืองผ่านการฉายภาพ อุดมคติ และค่านิยมให้กับชาวอเมริกัน มีจุดมุ่งหมายเพื่อตอบคำถามว่า "Forrest Gump" กำหนดเอกลักษณ์ทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาในยุคหลังสงครามเย็นได้อย่างไร โดยใช้กรอบแนวคิด "วัฒนธรรมสมัยนิยมและอัตลักษณ์ทางการเมือง" และ "บทบาทและวัตถุประสงค์ของภาพยนตร์" การศึกษาพบว่ายุคหลังสงครามเย็นซึ่งถูกมองว่าเป็นยุคแห่งชัยชนะของอเมริกา สอดคล้องกับความเชื่อที่ว่าอเมริกาเป็นชาติที่พระเจ้าทรงเลือกสรร อย่างไรก็ตาม อย่างไรก็ดี การไม่มีศัตรูจากภายนอกไม่ได้ทำให้ขวัญกำลังใจของชาติดีขึ้นแต่อย่างใด ประกอบกับความล้มเหลวในสงครามเวียดนามหรือที่เรียกว่า "เวียดนามซินโดรม" ชาวอเมริกันจึงต้องการบางสิ่งบางอย่างเพื่อปลุกขวัญกำลังใจ ภาพยนตร์ฟอร์เรสท์กัมพ์ เติมเต็มความต้องการนี้ด้วยการสร้างประวัติศาสตร์ที่เรียบง่ายขึ้นมาใหม่ โดยเปลี่ยนเรื่องราวที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องราวทางศีลธรรมเพื่อสร้างฉันทามติทางสังคมใหม่ กระบวนการนี้เกิดขึ้นภายในบริบทของศีลธรรมที่แตกร้าวในโลกยุคหลังสงครามเย็น


บทบาทของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานกับการนำนโยบายเศรษฐกิจวัฒนธรรมไปปฏิบัติ: กรณีศึกษาสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดชัยนาท, ธรรมรัตน์ นาคสิงห์ Jan 2023

บทบาทของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานกับการนำนโยบายเศรษฐกิจวัฒนธรรมไปปฏิบัติ: กรณีศึกษาสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดชัยนาท, ธรรมรัตน์ นาคสิงห์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาท และความสัมพันธ์ของตัวแสดงในนโยบายเศรษฐกิจวัฒนธรรม ตลอดจนผลกระทบ ปัญหา และอุปสรรคของการนำนโยบายเศรษฐกิจวัฒนธรรมไปปฏิบัติในพื้นที่และพัฒนาข้อเสนอแนะในการพัฒนานโยบายเศรษฐกิจวัฒนธรรมในอนาคต โดยนำสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดชัยนาทซึ่งเป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาคของกระทรวงวัฒนธรรมเป็นกรณีศึกษาผ่านกรอบแนวคิดการนำนโยบายไปปฏิบัติ ซึ่งผู้วิจัยได้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการศึกษาเอกสาร การสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบไม่มีโครงสร้างกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและชุมชนเครือข่ายทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาวิจัยพบว่า หน้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติ เนื่องจากมีความคุ้นเคยกับพื้นที่และเป็นตัวกลางในการประสานความร่วมมือและผลประโยชน์ภายใต้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรมซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบาย ตลอดจนนโยบายของพื้นที่จังหวัด กับชุมชนเครือข่ายที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของนโยบาย ผ่านการใช้ดุลยพินิจและการประนีประนอมซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน อย่างไรก็ดีการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอาจก่อให้เกิดทางแพร่งที่นำไปสู่การนำกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพ (หัวกะทิ) การปรับแต่งข้อมูลรายงานผล ตลอดจนความขัดแย้งต่อค่านิยมและจริยธรรมของทางราชการ


ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์, ธมนวรรณ สายวัฒนาสุข Jan 2023

ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์, ธมนวรรณ สายวัฒนาสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาการขยายอิทธิพลของจีนในทะเลจีนใต้ส่งผลอย่างไรต่อยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ที่มีเป้าหมายคือการรักษาสมดุลของอำนาจในทะเลจีนใต้ โดยใช้กรอบทฤษฎีสัจ-นิยมเชิงป้องกันมาใช้ประกอบการวิเคราะห์ปัจจัยการปรับทิศทางการดำเนินยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ผ่านระบบพันธมิตรที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุเป้าหมายด้านความมั่นคงของฟิลิปปินส์ ผลการศึกษาพบว่าการขยายอิทธิพลของจีนที่เพิ่มมากขึ้นในทะเลจีนใต้เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการปรับยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ โดยการขยายอิทธิพลของจีนดังกล่าวถือเป็นการละเมิดสิทธิของฟิลิปปินส์ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในทะเลจีนใต้ นำมาซึ่งความต้องการของฟิลิปปินส์ที่จะรักษาอาณาเขตของฟิลิปปินส์และเสถียรภาพในทะเลจีนใต้ ส่งผลให้ฟิลิปปินส์ภายใต้การนำของประธานาธิบดี มาร์กอส จูเนียร์ ปรับยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงโดยอาศัยการถ่วงดุลอำนาจทั้งจากภายในและภายนอก อาทิ การเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศและการรวมกลุ่มพันธมิตรอย่างการกลับมากระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความมั่นคงของฟิลิปปินส์ ทั้งนี้ แนวทางการสร้างสมดุลของอำนาจในอนาคต ฟิลิปปินส์ควรสร้างสมดุลให้มากขึ้นผ่านการเพิ่มความร่วมมือกับมหาอำนาจระดับกลางอย่างอินเดียและการผลักดันการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ภายใต้กรอบกลไกของอาเซียน


