Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Technology and Innovation Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

4,787 Full-Text Articles 7,407 Authors 5,838,367 Downloads 284 Institutions

All Articles in Technology and Innovation

Faceted Search

4,787 full-text articles. Page 110 of 200.

Understanding And Measuring Net Positive Business Strategies, Luke Ruffner Robinson 2020 University of Montana

Understanding And Measuring Net Positive Business Strategies, Luke Ruffner Robinson

Graduate Student Theses, Dissertations, & Professional Papers

Despite their attempts to mitigate ecological impacts through sustainability initiatives, businesses are a major cause of the world's ecological problems. Some progressive businesses are attempting to move beyond “net zero” in terms of achieving neutral environmental impacts and instead are now pursuing a goal of net positive. Net positive refers to the idea that business activities could contribute value-added benefits to earth’s ecological systems, for example, by using technologies that sequester and store carbon. However, except for a handful of high-profile corporate case studies, little is known about how companies are developing their strategies to become net positive and …


Table Of Contents Jitim Vol 29 Issue 2, 2020, 2020 California State University, San Bernardino

Table Of Contents Jitim Vol 29 Issue 2, 2020

Journal of International Technology and Information Management

Table of contents


A Sample Weight And Adaboost Cnn-Based Coarse To Fine Classification Of Fruit And Vegetables At A Supermarket Self-Checkout, Khurram Hameed, Douglas Chai, Alexander Rassau 2020 Edith Cowan University

A Sample Weight And Adaboost Cnn-Based Coarse To Fine Classification Of Fruit And Vegetables At A Supermarket Self-Checkout, Khurram Hameed, Douglas Chai, Alexander Rassau

Research outputs 2014 to 2021

© 2020 by the authors. Licensee MDPI, Basel, Switzerland. The physical features of fruit and vegetables make the task of vision-based classification of fruit and vegetables challenging. The classification of fruit and vegetables at a supermarket self-checkout poses even more challenges due to variable lighting conditions and human factors arising from customer interactions with the system along with the challenges associated with the colour, texture, shape, and size of a fruit or vegetable. Considering this complex application, we have proposed a progressive coarse to fine classification technique to classify fruit and vegetables at supermarket checkouts. The image and weight of …


Innovative Zero-Waste System For Building Wastewater Recycling And Food Waste Management, Thammananya Sakcharoen 2020 Graduate School

Innovative Zero-Waste System For Building Wastewater Recycling And Food Waste Management, Thammananya Sakcharoen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Urbanization leads to concerns about environmental impacts due to the increasing food waste and wastewater generation. The study aims to develop an innovative zero-waste system for food waste and wastewater management in the building using the combination of a single-stage anaerobic digester and the Moving Bed Biofilm Reaction-Membrane Bioreactor (MBBR-MBR). The comprehensive analysis for innovative zero-waste system development is conducted including (1) survey and interview the target market group (universities) to determine the factors affecting the intention to use the zero-waste system ; (2) develop a zero-waste system prototype, and test operation for measuring the performances ; (3) evaluate the …


การพัฒนาระบบการจัดการผู้รับเหมาขนาดเล็กที่ทำงานต่อเติมหรือปรับปรุงโครงสร้างเดิมสำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ, ปรัณยา ธารณเจษฎา 2020 บัณฑิตวิทยาลัย

การพัฒนาระบบการจัดการผู้รับเหมาขนาดเล็กที่ทำงานต่อเติมหรือปรับปรุงโครงสร้างเดิมสำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ, ปรัณยา ธารณเจษฎา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการพัฒนาแพลตฟอร์มการจัดการผู้รับเหมาโครงการก่อสร้างขนาดเล็กที่ทำงานต่อเติมหรือปรับปรุงโครงสร้างเดิมสำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยมุ่งเน้นในส่วนของการประเมินราคาและระยะเวลาในการทำโครงการก่อสร้าง ใช้เครื่องมือในการวิจัยคือ การสัมภาษณ์เชิงลึกตัวแทนผู้ใช้สุดขั้ว จากตัวแทนเจ้าของโครงการหรือผู้ว่าจ้างและผู้รับเหมา จำนวน 8 คน เพื่อเข้าใจปัญหา วิธีการทำงาน และเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาโดยทำการออกแบบต้นแบบแพลตฟอร์มที่ใช้งานได้อย่างเหมาะสมกับลักษณะกิจกรรมของโครงการก่อสร้างประเภทนี้ หลังจากนั้นได้ศึกษาการตอบสนองและการยอมรับต่อแพลตฟอร์มหรือแอพพลิเคชั่น โดยทำการวิจัยเชิงปริมาณส่งสอบถามไปยังกลุ่มตัวอย่างจำนวน 80 แบบสอบถาม พบว่าแพลตฟอร์มควรมีฟังก์ชันการประเมินราคาและระยะเวลา ในส่วนของการเตรียมงานในพื้นที่ของผู้รับเหมา (Shop work) และการติดตั้งชิ้นงานที่หน้างาน (Site work) แยกออกจากกัน เพราะมีรูปแบบการทำงาน ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมภายนอกและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกแตกต่างกัน โดยกำหนดหน่วยที่ใช้ในการประเมินราคา (Unit price) ของแต่ละกิจกรรมลงไปเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงของข้อมูลในขั้นตอนของการดึงข้อมูลไปวิเคราะห์ ทั้งนี้จะใช้รายงานความคืบหน้าประจำวันเก็บข้อมูลของทรัพยากรและเวลาที่ใช้ในการทำงานจริง เพื่อปรับปรุงวิธีการวิเคราะห์ผลให้มีความแม่นยำมากขึ้นสำหรับการประเมินโครงการในอนาคต ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างให้การยอมรับต้นแบบแพลตฟอร์มว่าสามารถประเมินค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการทำโครงการก่อสร้างได้ในระดับสูง


การพัฒนาแพลตฟอร์ม ไลน์มินิแอพ สำหรับแพลตฟอร์มการทำบุญบริจาค, ธนภัทร กิจล่ำลือกุล 2020 บัณฑิตวิทยาลัย

การพัฒนาแพลตฟอร์ม ไลน์มินิแอพ สำหรับแพลตฟอร์มการทำบุญบริจาค, ธนภัทร กิจล่ำลือกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การทำบุญบริจาคนับเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน จากการประเมิน ของธนาคารไทยพาณิชย์ ตลาดนี้มีมูลค่านับแสนล้านบาท โดย 96% ของครัวเรือนไทยมีการใช้จ่าย เพื่อการกุศล เฉลี่ยครอบครัวละไม่ต่ำกว่า 6,000 บาทต่อปี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือมันจะมีข่าวเกี่ยวกับการทุจริต ไม่โปร่งใส เกิดขึ้นกับการทำบุญบริจาคตลอด ซึ่งเป็นเพราะการขาดการเชื่อมโยงของข้อมูล ไม่สามารถตรวจสอบได้ง่าย แทบจะไม่มีการนำเทคโนโลยี ทางสารสนเทศมาประยุกต์ใช้เท่าไหร่นัก ทางผู้จัดทำโครงการได้เล็งเห็นปัญหาในจุดนี้ จึงได้ออกแบบงานวิจัยนี้ เพื่อพัฒนาต้นแบบ ของแพลตฟอร์มการทำบุญ ใน ecosystem ของไลน์ อันประกอบไปด้วย line mini app, line official account, line chat bot เพราะทางผู้จัดทำเห็นว่าถ้าสามารถพัฒนาระบบใน line ที่มีฐานผู้ใช้งาน 45 ล้านคนในไทย จะช่วยในการหาผู้ใช้งานได้มาก และ สามารถใช้งานได้ง่ายกว่าการเข้าไปใช้เว็ปไซด์ แบบดั้งเดิม ในการออกแบบในโครงการนี้ได้ใช้วิธีสัมภาษณ์จากผู้ใช้งาน 47 คน และ พัฒนาต้นแบบไปให้ ผู้ใช้งาน ลองทดสอบอีก 5 คน เพื่อวิเคราะห์ความต้องการที่แท้จริง จากนั้นนำมาปรับปรุงและ ออกแบบจริง ใน program adobe xd จนออกมาเป็นผลงานที่เสร็จสมบูรณ์ พร้อมสำหรับต่อยอดไป จ้างทีมพัฒนาระบบต่อไป


การพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับแฟนคลับศิลปินเกาหลี, ณิชกานต์ ซำศิริพงษ์ 2020 บัณฑิตวิทยาลัย

การพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับแฟนคลับศิลปินเกาหลี, ณิชกานต์ ซำศิริพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จากสถานการณ์ตลาด K-pop ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในหลายภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งหนึ่งในแพลตฟอร์มที่กลุ่มแฟนคลับนิยมใช้ในการทำกิจกรรมเกี่ยวกับศิลปินมากที่สุด ได้แก่ สื่อสังคมออนไลน์อย่าง ทวิตเตอร์ จากสถิติตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563 ทั่วโลกมีการทวีตเกี่ยวกับ K-pop มากกว่า 6,700 ล้านทวีต อย่างไรก็ตามทวิตเตอร์ก็ยังคงพบปัญหาในการใช้งานหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องความน่าเชื่อถือของผู้ใช้งาน ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาต้นแบบแพลตฟอร์มสำหรับแฟนคลับศิลปินเกาหลี โดยได้ทำการศึกษาแนวคิด พฤติกรรม และปัญหาการใช้แพลตฟอร์มของแฟนคลับศิลปินเกาหลี ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มแฟนคลับศิลปินเกาหลี จำนวน 10 ราย ใน 4 หัวข้อ ได้แก่ ข้อมูลทั่วไปของผู้ให้สัมภาษณ์, คำถามเกี่ยวกับการเป็นแฟนคลับศิลปินเกาหลี, คำถามเกี่ยวกับการทำกิจกรรมของกลุ่มแฟนคลับศิลปินเกาหลี และคำถามเกี่ยวกับการใช้แพลตฟอร์มของกลุ่มแฟนคลับศิลปินเกาหลี และได้นำข้อมูลมาวิเคราะห์ พร้อมทั้งนำมาใช้เพื่อออกแบบคุณลักษณะของแพลตฟอร์มสำหรับแฟนคลับศิลปินเกาหลี ซึ่งสามารถออกแบบคุณลักษณะได้ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ Community, Marketplace และ Project โดยจากการทดสอบการยอมรับกับกลุ่มเป้าหมายจำนวน 17 ราย พบว่ากลุ่มเป้าหมายร้อยละ 94.12 ให้การยอมรับต้นแบบแพลตฟอร์มสำหรับแฟนคลับศิลปินเกาหลี


การศึกษาความเป็นไปได้ของระบบปกป้องตรวจสอบและติดตามการทำรายได้ของทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมดนตรีโดยเทคโนโลยีบล็อกเชน, พิพัฒน์พงษ์ ปรีชาภรณ์ 2020 บัณฑิตวิทยาลัย

