Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Arts and Humanities Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Discipline
Institution
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type
File Type

Articles 64141 - 64170 of 572291

Full-Text Articles in Arts and Humanities

สงครามและยุทธวิธีในคัมภีร์อรรถศาสตร์ของเกาฏิลยะและกามันทกียนีติสาระ, หทัยรัตน์ บุญกอง Jan 2023

สงครามและยุทธวิธีในคัมภีร์อรรถศาสตร์ของเกาฏิลยะและกามันทกียนีติสาระ, หทัยรัตน์ บุญกอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาเรื่องสงครามและยุทธวิธีในคัมภีร์อรรถศาสตร์และคัมภีร์กามันทกียนีติสาระเพื่อเปรียบเทียบสารัตถะพัฒนาการและความสัมพันธ์ของทั้งสองคัมภีร์ โดยแบ่งออกเป็น 6 ประเด็น ได้แก่ (1) สงคราม (2) ปัจจัยที่มีผลต่อการพิจารณายาตราทัพ (3) การสร้างค่ายหอรบ (4) การจัดกระบวนทัพ (5) การตอบโต้ และ (6) การต่อสู้ด้วยกลลวงผลการศึกษาพบว่า คัมภีร์อรรถศาสตร์เป็นการรวบรวมองค์ความรู้ทางนีติศาสตร์จากคณาจารย์ยุคก่อน และนำเสนอในมุมมองของตนเอง ส่วนคัมภีร์กามันทกียนีติสาระได้นำเสนอองค์ความรู้อ้างอิงคัมภีร์อรรถศาสตร์ เป็นการสืบทอดองค์ความรู้อย่างต่อเนื่องหลายศตวรรษ นอกจากนี้ประเด็นสำคัญที่ผู้วิจัยค้นพบคือ คัมภีร์กามันทกียนีติสาระมิใช่เป็นการนำคัมภีร์อรรถศาสตร์มาแต่งเป็นร้อยกรองเท่านั้น แต่เป็นการประมวลองค์ความรู้ทางนีติศาสตร์จากคณาจารย์ในยุคก่อนเช่นเดียวกับคัมภีร์อรรถศาสตร์ โดยมีเกาฏิลยะเป็นหนึ่งในคณาจารย์นั้น และได้มีการพัฒนาสร้างสรรค์องค์ความรู้จนเป็นแบบฉบับที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเองเรื่องสงครามและยุทธวิธีเป็นหนึ่งในวิธีการแสวงหาความรุ่งเรืองให้แก่อาณาจักร พระราชาที่เป็นผู้นำทัพจะต้องมีความสามารถในการวางแผน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถาณการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ทั้งยังต้องเชี่ยวชาญการเดินทัพเพื่อโจมตีศัตรู และการใช้กลอุบายต่าง ๆ เพื่อแสวงหาความได้เปรียบ แม้อุบายนั้นจะผิดศีลธรรม ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าองค์ความรู้จากทั้งสองคัมภีร์สอนในเชิงปฏิบัติมากกว่าอุดมคติ โดยมองว่าทุกวิธีการที่ทำให้เกิดความได้เปรียบเป็นสิ่งชอบธรรม


การศึกษาการใช้ การรู้จำ และปัญหาการสื่อสารของพจนวัตรตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ภาษาระหว่างกลางของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน, รดารัตน์ ศรีพันธ์วรสกุล Jan 2023

การศึกษาการใช้ การรู้จำ และปัญหาการสื่อสารของพจนวัตรตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ภาษาระหว่างกลางของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน, รดารัตน์ ศรีพันธ์วรสกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พจนวัตรเป็นรูปภาษาตายตัวที่มักปรากฏซ้ำในสถานการณ์หนึ่ง ๆ จนกลายเป็นขนบในการปฏิสัมพันธ์ที่สมาชิกในชุมชนภาษานั้นรับรู้ร่วมกัน แต่มักเป็นความท้าทายสำหรับผู้เรียนภาษาที่สอง สอดคล้องกับการสังเกตการณ์และการสัมภาษณ์เชิงลึกที่พบว่า พจนวัตรเป็นรูปภาษาที่มักก่อให้เกิดปัญหาในการสื่อสารของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ภาษาระหว่างกลาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้ การรู้จำ และปัญหาในการใช้พจนวัตรของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามชนิดเติมเต็มบทสนทนา แบบสอบถามชนิดหลายตัวเลือก และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยผู้พูดภาษาไทยจำนวน 60 คน แบ่งเป็นผู้ตอบแบบสอบถามและผู้ให้สัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มละ 30 คน และผู้เรียนภาษาไทยชาวจีนทั้งหมดที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 2-4 ในหลักสูตรภาษาไทยเพื่อการสื่อสารสำหรับชาวต่างประเทศ (นานาชาติ) ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีจำนวนทั้งสิ้น 33 คน ผู้เรียนทั้งหมดมาจากมณฑลยูนนานและมีระดับความสามารถในการใช้ภาษาไทยอยู่ในระดับ B2-C2 ตามกรอบของ CEFRผลการศึกษาการใช้พจนวัตรพบว่า ในด้านรูปภาษา ผู้เรียนใช้พจนวัตรส่วนใหญ่เหมือนกับเจ้าของภาษา แต่พบรูปแปรที่แตกต่างกันและอาจก่อให้เกิดปัญหา คือ การไม่ใช้คำลงท้ายและการใช้คำสรรพนามที่ไม่เหมาะสม ส่วนในด้านความถี่ ผู้เรียนใช้พจนวัตรได้น้อยกว่าเจ้าของภาษา อีกทั้งยังแตกต่างกับเจ้าของภาษาอย่างมีนัยสำคัญมากถึง 11 ถ้อยคำ แสดงให้เห็นว่าพจนวัตรยังคงเป็นข้อจำกัดในการใช้ภาษาของผู้เรียน นอกจากนี้ยังพบว่าผู้เรียนนิยมใช้ถ้อยคำอื่น ๆ ร่วมกับพจนวัตรหรือใช้รูปภาษาอื่น ๆ แทนพจนวัตรด้วย ซึ่งมีทั้งรูปภาษาที่คล้ายกับเจ้าของภาษาและรูปภาษาที่อาจก่อให้เกิดปัญหาในการปฏิสัมพันธ์ ทั้งนี้สาเหตุที่ส่งผลให้ผู้เรียนใช้พจนวัตรแตกต่างกับเจ้าของภาษา ประกอบด้วย การไม่รู้จำพจนวัตร การถ่ายโอนทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ อิทธิพลจากแบบเรียนและการเรียนการสอน การเหมารวม และข้อจำกัดในการใช้ภาษาผลการศึกษาการรู้จำพจนวัตรพบว่า ผู้เรียนรู้จำพจนวัตรได้น้อยกว่าเจ้าของภาษา อีกทั้งยังแตกต่างกับเจ้าของภาษาอย่างมีนัยสำคัญมากถึง 8 ถ้อยคำ สะท้อนให้เห็นว่าผู้เรียนส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นเคยกับพจนวัตรในภาษาไทย ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างการใช้กับการรู้จำพจนวัตร ผลการศึกษาพบว่าผู้เรียนใช้และรู้จำพจนวัตรส่วนใหญ่ไปในทิศทางเดียวกัน แต่พบพจนวัตรที่ใช้น้อยและรู้จำน้อยมากถึง 7 ถ้อยคำ นอกจากนี้ยังพบพจนวัตรที่ผู้เรียนรู้จำมากแต่ใช้น้อยด้วย ซึ่งสะท้อนให้เห็นข้อจำกัดด้านความสามารถทางวัจนปฏิบัติเชิงสังคมของผู้เรียนผลการศึกษาปัญหาในการใช้พจนวัตรของผู้เรียนจากมุมมองของเจ้าของภาษาพบว่า การที่ผู้เรียนใช้พจนวัตรแตกต่างกับเจ้าของภาษาอาจไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาเสมอไป อย่างไรก็ตาม การใช้ภาษาของผู้เรียนในบางลักษณะก็อาจก่อให้เกิดปัญหาในการสื่อสารได้ ปัญหาที่พบสามารถแบ่งได้เป็น 4 ด้าน คือ ด้านการสื่อเจตนา ด้านความสุภาพและความสัมพันธ์ระหว่างคู่สนทนา ด้านความเหมาะสมต่อปริบทการสื่อสาร และด้านความเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ยังพบว่าถ้อยคำที่สื่อเจตนาได้แต่ไม่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดปัญหาที่รุนแรงมากกว่ารูปภาษาที่ไม่สื่อเจตนา เนื่องจากส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของคู่สนทนาผลการศึกษาสามารถนำไปใช้ในการออกแบบการเรียนการสอนภาษาไทยให้แก่ผู้เรียนชาวจีน โดยเฉพาะผู้เรียนในหลักสูตรดังกล่าว เพื่อให้ผู้เรียนคุ้นเคยกับพจนวัตรในภาษาไทยและใช้ได้ใกล้เคียงกับเจ้าของภาษา ทั้งในด้านรูปภาษาและสถานการณ์ที่ปรากฏ รวมทั้งตระหนักถึงปัญหาที่อาจเกิดจากการใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสม นอกจากนี้ยังสามารถนำผลศึกษาการใช้พจนวัตรของผู้พูดภาษาไทยไปเป็นข้อมูลในการออกแบบแบบเรียนให้แก่ผู้เรียนชาวต่างชาติได้อีกด้วย


การสร้างสรรค์ละครแบบร่วมสร้างเพื่อพัฒนาความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตนเอง: กรณีศึกษาเรื่องเงือกในวรรณกรรมและสื่อหลากมิติ, วรเชษฐ์ มูฮัมหมัดสอิ๊ด Jan 2023

การสร้างสรรค์ละครแบบร่วมสร้างเพื่อพัฒนาความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตนเอง: กรณีศึกษาเรื่องเงือกในวรรณกรรมและสื่อหลากมิติ, วรเชษฐ์ มูฮัมหมัดสอิ๊ด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิจัยเชิงสร้างสรรค์เน้นการค้นคว้าปฏิบัติการทางศิลปะ​ ผ่านการทำละครแบบร่วมสร้างที่เกี่ยวข้องกับ “ภาวะเงือก” ​หรือ​ภาวะครึ่ง ๆ ​กลาง ๆ ของร่างกาย​เงือก งานวิจัยจึงได้ศึกษาตัวละครเงือก​ซึ่งเป็นตัวละครครึ่งคนครึ่งปลาในวรรณกรรมหลายเรื่องและสื่อต่างรูปแบบ​ จากนั้นตีความและเทียบเคียง กับสภาวะทางจิตใจของผู้ใหญ่วัยเริ่ม ที่ขาดความมั่นใจและการเห็นคุณค่าในตนเอง เพราะเติบโตในสังคมที่มีค่านิยมที่แตกต่าง จากสิ่งที่เป็นทั้งในชาติพันธุ์​ เพศสภาพ และวิถีชีวิตจากความเข้าใจเบื้องต้นผู้วิจัยได้คัดเลือกผู้มีส่วนร่วมในกระบวนการละคร​ 3 คน เพื่อพัฒนาละครร่วมสร้าง​เรื่อง “ภาวะเงือก” ขึ้นจากการรวบรวมผู้วิจัยเรียนรู้ว่าตัวละครเงือก​เป็นตัวอย่างของการเปิดโอกาสให้ตนเองได้ทำตามความปรารถนาหรือความฝัน ผู้วิจัยคาดหวังว่าการสร้างสรรค์และนำเสนอละครเวทีเรื่อง“ภาวะเงือก” จะทำให้ผู้วิจัยและผู้มีส่วนร่วมในละครร่วมสร้างที่สนใจในตัวละครเงือก​และสภาวะครึ่ง ๆ กลาง ๆ ของตัวละคร​ ได้พัฒนาความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตนเองได้ ทั้งในด้านศักยภาพการแสดง และการใช้ชีวิตงานวิจัยเชิงสร้างสรรค์นี้เป็นการค้นคว้าเชิงปฏิบัติการ ด้วยกระบวนการฝึกซ้อมละครร่วมสร้าง โดยผู้วิจัยร่วมสร้างผลงานในฐานะกระบวนกร และผู้มีส่วนร่วมในฐานะนักแสดง ผลการวิจัยพบว่า​ การได้พัฒนาละครในพื้นที่สร้างสรรค์​ ช่วยให้ผู้วิจัยและผู้มีส่วนร่วม​ รวมถึงทีมงานเบื้องหลัง เกิดความความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตนเอง จากการที่ได้แลกเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิด​ แบ่งปันประสบการณ์​​ ร่วมแสดงผลงาน​ และร่วมสะท้อนทัศนะ ในระหว่างกระบวนการสร้างสรรค์ละครร่วมสร้างกระบวนการพัฒนาละครร่วมสร้างในครั้งนี้ มุ่งเน้นที่การเคารพความแตกต่าง การแสดงความคิดเห็น ทัศนคติ และประสบการณ์ของผู้มีส่วนร่วม สนับสนุนการร่วมแรงร่วมใจในการพัฒนาผลงานการแสดงให้เกิดขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ร่วมกันได้ ผู้วิจัยและผู้มีส่วนร่วมจึง สามารถสร้างความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตนเองได้จากการร่วมงานกันในครั้งนี้ กระบวนการละครร่วมสร้างนี้สามารถประยุกต์ใช้กับประเด็นที่น่าสนใจอื่น ๆ รวมถึงประเด็นทางสังคมต่าง ๆ เพื่อพัฒนาให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีในอนาคตต่อไป


ทรงผมกับความเป็นหญิงในสังคมไทย ทศวรรษ 2460 – ทศวรรษ 2480, ชลธร เจียมใจเมืองแก้ว Jan 2023

ทรงผมกับความเป็นหญิงในสังคมไทย ทศวรรษ 2460 – ทศวรรษ 2480, ชลธร เจียมใจเมืองแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการไว้ทรงผมของผู้หญิงกับการนิยามความเป็นหญิงในสังคมไทยในทศวรรษ 2460 - ทศวรรษ 2480 ในบริบทของการเข้าสู่ภาวะความเป็นสมัยใหม่และการสร้างรัฐชาติสมัยใหม่ของไทย และเสนอว่า การถกเถียงกันเรื่องทรงผมของผู้หญิง การพยายามจูงใจหรือบงการการจัดการกับผมของผู้หญิง และการพยายามนิยามความเป็นหญิง ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในช่วงเวลาที่ศึกษา วางอยู่บนฐานความคิดหลัก 3 ประการ คือ ความเป็นสมัยใหม่ คุณค่าทางสังคม และวาระทางการเมือง จากการวิเคราะห์หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ได้แก่ สื่อสิ่งพิมพ์ร่วมสมัย งานวรรณกรรม บันทึกส่วนบุคคล รวมไปถึงภาพและภาพถ่ายเก่า พบว่า ในช่วงสามทศวรรษดังกล่าว การไว้ทรงผมแบบจารีตของผู้หญิงในสังคมไทยได้เสื่อมคลายไป และหันไปนิยมทรงผมแบบใหม่ที่รับมาจากตะวันตก โดยเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงประเทศเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ที่เริ่มต้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ไปจนถึงยุคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ซึ่งทำให้มีการเกิดขึ้นของสื่อสมัยใหม่อย่างสื่อสิ่งพิมพ์และภาพยนตร์ การเข้ามาของเทคโนโลยีและการเกิดธุรกิจความงามรูปแบบใหม่ และที่สำคัญคือการเกิดคนแบบใหม่ที่มีการศึกษา การมองโลก และการใช้ชีวิตแบบตะวันตกผลการศึกษาพบว่า ทรงผมแบบใหม่ คือ “ผมยาวเกล้ามวย” “ผมบ๊อบ” “ผมดัด” รวมถึง “ผมยาว-สวมหมวก” ได้กลายเป็นพื้นที่ของการแย่งชิงกันนิยามความเป็นหญิง เป็นสนามปะทะความคิดระหว่างหญิงและชาย เป็นโอกาสในการสร้างตัวตนแบบสมัยใหม่ของผู้หญิง อีกทั้งแสดงว่าผู้หญิงและทรงผมของผู้หญิงยังมีความสำคัญในฐานะที่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของการแสดงความเจริญและเอกภาพของชาติ และยังพบด้วยว่า สถานภาพของผู้หญิงและความหมายของความเป็นหญิงในสังคมไทยในช่วงเวลาดังกล่าวไม่ได้ถูกกำหนดและควบคุมโดยผู้ชายหรือชนชั้นนำแต่เพียงอย่างเดียว แต่ผู้หญิงเองก็มีบทบาทสำคัญในการสร้างเสริมสถานภาพของตนและนิยามความเป็นหญิงด้วยเช่นกัน


การสร้างสรรค์การแสดงลำหมู่ร่วมสมัยเรื่อง นางไอ่, พชญ อัคพราหมณ์ Jan 2023

การสร้างสรรค์การแสดงลำหมู่ร่วมสมัยเรื่อง นางไอ่, พชญ อัคพราหมณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเน้นปฏิบัติการสร้างการแสดงลำหมู่ในรูปแบบร่วมสมัย ซึ่งลำหมู่เป็นการแสดงหมอลำประเภทหนึ่งในภาคอีสานของประเทศไทย และในประชาชนลาว เป็นมหรสพประชานิยม หรือหมอลำกระแสหลัก ที่มุ่งนำเสนอความยิ่งใหญ่อลังการของเวที ฉาก แสง สี เสียง และโชว์ต่าง ๆ ที่มีความทันสมัย ในขณะที่ การแสดงลำหมู่แบบดั้งเดิมมีแนวโน้มที่ผู้ชมจะให้ความสนใจลดน้อยลง เพราะการฟังเรื่องราว ไม่เป็นที่นิยมเหมือนในอดีต ผู้วิจัยเห็นว่า แก่นสำคัญของการแสดงลำหมู่ คือ เรื่องราว กลอนลำ การลำ และการแสดง เป็นคุณค่าหลักของการแสดงประเภทนี้ จึงสนใจที่จะหากลวิธีสร้างการแสดงลำหมู่ร่วมสมัย ที่สามารถสื่อสารความคิดทั้งด้านคติธรรม และวิถีชีวิตจากวรรณกรรมอีสานเรื่อง ผาแดง-นางไอ่ รวมถึง รูปแบบการนำเสนอที่เหมาะสมกับผู้ชมอีสานรุ่นใหม่ โดยใช้แนวทางของละครดีไวซ์ เป็นเครื่องมือทำงานแบบร่วมสร้างกับศิลปินมือสมัครเล่นที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับหมอลำ และใช้องค์ประกอบของการแสดงลำหมู่ผสานกับศิลปะการละครตะวันตกสมัยใหม่ ผ่านกระบวนการวิจัยปฏิบัติการ ผลการวิจัยพบว่า วิจัยในลักษณะ ‘ปฏิบัติ-นำ-วิจัย’ และการบูรณาการศาสตร์ภายใต้แนวทางละครดีไวซ์ นำไปสู่กระบวนการทดลองสร้าง และลงมือค้นหาวิธีสร้างการแสดงที่มุ่งตอบโจทย์วิจัยเป็นหลัก จนเกิดเป็นการแสดงลำหมู่ร่วมสมัยแนวทางใหม่ 2 รูปแบบ ได้แก่ 1. หมอลำอินเธียเตอร์ และ 2. หมอลำลูกผสม โดยทั้งสองรูปแบบให้ความสำคัญกับแก่นของการแสดงลำหมู่ ซึ่งมีวิธีการเล่าเรื่อง และรูปแบบ การนำเสนอที่เน้นการสื่อสารความคิดจากเรื่องเดิมไปยังผู้ชม กลอนลำที่สื่อสารเรื่องราว และการกระทำตัวละคร การลำที่สัมพันธ์ความรู้สึกภายในของผู้แสดง การแสดง (acting) ที่มุ่งเสนอความสมจริง และเป็นธรรมชาติ รวมถึง การใช้ลีลาร่วมสมัยที่เน้นสื่อสารเรื่องราวแทนการเต้น และภาพอลังการของมหรสพประชานิยม ผ่านกระบวนการทำงานที่ใช้หลักการกำกับการแสดงในการตีความเรื่อง โดยเชื่อมโยงกับ แก่นความคิด และสื่อสารผ่านองค์ประกอบต่าง ๆ บนเวที การแสดงทั้ง 2 รูปแบบ สามารถเข้าถึง กลุ่มผู้ชมกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักศึกษา และคนอีสานรุ่นใหม่ ตลอดจนเป็นการสร้างพื้นที่การแสดงหมอลำแนวใหม่ เพื่อขยายมิติของศิลปะการแสดงหมอลำให้มีความหลากหลาย และเป็นทางเลือกใหม่ของผู้ชม ที่สนใจศิลปะการแสดงหมอลำ