การเปลี่ยนแปลงท่าทีของเกาหลีใต้ต่อประเด็นเกาหลีเหนือในสมัยรัฐบาลมุนแจอินกับยุนซอกยอล, ธิดารัตน์ กลิ่นหอม Jan 2023

การเปลี่ยนแปลงท่าทีของเกาหลีใต้ต่อประเด็นเกาหลีเหนือในสมัยรัฐบาลมุนแจอินกับยุนซอกยอล, ธิดารัตน์ กลิ่นหอม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เกาหลีใต้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ทุก ๆ 5 ปี เป็นที่ทราบกันดีว่าหากเกาหลีใต้ในรัฐบาลแนวก้าวหน้าอย่างเช่น ในสมัยของมุนแจอินมีท่าทีที่เป็นมิตรต่อเกาหลีเหนือและพยายามลดการพึ่งพาจากประเทศมหาอำนาจ ขณะที่หากเกาหลีใต้ภายใต้รัฐบาลแนวอนุรักษ์นิยมมีท่าทีแข็งกร้าวต่อเกาหลีเหนือและสร้างความใกล้ชิดกับประเทศมหาอำนาจมากขึ้น ในขณะเดียวกันเกาหลีเหนือปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์โดยคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดเพียงคนเดียวเป็นเวลายาวนาน ต่างก็มีท่าทีต่อเกาหลีใต้เปลี่ยนไปตามแต่ละสมัยของรัฐบาลเกาหลีใต้เช่นกัน โดยสารนิพนธ์ฉบับนี้สำรวจถึงเหตุปัจจัยที่ส่งผลกับท่าทีของเกาหลีใต้ต่อประเด็นเกาหลีเหนือระหว่างรัฐบาลมุนแจอินและรัฐบาลยุนซอกยอลในปัจจุบันซึ่งมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกัน ผ่านแนวคิดสัจนิยมคลาสสิกใหม่ (Neoclassical Realism) ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยภายใน ได้แก่ อุดมการณ์ทางการเมือง ทัศนคติ ความคิด ความเชื่อของตัวผู้นำ รวมถึงระบอบการเมืองในประเทศ พรรคการเมือง สถานการณ์ในประเทศที่เผชิญอยู่ หรือแม้แต่ค่านิยมของประชาชน ส่งผลต่อการดำเนินนโยบายของเกาหลีใต้ต่อเกาหลีเหนือไม่น้อยไปกว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศระหว่างเกาหลีใต้และประเทศมหาอำนาจ


ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมัครงานในอาชีพรับราชการ ของนิสิตชั้นปีที่ 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นิชานาถ ชลิตวรกุล Jan 2023

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมัครงานในอาชีพรับราชการ ของนิสิตชั้นปีที่ 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นิชานาถ ชลิตวรกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเรื่องปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมัครงานในอาชีพรับราชการของนิสิตชั้นปีที่ 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการตัดสินใจเลือกสมัครงานในอาชีพรับราชการของนิสิตชั้นปีที่ 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมัครงานในอาชีพรับราชการของนิสิตชั้นปีที่ 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลุ่มตัวอย่างในการศึกษา คือ นิสิตชั้นปีที่ 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 370 คน การรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า นิสิตชั้นปีที่ 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่เลือกสมัครงานอื่นที่ไม่ใช่งานราชการซึ่งมีสัดส่วนที่สูงกว่าการเลือกสมัครงานราชการอย่างแน่นอนโดยการทำงานที่มีรายได้สูงคือสิ่งที่นิสิตคำนึงถึงในการเลือกสมัครงาน ซึ่งระบบค่าตอบแทนทั้งเงินเดือนและสวัสดิการของราชการยังไม่จูงใจเท่าที่ควร และปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกสมัครงานในอาชีพรับราชการของนิสิต พบว่า ปัจจัยด้านองค์กร เช่น ความมั่นคงในหน้าที่การงาน ความสำเร็จในหน้าที่การงาน และการเป็นที่ยอมรับและเชื่อถือของสังคม ปัจจัยด้านครอบครัว เช่น ความภาคภูมิใจของครอบครัว และการโน้มน้าวของครอบครัว และปัจจัยด้านเพื่อน เช่น การมีเพื่อนที่มีงานดีและมั่นคง และคำแนะนำของเพื่อน มีผลต่อการตัดสินใจเลือกสมัครงานในอาชีพรับราชการของนิสิต


