Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Accounting (39911)
- Social and Behavioral Sciences (31741)
- Education (22863)
- Business Administration, Management, and Operations (19000)
- Taxation (17224)
-
- Marketing (16545)
- Higher Education (14946)
- Arts and Humanities (14486)
- Economics (9741)
- Finance and Financial Management (9380)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (8964)
- Medicine and Health Sciences (6894)
- Human Resources Management (6069)
- Physical Sciences and Mathematics (6061)
- Business and Corporate Communications (5991)
- History (5972)
- Law (5971)
- Organizational Behavior and Theory (5598)
- Communication (5306)
- Tourism and Travel (4886)
- Technology and Innovation (4786)
- Sports Management (4462)
- Entrepreneurial and Small Business Operations (4447)
- Engineering (4345)
- Management Information Systems (4291)
- Sociology (4026)
- Operations and Supply Chain Management (3940)
- Life Sciences (3835)
- Hospitality Administration and Management (3638)
- Institution
-
- University of Mississippi (33956)
- Singapore Management University (6934)
- East Tennessee State University (6612)
- Morehead State University (4786)
- Western Kentucky University (4437)
-
- Walden University (3035)
- Technological University Dublin (2941)
- Lindenwood University (2776)
- American Dental Association (2429)
- University of Nebraska - Lincoln (2286)
- Georgia Southern University (2208)
- Nova Southeastern University (1961)
- Brigham Young University (1947)
- University of North Florida (1835)
- Kennesaw State University (1815)
- University of Central Florida (1711)
- University of Nevada, Las Vegas (1623)
- California State University, San Bernardino (1540)
- Edith Cowan University (1309)
- Utah State University (1261)
- University of Arkansas, Fayetteville (1252)
- Case Western Reserve University (1238)
- Old Dominion University (1218)
- Universitas Indonesia (1215)
- Air Force Institute of Technology (1164)
- University of South Florida (1102)
- Grand Valley State University (999)
- University for Business and Technology in Kosovo (990)
- Eastern Illinois University (918)
- Marquette University (885)
- Keyword
-
- Kentucky (2317)
- Press release (2253)
- Industry (2192)
- Lindenwood University (2047)
- Infrastructure (1992)
-
- Leadership (1807)
- Marketing (1708)
- Etc (1698)
- Business (1664)
- Health Insurance (1551)
- Florida Blue Archives (1524)
- Management (1410)
- Blue Cross of Florida, Inc. -- Archives (1349)
- Western Kentucky University (1345)
- Economic Development (1248)
- Finance (1241)
- Blue Shield of Florida, Inc.-- Archives (1207)
- Health insurance -- Florida -- Jacksonville -- History -- 20th century -- Archives (1203)
- Hospitalization insurance -- Florida -- Jacksonville -- History -- 20th century -- Archives (1203)
- BlueCross and BlueShield of Florida, Inc. -- Archives (1202)
- Health maintenance organizations -- Florida -- History -- 20th century -- Archives (1202)
- Questions (1201)
- Florida Medical Service Corporation -- Archives (1193)
- Health insurance -- Florida -- Jacksonville -- History -- 21st century -- Archives (1187)
- Health maintenance organizations -- Florida -- History -- 21st century -- Archives (1186)
- Hospitalization insurance -- Florida -- Jacksonville -- History -- 21st century -- Archives (1186)
- Florida Hospital Service Corporation -- Archives (1184)
- Medical care -- Florida -- Jacksonville -- Cost control -- History -- 20th century -- Archives (1161)
- Accounting -- Examinations (1131)
- American Institute of Certified Public Accountants (1096)
- Publication Year
- Publication
-
- Journal of Accountancy (6616)
- ETSU News (6154)
- Newsletters (4315)
- Research Collection Lee Kong Chian School Of Business (3153)
- Association Sections, Divisions, Boards, Teams (2869)
-
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (2856)
- Theses and Dissertations (2719)
- Guides, Handbooks and Manuals (2591)
- Woman C.P.A. (2397)
- Archived Lindenwood Press Releases (2056)
- Tax Adviser (2054)
- Faculty Publications (1810)
- Haskins and Sells Publications (1783)
- Faculty Senate Records (1626)
- Florida Blue Archives Printed Materials (1544)
- Industry Guides (AAGs), Risk Alerts, and Checklists (1455)
- WKU Administration Documents (1360)
- Exposure Drafts, Comment Letters, and Statements of Position (1069)
- NSU Athletics Press Releases (959)
- Accounting Historians Notebook (950)
- Honors Theses (926)
- Touche Ross Publications (912)
- Accounting Historians Journal (892)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (839)
- On Sport and Society (805)
- Research Collection School Of Accountancy (804)
- Theses (802)
- The Foundation Review (773)
- Research Collection School Of Computing and Information Systems (684)
- Dissertations (674)
- Publication Type
Articles 33301 - 33330 of 149213
Full-Text Articles in Business
นวัตปะการังเพื่อการพัฒนาและการฟื้นฟูระบบนิเวศแนวปะการัง, วรุต ศรีสุวรรณ์
นวัตปะการังเพื่อการพัฒนาและการฟื้นฟูระบบนิเวศแนวปะการัง, วรุต ศรีสุวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันปัญหาปะการังเสื่อมโทรมไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย แต่เป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรง และกระจายออกเป็นวงกว้างทั่วโลก ถ้าปล่อยให้สถานการณ์นี้เกิดขึ้นต่อไปโดยไม่ทำการแก้ไข ปะการังจะหมดไปจากท้องทะเลในระยะเวลาอันใกล้ ที่ผ่านมาหลายหน่วยงาน ได้พยายามแก้ไขฟื้นฟูแนวปะการังด้วยวิธีต่างๆ หนึ่งในวิธีที่มีการทำอย่างต่อเนื่อง คือ การนำวัสดุที่เลิกใช้ ได้แก่ มอเตอร์ไซต์ รถถัง ยางรถยนต์ ท่อพีวีซี หรือ แท่งปูนสี่เหลี่ยม ไปวางไว้เป็นปะการังเทียม กลายเป็นมลภาวะทางสายตา และอาจมีสารพิษต่อสิ่งแวดล้อมได้ จะเห็นได้ว่าการออกแบบ และวัสดุแบบเดิม จำเป็นต้องใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และทัศนภาพที่ดียิ่งขึ้น จากปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยได้เลือกใช้เทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ซีเมนต์แบบ 3 มิติ เพื่อทำให้การขึ้นรูปปะการังเทียมรูปแบบใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นนั้น ออกมาเสมือน กลมกลืนกับแนวปะการังจริงมากที่สุด และยังมีการปรับรูปร่างให้เข้ากันได้กับชนิด และแนวปะการังบริเวณใกล้เคียง ด้วยวัสดุที่ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยให้สัตว์ยอมรับ และสามารถเข้าไปอยู่อาศัยได้โดยไม่รู้สึกว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม ผลจากการศึกษา และการรวบรวมข้อมูลงานวิจัยเชิงคุณภาพผ่านกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ (New Product Development: NPD) ร่วมกับกระบวนการออกแบบของชีวจำลอง (Biomimicry Design Process) ของงานวิจัยนี้ ทำให้เกิดนวัตกรรมเพื่อเปลี่ยนแนวคิดของการอนุรักษ์ท้องทะเลของโลกให้เป็นไปอย่างสมดุล กลมกลืน และยั่งยืน ภายใต้ชื่อ "นวัตปะการัง" ที่เกิดขึ้นด้วยการรวบรวมการออกแบบที่โดดเด่นดังต่อไปนี้ (1) พื้นผิวได้รับการพ่นเคลือบผิวนอกด้วยสารประกอบไดแคลเซียมฟอสเฟส (Di-calcium Phosphate) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของอาหารตัวอ่อนปะการัง และถูกออกแบบมาให้มีพื้นผิวขรุขระ เพื่อให้เหมาะสมกับการลงเกาะของปะการังชนิดต่างๆ (2) มีช่องสำหรับปลูกปะการังจริง เพื่อเพิ่มอัตราการขยายพันธุ์ให้เร็วขึ้น (3) ผ่านการทดสอบภายใต้ระบบ Hydrodynamic Testing System ที่ SEAFDEC เพื่อดูการไหลเวียนที่เหมาะสมของกระแสน้ำในการแก้ปัญหาการจม และทรุดตัวลงในพื้นตะกอน (4) ลดแรงต้านกระแสน้ำ เพื่อป้องกันการถูกพัดพา (5) เกิดกระแสน้ำวนขนาดเล็ก เพื่อเป็นการเพิ่มเวลา และอัตราการลงเกาะของตัวอ่อนปะการัง (6) ถูกตกแต่งให้มีโครงสร้าง 3 มิติ ทำให้เกิดพื้นที่แสงและเงา ช่วยให้สัตว์เข้าไปหลบภัยได้ เป็นการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ (7) ถูกออกแบบให้ถอดประกอบ และปรับแต่งโครงสร้างได้ตามความต้องการ เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานตามวัตถุประสงค์ในแต่ละพื้นที่ และด้วยขนาดชิ้นส่วนประกอบที่มีขนาดเล็กเล็ก มีน้ำหนักเบา ทำให้สามารถยกเคลื่อนย้ายได้ง่าย ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการขนส่งทั้งทางบกและทางน้ำ รวมทั้งค่าติดตั้งต่ำกว่าปะการังเทียมรูปแบบเดิม และ (8) ถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นสถานีทดแทนปะการังธรรมชาติ (Smart Station) …
นวัตกรรมการบริการภาครัฐเพื่อพัฒนาเมืองให้มีศักยภาพในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไมซ์, จารุวรรณ สุวรรณศาสน์
นวัตกรรมการบริการภาครัฐเพื่อพัฒนาเมืองให้มีศักยภาพในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไมซ์, จารุวรรณ สุวรรณศาสน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยและบทบาทของผู้มีส่วนได้เสียที่ส่งผลต่อการพัฒนาเมืองจุดหมายปลายทางของการจัดประชุมในประเทศไทย 2) เพื่อพัฒนาต้นแบบของระบบประเมินความพร้อมของเมืองจุดหมายปลายทางของการจัดประชุมในประเทศไทย และ 3) เพื่อศึกษาการยอมรับของนวัตกรรมการบริการที่ส่งเสริมให้เกิดโมเดลการพัฒนาเมืองจุดหมายปลายทางของการจัดประชุมด้วยการพัฒนาระบบเว็บแอปพลิเคชันที่ประเมินความพร้อมของเมืองและนำเสนอแนวทางการพัฒนาเมืองตามความต้องการของผู้จัดการประชุม และศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของระบบประเมินฯ งานวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน โดยใช้แบบสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่มและแบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยที่มีความสำคัญในการพิจารณาเลือกเมืองจุดหมายปลายทางสำหรับจัดประชุมจากความต้องการของผู้จัดประชุมประเภท ต่างๆ ประกอบด้วย 6 กลุ่มปัจจัย 38 ตัวแปร ที่มีผลต่อความพร้อมในการเป็นเมืองจุดหมายปลายทางของการจัดประชุม ซึ่งผลจากการศึกษามีความสอดคล้องกับงานวิจัยในอดีตแต่มีลำดับความสำคัญที่ต่างกัน และพบตัวแปรใหม่ที่ได้จากงานวิจัยจำนวน 17 ตัวแปร งานวิจัยยังได้พัฒนาระบบประเมินความพร้อมของเมืองที่ตอบสนองความต้องการของผู้จัดงานจากเกณฑ์ทั้ง 6 ด้าน และผู้วิจัยได้ทดสอบระบบประเมินกับจังหวัดต้นแบบที่เป็นเมืองศักยภาพด้านการจัดประชุมในแต่ละภูมิภาค รวม 6 จังหวัด โดยผลการประเมินการยอมรับใช้เครื่องมือประเมินอยู่ในระดับดีมาก การนำผลการศึกษาไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ด้วยวิธีการขายลิขสิทธิ์ของระบบเพื่อเป็นเครื่องมือการบริการภาครัฐแบบฟรีเมี่ยม (Freemium) คือการบริการของภาครัฐที่ให้เครื่องมือประเมินความพร้อมโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ควบคู่กับการอบรมหลักสูตรผู้นำด้านการพัฒนาเมืองและการเรียนรู้ผ่าน e-learning ที่มีการคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม จากการวิเคราะห์การเงิน พบว่า ระยะเวลาคืนทุนอยู่ที่ 4.08 ปี โดยรายได้จากการลงทุนประกอบด้วย รายได้ของ สสปน (ผู้ซื้อลิขสิทธิ์) มีรายได้ 538,400 บาท ใน 5 ปี และคาดว่ามีผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) ถึง 5,969,100 บาท จากการสนับสนุนให้เกิดการจัดประชุมจากการพัฒนาความพร้อมของเมือง
แบบจำลองทางเลือกเชิงพื้นที่สำหรับการตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ กรณีศึกษา พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากประจำ จังหวัดสุโขทัย, ณรัช วรากุลภิญโญ
แบบจำลองทางเลือกเชิงพื้นที่สำหรับการตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ กรณีศึกษา พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากประจำ จังหวัดสุโขทัย, ณรัช วรากุลภิญโญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อุทกภัยเป็นภัยธรรมชาติประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดซึ่งเกิดจากฝนตกหนัก หิมะละลายอย่างรวดเร็ว คลื่นพายุจากพายุไซโคลนเขตร้อนหรือสึนามิในพื้นที่ชายฝั่งทะเล ซึ่งส่งผลให้เกิดการสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน และคาดว่าความถี่และความรุนแรงของน้ำท่วมจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ประเทศไทยมักเกิดภัยพิบัตินี้อยู่เสมอ ซึ่งจังหวัดสุโขทัยเป็นอีกหนึ่งที่ต้องเผชิญกับปรากฏการณ์นี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ว่าจะมีแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2563 แต่พื้นที่อพยพบางส่วนยังคงอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก วัตถุประสงค์ในศึกษาจึงทำการหาที่ตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่ออพยพประชาชนในพื้นที่และผู้ประสบภัยที่ต้องการสถานพยาบาล และหาเส้นทางที่เหมาะสมและสะดวกแก่ประชาชนในการอพยพจากหมู่บ้านไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวและไปยังโรงพยาบาล การศึกษานี้ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์และฟังก์ชันโซเวอร์ในไมโครซอฟต์ เอกซ์เซล เพื่อระบุตำแหน่งที่ตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว จากผลการวิจัยพบว่าในพื้นที่ที่ทำการศึกษามีหมู่บ้านจำนวน 41 หมู่บ้านที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากประจำ แล้วสถานที่ตั้งโรงเรียนเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยแบ่งการคำนวณออกเป็นร้อยละ 50 60 70 80 90 และ 100 ของประชากร ผลที่ได้จากการจำลองสถานการณ์ คือ จำนวนศูนย์พักพิงชั่วคราวสามารถรองรับผู้อพยพได้เพียงพอและมีระยะทางเฉลี่ยจากศูนย์พักพิงชั่วคราวไปยังโรงพยาบาลสั้นกว่าแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แต่ระยะทางเฉลี่ยรวมมากขึ้น
การประเมินประสิทธิภาพระบบขนส่งด้วยกระบวนการกิจกรรมหลักด้านโลจิสติกส์ :กรณีศึกษาบริษัท Abc, นนทกร ธรรมไชยางกูร
การประเมินประสิทธิภาพระบบขนส่งด้วยกระบวนการกิจกรรมหลักด้านโลจิสติกส์ :กรณีศึกษาบริษัท Abc, นนทกร ธรรมไชยางกูร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งเน้นพัฒนาตัวชี้วัดในการประเมินประสิทธิภาพระบบขนส่งด้วยกระบวนการกิจกรรมหลักด้านโลจิสติกส์ด้านการขนส่งและหลักความถูกต้อง ผ่านการทบทวนวรรณกรรมกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะสรุปปัจจัยหลักด้านโลจิสติกส์สำหรับกำหนดตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้อง จากนั้นผู้วิจัยจึงได้พัฒนาตัวชี้วัดขึ้นจากแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องขึ้นก่อนนำไปสัมภาษณ์เชิงลึกและนำส่งแบบประเมินปัจจัยเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของตัวชี้วัดให้กลุ่มตัวอย่างที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมขนส่งของบริษัทจำนวน 10 คน เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของตัวชี้วัดที่พัฒนาขึ้น และประเมินลำดับความสำคัญตามค่าน้ำหนักของปัจจัย หลังจากนั้นจึงทำการทดสอบการประเมินประสิทธิภาพระบบขนส่งด้วยข้อมูลย้อนหลัง 1 ปีของบริษัท (พ.ศ. 2562) ผลการศึกษาพบว่า ตัวชี้วัดในการประเมินประสิทธิภาพระบบขนส่งที่เหมาะสม ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก คือ การสื่อสาร ขนถ่ายและบรรจุ และการขนส่ง มีกิจกรรมละ 5 มิติ ประกอบด้วย มิติของผลิตภัณฑ์ คุณภาพ สถานที่ เวลา และต้นทุน รวมทั้งหมด 15 ตัวชี้วัด โดยกิจกรรมหลักด้านโลจิสติกที่มีความสำคัญสูงที่สุดคือ กิจกรรมขนถ่ายและบรรจุ รองลงมาคือ การสื่อสาร และการขนส่งตามลำดับ ภาพรวมของการประเมินตัวชี้วัดการขนส่งบริษัทขนส่ง ABC เฉลี่ยอยู่ที่ 4.72 คะแนน แม้ว่าการประเมินผลโดยรวมของบริษัทจะอยู่ในระดับดีมาก แต่กลับพบว่าในตัวชี้วัดระยะเวลาเฉลี่ยการส่งคําสั่งซื้อภายในองค์กรนั้นได้ คะแนนเพียง 2.0 ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง ดังนั้นบริษัทจึงควรให้ความสำคัญในการพัฒนาระบบการสื่อสารภายในองค์กรมากยิ่งขึ้นเพื่อลดผลกระทบและป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
การมีส่วนร่วมของชุมชนชายฝั่งในการลดขยะบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดสมุทรปราการ, ฉัฐสุรีย์ รุ่งเจริญ
การมีส่วนร่วมของชุมชนชายฝั่งในการลดขยะบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดสมุทรปราการ, ฉัฐสุรีย์ รุ่งเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทัศนคติและการมีส่วนร่วมของชุมชนชายฝั่งในการจัดการขยะบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดสมุทรปราการ โดยใช้การออกแบบการวิจัยเชิงพรรณา เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณาและสถิติเชิงอนุมาน ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือประชาชนในชุมชน 2 ฝั่ง ซึ่งได้แก่ อำเภอเมือง และอำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ โดยเลือกเก็บข้อมูลชุมชนที่อาศัยอยู่ใกล้บริเวณริมปากแม่น้ำเจ้าพระยาโดยเฉพาะ สถิติที่ใช้ คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ย (t-test) และ การวิเคราะห์ความแปรปรวน (Analysis of Variance) เพื่อทดสอบสมมุติฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างมีการตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาขยะในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.58±0.94) และมีส่วนร่วมในการลดขยะในภาพรวมอยู่ในระดับบางครั้ง (ค่าเฉลี่ย 2.22±0.55) 2) ประชาชนที่มีเพศ อายุ อาชีพ อาชีพเสริม สถานภาพในครอบครัว จำนวนสมาชิกในครัวเรือน และระยะเวลาที่อาศัยอยู่ในชุมชนแตกต่างกัน มีการตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาของขยะแตกต่างกัน และประชาชนที่มีเพศ อายุ อาชีพ อาชีพเสริม จำนวนสมาชิกในครัวเรือน และระยะเวลาที่อาศัยอยู่ในชุมชนแตกต่างกัน มีส่วนร่วมในการลดขยะแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
