Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Engineering Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Discipline
Institution
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type
File Type

Articles 21331 - 21360 of 196044

Full-Text Articles in Engineering

Simulation On Acid Gas Removal From Natural Gas Processing With Membrane And Absorption Process, Ratikorn Sornumpol Jan 2024

Simulation On Acid Gas Removal From Natural Gas Processing With Membrane And Absorption Process, Ratikorn Sornumpol

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The comparison using simulations of CO₂ removal from natural gas via membrane separation and monoethanolamine (MEA) absorption has been studied. The membrane model is applied with the single- and two-stage configurations over feed pressures 3,000–9,000 kPa, temperatures 10–59 °C, CO₂ concentrations 20–70 mol %, membrane areas 2,500–5,500 m², and flows 331,800–580,600 m³/h. At 10 °C feed temperature, CO₂ permeability is enhanced while CH₄ selectivity improves slightly, increasing CO₂ capture efficiency up to 74 % with only minor methane losses, though at the cost of higher refrigeration duty. The 10 °C operation also leads to stronger driving force across the membrane, …


การคำนวณย้อนกลับแบบพลวัตเพื่อทำนายค่าโมดูลัสของโครงสร้างชั้นทางแบบยืดหยุ่นหลายชั้นจากการทดสอบ Fwd ด้วยวิธีการคำนวณแบบอ่อน, อัญชลี โฆษิตธรรมกุล Jan 2024

การคำนวณย้อนกลับแบบพลวัตเพื่อทำนายค่าโมดูลัสของโครงสร้างชั้นทางแบบยืดหยุ่นหลายชั้นจากการทดสอบ Fwd ด้วยวิธีการคำนวณแบบอ่อน, อัญชลี โฆษิตธรรมกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ได้นำเสนอแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องสำหรับการวิเคราะห์ย้อนกลับแบบพลวัต โดยใช้การทดสอบ FWD (Falling Weight Deflectometer) เพื่อทำนายค่าโมดูลัสของโครงสร้างชั้นทางสามชั้น ประกอบด้วยชั้นที่ 1 ชั้นแอสฟัลต์คอนกรีต (Asphalt Concrete), ชั้นที่ 2 ชั้นพื้นทาง (Base) และชั้นที่ 3 ชั้นดินเดิม (Subgrade) โดยแต่ละชั้นมีค่าโมดูลัสยืดหยุ่นที่แตกต่างกัน ชุดข้อมูลที่ใช้ในการศึกษานี้สังเคราะห์ข้อมูล (Data Synthesis) ด้วยวิธีสติฟเนสแม่นตรงพิจารณาข้อมูลจาก 9 จุดการตรวจวัด (Geophones) ในช่วงเวลา 25 ช่วง รวมทั้งหมด 500 ชุดข้อมูล งานวิจัยได้พัฒนาแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องจำนวนสองแบบจำลอง ได้แก่ โครงข่ายประสาทเทียม (Artificial Neural Network: ANN) และแบบจำลองป่าสุ่ม (Random Forest: RF) และดำเนินการประเมินความแม่นยำของแบบจำลองด้วยตัวชี้วัดต่าง ๆ ได้แก่ ค่า RMSE, MAPE และ R² ผลการศึกษาพบว่าแบบจำลอง ANN มีความแม่นยำสูงกว่า โดยมีค่า R² > 98.95% ขณะที่แบบจำลอง RF มีค่า R² > 91.95% ในทุกชั้นของโครงสร้าง ทั้งในชุดข้อมูลฝึกสอนและชุดข้อมูลทดสอบ การวิเคราะห์และประเมินผลกระทบของตำแหน่งจุดวัดต่อค่าโมดูลัสยืดหยุ่นที่ทำนายได้ในแต่ละชั้นทางด้วยแบบจำลอง ANN โดยใช้การทดสอบสมมติฐานทางสถิติด้วยวิธีการคัดเลือกตัวแปรการขจัดแบบย้อนกลับ (Backward Elimination) ผลการศึกษาพบว่าจากตัวแปรอิสระเริ่มต้นจำนวน 225 ตัว มีตัวแปรที่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ถูกกำจัด 0, 1 และ 3 ตัวแปร สำหรับชั้นแอสฟัลต์คอนกรีต, ชั้นพื้นทาง และชั้นดินเดิมตามลำดับ เมื่อพิจารณาจำนวนตัวแปรที่มีนัยสำคัญในแบบจำลอง ANN บ่งชี้ว่าชุดข้อมูลแบบจำลองมีความสอดคล้องกับทฤษฎี


การแยกกระจกออกจากซากแผงพลังงานแสงอาทิตย์แบบสองหน้าด้วยสารละลายลิโมนีน, กิตติวดี รุจิสรรย์ Jan 2024

การแยกกระจกออกจากซากแผงพลังงานแสงอาทิตย์แบบสองหน้าด้วยสารละลายลิโมนีน, กิตติวดี รุจิสรรย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แผงพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดกระจกสองหน้า (bifacial solar panel) กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน เนื่องจากสามารถรับรังสีแสงอาทิตย์ได้ทั้งสองด้าน ส่งผลให้มีประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าสูง อย่างไรก็ตาม เมื่อหมดอายุการใช้งาน แผงเหล่านี้จะกลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องมีการจัดการอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาครั้งแรกในประเทศไทยที่นำสารละลายลิโมนีน ซึ่งเป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มาใช้ในการแยกและกู้คืนกระจกจากซากแผงพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดกระจกสองหน้า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาสภาวะที่เหมาะสมของกระบวนการและประเมินปริมาณกระจกที่สามารถกู้คืนได้ ผลการทดลองพบว่าสภาวะที่เหมาะสมที่สุด คือ การอบแผงที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส และแช่ในสารละลายลิโมนีนความเข้มข้นร้อยละ 70 ที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 90 นาที ภายใต้เงื่อนไขนี้สามารถกู้คืนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีค่าประสิทธิภาพการกู้คืนกระจก (Glass Recovery Efficiency: GRE) เท่ากับร้อยละ 76.6 เศษกระจกที่ได้สามารถจำแนกเป็น 3 เกรด ได้แก่ เกรด A (ขนาดมากกว่า 2.0 มิลลิเมตร ใส สะอาด ไม่มีสิ่งปนเปื้อน) มากกว่าร้อยละ 60 ของน้ำหนักกระจกทั้งหมด เกรด B (0.5–2.0 มิลลิเมตร รูปร่างไม่สม่ำเสมอ อาจมีสิ่งปนเปื้อนเล็กน้อย) และเกรด C (น้อยกว่า 0.5 มิลลิเมตร เป็นผงหรือเศษละเอียด มีสิ่งปนเปื้อนสูง) กระบวนการนี้ใช้พลังงานต่ำ และสารละลายลิโมนีนสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ 3 รอบ อีกทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 5.0–8.4 กรัมต่อแผง ผลการศึกษานี้จึงเป็นต้นแบบสำหรับการจัดการของเสียแผงพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดกระจกสองหน้าในประเทศไทย และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการใช้สารสีเขียวในการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์อย่างยั่งยืน


การตรวจจับภาวะกระดูกสะโพกหักจากภาพถ่ายเอกซเรย์กระดูกสะโพกโดยใช้กระบวนการเรียนรู้เชิงลึก, ปิติ กฤตยานุกูล Jan 2024

การตรวจจับภาวะกระดูกสะโพกหักจากภาพถ่ายเอกซเรย์กระดูกสะโพกโดยใช้กระบวนการเรียนรู้เชิงลึก, ปิติ กฤตยานุกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การตรวจจับภาวะกระดูกสะโพกหักจากภาพเอกซเรย์เป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนและการลื่นล้ม งานวิจัยนี้นำเสนอการพัฒนาโมเดลตรวจจับภาวะกระดูกสะโพกหักโดยใช้โครงข่ายประสาทเทียม YOLOv11 ร่วมกับโมดูล CBAM (Convolutional Block Attention Module) เพื่อปรับปรุงการรับรู้บริบทสำคัญในภาพรังสี โดยมีการทดลองฝังโมดูล CBAM ในตำแหน่งต่าง ๆ และเปรียบเทียบกับโมเดลพื้นฐาน (baseline) ที่ไม่ใช้ CBAM พบว่าโมเดลที่ใช้ CBAM ในตำแหน่งหลัง C3k2 ตัวสุดท้ายในโครงสร้าง Backbone (CBAM4) ให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด โดยสามารถเพิ่มค่า [email protected] จากเดิม 94.8% เป็น 96.1% ค่า [email protected]:0.95 จาก 67.6% เป็น 70.4% แสดงให้เห็นว่าโมดูล CBAM สามารถช่วยเสริมประสิทธิภาพของโมเดลให้สามารถตรวจจับรอยหักของกระดูกสะโพกในภาพ X-ray ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือช่วยแพทย์ในการวินิจฉัยได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำยิ่งขึ้น


การวิเคราะห์ความรู้สึก การจำแนกข้อความ และการหาปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจในการใช้บริการของบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่งในประเทศไทย ด้วยวิธีการเรียนรู้ของเครื่อง, ภาติยะ ไล้สวน Jan 2024

การวิเคราะห์ความรู้สึก การจำแนกข้อความ และการหาปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจในการใช้บริการของบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่งในประเทศไทย ด้วยวิธีการเรียนรู้ของเครื่อง, ภาติยะ ไล้สวน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบจำลองการจำแนกข้อความและการวิเคราะห์ความรู้สึกของผู้ใช้บริการบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยประยุกต์ใช้เทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง รวมถึงศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจในการเลือกใช้บริการ ข้อมูลที่ใช้ประกอบด้วยข้อมูลปฐมภูมิจากแบบสอบถามจำนวน 970 ชุด และข้อมูลทุติยภูมิจากข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์จำนวน 4,901 ข้อความ ในการทดลองได้เปรียบเทียบประสิทธิภาพของแบบจำลองที่สร้างจากอัลกอริทึมจำนวน 5 วิธี ได้แก่ นาอีฟเบย์ ต้นไม้ตัดสินใจ เคเนียร์เรสเนเบอร์ โครงข่ายประสาทเทียม และเอกซ์ตรีมการ์เดียนบูสติ้ง ผลการทดลองพบว่าอัลกอริทึมโครงข่ายประสาทเทียมให้ความแม่นยำสูงสุดในการจำแนกประเภทข้อความที่ร้อยละ 86 ขณะที่อัลกอริทึมเอกซ์ตรีมการ์เดียนบูสติ้ง ให้ความแม่นยำสูงสุดในงานวิเคราะห์ความรู้สึก โดยมีค่าความแม่นยำรวมร้อยละ 89 และร้อยละ 83 สำหรับข้อความเชิงลบ สำหรับการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจ พบว่าคุณภาพของคำแนะนำการลงทุน ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ และความสะดวกในการเข้าถึงบริการ เป็นปัจจัยที่มีนัยสำคัญ งานวิจัยนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบตอบสนองอัตโนมัติ กลยุทธ์การสื่อสาร การตลาด และการปรับปรุงบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้บริการได้อย่างตรงจุด


การสร้างสคริปต์ทดสอบเรสฟูลเอพีไอด้วยเงื่อนไขของฐานข้อมูลจากข้อกำหนดโอเพนเอพีไอ, นันทิพัฒน์ ยันต์เจริญ Jan 2024

การสร้างสคริปต์ทดสอบเรสฟูลเอพีไอด้วยเงื่อนไขของฐานข้อมูลจากข้อกำหนดโอเพนเอพีไอ, นันทิพัฒน์ ยันต์เจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันระบบซอฟต์แวร์นั้นเชื่อมต่อกันเพื่อพัฒนาประสบการณ์ของผู้ใช้งานและดึงดูดผู้ใช้งานใหม่ ๆ ด้วยเหตุนี้ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์จึงจำเป็นต้องมีมาตรฐานในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อปรับปรุงการทำงานจึงนำไปสู่การสร้างเอพีไอ ในการพัฒนาเอพีไอ เอพีไอได้มีเอกสารที่เป็นมาตรฐานเพื่อช่วยให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์เข้าใจส่วนประกอบของเอพีไอ เช่น พารามิเตอร์ รีเควสต์บอดี รีซอร์ส และ เอ็นพอยต์ ทำให้กลุ่มผู้ก่อตั้งโอเพนเอพีไอพัฒนาข้อกำหนดโอเพนเอพีไอขึ้น นอกจากนี้ เอพีไอมักเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลในรูปแบบของฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ที่มีเงื่อนไขของฐานข้อมูลซึ่งรับประกันความถูกต้องของข้อมูลที่จัดเก็บ เมื่อพัฒนาเอพีไอ ผู้ทดสอบเอพีไออาจมีแนวทางที่แตกต่างในการสร้างกรณีทดสอบ ซึ่งอาจมีความแตกต่างในการสร้างกรณีทดสอบซึ่งนำไปสู่การสร้างกรณีทดสอบที่ไม่ครอบคลุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับกรณีทดสอบของเงื่อนไขของฐานข้อมูลงานวิจัยนี้ได้นำเสนอวิธีการในการสร้างสคริปต์ทดสอบสำหรับเรสฟูลเอพีไอโดยใช้ข้อกำหนดโอเพนเอพีไอและข้อมูลเมตาของฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ที่มีเงื่อนไขของฐานข้อมูล ซึ่งประกอบไปด้วยกรณีทดสอบ 3 แบบ ได้แก่ กรณีทดสอบจากตัวอย่าง กรณีทดสอบแบบอ้างอิงกับข้อกำหนด และ กรณีทดสอบแบบอ้างอิงกับเงื่อนไขของฐานข้อมูล โดยสำหรับกรณีทดสอบแบบอ้างอิงกับเงื่อนไขของฐานข้อมูลครอบคลุม 5 เงื่อนไข ได้แก่ เงื่อนไขบังคับแบบตรวจสอบ เงื่อนไขบังคับแบบห้ามเว้นว่าง เงื่อนไขบังคับแบบไม่ซ้ำ เงื่อนไขบังคับแบบกุญแจหลัก และ เงื่อนไขบังคับแบบอ้างอิง ซึ่งวิธีการนี้จะสามารถนำไปใช้กับเครื่องมือทดสอบเอพีไอแบบอัตโนมัติช่วยให้ผู้ทดสอบซอฟต์แวร์ได้รับผลลัพธ์ที่รวดเร็วยิ่งขึ้น หลังจากการทดสอบเครื่องมือ พบว่าการสคริปต์ทดสอบและข้อมูลทดสอบสามารถนำไปใช้งานได้จริงโดยใช้ข้อกำหนดโอเพนเอพีไอและไฟล์ คอนเน็กชันสตริงของฐานข้อมูลโพสต์เกรสคิวเอล


การจัดสมดุลการผลิตและการออกแบบผังกระบวนการผลิตด้วยโปรแกรมจำลองสถานการณ์, ศรัณย์กร เหมมงคลทรัพย์ Jan 2024

การจัดสมดุลการผลิตและการออกแบบผังกระบวนการผลิตด้วยโปรแกรมจำลองสถานการณ์, ศรัณย์กร เหมมงคลทรัพย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและปรับปรุงการจัดวางผังของกระบวนการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และกำหนดจำนวนเครื่องจักรที่เหมาะสม เพื่อลดเวลาในการขนส่งชิ้นส่วน ลดเวลารอผลิต ลดงานระหว่างการผลิต และเพิ่มอัตราการใช้ประโยชน์ของระบบการผลิตโดยใช้โปรแกรมจำลองสถานการณ์ แนวคิดหลักที่ใช้ในการวิเคราะห์และปรับปรุงสายการผลิต ได้แก่ การศึกษาเวลา การวิเคราะห์กระบวนการผลิต และการปรับสมดุลของสายการผลิต การปรับปรุงสายการผลิตใช้ข้อมูลจากการวิเคราะห์กระบวนการผลิตปัจจุบันเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของสถานีงาน จากนั้นจึงจัดวางเครื่องจักรใหม่ให้สอดคล้องกับขั้นตอนการผลิต หลังจากจำลองกระบวนการที่ปรับปรุงแล้วสำหรับการจัดทำผังการผลิตใหม่อัตราการใช้ประโยชน์เครื่องจักรในกระบวนการผลิต ที่กำลังการผลิต 390,000 ชิ้นต่อไตรมาส จากเดิม 38.47% เป็น 71.76% แบบจำลองสถานการณ์ของระบบการผลิตที่สูงที่สุดจากการพยากรณ์สำหรับปี พ.ศ.2569 ที่ 546,000 ชิ้นต่อไตรมาส อัตราการใช้ประโยชน์ของระบบการผลิตเฉลี่ยที่ 63.77% และแบบจำลองสถานการณ์ของระบบการผลิตที่สูงที่สุดในพื้นที่การผลิตที่กำหนด สามารถผลิตชิ้นงานได้ 1,194,500 ชิ้นต่อไตรมาส อัตราการใช้ประโยชน์ของระบบการผลิตเฉลี่ยที่ 59.33%


การประเมินสมรรถนะของอุปกรณ์เทอร์โมโฟโตโวลทาอิกระยะใกล้ชนิดเซลล์แผ่นฐานเจอร์เมเนียม, ณัฐกมล พงศ์เต็มสุข Jan 2024