การเข้าถึงประกันสังคมมาตรา 40 ของกลุ่มอาชีพอิสระ: กรณีศึกษากลุ่มเจ้าของกิจการ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานครฯ, นิติ นิจนิติกุล Jan 2023

การเข้าถึงประกันสังคมมาตรา 40 ของกลุ่มอาชีพอิสระ: กรณีศึกษากลุ่มเจ้าของกิจการ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานครฯ, นิติ นิจนิติกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักในการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเข้าเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม มาตรา 40 ของกลุ่มเจ้าของกิจการ โดยให้ความสนใจในพื้นที่เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานครฯ เป็นหลัก งานศึกษาอาศัยกระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการทบทวนเอกสารและการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และนำข้อมูลที่รวบรวมได้มาจำแนก แยกแยะ และวิเคราะห์ ผู้ให้ข้อมูลในงานวิจัยนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเจ้าของกิจการที่อยู่ในระบบประกันสังคม มาตรา 40 กลุ่มเจ้าของกิจการที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคมมาตรา 40 และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในสำนักงานประกันสังคม จากการศึกษาพบว่า การรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับประกันสังคม มาตรา 40 อย่างถูกต้องและครบถ้วน ส่งผลต่อการเข้าร่วมระบบประกันสังคมมาตรา 40 ของกลุ่มเจ้าของกิจการ นอกจากนั้น ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ รายได้ ลักษณะและขนาดของกิจการ และทัศนคติส่วนตัว ของกลุ่มเจ้าของกิจการส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าเป็นผู้ประกันตน มาตรา 40 นอกจากนี้ ปัจจัยด้านสิทธิประโยชน์ของระบบประกันสังคม มาตรา 40 ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจเข้าร่วมเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ของกลุ่มเจ้าของกิจการ ในเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานครฯ เช่นกัน


ประสิทธิภาพของระบบรับแจ้งความออนไลน์เฉพาะคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ปรัชญาพร บุญทูล Jan 2023

ประสิทธิภาพของระบบรับแจ้งความออนไลน์เฉพาะคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ปรัชญาพร บุญทูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐก่อนและหลังการใช้ระบบรับแจ้งความออนไลน์เฉพาะคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งการสำรวจปัญหาและอุปสรรคเพื่อพัฒนาเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อไป การศึกษาครั้งนี้นับว่าเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการวิจัยทางเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยคำถามแบบกึ่งโครงสร้าง โดยเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ บุคลากรสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน และประชาชนผู้เสียหายจากคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ขณะเดียวกันผู้วิจัยได้ใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาพรรณนาบรรยายข้อมูลภายใต้กรอบแนวคิดที่กำหนดขึ้น ผลการวิจัยพบว่า ระบบรับแจ้งความออนไลน์เฉพาะคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีก่อให้เกิดประสิทธิภาพการบริการภาครัฐ กล่าวคือ กระบวนการทำงานที่มีแบบแผนมีขั้นตอนที่เป็นมาตรฐานมากขึ้น ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดของมนุษย์ มีการใช้เทคนิควิธีที่เอื้อต่อการปฏิบัติงานให้ถูกต้อง รวดเร็ว อีกทั้งเป็นการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนผู้เสียหายสามารถแจ้งเหตุได้ทุกที่และทุกเวลา อันก่อให้เกิดความพึงพอใจต่อผู้รับบริการ นอกจากนี้ การลงทุนในการพัฒนาระบบ e-Service นี้จะส่งผลให้เกิดความคุ้มค่าในระยะยาว ทั้งนี้ ปัญหาอุปสรรคที่ค้นพบ อาทิ การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลที่ยังไม่สมดุลกับปริมาณคดี ความไม่เสถียรของระบบ การสื่อสารและประชาสัมพันธ์การใช้งานระบบยังไม่ครอบคลุมกับประชาชนทุกกลุ่ม รวมทั้งการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ยังมีข้อจำกัดในทางกฎหมายอยู่บ้าง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ควรได้รับการแก้ไขเพื่อให้การบริการประชาชนและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินไปอย่างไร้รอยต่อ


ซีรีส์เรื่อง D.P. (Deserter Pursuit) กับระบบการเกณฑ์ทหารของเกาหลีใต้, ปัญญวัชร์ วัชรกาฬ Jan 2023

