Incorporation Of Nutrition Education With Medication Injection To Sustain Weight Loss,
2024
Dominican University of California
Incorporation Of Nutrition Education With Medication Injection To Sustain Weight Loss, Julia Calvelo
Nursing | Senior Theses
Background: Obesity is a widespread occurrence linked to comorbidities. Weight loss and maintenance is crucial to sustain existing health conditions and reduce risk of chronic diseases.
Lack of maintained weight loss is associated with poor education on nutrition, diet, and physical activity literacy. Objective: The purpose of this quantitative experimental study is to determine the efficacy of nutrition education among medication injection to sustain weight loss throughout treatment. It aims to promote comprehension of the aspects of nutrition, dietary habits, and physical education to not only sustain weight loss, but to understand the significance of how these elements contribute to …
Setting The Field: A Framework For Leadership Success On And Off The Sports Field...And Why It Matters,
2024
Hollins University
Setting The Field: A Framework For Leadership Success On And Off The Sports Field...And Why It Matters, Mary Semler
Teaching and Learning (MA) Theses
ABSTRACT
Navigating the difficulties of adolescence and young adulthood has been an age-old subject studied in fields like psychology, sociology, biology, and education, to name a few, as well as significantly addressed in literature and other aspects of culture. But, there is an important and often-overlooked area where much can be done to help this age group thrive and go on to become productive and successful adults, good citizens and quality stewards of the world in which they live. It is the participation in athletic-team sports at school.
Because of the hyper-pace of life today resulting from ever-advancing technology, our …
Effects Of Circuit Training Program On Discipline And Futsal Shooting Ability Of Lower Secondary Students,
2024
Faculty of Education
Effects Of Circuit Training Program On Discipline And Futsal Shooting Ability Of Lower Secondary Students, Rapeepong Poolsawat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
No abstract provided.
2024-2025 Graduate Msn-Fnp Handbook,
2024
Morehead State University
2024-2025 Graduate Msn-Fnp Handbook, Morehead State University. Nursing Department.
Nursing Department Publications Archive
2024-2025 Graduate Student Handbook for the Department of Nursing at Morehead State University.
Athletic Trainers' Perceptions Of Salary Negotiation Decision-Making During The Hiring Process,
2024
Old Dominion University
Athletic Trainers' Perceptions Of Salary Negotiation Decision-Making During The Hiring Process, Julie M. Cavallario, Kim Detwiler, Leanne Jones, Indigo White, Cailee E. Welch
Rehabilitation Sciences Faculty Publications
Context: Appropriate salaries for athletic trainers (ATs) have been a contentious topic for decades. While professional advocacy efforts to increase ATs' salaries have gained traction, little is known about ATs' experiences with negotiation during the hiring process.
Objective: To explore the reasons, influences, and factors influencing ATs' negotiation decisions.
Design: Qualitative study.
Setting: Individual video interviews.
Patients or other participants: 28 ATs who participated in a previous study and indicated a willingness to participate in the qualitative follow-up were interviewed (17 women, 10 men, 1 non-binary individual; age = 37.8±8.9 years; athletic training experience = 15.1±8.3 years). Of the 28 …
Outpatient Fall Prevention In Ambulatory Adults 65 Years Old And Over,
2024
University of Texas at Arlington
Outpatient Fall Prevention In Ambulatory Adults 65 Years Old And Over, Dorothy L. Osborne-White
Doctor of Nursing Practice (DNP) Scholarly Projects - Archive
Background: In the United States (U.S.), falls are the leading cause of injury among adults 65 and over, resulting in 36 million falls yearly (Moreland et al., 2020). According to the Centers for Disease Control and Prevention (CDC, 2023), one in four older adults experiences a fall each year. Falls are the world's second most prominent cause of accidental deaths (World Health Organization [WHO], 2021). Falls are the leading cause of both fatal and non-fatal injuries among older adults (Moreland et al., 2020).
Methods: A quality improvement project that included a fall bundle was implemented in a primary clinic. A …
ผลการจัดการเรียนรู้พลศึกษาวิชาแฮนด์บอลด้วยการฝึกการเรียงแก้วที่มีต่อทักษะแฮนด์บอลและการประสานงานระหว่างมือกับตาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย,
2024
คณะครุศาสตร์
ผลการจัดการเรียนรู้พลศึกษาวิชาแฮนด์บอลด้วยการฝึกการเรียงแก้วที่มีต่อทักษะแฮนด์บอลและการประสานงานระหว่างมือกับตาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย, ธนกร ป้านสุวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะแฮนด์บอลและการประสานงานระหว่างมือกับตาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังการทดลอง และ 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะแฮนด์บอลและการประสานงานระหว่างมือกับตาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม หลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 73 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 36 คน และกลุ่มควบคุม 37 คน ดำเนินการทดลองเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือในวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาวิชาแฮนด์บอลด้วยการฝึกการเรียงแก้ว จำนวน 8 แผน ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.95 และ 2) แบบทดสอบทักษะกีฬาแฮนด์บอล 3 ทักษะ ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.96 3) แบบวัดการประสานงานระหว่างมือกับตา Alternate Hand Wall Toss Test ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลคำนวณค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ของคะแนนการประสานงานระหว่างมือกับตา โดยการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยของทักษะแฮนด์บอลและการประสานงานระหว่างมือกับตาหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) คะแนนเฉลี่ยของทักษะแฮนด์บอลและการประสานงานระหว่างมือกับตาหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีเพียงทักษะการเลี้ยงบอลเพียงทักษะเดียวที่มีผลไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปได้ว่าการจัดการเรียนรู้พลศึกษาวิชาแฮนด์บอลผ่านกิจกรรมการเรียงแก้วสามารถพัฒนาการประสานงานระหว่างมือกับตาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายได้
2024-2025 Family Nurse Practitioner Practicum Handbook,
2024
Morehead State University
2024-2025 Family Nurse Practitioner Practicum Handbook, Morehead State University. Nursing Department.
Nursing Department Publications Archive
2024-2025 Family Nurse Practitioner Practicum Handbook of the Department of Nursing at Morehead State University.
2024-2025 Nursing Undergraduate Student Handbook,
2024
Morehead State University
2024-2025 Nursing Undergraduate Student Handbook, Morehead State University. Nursing Department.
Nursing Department Publications Archive
2024-2025 Undergraduate Student Handbook of the Department of Nursing at Morehead State University.
การประเมินความต้องการจำเป็นในการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21,
2024
คณะครุศาสตร์
การประเมินความต้องการจำเป็นในการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21, ขนิษฐา นิ่มดำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของครูสุขศึกษา 2) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของครูสุขศึกษา ในการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21 และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาของครูสุขศึกษา ในศตวรรษที่ 21 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูสุขศึกษาในโรงเรียน สังกัด สพฐ. จำนวน 252 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์จัดลำดับความสำคัญ โดยใช้สูตร Priority Needs Index แบบปรับปรุง (PNImodified) และการศึกษาแนวทางการวิจัย โดยใช้หลักการแนวคิดของความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของครูสุขศึกษาด้านสื่อเเละเเหล่งการเรียนรู้เพศศึกษา ในภาพรวมจัดอยู่ในระดับปานกลางถึงน้อยทุกด้าน ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์ในการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21 ในภาพรวมจัดอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน 2) ความต้องการจำเป็นของครูสุขศึกษา ในการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของครูสุขศึกษา มีดัชนีความต้องการจำเป็นในทุกด้าน โดยด้านการวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้เพศศึกษา มีความจำเป็นมากที่สุด (PNImodified= 0.72) ขณะที่ด้านสื่อเเละเเหล่งการเรียนรู้เพศศึกษา มีความจำเป็นน้อยที่สุด (PNImodified= 0.51) และ 3) แนวทางพัฒนาการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของครูสุขศึกษาในภาพรวม ผู้เชี่ยวชาญประเมินคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงตามลำดับ พบว่าความเหมาะสมและความเป็นไปได้ ลำดับแรกคือ ด้านสาระการเรียนรู้เพศศึกษา รองลงมาคือ ด้านวัตถุประสงค์การจัดการเรียนรู้เพศศึกษาด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้เพศศึกษา ด้านสื่อเเละเเหล่งการเรียนรู้เพศศึกษา ด้านหลักการจัดการเรียนรู้เพศศึกษา และด้านการวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้เพศศึกษา ตามลำดับ
Nebline, January/February 2024,
2024
University of Nebraska - Lincoln
Nebline, January/February 2024
NEBLINE Newsletter Archive from Nebraska Extension in Lancaster County
2023 Extension Highlights
4-H Programs Engaged 39,421 Youth
Nebraska Extension’s Strategic Direction
Enjoy a Comforting Bowl of Soup in January & Beyond by Kayla Colgrove
Recipe of the Month: Multi-Cooker Tuscan Soup by Kayla Colgrove
Garden Guide: Things to Do This Month
Extension’s 2024 Master Gardener Volunteer Training Begins Soon
Upcoming Green Industry Conferences
ProHort Lawn & Landscape Update
2024 Pesticide Applicator Trainings
Crop Production Clinics
Extension Workshop Planned on Managing Farmland and Transition Planning
Water Quality: Nebraska On-Farm Research by John Nelson
House Centipedes by Kait Chapman
Early Childhood Prep Academy: Leaders Today, Learners Tomorrow by Hayley Jackson
Heart …
การพัฒนาหลักสูตรอบรมแบบผสมผสานตามแนวคิดเชิงระบบเพื่อสร้างเสริมสมรรถนะการออกแบบวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูพลศึกษา,
2024
คณะครุศาสตร์
การพัฒนาหลักสูตรอบรมแบบผสมผสานตามแนวคิดเชิงระบบเพื่อสร้างเสริมสมรรถนะการออกแบบวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูพลศึกษา, ภัทรพงศ์ รัตนกาญจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาหลักสูตรอบรมแบบผสมผสานตามแนวคิดเชิงระบบเพื่อสร้างเสริมสมรรถนะการออกแบบวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูพลศึกษา 2) เพื่อประเมินประสิทธิผลการพัฒนาหลักสูตรอบรมแบบผสมผสานตามแนวคิดเชิงระบบ เพื่อสร้างเสริมสมรรถนะการออกแบบวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูพลศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาความต้องการจำเป็น คือ ครูพลศึกษา สังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 384 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างหลายขั้นตอน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินประสิทธิผลหลักสูตรฝึกอบรม คือ ครูพลศึกษา สังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 30 คน ได้มาจากการอาสาสมัคร และผ่านเกณฑ์การคัดเข้า ทำการเก็บข้อมูล 2 ครั้ง คือ ก่อนการทดลองและหลังการทดลอง นำข้อมูลที่ได้มาหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นด้วยการใช้เทคนิค Modified Priority Needs Index ในการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น และทดสอบด้วยสถิติที ผลการวิจัยพบว่า 1) หลักสูตรฝึกอบรมที่พัฒนาขึ้นมี 8 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) หลักการและเหตุผลของหลักสูตรฝึกอบรม (2) จุดมุ่งหมายของหลักสูตรอบรม (3) ประเด็นเนื้อหาหลักสูตรฝึกอบรม (4) กิจกรรมที่ใช้ในการอบรม (5) สื่อที่ใช้ในหลักสูตรอบรม (6) ระยะเวลาของหลักสูตรฝึกอบรม (7) การประเมินผลหลักสูตรอบรม และ (8) หน่วยการเรียนรู้ที่ใช้ในการอบรม 2) ประสิทธิผลของหลักสูตรอบรมที่พัฒนาขึ้นส่งผลให้กลุ่มทดลองมีความรู้และสมรรถนะการออกแบบวิจัยในชั้นเรียนทางพลศึกษา หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 สรุปได้ว่า หลักสูตรอบรมแบบผสมผสานตามแนวคิดเชิงระบบสามารถพัฒนาความรู้และสมรรถนะการออกแบบวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูพลศึกษาหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
โปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเองสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษา,
2024
คณะครุศาสตร์
โปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเองสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษา, ชาญธวัช จันทร์กล่ำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองและของนักเรียนกลุ่มควบคุม 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจหลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองกับนักเรียนกลุ่มควบคุมกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 60 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ นักเรียนกลุ่มทดลอง จำนวน 30 คนที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเอง และนักเรียนกลุ่มควบคุม จำนวน 30 คน ไม่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเอง ประกอบด้วย 7 กิจกรรม ประเมินตนเอง รับรู้ปัญหา ร่วมกันวางแผน สู้ปัญหา จิตใจเข้มแข้ง แรงเสริมทางบวก และเรียนรู้ไปด้วยกัน 2) แบบประเมินการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจ ซึ่งประกอบด้วยแบบประเมินการรับรู้ข้อมูลและสถานการณ์เพื่อเตรียมพร้อมป้องกัน แบบประเมินการเผชิญปัญหาและตอบสนอง และแบบประเมินความสามารถในการฟื้นพลังทางจิตใจหลังเผชิญปัญหา วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจ โดยการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2) ค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปผลการวิจัย โปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเองสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาส่งผลให้การจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุม
ผลของโปรแกรมฝึกความแข็งแรงกลุ่มกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวโดยใช้หลักการเพิ่มความหนักที่มีต่อความสามารถในการตีลูกซอฟท์บอลของนักเรียนมัธยมศึกษา,
2024
คณะครุศาสตร์
ผลของโปรแกรมฝึกความแข็งแรงกลุ่มกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวโดยใช้หลักการเพิ่มความหนักที่มีต่อความสามารถในการตีลูกซอฟท์บอลของนักเรียนมัธยมศึกษา, สิรภัทร กาษรสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการตีลูกซอฟท์บอลก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลอง 2) เปรียบเทียบความสามารถในการตีลูกซอฟท์บอลของนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง โดยกลุ่มตัวอย่างการวิจัย คือ นักกีฬาซอฟท์บอลโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา นักกีฬาซอฟท์บอลจำนวน 32 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) จากนั้นให้นักเรียนทำแบบทดสอบเพื่อประเมินความสามารถในการตีลูกซอฟท์บอล แล้วจึงจับคู่ด้วยวิธีการจับคู่ (Matching Group)แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลอง จำนวน 16 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 16 คน ดำเนินการทดลองระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 60 นาที เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรมฝึกความแข็งแรงกลุ่มกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว โดยใช้หลักการเพิ่มความหนัก จำนวน 8 โปรแกรม มีค่า IOC อยู่ในช่วง 0.60 – 1.00 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบทดสอบการวัดความสามารถในการตีลูกซอฟท์บอล มีค่า IOC อยู่ในช่วง 0.60 – 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยคะแนนด้วยค่า “ที” ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวโดยใช้หลักการเพิ่มความหนักส่งผลให้มีความสามารถในการตีลูกซอฟท์บอลดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งในด้านความเร็วลูกหลังตี ระยะทางลูกหลังตี และท่าทางการตีเมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการทดลอง นอกจากนี้ เมื่อนำผลหลังการทดลองมาเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่ากลุ่มทดลองมีค่าความเร็วและระยะทางลูกหลังตีสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่ท่าทางการตีไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ สรุปได้ว่าโปรแกรมฝึกความแข็งแรงกลุ่มกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวโดยใช้หลักการเพิ่มความหนักที่มีต่อความสามารถในการตีลูกซอฟท์บอลของนักเรียนมัธยมศึกษาทำให้นักเรียนมีความสามารถในการตีลูกซอฟท์บอลดีขึ้น
ผลการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาที่มีต่อสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น,
2024
คณะครุศาสตร์
ผลการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาที่มีต่อสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, สุพัฒน์พงศ์ ตรังคประสิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาที่มีต่อสมรรถนะการทำงานเป็นทีมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น โดย 1) เปรียบเทียบผลการทดสอบสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีม ก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลอง 2) เปรียบเทียบผลการทดสอบสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนที่กำลังศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 60 คน ภาคปลาย ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนสาธิตสังกัดกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จังหวัดกรุงเทพมหานคร การวิจัยครั้งนี้การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัย กึ่งทดลอง (Quasi – Experimental Research) และเลือกโรงเรียนกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Selection) แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน โดยใช้การสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือวิจัย 1) แผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้ของรูปแบบซิปปา จำนวน 8 แผน โดยมีค่า IOC = 0.6 – 1.0 2) แบบประเมินสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมก่อนเรียนและหลังเรียน โดยมีค่า IOC = 0.6 - 1.0 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test ผลการวิจัยพบว่า 1) คะแนนสมรรถนะการทำงานเป็นทีมของกลุ่มทดลองหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) คะแนนสมรรถนะของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาสามารถพัฒนาสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นได้
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดการรับรู้ความสามารถของตนเองที่มีต่อการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น,
2024
คณะครุศาสตร์
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดการรับรู้ความสามารถของตนเองที่มีต่อการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, สาริศ คงสมจิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนของการเห็นคุณค่าในตนเองก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลอง 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนของการเห็นคุณค่าในตนเองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ชั้นปีที่ 1-3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 72 คน แบ่งเป็น นักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดการรับรู้ความสามารถของตนเองจำนวน 36 คน และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาแบบปกติ 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย คือ 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดการรับรู้ความสามารถของตนเองจำนวน 8 แผน(IOC = 0.88) และ 2) เครื่องมือเก็บรวมรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดการเห็นคุณค่าในตนเอง (IOC = 1.00) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หาค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนการเห็นคุณค่าในตนเองโดยการทดสอบค่าที (t - test) ผลการวิจัยพบว่า 1. ค่าเฉลี่ยคะแนนของการเห็นคุณค่าในตนเองหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ค่าเฉลี่ยคะแนนของการเห็นคุณค่าในตนเองหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การเปรียบเทียบความสามารถและความวิตกกังวลในการว่ายน้ำระหว่างการจัดการเรียนรู้ว่ายน้ำท่ากรรเชียงกับท่าฟรอนต์ครอลสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น,
2024
คณะครุศาสตร์
การเปรียบเทียบความสามารถและความวิตกกังวลในการว่ายน้ำระหว่างการจัดการเรียนรู้ว่ายน้ำท่ากรรเชียงกับท่าฟรอนต์ครอลสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น, สุทัตตา เทพบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถและความวิตกกังวลในการว่ายน้ำระหว่างการจัดการเรียนรู้ว่ายน้ำท่ากรรเชียงและท่าฟรอนต์ครอลสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 32 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 16 คน โดยใช้รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) โดยการทดลองใช้ระยะเวลา 10 สัปดาห์ ซึ่งกลุ่มทดลองได้รับการสอนท่ากรรเชียง ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการสอนท่าฟรอนต์ครอล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาท่ากรรเชียงและท่าฟรอนต์ครอล รวมถึงแบบวัดความสามารถในการว่ายน้ำและแบบวัดความวิตกกังวลในการว่ายน้ำ โดยใช้การทดสอบค่าที (t-test) ก่อนและหลังการทดลองในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า ก่อนการทดลองไม่มีความแตกต่างในคะแนนความสามารถในการว่ายน้ำและความวิตกกังวลในการว่ายน้ำระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม แต่หลังการทดลองกลุ่มทดลองที่ได้รับการสอนท่ากรรเชียงมีการพัฒนาความสามารถในการว่ายน้ำทั้งในทักษะการเตะขา การลอยตัว และการว่ายน้ำ รวมทั้งมีความวิตกกังวลในการว่ายน้ำลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการทดลอง นอกจากนี้ยังพบว่า กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีคะแนนความสามารถในการว่ายน้ำและความวิตกกังวลไม่แตกต่างกันหลังการทดลอง
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์ที่มีต่อความรับผิดชอบของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย,
2024
คณะครุศาสตร์
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์ที่มีต่อความรับผิดชอบของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, มนัสนันท์ ผาสุขกุลโรจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรับผิดชอบ ก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนน ความรับผิดชอบหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 80 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองจำนวน 40 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 40 คน ดำเนินการทดลองเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์จำนวน 8 แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.96 – 1.00 และ 2) เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความรับผิดชอบ ทั้งหมด 6 ด้าน จำนวน 20 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.60 – 1.00 ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.84 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนน ความรับผิดชอบโดยการทดสอบค่าที (t - test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนความรับผิดชอบหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยคะแนนความรับผิดชอบหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์สามารถพัฒนาความรับผิดชอบของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายได้
ผลการประยุกต์การออกกำลังกายแบบหนักสลับเบาในวิชาพลศึกษาที่มีต่อความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนานในนักเรียนเพศหญิงมัธยมศึกษาตอนต้น,
2024
คณะครุศาสตร์
ผลการประยุกต์การออกกำลังกายแบบหนักสลับเบาในวิชาพลศึกษาที่มีต่อความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนานในนักเรียนเพศหญิงมัธยมศึกษาตอนต้น, นิศากร ขวัญเมือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ปรียบเทียบความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนาน ก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลอง 2) เปรียบเทียบความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนาน ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 80 คน โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพมหานคร แบ่งออกเป็น กลุ่มทดลอง จำนวน 40 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการเรียนรู้การประยุกต์การออกกำลังกายแบบหนักสลับเบาในวิชาพลศึกษาที่มีต่อความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนานในนักเรียนเพศหญิงมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 8 แผน 2) เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล คือ 1) แบบทดสอบความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจ 2) แบบประเมินความสนุกสนานในการมีกิจกรรมทางกาย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยคำนวณค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation; SD) และใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ (Two-way ANOVA with repeated measures) ในการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการทดลองกลุ่มที่ได้รับการประยุกต์การออกกำลังกายแบบหนักสลับเบาในวิชาพลศึกษามีค่าเฉลี่ยความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนาน เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 2) หลังการทดลองกลุ่มที่ได้รับการประยุกต์การออกกำลังกายแบบหนักสลับเบาในวิชาพลศึกษามีค่าเฉลี่ยความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนานสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการเรียนการสอนรายวิชาพลศึกษาแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001
ผลการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์กิจกรรมมินิวอลเลย์บอลที่มีต่อเจตคติการเรียนและทักษะวอลเลย์บอลของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น,
2024
คณะครุศาสตร์
ผลการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์กิจกรรมมินิวอลเลย์บอลที่มีต่อเจตคติการเรียนและทักษะวอลเลย์บอลของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, พุฒิพงศ์ ศรีสมโภชน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบเจตคติการเรียนและทักษะวอลเลย์บอลของกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังการทดลอง 2) เปรียบเทียบเจตคติการเรียนและทักษะวอลเลย์บอลระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม หลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 66 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 33 คน และกลุ่มควบคุม 33 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์กิจกรรมมินิวอลเลย์บอล จำนวน 8 สัปดาห์ ค่า IOC เท่ากับ 0.80-1.00 2) แบบประเมินเจตคติการเรียน ค่า IOC เท่ากับ 0.80-1.00 3) แบบทดสอบทักษะวอลเลย์บอล ค่า IOC เท่ากับ 0.80-1.00 วิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยคะแนนด้วยค่าที โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนเจตคติการเรียนและทักษะวอลเลย์บอลของกลุ่มทดลองหลังทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยคะแนนเจตคติการเรียนของกลุ่มทดลองไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะวอลเลย์บอลของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