การศึกษาความเป็นไปได้ของระบบปกป้องตรวจสอบและติดตามการทำรายได้ของทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมดนตรีโดยเทคโนโลยีบล็อกเชน, พิพัฒน์พงษ์ ปรีชาภรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนให้สามารถแพร่หลายไปสู่อุตสาหกรรมดนตรีในประเทศไทย 2) ศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาต้นแบบระบบปกป้องตรวจสอบและติดตามการทำรายได้ของทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมดนตรีโดยเทคโนโลยีบล็อกเชน และ 3) ศึกษาความเป็นไปได้ในการยอมรับเชิงธุรกิจเบื้องต้นเพื่อรองรับการนำออกสู่ตลาดจริงในอนาคต โดยกลุ่มตัวอย่างสำหรับแบบสัมภาษณ์ คือ 1) บุคลากรค่ายเพลง 2) บุคลากรด้าน Music Publisher – Distributor และ 3) บุคลากร Platform จำนวนกลุ่มละ 3 คน กลุ่มตัวอย่างสำหรับแบบสอบถาม คือ 1) บุคลากรผู้ผลิตงาน 2) บุคลากรค่ายเพลง 3) บุคลากรด้าน Music Publisher – Distributor 4) บุคลากร Platform และ 5) ผู้บริโภค จำนวนกลุ่มละ 30 คน ด้วยแบบสัมภาษณ์ปลายเปิดและแบบสอบถาม ใช้วิธีการการสังเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาและนำมาวิเคราะห์ทางสถิติ ประกอบด้วย ความถี่ และร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ยังไม่แน่ใจที่จะใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในอุตสาหกรรมดนตรีในประเทศไทย เนื่องจากยังคงต้องหาข้อมูลศึกษาเพิ่มเติมก่อน แต่อย่างไรก็ดี กลุ่มตัวอย่างเห็นว่า การนำระบบบล็อกเชนมาใช้งานจริง จะสามารถเปลี่ยนแปลงปัญหาการผูกขาดความไม่ชอบธรรมและโปร่งใสของห่วงโซ่วงจรระบบนิเวศอุตสาหกรรมดนตรีได้ โดยคาดว่าระบบดังกล่าว และกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่มองว่าจะสามารถเกิดขึ้นได้ ภายใน 3-5 ปี ยกเว้นบุคลากรผู้ผลิตงานและบุคลากรค่ายเพลงมองว่าสามารถเกิดขึ้นได้ ภายใน 1-2 ปี


การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของการขายผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกที่ผ่านกระบวนการไมโครเอนแคปซูเลชันแก่โรงงานรับจ้างผลิตอาหารเสริม, อลิสา กนกโชติวรการ 2020 บัณฑิตวิทยาลัย

การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของการขายผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกที่ผ่านกระบวนการไมโครเอนแคปซูเลชันแก่โรงงานรับจ้างผลิตอาหารเสริม, อลิสา กนกโชติวรการ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของการขายผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกที่ผ่านกระบวนการไมโครเอนแคปซูเลชันแก่โรงงานรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เนื่องจากค่านิยมเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพส่งผลให้มีการผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารออกมาจำนวนมาก ส่งผลให้โรงงานรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกลายเป็นช่องทางที่น่าสนใจในการส่งมอบเทคโนโลยีไมโครเอนแคปซูเลชันที่ช่วยรักษาจำนวนจุลินทรีย์โพรไบโอติกให้เหลือรอดจากกระบวนการผลิต จนกระทั่งผ่านไปถึงลำไส้ใหญ่ได้มากขึ้นนี้เข้าสู่ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของไทย โดยผู้วิจัยเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์โรงงานรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแบบ ODM จำนวน 4 โรงงานและเจ้าของแบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทโพรไบโอติกจำนวน 3 บริษัท ผลการศึกษาพบว่าโรงงานในประเทศไทยยังไม่มีความพร้อมในการผลิตเชื้อจุลินทรีย์โพรไบโอติกเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอาหารเอง จำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบประเภทโพรไบโอติกจากต่างประเทศ จึงควรส่งต่อเทคโนโลยีไมโครเอนแคปซูเลชันให้กับบริษัทผู้ผลิตวัตถุดิบในต่างประเทศแทน


การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของการนำวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมกัญชงมาพัฒนาเป็นผนังแซนวิชโครงสร้างไฟเบอร์ซีเมนต์ (Ssp), กองเพ็ช ภูมิสวัสดิ์ 2020 บัณฑิตวิทยาลัย

การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของการนำวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมกัญชงมาพัฒนาเป็นผนังแซนวิชโครงสร้างไฟเบอร์ซีเมนต์ (Ssp), กองเพ็ช ภูมิสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการนำแกนลำต้นกัญชงซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมกัญชง มาพัฒนาเป็นผนังแซนวิชโครงสร้างไฟเบอร์ซีเมนต์ (SSP) ซึ่งสอดรับกับนโยบาย Bio Circular Green (BCG) Economy และค้นหาการยอมรับผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ในกลุ่มผู้บริโภคและ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์และวัสดุก่อสร้างที่เกี่ยวข้อง ผู้ศึกษาแบ่งการศึกษาเป็นสองส่วนคือ 1.) กระบวนการผลิต ส่วนผสมและการทดสอบคุณสมบัติเบื้องต้นของผิวที่ทำมาจากไม้สังเคราะห์ชนิดพลาสติกคอมโพสิทผสมแกนกัญชง (WPC) และ ศึกษาส่วนของแกนกลางของผนังแซนวิชโครงสร้างที่ทำมาจากไฟเบอร์ซีเมนต์ผสมแกนกัญชง จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.) การสำรวจความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ สำหรับการวิจัยเชิงปริมาณ จัดเก็บข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมายที่สนใจเรื่องตกแต่งที่อยู่อาศัยและกำลังวางแผนสร้างบ้านจำนวน 320 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก จากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญสาขาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 10 คน ผลการศึกษาพบว่า แกนลำต้นกัญชงซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งนี้มีความเป็นไปได้ในการนำมาเป็นส่วนผสมในผนังแซนวิชโครงสร้างไฟเบอร์ซีเมนต์ผิวไม้สังเคราะห์(SSP) ทั้งในส่วนของผิวที่เป็นไม้สังเคราะห์ (WPC) และส่วนของแกนกลางที่ทำมาจากไฟเบอร์ซีเมนต์ ผลจากการสำรวจความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์พบว่ากลุ่มตัวอย่างรู้จักผนังแซนวิชโครงสร้างในระดับน้อย โดยคุณสมบัติที่กลุ่มตัวอย่างต้องการจากผนังโครงสร้างบ้านคือผนังที่มีความแข็งแรง ความสามารถในการทนน้ำไม่บวมน้ำ คุณสมบัติทนไฟและไม่ลามไฟ และป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอก มีความสนใจในเส้นใยกัญชงมาเป็นส่วนผสมของผนังโครงสร้างบ้านในระดับสูงเป็นอันดับที่สอง และยินยอมจ่ายเพื่อใช้วัสดุดังกล่าวแพงขึ้น 5-10% เมื่อเปรียบเทียบกับผนังโครงสร้างแบบทั่วไป


การศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย, วิรัญญา เที่ยวมาพบสุข 2020 บัณฑิตวิทยาลัย

การศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย, วิรัญญา เที่ยวมาพบสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ประชาชนโดยส่วนมากใช้ยานพาหนะส่วนบุคคลในการเดินทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหามลภาวะทางอากาศภายในประเทศ อันมาจากก๊าซไอเสียที่ปล่อยออกมาจากรถเครื่องยนต์สันดาปภายในซึ่งประกอบไปด้วยก๊าซที่ก่อให้เกิดมลพิษ ด้วยเหตุนี้ทางรัฐบาลไทยได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ชาติที่จะปรับอุตสาหกรรมยานยนต์จากเครื่องยนต์สันดาปภายในให้กลายเป็นยานยนต์ไฟฟ้าให้ได้ภายในปี 2578 แต่ทั้งนี้ในแผนยุทธศาสตร์ที่กำหนดขึ้นมาในปัจจุบันนั้นได้มีการมุ่งไปที่การส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานสำหรับสถานีชาร์จประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้นซึ่งสำหรับจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้มีการติดตั้งอยู่ทั่วกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดแล้ว แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้านั้นต้องใช้วิธีการชาร์จประจุที่แตกต่างจากรถยนต์ ดังนั้นเพื่อที่จะเป็นการแนะนำแนวทางเบื้องต้นเพื่อที่จะหาวิธีการแก้ปัญหาดังกล่าว จึงได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำโครงสร้างสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและประเมินความเป็นได้ขั้นพื้นฐาน ในที่นี้วิธีการศึกษาจะเป็นการศึกษาจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจากทั้งในประเทศ และต่างประเทศที่ได้มีการใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบบสับเปลี่ยนแบตเตอรี่อย่างแพร่หลายแล้ว ตลอดจนการเก็บข้อมูลจากผลการประชุมร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องผ่านคณะทำงานยานยนต์ไฟฟ้าสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ในการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดภาพรวมระบบนิเวศน์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าพร้อมกับทรัพยากรหลักที่จำเป็นต่างๆในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานสำหรับสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจากการศึกษาสามารถสรุปได้ว่า เพื่อที่จะเป็นการเร่งให้เกิดการยอมรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยได้นั้น ภาครัฐต้องเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักในการขับเคลื่อนการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง


การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนา Social Listening Platform เพื่อรวบรวมแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่, รัตติยา บุญรินทร์ 2020 บัณฑิตวิทยาลัย

การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนา Social Listening Platform เพื่อรวบรวมแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่, รัตติยา บุญรินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์มีบทบาทต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมาก โดยผู้บริโภคจะแสดงความคิดเห็นต่อสิ่งรอบตัวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเทคโนโลยี Social listening มีความสามารถในการเข้าไปเก็บข้อมูล หัวข้อ คำสำคัญ และข้อมูลที่เป็นกระแสบนช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อนำไปวิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภค งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาต้นแบบแพลตฟอร์ม Social listening ในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า โดยได้ทำการทบทวนงานวิจัย บทความ และศึกษาแพลตฟอร์มที่มีอยู่ในปัจจุบัน พร้อมทั้งใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยแบ่งช่วงการเก็บข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์เเละพัฒนาเเพลตฟอร์ม เป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 เพื่อทราบถึงขั้นตอนการทำงานออกแบบและมุมมองที่มีต่อ Social listening ระยะที่ 2 เพื่อทราบความเห็นหลังจากการทดลองใช้ต้นแบบของแพลตฟอร์ม ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความสนใจใช้งาน และให้ความเห็นว่าแพลตฟอร์มดังกล่าวช่วยลดเวลาในการค้นหาข้อมูล เข้าถึงข้อมูลความคิดเห็นของผู้บริโภคบนสื่อสังคมออนไลน์ได้สะดวกในช่องทางเดียว โดยเเนวทางในการนำเทคโนโลยีไปใช้ในเชิงพาณิชย์คือ การพัฒนาแพลตฟอร์ม Social listening ที่เพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามคำสำคัญบนสื่อสังคมออนไลน์ ด้วยการกำหนดกลุ่มคำและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานออกแบบ เพื่อสร้างแนวความคิดใหม่ ๆ รวมไปถึงการสนับสนุนแนวคิดของงานที่มีตลาดรองรับ


การศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างนวัตกรรมการให้ทุนการศึกษา : กรณีศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศิริพงษ์ วรรักษา 2020 บัณฑิตวิทยาลัย

การศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างนวัตกรรมการให้ทุนการศึกษา : กรณีศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศิริพงษ์ วรรักษา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในแต่ละสถาบันการศึกษาของไทยมีทุนการศึกษาจำนวนมากให้กับผู้เรียนที่ขาดแคลน แต่การศึกษาพบว่ามีผู้เข้าเรียนที่ขาดแคลนจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงทุนการศึกษาเหล่านี้ได้ จากขั้นตอนการคัดกรองผู้สมัครที่ซับซ้อน และแตกต่างกันไป ทำให้ทั้งผู้ขอทุน และผู้ให้ทุนต้องใช้ทรัพยากรเป็นจำนวนมากในการดำเนินการตลอดกระบวนการให้ทุนการศึกษา จากการวิจัยเชิงปริมาณของกลุ่มตัวอย่างผู้ขอทุนจากสถาบันการศึกษาในไทยพบกว่า ร้อยละ 50 ของการขอทุนยังดำเนินการในรูปแบบของการยื่นเอกสาร ร้อยละ 62.5 ของผู้ขอรับทุนมีปัญหาในการรับทราบข่าวสาร การกรอกเอกสาร และระยะเวลาในการรอเข้าสัมภาษณ์ และอีกร้อยละ 92.5 ของผู้ขอทุนมั่นใจว่าหากการขอทุนสามารถดำเนินการบนระบบออนไลน์ทั้งหมดจะจะช่วยอำนวยความสะดวกได้อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด สำหรับมุมมองของผู้ให้ทุน ผลจากการทดลองทางสถิติ (Mann–Whitney U test) พบความสัมพันธ์ของปัจจัยระหว่างประสบการณ์ ในการสัมภาษณ์ทุนกับระดับความความพึงพอใจในกระบวนการให้ทุนการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของแนวทางในการสัมภาษณ์ทุน และแนวทางซึ่งปัจจัยและความต้องการดังกล่าว ได้ถูกนำมาพัฒนาต้นแบบระบบนวัตกรรมการให้ทุนการศึกษา ในรูปแบบโปรแกรมประยุกต์บนเว็บ โดยมีระบบสนับสนุนการตัดสินใจในการช่วยประเมินความเหมาะสมของผู้สมัครขอทุนล่วงหน้า และการแนะนำคำถามที่เหมาะสมในการคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมในการได้รับทุน ผู้วิจัยได้นำต้นแบบนวัตกรรมไปทดสอบการยอมรับเทคโนโลยี และพบกว่ากลุ่มตัวอย่างของผู้ขอทุน และกลุ่มผู้ให้ทุนทั้งสองกลุ่มมีความพึงพอใจต่อความง่ายในการใช้งานนวัตกรรม และรับรู้ถึงประโยชน์ของนวัตกรรม ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยนำนวัตกรรมการให้ทุนการศึกษาไปทำการศึกษาต่อยอดถึงความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจต่อไป


การศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้งานนวัตกรรมการระบุตัวตนด้วยแคปช่าเพื่อการรักษาความปลอดภัยบนโมบายแบงก์กิ้ง, สุชัย รื่นสำราญ 2020 บัณฑิตวิทยาลัย

การศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้งานนวัตกรรมการระบุตัวตนด้วยแคปช่าเพื่อการรักษาความปลอดภัยบนโมบายแบงก์กิ้ง, สุชัย รื่นสำราญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในยุคที่ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานมีความสำคัญและมีความเสี่ยงที่เกิดการรั่วไหล ผู้ไม่หวังดีสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการโจมตีด้านไซเบอร์ในขั้นตอนการระบุตัวตนบนโมบายแบงก์กิ้ง ด้วยการใช้เครื่องมืออัตโนมัติ ด้วยเหตุนี้บางสถาบันการเงินจึงมีการเพิ่มขั้นตอนในการระบุตัวตนให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น แต่ในที่สุดก็ยังเกิดกรณีที่มีการบุกรุกจากการทำงานของมนุษย์ด้วยกันเอง ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงได้เสนอวิธีแก้ไขปัญหาของการระบุตัวตนอัตโนมัติและการป้องกันการบุกรุกจากการทำงานของมนุษย์รูปแบบใหม่ โดยใช้แคปช่าเชิงข้อความที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะบุคคลด้วยการจับจังหวะการพิมพ์ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้งานและเพิ่มปัจจัยที่ธนาคารสามารถตรวจสอบการพฤติกรรมการระบุตัวตนที่มาจากบุคคลอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างประชากรออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้บริหารขั้นสูงผู้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายในเรื่องที่สำคัญเกี่ยวกับการดำเนินงานของสถาบันการเงิน จำนวน 6 คน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้งานโมบายแบงก์กิ้งทั่วไป ทั้งชาย หญิง และ LGBTQ+ จำนวน 100 คน ผลการศึกษาใช้วิธีการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) พบว่า กลุ่มผู้บริหารขั้นสูงมีความสนใจในการทดลองใช้งาน คิดเป็นร้อยละ 66.7 และกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไปมีความสนใจในการทดลองใช้งาน คิดเป็นร้อยละ 53