ซีรีส์เรื่อง D.P. (Deserter Pursuit) กับระบบการเกณฑ์ทหารของเกาหลีใต้, ปัญญวัชร์ วัชรกาฬ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา วัฒนธรรมในระบบการเกณฑ์ทหารของกองทัพประเทศเกาหลีใต้ ผ่านการวิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่อง Deserter Pursuit ศึกษาจุดแข็งจุดอ่อนของค่านิยมและวัฒนธรรมอันทำให้เกิดการกระทำความผิด การหนีทหาร และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกองทัพเกาหลีใต้ ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพเชิงเอกสารและสื่อภาพยนตร์เป็นหลัก โดยเน้นในส่วนของวัฒนธรรม และค่านิยมของคนเกาหลีใต้ มาประกอบการวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า บทของภาพยนตร์เรื่อง Deserter Pursuit อาจเป็นเครื่องมือของผู้กำกับและอุตสาหกรรมภาพยนตร์เชิงสะท้อนสังคม ในการตีแผ่ภาพลักษณ์ด้านลบของกองทัพ แต่ผลลัพธ์ดังกล่าวนั้นก็ทำให้กองทัพในฐานะตัวแสดงของรัฐ มีท่าทีโต้ตอบ ในแบบของการแก้ไขเพิ่มเติมนโยบาย ข้อกฎหมาย ทางความมั่นคงของประเทศ เพื่อแสดงให้เห็นว่ากองทัพเกาหลีใต้สามารถปรับปรุง เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของการเข้ารับราชการทหารให้อยู่ในกรอบของสิทธิมนุษยชน มีมนุษยธรรมภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย จึงนับเป็นความท้าทายทั้งต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์สะท้อนสังคมและกองทัพเกาหลีใต้ ที่ต้องเดินหน้าปรับปรุงนโยบายเพื่อให้สามารถรักษาดุลยภาพระหว่างความมั่นคงแห่งชาติและสิทธิมนุษยชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของกองทัพบกเพื่อภารกิจด้านความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย, พรพิมล แก้วแท้ Jan 2023

การพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของกองทัพบกเพื่อภารกิจด้านความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย, พรพิมล แก้วแท้

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันกิจการอวกาศมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และยังเป็นส่วนหนึ่งในพลังอำนาจสำคัญที่สามารถสร้างผลประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้หลากหลายมิติ โดยเฉพาะในงานด้านความมั่นคงที่ใช้อวกาศเป็นหนึ่งในสนามรบสมัยใหม่เพื่อแสวงหาประโยชน์ กองทัพบกเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ได้นำเทคโนโลยีอวกาศมาใช้ในงานด้านความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย เพื่อให้รับกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน งานวิจัยฉบับนี้มุ่งศึกษาแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของกองทัพบกเพื่อใช้ในงานด้านความมั่นคงโดยเฉพาะในงานข่าวกรอง ลาดตระเวน และการเฝ้าตรวจบริเวณชายแดน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการสัมภาษณ์บุคลากรในกองทัพบกที่มีความเชี่ยวชาญและเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอวกาศ โดยผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีอวกาศถูกนำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง เพื่อการปกป้องตนเองจากภัยคุกคาม และเป็นการแสดงให้เห็นว่ากองทัพบกได้พัฒนารูปแบบการรบให้มีศักยภาพในการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ครอบคลุมทุกมิติ


เครือข่ายนโยบายและการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษากรณีศึกษาจังหวัดระยอง (เขตพื้นที่อุตสาหกรรม) และจังหวัดศรีสะเกษ (เขตพื้นที่เกษตรกรรม), พรพรรณ ศรีกมล Jan 2023

เครือข่ายนโยบายและการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษากรณีศึกษาจังหวัดระยอง (เขตพื้นที่อุตสาหกรรม) และจังหวัดศรีสะเกษ (เขตพื้นที่เกษตรกรรม), พรพรรณ ศรีกมล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาการบริหารจัดการพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา กรณีศึกษาจังหวัดระยอง (เขตพื้นที่อุตสาหกรรม) และจังหวัดศรีสะเกษ (เขตพื้นที่เกษตรกรรม) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์กระบวนการนโยบายสาธารณะพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ในการกำหนดนโยบาย การนำนโยบายไปปฏิบัติ และการประเมินผลนโยบาย 2) วิเคราะห์ การมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการบริหาร พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 3) วิเคราะห์ความสำเร็จ ปัญหา อุปสรรค และแนวทาง ในการพัฒนาการบริหารจัดการพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจำนวน 20 คน ผลการวิจัยพบว่า การดำเนินงานพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาในทั้งสองจังหวัด ประสบความสำเร็จในการพัฒนานวัตกรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และกระจายอำนาจ โดยมีปัจจัยความสำเร็จ ได้แก่ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถานศึกษา และชุมชน การสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน การพัฒนาบุคลากร การมีส่วนร่วม ของชุมชน และการใช้เทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานยังมีอุปสรรค เช่น การขาดความต่อเนื่องของนโยบายและงบประมาณ การขาดแคลนบุคลากร ที่มีความเชี่ยวชาญ และการเข้าถึงเทคโนโลยีที่จำกัด การวิจัยครั้งนี้เสนอแนะแนวทาง ในการพัฒนาการบริหารจัดการพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา โดยเน้นการสร้างความร่วมมือ จากทุกภาคส่วน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การพัฒนา ศักยภาพของบุคลากร การสร้างแรงจูงใจในการสร้างสรรค์นวัตกรรม การพัฒนาระบบข้อมูล และการกระจายอำนาจ โดยคำนึงถึงบริบทและความต้องการของพื้นที่เป็นสำคัญ