การประเมินสมรรถนะของอุปกรณ์เทอร์โมโฟโตโวลทาอิกระยะใกล้ชนิดเซลล์แผ่นฐานเจอร์เมเนียม, ณัฐกมล พงศ์เต็มสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินและปรับปรุงสมรรถนะของอุปกรณ์เทอร์โมโฟโตโวลทาอิกระยะใกล้ โดยใช้เจอร์เมเนียมชนิดพีเป็นชั้นแผ่นฐาน และมีตัวแผ่รังสีเป็นทังสเตนที่อุณหภูมิ 1400 เคลวิน ทำงานในย่านการแผ่รังสีความร้อนระยะใกล้ ระยะห่างเซลล์และตัวแผ่รังสี 100 นาโนเมตร สำหรับโครงสร้างเซลล์ชนิด 1. แถบโลหะชั้นหน้า (Front contact) 2. แถบโลหะประสานด้านหลัง (Interdigitated Back Contact; IBC) โดยใช้แบบเทคนิคการวิเคราะห์คลื่นควบคู่เคร่งครัด (Rigorous-coupled wave analysis; RCWA) ควบคู่กับทฤษฎีการผันผวนสูญเสีย (Fluctuation-Dissipation Theorem; FDT) ในการคำนวณฟลักซ์การแผ่รังสีความร้อนในระยะใกล้สำหรับโครงสร้างเซลล์ทั้งสองชนิด และ ใช้เทคนิคการวิเคราะห์สมดุลโดยละเอียด (Detailed balance analysis; DTB) ในการประเมินปริมาณกระแสพลังแสงและประสิทธิภาพการแปลงของอุปกรณ์ เฉพาะเซลล์ชนิดแถบโลหะชั้นหน้า เนื่องด้วยข้อจำกัดของแบบจำลองทางคณิตศาสตร์สำหรับวิเคราะห์พฤติกรรมทางประจุไฟฟ้าของโครงสร้างเซลล์ชนิดแถบโลหะประสานด้านหลัง ผลการศึกษาแสดงว่า สำหรับเซลล์ชนิดแถบโลหะชั้นหน้า โครงสร้างสะพานอากาศด้านหลังและการลดความหนาของแผ่นฐานเจอร์เมเนียมสามารถลดฟลักซ์ความร้อนในช่วงต่ำกว่าค่าแถบพลังงาน ที่สะสมภายในเซลล์ลงได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่ลดการดูดกลืนพลังงานที่สามารถแปลงเป็นไฟฟ้าได้ ทำให้ประสิทธิภาพของเซลล์สูงขึ้น โดยเฉพาะกรณีเซลล์บางที่มีชั้นสะพานอากาศ มีประสิทธิภาพเพิ่มจาก 16.73 เป็น 31.39 เปอร์เซ็นต์ ในกรณีของโครงสร้างเซลล์ชนิดแถบประสานด้านหลัง การเพิ่มความกว้างของช่องอากาศระหว่างอิเล็กโทรดสามารถลดฟลักซ์ช่วงต่ำกว่าค่าแถบพลังงาน ที่สะสมในเซลล์ลงได้ 24.16 เปอร์เซ็นต์ โดยที่ฟลักซ์ในช่วงสูงกว่าคาแถบพลังงานไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก จึงไม่มีผลกระทบต่อความสามารถในการแปลงพลังงานโดยรวมของอุปกรณ์ อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพการจัดการความร้อนภายในเซลล์เพิ่มขึ้นประมาณ 6 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้มีข้อจำกัดจากความต้านทานแผ่นที่เพิ่มขึ้นตามความกว้างช่องว่าง งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงแนวทางการออกแบบโครงสร้างเซลล์เทอร์โมโฟโตโวลทาอิก ที่สามารถลดความร้อนสะสมโดยไม่กระทบต่อพลังงานที่สามารถนำไปใช้งาน ช่วยสนับสนุนการออกแบบระบบเทอร์โมโฟโตโวลทาอิก ระยะใกล้ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในอนาคต


การวิเคราะห์พื้นที่เหมาะสมในการติดตั้งโซล่าร์เซลล์บนหลังคา ของภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย, วนิดา คำแท่ง Jan 2024

การวิเคราะห์พื้นที่เหมาะสมในการติดตั้งโซล่าร์เซลล์บนหลังคา ของภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย, วนิดา คำแท่ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ประเทศไทยมีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมเริ่มหันมาใช้พลังงานไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์กันมากขึ้น งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการประเมินปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเหมาะสมในการติดตั้งโซล่าร์เซลล์บนหลังคาของภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย โดยใช้กระบวนการ F-AHP ในการหาค่าความสำคัญของปัจจัย พบว่าปัจจัยด้านรังสีดวงอาทิตย์ (0.3618) และอุณหภูมิอากาศ (0.1407) เป็นปัจจัยที่มีค่าน้ำหนักสัมพัทธ์มากที่สุด รวมกันคิดเป็นกว่าครึ่งของปัจจัยทั้งหมด จากนั้นจึงนำปัจจัยทั้งสองไปใช้วิเคราะห์หาพื้นที่ที่เหมาะสมด้วยกระบวนการ F-TOPSIS พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (0.8028) และภาคใต้ฝั่งตะวันออก (0.8028) มีความเหมาะสมสูงสุด โดยเฉพาะจังหวัดมหาสารคาม (0.8642) และจังหวัดร้อยเอ็ด (0.8642) ที่มีค่าสัมประสิทธิ์ความใกล้ชิดสัมพัทธ์สูงที่สุด เนื่องจากค่าที่ดีที่สุดจะใกล้เคียงกับค่าอุดมคติเชิงบวกและค่าที่แย่ที่สุดจะไกลจากค่าอุดมคติเชิงลบ นอกจากนี้การเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์แบบ Fuzzy และ Non-Fuzzy แสดงให้เห็นว่าแม้ผลการจัดลำดับปัจจัยจะมีความใกล้เคียงกันในกระบวนการ AHP แต่ผลการจัดลำดับพื้นที่จาก TOPSIS มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยวิธีการแบบ Fuzzy สามารถรองรับความไม่แน่นอนของข้อมูลได้ดีกว่า สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างปัจจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสะท้อนกระบวนการตัดสินใจที่ใกล้เคียงกับมนุษย์ได้มากยิ่งขึ้น งานวิจัยนี้มีประโยชน์ในการสนับสนุนการวางแผนและตัดสินใจลงทุนของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในด้านการสร้างโรงงานใหม่หรือพัฒนาโรงงานด้วยการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์


การพัฒนาอัลกอริธึมการประมวลผลภาพแบบอัตโนมัติสำหรับการคัดกรองสารต้านไวรัสชิคุนกุนยา, พัทธพล วิริวิทยา Jan 2024

การพัฒนาอัลกอริธึมการประมวลผลภาพแบบอัตโนมัติสำหรับการคัดกรองสารต้านไวรัสชิคุนกุนยา, พัทธพล วิริวิทยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ไวรัสชิคุนกุนยา ซึ่งเป็นสมาชิกของสกุล Alphavirus ยังคงเป็นปัญหาสุขภาพระดับโลกเนื่องจากการระบาดที่แพร่หลายและการขาดวิธีการรักษาที่เฉพาะเจาะจง การตรวจหาไวรัสที่แม่นยำ เช่น ไวรัสชิคุนกุนยา เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการวิจัยสารต้านไวรัส แต่กระบวนการแบบดั้งเดิมมักใช้เวลานานและมีโอกาสเกิดข้อผิดพลาด งานวิจัยนี้นำเสนอการพัฒนาและทดสอบอัลกอริธึมการประมวลผลภาพอัตโนมัติ ซึ่งออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแม่นยำและความรวดเร็วในการคัดกรองสารที่อาจมีศักยภาพต้านไวรัสชิคุนกุนยา โดยใช้ซอฟต์แวร์ MvTec Halcon อัลกอริธึมนี้ได้รับการพัฒนาเพื่อการตรวจจับและจำแนกเซลล์ที่ติดเชื้อและไม่ติดเชื้อในการทดสอบไวรัส และผลการทำงานได้รับการตรวจสอบกับการนับแบบแมนนวลที่ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยา ซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งด้วยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันที่ 0.9807 สำหรับการตรวจจับเซลล์ และ 0.9886 สำหรับการตรวจจับไวรัส หลังจากผ่านการตรวจสอบทางสถิติ อัลกอริธึมถูกนำไปใช้ในการคัดกรองสารต้านไวรัส ซึ่งแสดงถึงประสิทธิภาพในการเพิ่มปริมาณและความแม่นยำของกระบวนการค้นคว้ายา ผลลัพธ์ที่ได้เน้นถึงศักยภาพของอัลกอริธึมนี้ในฐานะเครื่องมือสำคัญที่สามารถเร่งการวิจัยสารต้านไวรัสและมีการใช้งานที่กว้างขึ้นในการตรวจหาโรคจากแมลงพาหะชนิดอื่น ๆ และการปรับปรุงผลลัพธ์ในการวิจัยด้านไวรัสวิทยา คำสำคัญ: การประมวลผลภาพอัตโนมัติ, การคัดกรองแบบ high-throughput, การถ่ายภาพทางชีวเวชศาสตร์, การวิเคราะห์ภาพในไวรัสวิทยา, MvTec Halcon


การกำหนดขนาดที่เหมาะสมของระบบกักเก็บพลังงานประเภทแบตเตอรี่ร่วมกับระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับกำไรส่วนต่างราคาไฟฟ้าและบริการเสริมความมั่นคงของโรงงานอุตสาหกรรม, ธนภูมิ ศรีอุดมขจร Jan 2024