การสร้างสรรค์ละครร่วมสมัยจากบทคำพรัดโนรา, สายฝน ไฝเส้ง Jan 2023

การสร้างสรรค์ละครร่วมสมัยจากบทคำพรัดโนรา, สายฝน ไฝเส้ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายในการศึกษา เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์บทร้องคำพรัดโนรา ถอดองค์ความรู้และหาแก่นสาระหลักคำสอนอันเป็นหลักปฏิบัติที่โนรายึดถือในการดำเนินชีวิต และออกแบบและสร้างสรรค์ละครร่วมสมัยเพื่อสื่อสารหลักคำสอนที่แฝงฝังอยู่ในวิถีของโนรา อันมีความโดดเด่นในเรื่องการให้คติสอนใจ คุณธรรมจริยธรรม หลักการใช้ชีวิตตามแบบฉบับของโนรา ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสร้างสรรค์ทางศิลปะการแสดงที่เน้นการลงมือปฏิบัติ (Practice as Research) ด้วยกระบวนการละครแบบร่วมสร้างเป็นส่วนสำคัญ โดยเก็บข้อมูลจากผู้มีส่วนร่วมซึ่งเป็นนิสิตสาขาวิชาศิลปะการแสดง มีกระบวนการสร้างงานแบ่งออกเป็น 5 ระยะ คือ การพัฒนาประเด็น พัฒนาเรื่อง/บท พัฒนาการแสดง และนำเสนอผลงาน เพื่อนำเสนอแก่นสาระหลักของเรื่องคือ ความกตัญญู นำเสนอในรูปแบบละครลูกผสม (Hybrid Performance) ขนาดสั้นจำนวน 3 เรื่อง คือ บ้าน ครู และธรรมชาติ ใช้โครงสร้างการเล่นคำพรัดโนราแบบวิถีเดิมผสมผสานกับการเล่าเรื่องในวิถีใหม่ มาถ่ายทอดในมุมมองของความเป็นปัจจุบัน ผ่านประสบการณ์ ภูมิรู้ และทักษะของนักแสดง ด้วยการตีความใหม่ที่มีความลึกซึ้ง สร้างวิถีคิดใหม่ ที่มีความสัมพันธ์กันระหว่างนักแสดงกับผู้ชม ในลักษณะของละครเล่าเรื่องผสมผสานการรำ การร้อง แบบโนรา ใช้องค์ประกอบของดนตรีเพื่อเชื่อมการเปลี่ยนเรื่อง มีกลุ่มผู้ชมเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ในจังหวัดสงขลา ทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินด้วยการสนทนากลุ่ม จากการศึกษาพบว่า เนื้อหาและรูปแบบของการแสดงมีความสอดคล้องและสัมพันธ์กับบริบทในปัจจุบัน ทำให้ผู้ชมเกิดการเรียนรู้เรื่องราวของโนราที่มาจากบทคำพรัดได้ง่ายขึ้น ด้วยวิธีการเล่าที่สั้นและกระชับ ผสมผสานกับการนำองค์ประกอบของการแสดงโนรา ทั้งท่ารำ การร้องบท และดนตรี ทำให้ชวนติดตาม และในขณะเดียวกันละครก็สามารถสื่อสารแก่นเรื่องความกตัญญูได้ถึงแม้จะถูกนำเสนอผ่านการสร้างความหมายใหม่ก็ตาม นอกจากนี้ การนำบทคำพรัดมาวิเคราะห์ สังเคราะห์อีกครั้งเป็นกระบวนการหนึ่งที่จะยังทำให้บทคำพรัดยังมีการใช้-ดำรงอยู่ ทำซ้ำและขยายความเข้าใจในวงกว้าง เกิดการตีความ เรียนรู้ความหมายที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่


The Representation Of Thainess In Thai-As-A-Foreign-Language-Textbooks Of The Republic Of Korea, Uprachit Ruamsup Jan 2023

The Representation Of Thainess In Thai-As-A-Foreign-Language-Textbooks Of The Republic Of Korea, Uprachit Ruamsup

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aims to analyze the representation of Thainess constructed in Thai-as-a-foreign-language textbooks in the Republic of Korea and to examine the factors that influence the construction of these representations. Employing a qualitative research approach and content analysis, the study examines the sociocultural content of five Thai-as-a-foreign-language textbooks aligned with the Critical Foreign Languages policy of the Republic of Korea. The analysis revealed seven key dimensions of sociocultural content within the textbooks, including: language and language culture, people in Thai society, traditions and cultural heritage, Thai history, environmental geography, economy and tourism industry, and Thai politics and international relations. This …


การสร้างสรรค์บทละครเวทีประเภทกอธิกเพื่อนำเสนอประเด็นอคติทางเพศที่มีต่อความสัมพันธ์แบบหญิงรักหญิง, อภิสรา ชั้วทอง Jan 2023

การสร้างสรรค์บทละครเวทีประเภทกอธิกเพื่อนำเสนอประเด็นอคติทางเพศที่มีต่อความสัมพันธ์แบบหญิงรักหญิง, อภิสรา ชั้วทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการเขียนบทละครหญิงรักหญิงและศึกษาการสร้างสรรค์บทละครประเภทกอธิก (gothic) ที่นำเสนอประเด็นอคติทางเพศที่มีต่อหญิงรักหญิง ผู้วิจัยใช้แนวคิดองค์ประกอบวรรณกรรมกอธิกของ โรเบิร์ต แฮร์ริส (Robert Harris) เป็นแนวคิดหลักในการสร้างสรรค์บทละคร เนื่องจากผู้วิจัยต้องการนำเสนอประเด็นอคติทางเพศผ่านสัญญะความเป็น ‘ผี’ และ ‘การหลอกหลอน’ โดยกระบวนการเขียนบทละครนั้นผู้วิจัยตั้งต้นจากการศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาอคติทางเพศที่หญิงรักหญิงประสบในชีวิตประจำวันทั้งอดีตและปัจจุบันในการกำหนดแก่นเรื่อง (theme) จากนั้นผู้วิจัยจึงสร้างบทละครเรื่อง ใครในบ้าน โดยแบ่งตัวเรื่องออกเป็นสองเส้นเรื่อง เส้นเรื่องหลักนำเสนอความรักของหญิงรักหญิงในปัจจุบัน ส่วนเส้นเรื่องรองนำเสนอเรื่องราวความรักของหญิงรักหญิงในอดีตที่กลายเป็นโศกนาฎกรรม ซึ่งผู้วิจัยใช้วิธีการเชื่อมสองเส้นเรื่องนี้ด้วยสิ่งของสำคัญที่ปรากฎในอดีตและยังคงอยู่มาจนปัจจุบันเพื่อแสดงให้เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นยังคงมีอยู่ แม้ว่าในปัจจุบันปัญหาที่หญิงรักหญิงประสบจะไม่ร้ายแรงเท่าในอดีตแต่อคติที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นยังไม่หายไปและยังสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้ที่เป็นหญิงรักหญิงอยู่ บทละครเรื่องนี้ได้ถูกนำไปจัดแสดงและเก็บข้อมูลผู้ชมผ่านแบบสอบถาม ผลการศึกษาพบว่า บทละครสามารถสื่อสารประเด็นความรักของหญิงรักหญิงและอคติทางเพศกับผู้ชมได้ แต่สัญญะความเป็น ‘ผี’ ที่ผู้วิจัยต้องการสื่อสารถึงอคติทางเพศนั้นยังไม่สามารถสื่อถึงผู้ชมได้อย่างชัดเจน อันเนื่องมาจากกลวิธีในการสื่อสารบทสนทนาต่าง ๆ ผ่านตัวละครนั้น ผู้วิจัยยังนำเสนอด้วยน้ำเสียงที่ประนีประนอมเกินไป ตัวละครเอกของเรื่องควรเจอสภาวะเจ็บปวดมากกว่านี้เพื่อสื่อเรื่องของอคติทางเพศซึ่งเป็นเรื่องที่จริงจังและเจ็บปวดของหญิงรักหญิง และองค์ประกอบศิลป์เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากในการช่วยนำเสนอความเป็นกอธิกและช่วยให้ประเด็นที่ต้องการนำเสนอชัดเจนขึ้น


การแปลมุกตลกภาษาจากหนังสือการ์ตูนของ Liz Climo เรื่อง The Lobster Is The Best Medicine, The Little World Of Liz Climo และ Best Bear Ever, เชษฐ์ธิดา ชินพีระเสถียร Jan 2023

การแปลมุกตลกภาษาจากหนังสือการ์ตูนของ Liz Climo เรื่อง The Lobster Is The Best Medicine, The Little World Of Liz Climo และ Best Bear Ever, เชษฐ์ธิดา ชินพีระเสถียร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาแนวทางการแปลมุกตลกจากการเล่นคำและเล่นภาษาในหนังสือการ์ตูนคอมิกสตริปเรื่อง lobster is the best medicine, the little world of liz climo และ best Bear ever ของลิซ คลิโม (Liz Climo) จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ผู้วิจัยได้ศึกษาการถ่ายทอดเนื้อหาของตัวบทการ์ตูนประเภทต่าง ๆ และทฤษฎีการสร้างความขบขันโดยใช้ภาษา เพื่อนำมาประกอบกับแนวทางการวิเคราะห์ตัวบทประเภทสารคดีของคริสติอาเน นอร์ด (Christiane Nord) ในการวิเคราะห์และทำความเข้าใจตัวบทและวางแผนการแปล พร้อมทั้งศึกษาทฤษฎีและแนวทางการแปลต่าง ๆ รวมทั้งประยุกต์ใช้ทฤษฎีการสื่อความโดยใช้วิธีหลากหลาย (Multimodality) และทฤษฎีการแปลการเล่นคำของเดิร์ก เดอลาบาสติตา (Dirk Delabastita) ได้แก่ การแปลการเล่นคำเป็นการเล่นคำ (pun>pun) การแปลการเล่นคำเป็นวรรณศิลป์ที่สัมพันธ์กัน (pun>related rhetorical device) และการแปลการเล่นคำเป็นคำธรรมดา (pun>non-pun) ในการกำหนดแนวทางการแปล เพื่อรักษาลีลาการเล่นภาษาอันเป็นเอกลักษณ์ของผู้เขียน ในข้อจำกัดเรื่องภาพประกอบ โดยยังถ่ายทอดเนื้อหามุกตลกได้ถูกต้องตามต้นฉบับ และศึกษาทฤษฎีสมมูลภาพ (Equivalence) ของยูจีน ไนดา (Eugene Nida) เพื่อถ่ายทอดความขบขันให้ได้ใกล้เคียงต้นฉบับมากที่สุด ผลการศึกษาพบว่าทฤษฎีและแนวทางการแปลต่าง ๆ ข้างต้นนำมาประยุกต์ใช้แก้ปัญหาการแปลได้ และได้บทแปลที่รักษาลีลาการเล่นภาษา ถ่ายทอดเนื้อหาและสร้างผลลัพธ์ได้ใกล้เคียงกับต้นฉบับ


การแปลภาษาวัยรุ่นในวรรณกรรมเรื่อง Dork Diaries ของ Rachel Renee Russell, ศรัณยา บริสุทธิ์สวัสดิ์ Jan 2023

การแปลภาษาวัยรุ่นในวรรณกรรมเรื่อง Dork Diaries ของ Rachel Renee Russell, ศรัณยา บริสุทธิ์สวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการแปลภาษาวัยรุ่น เพื่อแปลภาษาวัยรุ่นในวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง Dork Diaries ของ Rachel Renee Russell ผู้วิจัยตั้งสมมติฐานว่าการใช้ภาษาวัยรุ่นในวรรณกรรมเป็นเจตนาของผู้ประพันธ์ให้ภาษาสื่อความหมายทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ ผู้วิจัยจึงศึกษาทฤษฎีการแปลของ Ernst-August Gutt ที่ประยุกต์มาจากทฤษฎีความเกี่ยวเนื่องมาแก้ปัญหาในการแปล เนื่องจากเป็นทฤษฎีที่พัฒนามาจากแนวคิดวัจนปฏิบัติศาสตร์ จึงน่าจะเหมาะสมกับการแปลภาษาวัยรุ่น นอกจากนั้นผู้วิจัยได้ศึกษากลวิธีการแปลภาษาวัยรุ่นเพิ่มเติมจากงานวิจัยที่ผ่านมารวมถึงแนวคิดการแปลภาษาวัยรุ่นในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการแปลภาษาสแลงที่เป็นลักษณะโดดเด่นของภาษาวัยรุ่น เพื่อเป็นแนวทางในการแปลให้บทแปลบรรลุสามารถเป้าหมายในการสื่อความหมายและสร้างอรรถรสจากการใช้ภาษาวัยรุ่นให้แก่ผู้อ่านภาษาฉบับแปลได้เทียบเท่ากับผู้อ่านภาษาต้นฉบับ ผลการวิจัยพบว่า ทฤษฎีการแปลของ Gutt ช่วยผู้วิจัยในการตัดสินใจเลือกกลวิธีการแปลที่เหมาะสมได้เป็นอย่างดี โดยกลวิธีที่ใช้ในการแปลตัวบทคัดสรรแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มกลวิธีการแปลภาษาที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ประกอบด้วย 7 กลวิธี ได้แก่ การแปลโดยการใช้คำที่ใช้ในวัฒนธรรมปลายทาง การแปลโดยการใช้คำที่เท่าเทียมกัน การแปลด้วยคำที่มีความหมายเป็นกลาง การแปลโดยถอดความด้วยคำที่มีความเชื่อมโยงกับต้นฉบับ การแปลโดยการถอดความด้วยคำที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับต้นฉบับ การแปลเป็นคำที่ไม่มาตรฐาน และ การแปลด้วยการทับศัพท์ 2) กลุ่มกลวิธีการแปลโวหารภาพพจน์ ประกอบด้วย 3 กลวิธี ได้แก่ การแปลตรงตัว การแปลแบบตรงตัวและตีความ และ การแปลด้วยโวหารเทียบเคียง 3) กลุ่มกลวิธีการแปลการเล่นคำ ประกอบด้วย 1 กลวิธี ได้แก่ การแปลการเล่นคำในภาษาต้นทางเป็นการเล่นคำในภาษาปลายทาง


การแปลคําศัพท์ด้านวัฒนธรรมในการ์ตูนช่องเรื่อง ฉันชื่อแสงดาว ของ Ancienttear C. Zanael, ศศินิภา ศรีสุคนธรัตน์ Jan 2023

การแปลคําศัพท์ด้านวัฒนธรรมในการ์ตูนช่องเรื่อง ฉันชื่อแสงดาว ของ Ancienttear C. Zanael, ศศินิภา ศรีสุคนธรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์นี้มุ่งหาแนวทางในการแปลคำด้านวัฒนธรรมที่ปรากฏในการ์ตูนช่องเรื่อง ฉันชื่อแสงดาว จากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ ผู้วิจัยใช้กลวิธีการแปลแบบรักษาความแปลกต่างของลอเรนซ์ เวนุติ (Lawrence Venuti) ในการรักษากรอบการแปล ประกอบกับสังเคราะห์กลวิธีการแปลคำทางวัฒนธรรม 12 วิธีของปีเตอร์ นิวมาร์ก (Peter Newmark) และแนวทางการประยุกต์ใช้กลวิธีการแปลคำทางวัฒนธรรมประเภทต่าง ๆ ของสุพรรณี ปิ่นมณีออกมาได้เป็น 7 กลวิธี ได้แก่ 1) ใช้การถอดเสียงหรือคำทับศัพท์ 2) ใช้การเทียบเคียงคำทางวัฒนธรรม 3) ใช้การแปลแบบตรงตัว หรือแปลแบบคำต่อคำ 4) ใช้การละ 5) ใช้เชิงอรรถหรืออธิบายความ 6) ใช้การแปลแบบกว้าง 7) การใช้กลวิธีร่วมกัน ผลการศึกษาพบว่ากลวิธีที่ยกมาทั้ง 7 ประการสามารถนำมาใช้ในการแปลตัวบทได้ทั้งหมด โดยใช้กลวิธีการแปลแบบตรงตัวมากที่สุด 14 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 35 ของจำนวนทั้งหมด และใช้กลวิธีการแปลแบบละน้อยที่สุด 1 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 2 ของจำนวนทั้งหมด ทั้งนี้ผู้วิจัยพบปัญหาในด้านข้อจำกัดของพื้นที่ เมื่อนำข้อความบรรจุลงในกรอบคำพูด บางประโยคมีความยาวมากเนื่องจากต้องเก็บความหมายจากภาษาต้นทางให้ครบถ้วนทำให้ไม่สามารถบรรจุลงในกรอบได้พอดี จึงต้องอาศัยการปรับขนาดตัวอักษรและจัดย่อหน้าใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตัวบท


วรรณกรรมในนิตยสารสตรีสมัยรัชกาลที่ 7: แนวคิดเกี่ยวกับผู้หญิงและบทบาททางสังคม, จุฑาคภัสติ์ รัตนพันธ์ Jan 2023

วรรณกรรมในนิตยสารสตรีสมัยรัชกาลที่ 7: แนวคิดเกี่ยวกับผู้หญิงและบทบาททางสังคม, จุฑาคภัสติ์ รัตนพันธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาวรรณกรรมในนิตยสารสตรีสมัยรัชกาลที่ 7 ในแง่ของประเภทวรรณกรรม แนวคิดเกี่ยวกับผู้หญิง และบทบาททางสังคม โดยใช้นิตยสารสตรีสมัยรัชกาลที่ 7 รวม 7 ชื่อฉบับเป็นข้อมูลในการศึกษา ได้แก่ ราชินีบำรุง สตรีไทย นารีเขษม นารีนิเทศ นารีนาถ สุภาพนารี และ เนตร์นารีผลการศึกษาพบว่า นิตยสารสตรีสมัยรัชกาลที่ 7 มีการตีพิมพ์วรรณกรรม 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรก งานเขียนที่ได้รับอิทธิพลจากวรรณกรรมตะวันตก ประกอบด้วยบทความ เรื่องสั้นและนวนิยาย กวีนิพนธ์สมัยใหม่ และบทละครพูด กลุ่มต่อมาเป็นงานเขียนที่สืบทอดขนบวรรณกรรมโบราณ ประกอบด้วยวรรณกรรมเฉลิมพระเกียรติ วรรณกรรมคำสอน วรรณกรรมนิทาน นิราศ และวรรณกรรมโศกาลัย และ กลุ่มสุดท้ายเป็นงานเขียนที่เป็นวรรณกรรมเก่า ประกอบด้วยวรรณกรรมโบราณที่ยังไม่เคยตีพิมพ์ และวรรณกรรรมในรัชสมัยใกล้เคียงที่เคยตีพิมพ์แล้ว วรรณกรรมเหล่านี้มุ่งเสนอแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง 3 แนวคิด ได้แก่ แนวคิดเกี่ยวกับความเป็นผู้หญิง แนวคิดเกี่ยวกับสิทธิของผู้หญิง และแนวคิดเกี่ยวกับปัญหาของผู้หญิง แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับความเป็นผู้หญิงดังกล่าวมานำเสนอผ่านกลวิธีการประพันธ์ต่าง ๆ กล่าวคือ กลุ่มวรรณกรรมร้อยกรอง มีกลวิธีการนำเสนอแนวคิดความเป็นผู้หญิง 5 กลวิธี ได้แก่ การสรรคำและการเล่นคำ การใช้ภาพพจน์และสัญลักษณ์ การใช้คำถามเชิงวาทศิลป์ การใช้ลีลาเสียดสี และการเลือกเรื่องหรือตอนที่แสดงความเป็นผู้หญิงจากนิทานนิยาย กลุ่มบทความ มีกลวิธีการนำเสนอแนวคิดความเป็นหญิง 7 กลวิธี ได้แก่ การเรียบเรียงเนื้อความ การตั้งประเด็นโต้แย้ง การใช้แนวเทียบ การยกตัวอย่าง การสมมติสถานการณ์ การใช้ภาพพจน์และสัญลักษณ์ และการใช้ลีลาเสียดสี กลุ่มเรื่องสั้นและนวนิยาย มีกลวิธีการนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับผู้หญิงผ่านองค์ประกอบของวรรณกรรมประเภทดังกล่าว 4 กลวิธี ได้แก่ การสร้างโครงเรื่องที่เน้นปมขัดแย้งเกี่ยวกับผู้หญิง การสร้างตัวละครให้เป็นตัวแทนของผู้หญิงและผู้ชายในสังคม การสร้างบทสนทนาให้ตัวละครพูดแนวคิดเกี่ยวกับผู้หญิง และการใช้มุมมองของผู้เล่าเรื่องที่มีผลต่อการเสนอแนวคิดเกี่ยวกับผู้หญิง และ กลุ่มบทละครพูด มีกลวิธีนำเสนอความเป็นหญิง 3 กลวิธี ได้แก่ การสร้างโครงเรื่องที่เน้นปมขัดแย้งเกี่ยวกับผู้หญิง การสร้างตัวละครให้เป็นตัวแทนของผู้หญิงและและผู้ชายในสังคม และการสร้างบทสนทนาเพื่อถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวกับผู้หญิง ในด้านบทบาททางสังคมของวรรณกรรมในนิตยสารสตรีสมัยรัชกาลที่ 7 พบว่าวรรณกรรมกลุ่มดังกล่าวมีบทบาททางสังคมที่สำคัญ 4 ประการ ได้แก่ บทบาทในการให้ความรู้แก่ผู้หญิง ทั้งความรู้ดั้งเดิมที่สืบทอดมาแต่โบราณและความรู้วิทยาการสมัยใหม่ที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก บทบาทในการส่งเสริมสถานภาพผู้หญิง …


สงครามโลกครั้งที่ 1 ในวรรณกรรมไทยสมัยรัชกาลที่ 6 :แนวคิด กลวิธีการประพันธ์ และบทบาททางการเมือง, ชนะพล ปานสมบัติ Jan 2023

สงครามโลกครั้งที่ 1 ในวรรณกรรมไทยสมัยรัชกาลที่ 6 :แนวคิด กลวิธีการประพันธ์ และบทบาททางการเมือง, ชนะพล ปานสมบัติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาแนวคิด กลวิธีการประพันธ์ และบทบาททางการเมืองของวรรณกรรมไทยสมัยรัชกาลที่ 6 ที่มีเนื้อหาหรือมีประวัติการประพันธ์เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 1 จำนวน 227 เรื่อง ที่พิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ วารสาร และนิตยสารฉบับต่าง ๆ ในสมัยนั้น โดยศึกษาร่วมกับบริบทสงครามโลกครั้งที่ 1 และบริบททางสังคมและการเมืองไทยในสมัยรัชกาลที่ 6ผลการศึกษาพบว่า สงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2457-2461 (ค.ศ. 1914-1918) เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการสร้างวรรณกรรมไทยในสมัยรัชกาลที่ 6 ทั้งวรรณกรรมตามขนบและวรรณกรรมสมัยใหม่ ผู้ประพันธ์ได้นำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวกับสงครามให้สอดคล้องกับขนบหรือลักษณะเด่นของวรรณกรรมแต่ละประเภท วรรณกรรมเหล่านี้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งส่วนมากเป็นแนวคิดสนับสนุนฝ่ายสัมพันธมิตรและเสนอให้สยามเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 กับฝ่ายสัมพันธมิตร นอกจากนี้ ยังนำแนวคิดเรื่องอื่น ๆ ผ่านเนื้อหาเกี่ยวกับสงคราม ได้แก่ แนวคิดเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ แนวคิดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ แนวคิดเรื่องความ “ซิวิไลซ์” แนวคิดเรื่องความเป็นไทย และแนวคิดเกี่ยวกับการประพฤติธรรม แนวคิดดังกล่าวมุ่งเสนอให้คนไทยเตรียมพร้อมป้องกันชาติจากภัยสงคราม จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และปฏิบัติตามหลักธรรมทางพุทธศาสนา ผู้ประพันธ์นำเสนอแนวคิดต่าง ๆ โดยใช้กลวิธีการประพันธ์ที่เหมาะสมกับวรรณกรรมแต่ละประเภท กล่าวคือในงานเขียนประเภทสารคดีใช้การบรรยายเหตุการณ์ การเปรียบเทียบ การแสดงเหตุผล การใช้คำถามเชิงวาทศิลป์ และการเสียดสีเป็นกลวิธีสำคัญในการนำเสนอแนวคิด ส่วนในงานเขียนประเภทบันเทิงคดีใช้การผูกเรื่องโดยอิงกับเหตุการณ์สงคราม การสร้างตัวละครจากลักษณะของคู่สงครามตามมุมมองของผู้ประพันธ์ และการสร้างฉากโดยอิงกับสมรภูมิสงครามเป็นกลวิธีสำคัญในการนำเสนอแนวคิด นอกจากนี้ ผู้ประพันธ์ยังใช้การยกตัวอย่าง การอ้างถึง และการใช้ภาพพจน์เป็นกลวิธีในการนำเสนอแนวคิดทั้งในสารคดีและบันเทิงคดี เนื้อหาและแนวคิดที่นำเสนอผ่านกลวิธีทางวรรณศิลป์ในวรรณกรรมสมัยรัชสมัยที่ 6 ที่เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้วรรณกรรมเหล่านี้ไม่เพียงมีบทบาทในการสร้างความรับรู้เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 1 เท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในการวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นต่าง ๆ ทางการเมืองและโน้มน้าวให้ประชาชนปฏิบัติตามพระบรมราโชบายด้านการปกครองของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทั้งเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 1 และเรื่องอื่น ๆ บทบาทเหล่านี้สะท้อนให้เห็นความหลากหลายและความแตกต่างทางความคิดที่เกิดขึ้นในสังคมไทยสมัยรัชกาลที่ 6 อย่างชัดเจน


Romanticizing Same-Sex Love In Thai Bl Series: A Case Study Of My School President, Die Yang Jan 2023

Romanticizing Same-Sex Love In Thai Bl Series: A Case Study Of My School President, Die Yang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This paper examines the romanticized representation of same-sex love relationships in Thai BL series through a case study of the Thai television series My School President. It is found that the series, despite its theme of same-sex love, still presents traditional gender stereotypes, with character images and gender roles displaying obvious traditional gender traits. Tinn and Gun display traditional masculine and feminine traits, with Tinn portraying strength and decisiveness, and Gun portraying gentleness and dependence, respectively. Through a romanticized narrative approach, the drama emphasizes the characters' deep affection and mutual support, however, this idealized portrayal can lead to viewers' misconceptions …


Residents’ Perceptions Towards Impact Of Tourism Development:A Case Study Of Sukhumvit District, Bangkok, Yuanchenzi Cui Jan 2023

Residents’ Perceptions Towards Impact Of Tourism Development:A Case Study Of Sukhumvit District, Bangkok, Yuanchenzi Cui

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study examines the multifaceted impacts of tourism in Bangkok's Sukhumvit area on local residents in terms of economic, environmental, sociocultural, digital, and health. According to the study, residents' perception of the health impact of tourism varies significantly due to different education levels, with residents with lower levels of education perceiving tourism's health effects positively. In addition, the study explored residents’ needs and expectations for tourism, with findings highlighting the importance of paying more attention to the needs of local residents and promoting community engagement in tourism development, while ensuring that tourism development is conducive to environmental protection. This study …


The Effect Of Peer Assessment And Non-Scripted Role-Play Activities On Efl High School Students’ Oral Performance And Motivation, Cheng-Chun Tsai Jan 2023

The Effect Of Peer Assessment And Non-Scripted Role-Play Activities On Efl High School Students’ Oral Performance And Motivation, Cheng-Chun Tsai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The present study focused on investigating the effectiveness of integrating peer assessment (PA) and non-scripted role-play (NSRP) activities on the oral performance and motivation of Thai EFL high school students. Recognizing the importance of developing effective English language communication skills, the research was situated within the context of a public secondary school in Bangkok, targeting Grade 12 students. The study employed a mixed methods approach, utilizing both quantitative and qualitative data collection methods, and centered its course development and NSRP activities on “Research Methods and Presentation Skills”. The nine-week implementation involved pre- and post-speaking tests, training sessions, a speaking rubric, …


ดุษฎีนิพนธ์การสร้างสรรค์กระบวนการแสดงไวโอลิน : บทบาทและพัฒนาการของไวโอลินสองในสตริงควอร์เท็ตยุคคลาสสิก, ญาณิศา ศรีโรจนันท์ Jan 2023

ดุษฎีนิพนธ์การสร้างสรรค์กระบวนการแสดงไวโอลิน : บทบาทและพัฒนาการของไวโอลินสองในสตริงควอร์เท็ตยุคคลาสสิก, ญาณิศา ศรีโรจนันท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยสร้างสรรค์นี้เป็นการค้นคว้าเกี่ยวกับบทบาทและพัฒนาการของแนวไวโอลินสองในบทเพลงสตริงควอร์เท็ตที่ประพันธ์โดยนักประพันธ์เพลงที่สำคัญ 3 คนในยุคคลาสสิก คือ ฟรานซ์ โยเซฟ ไฮเดิน โวล์ฟกัง อะมาเดอุส โมสาร์ท และลุดวิก ฟาน เบโทเฟน ผลการวิจัยแสดงพัฒนาการของไวโอลินสองในบทเพลงสตริงควอร์เท็ตในด้านความสำคัญ บทบาทเทคนิคการเล่น และการเล่นรวมวง นำเสนอแนวคิดสำคัญและบทเพลงที่แสดงบทบาทของไวโอลินสองในรูปแบบของการบรรยายประกอบการแสดงจำนวน 3 ครั้ง บทเพลงที่นำเสนอมีทั้งหมด 4 บท ได้แก่ 1) สตริงควอร์-เท็ตในกุญแจเสียงดีเมเจอร์ ลำดับผลงานที่ 17 บทที่ 6 ของไฮเดิน 2) สตริงควอร์เท็ตในกุญแจเสียงซีเมเจอร์ ลำดับผลงานที่ 76 บทที่ 3 ของไฮเดิน 3) สตริงควอร์เท็ตหมายเลขที่ 19 ในกุญแจเสียงซีเมเจอร์ ลำดับผลงานที่ 465 ของโมสาร์ท และ 4) สตริงควอร์เท็ตหมายเลขที่ 14 ในกุญแจเสียงซีชาร์ปไมเนอร์ ลำดับผลงานที่ 131 ของเบโทเฟน


ภาพยนตร์ศิลปะ เรื่อง มะลิ: เรื่องราวชีวิตประจำวันของกะเหรี่ยงพลัดถิ่นในกรุงเทพมหานคร, บัณฑิต สัตย์เพริศพราย Jan 2023

ภาพยนตร์ศิลปะ เรื่อง มะลิ: เรื่องราวชีวิตประจำวันของกะเหรี่ยงพลัดถิ่นในกรุงเทพมหานคร, บัณฑิต สัตย์เพริศพราย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ภาพยนตร์ศิลปะ เรื่อง มะลิ: เรื่องราวชีวิตประจำวันของกะเหรี่ยงพลัดถิ่นในกรุงเทพมหานคร คืองานสร้างสรรค์ทางศิลปะและสุนทรียะที่ศึกษาแนวคิดชีวิตประจำวันจากผลงานของ Henri Lefebvre ที่กล่าวถึงการวิเคราะห์ชีวิตประจำวัน รวมถึงแนวคิดคนพลัดถิ่นและวัฒนธรรมข้ามแดนที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความรับรู้ถึงชีวิตของชาวกะเหรี่ยงพลัดถิ่น และเพื่อสร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ศิลปะ ซึ่งเป็นภาพยนตร์สั้นกึ่งสารคดี แบบติดตั้ง 3 จอ ซ้าย กลาง และขวา ที่โอบล้อมผู้ชม เสมือนเข้าไปอยู่ในมิติแห่งเรื่องเล่าของชาวกะเหรี่ยง โดยการบันทึกการสัมภาษณ์อัตชีวประวัติแบบเจาะลึกของชาวกะเหรี่ยงที่ทำอาชีพแม่บ้านในกรุงเทพมหานครจำนวน 2 คน แล้วนำมาลำดับภาพ จนได้เป็นภาพยนตร์ดังกล่าว จากการศึกษาพบว่า การดำเนินชีวิตของชาวกะเหรี่ยงเป็นผลผลิตจากโลกสมัยใหม่ โดยการดำเนินชีวิตนั้นอยู่ภายใต้เงื่อนไขของวัฏจักรเวลา ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับการทำงานของคนไทยที่ดำเนินชีวิตภายใต้วัฏจักรเวลาด้วยเช่นกัน การเข้ามาของชาวกะเหรี่ยงพลัดถิ่นมีส่วนสำคัญต่อสังคมไทยที่ช่วยประคับประคองให้สังคมสมัยใหม่ดำเนินต่อไป


ศิลปะการจัดวางภาพเคลื่อนไหว: ผัสสะสัมผัสสรรพสิ่งในมนุษยสมัย, จรรยา เหตะโยธิน Jan 2023

ศิลปะการจัดวางภาพเคลื่อนไหว: ผัสสะสัมผัสสรรพสิ่งในมนุษยสมัย, จรรยา เหตะโยธิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

มนุษยสมัย (The Anthropocene) คือแนวคิดเกี่ยวกับยุคสมัยที่มนุษย์ได้เร่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ จนส่งผลกระทบต่อสรรพสิ่งและการดำรงอยู่ของมนุษย์ ในยุคมนุษยสมัยนี้ มนุษย์กลายเป็นส่วนหนึ่งในองค์ประกอบต่างๆ ที่อยู่รายล้อมร่วมกันกับธรรมชาติ สิ่งนี้ได้นำไปสู่การถอดถอนมนุษย์ออกจากศูนย์กลาง การเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสรรพสิ่งจากแนวตั้งเป็นแนวนอน ด้วยการอธิบายผ่านโครงสร้างเครือข่ายรากแง่งและศักยภาพในการเชื่อมรวม เพื่อให้เห็นการปะทะประสานกับสรรพสิ่งอื่นในระบบนิเวศ และการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ด้วยภววิทยาแนวราบที่บ่งบอกการเชื่อมต่อกันไปอย่างไร้จุดจบ จากแนวคิดดังกล่าว ผู้วิจัยนำเสนอผลงานสร้างสรรค์เพื่อขับเน้นการถอดถอนมนุษย์ออกจากความเป็นศูนย์กลาง ผ่านองค์ประกอบต่อไปนี้ 1) การขับเน้นสรรพสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ (Non-Human) เป็นองค์ประธาน 2) สร้างความเชื่อมโยง (Linkage) ของเนื้อหาบนฐานของความแตกต่างเพื่อแสดงถึงการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสรรพสิ่งในธรรมชาติในแนวราบโดยเชื่อมต่อกันไปอย่างไร้จุดจบ 3) การใช้โครงสร้างของเครือข่ายรากแง่งในการจัดวาง ประกอบด้วย การใช้ชิ้นส่วนแยกย่อย (Fragmentation) เพื่อเผยให้เห็นการปฏิสัมพันธ์ที่ทบทวีคูณ ความแตกต่างหลากหลาย และ การเกิดซ้ำ (Repetition) ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชิ้นส่วนแอนิเมชันในแต่ละครั้งของการวนลูป การปะทะประสานชิ้นส่วนแยกย่อยแต่ละชิ้นทั้งหมดบนจอภาพในช่วงเวลาเดียวกันทำให้เกิดบทสนทนาของแต่ละชิ้นส่วน


จิตรกรรมสื่อผสม : ร่องรอยของฉันและแม่, เนธิมา สุวรรณวงศ์ Jan 2023

จิตรกรรมสื่อผสม : ร่องรอยของฉันและแม่, เนธิมา สุวรรณวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จิตรกรรมสื่อผสม : ร่องรอยของฉันและแม่ คือความพยายามสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะจิตรกรรมที่เผยเรื่องราว เรื่องเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์ในอดีตของแม่และลูกสาว และการสะสมวัตถุทางความทรงจำต่าง ๆ ดังนี้ ผ้าถุงแม่ ภาพวาดในวัยเด็ก สมุด หนังสือเรียน และหนังสือนิทาน หนังสือการ์ตูน เพื่อถ่ายทอดความทรงจำส่วนบุคคลให้คลี่ออกในขณะที่ถูกโอบรัดด้วยสภาพสังคมวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไปตามวันเวลา สิ่งเหล่านี้ยังได้นำเสนอความทรงจำส่วนบุคคลให้แปรเปลี่ยนเป็นความทรงจำร่วมแล้ว ก็ยังทำให้ชีวิตและความสัมพันธ์ของแม่และลูกสาวถักทอร่องรอยแห่งอดีตให้ปรากฏขึ้น ในขณะเดียวกันก็นำเสนอร่องรอยเหล่านั้นผ่านวัตถุความทรงจำดังกล่าว การประดิษฐ์สร้างใหม่ของวัตถุความทรงจำให้เป็นงานสร้างสรรค์ทางศิลปะ ได้นำเสนอภาพแทนประสบการณ์ในอดีตของแม่และลูกสาวให้ปรากฏอีกครั้ง และยังได้กระตุ้นเร้าผัสสารมณ์ให้รู้สึกถึงสิ่งที่ซึมซับอดีต แบ่งปันการรับรู้ร่วมต่อวัตถุทางความทรงจำ และสนองตอบต่อประสบการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นในความทรงจำให้ ทุก ๆ ห้วงขณะที่ชมงานสร้างสรรค์ทางศิลปะ โดยทั้งหมดนี้ ก็เพื่อเผยให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์กับความทรงจำ กล่าวคือ ประสบการณ์ คือ อดีต ในขณะความทรงจำคือสิ่งปรากฏในปัจจุบัน โดยมีวัตถุทางความทรงจำเป็นสื่อในการเชื่อมรอยต่อระหว่างอดีตและปัจจุบัน


อัตลักษณ์ผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ช่วยลดมลพิษสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมสีย้อมจากกากผักผลไม้สกัดเย็นเหลือทิ้ง สำหรับคนเมืองกลุ่มเจนเนอเรชั่นเอ็ม กรณีศึกษากลุ่มร้าน Healthy Juice Bar ในเขตกรุงเทพมหานคร, ประพาฬภรณ์ ธีรมงคล Jan 2023

อัตลักษณ์ผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ช่วยลดมลพิษสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมสีย้อมจากกากผักผลไม้สกัดเย็นเหลือทิ้ง สำหรับคนเมืองกลุ่มเจนเนอเรชั่นเอ็ม กรณีศึกษากลุ่มร้าน Healthy Juice Bar ในเขตกรุงเทพมหานคร, ประพาฬภรณ์ ธีรมงคล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methodology) ประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) วิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) วิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ร่วมกับการสร้างสรรค์อัตลักษณ์ต้นแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาวิเคราะห์การลดมลพิษสิ่งแวดล้อมจากกากผักผลไม้สกัดเย็นเหลือทิ้ง เพื่อนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มด้านอัตลักษณ์ผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ 2) เพื่อหาแนวทางในการสร้างสรรค์นวัตกรรมสีย้อมจากกากผักผลไม้สกัดเย็นเหลือทิ้ง และ3) เพื่อหาแนวทางในการออกแบบอัตลักษณ์ผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ที่ช่วยลดมลพิษสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมสีย้อมจากกากผักผลไม้สกัดเย็นเหลือทิ้งสำหรับกลุ่มเจนเนอเรชั่นเอ็ม และแนวทางการตลาดผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์จากแนวคิดการนำกลับมาใช้ใหม่ สำหรับวางจำหน่ายในร้าน Healthy juice bar เขตกรุงเทพมหานคร ด้วยแนวคิดการนำกลับมาใช้ใหม่ (3R) จนขยะเหลือเป็นศูนย์ (Zero Waste) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคเปเปอร์ดอลล์ดาต้าเซท(Paper Doll Data Set) เพื่อหาองค์ประกอบทางการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แฟชั่นให้สอดคล้องกับกลุ่มผู้บริโภค เครื่องมือวิจัยเพื่อเก็บข้อมูลจากผู้บริโภคกลุ่มประชากรคนเมืองเจนเนอเรชั่นเอ็ม (Generation M) อายุระหว่าง 29 – 44 ปี ในเขตกรุงเทพมหานคร คือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ค่าความถี่ และค่าร้อยละ สรุปผลการวิจัยได้ว่า ปริมาณกากเหลือทิ้งจากร้าน Healthy Juice Bar ในเขตกรุงเทพมหานคร เฉลี่ยต่อวัน 10 – 50 กิโลกรัม งานวิจัยนี้ดำเนินการรับกากจากร้านเฉลี่ยต่อครั้ง 5 – 10 กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 10 ของปริมาณกากที่ทิ้งจากกระบวนการผลิตน้ำ การวิเคราะห์ค่าสีพบว่าเส้นด้ายที่ย้อมร้อนส่วนใหญ่จะได้ค่าความสว่างและค่าความเป็นสีเหลือง และย้อมเย็นจะมีค่าความมืดและค่าความเป็นสีน้ำเงิน ภาพรวมของผ้าทอด้วยเส้นด้ายฝ้ายย้อมสีจากจากกากผักผลไม้สกัดเย็นเหลือทิ้ง มีความคงทนของสีต่อความคงทนของสีต่อแสงและการซักล้าง ความคงทนของสีต่อแสง การซัก การซักแห้ง เหงื่อ และการเปลี่ยนแปลงหลังการซัก อยู่ในระดับปานกลาง มีการตกติดสีเล็กน้อยถึงปานกลาง ในส่วนการสร้างสรรค์ผลงานต้นแบบจากแนวคิดการนำกลับมาใช้ใหม่ (3R) จนขยะเหลือเป็นศูนย์ (Zero Waste) เพื่อช่วยลดมลพิษสิ่งแวดล้อม มีแนวทางความเป็นไปได้ว่าสามารถเพิ่มมูลค่าให้ขยะที่เหลือทิ้ง และสร้างอัตลักษณ์ให้กับผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ และนำไปสู่อุตสาหกรรมแฟชั่นได้อย่างยั่งยืน ผู้บริโภคกลุ่มคนเมืองเจนเนอเรชั่นเอ็มมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ต่อการออกแบบผลิตภัณฑ์สินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์ ภายใต้ตราสินค้าพาธ วอร์โดบ (PRATH wardrobe) ที่ใช้แนวคิดการนำกลับมาใช้ใหม่ (3R : …


การสวมบทบาทนางผีเสื้อสมุทรในบทละครเรื่องพระอภัยมณี ของกรมศิลปากร, อดิเทพ เดชพรหม Jan 2023

การสวมบทบาทนางผีเสื้อสมุทรในบทละครเรื่องพระอภัยมณี ของกรมศิลปากร, อดิเทพ เดชพรหม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่อง การสวมบทบาทนางผีเสื้อสมุทรในบทละครเรื่องพระอภัยมณี ของกรมศิลปากร มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการสวมบทบาทนางยักษ์ผีเสื้อสมุทรฉบับกรมศิลปากร โดยมีการศึกษาจากเอกสารวิชาการ การสัมภาษณ์ การทดลองแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม การรับชมการฝึกซ้อมและการรับชมการแสดง โดยมุ่งเน้นศึกษากลวิธีการสวมบทบาทเป็นนางผีเสื้อสมุทรในบทละครเรื่องพระอภัยมณีตอนเพลงปี่พิศวาสถึงเพลงปี่พิฆาต โดยศึกษารูปแบบและวิธีการปฏิบัติของ อาจารย์ธานิต ศาลากิจ ข้าราชการบำนาญ สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ผลการวิจัยพบว่ากลวิธีปัจจัยสำคัญสำหรับการสวมบทบาทนางผีเสื้อสมุทรนั้นมี 3 ประเด็นด้วยกันคือ 1. คุณลักษณะของผู้แสดงที่จะต้องมี เสียง ระดับกลาง เสียงไม่ทุ้มหรือแหลมจนเกินไปพูดชัดถ้อยชัดคำ ฉะฉาน ปฏิภาณไหวพริบที่ดีในการแก้ไขสถานการณ์เนื่องจากบทละครระบุให้มีเจรจารับส่งมุกตลกและใช้เพื่อดำเนินเรื่อง ฝีมือการรำที่สวยงาม มีจริตของตัวนางผสมนางยักษ์ วงและเหลี่ยมมีขนาดย่อมกว่ายักษ์ชาย การกระทบจังหวะหนักแน่น มีการก้าวข้างลงเหลี่ยมหลบเข่า กดเกลียวข้าง การชี้นิ้วมือ และรูปร่างใหญ่แต่สันทัด ส่วนสูง 160-165 เซนติเมตร โดยประมาณ 2. ผู้แสดงจะต้องมีขั้นตอนการสวมบทบาท โดยให้ความสำคัญกับการตีความบทละครอย่างละเอียดทุกคำ ทุกบรรทัด วิเคราะห์เพื่อประกอบสร้างนางผีเสื้อสมุทรให้เกิดความสมจริงตามบทละคร ขั้นตอนการสมมติบทบาทของผู้แสดงเป็นนางผีเสื้อสมุทรที่ผู้แสดงสร้างขึ้น การมุ่งเน้นอารมณ์เป็นหลักในการแสดงเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกออกมาให้ได้อย่างเต็มที่ และการฝึกฝนจนก่อให้เกิดความชำนาญ 3. การแสดง ผู้แสดงจะต้องทำความเข้าใจวิธีการถ่ายทอด ตัวละครนางผีเสื้อสมุทรที่ผู้แสดงได้ประกอบสร้างไว้ ในรูปแบบของนาฏกรรมที่ใช้แสดง โดยประกอบไปด้วย ท่ารำในการตีบทแบบมีคำร้อง ท่ารำกาแสดงขยายความรู้สึก (แบบไม่มีคำร้อง) เพลงหน้าพาทย์ การเจรจาตามบท การแสดงขยายความรู้สึก (เจรจาแทรกบท) สามารถแสดงอารมณ์ได้หลากหลาย ฉับไวในการสร้างอารมณ์และพลิกแพลงอารมณ์ แยกแยะระดับของอารมณ์ตามความสัมพันธ์ของแต่ละตัวละครได้และสถานการณ์ การใช้อุปกรณ์ และการใช้พื้นที่เวที ผู้แสดงจึงต้องมีความเข้าใจและหมั่นฝึกฝนกลวิธีดังกล่าวนี้จนเกิดความชำนาญ จึงจะสามารถสวมบทบาทนางผีเสื้อสมุทรออกมาได้อย่างแยบยล


คราส: ปฏิบัติการภัณฑารักษ์ต่อแรงบันดาลใจจากเตือน พาทยกุล และแตรวง, ขจิตธรรม พาทยกุล Jan 2023

คราส: ปฏิบัติการภัณฑารักษ์ต่อแรงบันดาลใจจากเตือน พาทยกุล และแตรวง, ขจิตธรรม พาทยกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

คราส: ปฏิบัติการภัณฑารักษ์ต่อแรงบันดาลใจจากเตือน พาทยกุล และแตรวง เป็นผลงานสร้างสรรค์ด้านปฏิบัติการภัณฑารักษ์ที่ต้องการถ่ายทอดความเป็นมาของแตรวงควบคู่ไปกับเรื่องราวของนายเตือน พาทยกุล ด้วยการผจงถ้อยร้อยเรียงความเกี่ยวเนื่องทั้งสองให้ผนวกรวมกันในแต่ละจังหวะก้าวการพัฒนาของแตรวง รวมทั้งยังนำเสนอการสร้างสรรค์ปฏิบัติการภัณฑารักษ์ ผ่านการจัดแสดงแตรวง โดยจัดวางทุกจังหวะก้าวของพัฒนาการของแตรวงให้ดูเหมือนรอยต่อของแต่ละตอนการแสดงให้ซ้อนทับแต่กลับคลี่คลายออก และเคลื่อนออกทุกทิศทุกทาง คุณลักษณะเชิงอุปลักษณ์นี้ช่วยอธิบายการขยายตัวของแตรวงคือการผนวกรวมทุกความเป็นไปได้ ที่แตรวงเป็นไว้ข้างในพัฒนาการของแตรวง จนดูราวกับว่ากลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างจนไม่มีข้างนอกหรือนอกเหนือความลื่นไหลของแตรวง นอกจากนี้ คุณลักษณะเชิงอุปลักษณ์ในผลงานสร้างสรรค์ชิ้นนี้ได้นำเสนอการตีความ ‘คราส’ ใหม่ จากเดิมซึ่งหมายถึง ‘การซ้อนทับ’ มาเป็น ‘การผนวกรวม’ นัยยะและความหมายใหม่นี้คือการเปิดความคิดเชิงพื้นที่ที่สิ่งที่ประกอบขึ้นนั้น ๆ จะเชื่อมโยงเข้าหากันในทุก ความเป็นไปได้ที่ปรากฏขึ้น


พลังความมหาศาล, สิริยา จิตพิมลมาศ Jan 2023

พลังความมหาศาล, สิริยา จิตพิมลมาศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พลังความมหาศาล เป็นศิลปะวิดีทัศน์จัดวางที่นำมโนทัศน์ความงามอันหาที่เปรียบมิได้ของอิมมานูเอล ค้านท์ มาสร้างประสบการณ์เชิงสุนทรียศาสตร์ผ่านวัตถุศิลปะ โดยนำเสนอปรากฏการณ์ธรรมชาติผ่านหน้าจอ Cycloramic ขนาด 14 x 5 เมตร ด้วยเทคนิค Video Projection วิดีทัศน์เป็นภาพซูมช้า ๆ เข้าสู่ใจกลางพายุสายฟ้าที่ดำเนินไปเรื่อย ๆ สู่ความอนันตภาพ โดยมีความน่าสะพรึงกลัวของสายฟ้า พลังพสุธากัมปนาท และบรรยากาศเสียงสายลมพายุ ผลงานชิ้นนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเผชิญหน้ากับพายุบนยอดอาคารสูงระฟ้าประสบการณ์เหล่านี้ได้เผยออกให้เห็นความไร้ขอบเขตและความกว้างใหญ่ไพศาล ในขณะที่ความรู้สึกน่าสะพรึงกลัวถูกปกคลุมด้วยพลังของธรรมชาติที่มีอำนาจเหนือกว่า ความรู้สึกเหนื่อยล้าจากความประหวั่นพรั่นพรึงและความวิตกกังวลต่อพลังการทำลายล้างอันมหาศาล สภาวการณ์ที่ความงามอันหาที่เปรียบมิได้ที่ปรากฏขึ้นนี้ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์เชิงเสมือนจริง และประสบการณ์ทางสุนทรียศาสตร์ขึ้น ในขณะที่ความรู้สึกรื่นรมย์ต่อสภาวการณ์ดังกล่าวก็ปรากฏให้เห็นในงานศิลปะ และจินตนาการที่เป็นอิสระไร้ขอบเขต


การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากความเพิกเฉยของมนุษย์ต่อปัญหาสภาวะแวดล้อมโลก, ธนาภรณ์ วีรเดช Jan 2023

การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากความเพิกเฉยของมนุษย์ต่อปัญหาสภาวะแวดล้อมโลก, ธนาภรณ์ วีรเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและแนวคิดที่ได้หลังจากการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากความเพิกเฉยของมนุษย์ต่อปัญหาสภาวะแวดล้อมโลโดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย การสำรวจข้อมูลเชิงเอกสารการสืบค้นข้อมูลจากสื่อสารสนเทศ การสัมมนา การสังเกตการณ์ การสัมภาษณ์ ประสบการณ์ส่วนตัวของผู้วิจัยและเกณฑ์การสร้างมาตรฐานในการยกย่องบุคคลต้นแบบทางด้านนาฏยศิลป์ นำข้อมูลมาตรวจสอบ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างสรรค์ผลงานนาฏยศิลป์ตามกระบวนการที่กำหนดไว้ ผลการวิจัยพบว่าการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากความเพิกเฉยของมนุษย์ต่อปัญหาสภาวะแวดล้อมโลก มีรูปแบบในการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ทั้งสิ้น 8 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) บทการแสดงแบ่งออกเป็น 3 องก์ ประกอบด้วย องก์ที่ 1 อดีต องก์ที่ 2 ปัจจุบัน และองก์ที่ 3 อนาคต 2) ผู้วิจัยแสดงเดี่ยว ด้วยการผสมผสานทักษะการเต้นรวมทั้งนาฏยศิลป์ไทยประเพณี และนาฏยศิลป์สมัยใหม่ 3) ลีลานาฏยศิลป์ ใช้ลีลาการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน (Everyday movement) การด้นสด (Improvisation) ตามหลักนาฏยศิลป์สมัยใหม่ และนาฏยศิลป์หลังสมัยใหม่ 4) เครื่องแต่งกายและการแต่งหน้าให้สอดคล้องกับบทการแสดง 5) อุปกรณ์ประกอบการแสดงใช้วัสดุที่เหลือใช้ 6) เสียงและดนตรีประกอบการแสดง ได้แก่ เสียงธรรมชาติ และดนตรีที่ประพันธ์ขึ้นใหม่ 7) ฉากและพื้นที่การแสดง ใช้สถานที่จริงที่มีความสอดคล้องกับบทการแสดง 8) แสงใช้แสงธรรมชาติให้มีความสอดคล้องกับบทการแสดง นอกจากนี้พบว่ามีแนวคิดที่ได้หลังจากการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ในครั้งนี้ 6 ประการ ได้แก่ 1) การคำนึงถึงความเพิกเฉยของมนุษย์ต่อปัญหาสภาวะแวดล้อมโลก 2) การคำนึงถึงการสื่อสารกับกลุ่มผู้ชม 3) การคำนึงถึงความหลากหลายของรูปแบบการแสดง 4) การคำนึงถึงการใช้สัญลักษณ์ในผลงานนาฏยศิลป์ 5) การคำนึงถึงแนวคิดและทฤษฎีทางด้านทัศนศิลป์ นาฎยศิลป์และดุริยางคศิลป์ 6) การคำนึงถึงความคิดสร้างสรรค์ในงานนาฏยศิลป์ ทั้งนี้งานวิจัยฉบับนี้เป็นวิทยานิพนธ์เชิงสร้างสรรค์ทางด้านนาฏยศิลป์ที่มีการเชื่อมโยงองค์ความรู้ในศาสตร์แขนงอื่น ๆ เพื่อก่อเกิดความรู้และสามารถเป็นแนวทางให้แก่ผู้ที่จะศึกษางานทางด้านนาฏยศิลป์สร้างสรรค์ต่อไปในอนาคต


พัฒนาการของกระบวนการสร้างสรรค์การแสดงหุ่นกระบอกของคณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทย, ธราดล แก้วทิพย์รักษ์ Jan 2023

พัฒนาการของกระบวนการสร้างสรรค์การแสดงหุ่นกระบอกของคณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทย, ธราดล แก้วทิพย์รักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาเรื่องพัฒนาการของกระบวนการสร้างสรรค์การแสดงหุ่นกระบอกของคณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทย โดยวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการของแนวความคิดและกระบวนการสร้างสรรค์การแสดงหุ่นกระบอกไทยของคณะบ้านตุ๊กตุ่นหุ่นกระบอกไทย ศึกษาจากการแสดงของคณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทยตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2552 - 2564 และยังมีการศึกษาด้วยวิธีการสืบค้นข้อมูลจาก หนังสือ เอกสาร งานวิจัยต่างๆ การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ คณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทย การลงพื้นที่สังเกตการณ์การแสดง ผู้วิจัยมุ่งศึกษาคณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทยซึ่งก่อตั้งโดย อาจารย์ ดร. นิเวศ แววสมณะ ในปี พ.ศ 2540 เป็นคณะหุ่นกระบอกที่มีความหลากหลายในด้านของงานการแสดง และด้านองค์ประกอบของการแสดง ในระยะเวลา 13 ปี ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2552 - 2564 คณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทย มีการแสดงทั้งหมด 19 เรื่อง ผู้วิจัยได้แบ่งแนวคิดการแสดงเป็น 2 ส่วน คือ 1.การแสดงหุ่นกระบอกไทยโดยการนำเรื่องมาจากวรรณคดีและวรรณกรรมท้องถิ่น 2.การแสดงหุ่นกระบอกโดยการนำเรื่องมาจากเนื้อหาที่ถูกแต่งขึ้นใหม่ การแสดงหุ่นกระบอกของคณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทยนั้นมิได้มีเพียงการแสดง หุ่นกระบอกไทยแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการพัฒนารูปแบบของการแสดง เนื้อเรื่อง รวมถึง ตัวหุ่นกระบอกให้มีความหลากหลาย และดึงดูดผู้ชมได้ ทำให้คณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทย โดยอาจารย์ ดร.นิเวศ แววสมณะได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย ได้แก่ 1. รางวัลศิลปินผู้อนุรักษ์วัฒนธรรมดีเด่น กรุงเทพมหานคร สมาคมโรตารี่แห่งประเทศไทย 2550 2. รางวัลศิลปินวัฒนคุณาธร กระทรวงวัฒนธรรม 2555 3. รางวัลดีเด่นด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟูมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม 2558 4. รางวัลศิลปินผู้ประกอบวิชาชีพอนุรักษ์วัฒนธรรมดีเด่น กรุงเทพมหานคร สมาคมโรตารี่แห่งประเทศไทย 2559 5. รางวัล Mention Award การแสดงหุ่นกระบอกไทยเรื่องพระเนมิราช งานเทศกาลละครกรุงเทพ 2560 6. รางวัลครูช่างศิลปหัตกรรม โดยกรมส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ 2561 7. รางวัลผู้อนุรักษ์วัฒนธรรมยอดเยี่ยมโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ประจำปี 2561 8. รางวัล Silver awards & The Best beautiful costume puppet งานเทศกาลหุ่นนานาชาติฮานอย …


ดุษฎีนิพนธ์การแสดงเพลงร้อง : บทเพลงแห่งตํานานอุปรากรศิลป์จีนร่วมสมัย, พลัง โลกศิลป์ Jan 2023

ดุษฎีนิพนธ์การแสดงเพลงร้อง : บทเพลงแห่งตํานานอุปรากรศิลป์จีนร่วมสมัย, พลัง โลกศิลป์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ดุษฎีนิพนธ์การแสดงเพลงร้องบทเพลงแห่งตํานานอุปรากรศิลป์จีนร่วมสมัยมีจุดประสงค์เพื่อแสดงบูรณาการเทคนิคการขับร้องแบบตะวันตกและหลักการขับร้องแบบคลาสสิคจีนหรือที่เราเรียกกันว่าเพลงร้องศิลป์จีน เพื่อเพิ่มศักยภาพเทคนิคการขับร้อง วิธีการขับร้องภาษาจีนที่ได้นำความรู้มาจากประวัติศาสตร์ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันของเพลงร้องศิลป์จีนเป็นองค์ความรู้ที่นักร้องจีนได้ศึกษาและวิจัยมาโดยตลอด เป็นทรัพยากรทรงคุณทางศิลปะวัฒนธรรมจีน ไทยและจีนนั้นเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์และมิตรภาพมายาวนานตั้งแต่อดีต ซึ่งเพลงร้องศิลป์จีนเป็นบทเรียนที่นักเรียนจีนสายขับร้องทุกคน ต้องเรียนรู้กันและได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในประเทศจีน บทเพลงศิลป์จีนนั้นเต็มไปด้วยดนตรีที่ไพเราะ และส่วนใหญ่จะใช้กวีจีนโบราณหรือเป็นบทเขียนกลอนเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงประวัติศาสตร์นั้นๆ การเรียนรู้ประวัติศาสตร์จีนผ่านบทเพลงร้องศิลป์จีนทำให้เรารู้จักประเทศเพื่อนบ้านได้ดีขึ้นและเข้าใจกับประวัติศาสตร์จีนอย่างมีสุนทรียะ บทเพลงร้องศิลป์จีนสามารถนำมาพัฒนาเทคนิคการขับร้องแล้วยังเข้าใจภาษาและวัฒนธรรมทำให้มิตรภาพไทยจีนมั่นคงยั่งยืน


ดุษฎีนิพนธ์ดนตรีสร้างสรรค์ : วรรณกรรมเพลงร้องร่วมสมัยแห่งกรุงสยามสำหรับเปียโนและขับร้อง, พูนสันต์ เตียรถ์ชัยวานิช Jan 2023

ดุษฎีนิพนธ์ดนตรีสร้างสรรค์ : วรรณกรรมเพลงร้องร่วมสมัยแห่งกรุงสยามสำหรับเปียโนและขับร้อง, พูนสันต์ เตียรถ์ชัยวานิช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

“ดุษฎีนิพนธ์ดนตรีสร้างสรรค์ : วรรณกรรมเพลงร้องร่วมสมัยแห่งกรุงสยามสำหรับเปียโนและขับร้อง” มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์เพลงไทยสำหรับเปียโนและการขับร้องและเพื่อสร้างผลงานทางด้านดนตรีร่วมกันระหว่างศาสตร์ 2 แขนงคือ ศาสตร์ด้านดนตรีตะวันตกและศาสตร์ด้านดนตรีไทย ในกระบวนการสร้างสรรค์ได้ศึกษาข้อมูลจากวรรณกรรมเพลงร้องตะวันตกสำหรับเปียโนและการขับร้องในยุคโรแมนติก บทบาทของเปียโนในการบรรเลงร่วมการขับร้อง วรรณกรรมเปียโนเพลงไทยของบรมครูคนสำคัญ และวรรณกรรมเปียโนเพลงไทยในยุคศตวรรษที่ 21 เพื่อนำมาเป็นต้นแบบในการสร้างสรรค์ผลงาน จากนั้นจึงลงมือประพันธ์ด้วยแนวคิด ทฤษฎีดนตรี และเทคนิคการประพันธ์เพลงตะวันตก ทดลองฝึกซ้อมและบรรเลงร่วมกับนักร้องด้วยแนวคิดและการตีความแบบการบรรเลงเปียโนตะวันตกร่วมกับการขับร้องตามแบบแผนไทย นำข้อบกพร่องมาขัดเกลาและปรับปรุงผลงาน จนได้เป็นผลงานเพลงสำหรับเปียโนและการขับร้องจำนวน 6 เพลง


การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากกลยุทธ์ของอาจารย์ที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ด้านศิลปะการแสดง: ศาสตราจารย์ ดร.นราพงษ์ จรัสศรี, ปรียพรรณ ศรีธวัช Jan 2023

การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากกลยุทธ์ของอาจารย์ที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ด้านศิลปะการแสดง: ศาสตราจารย์ ดร.นราพงษ์ จรัสศรี, ปรียพรรณ ศรีธวัช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่อง การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากกลยุทธ์ของอาจารย์ที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ด้านศิลปะการแสดง: ศาสตราจารย์ ดร.นราพงษ์ จรัสศรี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหารูปแบบและแนวคิดที่ได้หลังจากการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ โดยมีแรงบันดาลใจมาจากกลยุทธ์ของอาจารย์ที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ด้านศิลปะการแสดง: ศาสตราจารย์ ดร.นราพงษ์ จรัสศรี ผลการวิจัยพบว่าได้ทั้งรูปแบบ และ แนวคิดดังนี้ 1) รูปแบบการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ ผู้วิจัยสามารถจำแนกตามองค์ประกอบในการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านนาฏยศิลป์ทั้ง 8 ประการ ได้แก่ 1) บทการแสดง สร้างสรรค์ขึ้นจากกลยุทธ์ของอาจารย์ที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ด้านศิลปะการแสดง: ศาสตราจารย์ ดร.นราพงษ์ จรัสศรี โดยแบ่งบทการแสดง ออกเป็น เก้าองก์ 2) พื้นที่ในการแสดง ใช้พื้นที่แบบเปิดเพื่อความเป็นอิสระและมีความหลากหลายเหมาะสมกับองก์ต่าง ๆ ในการแสดง 3) ลีลานาฏยศิลป์ มีรูปแบบการเคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวันตามแบบนาฏยศิลป์หลังสมัยใหม่โดยใช้เทคนิคของเมอร์ซ คันนิงแฮม และพอล เทย์เลอร์ 4) นักแสดงเป็นผู้ที่สามารถสื่อสารท่าทางแบบนาฏยศิลป์หลังสมัยใหม่ที่สามารถถ่ายทอดการสื่อสารความรู้สึกผ่านภาษาท่าทางได้อย่างตรงไปตรงมา 5) อุปกรณ์ประกอบการแสดงมีการใช้อุปกรณ์เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญเช่นกล้องจุลทรรศน์ (ชีววิทยา) ถ้วยตวง(เคมี) ตาชั่ง (กลศาสตร์) เพื่อช่วยสื่อสารเปรียบเทียบถึงความเป็นพหุศาสตร์ของงานวิจัย 6) เครื่องแต่งกาย ใช้เครื่องแต่งกายเรียบง่ายที่ไม่ระบุเพศ และใช้สีขาวเพื่อแทนความหมายของกระดาษสีขาวของเล่มงานดุษฎีนิพนธ์ 7) แสง ใช้แสงธรรมชาติ 8) เสียงและดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงใช้เสียงธรรมชาติ และเสียงสังเคราะห์ 2) แนวคิดหลังการสร้างสรรค์ผลงาน มี ห้าประการ ได้แก่ 1) กลยุทธ์ของอาจารย์ที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ด้านศิลปะการแสดง: ศาสตราจารย์ ดร.นราพงษ์ จรัสศรี ซึ่งจากการเป็นผู้มีประสบการณ์มากกว่า 50 ปี จึงมีกลยุทธ์ที่สำคัญคือ มีความคิดสร้างสรรค์สูงมีความสามารถที่ทั้งรู้ลึกและรู้กว้าง (Versatilist) ซึ่งเป็นการผสานรวม 2 ประเภท ทั้ง รู้ลึก (Specialist) และรู้กว้าง (Generalist) เข้าด้วยกัน คือเชี่ยวชาญในเรื่องหนึ่งแต่ขณะเดียวกันก็สามารถข้ามสายไปทำความเข้าใจเรื่องอื่นได้อย่างง่ายดายเมื่อจำเป็น และยังมีความยืดหยุ่นในการทำงานสูง ปรับตัวเป็นเลิศ เก่งทั้งเทคนิคและผู้คน จึงสามารถมองเห็นปัญหาได้ล่วงหน้า แก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว ให้คำแนะนำที่ทำให้งานเกิดคุณภาพ ทั้งยังมี กลยุทธ์ที่สร้างบรรยากาศผ่อนคลายทำให้นักวิจัยพร้อมในการเรียนรู้ และมีเวลาให้นักวิจัยเต็มที่อย่างทั่วถึงและยุติธรรม นอกจากนี้ยังมีกลยุทธ์ในการวางแนวทางกำหนดหัวข้อที่เป็นบรรทัดฐานไว้ล่วงหน้าทำให้ง่ายต่อนักวิจัยในการสืบค้น การอธิบายงาน และสะดวกแก่ผู้ที่ต้องการศึกษางานสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ในอนาคต 2) ความคิดสร้างสรรค์ทางด้านนาฏยศิลป์ มีการสร้างสรรค์งานที่ไม่เคยมีผู้ทำมาก่อนและยังมีมาตรฐานการเป็นต้นแบบศิลปินตามหลักของวิชชุตา …


ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง : ‘ตับเทศกาลเรือพระ’ สำหรับวงโมเดิร์นแจ๊สออร์เคสตรา, รัชกฤต ภาณุอัครโชค Jan 2023

ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง : ‘ตับเทศกาลเรือพระ’ สำหรับวงโมเดิร์นแจ๊สออร์เคสตรา, รัชกฤต ภาณุอัครโชค

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง :‘ตับเทศกาลเรือพระ’สำหรับวงโมเดิร์นแจ๊สออร์เคสตรา เป็นชุดบทเพลงพรรณนาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากประเพณีชักพระในจังหวัดสงขลาที่จัดขึ้นหลังวันออกพรรษา 1 วัน ตรงกับแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ณ สระบัวแหลมสมิหลา จากความเชื่อทางพุทธศาสนาเมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จไปประจำพรรษา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพุทธมารดา เมื่อครบพรรษาจึงเสด็จกลับลงมายังโลกมนุษย์ มีพุทธศาสนิกชนรอรับเสด็จเพื่ออันเชิญประทับบนบุษบกแล้วแห่แหนไปยังสถานที่ต่างๆ จึงเป็นที่มาของประเพณีชักพระที่สืบทอดกันมายาวนาน มีกิจกรรมด้านศาสนา มีการตกแต่งเรือพระด้วยประติมากรรมที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาอย่างงดงาม พร้อมดึงเอกลักษณ์ดนตรีสำเนียงพื้นบ้านภาคใต้มาผสมผสานกับดนตรีตะวันตกมีแนวทำนอง การประสานเสียงและการเรียบเรียงให้มิติของเสียงที่โดดเด่นน่าสนใจ บทเพลงทั้งหมดในชุดมี 8 เพลง ได้แก่ 1) พญานาค 2) วงล้อแห่งธรรมจักร 3) ตักบาตรเทโว 4) เคลื่อนพลเรือพระ 5) บันไดเงินบันไดทองบันไดแก้วมณี 6) บุษบก 7) พระพุทธเจ้าเปิดโลก และ 8) ประทานพร ความยาวโดยรวมประมาณ 40 นาที