การยืนกรานในการอ้างสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์ในทะเลจีนใต้ในการดำเนินยุทธศาสตร์การต่างประเทศของจีน, พสุพิชญ์ ดิษฐบรรจง Jan 2023

การยืนกรานในการอ้างสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์ในทะเลจีนใต้ในการดำเนินยุทธศาสตร์การต่างประเทศของจีน, พสุพิชญ์ ดิษฐบรรจง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์นี้มุ่งศึกษาถึงเหตุผลเบื้องหลังการที่จีนยืนหยัดที่จะใช้การอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ในทะเลจีนใต้ (South China Sea: SCS) ซึ่งเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงระหว่างนโยบายต่างประเทศของจีนกับการเมืองภายในประเทศและยุทธศาสตร์ทางภูมิรัฐศาสตร์ การยืนหยัดในสิทธิทางประวัติศาสตร์ที่ฝังรากลึกนี้เป็นหัวใจสำคัญของท่าทีที่เด็ดขาดของจีนในภูมิภาค ทั้งยังสะท้อนถึงความทะเยอทะยานในภูมิรัฐศาสตร์ของจีนที่ขยายตัวอีกด้วย งานวิจัยนี้จึงแบ่งออกเป็นสี่ส่วนหลักที่อธิบายมุมมองต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจถึงเหตุผลและปัจจัยของการอ้างสิทธิ์ของจีนอย่างยาวนาน และศึกษาวิวัฒนาการของนโยบายต่างประเทศจีนที่เกี่ยวข้องกับทะเลจีนใต้ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เกิดความตึงเครียดกับฟิลิปปินส์และประเทศอื่นๆในข้อขัดแย้ง ที่จีนยังคงใช้เรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์เพื่อสนับสนุนอธิปไตยของตน แม้คำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการในปี 2016 จะยืนยันว่าข้อเรียกร้องของจีนขัดต่อกฎหมายทะเลของสหประชาชาติ แต่จีนก็ยังยึดมั่นในข้ออ้างของตนอย่างแข็งกร้าว นำไปสู่การศึกษาการเมืองภายในของจีนตั้งแต่ยุคการเปลี่ยนผ่านผู้นำของจีนอย่างหูจิ่นเทาจนถึงสมัยยุคปัจจุบันของสีจิ้นผิง โดยเน้นการเปลี่ยนแปลงทางอุดมการณ์และยุทธวิธีทางการเมืองของผู้นำจีนคนปัจจุบันที่มุ่งรวมอำนาจโดยเชื่อมโยงการเมืองภายในกับนโยบายต่างประเทศที่แข็งกร้าวในทะเลจีนใต้ การกระทำเชิงรุกที่อ้างสิทธิเหนือดินแดนนี้แสดงถึงความพยายามสร้างความชอบธรรมทางการเมืองของจีนภายในประเทศและยุทธศาสตร์ความเป็นผู้นำของสีจิ้นผิง ผ่านการปลุกกระแสชาตินิยมและเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์เพื่อสร้างการสนับสนุนจากสาธารณชนและเสริมสร้างฐานอำนาจ กลยุทธ์นี้สะท้อนท่าทีของนโยบายต่างประเทศจีนที่ไม่ยอมถอยในประเด็นทะเลจีนใต้ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติก็ตาม โดยสรุปสารนิพนธ์นี้จึงสรุปถึงปัจจัยของการยืนยันในการอ้างสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์ทางทะเลจีนใต้จากประโยชน์ที่จีนได้รับ เช่น การควบคุมทรัพยากรทางทะเล การใช้ลัทธิชาตินิยมเพื่อรวบรวมการสนับสนุนจากสาธารณชน และการรักษาเสถียรภาพของพรรคคอมมิวนิสต์จีน การอ้างสิทธิทางประวัติศาสตร์จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ผู้นำจีนใช้เพื่อรวมอำนาจ สารนิพนธ์นี้ผสานการวิเคราะห์ระหว่างนโยบายต่างประเทศ การเมืองภายใน และยุทธศาสตร์ความเป็นผู้นำ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างครอบคลุมว่าทำไมจีนยังคงยืนหยัดในข้ออ้างทางประวัติศาสตร์ของตนในทะเลจีนใต้ โดยแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยภายในและความทะเยอทะยานระหว่างประเทศของจีนที่ทำให้ข้อเรียกร้องนี้ยังคงเป็นประเด็นสำคัญต่อไป


บรรทัดฐานระหว่างประเทศด้านการสาธารณสุขกับนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย, พิชญ์พล วราภรณ์นิลอุบล Jan 2023