การกำหนดขนาดที่เหมาะสมของระบบกักเก็บพลังงานประเภทแบตเตอรี่ร่วมกับระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับกำไรส่วนต่างราคาไฟฟ้าและบริการเสริมความมั่นคงของโรงงานอุตสาหกรรม, ธนภูมิ ศรีอุดมขจร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้นี้ศึกษาการกำหนดขนาดแบตเตอรี่ที่เหมาะสมเพื่อใช้ร่วมกับระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในโรงงานอุตสาหกรรม โดยพิจารณาการหากำไรจากส่วนต่างของราคาพลังงานไฟฟ้า(Energy Arbitrage)และการให้บริการเสริมความมั่นคงในระบบไฟฟ้า (Ancillary Service) ในส่วนของการให้บริการไฟฟ้าสำรอง เพื่อลดภาระที่ผู้ให้บริการโครงข่ายต้องจัดเตรียมไฟฟ้าสำรองมารองรับความผันผวนของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในกรณีที่ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เต็มที่ ในการศึกษาได้ใช้โหลดไฟฟ้าที่ได้มีการบันทึกจาก การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ประเภทกิจการขนาดกลาง ที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด 1,000 กิโลวัตต์ นำมาศึกษากับ โปรไฟล์ความเข้มแสงอาทิตย์โดยนำข้อมูลมาจากโปรแกรม PVsyst มาวิเคราะห์และกำหนดรูปแบบการทำงานของระบบกักเก็บพลังงานประเภทแบตเตอรี่ ในการวิเคราะห์นี้ใช้การประเมินมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value: NPV) และอัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return: IRR) และจุดจำกัดกำลังทำงานของโรงงาน (Power Limit) ที่เหมาะสม สำหรับระบบกักเก็บพลังงานประเภทแบตเตอรี่เพื่อให้ช่วยสำรองพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง ผลการศึกษาพบว่าการใช้งานระบบกักเก็บพลังงานประเภทแบตเตอรี่ร่วมกับระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในโรงงานอุตสาหกรรมสามารถช่วยลดภาระกำลังไฟฟ้าสำรองจากผู้ให้บริการโครงข่ายได้ และยังให้ผลตอบแทนที่ดี โดยการเพิ่มขนาดของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จะช่วยให้ NPV และ IRR สูงขึ้นจนถึงจุดหนึ่งและลดลงหากติดตั้งใหญ่เกินความจำเป็น การเพิ่มขนาดของระบบกักเก็บพลังงานประเภทแบตเตอรี่ จะช่วยลดการพึ่งพากำลังไฟฟ้าสำรองจากผู้ให้บริการโครงข่ายได้ หากตั้งจุดทำงานที่เหมาะสม


Evaluating Flood Hazards And Damage On Paddy Fields: A Case Study Of The Prek Thnot River Basin, Cambodia, Koem Sreang Ka Jan 2024

Evaluating Flood Hazards And Damage On Paddy Fields: A Case Study Of The Prek Thnot River Basin, Cambodia, Koem Sreang Ka

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Flooding is a pervasive natural hazard that leads to substantial damage, economic losses, and social disruption. In Cambodia, the Lower Mekong River basin is particularly prone to recurrent flooding due to seasonal monsoons. The Prek Thnot River, a Bassac and Mekong Rivers tributary, experiences heightened flood risks from heavy rainfall and fluctuating water levels. This study aims to assess flood inundation hazards during extreme events and evaluate paddy damage within the Prek Thnot River Basin (PTRB). By analyzing rainfall data from eight monitoring stations, we performed a frequency analysis. The LP3 distribution is identified as the most optimal distribution for …


Process Simulation And Techno-Economic Evaluation Of Free Lutein Production From Marigold Flowers, Yada Meayrin Jan 2024

Process Simulation And Techno-Economic Evaluation Of Free Lutein Production From Marigold Flowers, Yada Meayrin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Lutein is a carotenoid widely recognized for its health benefits, including improved vision, cognitive function, and prevention of age-related diseases. This study presents a comprehensive techno-economic and environmental assessment of three crude free lutein production processes using marigold flowers (Tagetes erecta L.) at a processing capacity of 74 tons/year, modeled in Asplen Plus V.11. The evaluated processes include sequential extraction and de-esterification (SQP) using hexane (HEX) or liquefied dimethyl ether (LiqDME), and a one-step simultaneous extraction and de-esterification (SMP) using LiqDME. Among these, the SMP-DME process demonstrated the best performance, with a net present value (NPV) of 146.98 million US$, …


Assessment Of Sediment Yield And Soil Erosion With The Impact Of Land Use Change In The Upper Loei River Basin Using Soil Water Assessment Tool (Swat) And Revised Universal Soil Loss Equation (Rusle), Sotheanea Khe Jan 2024

Assessment Of Sediment Yield And Soil Erosion With The Impact Of Land Use Change In The Upper Loei River Basin Using Soil Water Assessment Tool (Swat) And Revised Universal Soil Loss Equation (Rusle), Sotheanea Khe

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Soil erosion and sediment yield pose significant threats to sustainable land and water resource management, particularly in regions undergoing rapid land-use transitions. The Upper Loei River Basin (ULRB) in northeastern Thailand has experienced extensive land-use changes over recent decades, primarily due to the expansion of rubber plantations. This study assesses the impacts of these changes on soil erosion and sediment yield from 2010 to 2020 using the Soil and Water Assessment Tool (SWAT) model, complemented by validation with the Revised Universal Soil Loss Equation (RUSLE). The SWAT model simulations were carried out for two distinct periods: 2007–2009 (pre-expansion) and 2010–2020 …


การลดของเสียจากการบัดกรีไม่สมบูรณ์ในการประกอบแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ด้วยแนวทาง Six Sigma, ฐิติทรัพย์ ศรีวโล Jan 2024

การลดของเสียจากการบัดกรีไม่สมบูรณ์ในการประกอบแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ด้วยแนวทาง Six Sigma, ฐิติทรัพย์ ศรีวโล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นมีวัตถุประสงค์ในการนำเสนอแนวทางในการปรับปรุงกระบวนการผลิตแผงวงจรไฟฟ้าเพื่อลดของเสียที่เกิดจากการบัดกรีไม่สมบูรณ์ โดยใช้หลักการของซิกซ์ ซิกมามาประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงกระบวนการตามหลัก DMAIC ประกอบด้วย Define การกำหนดนิยามปัญหาพร้อมกับระบุเหตุผลว่าทำไมจึงจำเป็นต้องแก้ไข และเป้าหมายหลังทำการแก้ไขให้มีความชัดเจนมากที่สุด Measure การกำหนดตัวชี้วัด การนำมาซึ่งข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อนำไปใช้หาสาเหตุ ตรวจสอบประสิทธิภาพ และวัดผลการเปลี่ยนแปลงหลังจากทำการแก้ไข Analyze ทำการวิเคราะห์เพื่อดูว่าสอดคล้องกับปัญหาที่กำหนดไว้หรือไม่ Improve การปรับปรุง เป็นขั้นตอนที่นำวิธีการแก้ไขปัญหาที่ได้วิเคราะห์ในตอนต้น มาทดลองใช้ ต้องทวนสอบผลลัพธ์ของการแก้ไขด้วยข้อมูลที่เป็นกลางเพื่อยืนยันความถูกต้อง Control สร้างแผนควบคุม ตรวจสอบ และติดตามผลว่าสามารถแก้ไขปัญหาได้จริง จัดทำเอกสารในการปรับปรุง และเตรียมแผนรับมือในกรณีที่เกิดปัญหาใหม่ ในการวิจัยนี้ได้รวบรวมผู้ที่เกี่ยวข้องเเละผู้เชี่ยวชาญ ทำการระดมสมองเพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุ ด้วยแผนภาแสดงสาเหตุและผล และทำการทดลองตามลำดับโดยอ้างอิงจากตาราง Failure Mode and Effects Analysis โดยงานวิจัยนี้ได้ทำการทดลองแบบ One factor at a time สำหรับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับวัตถุดิบ และ ทำการทดลองแบบ Full factorial สำหรับปัจจัยที่เกี่ยวของกับเครื่องจักร หลังจากทำการทดลองได้ค่าที่เหมาะสมสำหรับแต่ละตัวแปรแล้ว พบปัจจัยที่เป็นนัยสำคัญได้แก่ 1.แรงกดของ Squeegee (Pressure) 2.ระยะห่างระหว่าง Fixture กับ Stencil (Clearance) 3.ขนาดรูเปิดของ Stencil (Aperture) 4.ความเร็วในการถอยของ Fixture (Stroke) 5.ความเร็วของ Squeegee (Speed) จากนั้นได้ทำการทวนสอบเพื่อยืนยันผลในระยะควบคุม พบว่าสามารถลดสัดส่วนของเสียจากการบัดรีไม่สมบูรณ์ ได้จาก 95.79% เหลือ 0.134% สามารถลดมูลค่าสูญเสียในการผลิตได้จากเฉลี่ย 11,568.96 บาทต่อเดือน


การศึกษาอัตราค่าบริการเสริมความมั่นคงและอัตราค่าบริการไฟฟ้าสำรองของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งในประเทศไทย, ต่อลาภ ลาภสามแสน Jan 2024

