The Effect Of Interval Time On Time To Exhaustion During High Intensity Interval Training Running In Recreational Male Runners,
2024
Cal Poly Humboldt
The Effect Of Interval Time On Time To Exhaustion During High Intensity Interval Training Running In Recreational Male Runners, Abraham Castrejon
Cal Poly Humboldt theses and projects
High Intensity interval Training (HIIT) in running prescription can be applied in a variety of different ways, but HIIT prescription lacks specificity and efficiency in determining what duration of interval is optimal for improved aerobic performance. The purpose of this study was to test different HIIT protocols with a 1:1 ratio active: recovery intervals of 2:2 minute (Protocol 1), 4:4 minute (Protocol 2) and a continuous run trial (CRT). Seven recreational male runners (Age= 23.1 ± 3.4 yr, Height= 1.80 ± 0.1, Weight= 75.8 ± 9.6) performed a maximal oxygen consumption test (60.5 ± 4.9 ml/kg/min) with a graded exercise …
How Hormonal Contraceptives Influence Injury In Female Athletes: A Systematic Review,
2024
University of Central Florida
How Hormonal Contraceptives Influence Injury In Female Athletes: A Systematic Review, Ashley V. Malvita
Honors Undergraduate Theses
Research indicates that female athletes have a higher risk of musculoskeletal injuries. Hormone fluctuations throughout the different periods of the menstruation cycle impacts the risk of injuries for women. Contraceptive use, most used in the form of an oral contraceptive pill, directly effects hormones and menstrual cycle related symptoms, with evidence of ameliorating some symptoms. Oral contraceptive use is suggested to influence musculoskeletal injuries in female athletes. However, there is little research and data that explores the direct relationship between oral contraceptive use and the injury rates of female athletes. Within this systematic review, five articles investigating this relationship fulfilled …
How Hormonal Contraceptives Influence Injury In Female Athletes: A Systematic Review,
2024
University of Central Florida
How Hormonal Contraceptives Influence Injury In Female Athletes: A Systematic Review, Ashley V. Malvita
Honors Undergraduate Theses
Research indicates that female athletes have a higher risk of musculoskeletal injuries. Hormone fluctuations throughout the different periods of the menstruation cycle impacts the risk of injuries for women. Contraceptive use, most used in the form of an oral contraceptive pill, directly effects hormones and menstrual cycle related symptoms, with evidence of ameliorating some symptoms. Oral contraceptive use is suggested to influence musculoskeletal injuries in female athletes. However, there is little research and data that explores the direct relationship between oral contraceptive use and the injury rates of female athletes. Within this systematic review, five articles investigating this relationship fulfilled …
ผลของการนวดแบบสวีดิชก่อนการฝึกหายใจแบบวงจรต่อการควบคุมโรคหืดและการทำงานของระบบหายใจในผู้ป่วยโรคหืด,
2024
คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา
ผลของการนวดแบบสวีดิชก่อนการฝึกหายใจแบบวงจรต่อการควบคุมโรคหืดและการทำงานของระบบหายใจในผู้ป่วยโรคหืด, ณัฏฐ์ดนัย เจริญสุขวิมล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการนวดแบบสวีดิชก่อนการฝึกหายใจแบบวงจรที่มีต่อการทำงานของระบบหายใจและการควบคุมโรคในผู้ป่วยโรคหืด กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่เป็นโรคหืดที่มาใช้บริการ ณ หน่วยโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันทางคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย อายุ 18– 65 ปี จำนวน 30 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มควบคุม จำนวน 10 คน ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ โดยไม่ได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายใดๆ 2) กลุ่มฝึกหายใจแบบวงจร จำนวน 10 คน ได้รับการฝึกหายใจจำนวน 4 ท่า ท่าละ 3 เซต พักระหว่างท่าๆ ละ 1 นาทีและพักระหว่างเซต ๆ ละ 2 นาที เป็นเวลาประมาณ 30 นาทีต่อวัน 3 วันต่อสัปดาห์ 12 สัปดาห์ และกลุ่มนวดแบบสวีดิชก่อนการฝึกหายใจแบบวงจร จำนวน 10 คน ได้รับการนวดแบบสวีดิชในเทคนิค ลูบ คลึง และเคาะ บริเวณกล้ามเนื้อส่วนบนของร่างกาย เป็นเวลา 20 นาที จากนั้นทำการฝึกหายใจในรูปแบบเดียวกับกลุ่มฝึกหายใจแบบวงจร โดยก่อนการทดลอง หลังการทดลอง 6 สัปดาห์ และหลังการทดลอง 12 สัปดาห์ ทำการวัดตัวแปรทางสรีรวิทยา ตัวแปรการทำงานของระบบหายใจ ตัวแปรด้านกล้ามเนื้อ ตัวแปรด้านการควบคุมโรค แล้วนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ทางสถิติ โดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบผสม วิเคราะห์ความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีของแอลเอสดี สำหรับตัวแปรสารชีวเคมีในเลือดทำการวัดก่อนและหลังการทดลอง 12 สัปดาห์ แล้วนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว วิเคราะห์ความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีของแอลเอสดี ที่นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง 12 สัปดาห์ กลุ่มการฝึกหายใจแบบวงจรและกลุ่มการนวดแบบสวีดิชก่อนการฝึกหายใจแบบวงจร มีค่าเฉลี่ยตัวแปรด้านการทำงานของระบบหายใจ ได้แก่ ค่าปริมาตรสูงสุดของอากาศที่หายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าอัตราการไหลของอากาศหายใจออกที่สูงที่สุด ค่าปริมาตรของอากาศที่ถูกขับออกในวินาทีแรกของการหายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าเฉลี่ยของอัตราการไหลของอากาศในช่วงกลางของความจุร้อยละ 25 – 75 % ค่าปริมาตรของอากาศที่เป่าออกอย่างเร็วและแรงในวินาทีที่ …
ผลของการฝึกออกกำลังกายแบบหลายข้อต่อร่วมกับทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเองต่อการทำหน้าที่ของร่างกายและสารชีวเคมีในเลือด ในผู้สูงอายุที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน,
2024
คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา
ผลของการฝึกออกกำลังกายแบบหลายข้อต่อร่วมกับทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเองต่อการทำหน้าที่ของร่างกายและสารชีวเคมีในเลือด ในผู้สูงอายุที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน, อรทัย กัลยาวุฒิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกออกกำลังกายแบบหลายข้อต่อร่วมกับทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเองและการฝึกออกกำลังกายแบบหลายข้อต่ออย่างเดียวที่มีต่อการทำหน้าที่ของร่างกาย สารชีวเคมีในเลือด องค์ประกอบของร่างกายและการรับรู้ความสามารถของตนเองในการออกกำลังกายแบบหลายข้อต่อและเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเองกับการทำหน้าที่ของร่างกาย สารชีวเคมีในเลือด องค์ประกอบของร่างกายในผู้สูงอายุที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยเพศชายและหญิงอายุ 60-75 ปี ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน จำนวน 40 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม สุ่มเข้ากลุ่มแบบแบ่งชั้นและแบบง่าย กลุ่มที่ 1 ได้รับการฝึกออกกำลังกายแบบหลายข้อต่อร่วมกับทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเอง จำนวน 22 คนและกลุ่มที่ 2 ได้รับการฝึกออกกำลังกายแบบหลายข้อต่ออย่างเดียว จำนวน 18 คน โดยทั้งสองกลุ่มได้รับโปรแกรมออกกำลังกายแบบหลายข้อต่อ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพิ่มความหนักทุก 2 สัปดาห์ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเองที่นำมาใช้ประกอบด้วย 1) ประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จ 2) การใช้ตัวแบบ 3) การชักจูงด้วยคำพูด และ 4) การกระตุ้นอารมณ์ โดยมีการทดสอบตัวแปรด้านการทำหน้าที่ของร่างกาย องค์ประกอบของร่างกาย และการรับรู้ความสามารถของตนเอง ก่อน ระหว่าง และหลังการทดลอง ส่วนการทดสอบสารชีวเคมีในเลือดดำเนินการก่อนและหลังการทดลอง 12 สัปดาห์ ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสองทาง (Two-way mixed ANOVA) หากพบความแตกต่างทำการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยสถิติ LSD กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ผลการวิจัยพบว่าหลังการทดลอง 12 สัปดาห์ ระหว่างกลุ่มพบว่ากลุ่มที่ 1 มีฮีโมโกลบิน เอ วัน ซี (HbA1c) ลดลงมากกว่ากลุ่มที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 และ กลุ่มที่ 1 มีความรู้ การรับรู้ความสามารถของตนเอง และความคาดหวังในผลลัพธ์ของการออกกำลังกายแบบหลายข้อต่อเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ภายในทั้งสองกลุ่มมีตัวแปรส่วนใหญ่ด้านองค์ประกอบของร่างกายและการทำหน้าที่ของร่างกายดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นอกจากนี้ กลุ่มที่ 1 ที่ฝึกออกกำลังกายร่วมกับทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเอง มีฮีโมโกลบิน เอ วัน ซี (HbA1c) และไฮเซนซิติวิตี ซี รีแอคทิฟโปรตีน (hs-CRP) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ในขณะที่กลุ่มที่ 2 …
ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัวในผู้ใหญ่วัยกลางคน,
2024
คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา
ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัวในผู้ใหญ่วัยกลางคน, ชานน จิตบรรจงจักร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ผู้ใหญ่วัยกลางคนเป็นวัยที่จะเตรียมตัวเข้าสู่วัยสูงอายุอย่างมีคุณภาพแต่จากปัญหาการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอและปัญหาการลดลงของมวลกล้ามเนื้อในผู้ใหญ่วัยกลางคน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัวในผู้ใหญ่วัยกลางคน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคนอายุระหว่าง 40-59 ปี จำนวน 43 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 22 คน และกลุ่มทดลอง 21 คน กลุ่มควบคุมออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เต้นรำ เต้นซุมบ้า เต้นแอโรบิก เดินเร็วครั้งละ 60 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลครั้งละ 60 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ทำการทดสอบการทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวเปิดตา 1 นาที การทดสอบการทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวปิดตา การทรงตัวขณะเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่ลุก-เดิน-นั่ง-ไปกลับ การทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและแขนท่อนล่าง การทดสอบงอแขนยกน้ำหนัก 30 วินาที และการทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา 30 วินาทีลุก-นั่งบนเก้าอี้ผลการวิจัยพบว่า เมื่อเปรียบเทียบผลการทดลองภายในกลุ่ม ก่อนและหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มที่เข้าร่วมโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอล มีค่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขน ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและแขนท่อนล่าง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา การทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวเปิดตา การทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวปิดตา การทรงตัวขณะเคลื่อนที่ ก่อนการฝึกและหลังการฝึก 8 สัปดาห์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่กลุ่มควบคุมมีค่าการทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวเปิดตา การทรงตัวขณะเคลื่อนที่ก่อนการฝึกและหลังการฝึก 8 สัปดาห์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05เมื่อเปรียบเทียบผลการทดลองระหว่างกลุ่ม ก่อนและหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอล มีค่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขน ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและแขนท่อนล่าง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา การทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวปิดตา การทรงตัวขณะเคลื่อนที่ เพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการฝึกโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลในผู้ใหญ่วัยกลางคน สามารถเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อทั้งส่วนบนและส่วนล่างของร่างกาย สามารถช่วยเพิ่มการทรงตัวขณะอยู่กับที่และการทรงตัวขณะเคลื่อนไหวร่างกายได้
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานคร,
2024
คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานคร, ภัทรชัย คูสุวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและเพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed method) กลุ่มตัวอย่างคือ พนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานคร จำนวน 509 คน เก็บข้อมูลโดยสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถามปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริมและแบบสอบถามประเมินคุณภาพชีวิตองค์การอนามัยโลกฉบับย่อ (WHOQOL-BREF) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติพรรณนาและทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อและปัจจัยเสริมกับคุณภาพชีวิตด้วยการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s product moment correlation coefficient) กำหนดระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) ผู้ให้ข้อมูลหลักคือพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานครจำนวน 18 คน ทำการสรุปประเด็นคุณภาพชีวิตโดยการใช้วิธีการอุปนัยผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยนำและปัจจัยเอื้อมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในระดับต่ำมาก ปัจจัยเสริมมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในระดับต่ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพบว่าพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานครมีระดับคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และจากการสัมภาษณ์เชิงลึก พบว่าพนักงานเก็บขยะมีความพอใจในคุณภาพชีวิตของตนโดยเฉพาะด้านจิตใจ ที่พบว่าพนักงานเก็บขยะมีความหยืดหยุ่นต่อปัญหาที่พบ มีความรู้สึกมั่นคงในอาชีพและสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคง แม้ว่าจะมีปัญหาด้านความเมื่อยล้า และเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพบ้างสรุปได้ว่า ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อและปัจจัยเสริมมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตเเละพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานครมีคุณภาพชีวิตในระดับปานกลาง
ความรอบรู้ด้านสุขภาพของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปู,
2024
คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา
ความรอบรู้ด้านสุขภาพของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปู, อาซาน ปริยวาทิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูและเพื่อเปรียบเทียบระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพจำแนกตามตัวแปรเพศ อายุและระดับการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ พนักงานที่มีอายุ 18-55 ปีขึ้นไป และทำงานอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู จำนวน 430 คน โดยคัดเลือกจากอุตสาหกรรมการผลิตหลัก 5 ประเภท โรงงานละ 4-5 คน ผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม Google Form ความรอบรู้ด้านสุขภาพของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่ผู้วิจัยจัดทำขึ้น ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคลและแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบความแตกต่างโดยใช้สถิติทดสอบ “ที” (t-test) และวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) จากนั้นทำการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีของ LSD (Least significant difference) กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัย พบว่า พนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูมีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง หากพิจารณาในแต่ละองค์ประกอบพบว่า องค์ประกอบการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพและบริการสุขภาพ ความรู้ ความเข้าใจ ทักษะการสื่อสาร การจัดการตนเอง ทักษะการตัดสินใจ และการรู้เท่าทันสื่ออยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน เมื่อเปรียบเทียบระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพจำแนกตามตัวแปรเพศ อายุและระดับการศึกษาพบว่า พนักงานเพศชายในนิคมอุตสาหกรรมบางปูมีความรอบรู้ด้านสุขภาพมากกว่าเพศหญิงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 พนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่มีอายุ 18-30 ปี มีความรอบรู้ด้านสุขภาพมากกว่าพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่มีอายุ 31-43 ปี และอายุ 44-55 ปีขึ้นไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่มีระดับการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไป มีความรอบรู้ด้านสุขภาพมากกว่าพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่มีระดับการศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น/มัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. อนุปริญญา/ปวส. อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุปได้ว่า พนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูมีความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลางและทุกองค์ประกอบอยู่ในระดับปานกลาง
Effects Of Physical Exercise On Academic Performance In University Students: A Systematic Review,
2024
Universidad Nacional de Chimborazo, Facultad de Ciencias de la Salud, Ecuador
Effects Of Physical Exercise On Academic Performance In University Students: A Systematic Review, Yury Rosales-Ricardo, Verónica Cáceres-Manzano
Health Professions Education
Purpose: to evaluate the scientific evidence on the effects of physical exercise on the academic performance of university students, through a systematic review.
Methods: Eleven hundred and fifty-three studies emerged from this search, based on the following selection criteria: articles published in the last 5 years, original studies of different types: experimental at any level, correlational, analytical, and observational, where any type of physical exercise is applied, in undergraduate university students, of any sex and university career. The review was finally performed with only 11 studies. Search for appropriate manuscripts was based on the following descriptive terms: "Exercise" …
A Comparison Of Concurrent Training And Moderate Intensity Continuous Training In Patients With Coronary Artery Disease,
2024
University of Montana, Missoula
A Comparison Of Concurrent Training And Moderate Intensity Continuous Training In Patients With Coronary Artery Disease, Amanda Alfaro-Chaverri, John Quindry, Charles Dumke, Brian Loyd
Graduate Student Theses, Dissertations, & Professional Papers
Moderate intensity continuous training (MICT) is the most studied method in cardiac rehabilitation (CR) for patients with coronary artery disease (CAD). Traditionally, resistance training has been utilized as a secondary role in CR. Recent interest in the topic suggests that MICT and resistance training should be applied collectively, an approach termed concurrent training (CT). The collective understanding of the potential of CT in CR patients is currently lacking.
Purpose: The aim of this professional paper is to analyze scientific evidence regarding the efficacy and safety of CT versus MICT. The analysis will focus on five primary measurements: exercise capacity, cardiovascular …
คุณภาพชีวิตของบุคลากรสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
2024
คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา
คุณภาพชีวิตของบุคลากรสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิมพ์วิสาข์ เอี่ยมลาภะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตโดยรวมและรายด้านของบุคลากรสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยจำแนกตามตัวแปรเพศ อายุ รายได้ ระดับการศึกษา อายุการทำงานในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหน่วยงาน กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรสายปฏิบัติการที่ปฏิบัติงานอยู่ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในเขตปทุมวัน ทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุ 18 – 60 ปี และมีตำแหน่งงานระดับ P3 – P8 จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและแบบสอบถามคุณภาพชีวิต WHOQOL–BREF–THAI วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Independent – Sample T Test เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลตามตัวแปรเพศ One-way ANOVA เพื่อเปรียบข้อมูลตามตัวแปรอายุ รายได้ ระดับการศึกษา อายุงานในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หน่วยงาน หากพบว่ามีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย จึงค่อยไปทำการเปรียบเทียบรายคู่ (Multiple comparison) ด้วยวิธีของ Scheffé โดยกำหนดค่าความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัย พบว่า คุณภาพชีวิตโดยรวมและรายด้าน ได้แก่ ด้านสุขภาพกาย ด้านจิตใจ ด้านสัมพันธภาพทางสังคม และด้านสิ่งแวดล้อมของบุคลากรสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อจำแนกตามตัวแปรเพศ อายุ รายได้ อายุการทำงานในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหน่วยงานที่แตกต่างกัน พบว่า มีคุณภาพชีวิตที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ไม่พบความแตกต่างในตัวแปรระดับการศึกษา สรุปได้ว่า คุณภาพชีวิตของบุคลากรสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ในระดับปานกลาง
ผลของการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดต่อสมรรถภาพด้านแอโรบิกและความสามารถในการพายเรือกรรเชียงระยะ 2,000 เมตรในนักกีฬาเรือกรรเชียงระดับเยาวชน,
2024
คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา
ผลของการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดต่อสมรรถภาพด้านแอโรบิกและความสามารถในการพายเรือกรรเชียงระยะ 2,000 เมตรในนักกีฬาเรือกรรเชียงระดับเยาวชน, สุภัทรา ศิลปบรรเลง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาเป็นรูปแบบการฝึกที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาสมรรถภาพความทนทานของร่างกายในนักกีฬาประเภททนทาน อย่างไรก็ตามการศึกษาผลของการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดยังมีจำนวนจำกัด ดังนั้นงานวิจัยเรื่องนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดในนักกีฬาเรือกรรเชียงเยาวชนต่อสมรรถภาพด้านแอโรบิกและความสามารถในการพายเรือกรรเชียง 2,000 เมตร การศึกษาที่1 มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแรงดันที่ใช้จำกัดการไหลเวียนเลือดที่เหมาะสมสำหรับใช้ร่วมกับการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบา นักกีฬาเรือกรรเชียงเพศชายและหญิง อายุ 15-18 ปี จำนวน 14 คน เวียนเข้ารับการดึงกรรเชียงบก 4 รูปแบบ ได้แก่ การดึงกรรเชียงบกแบบความหนักสูงสลับเบาและการดึงกรรเชียงบกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดที่ระดับ 40%, 50% และ 60% ของการปิดกั้นของหลอดเลือด (AOP) โดยเว้นระยะห่างแต่ละรูปแบบ 1 สัปดาห์ ทำการวัดระดับออกซิเจนในกล้ามเนื้อ, การทำงานของระบบหัวใจไหลเวียนเลือด, ระดับความรู้สึกเหนื่อย, ระดับความเจ็บปวดและความสามารถในการดึงกรรเชียงบก โดยพบว่า ระดับแรงดันที่ 50%AOP มีประสิทธิภาพที่สุดที่ทำให้ระดับออกซิเจนในกล้ามเนื้อลดลงต่ำที่สุดในขณะออกกำลังกาย ขณะที่ไม่ส่งผลต่อการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือดและความสามารถในการดึงกรรเชียงบกแตกต่างจากระดับแรงดันอื่น การศึกษาที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดต่อสมรรถภาพด้านแอโรบิกและความสามารถในการพายเรือกรรเชียง 2,000 เมตร นักกีฬาเรือกรรเชียงเพศชายและหญิง อายุ 15-18 ปี จำนวน 16 คน ได้รับการสุ่มด้วยวิธีการจับคู่แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มการฝึกด้วยความหนักสูงสลับเบาอย่างเดียว (HIIT) ประกอบด้วยการฝึก 4 เซทๆละ 2 นาที ที่ระดับความหนัก 90% ของพลังสูงสุด พักระหว่างเซท 2 นาที และ กลุ่มการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือด (HIIT+BFR) ทั้งสองกลุ่มทำการฝึก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ ก่อนและหลังการฝึก 6 สัปดาห์ ทำการวัดองค์ประกอบร่างกาย, ความแข็งแรงสูงสุดของรยางค์แขนและขา (1RM), ความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุด (VO2max), จุดวิกฤตการหายใจ (VT1 และ VT2) พลังวิกฤต (CP) ความสามารถในการทำงานแบบไม่ใช้ออกซิเจน (AWC) จลนพลศาสตร์การใช้ออกซิเจน (Oxygen kinetic), ระดับออกซิเจนในกล้ามเนื้อ (SmO2) และเวลาในการพายเรือ 2,000 เมตร จากนั้นทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความแปรปรวนสองทางแบบผสมผสานและทำการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีบอนเฟอร์โรนี …
โปรแกรมการออกมาเล่นเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางกายด้านสมรรถนะทางกายสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน,
2024
คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา
โปรแกรมการออกมาเล่นเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางกายด้านสมรรถนะทางกายสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน, ชรินทร์ทิพย์ มั่นยืน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโปรแกรมการออกมาเล่นเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางกายด้านสมรรถนะทางกายสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน และเพื่อเปรียบเทียบความฉลาดรู้ทางกายด้านสมรรถนะทางกายก่อนและหลังการทำกิจกรรมด้วยโปรแกรมการออกมาเล่น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนอายุ 10–11 ปี จำนวน 61 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 31 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการออกมาเล่น 60 นาทีต่อวัน จำนวน 16 ครั้ง รวม 6 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมดำเนินกิจวัตรตามปกติ ผลการวิจัยพบว่า เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังการทดลอง ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านสมรรถภาพทางแอโรบิก ความอดทนของกล้ามเนื้อ และระดับคะแนนรวม ยกเว้นความสามารถทางกลไกในทักษะการกระโดดสองเท้าและการก้าวสลับขาของกลุ่มทดลองที่ดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ภายในกลุ่มทดลอง พบว่าด้านความสามารถทางกลไกและระดับคะแนนดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อพิจารณาเป็นรายทักษะ กลุ่มทดลองมีทักษะการก้าวสลับขา กระโดดขาเดียว และการเตะ ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนกลุ่มควบคุมมีเพียงทักษะการก้าวสลับขาที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า โปรแกรมการออกมาเล่นสามารถส่งเสริมความสามารถทางกลไกในทักษะพื้นฐานบางด้าน เช่น การกระโดดสองเท้าและการก้าวสลับขา สำหรับนักเรียนที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วนได้ดีขึ้น
ผลของการดื่มนมถั่วลูกไก่ที่มีต่อสมรรถภาพความอดทนในนักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนหญิง,
2024
คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา
ผลของการดื่มนมถั่วลูกไก่ที่มีต่อสมรรถภาพความอดทนในนักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนหญิง, ภารวี หิรัญเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของนมถั่วลูกไก่ที่มีผลต่อสมรรถภาพความอดทนในการวิ่งของนักวิ่ง ฮาล์ฟมาราธอนหญิง และเปรียบเทียบผลของการดื่มนมถั่วลูกไก่และนมถั่วเหลืองที่ส่งผลต่อการตอบสนองสารชีวเคมีในร่างกายและสมรรถภาพความอดทนของนักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนหญิง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนหญิง อายุระหว่าง 25 – 35 ปี จำนวน 14 คน ทำการทดลองในลักษณะแบบไขว้ สุ่มลำดับ และอำพรางสองฝ่าย เพื่อสุ่มลำดับการรับประทานเครื่องดื่ม ได้แก่ ครั้งที่ 1 นมถั่วลูกไก่ ครั้งที่ 2 นมถั่วเหลือง และครั้งที่ 3 สารหลอก ตัวแปรที่ทำการศึกษา ได้แก่ น้ำตาลในเลือด แลคเตทในเลือด กรดไขมันอิสระ และครีเอทีนไคเนส อาสาสมัครดื่มเครื่องดื่มและพัก 30 นาที แล้วขึ้นวิ่งบนลู่วิ่งกล อาสาสมัครได้รับการทดสอบอัตราการใช้ออกซิเจนสูงสุดของร่างกาย (VO2max) เพื่อกำหนดความเร็ว 60% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด (VT1) วิ่งเป็นเวลา 60 นาที และปรับความเร็วเป็น 80% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด (VT2) วิ่งจนเหนื่อยหมดแรง ระหว่างการวิ่ง มีการเก็บผลน้ำตาลในเลือด แลคเตทในเลือด ระดับอัตราการแลกเปลี่ยนก๊าซ ระดับความรับรู้ต่อความเหนื่อยล้า และ อัตราการเต้นของหัวใจ เมื่ออาสาสมัครวิ่งจนเหนื่อยหมดแรง ทำการคลายความหนัก 5 นาทีและพัก 5 นาที ก่อนเก็บตัวอย่างเลือด หลังการทดสอบนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานทดสอบความแปรปรวนแบบเกี่ยวข้องกันสองทาง ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05ผลการวิจัย ผลของการดื่มเครื่องดื่มทั้ง 3 ชนิด ไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในตัวแปรแลคเตทในเลือด กรดไขมันอิสระ ครีเอทีนไคเนส ระดับอัตราการแลกเปลี่ยนก๊าซ ระดับความรับรู้ต่อความเหนื่อยล้า และระยะเวลาของการออกกำลังกายจนเหนื่อยหมดแรง แต่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในน้ำตาลในเลือด ระหว่างกลุ่มนมถั่วลูกไก่ นมถั่วเหลือง และสารหลอกสรุปผลการวิจัย ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในตัวแปรแลคเตทในเลือด กรดไขมันอิสระ ครีเอทีนไคเนส ระดับอัตราการแลกเปลี่ยนก๊าซ ระดับความรับรู้ต่อความเหนื่อยล้า และระยะเวลาของการออกกำลังกายจนเหนื่อยหมดแรง ในระหว่างกลุ่มนมถั่วลูกไก่ นมถั่วเหลืองและสารหลอก แต่ภายในกลุ่มนมถั่วลูกไก่ มีแนวโน้มที่ดีในระดับน้ำตาลในเลือด แลคเตทในเลือด กรดไขมันอิสระและครีเอทีนไคเนส ดังนั้น …
ผลของการฝึกการยับยั้งการตอบสนองที่มีต่อความสามารถในการรับลูกตบของนักกีฬาวอลเลย์บอล,
2024
คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา
ผลของการฝึกการยับยั้งการตอบสนองที่มีต่อความสามารถในการรับลูกตบของนักกีฬาวอลเลย์บอล, จิดาภา ศิริวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การรับลูกตบของนักกีฬาวอลเลย์บอลต้องอาศัยอาศัยการประมวล การตัดสินใจ การเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว และรวมถึงความสามรถในการยับยั้งการ ตอบสนองที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งความสามารถในการควบคุมยับยั้งนั้นสนับสนุนให้เกิดพฤติกรรมที่ยืดหยุ่น (flexible behavior) จากสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงไป เมื่อการตอบสนองต่อสิ่งเร้ารูปแบบเดิมไม่สามารถกระทำได้อีกต่อไป จึงจำเป็นจะต้องมีความสามารถการควบคุมยับยั้งให้มากขึ้นเพื่อจะส่งผลต่อความสามารถในการรับลูกตบที่มีผล ต่อกีฬาวอลเลย์บอล การวิจัยในครั้งนี้จึงมุ่งศึกษาการควบคุมยับยั้งในนักกีฬาวอลเลย์บอลและการฝึกควบคุมยับยั้งในนักกีฬาวอลเลย์บอล โดยแบ่งออกเป็นสองการศึกษา ดังนี้ การศึกษาที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถการควบคุมยับยั้งในนักกีฬาวอลเลย์บอลมืออาชีพและนักกีฬามือสมัครเล่น โดยทำการทดสอบความสามารถด้านการควบคุมยับยั้งในนักกีฬาวอลเลย์บอลมืออาชีพ 13 คนและนักกีฬาวอลเลย์บอลมือสมัครเล่น 13 คน ซึ่งใช้การทดสอบการควบคุมยับยั้งด้วย Spatial Stroop test ชุดทดสอบ Flanker task ชุดทดสอบ motor go no-go task with FitLight™ และชุดการทดสอบรับลูกตบด้วยงาน Spatial Stroop โดยเครื่องยิงลูกวอลเลย์บอล พบว่า ผลทางด้านลักษณะทางกายภาพของกลุ่มตัวอย่าง ความถี่ในการฝึกซ้อมกลุ่มนักกีฬามืออาชีพมีค่าเฉลี่ยมากกว่านักกีฬามือสมัครเล่นอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติ(p =<.001) ผลการทดสอบชุดการทดสอบรับลูกตบด้วยงาน Spatial Stroop โดยเครื่องยิงลูกวอลเลย์บอล กลุ่มนักกีฬาอาชีพมีการตอบสนองเวลาปฏิกิริยาในสถานการณ์สิ่งเร้ากับการตอบสนองสอดคล้องกับเวลาปฏิกิริยาสถานการณ์สิ่งเร้ากับการตอบสนองไม่สอดคล้องกัน ผลของคะแนนรับลูกตบ จำนวนครั้งที่รับลูกได้ในสถานการณ์สอดคล้องกัน และร้อยละของความถูกต้องในการตอบสนองนักกีฬามืออาชีพที่มีค่าเฉลี่ยสูงกว่านักกีฬามือสมัครเล่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p =.001, p =.002, p =.005, p =.008, p =.019 ตามลำดับ) การศึกษาที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกควบคุมยับยั้งในนักกีฬาวอลเลย์บอล เพื่อเปรียบเทียบผลการทดสอบก่อนและหลังจากการฝึกควบคุมยับยั้ง กลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลระดับอุดมศึกษา สังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 14 คน เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างได้รับการบาดเจ็บจากการฝึกซ้อมจำนวน 1 คน จึงถูก คัดออกจากการศึกษาในครั้งนี้ดังนั้นกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น คือ 13 คน โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มฝึกควบคุมยับยั้ง จำนวน 7 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 6 คน พบว่า ภายหลังฝึกควบคุมยับยั้งต่อเนื่อง 4 สัปดาห์ผลการทดสอบ Flanker task ภายในกลุ่มทดลองความเร็วในการตอบสนองในสถานการณ์ไม่สอดคล้องกันมีความแตกต่างกันอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติ(p =.016) หลังฝึกควบคุมยับยั้งผลการทดสอบ motor go no-go task with FitLight™ ผลของเวลาการตอบสนองและการทดสอบด้วยการรับลูกตบด้วย งาน Spatial Stroop โดยเครื่องยิงลูกวอลเลย์บอล พบว่าผลจำนวนครั้งในการรับลูกได้ในสถานการณ์สอดคล้องกับร้อยละความถูกต้องของกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยที่มากกว่ากลุ่ม ควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p =.031, p =.002, p =.003 ตามลำดับ) ภายหลังการฝึกพบว่าในกลุ่มทดลองมีเวลาปฏิกิริยาในสถานการณ์สอดคล้องกัน (S-R con) กับ เวลาปฏิกิริยาในสถานการณ์ไม่สอดคล้องกัน (S-R incon) เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p =.039, p =.013 ตามล าดับ) และภายหลังการฝึกควบคุมยับยั้งระหว่างกลุ่ม ทดลอง กลุ่มควบคุมและนักกีฬามืออาชีพ พบว่าเวลาปฏิกิริยาในสถานการณ์สอดคล้องกันและไม่สอดคล้องกัน คะแนนการรับลูก จำนวนครั้งรับลูกได้ในสถานการณ์สอดคล้อง กัน และร้อยละความถูกต้อง ระหว่างกลุ่มนักกีฬามืออาชีพเทียบกับกลุ่มควบคุม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p = .005, p = .033, p = .005, p = .027, p =. 019 ตามลำดับ) จากผลการทดลองพบว่านักกีฬาวอลเลย์บอลมืออาชีพมีความสามารถด้านการควบคุมยับยั้งที่สูงกว่านักกีฬามือสมัครเล่นในการรับข้อมูลและประมวลผลไปยังการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว ทั้งในด้านการเคลื่อนไหวที่เป็นรูปแบบอัตโนมัติและการเคลื่อนไหวที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ของเกม ซึ่งการฝึกควบคุม ยับยั้งนั้นสามารถเพิ่มความสามารถในการควบคุมยับยั้งและส่งผลต่อการพัฒนาการรับลูกตบในนักกีฬาวอลเลย์บอล
ผลของการฝึกพลัยโอเมตริกด้วยขาเดียวและขาสองข้างร่วมกับการเปลี่ยนทิศทางที่มีต่อสมรรถภาพร่างกายในนักกีฬาแฮนด์บอลชาย,
2024
คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา
ผลของการฝึกพลัยโอเมตริกด้วยขาเดียวและขาสองข้างร่วมกับการเปลี่ยนทิศทางที่มีต่อสมรรถภาพร่างกายในนักกีฬาแฮนด์บอลชาย, สถาพร พื้นดอนเค็ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการฝึกพลัยโอเมตริกด้วยขาเดียวร่วมกับการเปลี่ยนทิศทางที่มีต่อสมรรถภาพร่างกายในนักกีฬาแฮนด์บอลชาย วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างนักกีฬาแฮนด์บอลระดับมหาวิทยาลัย เพศชาย อายุระหว่าง 18-25 ปี จำนวน 24 คน แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 12 คน กลุ่มที่ 1 ฝึกพลัยโอเมตริกด้วยขาเดียวร่วมกับการเปลี่ยนทิศทาง และกลุ่มที่ 2 ฝึกพลัยโอเมตริกด้วยขาสองข้างร่วมกับการเปลี่ยนทิศทาง ทั้งสองกลุ่มฝึกการกระโดดและตามด้วยการวิ่งเร็วเปลี่ยนทิศทาง จำนวน 6-10 ชุด ทำการฝึก 2 วันต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ก่อนและหลังการฝึก ทำการทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย ได้แก่ ความสามารถในการกระโดดสูง ความคล่องแคล่วว่องไว การความสามารถด้านการทรงตัว และความสามารถด้านการวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดแบบซ้ำ จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความแตกต่างภายในกลุ่ม โดยการทดสอบค่าทีแบบรายคู่และความแตกต่างระหว่างกลุ่ม โดยการทดสอบค่าทีแบบอิสระ กำหนดความมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ผลการวิจัย หลังการฝึก 8 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 มีความคล่องแคล่วว่องไว การความสามารถในการทรงตัวในขาข้างที่ถนัด เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และกลุ่มที่ 1 มีความสามารถในการกระโดดสูง ความสามารถในการทรงตัวในขาข้างที่ไม่ถนัด และความสามารถด้านการวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดแบบซ้ำ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบหลังการฝึกระหว่างกลุ่ม พบว่า ทั้ง 2 กลุ่มไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกตัวแปร สรุปผลการวิจัย การฝึกพลัยโอเมตริกด้วยขาเดียวร่วมกับการเปลี่ยนทิศทางช่วยพัฒนา พลังกล้ามเนื้อขา ความคล่องแคล่วว่องไว ความสามารถในการทรงตัว และความสามารถด้านการวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดแบบซ้ำ จึงเป็นโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาสมรรถภาพร่างกายให้แก่นักกีฬาแฮนด์บอลเป็นอย่างได้ดี