ชุดนักเรียนกันยุงเพื่อป้องกันการระบาดของไข้เลือดออก, รวิพร ชัยรุ่งมณีดำรง 2020 บัณฑิตวิทยาลัย

ชุดนักเรียนกันยุงเพื่อป้องกันการระบาดของไข้เลือดออก, รวิพร ชัยรุ่งมณีดำรง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โรคไข้เลือดออกเป็นโรคประจำถิ่นที่เป็นปัญหาสาธารณสุขอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ซึ่งสามารถติดต่อโดยมียุงลายเป็นพาหะนำเชื้อจากผู้ป่วยในระยะระบาดไปสู่บุคคลอื่น โดยส่วนมากจะเป็นในเวลากลางวัน และจากสถิติของกรมควบคุมโรคช่วงอายุที่มีการติดเชื้อไข้เลือดออกมากที่สุดคือช่วงอายุ 5-14 ปี จากปัญหาดังที่กล่าวมางานวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาต้นแบบเครื่องพ่นละอองขนาดเล็กของเพอร์เมทรินเคลือบชุดนักเรียนเพื่อเพิ่มคุณสมบัติในการป้องกันยุงเพื่อลดการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกที่โรงเรียน ซึ่งการเคลือบสารเพอร์เมทรินในปริมาณ 0.125 มิลลิกรัมต่อตารางเซนติเมตรมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้ และเทคนิคการพ่นละอองขนาดเล็ก (Aerosol) เป็นการเคลือบสารเคมีไว้ที่ผิวนอกของชุดนักเรียน เพื่อให้ผ้าที่ถูกเคลือบมีคุณสมบัติเปลี่ยนไปจากเดิมน้อยที่สุด ลดการสัมผัสต่อผิวหนังของผู้ใช้โดยตรง และลดปริมาณการใช้สารเคมี พลังงาน และปริมาณของเหลือทิ้งในขั้นตอนการเคลือบ โดยอาศัยสารต้นแบบสีแดงจำลองการฉีดพ่นเพื่อดูการกระจายตัวของสารบนพื้นผิวผ้าโทเร และอาศัยการชั่งน้ำหนักและเครื่องฟูเรียร์ทรานสฟอร์มอินฟาเรดสเปกโทรมิเตอร์ (Fourier transform infrared spectrometer, FT-IR) เพื่อวัดปริมาณสารเพอร์เมทรินที่เคลือบอยู่บนผ้าโทเร ผลของการวิจัยพบว่าวิธีการพ่นละอองขนาดเล็กของเพอร์เมทรินสามารถเคลือบผิวผ้าได้อย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง และมีประสิทธิภาพในการกำจัดยุงในบริเวณโรงเรียน จึงสามารถเป็นทางเลือกในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกที่โรงเรียน


ชุดปฏิบัติธรรมป้องกันยุงโดยกระบวนการเคลือบผิวเส้นใยด้วยละอองขนาดเล็ก, พรนภัส เข็มทอง 2020 บัณฑิตวิทยาลัย

ชุดปฏิบัติธรรมป้องกันยุงโดยกระบวนการเคลือบผิวเส้นใยด้วยละอองขนาดเล็ก, พรนภัส เข็มทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงการพิเศษนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาการพัฒนาต้นแบบชุดปฏิบัติธรรมป้องกันยุงโดยกระบวนการเคลือบผิวเส้นใยด้วยละอองขนาดเล็กของสารเพอร์เมทริน เนื่องจากยุงคือหนึ่งในพาหะสำคัญของโรคติดต่อนำโดยแมลง อาทิเช่น โรคไข้เลือดออก โรคติดเชื้อไวรัสซิก้า โรคไข้ปวดข้อยุงลาย ประกอบกับการขยายตัวของความเป็นเมืองได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคมในหลากหลายมิติรวมทั้งด้านสุขภาพจิต จากรายงานอัตราการฆ่าตัวตายของกรมสุขภาพจิตปี 2563 พบว่าอัตราการฆ่าตัวตายของประชากรไทยสูงขึ้นจาก 6.6 รายต่อประชากรแสนคน ในปี 2562 เป็น 7.3 รายต่อประชากรแสนคน การปฏิบัติธรรมจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการฟื้นฟูจิตใจ โดยจากการศึกษาผ้า 3 ชนิด ได้แก่ ผ้าฝ้ายบริสุทธิ์ ผ้าฝ้ายร้อยละ 95 ต่อโพสลีเอสเตอร์ร้อยละ 5 และผ้าฝ้ายร้อยละ 35 ต่อโพลีเอสเตอร์ร้อยละ 65 พบว่าผ้าที่สามารถดูดซับสารเพอร์เมทรินได้ดีที่สุดคือผ้าฝ้ายบริสุทธิ์ รองลงมาคือผ้าฝ้ายร้อยละ 95 ต่อโพสลีเอสเตอร์ร้อยละ 5 โดยเมื่อส่องดูด้วยเครื่อง FT-IR Spectrometer พบการเปลี่ยนแปลงของแอมพลิจูดของช่วงคลื่นที่ระยะ 1400 ถึง 1900 cm-1 บนผ้าทั้งสองชนิดและพบการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นภายหลังการพ่นมากกว่าร้อยละ 0.196 โดยจากการศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์พบว่าผู้ทำแบบสอบถามร้อยละ 83.5 รู้สึกสนใจในผลิตภัณฑ์ชุดปฏิบัติธรรมป้องกันยุง และมากกว่าร้อยละ 46.9 เคยประสบปัญหาการถูกรบกวนจากยุง


ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาแนวทางการเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐที่ให้การสนับสนุนสตาร์ทอัพ, เกรียงศักดิ์ กิจลือเกียรติ 2020 บัณฑิตวิทยาลัย

ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาแนวทางการเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐที่ให้การสนับสนุนสตาร์ทอัพ, เกรียงศักดิ์ กิจลือเกียรติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันบริษัทสตาร์ทอัพ เป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างความยั่งยืน ความได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศ บริษัทสตาร์ทอัพ คือบริษัทที่สามารถเติบโตอย่างรวดเร็วบนพื้นฐานของเทคโนโลยีและนวัตกรรม อย่างไรก็ตาม กิจการประเภทนี้ถือเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง ส่งผลให้รัฐบาลไทยมีนโยบายส่งเสริมการพัฒนาระบบนวัตกรรมและจัดหาเงินทุนให้กับผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ดังนั้นองค์กรสนับสนุนจำนวนมากจึงผุดขึ้นมา สิ่งนี้สร้างขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนซึ่งทำให้ยากต่อการติดตามความคืบหน้าของโครงการ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวทางการเชื่อมโยงฐานข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐ ผู้เขียนได้สัมภาษณ์เชิงลึกกับหน่วยงานภาครัฐ 6 แห่งที่ให้การสนับสนุนบริษัทสตาร์ทอัพ ผลปรากฏว่ามีเพียงหน่วยงานเดียวเท่านั้นที่พร้อมสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูล ส่วน 4 ใน 6 หน่วยงานมีระบบแต่ไม่พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูล และ 1 ใน 6 หน่วยงานไม่มีการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ บุคลากรส่วนใหญ่ไม่มีความพร้อมและมีทัศนคติเชิงลบต่อการให้ข้อมูล อุปสรรคในการแบ่งปันข้อมูล คือการขาดงบประมาณ ความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของข้อมูล และความเสถียรของความปลอดภัยของข้อมูล ผู้เขียนสรุปว่าวิธีการแบบค่อยเป็นค่อยไปในการเชื่อมโยงข้อมูลเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม สำหรับการแก้ปัญหาระยะสั้น หน่วยงานควรลงนามในบันทึกความเข้าใจ และสร้างมาตรฐานสำหรับการเชื่อมโยงข้อมูล สำหรับการแก้ปัญหาในระยะยาว ข้อมูลจากฐานข้อมูลของแต่ละหน่วยงานควรเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลกลางของประเทศ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับหน่วยงานของภาครัฐแต่ละแห่ง


ผลิตภัณฑ์กันยุงสำหรับแม่และเด็ก, ศศิวิมล นิธิสารสวัสดิกุล 2020 บัณฑิตวิทยาลัย

ผลิตภัณฑ์กันยุงสำหรับแม่และเด็ก, ศศิวิมล นิธิสารสวัสดิกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเทคโนโลยี การผลิตละอองขนาดเล็กของสารออกฤทธิ์ที่เป็นของเหลวด้วยเครื่องพ้นละอองอัลตร้าโซนิค และนำมาประยุกต์ใช้กับการเคลือบผิวเส้นใยวัสดุด้วยละอองขนาดเล็ก (Aerosol coating) ของสารละลายเพอร์เมทริน พร้อมทั้งทำการศึกษาประสิทธิภาพในการยึดเกาะของสารละลายต้นแบบสีแดงและสารละลายเพอร์เมทริน ซึ่งมีคุณสมบัติในการป้องกันยุงและมีความปลอดภัยได้รับการรับรองจาก องค์การอนามัยโลก (World Health Organization) จนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์กันยุงสำหรับแม่และเด็ก เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและจำนวนผู้ป่วยโรคที่มีสาเหตุจากยุงเป็นพาหะ เนื่องจากมีการพบผู้ป่วยเป็นโรคที่มีสาเหตุจากยุงในทุกๆปี โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและคุณแม่ตั้งครรภ์ เพราะกลุ่มเด็กมีภูมิต้านทานที่น้อยเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่และยังเป็นกลุ่มที่มีการออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งมากกว่ากลุ่มอื่น ขณะเดียวกันกลุ่มคุณแม่ตั้งครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกของร่างกาย จึงทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่ต่ำลงในระหว่างตั้งครรภ์ซึ่งอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ ทารกในครรภ์อาจมีการติดเชื้อและมีความเสี่ยงในระหว่างคลอด ดังนั้นกลุ่มเด็กและคุณแม่ตั้งครรภ์จึ่งมีควรป้องการตัวเพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นโรคต่าง จากการทดสอบพบว่าสารละลารเพอร์เมทรินสามารถเคลือบลงบนเส้นใยได้ แต่ปริมาณของสารละลารเพอร์เมทรินที่เคลือบลงบนผิววัสดุนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของผ้า และการใช้วิธีการเคลือบด้วยละอองขนาดเล็ก (Aerosol coating) ทำให้สารละลารเพอร์เมทรินมีกระจายบนผิววัสดุอย่างสม่ำเสมอ ข้อมูลจากแบบสอบถามการยอมรับผลิตภัณฑ์กันยุงสำหรับแม่และเด็กที่เคลือบด้วยสารละลารเพอร์เมทรินนั้น พบว่าผลิตภัณฑ์ได้รับการยอมรับและเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความน่าสนใจจากผู้ตอบแบบสอบถามหากมีการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาด


ระบบประเมินประสิทธิภาพการใช้ผู้ทรงอิทธิพลออนไลน์ในการสื่อสารการตลาด, พิทยุตม์ ภัทราวุฒิกุล 2020 บัณฑิตวิทยาลัย

ระบบประเมินประสิทธิภาพการใช้ผู้ทรงอิทธิพลออนไลน์ในการสื่อสารการตลาด, พิทยุตม์ ภัทราวุฒิกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การตลาดเชิงอิทธิพลออนไลน์ เป็นการตลาดที่ได้นำมาใช้ในการสื่อสารให้กับกลุ่มผู้บริโภค เนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของผู้บริโภค แต่การใช้งานอินฟลูเอนเซอร์ยังมีความเสี่ยง ที่อินฟลูเอนเซอร์ยังไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ผู้วิจัยจึงได้ทำการศึกษางานวิจัยนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาหาตัวแปรที่ใช้ในการพิจารณาถึงประสิทธิภาพของอินฟลูเอนเซอร์ 2. การใช้ประเภทของอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการประเมินและตัดสินใจประสิทธิภาพ 3. เพื่อหาเกณฑ์ต่าง ๆ ในการใช้ประเมินอินฟลูเอนเซอร์ โดยงานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ และ เชิงปริมาณ และมีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการประเมินผู้มีอิทธิพลบนโซเชียลมีเดีย เพื่อทำความเข้าใจถึงปัญหาในการประเมิน และประเด็นที่น่าสนใจ จนสามารถนำมาพัฒนาเป็นระบบการประเมินได้ โดยการประเมินอินฟลูเอนเซอร์ ผ่านตัวแปรประเภท ความตระหนัก เอ็นเกจเมนต์ และ คอนเวอร์ชั่น ทั้งนี้มีการหาค่าเฉลี่ย เอ็นเกจเมนต์ จากทั้งหมด 6,000 โพสต์ ที่อ้างอิงจากประเภทของอินฟลูเอนเซอร์ทั้งหมด 5 ประเภท ตามจำนวนผู้ติดตาม ผลการวิจัยทำให้เห็นการประเมินสามารถนำมาใช้พิจารณา และช่วยแก้ปัญหาในการประเมิน ที่ยังขาดความชัดเจนในการระบุถึงประสิทธิภาพของผู้มีอิทธิพลบนโซเชียลมีเดีย ในด้าน การมีส่วนร่วม ของแต่ละประเภทและแต่ละแพลตฟอร์ม


สเปรย์เคลือบผิวซิงค์ออกไซด์เพื่อกำจัดไวรัสและแบคทีเรียบนหน้ากากผ้า, ธนิสร เกียรติพลพจน์ 2020 บัณฑิตวิทยาลัย

สเปรย์เคลือบผิวซิงค์ออกไซด์เพื่อกำจัดไวรัสและแบคทีเรียบนหน้ากากผ้า, ธนิสร เกียรติพลพจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงการค้นคว้าอิสระนี้จัดทำขึ้นเพื่อพัฒนากระบวนการผลิตสเปรย์จากเยื่อกระดาษฟอกขาวซึ่งเป็นเส้นใยธรรมชาติที่นำมาละลายด้วยกรดซัลฟูริคความเข้มข้นร้อยละ 70 ที่อุณหภูมิต่ำ เพื่อทำให้เกิดเป็นสารละลายเซลลูโลสอสัณฐานและนำสารซิงค์คลอไรด์มาตรึงกับเซลลูโลสอสัณฐาน ทำให้เกิดเป็นสารละลายเซลลูโลสอสัณฐานที่มีการตรึงซิงค์ไฮดรอกไซด์ เพื่อนำมาใช้พ่นสเปรย์บนผ้าเพื่อให้เกิดการเกาะติดกับเส้นใยผ้าตัวอย่าง 4 ชนิดที่นิยมนำมาทำหน้ากากที่ใช้ในการสวมใส่เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และภายหลังการพ่นสเปรย์เคลือบผิวผ้าแล้วนำไปผ่านอุณหภูมิเพื่อให้เกิดการระเหยของน้ำ จะได้ซิงค์ออกไซด์ที่เกาะยึดอยู่บนเส้นใยของผ้าที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดไวรัสและแบคทีเรียที่จะมาเกาะยึดบนผิวผ้า ช่วยลดความเสี่ยงต่อการรับเชื้อไวรัสและลดผลกระทบจากแบคทีเรียที่อยู่บนหน้ากากผ้าของผู้สวมใส่ได้ และจากการทำแบบสอบถามปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับนวัตกรรมสเปรย์เซลลูโลสอสัณฐานที่มีการตรึงซิงค์ไฮดรอกไซด์ จำนวน 300 ชุด พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับนวัตกรรมมากที่สุดคือ การสร้างความปลอดภัยและต้องมีประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสโควิด-19 อีกทั้งยังพบปัจจัยลำดับรองลงมาคือเรื่องของความสะดวกในการพกพา , ความง่ายต่อการดูแลรักษา และการเอื้อต่อความสะดวกในการหายใจ โดยประชากรที่ทำแบบสอบถามกว่าร้อยละ 88.7 ให้ความสนใจผลิตภัณฑ์ดังกล่าว และมีผู้ที่ต้องการขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ร้อยละ 2.7


Digital Commons powered by bepress