การศึกษาอัตราค่าบริการเสริมความมั่นคงและอัตราค่าบริการไฟฟ้าสำรองของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งในประเทศไทย, ต่อลาภ ลาภสามแสน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การขยายตัวของกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าที่ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพื่อใช้เอง (Self-consumption) ทั้งในภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม หรือที่เรียกว่า Independent Power Supply (IPS) ส่งผลให้ปริมาณกำลังไฟฟ้าของระบบโครงข่ายไฟฟ้าหลักลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม การไฟฟ้ายังคงต้องลงทุนในบริการเสริมความมั่นคง (Ancillary Services) รวมถึงจัดเตรียมไฟฟ้าสำรอง เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบกรณีที่ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนของ IPS ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ ทว่าปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มีการจัดเก็บค่าบริการดังกล่าวจาก IPS ส่งผลให้ต้นทุนสำหรับดูแลระบบความมั่นคงของระบบไฟฟ้าถูกผลักภาระให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปต้องแบกรับแทน เกิดภาวะอุดหนุนข้ามกลุ่ม (cross-subsidization) ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ที่ผู้ใช้บางกลุ่มได้รับประโยชน์จากบริการของระบบไฟฟ้าโดยไม่จ่ายค่าบริการ ส่งผลให้ผู้ใช้กลุ่มอื่นต้องร่วมจ่ายแทน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความเป็นธรรมในระบบไฟฟ้าโดยรวม วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมุ่งเน้นการศึกษาอัตราค่าบริการเสริมความมั่นคงและไฟฟ้าสำรอง (Standby Rates) โดยประเมินต้นทุนที่แท้จริงของบริการเสริมความมั่นคงและไฟฟ้าสำรองของทั้งสามการไฟฟ้า ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) โดยวิเคราะห์ข้อมูลต้นทุนที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาพัฒนาแนวทางการคำนวณอัตราค่าบริการที่สะท้อนต้นทุนได้อย่างเหมาะสมสำหรับ IPS


Arsenic Removal From Synthetic Produced Water Using Ionic Extractants And Vegetable Oils Via Hollow Fiber Supported Liquid Membrane, Natthawan Srinam Jan 2024

Arsenic Removal From Synthetic Produced Water Using Ionic Extractants And Vegetable Oils Via Hollow Fiber Supported Liquid Membrane, Natthawan Srinam

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis presents the separation of arsenic from water derived from synthetic petroleum production using a hollow fiber supported liquid membrane (HFSLM) system. The membrane system incorporates an ionic liquid extractant and a vegetable oil-based diluent. The study began with the selection of suitable extractants and diluents, followed by experimental design to determine optimal operating conditions using response surface methodology (RSM). Box-Behnken Design (BBD) and Central Composite Face-Centered Design (FCCD) were employed, and the data were analyzed through analysis of variance (ANOVA). Kinetic and thermodynamic studies revealed that the HFSLM system could achieve arsenic extraction and stripping efficiencies of up …


A Study Of Electric Vehicle Charging To Mitigate Impacts On A Power Distribution System, Samran Saleem Jan 2024

A Study Of Electric Vehicle Charging To Mitigate Impacts On A Power Distribution System, Samran Saleem

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Electric vehicles continue to gain rapid acceptance in the global market thus reshaping the way power distribution systems function today. The study examines how EV’s charging affects the voltage quality, voltage unbalance, overloading the system as well as performance of the distribution grids. MATLAB/Simulink simulations have been done using the modified IEEE 13 node test system on Node 634, Node 692, and Node 611 to analyze four charging cases including no charging (Case A) and evening peak (Case B) and early morning (Case C) and overnight off-peak (Case D) charging to assess EVs charging impact on domestic power grid. The …


การวิเคราะห์ผลกระทบทางชีวกลศาสตร์ของการใช้เครื่องมือผูกในการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังแบบสั้นด้วยวิธีการทางไฟไนต์เอลิเมนต์, ณัฐภัทร วิริยะ Jan 2024

การวิเคราะห์ผลกระทบทางชีวกลศาสตร์ของการใช้เครื่องมือผูกในการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังแบบสั้นด้วยวิธีการทางไฟไนต์เอลิเมนต์, ณัฐภัทร วิริยะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการทดสอบผลกระทบของการใช้อุปกรณ์ผูกมัดที่มีการปรับแต่งแต่ละรูปแบบต่อการผ่าตัดเชื่อมข้อแบบสั้นบริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอวด้วยวิธีการทางไฟไนต์เอลิเมนต์ โดยจำลองลักษณะของกระดูกสันหลังส่วนเอวตั้งข้อ L1-L5 ของมนุษย์ และจำลองลักษณะการผ่าตัดด้วยวิธีการเชื่อมข้อผ่านลักษณะการผ่าตัดแบบ Posterior lumbar interbody fusion หรือ PLIF และ Posterolateral lumbar fusion หรือ PLF ซึ่งเป็นเทคนิคการผ่าตัดที่ได้รับความนิยมในการรักษาในปัจจุบัน ซึ่งจะเปรียบผ่านการใส่และไม่ใส่อุปกรณ์ผูกมัดรูปแบบใหม่นี้ ผลการวิจัยนำเสนอผ่านปัจจัยทางชีวกลศาสตร์ที่สำคัญได้แก่ ความสามารถในการเคลื่อนไหว (Range of motion, ROM), ความดันภายในหมอนรองกระดูกสันหลัง (Intradiscal pressure, IDP) และ แรงที่กระทำบนข้อต่อ Facet (Facet joints force, FJF) ซึ่งสูงขึ้นเมื่อผ่านการผ่าตัดด้วยวิธีการดังกล่าว ผ่านการปรับแต่งของตำแหน่งการตรึง, แรงตรึงตั้งต้น และ ลักษณะการตรึง จากผลการวิจัยพบว่าการใช้อุปกรณ์ผูกมัดดังกล่าวประกอบกับการผ่าตัดทั้ง 2 รูปแบบสามารถลดผลกระทบทางชีวกลศาสตร์ได้มากกว่าการผ่าตัดแบบไม่ใช้อุปกรณ์ควบคู่ ซึ่งให้ผลที่แตกต่างกันตามแต่ลักษณะการปรับแต่งของอุปกรณ์ดังกล่าว ซึ่งการค้นพบดังกล่าวสามารถต่อยอดและสร้างความเข้าใจมากขึ้นถึงปัจจัยหรือผลกระทบการใช้อุปกรณ์ผูกมัดประกอบกับการผ่าตัดเชื่อมข้อของกระดูกสันหลังเพื่อประโยชน์สูงสุดของการผ่าตัดและการรักษาให้มีประสิทธิภาพ


Aluminium-Doped And Carbon-Supported Zinc Oxide Ternary Composite Electrodes For Supercapacitor Applications, Abdulkadeem Sanni Jan 2024

Aluminium-Doped And Carbon-Supported Zinc Oxide Ternary Composite Electrodes For Supercapacitor Applications, Abdulkadeem Sanni

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Developing high-performance supercapacitor electrodes requires materials with optimized electrical conductivity, surface area, morphology, energy density, and cyclability. Herein, we report a facile hydrothermal synthesis of carbon nanotubes (CNTs)-supported Al-doped ZnO@CuO composite. Structural characterization reveals that Al doping and CuO incorporation can transform ZnO nanoflakes into nanorod/nanoflower heterostructures. The electrochemical analysis of the quaternary composite in a mixed electrolyte containing 2 M KOH, 0.2 M KFC, and 0.2 M KI exhibits a specific capacitance of 1860 F/g at 1 mV/s. The fabricated asymmetric supercapacitor (ASC) yields an energy density of 36 Wh/kg, a power density of 3502.8 W/kg at 30 mA/g, …


ผลกระทบของการอุดรอยต่อด้วยมอร์ตาร์ต่อการเหนี่ยวรั้งตามแกนของแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวงในสภาวะเพลิงไหม้, ปริญญา อภิปัญญาวงศ์ Jan 2024

ผลกระทบของการอุดรอยต่อด้วยมอร์ตาร์ต่อการเหนี่ยวรั้งตามแกนของแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวงในสภาวะเพลิงไหม้, ปริญญา อภิปัญญาวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาผลกระทบของการอุดรอยต่อบริเวณปลายแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวงด้วยมอร์ตาร์ที่มีต่อการเหนี่ยวรั้งตามแกนของแผ่นพื้นในสภาวะเพลิงไหม้ โดยการทดสอบอัตราการทนไฟของตัวอย่างแผ่นพื้นที่มีความหนา 2 ค่า ได้แก่ 120 มม. และ 200 มม. ภายใต้น้ำหนักบรรทุกคงที่ร้อยละ 30 ของความต้านทานโมเมนต์ดัดของแผ่นพื้นที่อุณหภูมิปรกติ แผ่นพื้นสัมผัสเพลิงไหม้มาตรฐาน ISO 834 แบบด้านเดียวบริเวณท้องพื้นจนกระทั่งแผ่นพื้นเกิดการวิบัติ ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่า การอุดรอยต่อด้วยมอร์ตาร์สามารถลดการขยายตัวเหตุความร้อนของแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวงทั้ง 2 ความหนา ซึ่งแสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ของการเหนี่ยวรั้งตามแกน และส่งผลให้อัตราการทนไฟเพิ่มขึ้น 21 % และ 300 % สำหรับแผ่นพื้นที่มีความหนา 120 มม. และ 200 มม. ตามลำดับ ผลการศึกษาดังกล่าวชี้ให้เห็นศักยภาพของมอร์ตาร์อุดรอยต่อในการเพิ่มสมรรถนะการทนไฟของแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับแผ่นพื้นที่มีความหนา 200 มม. นอกจากนี้ งานวิจัยนี้ยังให้ข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนาแบบจำลองอย่างง่ายเพื่อใช้ทำนายพฤติกรรมการทนไฟของแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวงที่มีการอุดรอยต่อด้วยมอร์ตาร์ในรูปแบบอื่นที่แตกต่างไปอีกด้วย


กลยุทธ์การจัดการจราจรของช่องทางเฉพาะสำหรับยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ, ศิวา นาคอ้าย Jan 2024

กลยุทธ์การจัดการจราจรของช่องทางเฉพาะสำหรับยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ, ศิวา นาคอ้าย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การพัฒนาของยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ (Connected and Autonomous Vehicles: CAV) มีศักยภาพในการเพิ่มความปลอดภัย และความสามารถในการรองรับจราจร อย่างไรก็ตาม ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ CAV ต้องใช้งานร่วมกับยานยนต์ที่ขับขี่โดยมนุษย์ (Human-Driven Vehicles: HDV) ภายใต้สภาพจราจรแบบผสม ยังคงมีความท้าทายด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพ โดยหนึ่งในแนวทางที่เสนอคือ การจัดช่องทางเฉพาะสำหรับ CAV (CAV Lane) การศึกษานี้มุ่งเน้นการพัฒนากลยุทธ์การจัดการจราจร ทดสอบด้วยโปรแกรมจำลองจราจรระดับจุลภาค และการประเมินด้านความปลอดภัย เพื่อจัดการจราจรก่อนจุดเริ่มต้นของการเข้าใช้งาน CAV Lane จากการประกาศใช้ CAV Lane บนทางพิเศษที่มีขนาดสามช่องทางจราจรต่อทิศทาง การศึกษานี้ได้ทำการทดลองกำหนดความยาวของระยะบังคับให้เปลี่ยนช่องทางจราจร (Mandatory Zone) 5 ระยะ (500, 800, 1000, 1200 และ 1500 เมตร) ภายใต้ปริมาณจราจร 2400, 3600 และ 4800 PCU/h และ MPR ของ CAV ตั้งแต่ 0% ถึง 40% ผลการศึกษาชี้ว่า ระยะ Mandatory Zone ตั้งแต่ 1000 เมตรขึ้นไป ช่วยให้การเปลี่ยนช่องทางจราจรราบรื่น ความเร็ว HDV สูงขึ้น และลดจำนวนเหตุการณ์ความเสี่ยงการจราจร โดยเฉพาะเมื่อมีปริมาณจราจรสูง การศึกษานี้สรุปได้ว่า การกำหนดระยะของ Mandatory Zone ไม่ต่ำกว่า 1000 เมตร เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพสำหรับการจัดการช่องทางเฉพาะของ CAV ในสภาพจราจรแบบผสม


รูปแบบฝนออกแบบต่อสภาพน้ำท่วมในพื้นที่เขตเมือง กรณีศึกษานิคมอุตสาหกรรมบางปู, ธนพัฒน์ ปองประพฤทธิ์ Jan 2024

รูปแบบฝนออกแบบต่อสภาพน้ำท่วมในพื้นที่เขตเมือง กรณีศึกษานิคมอุตสาหกรรมบางปู, ธนพัฒน์ ปองประพฤทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

นิคมอุตสาหกรรมบางปูเป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดสมุทรปราการบริเวณใกล้กับปากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องข้อจำกัดของข้อมูลระดับในพื้นที่ที่ไม่มีข้อมูล DEM ละเอียดพอสำหรับการทำแบบจำลองการไหลและการเก็บข้อมูลฝนของนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่เก็บเฉพาะความลึกฝนรวมในแต่ละเหตุการณ์เท่านั้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปูเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมอันสร้างความเสียหายต่อพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปูอยู่หลายครั้ง เนื่องจากระบบระบายน้ำในพื้นที่ไม่สามารถรองรับปริมาณฝนที่ตกติดต่อกันได้ อ้างอิงข้อมูลจากสถานีวัดน้ำฝนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู ระหว่างวันที่ 20 – 21 มิถุนายน พ.ศ. 2559 มีปริมาณฝนรวมกันถึง 340 มิลลิเมตร ทำให้เกิดน้ำท่วมภายในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในเขตประกอบการเสรีที่เป็นพื้นที่ต่ำ จากปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นและข้อจำกัดทางด้านข้อมูลในพื้นที่ ดังนั้นการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการกระจายตัวของฝนเชิงเวลาในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู ด้วยการวิเคราะห์รูปแบบของฝนสังเคราะห์ทั้ง 7 รูปแบบที่เลือกใช้ข้อมูลปริมาณน้ำฝนของสถานีโดยรอบแทนข้อมูลฝนในพื้นที่ ได้แก่ วิธี Alternating blocks, วิธี Rectangular, วิธี Triangular, วิธี Double triangular, วิธี Linear/exponential, วิธี Sifalda และ วิธี Chicago รูปแบบฝนตกในช่วงเวลา 6 ชั่วโมงที่แตกต่างกันจากวิธีวิเคราะห์ที่หลากหลายนี้จะถูกนำไปศึกษาเพื่อทำความเข้าใจถึงข้อจำกัดและความเหมาะสมในการเลือกใช้ในแต่ละวิธี บนพื้นฐานของความพร้อมข้อมูลน้ำฝนที่มีอยู่ ก่อนจะนำไปเป็นข้อมูลนำเข้าแบบจำลอง HEC-RAS 2D ที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้จำลองการไหลในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปูซึ่งใช้ข้อมูลระดับของพื้นที่จากเทคนิค image processing ของภาพถ่าย LIDAR เพื่อศึกษาผลกระทบของรูปแบบการกระจายตัวของฝนในมิติของเวลาที่แตกต่างกันต่อสภาพน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในพื้นที่จากการเปรียบเทียบรูปแบบของฝนทั้ง 7 วิธีกับรูปแบบฝนที่เกิดขึ้นจริงในราย 15 นาที จาก Automatic Weather System ของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่คาบการเกิดซ้ำ 2 ปี 5 ปี 10 ป๊ 25 ปี 50 ปี และ 100 ปี พบว่าวิธี Alternating block มีการกระจายตัวของฝนใกล้เคียงกับรูปแบบฝนจริงมากที่สุดในทั้ง 7 วิธี ที่ค่า mean absolute percentage error (MAPE) เท่ากับ 49.78% ส่วนวิธี Chicago ค่าความเข้มฝนสูงสุดใกล้เคียงที่สุดที่ความแตกต่าง 2.01%ผลการศึกษาผลกระทบของรูปแบบฝนทั้ง 7 วิธีที่แตกต่างกันต่อสภาพน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในแบบจำลองพบว่ารูปแบบของฝนที่แตกต่างกันนี้ส่งผลต่อสภาพการท่วมในเชิงเวลาอย่างระยะเวลาที่เริ่มท่วมและระยะเวลาก่อนที่ระดับน้ำจะขึ้นสูงสุดแสดงความแตกต่างชัดเจนระหว่างกลุ่มรูปแบบที่มีการกระจายตัวตลอดระยะเวลากับกลุ่มที่มีความลึกฝนส่วนใหญ่เกาะกลุ่มอยู่ในช่วงใกล้เคียงกับช่วงที่เกิดค่าความเข้มฝนสูงสุด แต่ทั้งนี้พบว่ารูปแบบฝนที่แตกต่างกันนี้ไม่ได้ส่งผลต่อขนาดพื้นที่น้ำท่วมสูงสุดในพื้นที่ศึกษา โดยขนาดของพื้นที่น้ำท่วมจะถูกกำหนดด้วยความลึกรวมของฝนแต่ละเหตุการณ์เป็นหลัก ทำให้เห็นความแตกต่างในอย่างชัดเจนในวิธี …


การจำลองการจัดการเดินรถไฟฟ้าเพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายกรณีศึกษารถไฟฟ้ามหานครสายสีน้ำเงิน, กันติชา มาชู Jan 2024

การจำลองการจัดการเดินรถไฟฟ้าเพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายกรณีศึกษารถไฟฟ้ามหานครสายสีน้ำเงิน, กันติชา มาชู