การประเมินความเสี่ยงของกลุ่มหลักทรัพย์ลงทุนโดยใช้ทฤษฎีค่าสุดขีดหลายตัวแปร, ธนัสภรณ์ ธนสิริธนากร
การประเมินความเสี่ยงของกลุ่มหลักทรัพย์ลงทุนโดยใช้ทฤษฎีค่าสุดขีดหลายตัวแปร, ธนัสภรณ์ ธนสิริธนากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความเสี่ยงของสินทรัพย์และกลุ่มหลักทรัพย์ลงทุนในเหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจ โดยใช้ทฤษฎีค่าสุดขีดตามการแจกแจงพาเรโตนัยทั่วไปในรูปแบบตัวแปรเดียว เพื่อประเมินมูลค่าความเสี่ยงและค่าเฉลี่ยความเสียหายส่วนเกินของแต่ละสินทรัพย์ลงทุน งานวิจัยนี้ยังวิเคราะห์ความเสี่ยงของกลุ่มหลักทรัพย์ลงทุนที่ประกอบด้วยสินทรัพย์ประเภทเดียว และกลุ่มหลักทรัพย์ลงทุนที่ประกอบด้วยสินทรัพย์มากกว่าหนึ่งประเภท จนกระทั่งขยายไปเป็นรูปแบบหลายตัวแปร โดยใช้ตัวแบบ Orthogonal GARCH ในการประมาณค่ามูลค่าความเสี่ยงและค่าเฉลี่ยความเสียหายส่วนเกินของกลุ่มหลักทรัพย์ลงทุน งานวิจัยนี้ได้เปรียบเทียบระดับความเสี่ยงของสินทรัพย์และกลุ่มหลักทรัพย์ลงทุนแต่ละรูปแบบ รวมทั้งได้ทดสอบความแม่นยำของตัวแบบโดยการทดสอบย้อนกลับ ผลการวิจัยพบว่า อัตราผลตอบแทนรายวันของสินทรัพย์มีการแจกแจงพาเรโตนัยทั่วไป และตัวแบบที่นำเสนอในงานวิจัยนี้มีความเหมาะสมในการนำมาประเมินความแปรปรวนร่วมแบบมีเงื่อนไขของกลุ่มหลักทรัพย์ลงทุนทั้งหมด นอกจากนั้น ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการกระจายความเสี่ยงด้วยการสร้างกลุ่มหลักทรัพย์ลงทุนจะช่วยลดระดับความเสี่ยงที่จะเกิดการขาดทุนจากการลงทุนได้ และจากการทดสอบความน่าเชื่อถือของตัวแบบด้วยการทดสอบย้อนกลับ พบว่า กระบวนการทฤษฎีค่าสุดขีดหลายตัวแปร สามารถทำนายมูลค่าความเสี่ยงของกลุ่มหลักทรัพย์ลงทุนได้อย่างแม่นยำ หรือสามารถชี้วัดระดับความเสี่ยงที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำเอาตัวแบบในงานวิจัยนี้ไปประยุกต์ใช้ได้จริงในการประเมินความเสี่ยงของผลตอบแทนของแต่ละสินทรัพย์และกลุ่มหลักทรัพย์ลงทุน
การพัฒนานวัตกรรมพื้นที่เชิงสร้างสรรค์ด้วยเกมการเรียนรู้เสมือนจริงเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานของนักเรียน, กนกกาญจน์ แย้มยิ้ม
การพัฒนานวัตกรรมพื้นที่เชิงสร้างสรรค์ด้วยเกมการเรียนรู้เสมือนจริงเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานของนักเรียน, กนกกาญจน์ แย้มยิ้ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพและความต้องการเข้าใช้พื้นที่เชิงสร้างสรรค์ในปัจจุบัน รวมถึงศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุของการยอมรับนวัตกรรมเกมการเรียนรู้สำหรับพื้นที่เชิงสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนานวัตกรรมเกมการเรียนรู้พื้นที่เชิงสร้างสรรค์สำหรับผู้เรียนระดับมัธยมศึกษา ศึกษาผลการใช้นวัตกรรมเกมการเรียนรู้ พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางการพัฒนาในเชิงพาณิชย์ โดยในการศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม แบบเก็บข้อมูล การสัมภาษณ์เชิงกลุ่ม และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนสามารถฝึกฝนทักษะต่างๆ ตามรายวิชาที่กำหนดไว้ในการสร้างเกมการเรียนรู้ ซึ่งคือผลโดยตรงจากการเล่น และผลโดยอ้อมของเกมการเรียนรู้นี้คือ การเกิดสังคมในการแข่งขันและแบ่งปันข้อมูลระหว่างนักเรียน โดยนักเรียนที่สามารถบังคับหรือควบคุมสิ่งต่างๆในเกมการเรียนรู้ได้คล่องแล้ว สามารถเป็นผู้ช่วยเพื่อนในการเล่นและค้นหาคำตอบ เกิดการแบ่งปันข้อมูลระหว่างนักเรียนด้วยกัน และหลังจากการเล่นเกม ผลจากการประเมินพฤติกรรมของนักเรียนโดยครูผู้สอนพบว่า เกมการเรียนรู้สามารถโน้มน้าวนักเรียนให้สนใจในการเรียนมากขึ้น เกิดความภูมิใจที่สามารถเล่นและแก้ปัญหาได้ ช่วยสร้างความคิดริเริ่มต่างๆให้กับนักเรียน ผู้วิจัยได้ศึกษาเนื้อหาที่ต้องการให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้โดยใช้ขอบเขตของรูปแบบการเรียนการสอนในวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี เพื่อเป็นแนวทางในการเชื่อมโยงกับเนื้อหาตามจุดประสงค์การเรียนรู้ พร้อมกับการกำหนดวิธีการในการเล่นเกมรูปแบบต่าง ๆ โดยผู้วิจัยพัฒนาเกมการเรียนรู้โดยใช้ชุดเครื่องเล่นเสมือนจริง ซึ่งมอบสื่อสัมผัสให้กับนักเรียน 3 สื่อการรับรู้ ได้แก่ การมองเห็น การได้ยินเสียง และ การสัมผัส โดยหลังจากการทดสอบการใช้ พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นสามารถเล่นเกมการเรียนรู้โดยที่มีการบริหารจัดการเวลาและตัวช่วย รวมถึงการจัดการอุปกรณ์ตกหล่น ได้ใกล้เคียงกับนักเรียนอาชีวะระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า นักเรียนสามารถใช้ทักษะด้านความสามารถของบุคคลในการคิดแก้ปัญหา และฝึกการใช้ทักษะด้านการคิดหาคำตอบได้อย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว โดยการที่นักเรียนสามารถประกอบชิ้นงานได้สำเร็จทันเวลา นอกจากนั้นแล้ว นักเรียนยังได้เรียนรู้การใช้เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆอย่างเหมาะสมและปลอดภัย ตามหลักสูตรสาระการเรียนรู้วิชาการออกแบบและเทคโนโลยีอีกด้วย
การพัฒนานวัตกรรมเกมมิฟิเคชันเพื่อเรียนรู้การลงทุนกองทุนรวม, การะเกด สิงห์ทอง
การพัฒนานวัตกรรมเกมมิฟิเคชันเพื่อเรียนรู้การลงทุนกองทุนรวม, การะเกด สิงห์ทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 แน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อธุรกิจต่าง ๆ เป็นวงกว้าง ซึ่งอุตสาหกรรมการเงินก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจธนาคารต่างก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากมาตรการการเว้นระยะห่างทางสังคมที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการทำธุรกรรมการเงินมาใช้ช่องทางออนไลน์ผ่านทาง Mobile application มากขึ้น จึงทำให้เกิดการแข่งขันการให้บริการทางการเงินมากขึ้นทั้งจากภาคธนาคาร และที่ไม่ใช่ธนาคาร ด้วยเหตุนี้ ธนาคารจึงมีความจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนลูกค้าโดยสร้างประสบการณ์ในการให้บริการใหม่ ๆ เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคเข้ามาลงทุนกับธนาคาร ดังนั้น งานวิจัยฉบับนี้จึงได้นำเสนอการใช้รูปแบบ Gamification เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการลงทุนกองทุนรวมผ่านเกมเรียนรู้การลงทุนกองทุนรวม บน Mobile banking application เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่า Gamification มีความสัมพันธ์โดยตรงต่อความตั้งใจที่จะใช้บริการ Mobile banking application รวมถึงความตั้งใจที่จะลงทุนในกองทุนรวม ผลิตภัณฑ์ต้นแบบเกมการเรียนรู้กองทุนรวมที่นำรูปแบบ Gamification มาประยุกต์ใช้สามารถทำให้บริการต่าง ๆ ของธนาคารมีความน่าสนใจและสนุกสนานมากขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มการยอมรับ ความพึงพอใจ และการมีส่วนร่วมของลูกค้า
การพัฒนาสารเคลือบป้องกันการติดเชื้อจากซิลเวอร์คอปเปอร์ซีโอไลต์สำหรับวัสดุหนังหุ้ม, จิตตมาศ ตรีรัตนภรณ์
การพัฒนาสารเคลือบป้องกันการติดเชื้อจากซิลเวอร์คอปเปอร์ซีโอไลต์สำหรับวัสดุหนังหุ้ม, จิตตมาศ ตรีรัตนภรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เนื่องจากสถานการณ์การระบาดใหญ่ของ Covid-19 ความเป็นไปได้ในที่จะติดเชื้อจากพื้นผิวสัมผัสตามวัสดุที่ต้องเผชิญในชิวิตประจำวันได้รับความกังวลอย่างมาก หนึ่งในวัสดุที่ใช้หุ้มเพื่อสัมผัสที่สำคัญมักจะทำจากวัสดุหนังเช่นเฟอร์นิเจอร์บ้านและเบาะรถยนต์ เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อจึงมีการใช้สเปรย์แอลกอฮอล์ป้องกันไวรัส อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพของสเปรย์มีผลต้านเชื้อในเวลาอันสั้นและยังทำให้ผิวเคลือบวัสดุเสื่อมสภาพง่ายอีกด้วย เพื่อยืดอายุการใช้งานของวัสดุหนังและยืดอายุประสิทธิภาพการต้านเชื้อ สารเคลือบผิวด้วยไอออนทองแดงเงินในโครงสร้างซีโอไลต์ (Ag+CuZeolite) จึงถูกพัฒนาขึ้นด้วยการดัดแปลงไอออนในโพรงซีโอไลต์ให้มีอนุภาคใหญ่ขึ้นเพื่อความเสียรภาพของการต้านเชื้อ ไอออนทองแดงเงินในโครงสร้างซีโอไลต์ที่เปลี่ยนเป็นอนุภาคนาโนถูกเตรียมโดยการลดไอออนของเงินที่ชุบด้วยโซเดียมโบโรไฮไดรด์และกรดแอสคอร์บิค อัตราส่วนของสารรีดิวซ์ต่อซีโอไลต์ในระหว่างกระบวนการลดได้รับการปรับให้เหมาะสมที่สุด จากการสังเกตุด้วยSEM-EDX พบว่าโครงสร้างหลักของซีโอไลต์ถูกทําลายในขั้นต้นเมื่อใช้อัตราส่วนโซเดียมโบโรไฮไดรด์สูง ในทางกลับกันการลดกรดแอสคอร์บิคบน Ag + ที่ชุบในซีโอไลต์จะรักษาโครงสร้างหลักไว้ Ag+CuZeolite มีประสิทธิภาพต้านเชื้อแบคทีเรียE. coli (แกรมลบ) ตามาตรฐานASTM E219-10 ที่ดีกว่า AgNPs ใน CuZeoliteที่ถูกรีดิวซ์จากNaBH4และกรดแอสคอร์บิคตามลำดับ การเคลือบ Ag+CuZeolite เพียงแค่3% ต่อสารละลายเคลือบโพลียูรีเทนบนหนังได้รับการประเมินโดยใช้ ISO21702 ของ Sars CoV2 ซึ่งพบว่ามีประสิทธิภาพถึง99.99% ของการต้านเชื้อไวรัส อย่างไรก็ตามความทนทานของต้านเชื้อไวรัสนั้นลดลงอย่างมากภายใต้การสัมผัสสารละลายอัลคาไลน์ ซึ่งเป็นตัวแทนของเหงื่อคน
Assessment Model Of University Innovation Ecosystems In Asean, Jirawan Chaipongpati
Assessment Model Of University Innovation Ecosystems In Asean, Jirawan Chaipongpati
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study is concerned with the development, testing, and commercialization of an assessment model for university innovation ecosystems, for use in Asian universities. The research was motivated by a combination of two key issues, including the relatively new introduction of innovation as the university objective in Asian universities, and the lack of inward-focused, development-oriented models for university innovation ecosystems. The assessment model is designed to both standardize innovation ecosystem assessment, and provide internal developmental information for universities on a path toward innovation and entrepreneurial universities. The preliminary assessment was developed through reference to several existing innovation ecosystem assessment models, which …
ผลกระทบของความเหลื่อมล้ำต่อการเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียนไทย, ธนกร วรพิทักษานนท์
ผลกระทบของความเหลื่อมล้ำต่อการเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียนไทย, ธนกร วรพิทักษานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาระดับอุดมศึกษามีความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้สามารถเข้าถึงโอกาสในการประกอบอาชีพและการเลื่อนชั้นทางสังคมได้ อย่างไรก็ตามการศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทยประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมทางโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียน ซึ่งเป็นผลกระทบของความเหลื่อมล้ำในมิติปัจจัยที่เกี่ยวข้องที่ได้กระทำการต่อปัจเจกนักเรียน ส่งผลให้ไม่สามารถเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาได้และนำไปสู่ผลกระทบตามมา งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการคัดเลือกเข้าอุดมศึกษาและปัจจัยหลักที่มีส่วนต่อการเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทย 2) ศึกษาความเหลื่อมล้ำในปัจจัยหลักที่มีส่วนต่อการเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียนไทย และ 3) ศึกษาผลกระทบของความเหลื่อมล้ำต่อการเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียนไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจงและการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยมีกรณีศึกษาที่มีความเป็นตัวแทนจำนวน 16 คนประกอบด้วย กรณีศึกษานักเรียนในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดจำนวน 12 คน และกรณีศึกษาอาจารย์แนะแนวจากสถาบันการศึกษาของรัฐและเอกชนจำนวน 4 คน และทำการวิเคราะห์ผ่านทฤษฎีความเหลื่อมล้ำในสำนักคิดแนวสมรรถภาพมนุษย์และแนวคิดการจัดการศึกษาในแนวปรัชญาพิพัฒนาการนิยม ผลการศึกษา พบว่า ความเหลื่อมล้ำในการเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียนไทยประกอบด้วยปัจจัยหลักความเหลื่อมล้ำที่เกี่ยวข้อง 3 ปัจจัยหลักคือ 1) ปัจจัยทุนทางเศรษฐกิจและทุนทางสังคม 2) ปัจจัยสถาบันการศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐหรือเอกชน และ 3) ปัจจัยระบบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา โดยความเหลื่อมล้ำจากปัจจัยหลักทั้งสามและความเหลื่อมล้ำในโครงสร้างทางสังคมได้ส่งผลกระทบต่อการศึกษาต่อของนักเรียนในสองส่วน ได้แก่ 1) ผลกระทบของความเหลื่อมล้ำภายใต้แนวคิดและปรากฎการณ์ โดยพบว่า ภายใต้แนวคิดและปรากฎการณ์นี้ความเหลื่อมล้ำได้ส่งผลกระทบผ่านปัจจัยหลักทั้งสามที่ได้กระทำการต่อนักเรียนโดยได้ลิดรอนสมรรถภาพและลดทอนโอกาสในการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาจนนำไปสู่ผลกระทบในการขาดอิสรภาพทางโอกาสของนักเรียน และ 2) ผลกระทบของความเหลื่อมล้ำในมิติเชิงลึก โดยพบว่า ภายใต้โครงสร้างทางสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำได้สร้างผลกระทบในมิติเชิงลึก ได้แก่ มิติภายในครอบครัว มิติทางสุขภาพ มิติทางเพศ รวมถึงค่านิยม การพึ่งพาและการลงทุนในการศึกษาต่อ ทั้งนี้รัฐได้พยายามลดความเหลื่อมล้ำด้วยการปรับระบบคัดเลือกเข้าอุดมศึกษาและผ่านระบบกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาแม้ยังคงพบปัญหาและข้อจำกัดก็ตามแต่นักเรียนก็ควรมีส่วนต่อการรับผิดชอบตนเองในการวางแผนกลยุทธ์และการต่อรองภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ให้สามารถผ่านการคัดเลือกของระบบคัดเลือกเพื่อให้เข้าศึกษาต่ออุดมศึกษาได้ตามที่ต้องการ
การรับรู้และพฤติกรรมการตอบสนองต่อฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (Pm2.5) : กรณีศึกษากลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้างในเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร, ศรัณณ์พักตร์ แก้วเพชร
การรับรู้และพฤติกรรมการตอบสนองต่อฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (Pm2.5) : กรณีศึกษากลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้างในเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร, ศรัณณ์พักตร์ แก้วเพชร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้ต่อปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (PM2.5) กลุ่มผู้ประกอบอาชีพขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร รวมทั้งจัดทำข้อเสนอแนะต่อการส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกต่อปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ดำเนินการศึกษาโดยใช้เทคนิควิจัยเชิงปริมาณ มีขนาดกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 312 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ไคสแควร์ดังต่อไปนี้ ผลการศึกษาการรับรู้ของกลุ่มผู้ประกอบอาชีพกลุ่มผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร มีระดับการรับรู้มาก และรับรู้ว่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (PM2.5) ที่มีค่าเกินมาตรฐานที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ซึ่งรู้ว่าตนเองเป็นทั้งผู้รับและผู้ปล่อยฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (PM2.5) โดยผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ รู้ว่าพื้นที่ดินแดงมีค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน ส่งผลต่อการตรวจเช็คค่าฝุ่นก่อนออกจากบ้านมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ .01 แต่ไม่มีการใส่หน้ากาก N95 โดยผลการศึกษาด้านความรู้ทำให้ทราบว่ากลุ่มผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างยังขาดความรู้ได้เรื่อง 1) การใส่หน้ากากอนามัย 2 ชิ้นไม่สามารถจะช่วยป้องกันฝุ่น PM2.5 ได้ 2) การตรวจเช็คค่าฝุ่นผ่านแอพพลิเคชั่น 3) ความหมายของค่า AQI (ประเทศไทย) 4) เรื่องดำเนินชีวิตประจำวันสามารถช่วยลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 สำหรับผลการศึกษาผลกระทบและการสนองทั้ง 4 ด้าน สูงที่สุดคือ 1) ด้านเศรษฐกิจในกลุ่มผู้ที่รับรู้ต่อฝุ่นละอองมีผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจจากการเพิ่มค่าใช้จ่ายในการตรวจเช็คสุขภาพในกลุ่มผู้ที่รับรู้ต่อฝุ่นละออง รองลงมาคือ 2) ด้านสุขภาพมีผลกระทบทางด้านสุขภาพมีอาการ เจ็บคอ ไอ จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล และอาการผื่นคันตามผิวหนัง และอาการตาแดง และ 3) ด้านสังคมมีการดำเนินชีวิตของประชาชนยุ่งยากมากขึ้นในระดับมาก สุดท้ายคือ 4) ด้านการป้อนกันมีเช็คค่าฝุ่นก่อนออกจากบ้าน และข้อเสนอแนะต่อการสร้างพฤติกรรมเชิงบวก มาตรการช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ ที่กลุ่มผู้ขับขี่ต้องการให้ส่งเสริมมากที่สุดคือ การช่วยลดค่าใช้จ่ายการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องยนต์ (รัฐช่วยออกคนละครึ่ง) รองลงมา ควรมีการให้ความรู้ที่เกี่ยวของกับฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (PM2.5) ในเรื่อง 1)การให้ความรู้ในการใส่หน้ากาก 2) การเช็คค่าฝุ่นผ่านแอพพลิเคชั่น 3) ความรู้เรื่อง ค่า AQI โดยกลุ่มที่ควรให้ความสำคัญมากที่สุดจากการศึกษาพบว่ามี 4 กลุ่มที่ไม่มีการรับรู้เรื่องของฝุ่นได้แก่ 1.กลุ่มผู้มีรายได้ต่อเดือน 10,001-15,000 2. …
แนวทางการพัฒนาธุรกิจเพื่อสังคมในประเทศไทยตามหลักการของมูฮัมหมัด ยูนุส, ศราวุธ นาควิทยานนท์
แนวทางการพัฒนาธุรกิจเพื่อสังคมในประเทศไทยตามหลักการของมูฮัมหมัด ยูนุส, ศราวุธ นาควิทยานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์แนวคิดธุรกิจเพื่อสังคมของมูฮัมหมัด ยูนุส 2) เพื่อศึกษาการดำเนินงานและความเป็นไปได้ของการนำแนวคิดธุรกิจเพื่อสังคมมาใช้ในธุรกิจเพื่อสังคมของประเทศไทย 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคมในประเทศไทยตามหลักการของศาสตราจารย์มูฮัมหมัด ยูนุส โดยมีวิธีการดำเนินงานวิจัยในรูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยการดำเนินการ 2 ส่วน คือ 1) การวิจัยเอกสาร และ 2) วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ทรงคุณวุฒิโดยใช้รูปแบบเทคนิคเดลฟาย ซึ่งจะใช้ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 17 คน โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิแบ่งออกเป็นกลุ่ม ดังนี้ 1) ผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากหน่วยงานภาครัฐบาล 2) ผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากหน่วยงานภาคเอกชน 3) ผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากนักวิชาการที่มีประสบการณ์การทำงาน 4) ผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือ ธุรกิจเพื่อสังคมที่สังกัดสมาชิกของสมาคมธุรกิจเพื่อสังคมแห่งประเทศไทย ผลการวิจัยค้นพบว่า สถานการณ์การดำเนินธุรกิจเพื่อสังคมตามแนวทางของยูนุสในประเทศไทย ในแง่มุมทางกฎหมายถือว่าเป็นเรื่องล่าช้า แต่ภาครัฐเริ่มมีการให้ความสําคัญด้วยการเพิ่มโอกาสในการลงทุน ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินกิจการวิสาหกิจเพื่อสังคมและธุรกิจเพื่อสังคม ในด้านกฎหมาย องค์กรส่วนใหญ่ได้นิยามตามกฎหมายเพื่อเป็นประโยชน์ในการระบุกิจการที่เข้าเกณฑ์ในการได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาล ประกอบกับระบบการจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมตามกฎหมาย การจดทะเบียนดังกล่าวไม่ได้ให้สถานะความเป็นนิติบุคคลกับผู้จดทะเบียน ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจเพื่อสังคมทั้งที่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมและไม่ได้จดทะเบียนจึงมีรูปแบบองค์กรที่หลากหลาย
การวิเคราะห์เพื่อกำหนดจำนวนรถของบริษัท ภายใต้ความต้องการขนส่งที่ไม่แน่นอน : กรณีศึกษา บริษัทขนส่งAbc, แก้วกานต์ กล่อมหาดยาย
การวิเคราะห์เพื่อกำหนดจำนวนรถของบริษัท ภายใต้ความต้องการขนส่งที่ไม่แน่นอน : กรณีศึกษา บริษัทขนส่งAbc, แก้วกานต์ กล่อมหาดยาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดจำนวนรถขนส่งของบริษัทที่เหมาะสม ภายใต้ความต้องการขนส่งที่ไม่แน่นอน ซึ่งใช้ข้อมูลของบริษัทกรณีศึกษา ABC ในแผนกการขนส่งแบบกระจายสินค้าทั่วประเทศ (Nationwide Distribution Transport) โดยมุ่งเน้นศึกษาเฉพาะการขนส่งสินค้าที่ครอบคลุมพื้นที่ศูนย์กระจายสินค้าจังหวัดขอนแก่นที่มีการขนส่งด้วยรถที่เป็นของบริษัท (Own fleet) และบริษัทขนส่งภายนอก(Outsource) โดยในงานวิจัยนี้ได้ใช้การจำลองสถานการณ์ที่สามารถแบ่งการจำลองสถานการณ์ออกเป็น 4 ส่วน คือ 1) การสร้างแบบจำลองความต้องการขนส่งสินค้ารายวันโดยใช้เทคนิคมอนติคาร์โล 2) การพัฒนาสมการประมาณการจำนวนรถขนส่งสินค้าต่อวันด้วยวิธีการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression) ที่มีตัวแปรสำคัญทั้งหมด 3 ตัวแปรได้แก่ จำนวนสินค้าที่ต้องการขนส่งต่อวัน จำนวนลูกค้าที่ขนส่งต่อวัน ระยะทางระหว่างลูกค้าทั้งหมดในหนึ่งวัน 3) การประมาณการต้นทุนรวมด้านการขนส่ง และ 4) การกำหนดจำนวนรถขนส่งของบริษัทที่เหมาะสม ซึ่งผลการวิจัยสามารถสรุปได้ว่าจำนวนรถขนส่งของบริษัทที่เหมาะสมสำหรับแผนกการขนส่งแบบกระจายสินค้าทั่วประเทศ เท่ากับ 7 คันที่ทำให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าเฉลี่ยต่อปีต่ำที่สุด
การวิเคราะห์เปรียบเทียบต้นทุนค่าขนส่งแบบเต็มคันระหว่างใช้ผู้ให้บริการขนส่งกับลงทุนรถขนส่งเอง : กรณีศึกษาบริษัทผู้ผลิตรถบรรทุก, อธิการ ชาติศรีสัมพันธ์
การวิเคราะห์เปรียบเทียบต้นทุนค่าขนส่งแบบเต็มคันระหว่างใช้ผู้ให้บริการขนส่งกับลงทุนรถขนส่งเอง : กรณีศึกษาบริษัทผู้ผลิตรถบรรทุก, อธิการ ชาติศรีสัมพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางด้านต้นทุนในการลงทุนซื้อรถบรรทุกขนส่งสินค้าและบริหารงานขนส่งเอง เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้บริการจากผู้ให้บริการขนส่งอย่างที่ทำอยู่ในปัจจุบัน โดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางการเงิน มาใช้ในการประเมินการใช้ประโยชน์และความคุ้มค่าที่จะลงทุน การวิจัยได้วิเคราะห์ถึงความต้องการในการใช้รถบรรทุกขนส่ง 6 ล้อของปีพ.ศ. 2563 พบว่ามีการใช้งานในเขตพื้นที่ 4 จังหวัด คือ จังหวัด ชลบุรี สระบุรี ระยอง และพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีปริมาณการใช้งานมากน้อยแตกต่างกันไป ซึ่งผู้วิจัยได้ทำการแบ่งเป็น 4 โครงการ คือ โครงการที่ 1 ขอบเขตเฉพาะจังหวัดชลบุรี, โครงการที่ 2 ขอบเขตในจังหวัดชลบุรี และ สระบุรี, โครงการที่ 3 ขอบเขตในจังหวัดชลบุรี สระบุรี และ ระยอง และโครงการที่ 4 ขอบเขตในจังหวัดชลบุรี สระบุรี ระยอง และ พระนครศรีอยุธยาเพื่อประโยชน์ในการตัดสินใจเริ่มต้นโครงการซึ่งแต่ละโครงการมีจำนวนเที่ยวและลงทุนจำนวนรถไม่เท่ากัน ผลการศึกษาพบว่าปริมาณการใช้งานที่มากน้อยมีผลต่อความคุ้มค่าที่จะลงทุนรวมถึงผลตอบแทน และระยะเวลาคืนทุน ซึ่งทั้ง 4 โครงการอยู่ในเกณฑ์ที่คุ้มค่าต่อการลงทุน แต่จะมีความแตกต่างกันออกไปในเรื่องของระยะเวลาคืนทุน ซึ่งโครงการที่ 1 ถึง 4 มีระยะเวลาคืนทุน 3 ปี 3 เดือน , 3 ปี 10 เดือน , 3 ปี 8 เดือน และ 3 ปี 2 เดือน ตามลำดับ นอกจากนั้น ปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อความคุ้มค่าของโครงการในสถานะการณ์ปัจจุบันคือ ราคาน้ำมันดีเซลซึ่งมีความผันผวนและปรับราคาสูงขึ้น ผู้วิจัยจึงได้ทำการศึกษาในกรณีที่ราคาน้ำมันปรับราคาขึ้นถึง 35 บาทต่อลิตร ซึ่งทุกโครงการยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่มีความเป็นไปได้ และ มีความคุ้มค่าที่จะลงทุนซื้อรถบรรทุกขนส่งเอง
การเลือกใช้เทคนิคพยากรณ์สำหรับสินค้าประเภทเวชภัณฑ์, อธิเมศร์ เชาว์สุทธิศักดิ์
การเลือกใช้เทคนิคพยากรณ์สำหรับสินค้าประเภทเวชภัณฑ์, อธิเมศร์ เชาว์สุทธิศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องการเลือกใช้เทคนิคพยากรณ์สำหรับสินค้าประเภทเวชภัณฑ์ จากการวิเคราะห์ตัวอย่าง บริษัทตัวอย่าง A ซึ่งเป็นบริษัทนำเข้าสินค้าและจัดจำหน่ายเวชภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ปัจจุบันกำลังประสบปัญหาสินค้ามีอายุสั้น อันเนื่องมาจากปริมาณการสั่งซื้อสินค้ามีมากกว่าปริมาณที่สามารถขายออกไปได้ ปัญหาเหล่านี้มีสาเหตุมาจากการขาดความแม่นยำในการการวางแผนการขายสินค้า และการสำรองเวชภัณฑ์ที่มากกว่าความต้องการใช้จริง จากการศึกษาข้อมูลเบื้องต้น ด้วยการจัดการวัตถุดิบคงคลังพบว่า ในส่วนที่ 1จำแนกประเภทโดยใช้ด้วยวิธี ABC Classification ตามหลักเกณฑ์เรื่องอายุการเก็บรักษา สินค้ากลุ่ม A มีสินค้าทั้งหมด 12 รายการ โดยมีอายุการเก็บรักษาที่ 1 ปี โดยมีปริมาณการขายเฉลี่ย 3 ปีทั้งสิ้นจำนวน 45,339 ขวด และมีมูลค่าการขายเฉลี่ย 3 ปีทั้งสิ้นจำนวน 47,673,060 บาท โดยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 34.27 ของมูลค่าสินค้าทั้งหมด ในส่วนที่ 2 การพยากรณ์ความต้องการ จากการคำณวนโดยใช้วิธีการพยากรณ์ทั้ง 7 วิธีกับ 12 รายการ ผู้วิจัยพบว่า แต่ละรายการสามารถใช้วิธีการพยากรณ์ที่เหมาะสมที่สุดแตกต่างกันออกไป ตัวอย่างเช่น วิธีการพยากรณ์ DECOMPOSITION METHOD เป็นวิธีที่ให้ค่าความคลาดเคลื่อนน้อยที่สุดโดยใช้ค่า MAD, MSE และ MAPE สำหรับรายการ ARIXTRA PFS 2.5MG./0.5 ML. 1X10เป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด ส่วนที่ 3 ต้นทุนรวมสินค้าคงคลังที่ต่ำที่สุดโดยรวมของกลุ่ม A ใน 2 แบบ พบว่ารูปแบบการจัดซื้อแบบปัจจุบันคือ 45,375,531 บาทต่อปี และรูปแบบการจัดซื้อแบบ EOQ คือ 33,545,039 บาทต่อปี มีค่ามากกว่าต้นทุนรวมสินค้าคงคลังที่ต่ำที่สุดโดยรวมในแบบ EOQ อยู่ที่ 11,830,492 บาท
การคัดเลือกกลุ่มสินค้าเพื่อจัดเก็บในคลังสินค้าของโรงงานผลิต : กรณีศึกษา บริษัทผู้ผลิตสินค้าประเภทน้ำยาย้อมผม และน้ำยาบำรุงผม, อรรถพันธ์ สงกรานต์
การคัดเลือกกลุ่มสินค้าเพื่อจัดเก็บในคลังสินค้าของโรงงานผลิต : กรณีศึกษา บริษัทผู้ผลิตสินค้าประเภทน้ำยาย้อมผม และน้ำยาบำรุงผม, อรรถพันธ์ สงกรานต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินทางเลือกของการย้ายกลุ่มสินค้าซึ่งถูกจัดเก็บอยู่ที่ศูนย์กระจายสินค้า ให้นำมาจัดเก็บที่โรงงานผลิตแทน เพื่อทำให้เกิดการขนส่งตรงจากโรงงานผลิตไปยังลูกค้าได้เลย ภายใต้เงื่อนไข หรือข้อจำกัดต่าง ๆ ที่ถูกกำหนดโดยบริษัทกรณีศึกษา โดยการประยุกต์กระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ในการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงปริมาณ และปัจจัยเชิงคุณภาพที่ใช้ในการตัดสินใจแบบหลายหลักเกณฑ์ เพื่อหาผลลัพธ์ของทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดจากทางเลือกซึ่งประกอบด้วยสินค้า 3 กลุ่ม ในการวิจัยนี้ได้กำหนดค่าน้ำหนักความสำคัญของหลักเกณฑ์ ปัจจัย และทางเลือก จากการตอบแบบสอบถามจากผู้มีอำนาจในการตัดสินใจของบริษัท เมื่อได้ผลลัพธ์ของทางเลือกแล้ว ผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์ความไวของหลักเกณฑ์ เพื่อตรวจสอบความน่าเชื่อถือ และความเสถียรของทางเลือก ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักที่ส่งผลให้ทางเลือกเปลี่ยนแปลงไป รวมไปถึงโอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของค่าน้ำหนัก ผลการดำเนินงานวิจัยพบว่า หลักเกณฑ์ที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกกลุ่มสินค้า ได้แก่ หลักเกณฑ์ด้านขั้นตอนการทำงาน ด้านต้นทุน ด้านการขนส่ง และด้านความเสี่ยง ตามลำดับ ส่วนปัจจัยรองที่มีผลต่อการเลือกกลุ่มสินค้า 3 อันดับ ได้แก่ ปัจจัยด้านความสามารถในการจองเรือ ต้นทุนการขนส่ง และการปรับเปลี่ยนขั้นตอนการทำงาน ตามลำดับ จากการคำนวณตามกระบวนลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (AHP) สามารถสรุปได้ว่าสินค้ากลุ่มที่ 2 เป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในการย้ายมาจัดเก็บที่โรงงานผลิต และส่งตรงไปยังลูกค้า จากผลการวิเคราะห์ความไวพบว่า หากมีการปรับค่าน้ำหนักของหลักเกณฑ์ด้านต้นทุนเพิ่มขึ้นอีก 33% จะส่งผลให้สินค้ากลุ่มที่ 1 เป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดแทน แต่ก็มีโอกาสเกิดขึ้นน้อย เนื่องจากการลดต้นทุนรวมของการเลือกสินค้าทั้ง 3 กลุ่ม ไม่มีความแตกต่างกันมาก
การปรับปรุงการกระจายสินค้าเร่งด่วนทางอากาศขาเข้า, อัญญพร เจริญกิจศิริวงศ์
การปรับปรุงการกระจายสินค้าเร่งด่วนทางอากาศขาเข้า, อัญญพร เจริญกิจศิริวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาปัจจัยที่ส่งผลต่อความล่าช้าของการกระจายสินค้าเร่งด่วนทางอากาศขาเข้า รวมถึงหาแนวทางการพัฒนาปรับปรุงการกระจายสินค้า เพื่อให้ปริมาณสินค้าที่ล่าช้าลดลง โดยประยุกต์ใช้วิธีการ DMAIC ของซิกซ์ ซิกม่า ซึ่งทำการศึกษาการกระจายสินค้าในรอบ 12.00น. และการปฏิบัติงานของฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 5 ฝ่าย ขั้นตอนการศึกษาทั้งหมดแบ่งเป็น 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การกำหนดปัญหาโดยศึกษาปริมาณงานที่แต่ละฝ่ายสามารถทำได้ตามเวลาที่กำหนดในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม 2564 2) การวัดเพื่อหาปัญหา ศึกษากระบวนการย่อยและวัดเวลาการปฏิบัติงาน 3) การวิเคราะห์สาเหตุ ระดมความคิดโดยคณะทำงานโดยจัดทำผังแสดงเหตุและผล นำปัจจัยที่ได้ มาบันทึกความล่าช้าของสินค้าในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2564 เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง 4) การปรับปรุงแก้ไขโดยหาปริมาณเจ้าหน้าที่ที่เหมาะสมต่อวันในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2565 5) การควบคุม ติดตามผลหลังปรับปรุง ประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นพร้อมเสนอวิธีเตรียมการ และสอบถามเพิ่มเติมถึงปัจจัยสาเหตุอื่น ๆ จากฝ่ายที่เหลือเก็บเป็นข้อมูลเพื่อพัฒนาต่อในอนาคต ผลจากการวิจัยพบว่า ปัญหาความล่าช้าที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากฝ่ายปฏิบัติงานจัดส่งสินค้าที่ได้ปฏิบัติงานล่าช้า หลังจากปรับปรุงโดยการหาปริมาณเจ้าหน้าที่ที่เหมาะสมในแต่ละวัน ส่งผลให้ปริมาณสินค้าที่ถูกกระจายได้ทัน เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 58 เป็นร้อยละ 77 จากการเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ต่อวันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป และศึกษาเพิ่มเติมถึงปัจจัยอื่น ๆ จาก 4 ฝ่ายที่เหลือเพื่อเป็นแนวทางปรับปรุงการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต ซึ่งพบว่ามีปัจจัยด้านความผันผวนของปริมาณสินค้า และการตรวจปล่อยสินค้าของเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรที่ไม่สามารถกำหนดเวลาที่แน่ชัดได้
กระบวนการพัฒนาแบบจำลองรูปแบบการจัดสรรที่นั่งโดยสารรถไฟ : กรณีศึกษา : ขบวนรถด่วนพิเศษอุตราวิถี (กรุงเทพ-เชียงใหม่), อมรเทพ จันทร์สว่าง
กระบวนการพัฒนาแบบจำลองรูปแบบการจัดสรรที่นั่งโดยสารรถไฟ : กรณีศึกษา : ขบวนรถด่วนพิเศษอุตราวิถี (กรุงเทพ-เชียงใหม่), อมรเทพ จันทร์สว่าง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอกระบวนการพัฒนาแบบจำลองรูปแบบการจัดสรรที่นั่งโดยสารรถไฟ ซึ่งเป็นการศึกษารูปแบบการจัดสรรที่นั่งโดยสารรถไฟที่สร้างรายได้สูงสุด และระบุจุดเด่น-จุดด้อยของแต่ละแบบจำลอง โดยใช้ขบวนรถด่วนพิเศษอุตราวิถี (กรุงเทพ-เชียงใหม่) เป็นกรณีศึกษา ในการพัฒนาแบบจำลองนั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 1.ส่วนของข้อมูลสำหรับการสร้างแบบจำลอง ได้แก่ 1) กำหนดเส้นทาง 2) กำหนดขบวนรถ 3) กำหนดชั้นโดยสาร 4) กำหนดสถานี 5) การหาค่าความต้องการ 6) การหาอัตราค่าโดยสาร และ 2.ส่วนของรูปแบบการจัดสรรที่นั่ง ซึ่งการจัดสรรที่นั่งรถไฟนั้นได้ใช้ 2 หลักการ คือ การนำที่นั่งที่เหลือกลับมาจำหน่าย และการแบ่งรูปแบบของส่วนที่นั่งโดยสารสำหรับการจำหน่าย หลักการทั้งสองสามารถนำมาสร้างแบบจำลองได้ 4 แบบจำลอง คือ 1) FCFST 2) FCFSC 3) PBLC และ 4) SBC หลังจากนั้นได้นำแบบจำลองทั้ง 4 ได้นำไปทดสอบกับข้อมูลความต้องการเดินทางของผู้โดยสาร 2 ลักษณะ คือ การทดสอบรายกรณี ซึ่งเป็นการจำลองสถานการณ์ความต้องการเดินทางตั้งแต่ 20-240 คน/ขบวน โดยแยกออกเป็น 7 กรณี และการทดสอบรายปี ซึ่งเป็นการอ้างอิงความต้องการเดินทางตามสถานการณ์จริงของเส้นทางในรอบ 1 ปี จากผลการทดสอบแบบจำลองจัดสรรที่นั่งโดยสารทั้ง 4 แบบจำลอง พบว่าในการทดสอบรายกรณีเมื่อปริมาณความต้องการเดินทางน้อย FCFST และ FCFSC สามารถสร้างรายได้สูงที่สุด ในขณะที่เมื่อมีความต้องการเดินทางปานกลาง FCFSC สามารถสร้างรายได้สูงสุด และเมื่อมีความต้องการมาก SBC สามารถสร้างรายได้สูงสุด ส่วนการทดสอบรายปีที่ปริมาณความต้องการหลากหลายนั้น FCFSC สามารถสร้างรายได้โดยรวมสูงสุด ดังนั้น กระบวนการพัฒนาแบบจำลองที่นำเสนอสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการหารูปแบบการจัดสรรที่นั่งโดยสาร เพื่อให้เกิดรายได้สูงสุดได้
การคัดเลือกผู้ให้บริการโลจิสติกส์โดยใช้กระบวนการตัดสินใจแบบวิเคราะห์ลำดับชั้น : กรณีศึกษา : บริษัทผลิตฟิล์มพลาสติกแห่งหนึ่ง, ภูมิพัฒน์ ขวัญพิพัฒน์
การคัดเลือกผู้ให้บริการโลจิสติกส์โดยใช้กระบวนการตัดสินใจแบบวิเคราะห์ลำดับชั้น : กรณีศึกษา : บริษัทผลิตฟิล์มพลาสติกแห่งหนึ่ง, ภูมิพัฒน์ ขวัญพิพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกผู้ให้บริการโลจิสติกส์โดยใช้กระบวนการตัดสินใจแบบวิเคราะห์ลำดับชั้นของบริษัทผลิตฟิล์มพลาสติกแห่งหนึ่ง ในงานวิจัยนี้บริษัทกรณีศึกษาต้องการคัดเลือกผู้ให้บริการโลจิสติกส์ที่เหมาะสม 1 รายทั้งหมด 3 ราย ภายใต้การพิจารณาทั้งปัจจัยเชิงปริมาณและปัจจัยเชิงคุณภาพ งานวิจัยนี้เริ่มจากการรวบรวมหลักเกณฑ์และปัจจัยจากการคัดเลือกในปัจจุบันและจากการทบทวนวรรณกรรม แล้วนำมาสร้างแบบจำลองกระบวนการวิเคราะห์ลำดับชั้น คำนวณหาค่าลำดับความสำคัญของหลักเกณฑ์ ปัจจัย ทางเลือก และตรวจสอบค่าความสอดคล้องของข้อมูลจากผู้มีอำนาจในการตัดสินใจจำนวน 5 ท่าน และวิเคราะห์ความไว เพื่อให้ทราบความไวต่อหลักเกณฑ์และทางเลือกที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักของหลักเกณฑ์และทางเลือกของงานวิจัยฉบับนี้ จากผลการวิจัยพบว่า หลักเกณฑ์ที่มีผลต่อการคัดเลือกผู้ให้บริการโลจิสติกส์ 3 อันดับแรก คือ ด้านมาตรการป้องกัน COVID-19 ด้านบริการและด้านความสามารถในการส่งมอบ ส่วนทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดที่ได้รับจากการคัดเลือกผู้ให้บริการโลจิสติกส์ คือ บริษัท B จากการวิเคราะห์ความไว พบว่าน้ำหนักของหลักเกณฑ์ด้านต้นทุน/ราคา ส่งผลต่อการคัดเลือกผู้ให้บริการโลจิสติกส์ โดยเปลี่ยนจากบริษัท B เป็นบริษัท A เมื่อให้ค่าน้ำหนักความสำคัญของหลักเกณฑ์เพิ่มขึ้น 29% และส่งผลต่อการคัดเลือกผู้ให้บริการโลจิสติกส์ โดยเปลี่ยนจากบริษัท B เป็นบริษัท C เมื่อให้ค่าน้ำหนักความสำคัญของหลักเกณฑ์เพิ่มขึ้น 95% โดยมีปัจจัยที่ทำให้ค่าน้ำหนักเพิ่มขึ้นคือมีต้นทุนราคาที่ถูกกว่าและให้ระยะเวลาสินเชื่อที่นานกว่า ส่วนน้ำหนักของหลักเกณฑ์ความน่าเชื่อถือ ส่งผลต่อการคัดเลือกผู้ให้บริการโลจิสติกส์ โดยเปลี่ยนจากบริษัท B เป็นบริษัท A เมื่อให้ค่าน้ำหนักความสำคัญของหลักเกณฑ์เพิ่มขึ้น 38% โดยมีปัจจัยที่ทำให้ค่าน้ำหนักเพิ่มขึ้นคือผู้ให้บริการโลจิสติกส์ต้องมีความเชี่ยวชาญเส้นทางญี่ปุ่นเป็นหลักและมีมาตรการการดำเนินงานแบบญี่ปุ่น
การพยากรณ์ความต้องการเพื่อวางแผนการผลิตสินค้า : กรณีศึกษา ผลิตภัณฑ์เซรามิก, สุภาภรณ์ สินวนาทรัพย์
การพยากรณ์ความต้องการเพื่อวางแผนการผลิตสินค้า : กรณีศึกษา ผลิตภัณฑ์เซรามิก, สุภาภรณ์ สินวนาทรัพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บริษัทในกรณีศึกษาใช้วิธีการวางแผนการผลิตโดยอาศัยประสบการณ์ของผู้จัดการและพนักงานฝ่ายดูแลสินค้าคงคลังซึ่งส่งผลให้สินค้าในบางช่วงเวลาขาดแคลน ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนแผนการผลิตแบบฉับพลัน ส่งผลกระทบต่อสายการผลิต ทำให้ต้องหยุดเครื่องจักรเพื่อตั้งค่าใหม่ เสียโอกาสในการผลิตสินค้า และอัตราส่วนสินค้าที่ได้มาตรฐานจะลดลงจากค่าเฉลี่ย หรือบางครั้งก็เกิดปัญหาสินค้าคงคลังมีมากเกินความต้องการ เกิดค่าใช้จ่ายในการเก็บสินค้าคงคลังเพิ่มเติม และยังทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการผลิตสูงขึ้นจากปกติ งานวิจัยชิ้นนี้จึงต้องการที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยใช้การพยากรณ์ยอดขายสินค้าเข้ามาช่วยในการปรับปรุงแผนการผลิต เพื่อให้มีความแม่นยำและสอดคล้องกับคำสั่งซื้อจริงที่เกิดขึ้นให้มากที่สุด งานวิจัยชิ้นนี้ได้เก็บรวบรวมข้อมูลยอดขายย้อนหลังเป็นเวลา 36 เดือน โดยที่ใช้ข้อมูล 24 เดือนแรกในการหาตัวแบบการพยากรณ์ที่เหมาะสม และใช้ข้อมูลอีก 12 เดือนที่เหลือในการวัดผล ซึ่งพบว่ารูปแบบของข้อมูลยอดขายของ 7 กลุ่มสินค้าหลัก มีลักษณะคงที่ ไม่มีแนวโน้มและไม่มีฤดูกาลเหมือนกันหมด จึงเลือกใช้วิธีวิธีการหาค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ วิธีการปรับเรียบเอกซ์โพเนนเชียลอย่างง่าย และวิธีบ็อกซ์-เจนกินส์ในการกำหนดตัวแบบที่เหมาะสมตามแต่ละกลุ่มสินค้า ก่อนที่จะทำการพยากรณ์ยอดขายและวางแผนการผลิตใหม่โดยมีเป้าหมายที่จะลดจำนวนครั้งที่ต้องสั่งผลิตสินค้าต่ำกว่ากำหนด และลดจำนวนสินค้าคงคลังและค่าใช้จ่ายในส่วนสินค้าคงคลังลง ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่าแผนการผลิตใหม่ที่ใช้การพยากรณ์ยอดขายเข้ามาช่วยในการวางแผน สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของการเก็บรักษาสินค้าคงคลังโดยรวมลงเหลือ 4,188,094 บาท จากเดิม 4,646,831 บาท คิดเป็น 458,737 บาท หรือลดลง 9.87 %
ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมเป็นเครือข่ายรถร่วม ในเขตอำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี, ศุภชีพ งามลาภ
ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมเป็นเครือข่ายรถร่วม ในเขตอำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี, ศุภชีพ งามลาภ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมเป็นเครือข่ายรถร่วม ในเขตอำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี กลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าของรถบรรทุกที่ทำงานใน อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 320 ตัวอย่าง ซึ่งใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเพื่อการเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมานเพื่อทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 40-50 ปี มีรายได้ในการขนส่งต่อเดือนเฉลี่ย 50,000 – 100,000 บาท สถานที่พักอาศัยปัจจุบันเป็นบ้านพักของบริษัท มีประสบการณ์ในการขับขี่รถบรรทุก 10 ปีขึ้นไป อายุรถขนส่งอยู่ที่ 10-15 ปี และส่วนใหญ่มีประเภทรถ 4 ล้อ โดยผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยทางประชากรศาสตร์ที่แตกต่างกัน ในด้านอายุ รายได้ค่าขนส่งต่อเดือน และประสบการณ์ในการขับขี่รถขนส่ง ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมเป็นเครือข่ายรถร่วม แตกต่างกัน และปัจจัยที่มีผลเชิงบวกต่อการตัดสินใจเข้าร่วมเป็นเครือข่ายรถร่วม ในเขตอำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย คือ ปัจจัยด้านค่าตอบแทน ปัจจัยด้านสวัสดิการ และปัจจัยด้านความน่าเชื่อถือ ส่วนปัจจัยที่มีผลต่อระดับการตัดสินใจเชิงลบ คือ ปัจจัยด้านการบริหารจัดการขององค์กร ขณะที่ปัจจัยด้านความมั่นคงไม่ส่งผลต่อระดับการตัดสินใจเข้าร่วมเป็นเครือข่ายรถร่วม ในเขตอำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ซึ่งสามารถอธิบายอิทธิพล ได้ร้อยละ 47.7 อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05
เปรียบเทียบต้นทุนการใช้รถยนต์ปิกอัพไฟฟ้า และรถยนต์ปิกอัพเครื่องยนต์สันดาปภายในธุรกิจขนส่งอะไหล่รถยนต์, ศศิธร พิรุฬ
เปรียบเทียบต้นทุนการใช้รถยนต์ปิกอัพไฟฟ้า และรถยนต์ปิกอัพเครื่องยนต์สันดาปภายในธุรกิจขนส่งอะไหล่รถยนต์, ศศิธร พิรุฬ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบต้นทุนการใช้รถยนต์ปิกอัพไฟฟ้ากับรถยนต์ปิกอัพเครื่องยนต์สันดาปภายใน ของบริษัทกรณีศึกษาขนส่งอะไหล่รถยนต์ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลโดยทำการเปรียบเทียบราคาค่าเช่ารถแบบรวมสัญญาบริการในเวลา 5 ปีของรถทั้ง 2 ประเภทโดยใช้แนวคิดบัญชีต้นทุนการวิเคราะห์ต้นทุนแล้วนำข้อมูลมาเปรียบเทียบหากมีความผันผวนของราคาน้ำมันดีเซล บี7 จะส่งผลต่อต้นทุนอย่างไร รวมถึงค่าความผันผวนของค่า FT ของการไฟฟ้า และการซื้อขายคาร์บอนเครดิต แล้วสรุปต้นทุนการใช้รถทั้ง 2 ประเภท นำข้อมูลที่สรุปได้นำเสนอผู้บริหาร 5 ท่านเพื่อการตัดสินใจ โดยใช้ทฤษฎีกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (AHP) เพื่อประเมินผลการพิจารณาเลือกของผู้บริหาร จากผลผู้บริการมีการเลือกใช้รถยนต์ปิกอัพเครื่องยนต์สันดาปในโดยมีค่าน้ำหนักความสำคัญ 69 % และรถยนต์ปิกอัพไฟฟ้ามีค่าน้ำหนักความสำคัญ 31%
การลดระยะเวลาการขนส่งและความเต็มใจที่จะจ่ายในการใช้บริการขนส่งภายในวันเดียวในเขตกรุงเทพมหานคร, วริทธิ์ ลิ้มสัมพันธ์
การลดระยะเวลาการขนส่งและความเต็มใจที่จะจ่ายในการใช้บริการขนส่งภายในวันเดียวในเขตกรุงเทพมหานคร, วริทธิ์ ลิ้มสัมพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาการลดระยะเวลาการขนส่งพัสดุให้สามารถส่งแบบภายในวัน (Same Day Delivery) ในเขตกรุงเทพมหานครของบริษัทผู้ให้บริการขนส่งและโลจิสติกส์เอกชนแห่งหนึ่งและศึกษาความเต็มใจที่จะจ่ายในการใช้บริการ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาแนวทางการปรับปรุงขั้นตอนการขนส่งและความสูญเปล่าที่เกิดขี้นในด้านของระยะเวลา โดยการสัมภาษณ์พนักงานที่เกี่ยวข้อง และการหาความสูญเปล่า 7 ประการ (7 Wastes) ที่เกิดขึ้น และนำเครื่องมือการลดความสูญเปล่าด้วยหลักการ ECRS ได้แก่ การกำจัด (Eliminate) การรวมกัน (Combine) การจัดใหม่ (Re-arrange) และการทำให้ง่าย (Simplify) มาปรับปรุงกระบวนการขนส่งและกระจายพัสดุของบริษัทจากขนส่งแบบวันถัดไป (Next Day Delivery) เป็นขนส่งแบบภายในวัน (Same Day Delivery) ภายในเขตกรุงเทพมหานคร จากการศึกษาและวิเคราะห์พบว่า กระบวนการหลังจากการปรับปรุงในเรื่องขั้นตอนกระบวนการกระจายพัสดุ ลดลงร้อยละ 28.57 ในเรื่องของระยะเวลาเฉลี่ยในการขนส่งพัสดุ ลดลงร้อยละ 58.03 และในเรื่องต้นทุนการกระจายพัสดุ พบว่าต้นทุนการกระจายพัสดุหลังการปรับปรุงจะเพิ่มขึ้นจากกระบวนการปัจจุบันร้อยละ 85.97 พร้อมทั้งทำการศึกษาแนวโน้มความสนใจที่จะใช้บริการและราคาที่ผู้ใช้บริการเต็มใจที่จะจ่าย (Willingness to Pay) ผ่านการทำแบบสอบถาม ซึ่งผลการศึกษาพบว่าประชากรกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด มีผู้ให้ราคาที่เต็มใจจ่ายมากที่สุดอยู่ที่ราคา 200 บาท และเต็มใจจ่ายที่ราคาน้อยที่สุดอยู่ที่ 39 บาท โดยมูลค่าความเต็มใจที่จะจ่ายในการใช้บริการขนส่งพัสดุภายในวันในเขตกรุงเทพมหานครมีมูลค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 47.8 บาท โดยจากการศึกษางานวิจัยดังกล่าวเพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจทำบริการขนส่งพัสดุภายในวันเดียว รวมถึงให้กระบวนการขนส่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อนำไปสู่การลดระยะเวลาที่สูญเปล่าในกระบวนการทำงานต่อไป
การลดความคลาดเคลื่อนของวัตถุดิบคงคลัง กรณีศึกษาบริษัทแปรรูปอาหารแช่แข็ง, วาทินี ปทุมผาย
การลดความคลาดเคลื่อนของวัตถุดิบคงคลัง กรณีศึกษาบริษัทแปรรูปอาหารแช่แข็ง, วาทินี ปทุมผาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาปัญหาความคลาดเคลื่อนของวัตถุดิบคงคลังบริษัทแปรรูปอาหารแช่แข็ง ที่ส่งผลกระทบต่อแผนการผลิตทำให้ไม่สามารถผลิตสินค้าได้ ต้องขอเลื่อนแผนการส่งออก ทำให้ระดับความพึงพอใจของลูกค้าลดลง การศึกษาปัญหาใช้วิธีวิเคราะห์กิจกรรมในกระบวนการไหลของวัตถุดิบแต่ละแผนกที่มีส่วนเกี่ยวข้องจากการสัมภาษณ์ข้อมูลเชิงลึกและการสำรวจข้อมูลภาคสนามในการสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม ตั้งแต่การวางแผนวัตถุดิบ จนวัตถุดิบถูกผลิตเป็นสินค้า ผลจากการศึกษาพบว่าปัญหาความคลาดเคลื่อนของวัตถุดิบเกิดจากปัจจัยหลัก 2 ปัจจัย คือ 1) ปัจจัยด้านคน เช่น การบันทึกข้อมูลการรับวัตถุดิบผิดพลาด 2) ปัจจัยด้านขั้นตอนการทำงาน จากการทำงานร่วมกันหลายระบบส่งผลให้การถ่ายโอนข้อมูลไม่สอดคล้องกัน จากการศึกษาในครั้งนี้จึงได้เสนอแนะแนวทางการลดความคลาดเคลื่อนโดย 1) การนำระบบบาร์โค้ดมาใช้เพื่อลดข้อผิดพลาดในการบันทึกข้อมูลการรับวัตถุดิบและการจัดเก็บวัตถุดิบ 2) การใช้ ABC Classification ในการกำหนดวงรอบการนับวัตถุดิบและการปรับยอด 3) การกำหนดความถี่การถ่ายโอนข้อมูลอัตโนมัติของระบบให้เหมาะสม 4) การก่อสร้างพื้นที่เพิ่มเติมเพื่อรองรับปริมาณวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น
การพยากรณ์ความต้องการสินค้าและการวางแผนการผลิต : กรณีศึกษาโรงงานผู้ผลิตขวดแก้ว, เมธนุช จำปาศรี
การพยากรณ์ความต้องการสินค้าและการวางแผนการผลิต : กรณีศึกษาโรงงานผู้ผลิตขวดแก้ว, เมธนุช จำปาศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเทคนิคการพยากรณ์และเลือกใช้เทคนิคการพยากรณ์ที่เหมาะสม ในการนำเสนอแนวทางการวางแผนการผลิตและลดปริมาณสินค้าคงคลัง โดยจะศึกษาเฉพาะสินค้าบรรจุภัณฑ์ขวดแก้ว ได้แก่กลุ่ม Beverage (เครื่องดื่ม) ประกอบไปด้วยข้อมูลอนุกรมเวลาที่ใช้ในการศึกษาหาตัวแบบยอดขายสินค้าแต่ละชนิดที่เก็บรวบรวมตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ.2560 – กันยายน พ.ศ.2563 และ ข้อมูลอนุกรมเวลาที่ใช้เพื่อเปรียบเทียบยอดขายสินค้าแต่ละชนิดที่เก็บรวบรวมตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2563 – กันยายน พ.ศ.2564. ผลการวิจัยพบว่า วิธีการพยากรณ์ที่เหมาะสมในลำดับที่1 คือ วิธีการแยกองค์ประกอบ (Decomposition Method) เนื่องจากเป็นวิธีมีค่าความคลาดเคลื่อนต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับวิธีการพยากรณ์อื่น และวิธีการพยากรณ์ที่เหมาะสมในลำดับที่2 คือ วิธีการปรับเรียบแบบเอ็กซ์โปแนนเซียลของวินเทอร์ (Winter’s Method) โดยจากการพยากรณ์วิธี Decomposition Method สามารถลดทั้งสินค้าคงคลัง และ ต้นทุน ลงไปได้ ถึง 57.23% ที่ Product1 และ 57.18% ที่ Product2 ตามลำดับ และ จากการพยากรณ์วิธี Winter’s Method สามารถลดทั้งสินค้าคงคลัง และ ต้นทุน ลงไปได้ ถึง 56.27% ที่ Product1 และ 67.76% ที่ Product 2 ตามลำดับ
การวิเคราะห์ต้นทุนปฏิบัติการเรือน้ำมันของกองทัพเรือ, รัฐพงศ์ บุญลือ
การวิเคราะห์ต้นทุนปฏิบัติการเรือน้ำมันของกองทัพเรือ, รัฐพงศ์ บุญลือ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาต้นทุนปฏิบัติการของเรือน้ำมันของกองทัพเรือ ซึ่งประกอบด้วยต้นทุน ต้นทุนการบริหารและต้นทุนการปฏิบัติการ โดยรวบรวมสถิติข้อมูลค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จากการรายงานสถานะของเรือ รายงานความสิ้นเปลืองของเรือและรายงานสถิติการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ในช่วงปีงบประมาณ ๒๕๖๒ – ๒๕๖๔ แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อให้ทราบต้นทุนปฏิบัติการของเรือน้ำมันเป็นเงินเฉลี่ย บาท/วัน ผลการวิจัยพบว่า ต้นทุนปฏิบัติการของเรือหลวงปรงมีต้นทุนเฉลี่ย ๓๕,๓๒๔.๓๓ บาท/วัน ต้นทุนปฏิบัติการของเรือหลวงเปริดมีต้นทุนเฉลี่ย ๔๔,๘๖๕.๐๙ บาท/วัน การทราบต้นทุนปฏิบัติการเรือน้ำมัน ของกองทัพเรือส่งผลให้กองทัพเรือสามารถนำหลักการคำนวณต้นทุนค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการทางเรือมาใช้ในการพิจารณาและตัดสินใจใช้เรือออกปฏิบัติราชการและใช้ในการวางแผนปฏิบัติการของเรือน้ำมันของกองทัพเรือในแต่ละปีงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้มีความเหมาะสมและคุ้มค่ากับงบประมาณที่ได้รับ
การเปรียบเทียบการขนส่งที่เกิดจากการทดแทนขนาดตู้คอนเทนเนอร์ทางทะเล, ภุมมรัตน์ ล่องพริก
การเปรียบเทียบการขนส่งที่เกิดจากการทดแทนขนาดตู้คอนเทนเนอร์ทางทะเล, ภุมมรัตน์ ล่องพริก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการขนส่งที่เกิดจากการทดแทนขนาดตู้คอนเทนเนอร์ และ การรอตู้คอนเทนเนอร์ กรณีศึกษา บริษัทตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งออกสินค้าทางทะเล การวิจัยเป็นการผสมผสานการวิจัยเชิงปริมาณได้แก่การวิเคราะห์ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าทางบกและทางทะเลแล้วนำข้อมูลที่ได้มาคำนวณค่าใช้จ่ายในการทดแทนตู้คอนเทนเนอร์ และการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกเกี่ยวกับความคิดเห็นในการยอมรับการทดแทนขนาดตู้คอนเทนเนอร์และการรอตู้คอนเทนเนอร์ โดยทำการเปรียบเทียบรูปแบบการขนส่งทั้งสองกรณี เพื่อแนวทางเลือกในการตัดสินใจให้กับผู้ส่งออก ผลการศึกษาพบว่า ผู้ออกส่งร้อยละ 90 จากกลุ่มผู้ตัวอย่าง ภายใต้เงื่อนไขเทอมการค้า FOB ยอมรับการทดแทนตู้คอนเทนเนอร์ เนื่องจากมีต้นทุนขนส่งที่เกิดจากการทดแทนตู้คอนเทนเนอร์ที่ต่ำกว่าต้นทุนขนส่งที่เกิดจากการรอในการรอตู้คอนเทนเนอร์ นอกจากนี้ยังสามารถส่งออกสินค้าได้ทันเวลาตามที่กำหนดไว้ และสินค้าที่ผู้ส่งออกยอมรับการทดแทนตู้นั้น เป็นสินค้าที่ปลายทางต้องการสินค้าเร่งด่วน และสินค้าบริโภคที่เน่าเสียง่าย ส่วนผู้ส่งออกที่ยอมรับการรอตู้คอนเทนเนอร์ ร้อยละ 10 นั้นพบว่าผู้ส่งออกไม่พบต้นทุนขนส่งที่เกิดขึ้นจากการรอคอนเทนเนอร์ เนื่องจาก ผู้ส่งออกมีที่พักเก็บสินค้าแบบไม่ต้องเสียค่าใช้ในการจัดเก็บ โดยสินค้าที่ทำการส่งออกเป็นสินค้าที่น้ำหนักมากเกินไปกว่าที่ตู้ขนาดอื่นจะสามารถรับน้ำหนักทดแทนได้ และผู้ส่งออกไม่ยินยอมการตัดจำนวนสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์ อีกทั้งปลายทางไม่ได้ต้องการที่สินค้าเร่งด่วน โดยยอมรับการรอส่งออกในเรือลำถัดไปโดยใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 7วันในการรอตู้คอนเทนเนอร์
การจัดสรรรถขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง : กรณีศึกษา บริษัทน้ำมันขนาดเล็กในจังหวัดเชียงใหม่, พศิน ศิริเขตต์
การจัดสรรรถขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง : กรณีศึกษา บริษัทน้ำมันขนาดเล็กในจังหวัดเชียงใหม่, พศิน ศิริเขตต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เสนอต้นแบบทางคณิตศาสตร์ สำหรับเป็นแนวทางในการจัดสรรรถขนส่งน้ำมัน เชื้อเพลิงไปยังสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงในจังหวัดเชียงใหม่ทั้งหมด 3 สถานี โดยมีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อลดต้นทุนโดยรวมโลจิสติกส์ ซึ่งก็คือ ค่าขนส่ง โดยทำให้มีค่าใช้จ่ายในการขนส่งน้อยที่สุด แต่ก็จะต้องตอบสนองต่อความต้องการที่เพียงพอของผู้บริโภคในแต่ละสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ในงานวิจัยนี้ เลือกวิธีการการขนส่ง 2 วิธี คือ รถบรรทุกของทางสถานี (รถบรรทุกขนาด 18,000 ลิตร และรถบรรทุกขนาด 16,000 ลิตร) และรถบรรทุกของคลังน้ำมัน (รถบรรทุกขนาด 20,000 ลิตร) งานวิจัยนี้จะนำมาประยุกต์ใช้กับแบบจำลองเชิงเส้น (Linear Program) โดยแบ่งข้อมูลปริมาณความต้องการน้ำมันของผู้บริโภคและปริมาณการสั่งซื้อน้ำมันเป็นสองส่วน ส่วนแรกจะนำไปหาปริมาณการสั่งซื้อน้ำมันต่อวัน และส่วนที่สองจะนำไปจัดสรรรถเติมน้ำมัน รวมถึงทดสอบนโยบายใหม่ ผลจากตัวแบบพบว่านโยบายใหม่ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการขนส่งลดลงถึงร้อยละ 22.60 จากการสั่งซื้อแบบเดิม ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการขนส่งอยู่ที่ 879,225 บาท คงเหลือค่าใช้จ่ายในการ ขนส่งรวมเป็น 680,520 บาท
การปรับปรุงนโยบายการสั่งซื้อชิ้นส่วนอะไหล่ กรณีศึกษาบริษัทจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า, ฐิติวัลคุ์ เอื้อวรธรรม
การปรับปรุงนโยบายการสั่งซื้อชิ้นส่วนอะไหล่ กรณีศึกษาบริษัทจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า, ฐิติวัลคุ์ เอื้อวรธรรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอนโยบายพัสดุคงคลังที่สามารถลดจำนวนอะไหล่ขาดมือจากการสั่งซื้อชิ้นส่วนอะไหล่เครื่องใช้ไฟฟ้าของบริษัทกรณีศึกษา ซึ่งเป็นบริษัทที่มีการจำหน่ายชิ้นส่วนอะไหล่ให้กับลูกค้าในสองช่องทาง คือ งานซ่อมของช่างซ่อมที่มีความต้องการชิ้นส่วนอะไหล่สำหรับงานซ่อมแซม บำรุงรักษา ทดแทนอะไหล่ของเครื่องใช้ไฟฟ้า และลูกค้าที่มีความต้องการมาซื้อชิ้นส่วนอะไหล่เพื่อการบำรุงรักษาโดยตรงที่สำนักงานใหญ่ของบริษัท รายการชิ้นส่วนอะไหล่ที่ศึกษามี 5 รายการซึ่งเป็นรายการที่มีความต้องการไม่แน่นอนจากลูกค้าและบริษัทต้องการให้มีอัตราการเติมเต็มพัสดุคงคลังอะไหล่ที่สามารถรองรับความต้องการไม่แน่นอนของลูกค้าได้ แต่ในปัจจุบันพบว่า บริษัทมีอัตราการเติมเต็มพัสดุคงคลังอะไหล่เพียง 48% งานวิจัยเริ่มต้นจากการศึกษานโยบายการสั่งซื้อของบริษัทเพื่อวิเคราะห์ปัญหาของนโยบายในปัจจุบัน และเก็บรวบรวมข้อมูลความต้องการของชิ้นส่วนอะไหล่ในอดีต เพื่อศึกษาการกระจายตัวของข้อมูลความต้องการ จากนั้นนำเสนอนโยบายที่พิจารณาการกระจายตัวของข้อมูลความต้องการอะไหล่ ร่วมกับระยะเวลานำที่ไม่คงที่จากซัพพลายเออร์ จากนั้นจึงนำเสนอนโยบายระดับคงคลังเป้าหมาย (Order-up-to-level Model หรือ OUL) ที่มีการกำหนดรอบการสั่งคงที่และสั่งซื้อให้ถึงระดับ OUL ซึ่งเป็นระดับที่เพียงพอต่อการตอบสนองความต้องการในแต่ละรอบการสั่งตามระดับการให้บริการที่กำหนด นโยบายระดับคงคลังเป้าหมายที่นำเสนอ ได้ถูกนำไปจำลองการสั่งซื้อในโปรแกรม Microsoft Excel เพื่อทดสอบการสั่งซื้อชิ้นส่วนอะไหล่ทั้ง 5 รายการ พบว่านโยบายที่นำเสนอสามารถเพิ่มอัตราการเติมเต็มพัสดุคงคลังอะไหล่ได้ 100% ทั้ง 5 รายการ และมีมูลค่าพัสดุคงคลังลดลง 34%