บรรทัดฐานระหว่างประเทศด้านการสาธารณสุขกับนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย, พิชญ์พล วราภรณ์นิลอุบล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษา บรรทัดฐานระหว่างประเทศด้านการสาธารณสุขกับนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย โดยอธิบายการสร้างบรรทัดฐานระหว่างประเทศขององค์การระหว่างประเทศ ซึ่งนอกจากจะสร้างบรรทัดฐานแล้ว องค์การระหว่างประเทศยังผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ปฏิบัติตาม ประเทศที่นำบรรทัดฐานเหล่านี้ไปปฏิบัติจะต้องพบเจอกับการปะทะระหว่างบรรทัดฐานเดิมกับบรรทัดฐานใหม่ รวมถึงการถกเถียงจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย สารนิพนธ์ฉบับนี้เน้นวิเคราะห์อิทธิพลขององค์การระหว่างประเทศในฐานะผู้สร้างบรรทัดฐานระหว่างประเทศต่อการกำหนดนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทย จากการศึกษาพบว่า บรรทัดฐานระหว่างประเทศซึ่งได้รับการผลักดันโดยองค์การอนามัยโลกก่อให้เกิดความสำเร็จในการจัดตั้งหน่วยงานด้านสาธารณสุขที่เข้มแข็ง ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เข้มงวด แต่ผลลัพธ์ของการนำนโยบายที่เข้มงวดมาบังคับใช้กลับไม่ได้มีประสิทธิภาพดังที่หน่วยงานสาธารณสุขคาดหวังไว้ ทำให้หน่วยงานเหล่านี้ต้องการเพิ่มระดับความเข้มงวดในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งความพยายามดังกล่าวอาจมองได้ว่าใช้ต้นทุนมากจนเกินไป และสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังอาจขัดกับบรรทัดฐานระหว่างประเทศในด้านอื่น โดยเฉพาะด้านการค้า ทั้งนี้ช่วงทศวรรษ 2020 ปัญหาเรื่องนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถูกทำให้เป็นประเด็นการเมือง ปรากฏเห็นด้วยว่า ประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่มคัดค้านกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น ทำให้เกิดผลเสียต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลไทยในการจัดการปัญหาภายในประเทศ ควรอย่างยิ่งที่รัฐบาลไทยจะต้องทบทวนความคุ้มค่าของการกำหนดนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกครั้ง โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพตามหลัก SAFER เพื่อหามาตรการที่คุ้มทุนและมีประสิทธิผล การนำหลัก SAFER มาประยุกต์ใช้กับการออกแบบนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศจะหยั่งผลได้ดีกว่าเพื่อส่งเสริมทั้งการสาธารณสุขและเศรษฐกิจ


ปัญหาและอุปสรรคในการขออยู่ต่อในราชอาณาจักร กรณีมีเหตุจำเป็นทางธุรกิจ : กรณีศึกษา กองกำกับการ 2 กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, ภัครดา ดีประดับ Jan 2023

ปัญหาและอุปสรรคในการขออยู่ต่อในราชอาณาจักร กรณีมีเหตุจำเป็นทางธุรกิจ : กรณีศึกษา กองกำกับการ 2 กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, ภัครดา ดีประดับ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษา เรื่อง ปัญหาและอุปสรรคในการขออยู่ต่อในราชอาณาจักร กรณีมีเหตุจำเป็นทางธุรกิจ : กรณีศึกษา กองกำกับการ 2 กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง มีจุดประสงค์เพื่อศึกษา ปัญหาและอุปสรรคในการยื่นขออยู่ต่อในราชอาราจักร กรณีมีเหตุจำเป็นทางธุรกิจ ในทัศนะของคนต่างด้าวและคนไทยที่เป็นผู้เข้ารับบริการและเพื่อนำเสนอปัญหาและอุปสรรคที่พบเจอในขั้นตอนการยื่นขออยู่ต่อในราชอาณาจักรประเภทธุรกิจ โดยจากการสัมภาษณ์และการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง พบว่า 1.ด้านทักษะภาษาของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่ไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว ทำให้ข้อมูลมีการตกหล่นจากการที่ไม่สามารถอธิบาย ก่อให้เกิดความยุ่งยากในการดำเนินการและให้ข้อมูลอย่างชัดเจน 2.ด้านสถานที่ในการให้บริการสถานที่การให้บริการมีขนาดเล็กและไม่เพียงพอที่จะรองรับผู้เข้ามาใช้บริการจำนวนมาก ทำให้เกิดความแออัดและยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของหน่วยงานอีกด้วย รวมไปถึงอำนวยความสะดวกอาจไม่เพียงพอต่อการรองรับจำนวนผู้เข้ามาใช้บริการ 3.ขั้นตอนในการต่อวีซ่าทำงานมีความซับซ้อนและต้องการเอกสารจำนวนมากและต้องยื่นในรูปแบบกระดาษ รวมไปถึงขั้นตอนการรับคิวที่ซ้ำซ้อน การพิจารณาหลายขั้นตอนรวมไปถึงระยะเวลารอผลวีซ่า ในการขั้นตอนการตรวจสอบเอกสาร นอกจากการยื่นเอกสารในการขออยู่ต่อตามรายการที่กำหนดแล้ว เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองยังสามารถใช้ดุลยพินิจในการเรียกขอเอกสารเพิ่มเติม4. ด้านจำนวนบุคลากร เนื่องจากผู้เข้ารับบริการต่อวันเมื่อเทียบกับจำนวนเจ้าหน้าที่แล้วนั้นไม่เพียงพอต่อการให้บริการได้อย่างรวดเร็ว หากเคาน์เตอร์บริการเปิดไม่ครบทุกเคาน์เตอร์ ส่งผลให้ทั้งเจ้าหน้าที่ที่ต้องแบกรับภาระในการตรวจเอกสารเพิ่มขึ้น โดยข้อเสนอแนะ ได้แก่ 1. แยกแถวหรือคิวสำหรับบริษัทเอเจ้นท์ต่างๆที่มายื่นขอต่อวีซ่าให้กับชาวต่างชาติหลายคนใน1ครั้ง เพื่อลดการเสียเวลาในการมารอคิวตั้งแต่เช้าเพื่อรอต่อคิวบริษัทเอเจ้นท์ต่างๆที่ยื่นเอกสารหลายคน 2. ขยายจุดให้บริการ เนื่องจากจำนวนผู้เข้าใช้บริการค่อนข้างหนาแน่นช่วงวันจันทร์-ศุกร์ ทำให้พื้นที่ไม่เพียงพอที่จะรองรับผู้มาใช้บริการ 3.การเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบเอกสารเพื่อทำให้กระบวนการยื่นขออยู่ต่อมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น 4.ควรมีการชี้แจงเอกสารเงื่อนไขในการยื่นขออยู่ต่ออย่างชัดเจนรวมไปถึงขั้นตอนกระบวนการในการขออยู่ต่อเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียเวลาจากการเดินทางกลับไปกลับมาและได้รับข้อมูลที่เที่ยงตรง 5.เพิ่มทักษะทางด้านภาษาอังกฤษให้กับเจ้าหน้าที่ 6.ขยายประเภทวีซ่าที่สามารถทำในระบบออนไลน์ได้เพื่อลดความแออัดและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่มาติดต่อเหมือนเช่นประเทศเกาหลี


หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้านไซเบอร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับออสเตรเลีย, พีรทร พิทักษ์เกียรติยศ Jan 2023

หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้านไซเบอร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับออสเตรเลีย, พีรทร พิทักษ์เกียรติยศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้านไซเบอร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับออสเตรเลีย โดยอาศัยกรอบทฤษฎีสัจนิยมคลาสสิคใหม่ เพื่อนำมาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงที่ช่วยส่งเสริมให้สหรัฐฯ ตัดสินใจเลือกออสเตรเลียเป็นส่วนสำคัญในยุทธศาสตร์ความมั่นคงระดับภูมิภาค รวมถึงการส่งเสริมให้ออสเตรเลียก้าวขึ้นมาเป็นรัฐที่มีขีดความสามารถทางไซเบอร์ขั้นสูง ผลการศึกษาพบว่า ความร่วมมือด้านไซเบอร์ระหว่างสหรัฐฯ กับออสเตรเลีย เกิดจากความร่วมมือด้านความมั่นคงที่มีมายาวนานและเป็นไปอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และเนื่องด้วยสหรัฐฯ ประสบกับภัยคุกคามจากมหาอำนาจในภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิกที่ต้องการก้าวขึ้นมามีอิทธิพลเหนือสหรัฐฯ ทำให้สหรัฐฯ ต้องหันกลับมาให้ความสำคัญแก่พันธมิตรดั้งเดิมในภูมิภาคโดยเฉพาะออสเตรเลีย การที่สหรัฐฯ สนับสนุนขีดความสามารถด้านไซเบอร์ให้แก่ออสเตรเลีย เป็นไปเพื่อให้ทั้งสหรัฐฯ และออสเตรเลียสามารถตอบสนองภัยคุกคามรูปแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล


ปัจจัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตกรณีศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, วรกานต์ สุ้นกี้ Jan 2023

ปัจจัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตกรณีศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, วรกานต์ สุ้นกี้

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัย เรื่อง ปัจจัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต กรณีศึกษาสำนักงานเลขาธิการ สภาการศึกษา มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา 2 ข้อ ได้แก่ (1) เพื่อศึกษาปัจจัยส่งเสริม การเรียนรู้ตลอดชีวิตของนักวิชาการศึกษา ในสำนักนโยบายและแผนการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา และ (2) เสนอแนวทางในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับนักวิชาการศึกษาในสำนักนโยบายและแผนการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ อาศัยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างโดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ เป็นนักวิชาการศึกษาจำนวน 14 คน จากสำนักนโยบายและแผนการศึกษา ผลจากการศึกษาพบว่า ภาพรวมนักวิชาการศึกษามีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีความตื่นตัวในการเรียนรู้ อย่างไรก็ตามพบข้อจำกัดในด้านของเวลาและภาระงานที่ส่งผลให้สถานการณ์การเรียนรู้ตลอดชีวิตทำให้ภาพรวมของการเรียนรู้ตลอดชีวิตอยู่ในระดับปานกลาง นอกจากนี้ยังพบว่าปัจจัยส่งเสริม การเรียนรู้ตลอดชีวิตของบุคลากรในสำนักนโยบายและแผนการศึกษาสำนักงานเลขาธิการ สภาการศึกษา ประกอบไปด้วย 13 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยภายใน จำนวน 2 ปัจจัย คือ ประโยชน์ของการเรียนรู้ ความต้องการในการเรียนรู้/ความสนใจ และปัจจัยภายนอก จำนวน 11 ปัจจัย คือ ปัจจัยจูงใจ ภาระงาน เพื่อนร่วมงาน บรรยากาศในการทำงาน อุปกรณ์ในการหาความรู้และเทคโนโลยี แหล่งเรียนรู้ สถานที่ทำงาน วัฒนธรรมการเรียนรู้ เวลา สุขภาพและอายุ และสถานะทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะนำไปสู่แนวทางในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สำหรับบุคลากรในสำนักนโยบายและแผนการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา


การบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครน, รัชดาภรณ์ โชติธนมิตรหิรัญ Jan 2023

การบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครน, รัชดาภรณ์ โชติธนมิตรหิรัญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลัก คือเพื่อศึกษาการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครน การศึกษานี้ใช้กรอบทฤษฎีประกอบสร้างวิเคราะห์ความท้าทายและข้อจำกัดของการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในกรณีดังกล่าว รวมถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบังคับใช้กฎหมาย ผลการศึกษาพบว่า ความพยายามในการใช้กฎหมายระหว่างประเทศเพื่อจัดการกับความขัดแย้งนี้ปรากฏในหลากหลายรูปแบบ เช่น การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และการประณามผ่านเวทีสหประชาชาติ อย่างไรก็ตาม ความซับซ้อนทางการเมืองและการตอบโต้จากรัสเซียทำให้การบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศไม่สามารถเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบผลสำเร็จ การศึกษานี้จึงมุ่งเน้นการประเมินกลไกของสหประชาชาติและบทบาทขององค์กรระหว่างประเทศอื่น ๆ เช่น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ และองค์การความร่วมมือว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป ซึ่งสรุปได้ว่าการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในกรณีนี้มีความท้าทายไม่น้อย สะท้อนให้เห็นว่าโลกแตกแยกทางการเมืองเพียงใด


ศึกษาการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษาพิพิธตลาดน้อย, วริศกิตติ์ อัครเดชารัชช์ Jan 2023

ศึกษาการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษาพิพิธตลาดน้อย, วริศกิตติ์ อัครเดชารัชช์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น 2) เพื่อศึกษาความเป็นมาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษาพิพิธตลาดน้อย 3) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษาพิพิธตลาดน้อย โดยใช้รูปแบบวิจัยเชิงคุณภาพ ทำการศึกษาการบริหารจัดการพิพิธตลาดน้อย ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในชุมชนตลาดน้อย เขตสัมพันธ์วงศ์ กรุงเทพมหานครฯ เริ่มทำการศึกษาในเดือนเดียวกับที่พิพิธตลาดน้อยเพิ่งเปิดทำการอย่างเป็นทางการ คือเดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 พิพิธตลาดน้อยตั้งอยู่บนพื้นที่ราชพัสดุริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดิมทีเป็นโรงกลึงเก่าถูกทิ้งร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มประสิทธิภาพ คนในชุมชนจึงจัดประชุมและยื่นหนังสือต่อกรมธนารักษ์ในการขอพื้นที่เพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์โดยได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย กรมธนารักษ์เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จึงเข้ามาพัฒนาพื้นที่สร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นและส่งมอบให้กองส่งเสริมและพัฒนาทรัพย์สินมีค่าของรัฐบริหารจัดการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ผสานความร่วมมือกับชุมชนตามความต้องการของชุมชน เก็บรวมรวบข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ สังเกต พร้อมทั้งเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรกองส่งเสริมและพัฒนาทรัพย์สินมีค่าของรัฐ คนในชุมชนตลาดน้อย กลุ่มเครือข่ายสนับสนุนต่างๆ จากการศึกษาพบว่า พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจะก่อตั้งขึ้นมาได้ต้องมีรากฐานที่มั่นคงคือคนในชุมชน พิพิธภัณฑ์ต้องอาศัยความร่วมมือของชุมชนในการดำเนินภารกิจงานพิพิธภัณฑ์มิเช่นนั้นพิพิธภัณฑ์จะไร้ซึ่งชีวิตและชุมชนก็ต้องการพิพิธภัณฑ์ในลักษณะของพื้นที่สาธารณะที่เป็นศูนย์กลางของชุมชน ให้เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทำกิจกรรมทางสังคม ข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการพิพิธตลาดน้อยควรมีความยืดหยุ่นในการจัดการเตรียมพร้อมปรับตัว เพื่อรับมือกับปัญหาและตอบสนองความต้องการของชุมชนในฐานะพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่มีส่วนในการพัฒนา และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน