A Statewide Examination Of Racial Equity, Culturally Responsive Teaching, And Career Technical Education Outcomes In Kentucky,
2024
Murray State University
A Statewide Examination Of Racial Equity, Culturally Responsive Teaching, And Career Technical Education Outcomes In Kentucky, Reginald L. Mcdaniel Jr.
Murray State Theses and Dissertations
This study examines the implementation of Racial Equity Policies (REP) and Culturally Responsive Teaching (CRT) practices in Career and Technical Education (CTE) across the Commonwealth of Kentucky's public school districts. This quantitative research incorporates perspectives from district leaders, educators, and administrators, exploring the interplay between racial equity policies and teaching practices. The study highlighted the influential role of district leaders in shaping positive perceptions and awareness of the tools available to support equity work. The study also revealed disparities among districts, with urban areas leading integration, while rural districts express confidence in their commitment to racial equity.
The study's practical …
A Comparison Of Student Achievement On Agriculture Mechanics End Of Pathway Assessments Among Agriculture Programs In Georgia,
2024
Murray State University
A Comparison Of Student Achievement On Agriculture Mechanics End Of Pathway Assessments Among Agriculture Programs In Georgia, William Burt
Murray State Theses and Dissertations
Agriculture education programs in Georgia are held to the same standards and evaluations regardless of their location, resource availability, and student clientele. For schools with agriculture mechanics programs specifically, students are expected to obtain proficient skills in welding, electrical wiring, woodworking, small engines, concrete, and machinery. Students' are expected to obtain skill sets in these various content areas, yet the equipment and resources available to the educator differs among schools. The experience that a student encounters also differs among schools. For instance, some schools have multiple agriculture pathways for a student to enroll in, while other schools have minimal. The …
University Student Worker Productivity: A Qualitative Analysis,
2024
Murray State University
University Student Worker Productivity: A Qualitative Analysis, Amanda S. Mansfield
Murray State Theses and Dissertations
Student worker productivity is an important aspect of higher education, since many functional units rely on student employees to operate. Student workers communicate with all stakeholders of universities, including incoming and current students and their families, alumni, faculty, staff, and community members. Universities facing issues related to budgeting, enrollment, retention, and employability of their graduates can combat those issues by strengthening the largest labor pool on campus, student workers. The study explored what it means to be a productive university student worker within the framework of Social Exchange Theory and Grounded Theory. The study sought to provide recommendations to universities …
A New Perspective On Teacher Attrition And Retention: What Can Be Learned From Teachers That Continue In The Profession, The Stayers?,
2024
University of North Florida
A New Perspective On Teacher Attrition And Retention: What Can Be Learned From Teachers That Continue In The Profession, The Stayers?, Haley M. Vogel
UNF Graduate Theses and Dissertations
This phenomenological research study focuses on closing the divide between ongoing teacher shortages created by labor market cycles and teacher attrition with retention practices that keep qualified teachers in K-12 public schools. The literature review of this study identified a gap in research related to teacher shortages. Significant research exists around why teachers leave the profession, however, research related to why teachers stay is limited. The purpose of this phenomenological study was to better understand the lived experiences (Moustakas, 1994, van Manen, 2023, Creswell & Poth, 2018) of K-12 secondary public-school teachers continued decision to remain in the profession. The …
Exploring Parental Engagement In A Family Stem Program Leveraging Social Media Spaces,
2024
University of North Florida
Exploring Parental Engagement In A Family Stem Program Leveraging Social Media Spaces, Valentina Bongiovanni
UNF Graduate Theses and Dissertations
The Family Take-home STEM Toolkit Program offers families the opportunity to engage in science, technology, engineering, and mathematics (STEM) learning by utilizing the informal environments of the home and program-dedicated social media groups. This initiative provides a frame for this research, as parental engagement in the context of this early childhood program is explored through the lens of the Ecologies of Parental Engagement (EPE). This theoretical model understands engagement as the mediation of space and capital (Barton et al., 2004) and guides this study to further explore parental perceptions concerning the social media space activated with the STEM Toolkit Program. …
แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้จินตภาพ โค้ชชิ่งแบบทีม และการเป็นพี่เลี้ยงเพื่อเสริมสร้างทักษะดนตรีและวินัยของนักเรียนวงโยธวาทิตระดับมัธยมศึกษา,
2024
คณะครุศาสตร์
แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้จินตภาพ โค้ชชิ่งแบบทีม และการเป็นพี่เลี้ยงเพื่อเสริมสร้างทักษะดนตรีและวินัยของนักเรียนวงโยธวาทิตระดับมัธยมศึกษา, เพียวพันธ์ เทวงษ์รักษา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการสอนโดยใช้จินตภาพ (Visualization) สำหรับการส่งเสริมด้านการแสดงออกดนตรีสำหรับนักเรียนวงโยธวาทิตระดับมัธยมศึกษา 2) ศึกษาแนวทางดูแลด้วยโค้ชชิ่งแบบทีม (Team Coaching) และการเป็นพี่เลี้ยง (Mentoring) สำหรับการเสริมสร้างวินัยของนักเรียนวงโยธวาทิตระดับมัธยมศึกษา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 1) การวิเคราะห์เอกสาร ตำรา งานวิจัย 2) การเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ครูผู้ควบคุมวงโยธวาทิต 5 คน 3) การเก็บข้อมูลด้วยการสังเกตการจัดการเรียนการสอนวงโยธวาทิต 4 โรงเรียน 4) การเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามนักเรียนวงโยธวาทิต 80 คน และ 5) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยสรุปว่า 1) ลักษณะการใช้จินตภาพเป็นวิธีที่สำคัญในการสอนปฏิบัติเครื่องดนตรี สามารถจำแนกเป็น 2 ลักษณะ คือ 1.กลุ่มครูผู้ควบคุมวงโยธวาทิตที่ไม่เน้นการแข่งขัน ใช้จินตภาพแบบช่วยเสริมความรู้และประสบการณ์ด้านดนตรี เพื่อความเข้าใจในดนตรี 2.กลุ่มครูผู้ควบคุมวงโยธวาทิตที่เน้นการแข่งขัน ใช้จินตภาพแบบช่วยเสริมการตีความและความสมบูรณ์แบบของดนตรี เพื่อทักษะและการแสดงออกดนตรี 2) ลักษณะการให้ความดูแลนักเรียนวงโยธวาทิตแบบพี่เลี้ยงและครูผู้ฝึกเป็นวิธีที่สำคัญในการสร้างวินัย สามารถจำแนกเป็น 2 ลักษณะ คือ 1.กลุ่มครูผู้ควบคุมวงโยธวาทิตที่ไม่เน้นการแข่งขัน ใช้การเป็นพี่เลี้ยงลักษณะอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือ ครูดูแลศิษย์ เพื่อส่งเสริมวินัย 2.กลุ่มครูผู้ควบคุมวงโยธวาทิตที่เน้นการแข่งขัน ใช้การเป็นครูผู้ฝึกในลักษณะครอบครัว หรือ ลักษณะองค์กร เพื่อส่งเสริมวินัย
การพัฒนาเกมเพื่อการสอนตีความบทเพลงขับร้องสำหรับผู้เรียนวัย 9-11 ปี,
2024
คณะครุศาสตร์
การพัฒนาเกมเพื่อการสอนตีความบทเพลงขับร้องสำหรับผู้เรียนวัย 9-11 ปี, จิรภิญญา ศิริกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิจัยเชิงวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเกมเพื่อการสอนตีความบทเพลงขับร้องสำหรับผู้เรียนวัย 9-11 ปี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์นำร่อง 2) แบบประเมินคุณภาพเกม 3) แบบบันทึกหลังสอน 4) แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียนระหว่างทำกิจกรรม และ 5) แบบสัมภาษณ์ความพึงพอใจผู้เรียนที่มีต่อสื่อการสอน กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ท่าน 2) กลุ่มผู้ประเมินคุณภาพเกม จำนวน 3 ท่าน และ 3) นักเรียนขับร้องที่ผู้วิจัยสอน จำนวน 1 คน ทำการเก็บข้อมูล โดยการศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์ และนำมาพัฒนาเป็นต้นแบบเกม จากนั้นนำเกมไปให้ผู้เชี่ยวชาญประเมิน และนำไปทดลองใช้ วิเคราะห์ผลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และการวิเคราะห์เชิงสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย คือ ต้นแบบเกมเพื่อการสอนตีความบทเพลงขับร้องที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ 1) อุปกรณ์เกม ได้แก่ 1.1) ชุดการ์ดจำนวน 6 ชุด ได้แก่ ชุดการ์ดระยะช่วงเสียงจำนวน 4 ใบ, ชุดการ์ดระดับความดังเบาเสียง จำนวน 8 ใบ ชุดการ์ดอารมณ์เพลงจำนวน 9 ใบ, ชุดการ์ดคาแรคเตอร์ จำนวน 12 ใบ, ชุดการ์ดภารกิจจำนวน 13 ใบ, ชุดการ์ดรางวัล จำนวน 12 ใบ 1.2) แบบวิเคราะห์ท่อนเพลง 1.3) บอร์ดเกม 1.4) หมากเดินเกม 1.5) ลูกเต๋า 1.6) คู่มือประกอบการสอนและเล่น และ 2) กิจกรรม แบ่งออกเป็น 4 ขั้น คือ …
หน้าทับสะระหม่าใหญ่ : กรณีศึกษากลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงกลองแขกของครูอนันต์ ดุริยพันธุ์,
2024
คณะครุศาสตร์
หน้าทับสะระหม่าใหญ่ : กรณีศึกษากลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงกลองแขกของครูอนันต์ ดุริยพันธุ์, ภูวิศ แถวเพีย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษากลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงกลองแขกหน้าทับสะระหม่าใหญ่ของครูอนันต์ ดุริยพันธุ์ โดยศึกษาตามระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) วิธีดำเนินการวิจัย เริ่มจากการศึกษานำร่อง (Pilot Study) และศึกษาองค์ความรู้แบ่งออกเป็น 1) ด้านเอกสาร และ 2) ด้านบุคคล ประกอบด้วยผู้ให้ข้อมูล 3 กลุ่ม คือ ครูอนันต์ ดุริยพันธุ์ (Key Informant) 2) กลุ่มลูกศิษย์สาขาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 3) กลุ่มลูกศิษย์ที่เป็นเครือญาติทางสายสำนัก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ครูอนันต์ ดุริยพันธุ์ แบบสัมภาษณ์กลุ่มลูกศิษย์ แบบสัมภาษณ์กลุ่มเครือญาติ และแบบสังเกตกลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงกลองแขกหน้าทับสะระหม่าใหญ่ของครูอนันต์ ดุริยพันธุ์ โดยใช้วิธีการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า (Triangulation Approach) การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้วิธีการตีความหมายและสรุปข้อค้นพบแบบอุปนัย (Analytic Induction) ผลการวิจัยพบว่ากลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงหน้าทับสะระหม่าใหญ่ของครูอนันต์ ดุริยพันธุ์ แบ่งได้ 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) หลักการคัดสรรผู้เรียน ครูอนันต์ใช้วิธีตรวจสอบพื้นฐานด้านองค์ความรู้ ทักษะการบรรเลง และคุณสมบัติทางวุฒิภาวะ เช่น ความเชื่อฟัง ขยันฝึกซ้อม และการปฏิบัติตามจารีต เพื่อพัฒนาคุณลักษณะผู้เรียนให้เหมาะสมกับการถ่ายทอดองค์ความรู้ระดับสูง 2) การสร้างแรงบันดาลใจ ครูอนันต์ส่งเสริมให้ผู้เรียนตระหนักรู้ถึงคุณค่าของหน้าทับสะระหม่าใหญ่ผ่านพิธีไหว้ครู การเล่าเรื่องประวัติความเป็นมา และการเน้นบทบาททางวัฒนธรรม เช่น การใช้ในงานมงคลและพระราชพิธี 3) กลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงกลองแขกหน้าทับสะระหม่าใหญ่ ครูอนันต์ใช้เทคนิคการสอนที่เป็นลำดับ เช่น การอธิบายเสียงกลองแขกตัวผู้และตัวเมีย การสอนไม้ต้น ไม้โปรย ไม้แดกและการบรรเลงร่วมกับวงปี่ชวากลองแขกและวงเครื่องสายปี่ชวา โดยเน้นการฝึกปฏิบัติทีละขั้นตอน ซึ่งจะใช้กลวิธีการสอนแบบรายบุคคล การสอนแบบคู่ และการสอนรวมวง ในระหว่างกระบวนการสอน 4) กลวิธีการประเมินและการให้ข้อมูลย้อนกลับทักษะการบรรเลงหน้าทับสะระหม่าใหญ่ ครูอนันต์ใช้การประเมินทั้งแบบรายบุคคล แบบคู่ และแบบรวมวง โดยเน้นการสังเกต การให้ข้อมูลย้อนกลับ และการให้คำแนะนำที่ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ ผู้เรียนจะได้รับข้อมูลย้อนกลับในลักษณะบวก พร้อมคำแนะนำเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาด ซึ่งการสอนของครูอนันต์ใช้วิธีการที่สร้างแรงจูงใจและสอดคล้องกับการพัฒนาทักษะ ทั้งในด้านการประเมินและการสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง ทำให้ผู้เรียนรู้สึกสบายใจและพร้อมปรับปรุงทักษะด้วยความเต็มใจ
การวิเคราะห์เนื้อหาและอธิบายความสัมพันธ์ของการเรียนดนตรีตามแนวทางดาลโครซยูริธมิกส์กับการพัฒนาความสามารถคิดบริหารจัดการตน,
2024
คณะครุศาสตร์
การวิเคราะห์เนื้อหาและอธิบายความสัมพันธ์ของการเรียนดนตรีตามแนวทางดาลโครซยูริธมิกส์กับการพัฒนาความสามารถคิดบริหารจัดการตน, แหวนพลอย จิตต์อำไพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของการเรียนดนตรีตามแนวทางดาลโครซยูริธมิกส์กับการพัฒนาทักษะการคิดเชิงบริหาร (Brain Executive Functions) (EF) ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) ประเภทการวิจัยเอกสาร (documentary research) และการสัมภาษณ์ ผลการวิจัยพบว่าหลักการและ แนวคิดของการเรียนดนตรีแบบดาลโครซยูริธมิกส์ มีความสอดคล้องกับการพัฒนาทักษะการคิดเชิงบริหาร ทั้ง ในด้านวิธีการ และด้านลําดับขั้นตอนของพัฒนาการ ดังนี้ 1) การพัฒนาทักษะด้านการจดจ่อใส่ใจ มีความ สอดคล้องกับขั้นตอนที่ 1 และขั้นตอนที่ 2 ในการใช้กิจกรรมดนตรีเพื่อพัฒนาทักษะ EF และสอดคล้องกับ องค์ประกอบของดาลโครซในวิชา Rhythmics 2) การพัฒนาทักษะด้านการยั้งคิดไตร่ตรอง มีความสอดคล้อง กับขั้นตอนที่ 3 ในการใช้กิจกรรมดนตรีเพื่อพัฒนา EF และสอดคล้องกับองค์ประกอบของดาลโครซในวิชา Rhythmics 3) การพัฒนาทักษะด้านความจําใช้งาน มีความสอดคล้องกับขั้นตอนที่ 4 ในการใช้กิจกรรม ดนตรีเพื่อพัฒนา EF และสอดคล้องกับองค์ประกอบของดาลโครซในวิชา Solfège และ 4) การพัฒนาทักษะ ด้านการยืดหยุ่นความคิด มีความสอดคล้องกับขั้นตอนที่ 5 ในการใช้กิจกรรมดนตรีเพื่อพัฒนา EF และ สอดคล้องกับองค์ประกอบของดาลโครซในวิชา Improvisation
แนวทางการก้าวผ่านความท้าทายบนเส้นทางอาชีพครูดนตรีโรงเรียนรัฐบาล,
2024
คณะครุศาสตร์
แนวทางการก้าวผ่านความท้าทายบนเส้นทางอาชีพครูดนตรีโรงเรียนรัฐบาล, ณัฐณิชา มุสิกสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยในประเด็นเรื่อง แนวทางการก้าวผ่านความท้าทายบนเส้นทางอาชีพครูดนตรีโรงเรียนรัฐบาล มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความคิดเห็นต่อความท้าทายในการปฏิบัติงานของครูดนตรีในโรงเรียนสังกัด สพม. และเพื่อศึกษาแนวทางก้าวผ่านความท้ายของครูดนตรีในโรงเรียนสังกัด สพม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ศึกษาผ่านผู้ให้ข้อมูลสำคัญในงานวิจัยที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 8 ท่าน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เก็บข้อมูลวิจัยโดยใช้แนวทางการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured interview) ในวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ผลการวิจัยพบว่า ช่วงเวลาการทำงานที่แตกต่างกันทำให้ได้มาซึ่งความคิดเห็นต่อความท้าทายบนเส้นทางอาชีพครูดนตรีที่มีความแตกต่างกัน พิจารณาจากการเริ่มต้นใช้หลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐานของผู้ให้ข้อมูลแต่ละรายสะท้อนให้เห็นถึง บริบทการปฏิบัติงานที่หลากหลาย ซึ่งอาจส่งผลต่อมุมมองและประสบการณ์ที่ได้จากการจัดการเรียนการสอน ในแนวทางการก้าวผ่านความท้าทายพบว่าสามารถจำแนกประเด็นปัญหาหลักออกเป็น 3 ประเด็น ได้แก่ ภาระงานสอนและการควบคุมชั้นเรียน ภาระนอกเหนือการสอน และค่าตอบแทนและการประเมินเพื่อขอเลื่อนขั้นวิทยฐานะและผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่ซับซ้อนในวิชาชีพครูดนตรี และเสนอแนะแนวทางปฏิบัติเพื่อช่วยให้ครูดนตรีสามารถก้าวผ่านอุปสรรคเหล่านี้ เพื่อคงไว้ซึ่งคุณภาพการศึกษาดนตรีในโรงเรียนรัฐบาล
แนวทางการส่งเสริมวงออร์เคสตราสู่การเป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทางดนตรีในประเทศไทย,
2024
คณะครุศาสตร์
แนวทางการส่งเสริมวงออร์เคสตราสู่การเป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทางดนตรีในประเทศไทย, นลธวัช แซ่ตั้ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยในประเด็นเรื่องแนวทางการส่งเสริมวงออร์เคสตราสู่การเป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทางดนตรีในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันของวงออร์เคสตราในมุมมองทางด้านการศึกษาและการมีส่วนร่วมในชุมชน และเพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมวงออร์เคสตราสู่การเป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทางด้านดนตรีในประเทศไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยแบ่งเป็นการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) ที่ทำการศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันของวงออร์เคสตราในมุมมองทางด้านการศึกษาและการมีส่วนร่วมในชุมชน โดยศึกษาผ่านเว็บไซต์หลักของวงออร์เคสตราที่ทำการศึกษา โปรแกรมการแสดงประจำฤดูกาลของวงออร์เคสตราที่ทำการศึกษา และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาที่ถูกเผยแพร่โดยวงออร์เคสตราที่ทำการศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 33 วง เก็บข้อมูลวิจัยโดยใช้แบบบันทึกการวิเคราะห์เอกสาร (Documentary Analysis Form) ต่อมาเป็นการศึกษาแนวทางการส่งเสริมวงออร์เคสตราสู่การเป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทางด้านดนตรีในประเทศไทย ศึกษาผ่านผู้ให้ข้อมูลสำคัญในงานวิจัยที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 15 ท่าน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เก็บข้อมูลวิจัยโดยใช้แนวทางการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured interview) ผลการวิจัยพบว่า ลักษณะของกลุ่มผู้เข้าร่วมกิจกรรมทางด้านการศึกษาและการมีส่วนร่วมในชุมชนของวงออร์เคสตราประเภทรายบุคคลสามารถแบ่งตามตามช่วงวัยได้ 6 ลักษณะ ได้แก่ 1) ผู้เข้าร่วมในช่วงปฐมวัย 2) ผู้เข้าร่วมในช่วงวัยเรียน 3) ผู้เข้าร่วมในช่วงวัยรุ่น 4) ผู้เข้าร่วมในช่วงวัยทำงาน 5) ผู้เข้าร่วมในช่วงวัยสูงอายุ และ 6) ผู้เข้าร่วมไม่จำกัดช่วงวัย ในบางกิจกรรมจะมีการระบุลักษณะเพิ่มเติมของผู้เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อเป็นการระบุลักษณะที่ชัดเจนของผู้เข้าร่วมกิจกรรมให้รู้ว่ากิจกรรมเหล่านั้นออกแบบมาเพื่อกลุ่มเป้าหมายใด สามารถแบ่งออกมาได้ 9 กลุ่มลักษณะ ได้แก่ 1) กลุ่มนักเรียน 2) กลุ่มนักดนตรี หรือนักร้อง 3) กลุ่มวาทยากร 4) กลุ่มนักประพันธ์เพลง 5) กลุ่มครูผู้สอน 6) กลุ่มผู้มีความต้องการพิเศษ 7) กลุ่มนักวิชาการ 8) กลุ่มผู้อุปถัมภ์วง และ 9) กลุ่มช่างสร้างเครื่องดนตรี กลุ่มเป้าหมายกิจกรรมทางด้านการศึกษาและการมีส่วนร่วมในชุมชนของวงออร์เคสตรานอกจากผู้เข้าร่วมที่เป็นบุคคลแล้ว ยังพบกลุ่มเป้าหมายของกิจกรรมของวงยังมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมประเภทกลุ่มองค์กรด้วย ได้แก่ 1) สถาบันครอบครัว 2) สถาบันการศึกษา 3) ชุมชน 4) สถานพยาบาล 5) สถานเลี้ยงเด็ก และ 6) งานเทศกาลต่าง ๆ ลักษณะของรูปแบบกิจกรรมทางด้านการศึกษาและการมีส่วนร่วมในชุมชนของวงออร์เคสตรา สามารถสรุปออกมาได้ทั้งสิ้น 5 กลุ่มกิจกรรม ได้แก่ 1) กลุ่มกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแสดง 2) …
มุมมองและแนวทางการสอนการแสดงออกทางอารมณ์ในการบรรเลงเปียโน,
2024
คณะครุศาสตร์
มุมมองและแนวทางการสอนการแสดงออกทางอารมณ์ในการบรรเลงเปียโน, กาจก้อง ศศิสัจจา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษามุมมองต่อการแสดงออกทางอารมณ์ในการบรรเลงเปียโนของผู้เชี่ยวชาญเปียโนในประเทศ ไทย และ 2) ศึกษาแนวทางการสอนการแสดงออกทางอารมณ์ในการบรรเลงเปียโนของผู้เชี่ยวชาญเปียโนในประเทศไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิง คุณภาพ ศึกษาโดยใช้การสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา และรายงานเป็นการบรรยาย และตาราง โดยเก็บ รวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ซึ่งได้จากการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 15 ท่าน แบ่งตาม ช่วงอายุ 3 กลุ่ม ได้แก่กลุ่ม Gen BB กลุ่ม Gen X และกลุ่ม Gen Y จำนวนกลุ่มละ 5 ท่าน ผลการวิจัยพบว่า 1) มุมมองต่อการแสดงออกทางอารมณ์ในการบรรเลงเปียโนของผู้เชี่ยวชาญเปียโนในประเทศไทย มีลักษณะ เฉพาะตัวที่หลากหลาย สะท้อนถึงความเป็นปัจเจกของแต่ละบุคคลที่มีแนวคิดแตกต่างกันตามประสบการณ์และรสนิยม อย่างไรก็ตาม ผลการ วิเคราะห์สะท้อนให้เห็นแนวโน้มของความนิยมในภาพรวมที่สามารถจำแนกได้เป็น 6 ประเด็นหลัก ได้แก่ความหมายของการแสดงออกทางอารมณ์ซึ่ง ถูกมองว่าเป็นการสื่อสารผ่านเสียงดนตรีวิธีการแสดงออกซึ่งเน้นที่เสียงเป็นหลักแต่บางส่วนยอมรับบทบาทของท่าทาง การตีความบทเพลง ซึ่งต้อง พิจารณาทั้งความซื่อตรงต่อตัวโน้ต บริบทของบทเพลง และแนวปฏิบัติตามยุคสมัย การมีอารมณ์ร่วมซึ่งควรอยู่ในระดับที่พอเหมาะ ปัจจัยที่ส่งผลต่อ ความสามารถในการแสดงออกซึ่งครอบคลุมทั้งปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคลและปัจจัยประสบการณ์ทางดนตรีและสิ่งที่บ่งบอกถึงการแสดงออกทางอารมณ์ เช่น ประโยคเพลง จังหวะ ความดังเบา รายละเอียดเสียงและสัมผัส รวมถึงท่าทาง 2) แนวทางการสอนการแสดงออกทางอารมณ์ในการบรรเลงเปียโน ของผู้เชี่ยวชาญพบว่า มีความหลากหลายและสะท้อนความเป็นปัจเจกของผู้สอน วิธีการที่ใช้ในการสอนขึ้นอยู่กับลักษณะของบทเพลง และ ประสบการณ์หรือความถนัดของผู้สอนแต่ละคน ทั้งนี้พบว่ามีองค์ประกอบทางดนตรีที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 12 ประการ โดยองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ บริบท โครงสร้างเพลง รายละเอียดเสียงและสัมผัส ความดังเบา และประโยคเพลง ด้านวิธีการสอนที่ใช้ มีความหลากหลายรวม 14 วิธี เช่น การอธิบาย การเล่นสาธิต การสอนเทคนิค การให้ฟังเพลง การตั้งคำถาม การเปรียบเปรย และการเล่าเรื่อง โดยพบว่าการสอนในเชิงบรรยายเป็น วิธีการสอนหลักที่ครอบคลุมทุกเนื้อหา แนวทางการสอนของผู้เชี่ยวชาญสามารถจำแนกได้เป็น กลุ่มเน้นเทคนิค และกลุ่มเน้นจินตนาการ นอกจากนี้ยัง พบความแตกต่างทางมุมมองและวิธีการสอนระหว่างรุ่น โดยเฉพาะระหว่างผู้เชี่ยวชาญรุ่น Gen …
การส่งเสริมการกำกับตนเองในการฝึกซ้อมโดยใช้การวิเคราะห์ระดับจุลภาคสำหรับผู้เรียนไวโอลินอายุ 9-11 ปี,
2024
คณะครุศาสตร์
การส่งเสริมการกำกับตนเองในการฝึกซ้อมโดยใช้การวิเคราะห์ระดับจุลภาคสำหรับผู้เรียนไวโอลินอายุ 9-11 ปี, กรกฎ ยกเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนากระบวนการการส่งเสริมการกำกับตนเองในการฝึกซ้อมโดยใช้การวิเคราะห์ระดับจุลภาคสำหรับผู้เรียนไวโอลินอายุ 9-11 ปี และ 2) เพื่อศึกษาผลของการส่งเสริมการกำกับตนเองในการฝึกซ้อมโดยใช้การวิเคราะห์ระดับจุลภาคสำหรับผู้เรียนไวโอลินอายุ 9-11 ปี ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงทดลองในรูปแบบทดลองกลุ่มเดี่ยว ทดสอบก่อนและหลังการทดลอง ทำการเก็บข้อมูลจากผู้เรียนไวโอลินอายุ 9-11 ปี จำนวน 3 คน โดยใช้การคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบไปด้วย แบบวัดพฤติกรรมการกำกับตนเองในการฝึกซ้อม แบบบันทึกการฝึกซ้อม และแบบสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน ในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยมีการใช้สถิติเชิงบรรยายโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที เพื่อเปรียบเทียบคะแนนที่ได้จากแบบวัดในช่วงก่อนและหลังการทดลอง รวมทั้งวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบบันทึกการฝึกซ้อมและการสังเกตพฤติกรรมในชั้นเรียนโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กระบวนการการกำกับตนเองในการซ้อมโดยใช้การวิเคราะห์ระดับจุลภาคสามารถแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นเตรียมการ ขั้นดำเนินการ และขั้นสะท้อนตนเอง โดยมีการทำทั้งสามขั้นตอนซ้ำในการเรียนทุก ๆ ครั้ง 2) จากการทดลองใช้แผนกระบวนการที่พัฒนาขึ้น ซึ่งมีความยาวทั้งสิ้น 7 ครั้ง ครั้งละ 50 นาที โดยมีการใช้คำถามวิเคราะห์เชิงคุณภาพประกอบกับการเรียนเนื้อหาพื้นฐานทางดนตรี และให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติในชั้นเรียน พบว่า การใช้กระบวนการการส่งเสริมการกำกับตนเองในการฝึกซ้อมโดยใช้การวิเคราะห์ระดับจุลภาค ส่งผลให้ผู้เรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนที่สูงขึ้นกว่าก่อนเรียน แต่ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้ จากแบบบันทึกการฝึกซ้อมและการสังเกตในชั้นเรียน พบว่าผู้เรียนทั้งสามมีการกำกับตนเองในช่วงขั้นเตรียมการ ขั้นดำเนินการ และขั้นสะท้อนตนเองได้ดีขึ้น โดยมีการพัฒนาที่แตกต่างกันไปในผู้เรียนแต่ละคน
การพัฒนาแบบฝึกหัดเสริมทักษะด้านเทคนิคไวโอลินระดับกลางโดยใช้ทำนองเพลงพื้นบ้านไทย,
2024
คณะครุศาสตร์
การพัฒนาแบบฝึกหัดเสริมทักษะด้านเทคนิคไวโอลินระดับกลางโดยใช้ทำนองเพลงพื้นบ้านไทย, กิตติคุณ ตรีคูณวัฒนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและสังเคราะห์แนวทางในการสร้างแบบฝึกหัดเสริมทักษะด้านเทคนิคไวโอลิน ระดับกลางโดยใช้ทำนองเพลงพื้นบ้านไทย 2) พัฒนาแบบฝึกหัดเสริมทักษะด้านเทคนิคไวโอลินระดับกลางโดยใช้ทำนองเพลงพื้นบ้านไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยการวิจัยและพัฒนา แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การศึกษาความต้องการจำเป็น ผ่านการวิเคราะห์เอกสารและสำรวจกลุ่มตัวอย่างครูและนักเรียนไวโอลิน 33 คน 2) การออกแบบและพัฒนา แบบฝึกหัดเสริมต้นแบบ "ไวโอลิน 4 สำเนียง" และตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน 3) การทดลองใช้ นวัตกรรมกับกลุ่มตัวอย่างครู 5 ท่านและนักเรียน 5 ท่าน และ 4) การประเมินผล โดยเก็บข้อมูลความพึงพอใจผ่านแบบสอบถามและการสัมภาษณ์เชิงลึกผลการวิจัยพบว่า: 1) แนวทางการสร้างแบบฝึกหัดเสริมฯ ที่เหมาะสมประกอบด้วย 3 ด้านหลัก คือ (ก) ลักษณะของแบบฝึกหัดที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (ข) การคัดเลือกและเรียงลำดับเทคนิคไวโอลินระดับกลางที่จำเป็น และ (ค) การคัดเลือกและประยุกต์ใช้ทำนองเพลงพื้นบ้านไทย 2) นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้น คือ หนังสือแบบฝึกหัดเสริม "ไวโอลิน 4 สำเนียง" ซึ่งประกอบด้วย 6 เทคนิคหลักที่นำเสนอผ่านบทเพลงพื้นบ้านไทย 8 เพลงจาก 4 ภูมิภาค พร้อมสื่อวิดีโอและดนตรีประกอบ 3) ผลการประเมินความพึงพอใจจากกลุ่มตัวอย่างครูและนักเรียนพบว่า แบบฝึกหัดเสริมฯ ที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพและความเหมาะสมในระดับมากถึงมากที่สุดในทุกด้าน
การพัฒนาการ์ดการเรียนรู้ตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมดนตรี เพื่อส่งเสริมทักษะการบูรณาการของครูดนตรี,
2024
คณะครุศาสตร์
การพัฒนาการ์ดการเรียนรู้ตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมดนตรี เพื่อส่งเสริมทักษะการบูรณาการของครูดนตรี, สสิพงษ์ แก้วเปี้ย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างการ์ดการเรียนรู้เรื่องเพลงภาษาตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมดนตรี 2) เพื่อวิเคราะห์และอธิบายลักษณะการบูรณาการของครูผู้สอนในบริบทครูดนตรีระดับชั้นประถมศึกษา โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) การ์ดการเรียนรู้ตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมดนตรี 2) แบบประเมินคุณภาพการ์ดการเรียนรู้ตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมดนตรี และ 3) แบบสัมภาษณ์ด้านการพัฒนาการ์ดการเรียนรู้และลักษณะการบูรณาการของครูดนตรี ผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือ ครูผู้สอนดนตรี จำนวน 6 ท่าน แบ่งเป็นครูผู้สอนดนตรีโรงเรียนรัฐบาลจำนวน 3 ท่าน ประกอบด้วย 1) ครูผู้สอนดนตรีโรงเรียนรัฐบาลที่มีประสบการณ์สอน 1-2 ปี 2) ครูผู้สอนดนตรีโรงเรียนรัฐบาลที่มีประสบการณ์สอน 2-3 ปี 3) ครูผู้สอนดนตรีโรงเรียนรัฐบาลที่มีประสบการณ์สอน 4-5 ปี และครูผู้สอนดนตรีโรงเรียนนานาชาติจำนวน 3 ท่าน ประกอบด้วย 1) ครูผู้สอนดนตรีโรงเรียนนานาชาติที่มีประสบการณ์สอน 1-2 ปี 2) ครูผู้สอนดนตรีโรงเรียนนานาชาติที่มีประสบการณ์สอน 2-3 ปี 3) ครูผู้สอนดนตรีโรงเรียนนานาชาติที่มีประสบการณ์สอน 4-5 ปี ผลการวิจัยพบว่า การ์ดการเรียนรู้ตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมดนตรีมี 4 ชุด ประกอบด้วย แนวคิดดนตรี (Music Concept) การปฏิบัติดนตรี (Perform) การฟังเพลง (Listen) และการบูรณาการ (Integrate) มีผลการประเมินคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับดีมาก ผู้วิจัยได้นำข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญทุกท่านมาปรับปรุงองค์ประกอบต่าง ๆ จากนั้นนำไปทดลองใช้กับครูดนตรี ผลการทดลองใช้การ์ดการเรียนรู้ แบ่งออกเป็นด้านการพัฒนาการ์ดการเรียนรู้ซึ่งสรุปได้เป็น 4 ประเด็น ได้แก่ 1) ด้านการใช้การ์ดการเรียนรู้: เสนอให้มีการใช้การ์ดการเรียนรู้ได้อย่างหลากหลายตามความต้องการของใช้งาน จะทำให้สะดวกต่อการใช้งานมากขึ้น 2) ด้านผู้ใช้งาน: เสนอให้ผู้เรียนสามารถเลือกการ์ดการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง จะทำให้ชั้นเรียนมีความสนุกและน่าสนใจ 3) ด้านองค์ประกอบของการ์ด: เสนอให้ทำการ์ดการเรียนรู้ในรูปแบบภาษาอังกฤษ เพื่อสะดวกต่อการใช้งานของครูผู้สอนดนตรีในโรงเรียนนานาชาติ และ 4) ด้านครูผู้สอน: ครูผู้สอนกล่าวว่าการ์ดการเรียนรู้เป็นส่วนช่วยให้ครูผู้สอนตระหนักถึงการสอนของตนเอง เปรียบเสมือนเป็นแนวทางการสอนในรูปแบบใหม่ที่สามารถนำไปปรับใช้ในเหมาะสมกับชั้นเรียนของตนเองได้ ซึ่งผู้วิจัยได้นำข้อเสนอแนะของครูผู้สอนไปปรับปรุงและพัฒนาจนเป็นการ์ดการเรียนรู้ตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมดนตรีฉบับสมบูรณ์ และในด้านการวิเคราะห์และอธิบายลักษณะการบูรณาการของครูดนตรี สรุปได้ 2 ประเด็น ได้แก่ 1) ผลการทดลองใช้การ์ดการเรียนรู้ของครูดนตรี พบว่า …
That Garden Of Hope,
2024
Old Dominion University
That Garden Of Hope, Bhavika Sicka
Educational Leadership & Workforce Development Faculty Publications
The poem explores themes of freedom of speech, the power of words, and the pursuit of knowledge.
How Influential Is Petro-Pedagogy On Federal Educational Guidelines?,
2024
Cal Poly Humboldt
How Influential Is Petro-Pedagogy On Federal Educational Guidelines?, Cherrie Amor Chavez
Cal Poly Humboldt theses and projects
Petro-pedagogy highlights the pervasive influence of the fossil fuel industry within educational frameworks. This phenomenon operates subtly, manifesting in educational content's biases, omissions, and prioritizations. Focused on the Environmental Protection Agency (EPA) and the National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA), this research employs Critical Discourse Analysis (CDA) to scrutinize educational directives through a Petro-pedagogical lens. The study aims to unveil the language, power dynamics, and ideological constructs perpetuating fossil-fuel narratives within educational discourse through this lens. The study's significance lies in revealing concealed power structures within environmental and climate change education. The study uses critical discourse analysis to reveal pervasive …
Implementation Of Nationalism Value In Ubrug Based Learning,
2023
Universitas Negeri Yogyakarta, Indonesia
Implementation Of Nationalism Value In Ubrug Based Learning, Billy Julian Dewantara, Aman Aman
Jurnal Civics: Media Kajian Kewarganegaraan
This research aims to describe the instillation of nationalism values in ubrug-based learning. The research approach used is descriptive qualitative research. The research results indicate that the ubrug method or role-playing in instilling nationalism can enhance the students' nationalist attitudes. Students not only portray characters in the story being presented but also can extract the values contained in the performing arts, especially those related to nationalism, which is the goal of the learning process using the ubrug method or role-playing. Furthermore, the use of the Sundanese and Javanese Serang local languages continues to endure with the preservation of local wisdom, …
Promoting Pancasila Values Through Local Culture: A Case Study Of The Tengger Festival Of The Karo Ethnic Group For Ecotourism Development,
2023
Universitas Wisnuwardhana Malang, Indonesia
Promoting Pancasila Values Through Local Culture: A Case Study Of The Tengger Festival Of The Karo Ethnic Group For Ecotourism Development, Endrise Septina Rawanoko, Endang Sungkawati, Muhammad Fanif Ario
Jurnal Civics: Media Kajian Kewarganegaraan
Currently, the role of tourism significantly influences the economy of Indonesia. Ecotourism is an environmentally conscious tourism activity that prioritizes the preservation of nature, and empowerment of the local community in terms of social, cultural, and economic aspects, as well as learning and education. In the village of Poncokusumo, the local cultural tradition known as Hari Raya Karo is still preserved to this day. Hari Raya Karo, or Yadnya Karo, is the second major festival after Kasada. This research adopts a qualitative descriptive methodology. The findings from field research encompass the entire series of Hari Raya Karo ceremonies, …
Analyzing Public Sentiment On Implementing The Presidential Threshold In Indonesia's Presidential Election System,
2023
Universitas Muhammadiyah Yogyakarta, Indonesia
Analyzing Public Sentiment On Implementing The Presidential Threshold In Indonesia's Presidential Election System, Randa Gustiawan, Rafzan Rafzan, Doni Ropawandi, Suswanta Suswanta, Ulung Pribadi
Jurnal Civics: Media Kajian Kewarganegaraan
The threshold Limits for presidential and vice presidential candidates have been a prominent topic since the introduction of direct presidential elections. Initially, the presidential threshold aimed to determine the candidates competing in the presidential election. However, over time, it has become a subject of prolonged debate, as it was perceived to undermine the rights of individuals in government and impede the principle of equality in democracy. This study utilizes qualitative research methods to gauge public sentiment regarding implementing the presidential threshold in Indonesia's presidential election system after the 2019 election. The research collected data through the Nvivo 12 Plus, utilizing …