ผลของการฝึกรำไทยแอโรบิกบนตาราง 25 ช่องต่อการทำงานของหลอดเลือดสมองและพุทธิปัญญาในผู้สูงอายุที่มีภาวะพุทธิปัญญาบกพร่องเล็กน้อย,
2024
คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา
ผลของการฝึกรำไทยแอโรบิกบนตาราง 25 ช่องต่อการทำงานของหลอดเลือดสมองและพุทธิปัญญาในผู้สูงอายุที่มีภาวะพุทธิปัญญาบกพร่องเล็กน้อย, สญชัย พลเสน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของกลุ่มฝึกรำไทยแอโรบิกบนตาราง 25 ช่อง ระยะเวลา 12 สัปดาห์ ที่มีต่อตัวแปรด้านสรีรวิทยา การทำงานของหลอดเลือดสมอง พุทธิปัญญา ระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในสมอง การทำงานของระบบหายใจ สุขสมรรถนะและสารชีวเคมีในเลือดในผู้สูงอายุที่มีภาวะพุทธิปัญญาบกพร่องเล็กน้อยกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่มีภาวะพุทธิปัญญาบกพร่องเล็กน้อย อายุ 60-79 ปี จำนวน 40 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มควบคุม ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ไม่ได้รับการฝึกใด ๆ จำนวน 20 คน และกลุ่มที่ 2 กลุ่มทดลอง ที่ได้รับฝึกรำไทยแอโรบิกบนตาราง 25 ช่อง ครั้งละ 60 นาที 3 วันต่อสัปดาห์ 12 สัปดาห์ โดยการและหลังการทดลองทำการทดสอบตัวแปรทางสรีรวิทยา การทำงานของหลอดเลือดสมอง พุทธิปัญญา ระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในสมอง การทำงานของระบบหายใจ สุขสมรรถนะและสารชีวเคมีในเลือด จากนั้นนำมาวิเคราะห์ผลทางสถิติ นำมาเปรียบเทียบระหว่างก่อนการทดลองและหลังการทดลองของแต่ละกลุ่ม และระหว่างกลุ่มการทดลองทั้ง 2 กลุ่ม โดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ หากพบความแตกต่างจึงทำการเปรียบเทียบแบบรายคู่ โดยใช้สถิติแอลเอชดี ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.5ผลการทดลองพบว่าหลังการทดลอง 12 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยตัวแปรทางสรีรวิทยา ได้แก่ ค่าของน้ำหนักตัว ดัชนีมวลกาย และอัตราการเต้นของหัวใจขณะพักลดลงที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.5 และมีการพัฒนาของตัวแปรด้านสุขสมรรถนะ จากการทดสอบการนั่งเก้าอี้แล้วเอื้อมแตะปลายเท้า ระยะการเอื้อมแตะหลัง การลุกนั่งใน 30 วินาที การงอแขนใน 30 วินาที การยกขาซอยเท้าอยู่กับที่ 2 นาที และระยะทางในการเดิน 6 นาที การเดินและกลับตัว 3 เมตร ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.5 กลุ่มทดลองยังมีการเพิ่มขึ้นของตัวแปรด้านการทำงานของระบบหายใจ ได้แก่ ค่าปริมาตรสูงสุดของอากาศที่หายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าปริมาตรของอากาศที่ถูกขับออกในวินาทีแรกของการหายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าปริมาตรของอากาศจากการหายใจเข้า-ออกเต็มที่ในเวลา 1 นาที ค่าแรงดันการหายใจเข้าสูงสุด ค่าแรงดันการหายใจออกสูงสุด รวมไปถึงระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในสมองด้านซ้าย ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.5 …
ผลของการฝึกรำไทยสมาธิต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและการทำงานของไตในผู้สูงอายุโรคไตจากเบาหวาน,
2024
คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา
ผลของการฝึกรำไทยสมาธิต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและการทำงานของไตในผู้สูงอายุโรคไตจากเบาหวาน, ศุภลักษณ์ จันคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกรำไทยสมาธิต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การทำงานของไต สมรรถภาพทางกาย ตัวบ่งชี้ทางชีวเคมีในเลือด และคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่เป็นโรคไตจากเบาหวาน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุโรคไตเรื้อรังจากเบาหวาน อายุระหว่าง 60-75 ปี ถูกสุ่มแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มที่ไม่ได้รับการฝึก (CON) จำนวน 19 คน และ 2) กลุ่มฝึกรำไทยสมาธิ (TDM) จำนวน 17 คน ที่ได้รับการฝึกรำไทยสมาธิ ที่ความหนัก 40-60 เปอร์เซ็นต์ของอัตราการเต้นหัวใจสำรอง ครั้งละ 50 นาที จำนวน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ทำการทดสอบตัวแปรด้านสรีรวิทยา สารชีวเคมีในเลือด สมรรถภาพทางกาย การทำงานของหลอดเลือด ความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจ ความเครียดและคุณภาพชีวิต ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบก่อนและหลังการฝึก และเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มด้วยการทดสอบความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ (2 กลุ่ม x 2 เวลา) และเปรียบเทียบความแตกต่างแบบรายคู่โดยใช้วิธีการทดสอบแอลเอสดี ภายหลังการฝึก 12 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มรำไทยสมาธิมีน้ำหนักตัว ไขมันในช่องท้อง ความดันโลหิตช่วงหัวใจบีบตัวและคลายตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ระดับไกลโคซิเลทฮีโมโกลบิน ยูเรียไนโตรเจน มาลอนไดอัลดีไฮด์ ทูเมอร์ เนโครซิส แฟกเตอร์-อัลฟา และ อินเตอร์ลิวคิน-6 ลดลง ในขณะที่ค่าอัตราการกรองของไต ซูเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเทส และไนตริก ออกไซด์ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ ค่าการขยายตัวของหลอดเลือดหลังการปิดกั้นการไหลเวียน ซึ่งเป็นการวัดการขยายตัวของหลอดเลือดที่ขึ้นอยู่กับเอนโดทีเลียมเพิ่มขึ้น ความแข็งของหลอดเลือดแดงและดัชนีความต้านทานของไตลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อีกทั้งกลุ่มรำไทยสมาธิยังมีค่าความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจความถี่สูงเพิ่มขึ้น ระดับความเครียดและความวิตกกังวลลดลง และมีคุณภาพชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า การฝึกรำไทยสมาธิมีประโยชน์หลากหลายด้านต่อผู้สูงอายุที่เป็นโรคไตจากเบาหวาน อันได้แก่ส่งเสริมการทำงานของไตและหลอดเลือด ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เพิ่มการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระ และลดสารอนุมูลอิสระ ความเครียด และความวิตกกังวล
ผลของการผสมผสานการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางที่มีต่อสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาและความสามารถแบบแอนแอโรบิกในนักกีฬาแฮนด์บอลเยาวชนเพศหญิง,
2024
คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา
ผลของการผสมผสานการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางที่มีต่อสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาและความสามารถแบบแอนแอโรบิกในนักกีฬาแฮนด์บอลเยาวชนเพศหญิง, สราลี วุฒิพิทยาธร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental research design) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการผสมผสานการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางที่มีต่อสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาและความสามารถแบบแอนแอโรบิกในนักกีฬาแฮนด์บอลเยาวชนเพศหญิง เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เป็นนักกีฬาแฮนด์บอลระดับเยาวชนเพศหญิง อายุระหว่าง 15 - 18 ปี จากทีมแฮนด์บอลโรงเรียนสตรีสมุทรปราการ จำนวน 16 คน แบ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 8 คน ด้วยวิธีการจับคู่ (Matched pair) จากผลการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวของอิลลินอยส์ อยู่ในช่วง 17 - 19 วินาที กลุ่มทดลองทำการฝึกผสมผสานการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทาง และกลุ่มควบคุมทำการฝึกพลัยโอเมตริกและการฝึกเปลี่ยนทิศทาง ทั้งสองกลุ่มฝึก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ทำการทดสอบด้านสรีรวิทยา ได้แก่ อายุ ส่วนสูง น้ำหนัก และมวลกล้ามเนื้อ และทดสอบทางด้านสมรรถภาพทางกาย ได้แก่ พลังสูงสุด เวลาในการสปริ๊นท์ระยะ 5 เมตร และ 10 เมตร ความคล่องแคล่วว่องไว และความสามารถแบบแอนแอโรบิก ก่อนการฝึก หลังการฝึก 4 สัปดาห์ และหลังการฝึก 8 สัปดาห์ หลังจากนั้นวิเคราะห์ความแตกต่างภายในกลุ่มด้วยสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวชนิดวัดซ้ำ (One-way ANOVA with repeated measures) และเมื่อพบความแตกต่างจึงทำการเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ Bonferroni และวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยการวิเคราะห์สถิติ Independent Sample t-test กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า หลังการฝึก 4 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความคล่องแคล่วว่องไวแตกต่างกับกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยเวลาสปริ๊นท์ระยะ 5 เมตร และ 10 เมตร ความสามารถแบบแอนแอโรบิกและดัชนีความล้าแตกต่างกับกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และไม่พบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยพลังสูงสุดและพลังแบบแอนแอโรบิกระหว่างกลุ่ม หลังการฝึก 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยค่าเฉลี่ยพลังสูงสุด …
การวิเคราะห์ลักษณะทางสรีรวิทยาและกิจกรรมในการแข่งขันจำลองของกีฬายูยิตสูประเภทต่อสู้ชายรุ่นน้ำหนักไม่เกิน 62 กิโลกรัม,
2024
คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา
การวิเคราะห์ลักษณะทางสรีรวิทยาและกิจกรรมในการแข่งขันจำลองของกีฬายูยิตสูประเภทต่อสู้ชายรุ่นน้ำหนักไม่เกิน 62 กิโลกรัม, สมัญญา เข็มทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางสรีรวิทยาและกิจกรรมในการแข่งขันของนักกีฬายูยิตสูประเภทต่อสู้ชาย รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 62 กิโลกรัม คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เป็นนักกีฬายูยิตสู ประเภทต่อสู้ชาย จำนวน 8 คน อายุ 18 – 24 ปี ที่มีสายสีน้ำตาลขึ้นไป จากอันดับ 1 – 8 ของสมาคมกีฬายูยิตสูแห่งประเทศไทย ทดสอบสมรรถภาพทางกายก่อนการแข่งขัน 2 วัน ในวันแข่งขันได้ทำการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ความเข้มข้นของแลคเตทในเลือดและระดับออกซิเจนในเลือด ทั้งก่อนและหลังการแข่งขันแต่ละครั้ง วิเคราะห์กิจกรรมในการแข่งขัน ได้แก่ ทักษะที่ใช้ เวลาในการแข่งขัน และวิธีการชนะจากวิดีโอบันทึกการแข่งขันจำนวน 16 วิดีโอ หลังจากนั้นนำผลการทดสอบมาวิเคราะห์เชิงสถิติ การวิเคราะห์สถิติภายในกลุ่มใช้สถิติ Paired sample T – test และการวิเคราะห์สถิติระหว่างกลุ่มใช้สถิติ Independent sample T - test กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า หลังการแข่งขันอัตราการเต้นของหัวใจและความเข้มข้นของแลคเตทในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ระดับออกซิเจนในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.05) ในกลุ่มผู้ชนะทั้งสามตัวแปรมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ในกลุ่มผู้แพ้มีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะอัตราการเต้นของหัวใจและความเข้มข้นของแลคเตทในเลือดเท่านั้น อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างผู้ชนะและผู้แพ้ ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านการตอบสนองทางสรีรวิทยา สำหรับวิธีการชนะที่พบมากที่สุดคือการชนะด้วยการทำคะแนนหลังหมดเวลา (ร้อยละ 50) โดยมีอัตราส่วนการทำงานต่อการพักอยู่ที่ 4:1 ในส่วนของทักษะส่วนที่ 1 (การชก การเตะและการตั้งรับ) พบว่า หมัดตรงและท่าเตะเหวี่ยงเป็นท่าที่ใช้มากที่สุดแต่มีประสิทธิผลต่ำ ขณะที่การตั้งรับที่ใช้มากที่สุดคือการปัดป้องด้านล่าง ทักษะส่วนที่ 2 (การทุ่ม) พบว่า การทุ่มด้วยไหล่และสะโพกเป็นท่าที่ใช้มากที่สุดและมีประสิทธิผลสูง ส่วนทักษะที่มีประสิทธิผลต่ำคือการเกี่ยวขาด้านในและการทุ่มแบบนอนตะแคง ทักษะส่วนที่ 3 (การล็อค รัด หักหรือบิดข้อ) พบว่า การรัดคอด้วยลำตัวเป็นท่าที่มีประสิทธิผล ส่วนการรัดคอรูปสามเหลี่ยมและการล็อคข้อศอกหักแขนถึงแม้จะใช้มากแต่มีประสิทธิผลต่ำ กลุ่มผู้ชนะสามารถใช้ทักษะที่หลากหลายรูปแบบและแม่นยำพร้อมทั้งมีการวางแผนกลยุทธ์ที่ดีกว่า ขณะที่ผู้แพ้ใช้ทักษะซ้ำ ๆ และมีประสิทธิผลต่ำ สรุปได้ว่ากีฬายูยิตสูประเภทต่อสู้ เป็นกีฬาที่ต้องการการตอบสนองทางสรีรวิทยาสูงและความหลากหลายทางทักษะ แม้การตอบสนองทางสรีรวิทยาระหว่างผู้ชนะและผู้แพ้จะไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่รูปแบบที่หลากหลาย ประสิทธิผลของทักษะ และสมรรถภาพทางกายที่ดีคือปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จ