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเป็นเส้นทางการเดินรถหลักของกรุงเทพมหานคร มีระยะทางในการเดินรถทั้งหมด 48 กิโลเมตร และมีทั้งหมด 38 สถานีในปัจจุบันรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินได้มีการเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีอื่นเช่นสายสีม่วงและในอนาคตได้มีการเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีส้มจึงทำให้ผู้โดยสารที่ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเพิ่มขึ้นในงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดลองเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเดินรถและวิเคราะห์ความเหมาะสมของการจัดการเดินรถของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินให้สอดคล้องกับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นซึ่งงานวิจัยนี้ได้ทำตารางเดินรถด้วยโปรแกรมทรูไลน์ (Trueline)เพื่อจำลองการจัดการเดินรถงานวิจัยนี้พบว่าสถานการณ์ที่ 3 เป็นการจัดการเดินรถในช่วงระยะสั้นในช่วงสถานีห้วยขวางไปยังสถานีหัวลำโพงเป็นสถานการณ์ที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุดในช่วงเวลา 07.00-08.00 น. มีจำนวนรถไฟฟ้าที่ใช้ในการเดินรถเพิ่มขึ้นจาก 18 ขบวนเป็น 32 ขบวน และสามารถรองรับจำนวนผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้น 36,448 คน หรือ สามารถเพิ่มความจุของผู้โดยสารมากขึ้น 77.77 เปอร์เซ็นและเมื่อเปรียบเทียบกับการจัดการเดินรถในปัจจุบันสามารถลดค่า L.F. ที่สถานีห้วยขวางซึ่งเป็นสถานีที่มีค่า L.F.สูงสุดของจำนวนผู้โดยสารในปัจจุบันลดลงจาก 1.54 เหลือ 0.43,จำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น 50 เปอร์เซ็นลดลงจาก 2.31 เหลือ 0.65 และ 100 เปอร์เซ็น ลดลงจาก 4.61 เหลือ 1.30 และในช่วง 08.00-09.00 น. มีจำนวนรถไฟฟ้าที่ใช้ในการเดินรถเพิ่มขึ้นจาก 18 ขบวนเป็น 26 ขบวน และ สามารถรองรับจำนวนผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้น 29,614 คน หรือ สามารถเพิ่มความจุของผู้โดยสารมากขึ้น 44.44 เปอร์เซ็น และสามารถลดค่า L.F.ที่สถานีห้วยขวางของจำนวนผู้โดยสารในปัจจุบันลดลงจาก 1.30 เหลือ 0.43 , จำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น 50 เปอร์เซ็นลดลงจาก 1.95 เหลือ 0.55 และ 100 เปอร์เซ็น ลดลงจาก 3.89 เหลือ 1.09


Integrated Socio-Economic Analysis Of Drought Impacts On Agricultural Areas In Sukhothai Province, Thailand, Thanasit Promping Jan 2024

Integrated Socio-Economic Analysis Of Drought Impacts On Agricultural Areas In Sukhothai Province, Thailand, Thanasit Promping

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Drought is a prolonged period of deficient precipitation that can result in significant water-related challenges across the globe. It may arise from multiple factors, including reduced rainfall, limited water availability, and low soil moisture content. To effectively assess and monitor drought conditions, drought indicators and indices are essential tools for determining the severity, spatial extent, and duration of drought events. This study introduces the development of the Composite Drought Hazard Index (CDHI), a comprehensive methodology that incorporates multiple drought-related parameters using appropriate weighting factors. The CDHI integrates the Standardized Precipitation Index (SPI), Standardized Runoff Index (SRI), Standardized Groundwater Index (SGI), …


การวัดอัตราปริมาณรังสีแกมมาในสิ่งแวดล้อมโดยใช้หัววัดรังสีโซเดียมไอโอไดด์ประสิทธิภาพสูงขนาด 5 นิ้ว X 5 นิ้ว, ธัญชนก อินทรวิเชียร Jan 2024

การวัดอัตราปริมาณรังสีแกมมาในสิ่งแวดล้อมโดยใช้หัววัดรังสีโซเดียมไอโอไดด์ประสิทธิภาพสูงขนาด 5 นิ้ว X 5 นิ้ว, ธัญชนก อินทรวิเชียร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ได้พัฒนาวิธีการวัดอัตราปริมาณรังสีแกมมา ณ พื้นที่ โดยใช้หัววัดรังสีแกมมาประสิทธิภาพสูงชนิดโซเดียมไอโอไดด์ (ทัลเลียม) ขนาด 5 นิ้ว x 5 นิ้ว สำหรับวัดอัตราปริมาณรังสีแกมมาในสภาวะปกติและสภาวะฉุกเฉินเนื่องจากอุบัติเหตุทางรังสี ทำการปรับเทียบค่าหัววัดรังสีที่มุมต่าง ๆ ตั้งแต่ 0 – 90 องศา ที่ระดับความสูง 30, 50 และ 100 เซนติเมตร จากต้นกำเนิดรังสีแกมมามาตรฐานภายในห้องทดลอง จากนั้นสร้างสมการมาตรฐานและคำนวณบนโปรแกรม Microsoft Excel ทำการวัดอัตราปริมาณรังสีแกมมาในสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ 40K พลังงาน 1,460 keV และ 214Bi พลังงาน 1,765 keV ที่ระดับความสูง 30 และ 50 เซนติเมตร บริเวณสนามหญ้าหน้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าได้ค่าอัตราปริมาณรังสี เท่ากับ 0.281 และ 0.244 µR/h สำหรับ 40K 0.016 และ 0.011 µR/h สำหรับ 214Bi ตามลำดับ และทำการจำลองอุบัติเหตุทางรังสีโดยวัดอัตราปริมาณรังสีแกมมา จาก 131I ความแรงรังสี 10 µCi และ 137Cs ความแรงรังสี 1 µCi ที่วางบนพื้นดินห่างจากหัววัดรังสีที่ระดับความสูง 30 เซนติเมตร ระยะห่าง 0, 50, 100, 200 และ 300 เซนติเมตร พบว่าได้ค่าอัตราปริมาณรังสีจาก 131I เท่ากับ 0.157, 0.029, 0.015, 0.005, 0.002 µR/h ตามลำดับ สำหรับ 137Cs ที่วางบนพื้นดินห่างจากหัววัดรังสีที่ระดับความสูง 30 เซนติเมตร ระยะห่าง 0, 20, …


การพัฒนาเท้าเทียมแบบไดนามิกที่ปรับค่าความแข็งสปริงได้สำหรับผู้พิการขาขาดในระดับกิจกรรมปานกลาง, ภูรินทร์ พิวัฒน์ Jan 2024

การพัฒนาเท้าเทียมแบบไดนามิกที่ปรับค่าความแข็งสปริงได้สำหรับผู้พิการขาขาดในระดับกิจกรรมปานกลาง, ภูรินทร์ พิวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ประเทศไทยในปัจจุบันมีผู้พิการขาขาดเพิ่มมากขึ้น โดยจากรายงานในปี พ.ศ.2560 ประเทศไทยมีผู้พิการขาขาดราว 40,000 คน แม้ว่าเท้าเทียมแบบ Solid Ankle Cushion Heel (SACH) ที่ใช้กันทั่วไปจะมีราคาที่ถูก ทว่าเท้าเทียมแบบนี้นั้นจะมีข้อเท้าที่แข็งทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเดินที่เป็นธรรมชาติ จึงทำให้เท้าเทียมแบบนี้เหมาะสมกับผู้พิการที่มีระดับกิจกรรมต่ำที่ต้องการความมั่นคงของเท้าเป็นหลัก แต่กลับไม่เหมาะสมนักกับผู้พิการที่มีระดับกิจกรรมปานกลางขึ้นไป เนื่องจากผู้พิการกลุ่มนี้มีความต้องการเท้าเทียมที่สามารถงอเพื่อสะสมพลังงาน และปลดปล่อยพลังงานได้เพื่อที่จะสามารถช่วยส่งเสริมการเดินให้ใกล้เคียงกับคนปกติ ซึ่งเท้าเทียมที่เหมาะสมกับผู้พิการกลุ่มนี้ก็จะต้องมีความแข็งสปริงเชิงมุมที่เหมาะสมตามแต่ปัจจัยต่าง ๆ ของผู้พิการแต่ละคน เช่น น้ำหนักตัว, ความชอบ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ งานวิจัยนี้จึงมีเป้าหมายที่จะพัฒนาเท้าเทียมที่มีความแข็งที่ปรับได้ในช่วงต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ที่หลากหลายเหล่านี้ โดยใช้เทคนิค Parametric optimization เพื่อออกแบบเท้าเทียมแบบไดนามิกที่มีช่วงความแข็งเฉพาะในบริเวณส้นเท้าและปลายเท้า ซึ่งเหมาะสมกับช่วงน้ำหนักและขนาดเท้าของผู้พิการ โครงสร้างหลักของเท้าเทียมถูกสร้างขึ้นโดยใช้วัสดุคอมโพสิตคาร์บอนไฟเบอร์เป็นหลัก เนื่องด้วยความแข็งแรงสูงและลักษณะน้ำหนักเบา ในงานวิจัยนี้ Finite Element Analysis (FEA) ถูกนำมาใช้เพื่อประเมินการเสียรูปและความแข็งของเท้าเทียมที่ออกแบบตามแนวทางมาตรฐานสากล ISO 10328 จากผลการทดสอบเท้าเทียมที่ออกแบบแสดงให้เห็นว่าเท้าเทียมที่ออกแบบมาสำหรับผู้พิการที่มีขนาดเท้า 26-27 ซม. และช่วงน้ำหนัก 60-80 กก. มีช่วงความแข็งที่เหมาะสมอยู่ที่ 9.97-13.31 Nm/degree ในบริเวณปลายเท้า และ 1.37-4.32 Nm/degree ในบริเวณส้นเท้า ซึ่งเหมาะสมสำหรับการใช้งานโดยผู้พิการที่มีระดับกิจกรรมปานกลางภายในช่วงน้ำหนักและขนาดเท้าตามที่ได้กำหนดไว้


ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของการจัดการของเสียจากกระบวนการชุบสังกะสีแบบกัลวาไนซ์ในประเทศไทยโดยใช้การประเมินวัฏจักรชีวิต, โชติกา วิเศษสมบัติ Jan 2024

ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของการจัดการของเสียจากกระบวนการชุบสังกะสีแบบกัลวาไนซ์ในประเทศไทยโดยใช้การประเมินวัฏจักรชีวิต, โชติกา วิเศษสมบัติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สังกะสีเป็นหนึ่งในโลหะที่ไม่ใช่เหล็กซึ่งถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเหล็กชุบสังกะสีหรือเหล็กชุบสังกะสีโดยเฉพาะเหล็กชุบสังกะสีแบบกัลวาไนซ์ที่ได้รับความนิยมสูงในปัจจุบัน เนื่องจากคุณสมบัติป้องกันการกัดกร่อนและป้องกันการเกิดสนิม อย่างไรก็ตาม หากกระบวนการผลิตไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม แล้วมีการปล่อยของเสียลงสู่สิ่งแวดล้อม อาจก่อให้เกิดผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์และระบบนิเวศได้ โดยเฉพาะจากกรณีการลักลอบเปิดโรงงานชุบสังกะสีโดยมีข่าวรายงานที่ขาดระบบจัดการของเสียที่เหมาะสม งานวิจัยนี้มุ่งเน้นศึกษาปริมาณและเส้นทางการไหลของของเสียจากโรงงานชุบสังกะสีในประเทศไทย พร้อมทั้งประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการจัดการของเสีย โดยใช้การวิเคราะห์การไหลของวัสดุ (Material Flow Analysis) และการประเมินวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Assessment) ผ่านซอฟต์แวร์ STAN และ SimaPro โดยจัดหมวดหมู่ของเสียตามรหัสที่กำหนดโดยกระทรวงอุตสาหกรรม ผลการศึกษาระหว่างปี พ.ศ. 2560 – 2563 พบว่า รหัสของเสีย 11 01 (ของเสียจากการปรับสภาพและเคลือบผิวโลหะด้วยสารเคมี) มีปริมาณสูงที่สุด รองลงมาคือรหัส 11 05 และ 12 01 คิดเป็น 76.87%, 19.33% และ 3.68% ตามลำดับ โดยของเสียส่วนใหญ่ถูกจัดการภายใต้รหัส 049 (การนำกลับมาใช้ประโยชน์ด้วยวิธีอื่น), 053 (การคืนสภาพกรด/ด่าง) และ 052 (การนำโลหะกลับมาใช้ใหม่) คิดเป็น 78.88%, 16.44% และ 2.56% ตามลำดับ ทั้งนี้พบว่าของเสียส่วนใหญ่ในรหัส 11 01 ถูกจัดการภายใต้รหัส 049 และ 053 เป็นหลัก ผลการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมพบว่าของเสียส่งผลต่อความเป็นพิษต่อระบบนิเวศน้ำจืด ความเป็นพิษต่อระบบนิเวศทะเล ความเป็นพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็งต่อมนุษย์ และความเป็นพิษที่ไม่ก่อมะเร็ง โดยเฉพาะในกรณีที่มีการเผาของเสียที่ปนเปื้อนสารอันตราย ส่งผลกระทบสูงที่สุด โดยปี พ.ศ. 2563 มีปริมาณของเสียและผลกระทบสูงสุด จึงถูกเลือกเป็นสถานการณ์ฐาน (S0) เพื่อเปรียบเทียบกับแนวทางจัดการของเสียทางเลือกอื่น ๆ ทั้ง 3 สถานการณ์ ทำให้พบว่าสถานการณ์ S3 ที่เน้นการนำของเสียกลับไปรีไซเคิลของเสียส่วนใหญ่สามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกด้านที่กล้าวข้างต้นได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับสถานการณ์ฐาน


การวัดปริมาณปรอทแบบไม่ทำลายบนท่อเหล็กกล้าด้วยเทคนิคการเรืองรังสีเอกซ์, ปภาวรินท์ สามสี Jan 2024

การวัดปริมาณปรอทแบบไม่ทำลายบนท่อเหล็กกล้าด้วยเทคนิคการเรืองรังสีเอกซ์, ปภาวรินท์ สามสี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาวิธีการวัดปริมาณปรอทแบบไม่ทำลายบนท่อเหล็กกล้าด้วยเทคนิคการเรืองรังสีเอกซ์ ปรอทมักพบในก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยทำให้สามารถสะสมบนผนังด้านในของท่อส่งก๊าซได้ เมื่อสิ้นสุดอายุ การรื้อถอนท่อจากทะเลจำเป็นต้องมีการตรวจวัดปริมาณปรอทตกค้างอยู่บนผนังท่อ ในงานวิจัยนี้ได้ใช้ทองคำ (Au) เป็นธาตุมาตรฐานแทนปรอท (Hg) เนื่องจากมีคุณสมบัติการดูดกลืนและการเปล่งรังสีเอกซ์คล้ายคลึงกัน รวมทั้งเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายด้านสุขภาพจากปรอท นอกจากนี้ทองคำยังมีความเสถียรมากกว่าปรอท อุปกรณ์ซึ่งใช้เทคนิคการเรืองรังสีเอกซ์ที่นำเสนอประกอบด้วยต้นกำเนิดรังสีพลูโตเนียม-238 และหัววัดแคดเมียมเทลลูไรด์ (CdTe) โดยเริ่มต้นจากการวัดความเข้มของรังสีเอกซ์เฉพาะตัวเส้น Au Lα และ Au Lβ จากตัวอย่างแผ่นเหล็กที่ชุบทองคำที่มีทองคำความหนาต่าง ๆ กัน ซึ่งพบว่าความเข้มรังสีเอกซ์เฉพาะตัวทั้งสองมีค่าเพิ่มขึ้นตามความหนาของทองคำจนถึงค่าความหนาประมาณ 2 ไมครอน จากนั้นได้ทำการหาค่า Intensity correction factor เพื่อใช้สำหรับปรับแก้อัตรานับรังสีของทองคำเป็นอัตรานับรังสีของปรอทโดยใช้แผ่นโลหะทองคำและตะกั่ว ซึ่งได้ค่าเท่ากับ 0.936 และ 0.952 สำหรับเส้น Au Lα และ Au Lβ ตามลำดับ งานวิจัยนี้ยังได้นำเสนอแนวคิดของอุปกรณ์ต้นแบบที่สามารถนำไปใช้ในการวัดความหนาของปรอทในท่อลำเลียงได้อีกด้วย


แบบจำลองการจับคู่ของผู้เข้าร่วมตลาดซื้อขายไฟฟ้าแบบเพียร์ทูเพียร์โดยพิจารณาความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมตลาด, ชัพวิชญ์ สมเพาะ Jan 2024

แบบจำลองการจับคู่ของผู้เข้าร่วมตลาดซื้อขายไฟฟ้าแบบเพียร์ทูเพียร์โดยพิจารณาความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมตลาด, ชัพวิชญ์ สมเพาะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จากปัญหาภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และนโยบายภาคพลังงานที่ได้ส่งเสริมให้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ส่งผลให้มีผู้ใช้ไฟฟ้าที่สามารถผลิตไฟฟ้าเอง (Prosumer) เพิ่มขึ้น และนำไปสู่การเกิดขึ้นของตลาดซื้อขายไฟฟ้าแบบเพียร์ทูเพียร์ (P2P) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถซื้อขายกันโดยตรงในราคาและปริมาณที่พึงพอใจได้ อย่างไรก็ตาม การออกแบบตลาดซื้อขายไฟฟ้าแบบเพียร์ทูเพียร์ให้เกิดความเท่าเทียมระหว่างผู้เข้าร่วมตลาด อีกทั้งสามารถสะท้อนความต้องการของผู้เข้าร่วมตลาดได้นั้น เป็นสิ่งที่จำเป็น ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นนำเสนอแบบจำลองการจับคู่ในตลาดซื้อขายไฟฟ้าเพียร์ทูเพียร์แบบล่วงหน้า (Day-ahead) โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมตลาดทั้งผู้ซื้อและผู้ขายสามารถให้คะแนนความพึงพอใจซึ่งกันและกัน และกำหนดให้คู่ที่มีคะแนนความพึงพอใจร่วมสูงสุดได้จับคู่ก่อน อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สามารถนำแบบจำลองนี้ไปทดสอบใช้จริงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย ควรมีการดำเนินการในด้านอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น การปรับปรุงระเบียบ/ข้อกำหนด การอนุญาตให้เรียกเก็บค่าใช้บริการโครงข่ายจากเจ้าของโครงข่าย และการพัฒนาตลาดไฟฟ้าในช่วงเวลาอื่น ๆ เป็นต้น