Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Accounting (39882)
- Social and Behavioral Sciences (31738)
- Education (22859)
- Business Administration, Management, and Operations (18988)
- Taxation (17223)
-
- Marketing (16544)
- Higher Education (14946)
- Arts and Humanities (14484)
- Economics (9739)
- Finance and Financial Management (9366)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (8963)
- Medicine and Health Sciences (6894)
- Human Resources Management (6067)
- Physical Sciences and Mathematics (6062)
- Business and Corporate Communications (5992)
- Law (5972)
- History (5971)
- Organizational Behavior and Theory (5599)
- Communication (5306)
- Tourism and Travel (4885)
- Technology and Innovation (4787)
- Sports Management (4461)
- Entrepreneurial and Small Business Operations (4446)
- Engineering (4345)
- Management Information Systems (4293)
- Sociology (4026)
- Operations and Supply Chain Management (3938)
- Life Sciences (3832)
- Hospitality Administration and Management (3637)
- Institution
-
- University of Mississippi (33927)
- Singapore Management University (6934)
- East Tennessee State University (6612)
- Morehead State University (4785)
- Western Kentucky University (4437)
-
- Walden University (3035)
- Technological University Dublin (2941)
- Lindenwood University (2776)
- American Dental Association (2429)
- University of Nebraska - Lincoln (2286)
- Georgia Southern University (2208)
- Nova Southeastern University (1961)
- Brigham Young University (1938)
- University of North Florida (1835)
- Kennesaw State University (1815)
- University of Central Florida (1711)
- University of Nevada, Las Vegas (1623)
- California State University, San Bernardino (1540)
- Edith Cowan University (1309)
- Utah State University (1261)
- University of Arkansas, Fayetteville (1247)
- Case Western Reserve University (1238)
- Old Dominion University (1218)
- Universitas Indonesia (1215)
- Air Force Institute of Technology (1164)
- University of South Florida (1102)
- Grand Valley State University (999)
- University for Business and Technology in Kosovo (990)
- Eastern Illinois University (918)
- Marquette University (885)
- Keyword
-
- Kentucky (2317)
- Press release (2253)
- Industry (2192)
- Lindenwood University (2047)
- Infrastructure (1992)
-
- Leadership (1805)
- Marketing (1708)
- Etc (1698)
- Business (1664)
- Health Insurance (1551)
- Florida Blue Archives (1524)
- Management (1407)
- Blue Cross of Florida, Inc. -- Archives (1349)
- Western Kentucky University (1345)
- Economic Development (1248)
- Finance (1239)
- Blue Shield of Florida, Inc.-- Archives (1207)
- Health insurance -- Florida -- Jacksonville -- History -- 20th century -- Archives (1203)
- Hospitalization insurance -- Florida -- Jacksonville -- History -- 20th century -- Archives (1203)
- BlueCross and BlueShield of Florida, Inc. -- Archives (1202)
- Health maintenance organizations -- Florida -- History -- 20th century -- Archives (1202)
- Questions (1201)
- Florida Medical Service Corporation -- Archives (1193)
- Health insurance -- Florida -- Jacksonville -- History -- 21st century -- Archives (1187)
- Health maintenance organizations -- Florida -- History -- 21st century -- Archives (1186)
- Hospitalization insurance -- Florida -- Jacksonville -- History -- 21st century -- Archives (1186)
- Florida Hospital Service Corporation -- Archives (1184)
- Medical care -- Florida -- Jacksonville -- Cost control -- History -- 20th century -- Archives (1161)
- Accounting -- Examinations (1131)
- American Institute of Certified Public Accountants (1096)
- Publication Year
- Publication
-
- Journal of Accountancy (6616)
- ETSU News (6154)
- Newsletters (4315)
- Research Collection Lee Kong Chian School Of Business (3153)
- Association Sections, Divisions, Boards, Teams (2869)
-
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (2856)
- Theses and Dissertations (2719)
- Guides, Handbooks and Manuals (2567)
- Woman C.P.A. (2397)
- Archived Lindenwood Press Releases (2056)
- Tax Adviser (2054)
- Faculty Publications (1801)
- Haskins and Sells Publications (1783)
- Faculty Senate Records (1625)
- Florida Blue Archives Printed Materials (1544)
- Industry Guides (AAGs), Risk Alerts, and Checklists (1455)
- WKU Administration Documents (1360)
- Exposure Drafts, Comment Letters, and Statements of Position (1069)
- NSU Athletics Press Releases (959)
- Accounting Historians Notebook (950)
- Honors Theses (926)
- Touche Ross Publications (912)
- Accounting Historians Journal (892)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (839)
- On Sport and Society (805)
- Research Collection School Of Accountancy (804)
- Theses (802)
- The Foundation Review (773)
- Research Collection School Of Computing and Information Systems (684)
- Dissertations (674)
- Publication Type
Articles 39661 - 39690 of 149081
Full-Text Articles in Business
การปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดความล่าช้า กรณีศึกษา บริษัทผลิตเซมิคอนดักเตอร์, รัศมิมน โพธิ์ทอง
การปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดความล่าช้า กรณีศึกษา บริษัทผลิตเซมิคอนดักเตอร์, รัศมิมน โพธิ์ทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ เป็นงานวิจัยเชิงปฏิบัติ ที่ศึกษาแนวทางในการปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิตของบริษัทผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งในปัจจุบันประสบกับปัญหาความล่าช้าในกระบวนการตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ Small Outline Integrated Circuit (SOIC) โดยมีสาเหตุหลักมาจากการที่ประสิทธิภาพของเครื่องจักรไม่เต็ม 100% จึงส่งผลให้การตรวจสอบคุณภาพสินค้าใช้เวลามากกว่าที่ได้คำนวณไว้ ซึ่งปัญหาเรื่องประสิทธิภาพของเครื่องจักรนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนอุณหภูมิไปมาของเครื่องจักรจากการจัดตารางตรวจสอบคุณภาพที่ไม่เหมาะสม ผู้วิจัยจึงได้เสนอแนวทางในการปรับปรุงประสิทธิภาพ 3 แนวทาง ได้แก่ การนำเทคนิคการจัดสมดุลสายการผลิตและการจัดตารางการผลิตมาประยุกต์ใช้ การนำทฤษฎีเกี่ยวกับการบำรุงรักษาเครื่องจักรมาปรับใช้ และการนำแนวทางทั้งสองมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน เพื่อเพิ่มอัตราผลผลิต ลดรอบเวลาที่สินค้าอยู่ในกระบวนการ และเพิ่มค่าความพร้อมใช้งานของเครื่องจักร หลังจากนั้นจึงสร้างแบบจำลองสถานการณ์เพื่อประเมินผลลัพธ์จากการปรับปรุงประสิทธิภาพ โดยผลการวิจัยพบว่า หลังจากปรับปรุงประสิทธิภาพของกระบวนการตรวจสอบคุณภาพด้วยวิธีการที่ผู้วิจัยได้เสนอนั้น สามารถเพิ่มอัตราผลผลิตได้ถึงสัปดาห์ละ 45.49% และลดรอบเวลาที่ชิ้นงานแต่ละล็อตอยู่ในระบบได้ถึง 15.06%
การพยากรณ์ปริมาณน้ำที่ไหลลงอ่างเก็บน้ำ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในจังหวัดระยอง, พัชรพล กิตติโภคิน
การพยากรณ์ปริมาณน้ำที่ไหลลงอ่างเก็บน้ำ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในจังหวัดระยอง, พัชรพล กิตติโภคิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ทรัพยากรน้ำถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญสำหรับภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดระยอง โซ่อุปทานของน้ำเป็นการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory) หรือปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ โดยเกิดจากผลต่างของปริมาณน้ำที่ไหลลงอ่างเก็บน้ำและปริมาณน้ำที่ไหลออกจากอ่างเก็บน้ำ แต่เนื่องจากปริมาณน้ำที่ไหลลงอ่างเก็บน้ำจะเกิดขึ้นจากธรรมชาติ งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจำลองสถานการณ์ของปริมาณน้ำสิ้นเดือนของอ่างเก็บน้ำให้มีค่าความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ย (MAE) น้อยลงจากวิธีปัจจุบันผ่านทางตัวแบบวิธีปรับให้เรียบเอกซ์โพเนนเชียลแบบโฮลท์-วินเทอร์ทั้งแบบบวก แบบคูณ และวิธีการถดถอยในตัวเองรวมการเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่มีความแปรผันทางฤดูกาล (SARIMA) ของการพยากรณ์ปริมาณน้ำที่ไหลลงอ่างเก็บน้ำซึ่งเป็นข้อมูลสถิติย้อนหลังของอ่างเก็บน้ำดอกกราย อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่และอ่างเก็บน้ำประแสร์ ผลการจำลองสถานการณ์เมื่อมีข้อมูล Training Data แบบเต็มปีและแบบมีข้อมูลบางส่วนสามารถอธิบายได้ดังนี้ เมื่อมีข้อมูล Training Data เต็มปี ผลลัพธ์ที่ได้ของทุกวิธีจะไม่มีความแตกต่างกันและสามารถช่วยลดความคลาดเคลื่อนลงจากวิธีปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งค่าที่ได้จากการพยากรณ์มีค่าใกล้เคียงกับค่าจริงที่เกิดขึ้นโดยมีค่า MAE อยู่ที่ 13.58-26.38 ล้านลูกบาศก์เมตร และ 11.17-17.16 ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับ 3 อ่างเก็บน้ำหลักรวมกัน (อ่างเก็บน้ำดอกกราย อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่) และอ่างเก็บน้ำประแสร์ตามลำดับ ในขณะที่เมื่อมีข้อมูล Training Data บางส่วน ผลลัพธ์ที่ได้ของค่า MAE ที่มีค่าสม่ำเสมอมากที่สุดคือวิธี SARIMA โดยมีค่า MAE อยู่ที่ 3.14-3.41 ล้านลูกบาศก์เมตร และ 0.63-0.65 ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับ 3 อ่างเก็บน้ำหลักรวมกันและอ่างเก็บน้ำประแสร์ตามลำดับ
การวิเคราะห์ที่ตั้งที่เหมาะสมสำหรับศูนย์กระจายสินค้าแนวคลองไทย 9a, พันชาติ ชนะกุล
การวิเคราะห์ที่ตั้งที่เหมาะสมสำหรับศูนย์กระจายสินค้าแนวคลองไทย 9a, พันชาติ ชนะกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ทำเลที่ตั้งที่มีศักยภาพสำหรับศูนย์กระจายสินค้าบริเวณพื้นที่ 5 จังหวัดตามแนวคลองไทย 9A ปัจจัยที่ใช้ในงานวิจัยประกอบด้วย ปัจจัยด้านภูมิศาสตร์และกายภาพ ปัจจัยด้านการคมนาคมขนส่ง ปัจจัยด้านสาธารณูปการ และปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคม และใช้กระบวนการลำดับชั้นเชิงการวิเคราะห์ (AHP) ในการกำหนดค่าความสำคัญหรือค่าน้ำหนักของแต่ละปัจจัย ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีความสำคัญมากที่สุด คือ ปัจจัยระยะห่างจากถนนสายหลัก (ร้อยละ 18.60) รองลงมาคือ ปัจจัยสถานีขนส่งสินค้า (ร้อยละ 16.78) และ ระยะห่างจากการขนส่งทางราง (ร้อยละ 12.05) เมื่อนำค่าความสำคัญดังกล่าวมาวิเคราะห์ด้วยระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ และทำการคัดกรองพื้นที่ด้วย ปัจจัยขนาดพื้นที่ศักยภาพ รวมถึง มิติด้านต้นทุน ด้านเวลา และด้านความน่าเชื่อถือ พบว่าพื้นที่ที่มีศักยภาพในการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าคือ พื้นที่ฝั่งถนนหมายเลข 4 บริเวณ อบต.ท่าช่าง อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสถานการณ์โควิด-19 การขนส่งทางอากาศ เศรษฐกิจและการว่างงาน, สัจจพร แสนอินอำนาจ
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสถานการณ์โควิด-19 การขนส่งทางอากาศ เศรษฐกิจและการว่างงาน, สัจจพร แสนอินอำนาจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ขณะนี้ทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจและการเมือง งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ต่อจำนวนผู้โดยสารที่เดินทางทางอากาศระหว่างประเทศและภายในประเทศ เศรษฐกิจ (GDP) และอัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ด้วยแบบจำลองการวิเคราะห์ถดถอย (Regression Model) รูปแบบฟังก์ชัน Double-Log ข้อมูลที่ใช้เป็นข้อมูลผู้โดยสารเดินทางทางอากาศ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศและอัตราการว่างงานใน 4 ไตรมาสของปี พ.ศ. 2563 การวิเคราะห์แบ่งเป็นสองชุดข้อมูล ชุดข้อมูลที่หนึ่งเป็นจำนวนผู้โดยสารที่เดินทางระหว่างประเทศจำนวน 36 สนามบิน 144 ตัวอย่าง ข้อมูลชุดที่สองเป็นจำนวนผู้โดยสารที่เดินทางทางอากาศที่เดินทางภายในประเทศ จำนวน 34 สนามบิน 136 ตัวอย่าง ผลการศึกษาสรุปได้ว่า จำนวนผู้โดยสารเดินทางทางอากาศทั้งระหว่างประเทศและภายในประเทศ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศและอัตราการว่างงาน เป็นปัจจัยที่ได้รับผลกระทบจากสถาณการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยที่ผู้โดยสารเดินทางทางอากาศระหว่างประเทศและภายในประเทศได้รับผลกระทบทิศทางตรงกันข้ามกับจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 แต่อัตราการว่างงานมีทิศทางเดียวกันกับจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ในขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศมีทิศทางเดียวกันกับจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งไม่ตรงกับที่คาดการณ์ไว้ สาเหตุมาจากการใช้วิธีการวิเคราะห์ถดถอยแบบ Double-Log เพื่อวัดกระทบเชิงระยะยาว นั่นหมายถึง ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไม่ได้รับผลกระทบระยะยาวจากจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 อาจจะเกิดจากการปรับตัวของธุรกิจเพื่อการอยู่รอดรวมไปถึงการรับมือของรัฐบาลในแต่ละประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจัยในการพิจารณาตัดสินใจพัฒนาท่าเรือสำราญไทย, รณกฤต เศรษฐดาลี
ปัจจัยในการพิจารณาตัดสินใจพัฒนาท่าเรือสำราญไทย, รณกฤต เศรษฐดาลี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเดินทางท่องเที่ยวเป็นการข้ามพรมแดน เรือสำราญเป็นช่องทางสำคัญที่นำนักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้าสู่ประเทศ ท่าเรือมีสำคัญใช้ต่อการเปิดรับนักท่องเที่ยว วัตถุประสงค์การศึกษาเพื่อสำรวจสภาพของท่าเรือสำราญไทยปัจจุบันและปัจจัยที่จำเป็นต่อการปรับปรุงพัฒนาท่าเรือสำราญไทย โดยใช้แบบสอบถามและมีตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา ความสอดคล้อง IOC > 0.67 ( ผลการทดสอบความน่าเชื่อถือ ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา > 0.87 และสอบถามกลุ่มกิจการต่อเนื่อง ประกอบด้วยสมาชิก 40 ตัวอย่างจากสมาคมไทยธรุกิจการท่องเที่ยว (ATTA) และกลุ่มผู้มีความชำนาญด้านเรือสำราญ ประกอบด้วยผู้ประกอบการเรือสำราญ 10 ตัวอย่างและสมาชิกสมาคมวิชาชีพเรือสำราญ 7 ตัวอย่าง. ผลวิเคราะห์จากข้อมูลการตอบแบบสอบถาม พบว่าค่าเฉลี่ยระดับความสามารถและสมรรถนะท่าเรือสำราญ กลุ่มกิจการต่อเนื่อง ระดับค่าเฉลี่ยสูง 3.72 กลุ่มผู้มีความชำนาญด้านเรือสำราญ ระดับค่าเฉลี่ยกลาง 2.95 ทั้งสองส่วนมีระดับค่าเฉลี่ยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้ ด้านโครงสร้างท่าเรือ (ปัจจัย 18/45) ด้านการท่องเที่ยว (ปัจจัย 10/19) ด้านลักษณะเรือ (ปัจจัย 1/5) โดยผลการศึกษาเสนอเพื่อนำเสนอต่อการวางแผนกลยุทธ์ส่งเสริมการพัฒนาท่าเรือสำราญไทย ดังนี้ โครงสร้างท่าเรือ ต้องปรับปรุงความกว้าง ความลึก ท่าเทียบ โดยรัฐต้องสนับสนุนการลงทุน ด้านการท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยวควรได้รับการฟื้นฟู ท่าเรือสำราญไทยมีศักยภาพระดับหนึ่ง แต่ยังต้องการส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐมากขึ้นเพื่อยกระดับความสามรถและสมรรถนะท่าเรือสำราญไทย
การจัดซื้อภายใต้ต้นทุนเป้าหมาย กรณีตัวอย่างบริษัทวิศวกรรมตามคำสั่งซื้อ, บุญนภางค์ เจริญพรรุ่งเรือง
การจัดซื้อภายใต้ต้นทุนเป้าหมาย กรณีตัวอย่างบริษัทวิศวกรรมตามคำสั่งซื้อ, บุญนภางค์ เจริญพรรุ่งเรือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการจัดซื้อภายใต้ต้นทุนเป้าหมายในบริษัทที่มีธุรกิจแบบวิศวกรรมตามคำสั่งซื้อ (ETO-Engineer to order) ที่มีสินค้าหลากหลายสูงและปริมาณในการสั่งซื้อต่ำ จุดประสงค์ในการศึกษาเพื่อหาแนวทางในการกำหนดการจัดซื้อที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาต้นทุนสูงราคาที่เสนอต่อลูกค้าไม่สามารถแข่งขันได้ จากการศึกษาบริษัทตัวอย่างพบว่า มีการใช้ซัพพลายเออร์เพียงรายเดียวจากประเทศในกลุ่มประเทศยุโรป และไม่มีระบบการจัดหามาก่อน สารนิพนธ์ฉบับนี้อาศัยหลักการของการจัดซื้อภายใต้ต้นทุนเป้าหมาย โดยแบ่งกระบวนการทำงานออกเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่1 เริ่มจากการจัดตั้งทีมทำงานในระดับผู้บริหารเพื่อกำหนดกลยุทธ์และนโยบายในการดำเนินงาน ขั้นตอนที่2 คัดเลือกชิ้นส่วนนำร่องเพื่อกำหนดต้นทุนเป้าหมายในแต่ละชิ้นส่วนโดยคำนึงถึงราคาตลาดและอัตรากำไรที่ต้องการ ขั้นตอนที่3 จำแนกซัพพลายเออร์โดยใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ความเสี่ยงและ ประเมินและคัดเลือกซัพพลายเออร์จากเงื่อนไขทีกำหนด ขั้นตอนที่4 ทำการทวนสอบตามขั้นตอนที่ออกแบบภายใต้ต้นทุนเป้าหมายและทำการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการพัฒนากระบวนการจัดซื้อ ผลการประเมินขั้นต้นพบว่า บริษัทกรณีศึกษาสามารถลดต้นทุนลงได้ถึง 34% เมื่อเทียบกับต้นทุนเดิม ปัญหางานวิจัยที่พบในช่วงแรกของการศึกษาคือความท้าทายด้านการปรับแนวคิด ทัศนคติ และการสร้างความเข้าใจในปัญหาของทีมทำงาน
การบริหารความเสี่ยงในกระบวนการติดตั้งระบบ Erp เพื่อประยุกต์ใช้กับระบบการดำเนินงานของบริษัทอู่ต่อเรือ Abc, ศิรินทร์พัชร์ เอื้ออำพน
การบริหารความเสี่ยงในกระบวนการติดตั้งระบบ Erp เพื่อประยุกต์ใช้กับระบบการดำเนินงานของบริษัทอู่ต่อเรือ Abc, ศิรินทร์พัชร์ เอื้ออำพน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์หรือปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่จะส่งผลกระทบให้เกิดความล้มเหลวต่อการดำเนินงานในกระบวนการติดตั้งระบบ ERP ซึ่งจัดเป็นกระบวนการหนึ่งของวัฏจักรชีวิตของโครงการระบบ ERP รวมถึงการเสนอแนวทางการจัดการสาเหตุของความเสี่ยงในกรณีศึกษาบริษัทอู่ต่อเรือ วิธีการวิจัยนี้ได้นำหลักการบริหารจัดการความเสี่ยง AS/NZS 4360:2004 มาประยุกต์ใช้เป็นกรอบการดำเนินงานวิจัย ร่วมกับการทบทวนวรรณกรรมและการสัมภาษณ์เชิงลึกสำหรับบ่งชี้ปัจจัยเสี่ยงและสาเหตุของแต่ละปัจจัยเสี่ยง และตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้งกับทีมผู้เชี่ยวชาญ จากนั้นนำปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวมาประเมินความเสี่ยงและจัดเรียงอันดับระดับความสำคัญจากค่าความสัมพันธ์ระหว่างโอกาสที่จะเกิดขึ้นและผลกระทบของแต่ละปัจจัยเสี่ยง โดยใช้วิธีระดมความคิดกับบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในโครงการของบริษัทกรณีศึกษา ผลการวิจัยในครั้งนี้สามารถรวบรวมปัจจัยเสี่ยงในกระบวนการติดตั้งระบบทั้งหมด 8 ปัจจัย จากการประเมินความเสี่ยง ทำให้ทราบว่าบริษัทต้องมีการจัดการลดระดับความเสี่ยงทั้ง 7 ปัจจัยที่อยู่ในระดับสูงมากและสูงเป็นอันดับแรก เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบที่รุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยการบริหารการเปลี่ยนแปลงกระบวนการเป็นความเสี่ยงที่มีระดับความเสี่ยงสูงที่สุด ถึงเเม้ว่าปัจจัยการฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานมีระดับความเสี่ยงต่ำที่สุดในปัจจัยเสี่ยงทั้งหมด แต่เป็นปัจจัยที่สามารถส่งผลกระทบต่อโครงการได้ในระยะยาว ดังนั้นควรมีการเฝ้าติดตาม นอกจากนี้งานวิจัยได้เสนอแนะวิธีในการควบคุมและจัดการสาเหตุของปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางให้กับบริษัทกรณีศึกษาสำหรับการวางแผนบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการรับมือและป้องกันความล้มเหลวของการดำเนินโครงการระบบ ERP
การปรับปรุงกระบวนการคัดเลือกรายการวัสดุสำหรับทำสัญญายืนราคา : กรณีศึกษาบริษัทผลิตเหล็ก, พฤกษณี สุขกุล
การปรับปรุงกระบวนการคัดเลือกรายการวัสดุสำหรับทำสัญญายืนราคา : กรณีศึกษาบริษัทผลิตเหล็ก, พฤกษณี สุขกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อปรับปรุงกระบวนการคัดเลือกรายการวัสดุสำหรับทำสัญญายืนราคาในงานจัดซื้อ กรณีศึกษาบริษัทผลิตเหล็กก่อสร้าง เพื่อให้ %Contract coverage และ %Effectiveness มีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อเทียบกับปัจจุบัน การวิจัยได้วิเคราะห์และปรับปรุงกระบวนการคัดเลือก โดยมีแนวทางจะคัดเลือกรายการวัสดุที่มีโอกาสเกิดการสั่งซื้อมาทำสัญญายืนราคา สามารถแบ่งข้อมูลเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้ (1) รายการที่บริษัทมีข้อมูลอยู่แล้ว คือ รายการวัสดุกลุ่มสถานะ Fast Move เป็นรายการที่มีความถี่ในการใช้งานสูง มีโอกาสเกิดการสั่งซื้อมากกว่ากลุ่มอื่น ซึ่งจากการพิสูจน์โดยใช้ประวัติการสั่งซื้อย้อนหลัง พบว่าจำนวนรายการวัสดุที่เกิดการสั่งการสั่งซื้อจริงมีมากกว่า 90% จากรายการทั้งหมด ข้อมูลชุดนี้มีความแม่นยำสามารถใช้เป็น Contract price list ใหม่ได้ (2) รายการที่เกิดจากคัดเลือกใหม่ 2 วิธี คือรายการวัสดุที่มีความแน่นอนในการสั่งซื้อที่ใช้ประวัติความถี่ในการสั่งซื้อคัดเลือก รวมกับ รายการวัสดุที่มีแผนการใช้งานที่ให้ตัวแทนผู้ใช้งานคัดเลือก ซึ่งจากการวัดผลประสิทธิภาพกลุ่มข้อมูลนี้สูงกว่าเมื่อเทียบกับปัจจุบัน สามารถใช้เป็น Contract price list ใหม่ได้ นอกจากนี้มีการวิเคราะห์เพิ่มเติมในส่วนของรายการวัสดุที่เกิดการสั่งซื้อแต่ไม่ถูกคัดเลือกเพื่อนำไปปรับปรุงกระบวนการคัดเลือกต่อไป เมื่อทำการปรับปรุงกระบวนการคัดเลือก นำข้อมูลส่วนที่ (1) และ (2) มารวมกันแล้ววัดประสิทธิภาพ ผลคือ % Contract coverage จะเพิ่มขึ้นประมาณ 6% จากทั้งหมด ขณะที่ % Effectiveness จะเพิ่มขึ้นประมาณ 10% แสดงว่า การปรับปรุงกระบวนการคัดเลือกรายการวัสดุสำหรับทำสัญญายืนราคา ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้นได้ ข้อมูลงานวิจัยนี้สามารถใช้นำเสนอเป็นเพื่อแนวทางในการตัดสินใจของบริษัทกรณีศึกษาในอนาคต
การปรับปรุงกระบวนการจัดการข้อมูลรหัสบริษัท โดยใช้แบบจำลองสถานการณ์ : กรณีศึกษาบริษัท Abc, นุสรา ชาติเวียง
การปรับปรุงกระบวนการจัดการข้อมูลรหัสบริษัท โดยใช้แบบจำลองสถานการณ์ : กรณีศึกษาบริษัท Abc, นุสรา ชาติเวียง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงกระบวนการจัดการข้อมูลรหัสบริษัทของบริษัทกรณีศึกษา ABC ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ เนื่องจากค่าดัชนีชี้วัดผลงงานด้านสัดส่วนคำขอที่ดำเนินการเสร็จทันเวลาต่ำกว่าเป้าหมายที่บริษัทตั้งไว้ตั้งปต่ปี 2019 และลดลงอย่างต่อเนื่องในปี 2020 ผู้ศึกษาจึงได้จัดการประชุมระดมความคิดเห็นจากพนักงานภายในหน่วยงาน เพื่อวิเคราะห์กระบวนการทำงานโดยใช้เทคนิคการตั้งคำถาม 5W-1H เพื่อศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นในขั้นตอนต่างๆ และใช้เทคนิค ECRS กำหนดแนวทางในการปรุบปรุงทั้ง 4 รูปแบบ ได้แก่ 1) กำจัดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน 2) ลดการดำเนินการผ่านหลายระบบในเวลาเดียวกัน 3) ลดขั้นตอนการทำงานที่ไม่สร้างคุณค่า 4) ปรับปรุงร่วมกันตามรูปแบบที่ 1-3 โดยใช้แบบจำลองสถานการณ์ผ่านโปแกรมอารีนา ผลจากการศึกษาพบว่าการปรับปรุงโดยใช้เทคนิค ECRS ตามการปรับปรุงในรูปแบบที่ 4 ทำให้ระยะเวลาเฉลี่ยที่พนักงานใช้ในการดำเนินการคำขอลดลงเหลือเพียง 8.68 นาที และลดระยะเวลาคอยโดยรวมเฉลี่ยต่อคำขอเหลือ 6.03 นาที ซึ่งสอดคล้องกับระดับอรรถประโยชน์ของพนักงานในการทำงานบนระบบเฉลี่ยลดลงเหลือเพียงร้อยละ 14 และค่าดัชนีชี้วัดผลงานของสัดส่วนคำขอที่ดำเนินการเสร็จทันเวลาเพิ่มขึ้นร้อยละ 99.53
การวิเคราะห์หาคลังสินค้าแห่งใหม่โดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ : กรณีศึกษาบริษัท Fmcg, ณิชาภัทร หมอกมืด
การวิเคราะห์หาคลังสินค้าแห่งใหม่โดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ : กรณีศึกษาบริษัท Fmcg, ณิชาภัทร หมอกมืด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บริษัท FMCG เป็นบริษัทมีการผลิตหรือจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีสภาพคล่องการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วมาก และด้วยจำนวนของผู้ใช้สินค้าอุปโภคบริโภคที่มีจำนวนมากขึ้น ทำให้บริษัทต้องผลิตสินค้าในจำนวนที่มากขึ้นเพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการของลูกค้า ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อต้นปี 2563 บริษัทมียอดความต้องการของสินค้าส่งออกที่มากขึ้น เนื่องจากฐานการผลิตที่ไทยได้เพิ่มจำนวนสินค้าและประเทศส่งออกที่มากขึ้น โดยเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัวจากเดิมและครอบคลุมความต้องการของทั้ง ASEAN จึงเป็นสาเหตุให้เกิดความต้องการในการผลิตสินค้าที่มากขึ้น เมื่อความต้องการมากขึ้นวัตถุดิบในการผลิตและสินค้าสำเร็จรูปก็มากขึ้นพื้นที่หรือคลังสินค้าในการจัดเก็บจึงจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการให้เพียงพอกับกับความต้องการที่มากขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องปรับปรุงการบริหารจัดการสินค้าคงคลังแต่ละคลังให้มีความเหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้าเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสินค้าที่เกินความจำเป็น เพิ่มระดับความพึงพอใจของลูกค้า และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับบริษัท การนำระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์มาใช้ในการคำนวณค่าใช้จ่ายในการขนส่งจากโรงงานการผลิตไปยังคลังสินค้าแห่งใหม่ และจากคลังสินค้าแห่งใหม่ไปยังท่าเรือกรุงเทพฯ เพื่อความแม่นยำในการวิเคราะห์ด้านภูมิศาสตร์มากขึ้น ทั้งนี้เพื่อเลือกคลังสินค้าใหม่ที่จะทำการเช่าสามารถเพื่อที่จะสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และมีการทำงานที่ตรงตามความต้องการของลูกค้าอย่างสูงสุดและใช้งานคลังสินค้าอย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น โดยทำการศึกษาจากตัวอย่างของกรณีคลังสินค้าที่อยู่ในอำเภอบางพลี อำเภอบางบ่อ อำเภอบางเสาธง และอำเภอเมืองจังหวัดสมุทรปราการจำนวน 10 แห่ง
การเลือกทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมของคลังสินค้า: กรณีศึกษา บริษัท Abc จำกัดโดยใช้กระบวนการตัดสินใจแบบวิเคราะห์ลำดับชั้น, เพ็ญพิมล อยู่รุ่งเรืองศักดิ์
การเลือกทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมของคลังสินค้า: กรณีศึกษา บริษัท Abc จำกัดโดยใช้กระบวนการตัดสินใจแบบวิเคราะห์ลำดับชั้น, เพ็ญพิมล อยู่รุ่งเรืองศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการประยุกต์ใช้กระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (Analytic Hierarchy Process) ในการเลือกทำเลที่ตั้งคลังสินค้า โดยมีกรณีศึกษาเป็นบริษัทที่ให้บริการเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซซื้อขายสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าตกแต่งบ้าน ตลอดจนให้บริการจัดส่งสินค้าไปยังลูกค้าปลายทาง โดยมีการวิเคราะห์ปัจจัยทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ดังนี้ ค่าที่ดิน ค่าก่อสร้าง ค่าแรงงาน ระยะทางระหว่างคลังกับผู้ขาย ระยะทางระหว่างคลังกับลูกค้า ความพร้อมทางด้านคมนาคม ความพร้อมด้านสาธารณูปโภค สังคมและชุมชน และความเสี่ยงที่จะเกิดภัยทางธรรมชาติ เพื่อนำมาพิจารณาทางเลือกที่ตั้งคลังสินค้าจำนวน 4 ทำเล การวิจัยได้นำปัจจัยและทางเลือกมาพัฒนาเป็นโครงสร้างแผนภูมิลำดับชั้นตามกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ ผลการวิเคราะห์จากแบบสอบถามเรื่องปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกทำเลที่ตั้งคลังสินค้าพบว่า ผู้ตัดสินใจให้ความสำคัญกับปัจจัยตามลำดับความสำคัญเรียงจากมากไปหาน้อย ดังนี้ อันดับหนึ่งคือระยะทางระหว่างคลังกับลูกค้า (26.91%) รองลงมาคือระยะทางระหว่างคลังสินค้ากับผู้ขาย (19.20%) ความพร้อมด้ามคมนาคม (14.36%) ค่าที่ดิน (10.04%) ความพร้อมด้านสาธารณูปโภค (6.39%) ความเสี่ยงที่จะเกิดภัยทางธรรมชาติ (6.37%) ค่าแรงงาน (6.22%) ค่าก่อสร้าง (5.3%) สังคมและชุมชน (5.23%) เป็นลำดับสุดท้าย โดยสามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวไปนำเสนอเป็นแนวทางในการตัดสินใจเลือกทำเลที่ตั้งคลังสินค้าของบริษัทกรณีศึกษาในอนาคต
การเลือกที่ตั้งจุดจ่ายสินค้าที่เหมาะสม สำหรับอัตราค่าขนส่งคงที่กรณีศึกษา : ร้านค้าขนมหวานออนไลน์, ประภัสสร ตติปาณิเทพ
การเลือกที่ตั้งจุดจ่ายสินค้าที่เหมาะสม สำหรับอัตราค่าขนส่งคงที่กรณีศึกษา : ร้านค้าขนมหวานออนไลน์, ประภัสสร ตติปาณิเทพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาจุดจ่ายสินค้าที่เหมาะสม สำหรับสินค้าที่ Demand ไม่คงที่ โดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อการตัดสิน (Optimization Modelling)เข้ามาวิเคราะห์ในฝั่งSupply ควบคู่ไปกับการจำลองสถานการณ์ฝั่ง Demand โดยใช้ Monte Carlo Simulation ผู้วิจัยใช้โปรแกรม Microsoft Excel เป็นซอฟแวร์หลักในการวิเคราะห์ทั้งสองฝั่ง ได้ผลสรุปว่า หากต้องการจะคิดอัตราค่าบริการขนส่งคงที่ 70 บาทจากลูกค้า ราคาเดียวทั่วกรุงเทพฯ จะต้องตั้งทั้งหมด 31 จุด โดยร้านค้าจะมีค่าใช้จ่ายในการกระจายสินค้าจากแหล่งผลิตไปยังจุดจ่ายสินค้าทั้งสิ้น 5272.41 บาทต่อวัน จุดคุ้มทุนอยู่ที่ 211 หน่วย
ปฏิกิริยาตอบสนองของผู้บริโภคต่อสินค้าขาด : กรณีศึกษาสินค้าประตูพีวีซีในร้านค้าโมเดิร์นเทรด, ธันย์ชนก พัฒน์ทอง
ปฏิกิริยาตอบสนองของผู้บริโภคต่อสินค้าขาด : กรณีศึกษาสินค้าประตูพีวีซีในร้านค้าโมเดิร์นเทรด, ธันย์ชนก พัฒน์ทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบที่เกิดจากปัญหาสินค้าขาดสต็อกเพื่อศึกษาปฏิกิริยาของผู้บริโภคเมื่อพบว่าสินค้าที่ต้องการขาดสต็อก ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมหรือปฏิกิริยาของผู้บริโภค รวมถึงผลกระทบและความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับผู้ผลิตเมื่อสินค้าขาด โดยใช้สินค้าประตูพีวีซีของบริษัทกรณีศึกษาผ่านทางช่องทางร้านค้าปลีกภายในเขตในกรุงเทพมหานครในการศึกษา ทำการศึกษาและรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคจำนวน 210 คน ในเขตกรุงเทพมหานคร จากนั้นทำการวิเคราะห์ทางสถิติด้วยวิธี Multinomial Logistics Regression จากผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า เมื่อสินค้าขาดสต็อกผู้บริโภคตัดสินใจเลือกเปลี่ยนร้านค้าร้อยละ 36.20% ตัดสินใจเลือกเปลี่ยนไปซื้อสินค้าใหม่ภายใต้ตราสินค้าเดิมร้อยละ 25.20% ถัดมาตัดสินใจเลือกหรือกลับมาซื้อสินค้าในคราวถัดไปร้อยละ 21.40% และที่เหลือตัดสินใจเลือกเปลี่ยนไปซื้อตราสินค้าอื่นทดแทน 17.10% ตามลำดับ นอกจากนี้ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อปฏิกิริยาของผู้บริโภคเมื่อสินค้าขาด ได้แก่ วัตถุประสงค์ของการซื้อประตูพีวีซี ระดับความเร่งด่วนในการใช้งานประตูพีวีซี และความภักดีในตราสินค้า โดยเฉลี่ยแล้วในระยะสั้นเมื่อเกิดสถานการณ์สินค้าขาดจะทำให้ผู้ผลิตสูญเสียกำไรทั้งสิ้น 271.62 บาท/คน
การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจในภาวะอุทกภัย กรณีศึกษา บริษัทในนิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) และนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน, นพวรรณ มีแต้ม
การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจในภาวะอุทกภัย กรณีศึกษา บริษัทในนิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) และนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน, นพวรรณ มีแต้ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ทุกๆ ปี ประเทศไทยประสบกับภัยพิบัติอุทกภัยมากมาย บ่อยครั้งที่การเกิดภัยพิบัติอุทกภัยส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานทางธุรกิจขององค์กร โดยอาจมีความรุนแรงเพียงเล็กน้อยหรือรุนแรงมากจนกระทั่งการดำเนินงานต้องหยุดชะงัก เหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายในระดับองค์กร แต่อาจสร้างความเสียหายต่อโซ่อุปทานของประเทศและของโลกได้ งานวิจัยนี้ได้เสนอแนวคิด การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจในระดับองค์กร (BCM) เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมขององค์กรต่อการรับมือกับภัยพิบัติอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยงานวิจัยนี้เริ่มต้นจากการศึกษาและทำความเข้าใจองค์กรซึ่งเป็นบริษัทในนิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) และนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จำนวน 5 บริษัท วิเคราะห์และทบทวนความเสี่ยง วิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจ และการกำหนดกลยุทธ์ความต่อเนื่องทางธุรกิจ เพื่อให้องค์กรกรณีศึกษาสามารถพัฒนาไปสู่แผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ และยังสามารถนำแนวทางการจัดทำ BCM ไปประยุกต์ใช้ได้ในอนาคต
การประเมินผลกระทบของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่มีต่อธุรกิจการขนส่งทางเรือ, มารวย ดุจธังกร
การประเมินผลกระทบของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่มีต่อธุรกิจการขนส่งทางเรือ, มารวย ดุจธังกร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงผลกระทบของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ที่มีต่อธุรกิจทางเรือ ซึ่งมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้น และการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว ของทั้งการเดินเรือ และท่าเรือ โดยเครื่องมือที่ใช้ในการทำวิจัยคือแบบสอบถามการประเมินถึงผลกระทบที่ได้รับ โดยมีการเปรียบเทียบระหว่างผลกระทบที่เกิดขึ้นกับกลุ่มตัวอย่างคือบริษัทสายเรือ หรือตัวแทนสายเรือในประเทศไทยที่เป็นสมาชิกของสมาคมเจ้าของเรือและตัวแทนเรือกรุงเทพ (BSAA) และ บริษัทรับจัดการขนส่งสินค้าที่เป็นสมาชิกของสมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (TIFFA) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยสถิติที่ในการเปรียบเทียบความความแตกต่างของค่าเฉลี่ยรายกลุ่ม คือ สถิติ Independent sample t-test. ผลจากการศึกษาพบว่าทั้งสองกลุ่มตัวอย่างให้คะแนนผลกระทบที่เกิดขึ้นอยู่ในระดับที่มาก และ มากที่สุด มีระดับปานกลางเป็นส่วนน้อย ผลกระทบในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของการเดินเรือในระยะสั้น ที่ทั้งสองกลุ่มตัวอย่างมีความเห็นตรงกันว่ามีผลกระทบในระดับมากที่สุดคือด้านอัตราค่าระวางเรือสูงซึ่งอาจเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาตรถูกจำกัด และ อุปสงค์,อุปทานที่ไม่ตรงกัน ส่วนผลกระทบที่มากที่สุดในด้านการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้นที่เกิดขึ้นกับท่าเรือคือด้านปัญหาการขาดแคลนลานวางตู้คอนเทนเนอร์เนื่องจากความแออัด จากการสำรวจพบว่ามีความแตกต่างของผลกระทบที่เกิดขึ้นในบางด้านในการเปลี่ยนแปลงระยะสั้นของการเดินเรือและท่าเรือ คือ ถึงแม้ระดับของผลกระทบจะเท่ากัน แต่มีความแตกต่างกันอย่างมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในขณะที่ผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวที่เกิดขึ้นของการเดินเรือและท่าเรือจากการสำรวจไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
การปรับปรุงกระบวนการจัดการคำสั่งซื้อแบบโครงการ, อัจฉราพร นาคจู
การปรับปรุงกระบวนการจัดการคำสั่งซื้อแบบโครงการ, อัจฉราพร นาคจู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ของงานวิจัยฉบับนี้คือ ปรับปรุงกระบวนการจัดการคำสั่งซื้อแบบโครงการภายในประเทศของบริษัทกรณีศึกษาเป็นบริษัทค้าปลีก จำหน่ายสินค้าและบริการที่เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย โดยการประยุกต์ใช้แนวทางดำเนินงานวิจัยด้วยหลักซิกซ์ ซิกม่า (Six Sigma) ตามกระบวนการ Define – Measure – Analysis- Improve - Control เริ่มจากการศึกษาแผนภูมิองค์กรของหน่วยงานที่ดูแลคำสั่งซื้อแบบโครงการ แผนผังการไหลของกระบวนการ สอบถามพนักงานที่ปฏิบัติงานหน้างานจริง มุ่งเน้นหาสาเหตุของปัญหาการจัดส่งแบบ Late Full ทั้งหมด 6,044 คำสั่งซื้อ (36%) พบสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา 6 สาเหตุ และเสนอให้มีการปรับปรุงกระบวนการและการควบคุมแยกเป็นภายในองค์กรและคู่ค้า ภายในองค์กรมีการปรับปรุงการไหลเวียนของข้อมูล การกระจายข้อมูลไปยังผู้เกี่ยวข้องในการปฏิบัติงานได้อย่างทั่วถึง การลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าข้ามสาขาโดยการใช้รถเที่ยวเปล่า สามารถลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งได้ 51-73% การปรับกระบวนการ S&OP เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน วางแผนอย่างน้อย 12 เดือนยาวพอที่จะครอบคลุมระยะเวลาในการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ส่วนคู่ค้าจะต้องให้ความสำคัญกับการเข้ามาใช้ระบบ VRM ของบริษัท เพื่อเข้าถึงข้อมูลต่างๆได้ และยอมรับผลการประเมิน เพื่อกำหนดกรอบการทำงานและออกแบบกระบวนการทำงานที่เหมาะสมต่อไป
การปรับปรุงระบบควบคุมสินค้าคงคลังร้านค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง, กันตินันท์ ทวีกิจนะวันชัย
การปรับปรุงระบบควบคุมสินค้าคงคลังร้านค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง, กันตินันท์ ทวีกิจนะวันชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องการปรับปรุงระบบควบคุมสินค้าคงคลังร้านค้าปลีกวัสดุก่อสร้างนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการสินค้าคงคลังของบริษัทกรณีศึกษา โดยการลดขั้นตอนการดำเนินงานภายในองค์กรและเพิ่มความถูกต้องของข้อมูล ซึ่งทำการศึกษาการจัดเก็บเอกสาร ข้อมูลการปฏิบัติงานจากการสัมภาษณ์และข้อมูลจากการสังเกตการณ์ระบบการควบคุมสินค้าคงคลังของบริษัทกรณีศึกษา จากนั้นได้ทำการวิเคราะห์ปัญหาของการจัดการระบบควบคุมสินค้าคงคลังที่เกิดขึ้น โดยใช้ทฤษฎีแผนภูมิการไหลของการดำเนินงานในการพิจารณาขั้นตอนการดำเนินงานที่ซ้ำซ้อน และใช้แผนผังสาเหตุและผล (Cause and Effect Diagram) ในการอธิบายปัญหาของการทำงานในปัจจุบันของบริษัทกรณีศึกษา และทำการหาแนวทางในการแก้ไขโดยการพัฒนาโปรแกรมควบคุมสินค้าคงคลังด้วยโปรแกรม Microsoft Access เพื่อสร้างระบบฐานข้อมูลและเพื่อควบคุมการปฏิบัติงานการควบคุมสินค้าคงคลังให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น จากผลการศึกษาขั้นตอนการดำเนินงานของบริษัทกรณีศึกษา พบว่า ระบบควบคุมสินค้าคงคลังที่พัฒนาขึ้นนั้นสามารถลดขั้นตอนในการดำเนินงานรวมทั้งหมดจาก 20 ขั้นตอน เหลือ 15 ขั้นตอน ซึ่งจะลดในขั้นตอนของการตรวจนับสินค้าคงคลังโดยวิธีตรวจนับด้วยระดับสายตามาใช้วิธีในการใช้ระบบสารสนเทศเข้ามาแทนการบันทึกข้อมูลสินค้าคงคลังด้วยวิธีการจดบันทึกลงกระดาษหรือสมุดและมีการเพิ่มขั้นตอนการตรวจนับสินค้าเพื่อให้ข้อมูลสินค้าคงคลังมีความถูกต้อง ง่ายต่อการตรวจสอบจำนวนสินค้าคงคลังให้ตรงกับในระบบ
การพยากรณ์ของผลิตภัณฑ์ยาในกลุ่มผลิตภัณฑ์ยาปฐมภูมิที่จำหน่ายในโรงพยาบาล และร้านขายยาทั่วไป, ศศิธร เปรมปราชญ์ชยันต์
การพยากรณ์ของผลิตภัณฑ์ยาในกลุ่มผลิตภัณฑ์ยาปฐมภูมิที่จำหน่ายในโรงพยาบาล และร้านขายยาทั่วไป, ศศิธร เปรมปราชญ์ชยันต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพยากรณ์ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของการทำงานที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางการแข่งขัน การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบการพยากรณ์แบบอนุกรมเวลาทั้ง 7 รูปแบบ ได้แก่ เทคนิคการพยากรณ์แบบเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average Forecasting) แบบ 3 เดือน และ 4 เดือน, เทคนิคการพยากรณ์เอ็กซ์โปเนนเชียลแบบปรับเรียบ (Exponential Smoothing Forecast) 4 วิธี Holt’s Two-Parameter Linear Exponential Smoothing, Brown’s Double exponential smoothing, Winter’s Three-Parameter Trend and Seasonality Method (Additive), Winter’s Three-Parameter Trend and Seasonality Method (Multiplicative) และการวิเคราะห์แบบแยกตัวประกอบ (Decomposition Method) เพื่อให้ได้รูปแบบที่มีความเหมาะสมกับแต่ละผลิตภัณฑ์ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ยาปฐมภูมิที่จำหน่ายในโรงพยาบาล และร้านขายยาทั่วไป (Primary Care and OTC) ที่มีความคลาดเคลื่อนจากการพยากรณ์สูงที่สุดจากการศึกษาข้อมูลการสั่งสินค้าสำเร็จรูป (Finish Good) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 จนถึงพ.ศ. 2563 จากนั้นทำการวัดผลจากค่าร้อยละความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยสัมบูรณ์ (Mean Absolute Percent Error: MAPE) ผลการศึกษาพบว่า รูปการพยากรณ์แบบการแยกตัวประกอบเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผลิตภัณฑ์ L5 ให้ค่า MAPE อยู่ที่ 84.19%, รูปการพยากรณ์แบบเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ 4 เดือน เป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผลิตภัณฑ์ M1 ให้ค่า MAPE อยู่ที่ 63.89% และรูปการพยากรณ์ Brown’s Double exponential smoothing เป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผลิตภัณฑ์ M2 ให้ค่า MAPE อยู่ที่ 32.90% ส่งผลให้ปริมาณการใช้ pallet ที่เกิดจากการพยากรณ์คลาดเคลื่อนจาก 18 pallets, 23 …
การพยากรณ์ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยอดขายต่ำ, ลลิตภัทร จรัสเกิดสกุล
การพยากรณ์ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยอดขายต่ำ, ลลิตภัทร จรัสเกิดสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดวิธีการที่เหมาะสมในการคาดการณ์ผลิตภัณฑ์ที่เคลื่อนไหวช้าของ บริษัทกรณีศึกษา ที่ซื้อขายผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์แบบซื้อมาขายไป การศึกษามุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ 5 ชนิดซึ่งมียอดขายอย่างน้อย 80% ของยอดขายทั้งหมด งานวิจัยเล่มนี้จึงได้รวบรวมข้อมูลการขายรายเดือนซึ่งครอบคลุมปี พ.ศ. 2558 - พ.ศ. 2562 ข้อมูลที่มีจะแบ่งออกเป็น 2 ชุด ข้อมูลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 - พ.ศ. 2561 สำหรับการตั้งค่าโมเดลและข้อมูลปี พ.ศ. 2562 สำหรับการทดสอบโมเดลที่สร้างขึ้น ในการศึกษานี้ได้ใช้เทคนิคการพยากรณ์สามแบบในการพิจารณา ได้แก่ Simple Exponential Smoothing, Croston method และ Teunter, Syntetos และ Babai method การศึกษาเริ่มต้นด้วยการกำหนดพารามิเตอร์แบบจำลองของวิธีการพยากรณ์ทั้งสามวิธีโดยพิจารณาจากข้อมูลปี พ.ศ. 2558 - พ.ศ. 2561 จากพารามิเตอร์ที่ได้รับจากนั้นจะใช้ทั้งหมดในการคาดการณ์ความต้องการสำหรับปี พ.ศ. 2562 วิธีการพยากรณ์ที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละผลิตภัณฑ์จะถูกเลือกโดยการพิจารณา ค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนสัมบูรณ์ (MAD) ชนิดอุปสงค์ของแต่ละผลิตภัณฑ์แบ่งออกเป็น Erratic หรือ Lumpy ตามค่าเฉลี่ยของช่วงเวลาระหว่างอุปสงค์ และ ค่าสัมประสิทธิ์ความแปรปรวนของอุปสงค์ จากการศึกษาพบว่าวิธีการพยากรณ์ที่เลือกนั้นตรงกับประเภทของอุปสงค์ตามที่แนะนำในทางทฤษฎี ผลการศึกษาพบว่าจากการพยากรณ์ทั้ง 3 วิธีดังกล่าวข้างต้นวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับ SC40 คือ Simple Exponential Smoothing, RCA6 และ SC44 คือ Croston (Croston's Method), 2RCA และ HDMI คือวิธี Teunter, Syntetos และ Babai (TSB) ซึ่งสอดคล้องกับประเภทความต้องการในโมเดลข้อมูลการทดสอบ
การลดความสูญเสียในโซ่อุปทานของการส่งออกชิ้นส่วนประกอบรถยนต์, วิศรุตา พูนพิพัฒน์กุล
การลดความสูญเสียในโซ่อุปทานของการส่งออกชิ้นส่วนประกอบรถยนต์, วิศรุตา พูนพิพัฒน์กุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานของ บริษัทกรณีศึกษา ส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ เพื่อลดปัญหาการส่งมอบสินค้าที่ไม่ตรงความต้องการของลูกค้า การศึกษานี้ได้ปรุะยุกต์ใช้แนวคิด ลีน ซิกซ์ ซิกมา (Lean Six Sigma) และดำเนินการผ่านกระบวนการที่เรียกว่า DMAIC (Define-Measure-Analysis-Improve-Control) จากข้อมูลข้อร้องเรียนปัญหาคุณภาพสินค้าศึกษาพบว่าอาการสำคัญของปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ปัญหาทันที คือ ปัญหาสินค้าจัดส่งไม่ครบ หรือเกินจำนวน ซึ่งจะอาจเกี่ยวข้องกับกระบวนการในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่ผู้จัดหาวัตถุดิบไปยังลูกค้า แต่เนื่องจากข้อจำกัด ในการรวบรวมข้อมูลภาคสนามเนื่องจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ขอบเขตของการศึกษาจำกัดเฉพาะขั้นตอนการทำงานในคลังสินค้า กาวิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริงจะระบุสาเหตุหลักดังต่อไปนี้ 1) ภาระงานไม่เพียงพอ 2) การฝึกอบรมที่ไม่ดี 3) อุปกรณ์ชั่งน้ำหนักที่ไม่ดี และการเสนอแนวทางปรับปรุงพนักงาน ได้แก่ 1) การปรับสมดุลกำลังคนและการใช้งานล่วงเวลา 2) โปรแกรมการฝึกอบรมใหม่ 3) พัฒนาการควบคุมภาพเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่สถานีชั่งน้ำหนักและปรับปรุงอุปกรณ์น้ำหนัก คาดว่าการดำเนินการแก้ไขที่เสนอจะนำไปสู่การลดต้นทุนพนักงานชั่วคราว 11% และปัญหาการจัดส่งลดลง 75%
การลดเวลาการให้บริการกรณีศึกษาร้านอาหารญี่ปุ่น Xxx, ณัฐชัย ศิริแสงชัยกุล
การลดเวลาการให้บริการกรณีศึกษาร้านอาหารญี่ปุ่น Xxx, ณัฐชัย ศิริแสงชัยกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่งได้ดำเนินธุรกิจเป็นเวลากว่า 5 ปี มีรูปแบบการขายอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ ทางร้านพบว่ายังมีลูกค้าบางส่วนที่ไม่ประทับใจในการให้บริการของทางร้านเนื่องจากลูกค้าได้รับอาหารนาน ที่ทางร้านจะได้รับเป็นข้อเสนอตามเว็บไซต์ และแอพพลิเคชั่นในการสังคมออนไลน์ จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่าสาเหตุหลักที่ทำให้กระบวนการออกอาหารช้า คือ การทำอาหารใช้เวลานาน และตารางพนักงานที่ไม่เหมาะสม ผู้ศึกษาจึงเสนอวิธีแก้ปัญหาดัง 2 วิธี คือ 1. ลดความจุต่อจานของอาหารประเภทซูชิและซาชิมิ และ 2.จัดตารางพนักงานใหม่ โดยคาดหวังในสามารถลดเวลาในการให้บริการเฉลี่ยได้ 1 นาที และรักษาระดับอรรถประโยชน์ของพนักงานไว้ที่ไม่เกิน 70 % ในช่วงเวลา 11:00-16:00 น. ของวันเสาร์และอาทิตย์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ลูกค้ามากที่สุดของทางร้าน ผู้ศึกษาได้ใช้แบบจำลองสถานการณ์ผ่านโปรแกรม Arena โดยใช้ข้อมูลปฐมภูมิและทุติยภูมิที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2563 ถึง พ.ศ. 2564 พบว่า วิธีที่ 2 หรือวิธีการจัดตารางพนักงานใหม่โดยพิจารณาข้อมูลจำนวนลูกค้าเข้าในแต่ละช่วงเวลาที่เกิดขึ้นในอดีต และจัดตารางพนักงานให้สอดคล้องลูกค้าที่เข้ามาเป็นวิธีที่ได้ผลในการลดเวลาในการให้บริการเฉลี่ยโดยสามารถลดได้ถึง 3.15 นาที ดีกว่าเป้าหมายที่วางไว้ ในขณะที่การลดความจุต่อจานของอาหารประเภทซูชิและซาชิมิสามารถลดได้เวลาในการให้บริการเฉลี่ยได้ 0.935 นาทีซึ่งไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ อย่างไรก็ดีทั้ง 2 วิธีสามารถรักษาระดับอรรถประโยชน์พนักงานไว้ที่ 70%
การวิเคราะห์การจัดเส้นทางการให้บริการหลังการขายด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ : กรณีศึกษา บริษัท Xyz, ธมนวรรณ พูลพุฒ
การวิเคราะห์การจัดเส้นทางการให้บริการหลังการขายด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ : กรณีศึกษา บริษัท Xyz, ธมนวรรณ พูลพุฒ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันการแข่งขันในธุรกิจบอร์ดแบนด์อินเทอร์เน็ต การได้กำไรในด้านการบริการหลังการขาย คือการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานหรือการลดระยะการเดินทางการให้บริการของช่างที่ไปบ้านลูกค้ากรณีมีเหตุแจ้งเสีย งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การจัดเส้นทางบริการหลังการขาย เพื่อยกระดับการดำเนินงานในปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นประหยัดต้นทุนด้านการบริการหลังการขาย คือลดระยะเส้นทางการดำเนินงานให้น้อยลง โดยพิจารณาจากตำแหน่งลูกค้าที่ต้องให้บริการ เวลาที่ลูกค้านัดหมาย และระยะทางในการเดินทางของช่าง โดยนำระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์มาประยุกต์ในการจำลองเส้นทางการทำงานแบบเดิม โดยให้วิเคราะห์แบบคงลำดับการทำงานแบบเดิม (ฟังก์ชัน Route) และวิเคราะห์เส้นทางการทำงานแบบใหม่ที่เหมาะสม โดยให้จัดลำดับลูกค้าใหม่ได้ (ฟังก์ชัน Vehicle Routing Problem หรือ VRP) ผลการวิจัยพบว่า สามารถลดจำนวนเส้นทางการให้บริการของช่างได้ถึง 15 เส้นทาง คิดเป็นลดลงร้อยละ 6.12 สามารถลดระยะการทำงานได้ถึง 1,730.83 กิโลเมตร คิดเป็นลดลงร้อยละ 20.59 แต่ในส่วนของการตรงต่อเวลานัดหมายลดลงจากเดิม 3.31% ซึ่งเป็นการล่าช้าในเวลาไม่เกิน 10 นาที
การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของการลงทุนคลังสินค้าอัตโนมัติ, พิชามญชุ์ พัฒนจิรานันท์
การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของการลงทุนคลังสินค้าอัตโนมัติ, พิชามญชุ์ พัฒนจิรานันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบระบบคลังสินค้าแบบเดิมซึ่งใช้แรงงานคนเป็นหลักและออกแบบระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ รวมทั้งทำการเปรียบเทียบระบบคลังสินค้าทั้ง 2 แบบเพื่อประเมินความเป็นไปได้ของการลงทุนในระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ การศึกษามุ่งเน้นไปที่ความต้องการคลังสินค้าของบริษัทค้าปลีกอุปกรณ์กีฬา โดยมีขั้นตอนการออกแบบคลังสินค้าทั้งหมด 10 ขั้นตอน คือ 1. กำหนดวัตถุประสงค์ 2. เก็บรวมรวมข้อมูล 3. พิจารณาความเป็นไปได้ของ Unit Loads 4. กำหนดขั้นตอนการปฏิบัติงานและวิธีการ 5. พิจารณาอุปกรณ์ที่เป็นไปได้ทั้งประเภทและลักษณะการใช้งาน 6. เตรียมผังคลังสินค้าที่เป็นไปได้ 7. คำนวณจำนวนเครื่องจักรอุปกรณ์และจำนวนพนักงาน 8. ทำการประเมินความเป็นไปได้ และ 9. ทำการเปรียบเทียบเพื่อประเมินความเป็นไปได้ของการลงทุน ผลการดำเนินการวิจัยพบว่าคลังสินค้าซึ่งใช้แรงงานคนเป็นหลักใช้พื้นที่คลังสินค้ามากกว่าคลังสินค้าอัตโนมัติอยู่ที่ 42% ทั้งยังใช้จำนวนรถยกและพนักงานที่ต้องการต่อ 1 กะในอัตราที่มากกว่า 4 เท่าของคลังสินค้าอัตโนมัติ แต่คลังสินค้าซึ่งใช้แรงงานคนเป็นหลักนั้นลงทุนเครื่องจักรอุปกรณ์น้อยกว่า โดยเมื่อทำการเปรียบเทียบระหว่างค่าจ้างพนักงาน ค่าอุปกรณ์เครื่องจักร ค่าเช่าที่ดิน และค่าก่อสร้างอาคารคลังสินค้า จะเห็นได้ว่าการลงทุนในคลังสินค้าอัตโนมัติมีความคุ้มค่ามากกว่าในการลงทุนของคลังสินค้าซึ่งใช้แรงงานคนเป็นหลักถึง 29.59% และจากการวิเคราะห์ความไวของโครงการเพื่อพิจารณาและคำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในกรณีที่ต้นทุนคลังสินค้ามีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างพนักงาน หรือค่าเครื่องจักรอุปกรณ์ที่มีต้นทุนเปลี่ยนไปนั้นจะเห็นได้ว่าการลงทุนในคลังสินค้าอัตโนมัติมีความคุ้มค่ากว่าไม่ว่าต้นทุนคลังสินค้าจะเปลี่ยนแปลงก็ตาม
การวิเคราะห์ตำแหน่งวินรถจักรยานยนต์รับจ้างเป้าหมายเพื่อการให้บริการที่ครอบคลุมด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ : บริษัทกรณีศึกษา Xyz, ยุพเรศรัตน์ สุทธิวรรณ
การวิเคราะห์ตำแหน่งวินรถจักรยานยนต์รับจ้างเป้าหมายเพื่อการให้บริการที่ครอบคลุมด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ : บริษัทกรณีศึกษา Xyz, ยุพเรศรัตน์ สุทธิวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากแนวคิดเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) ทำให้เกิดธุรกิจบริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน (Ride-Hailing) ซึ่งวินจักรยานยนต์รับจ้างเป็นรูปแบบขนส่งที่นิยมในการเดินทางสั้น ๆ เชื่อมต่อไปยังที่ทำงานหรือสถานีรถไฟฟ้า เนื่องจากมีความรวดเร็ว คล่องตัวสูง จากความนิยมดังกล่าว ทำให้บริษัทกรณีศึกษาสนใจเข้าร่วมธุรกิจการให้บริการยานพาหนะผ่านทางแอปพลิเคชัน หรือ(Ride-Hailing) แต่ปัญหาเกิดจากทางบริษัทต้องการผู้ที่มีใบขับขี่สาธารณะเป็นคนขับในระบบ ซึ่งได้มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านทางโซเชียลมีเดียช่องทางต่าง ๆ จากผลการสมัครที่ผ่านมาคนขับสมัครเข้ามาในระบบน้อยมาก บริษัทจึงต้องการทำกลยุทธ์เชิงรุกโดยการส่งพนักงานเพื่อหาสมาชิกในพื้นที่ที่สามารถเข้าลูกค้าได้ภายใน 5 นาที เพื่อให้การลงพื้นที่เป็นไปอย่างมีเป้าหมายช่วยลดต้นทุนด้านเวลาและค่าใช้จ่าย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการนำระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์มาวิเคราะห์เพื่อกำหนดตำแหน่งวินจักรยานยนต์รับจ้างที่จะเป็นพื้นที่เป้าหมายนอกเขตพื้นที่บริการในการลงพื้นที่เพื่อหาสมาชิกเพิ่มเติมที่จะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ภายใน 5 นาทีด้วยโปรแกรม ArcGIS Pro โดยวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลโครงข่าย (Network Analysis) ซึ่งผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตพื้นที่ศึกษา 3 เขต ได้แก่ เขตคลองเตย เขตพระโขนง เขตวัฒนา ผลการศึกษาพบว่าบริษัทกรณีศึกษาควรเพิ่มจุดวินจักรยานยนต์รับจ้างเป้าหมายทั้งหมด 4 จุด เพื่อที่จะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ภายใน 5 นาทีและครอบคลุมพื้นที่ศึกษาในเขตพระโขนง คลองเตย วัฒนา ได้ทั้งหมด โดย 4 จุดวินจักรยานยนต์เป้าหมาย ได้แก่ วินอ่อนนุช 44 หน้าโรงเรียนวชิรธรรมสาธิต วินวชิรธรรมสาธิต34 วินแฟลตกระทรวงกลาโหม วินพึ่งมี 29 มีจำนวนผู้ให้บริการทั้งหมด 128 คน สามารถเข้าถึงจุดตำแหน่งลูกค้า 819 จุด คิดเป็นร้อยละ 100
การวิเคราะห์ปัจจัยและพื้นที่ศึกษา สำหรับสร้างโรงงานผลิตท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ด้วยกระบวนการ Ahp ร่วมกับระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ Gis, ธนา ภัทรจรรยานันท์
การวิเคราะห์ปัจจัยและพื้นที่ศึกษา สำหรับสร้างโรงงานผลิตท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ด้วยกระบวนการ Ahp ร่วมกับระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ Gis, ธนา ภัทรจรรยานันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิเคราะห์หาพื้นที่เหมาะสมเพื่อเป็นที่ตั้งโรงงานผลิตท่อส่งก๊าซธรรมชาติ LNG บริเวณพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบังและนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและขนส่งสินค้า เนื่องจากตัวสินค้ามีลักษณะเฉพาะ พร้อมทั้งช่วยลดระยะเวลาในการคัดเลือกพื้นที่ซึ่งอาจกระทบต่อระยะเวลาในสัญญารับเหมาก่อสร้าง ผู้วิจัยได้ทำการรวบรวมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์และวิศวกรผู้ปฏิบัติงานจริงจำนวน 7 ท่าน ในการประเมินลำดับความสำคัญของปัจจัยหลักซึ่งแบ่งตามทฤษฎี 7R Logistics และปัจจัยรองภายในกลุ่มปัจจัยหลักเดียวกัน ด้วยกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (Analytical Hierarchy Process; AHP) จากนั้นจึงทำผลที่ได้มานำเสนอร่วมกับ ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) เพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณาเลือกพื้นที่ต่อไป ผลจากการวิเคราะห์ลำดับสำคัญของปัจจัยพบว่า กลุ่มปัจจัยหลักที่ได้รับลำดับความสำคัญของปัจจัยค่อนข้างสูง ได้แก่ ความสมบูรณ์ของสินค้า (Right Conviction) 31.74% , ความถูกต้องเหมาะสมทางภูมิศาสตร์และความพร้อมของพื้นที่ (Right Place) 28.04% และ ความถูกต้องด้านปริมาณสินค้า (Right Quantity) 20.87% ส่วนกลุ่มปัจจัยหลักที่ได้รับลำดับความสำคัญค่อนข้างน้อยได้แก่ ความถูกต้องเหมาะสมด้านต้นทุน (Right Cost) 10.66% และ ความถูกต้องในเรื่องระยะเวลา (Right Time) 8.69% ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติของพื้นที่ศึกษาพบว่าบริเวณพื้นที่นิคมอุสาหกรรมแหลมฉบังมีคุณสมบัติตรงตามกลุ่มปัจจัยที่มีลำดับความสำคัญสูง มากกว่าบริเวณพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ส่วนกลุ่มปัจจัยที่มีความสำคัญค่อนข้างน้อยทั้งสองพื้นที่มีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกันทั้งสองพื้นที่
การวิเคราะห์ผลการประเมินการดำเนินงานของบริษัทตัวแทนรับจัดการขนส่ง (Freight Forwarder) และระดับความสำคัญของปัจจัยการดำเนินงาน, ณัฐพล สว่างแจ้ง
การวิเคราะห์ผลการประเมินการดำเนินงานของบริษัทตัวแทนรับจัดการขนส่ง (Freight Forwarder) และระดับความสำคัญของปัจจัยการดำเนินงาน, ณัฐพล สว่างแจ้ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพการให้บริการของบริษัทรับจัดการขนส่ง (Freight Forwarder) ตัวอย่าง ปัจจัยการดำเนินงานที่ส่งผลต่อผลกำไรที่บริษัทตัวอย่างจะได้รับจากลูกค้า ปัจจัยการดำเนินงานที่ลูกค้ากลุ่มต่างๆ ให้ความสำคัญผ่านการวิเคราะห์แบบสอบถามการสำรวจความพึงพอใจที่บริษัทตัวอย่างเก็บข้อมูลจากลูกค้าจำนวน 6 ปีย้อนหลังด้วยเครื่องมือทางสถิติต่างๆ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) การวิเคราะห์ความถดถอย (Regression Analysis) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบจำแนกทางเดียว (One-Way ANOVA) เพื่อนำมาสรุปถึงแนวทางการปรับปรุงการดำเนินงานของบริษัทตัวอย่างผ่านการใช้เมทริกซ์การปรับปรุงการบริการ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลกำไรที่บริษัทตัวอย่างจะได้รับจากลูกค้า คือ ความสุภาพและความเต็มใจในการให้บริการของบริการลูกค้าสัมพันธ์ และปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อกำไรในลูกค้ากลุ่มต่างๆ ได้แก่ ความรวดเร็วในการให้บริการของพนักงานขาย ความถูกต้องรวดเร็วในการจัดทำใบขนของการบริการดำเนินพิธีการศุลกากร ข่าวสารการตลาดที่ส่งทางอีเมล์ และความสุภาพในการให้บริการของบริการงานเอกสารในลูกค้าที่มีความสำคัญสูง ความสุภาพอ่อนน้อมในการเจรจาติดตามหนี้ในลูกค้าที่มีความสำคัญปานกลาง ความถูกต้องและรวดเร็วในการรับบรรจุสินค้าแบบ LCL และความสุภาพเต็มใจในการให้บริการของบริการลูกค้าสัมพันธ์ในลูกค้าที่มีความสำคัญต่ำ และผลการวิจัยพบว่าลูกค้าที่มีความสำคัญสูงให้ความสำคัญกับพนักงานขาย บริการลูกค้าสัมพันธ์ กิจกรรมทางการตลาด และการจัดการข้อร้องเรียนมากกว่าลูกค้ากลุ่มอื่นๆ ในขณะที่ลูกค้าที่มีความสำคัญต่ำให้ความสำคัญกับความถูกต้องและรวดเร็วในการออกเอกสาร และความสามารถ รวมทั้งช่วยแก้ไขปัญหาของบริการดำเนินพิธีการศุลกากรมากกว่าลูกค้ากลุ่มอื่นๆ
การวิเคราะห์เพื่อกำหนดจำนวนรถของบริษัท ภายใต้ความต้องการขนส่งที่ไม่แน่นอน : กรณีศึกษาบริษัทขนส่ง Abc, แก้วกานต์ กล่อมหาดยาย
การวิเคราะห์เพื่อกำหนดจำนวนรถของบริษัท ภายใต้ความต้องการขนส่งที่ไม่แน่นอน : กรณีศึกษาบริษัทขนส่ง Abc, แก้วกานต์ กล่อมหาดยาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดจำนวนรถขนส่งของบริษัทที่เหมาะสม ภายใต้ความต้องการขนส่งที่ไม่แน่นอน ซึ่งใช้ข้อมูลของบริษัทกรณีศึกษา ABC ในแผนกการขนส่งแบบกระจายสินค้าทั่วประเทศ (Nationwide Distribution Transport) โดยมุ่งเน้นศึกษาเฉพาะการขนส่งสินค้าที่ครอบคลุมพื้นที่ศูนย์กระจายสินค้าจังหวัดขอนแก่นที่มีการขนส่งด้วยรถที่เป็นของบริษัท (Own fleet) และบริษัทขนส่งภายนอก(Outsource) โดยในงานวิจัยนี้ได้ใช้การจำลองสถานการณ์ที่สามารถแบ่งการจำลองสถานการณ์ออกเป็น 4 ส่วน คือ 1) การสร้างแบบจำลองความต้องการขนส่งสินค้ารายวันโดยใช้เทคนิคมอนติคาร์โล 2) การพัฒนาสมการประมาณการจำนวนรถขนส่งสินค้าต่อวันด้วยวิธีการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression) ที่มีตัวแปรสำคัญทั้งหมด 3 ตัวแปรได้แก่ จำนวนสินค้าที่ต้องการขนส่งต่อวัน จำนวนลูกค้าที่ขนส่งต่อวัน ระยะทางระหว่างลูกค้าทั้งหมดในหนึ่งวัน 3) การประมาณการต้นทุนรวมด้านการขนส่ง และ 4) การกำหนดจำนวนรถขนส่งของบริษัทที่เหมาะสม ซึ่งผลการวิจัยสามารถสรุปได้ว่าจำนวนรถขนส่งของบริษัทที่เหมาะสมสำหรับแผนกการขนส่งแบบกระจายสินค้าทั่วประเทศ เท่ากับ 7 คันที่ทำให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าเฉลี่ยต่อปีต่ำที่สุด
การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพการให้บริการด้านเอกสารระหว่างระบบดั้งเดิมกับระบบอิเล็กทรอนิกส์, ฉัฐสรัช หอวรางกูร
การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพการให้บริการด้านเอกสารระหว่างระบบดั้งเดิมกับระบบอิเล็กทรอนิกส์, ฉัฐสรัช หอวรางกูร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพการให้บริการด้านเอกสารระหว่างระบบดั้งเดิมกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัทโลจิสติกส์แห่งหนึ่งในเขตกรุงเทพมหานครโดยทำการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุน ระยะเวลา และความผิดพลาดในการให้บริการด้านเอกสารของระบบดั้งเดิมเปรียบเทียบกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ จากการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า การให้บริการด้านเอกสารของระบบอิเล็กทรอนิกส์ สามารถลดต้นทุนในการให้บริการด้านเอกสารได้ คิดเป็นร้อยละ 4.02 และสามารถลดระยะเวลาในการให้บริการด้านเอกสารได้ คิดเป็นร้อยละ 42.55 ส่วนในการวิเคราะห์ความผิดพลาด พบว่า ระบบอิเล็กทรอนิกส์สามารถลดจำนวนความผิดพลาดในการให้บริการด้านเอกสารได้ คิดเป็นร้อยละ 54.19 ลดระยะเวลาในการแก้ไขความผิดพลาดได้ คิดเป็นร้อยละ 79.37 ลดต้นทุนความสูญเปล่าได้ คิดเป็นร้อยละ 83.95 และลดระยะเวลาความสูญเปล่าได้ คิดเป็นร้อยละ 84.52 ซึ่งจากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาประยุกต์ใช้ในการจัดการด้านเอกสารของบริษัทโลจิสติกส์ สามารถช่วยลดต้นทุน ระยะเวลา และความผิดพลาดในการให้บริการด้านเอกสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามในการวัดประสิทธิภาพในการจัดการ ควรมีการจัดตั้งการชี้วัดประสิทธิภาพในการดำเนินงานอย่างถ่องแท้ รวมถึงกระบวนการประเมิน และวิเคราะห์ทั้งปัจจัยภายในและภายนอกองค์กร เพื่อเป็นประโยชน์ในการประเมินประสิทธิภาพในการดำเนินการทั้งการดำเนินการด้านเอกสารและด้านอื่นๆต่อไป
การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสินค้าคงคลัง กรณีศึกษา บริษัท Abc, ชาธินี ศรีงาม
การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสินค้าคงคลัง กรณีศึกษา บริษัท Abc, ชาธินี ศรีงาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและปรับปรุงรูปแบบการสั่งซื้อสินค้าในปริมาณที่เหมาะสม โดยนำเทคนิคการพยากรณ์เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล และเพื่อช่วยลดต้นทุนสินค้าที่เกิดจากการบริหารสินค้าคงคลัง จากการศึกษาพบว่าบรืษัทกรณีศึกษายังไม่มีระบบจัดการสินค้าคงคลังที่เหมาะสม และไม่มีมาตราการกำหนดปริมาณการสั่งซื้อสินค้าที่เหมาะสม ปัจจุบันอาศัยเพียงประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวในการกำหนด ทำให้บริษัทประสบปัญหาปริมาณสินค้าคงคลังมากเกินความต้องการ (Over Stock) ส่งผลให้มีต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าที่สูง ผู้วิจัยรวบรวมและนำข้อมูลยอดขายสินค้า ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2561 - เดือนธันวาคม พ.ศ. 2563 มาวิเคราะห์หาระดับความสำคัญของสินค้าแต่ละชนิดโดยใช้วิธีการแบ่งกลุ่มสินค้าแบบ ABC Classification พบว่า กลุ่ม A มีสินค้าจำนวน 7 รายการ มูลค่ารวมคิดเป็น 73.11 % ของยอดขายสินค้าทั้งหมด มูลค่าเท่ากับ 19,613,390.00 บาท จากนั้นเลือกใช้วิธีการพยากรณ์ด้วยเทคนิคอนุกรมเวลา (Time Series Forecasting) แบบมีฤดูกาลจำนวน 3 วิธี ซึ่งประกอบด้วย การพยากรณ์ข้อมูลที่มีอิทธิพลของฤดูกาลเพียงอย่างเดียว (Simple Seasonal Exponential Smoothing method), การพยากรณ์ข้อมูลที่มีอิทธิพลของฤดูกาลและแนวโน้มเชิงบวก (Holt-Winters’ Additive Seasonal Smoothing Method) และการพยากรณ์ข้อมูลที่มีอิทธิพลของฤดูกาลและแนวโน้มเชิงคูณ (Holt-Winters' Multiplication Seasonal Smoothing Method) มาวิเคราะห์และพยากรณ์ความต้องการสินค้าในอนาคต หลังจากนั้น คำนวณหาปริมาณการสั่งซื้ออย่างประหยัด (EOQ) จุดสั่งซื้อใหม่ (ROP) และต้นทุนรวมสินค้าคงคลังที่ต่ำที่สุด ผลการวิจัยพบว่า การสั่งซื้อรูปแบบที่นำเสนอสามารถช่วยลดต้นทุนรวมสินค้าคงคลังของบริษัทกรณีศึกษา ได้เท่ากับ 1,220,824.64 บาท หรือเท่ากับ 44% เมื่อเทียบกับนโยบายปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่าการสั่งซื้อในรูปแบบใหม่ที่นำเสนอช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนสินค้าของบริษัทกรณีศึกษาได้ดียิ่งขึ้น
การเลือกตำแหน่งที่ตั้งโรงงานและคลังสินค้าแห่งใหม่ ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล: กรณีศึกษา บริษัทแสตมป์ปิ้งฟอยล์, วิภาวี จันทร์แก้ว
การเลือกตำแหน่งที่ตั้งโรงงานและคลังสินค้าแห่งใหม่ ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล: กรณีศึกษา บริษัทแสตมป์ปิ้งฟอยล์, วิภาวี จันทร์แก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บริษัทกรณีศึกษามีโรงงานสำหรับแปรรูปสินค้าและคลังสินค้าตั้งอยู่ในพื้นที่เขตคลองเตย กรุงเทพฯ มีแนวคิดที่จะลงทุนซื้อเครื่องจักรเพิ่มและขยายธุรกิจเพื่อรองรับยอดขายในอนาคต จึงจำเป็นต้องหาพื้นที่ที่สามารถจัดตั้งโรงงานได้ตามกฎหมาย งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ที่จะวิเคราะห์หาพื้นที่ที่เหมาะสมสร้างโรงงานและคลังสินค้าแห่งใหม่ ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลของบริษัทกรณีศึกษา โดยมุ่งเน้นถึงประสิทธิภาพด้านระยะทางการขนส่งเป็นหลัก งานวิจัยนี้จึงพิจารณาระยะทางจากสนามบินหรือท่าเรือสำหรับการนำเข้าสินค้า และระยะทางในการขนส่งสินค้าไปยังลูกค้าให้น้อยที่สุด ในการดำเนินงานวิจัย ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ในการหาพื้นที่ที่เหมาะสม โดยใช้เทคนิคการซ้อนทับ (Overlay Function) เพื่อหาพื้นที่จำนวนหนึ่งตามเกณฑ์ที่กำหนด ร่วมกับเทคนิควิเคราะห์เมทริกซ์ต้นทุนระหว่างต้นทางและปลายทาง (Origin-Destination Cost Matrix) เพื่อคำนวณระยะทางถ่วงน้ำหนักของแต่ละเส้นทาง และใช้เทคนิคกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ ในการหาค่าน้ำหนักของแต่ละปัจจัย เพื่อนำไปกำหนดระดับความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ พบว่าโดยเฉลี่ยแล้วผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญให้ค่าน้ำหนักของปัจจัยที่สำคัญมากที่สุดคือ ปัจจัยด้านราคาที่ดิน รองลงมาคือ ปัจจัยด้านพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก ปัจจัยด้านระบบสาธารณูปโภค และปัจจัยด้านระยะห่างจากถนนสายหลัก เป็นลำดับสุดท้าย ผลการศึกษาพบว่าพื้นที่ที่มีความเหมาะสมสำหรับสร้างโรงงานและคลังสินค้าแห่งใหม่มากที่สุด คือ พื้นที่บริเวณแขวงลำปลาทิว เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร