Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- History (181335)
- Social and Behavioral Sciences (113235)
- Religion (109809)
- United States History (77482)
- Education (64039)
-
- Creative Writing (57897)
- English Language and Literature (47450)
- Music (45873)
- Social History (39080)
- Art and Design (36536)
- Christianity (28779)
- Catholic Studies (27529)
- Race, Ethnicity and Post-Colonial Studies (27346)
- American Studies (27306)
- Music Performance (25453)
- Feminist, Gender, and Sexuality Studies (25430)
- Communication (24089)
- Higher Education (23164)
- Philosophy (22013)
- Public History (21801)
- Poetry (21499)
- Sociology (20625)
- Religious Thought, Theology and Philosophy of Religion (18427)
- Cultural History (17935)
- Disability Studies (17354)
- Theatre and Performance Studies (15381)
- Political Science (15194)
- Fiction (14798)
- Business (14456)
- Institution
-
- Brigham Young University (25940)
- College of the Holy Cross (22264)
- Morehead State University (16378)
- Western Kentucky University (16332)
- University of Nebraska - Lincoln (12403)
-
- Ursinus College (11566)
- Georgia Southern University (11068)
- University of Mississippi (11017)
- Asbury Theological Seminary (9638)
- University of Central Florida (8610)
- Eastern Illinois University (8530)
- City University of New York (CUNY) (8077)
- Illinois State University (7707)
- Concordia Seminary - Saint Louis (7401)
- University of Northern Iowa (6826)
- George Fox University (6540)
- Liberty University (6490)
- Marquette University (6469)
- Butler University (6226)
- Western Michigan University (6212)
- University of South Florida (6144)
- University of Richmond (6134)
- Andrews University (6018)
- University of Alabama at Birmingham (5836)
- Southwestern Oklahoma State University (5405)
- University of North Florida (5399)
- Providence College (4975)
- Grand Valley State University (4927)
- Rhode Island School of Design (4925)
- University of Montana (4897)
- Keyword
-
- Deaf culture (17049)
- Hearing impaired (17043)
- Pastoral care of people with disabilities (17039)
- Church work with the deaf -- Catholic Church (17031)
- Deaf -- Periodicals (17022)
-
- Poetry (13400)
- Pennsylvania (9849)
- Newspaper (9724)
- Collegeville (9491)
- English (7888)
- Western Kentucky University (6718)
- EIU (5880)
- Syllabi (5857)
- History (5776)
- Newspapers (5515)
- Montgomery County (5347)
- Trappe (5320)
- Literature (5103)
- Kentucky (4763)
- UAB (4701)
- Music (4556)
- Ursinus College (4391)
- Norristown (4319)
- Literary (4086)
- Litmag (4016)
- Students (3865)
- Art (3839)
- Fiction (3567)
- Women (3397)
- Education (3145)
- Publication Year
-
- 2026 (10984)
- 2025 (15643)
- 2024 (19442)
- 2023 (18342)
- 2022 (20687)
-
- 2021 (22425)
- 2020 (18167)
- 2019 (20627)
- 2018 (18246)
- 2017 (19634)
- 2016 (18348)
- 2015 (18414)
- 2014 (15613)
- 2013 (15232)
- 2012 (14306)
- 2011 (11523)
- 2010 (10657)
- 2009 (9819)
- 2008 (9474)
- 2007 (7957)
- 2006 (7353)
- 2005 (6796)
- 2004 (6575)
- 2003 (6325)
- 2002 (5706)
- 2001 (5532)
- 2000 (5515)
- 1999 (5049)
- 1998 (5132)
- 1983 (5299)
- Publication
-
- African American Funeral Programs (9015)
- Theses and Dissertations (6806)
- School of Music Programs (6752)
- WKU Administration Documents (5604)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (5006)
-
- Manuscript Collection Finding Aids (4978)
- Florida Historical Quarterly (3931)
- Faculty Publications (3743)
- Concordia Theological Monthly (3700)
- Masters Theses (3663)
- Electronic Theses and Dissertations (3490)
- Nebraska Tractor Tests (3397)
- Poetry (3368)
- Manuscripts (3336)
- BYU Studies (3332)
- CutBank (3199)
- Concert Recordings & Programs (3068)
- Birmingham Poetry Review (2816)
- The Independent Newspaper, 1898-1952 (2730)
- Morehead News Archive (2517)
- Vincentiana (2479)
- Woman C.P.A. (2397)
- Doctoral Dissertations and Projects (2338)
- Journal of International Women's Studies (2285)
- The Angle (2280)
- Index of Texas Archaeology: Open Access Gray Literature from the Lone Star State (2263)
- Exile (2191)
- Honors Theses (2169)
- The Waterville Mail (Waterville, Maine) (2161)
- Publications and Research (2157)
- Publication Type
Articles 45901 - 45930 of 572291
Full-Text Articles in Arts and Humanities
"ว่านไสยเวช": อนุกรมวิธานพื้นบ้าน การสืบทอดความเชื่อเเละพิธีกรรมและบทบาทในสังคมอีสานร่วมสมัย, ชวพันธุ์ เพชรไกร
"ว่านไสยเวช": อนุกรมวิธานพื้นบ้าน การสืบทอดความเชื่อเเละพิธีกรรมและบทบาทในสังคมอีสานร่วมสมัย, ชวพันธุ์ เพชรไกร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษารวบรวมและจัดอนุกรมวิธานพื้นบ้านของ “ว่านไสยเวช” ในสังคมอีสานร่วมสมัยและวิเคราะห์การสืบทอดและบทบาทของความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับ “ว่านไสยเวช” ดังกล่าว เก็บข้อมูลระหว่างปี 2564-2567 ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกจากหมอว่านและนักสะสมว่านในอีสาน และการสังเกตอย่างมีส่วนร่วมพิธีกรรมเกี่ยวกับว่าน รวม 8 จังหวัด ประกอบด้วย หนองคาย นครพนม อุดรธานี ขอนแก่น สกลนคร สุรินทร์ ร้อยเอ็ด และอุบลราชธานี ใช้แนวคิดเรื่องการจัดอนุกรมวิธานพื้นบ้าน แนวคิดเรื่องนิเวศวิทยากับความเชื่อพื้นบ้าน แนวคิดเรื่องคติชนในวิถีสุขภาพพื้นบ้าน และแนวคิดเรื่องบทบาทหน้าที่ของคติชนในสังคม เป็นกรอบแนวคิดในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการศึกษาพบว่า หมอว่านและนักสะสมว่านในอีสานสืบทอดความรู้เรื่องว่านในลักษณะมุขปาฐะเป็นหลักมีวิธีการจัดจำแนกประเภทของว่านอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วย 8 ประเภทหลักที่สายการสืบทอดส่วนใหญ่รับรู้ตรงกัน ได้แก่ 1) แบ่งตามชื่อเรียกตามลักษณะทางกายภาพของว่าน 2) แบ่งตามชื่อเรียก ซึ่งนำมาจากลักษณะทางความเชื่อ 3) แบ่งตามเพศสมมติของว่าน 4) แบ่งตามตระกูลของว่าน5) แบ่งตามสรรพคุณของว่าน 6) แบ่งตามหน้าที่และสัมพันธภาพของว่าน 7) แบ่งตามประสาทสัมผัสของผู้ใช้ว่าน และ 8) แบ่งตามลักษณะของสิ่งที่ไม่ใช่พืช ทั้งนี้ พบว่าการสืบทอดในบางสายมีการจัดจำแนกประเภทว่านชุดย่อย ได้แก่ 1) ว่านพุทธคุณ 2) ว่านถอน 3) ว่านไสย 4) ว่านพราย 5) ว่านแสง 6) ว่านพิษ และ 7) ว่านผี ซึ่งเกณฑ์ในการจัดประเภทนี้มีฐานคิดมาจากวัฒนธรรมของอีสานและประสบการณ์ในการใช้ว่าน ทำให้เห็นถึงลำดับศักดิ์และชั้นของว่านแต่ละประเภทที่มีความหมายแตกต่างกัน การจัดจำแนกประเภทว่านของหมอว่านและนักสะสมว่านในอีสานยังมีความสัมพันธ์กับการสืบทอดความรู้เรื่องว่าน เนื่องจากศิษย์จะได้รับการถ่ายทอดความรู้เรื่องการจัดประเภทและการใช้งานว่านจากครูผ่านการร่วมพิธีกรรมต่าง ๆ จำแนกพิธีกรรมเกี่ยวกับว่านเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) กลุ่มพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการหาว่านและสร้างความศักดิ์สิทธิ์แก่ว่าน 2) กลุ่มพิธีกรรมที่ใช้ว่านในการรักษาโรคและความเจ็บป่วย และ 3) กลุ่มพิธีกรรมที่นำว่านมาทำเป็นวัตถุมงคลการจัดจำแนกประเภทของว่านต่าง ๆ ช่วยให้หมอว่านและนักสะสมว่านใช้ว่านหลัก ว่านรอง ว่านเสริม และว่านแก้ได้อย่างตรงตามสรรพคุณ ส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้ว่านได้ดียิ่งขึ้นบทบาทของคติความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับ “ว่านไสยเวช” มีหลายประการ ได้แก่ 1) บทบาทในการรักษาโรค บำบัดความเจ็บป่วยทางจิตวิญญาณ และเป็นที่พึ่งทางใจ 2) บทบาทในการสืบทอดความรู้เรื่องพืชซึ่งสัมพันธ์กับการสืบทอดระบบความเชื่อทางศาสนา3) บทบาทในการกำหนดวิถีปฏิบัติของกลุ่มผู้ใช้ว่านซึ่งสัมพันธ์กับบรรทัดฐานทางสังคม 4) …
การแปลบทพากย์เกม Grand Theft Auto: San Andreas, สาริศ ศรีเดือนดาว
การแปลบทพากย์เกม Grand Theft Auto: San Andreas, สาริศ ศรีเดือนดาว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เป็นการศึกษาแนวทางการแปลบทพากย์วิดีโอเกม Grand Theft Auto: San Andreas สำหรับการนำไปพากย์ในภาษาไทย โดยสังเคราะห์แนวทางการแปลและพากย์ตัวบทคัดสรร จากทฤษฎี แนวคิด และหลักการที่เกี่ยวข้องกับการแปลบทพากย์ การแปลเกม และการแปลตัวบทที่มีปัญหาด้านความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ของนักแปล บนสมมติฐานที่ว่าการประยุกต์ใช้ทฤษฎีดังกล่าวจะสามารถนำมาสังเคราะห์เป็นกลวิธีการแก้ปัญหาการแปลบทพากย์ของวิดีโอเกม Grand Theft Auto: San Andreas โดยเฉพาะในส่วนของปัญหาด้านความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ของนักแปลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำบทแปลมาพากย์เป็นฉบับภาษาไทยได้อย่างเป็นธรรมชาติในวัฒนธรรมปลายทาง ผลการวิจัยพบว่า ทฤษฎี แนวคิด และหลักการที่เกี่ยวข้องกับการแปลบทพากย์เกมที่ที่มีปัญหาด้านความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ของนักแปลดังกล่าวข้างต้น สามารถนำมาสังเคราะห์เป็นกลวิธีในการแก้ไขปัญหาในการแปลบทพากย์เกม Grand Theft Auto: San Andreas และนำมาใช้พากย์ได้โดยถ่ายทอดความหมายได้ใกล้เคียงกับตัวบทต้นฉบับมากที่สุด
การศึกษารายการสารคดีเชิงข่าวต่างประเทศ “ร้อยเรื่องรอบโลก”ในช่องยูทูบ “รอบโลก By กรุณา บัวคำศรี” ตามแนวปริจเฉทวิเคราะห์, ณัชชา หนูบุญคง
การศึกษารายการสารคดีเชิงข่าวต่างประเทศ “ร้อยเรื่องรอบโลก”ในช่องยูทูบ “รอบโลก By กรุณา บัวคำศรี” ตามแนวปริจเฉทวิเคราะห์, ณัชชา หนูบุญคง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้มี 2 ประการ คือ เพื่อวิเคราะห์ 1) โครงสร้างและองค์ประกอบที่เป็นลักษณะเด่นของรายการสารคดีเชิงข่าวต่างประเทศ “ร้อยเรื่องรอบโลก” ในช่องยูทูบ “รอบโลก by กรุณา บัวคำศรี” และ 2) กลวิธีทางภาษาในรายการสารคดีเชิงข่าวต่างประเทศ “ร้อยเรื่องรอบโลก” ในช่องยูทูบ “รอบโลก by กรุณา บัวคำศรี” แนวทางที่ใช้ศึกษา คือ แนวคิดปริจเฉทวิเคราะห์ และแนวคิดเกี่ยวกับวัจนปฏิบัติศาสตร์ ข้อมูลที่ศึกษาได้มาจากคลิปวิดีโอรายการสารคดีเชิงข่าวต่างประเทศ “ร้อยเรื่องรอบโลก” ในช่องยูทูบ “รอบโลก by กรุณา บัวคำศรี” ที่เผยแพร่ระหว่างวันที่ 1 มกราคม จนถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2565 โดยเลือกเก็บข้อมูลเฉพาะตอนที่เป็นเลขคี่ และเก็บข้อมูลเฉพาะตอนที่กรุณา บัวคำศรี เป็นผู้ดำเนินรายการหรือผู้บรรยาย ทั้งหมด 25 ตอน ความยาวจริง 7 ชั่วโมง 7 นาทีผลการศึกษาโครงสร้างและองค์ประกอบที่เป็นลักษณะเด่นพบว่าโครงสร้างหลักของรายการเป็นโครงสร้างแบบสารคดี เนื่องจากมีส่วนเกริ่นนำ ส่วนการดำเนินเรื่อง และส่วนท้ายของรายการที่เหมือนกับรายการสารคดีทั่วไป และเมื่อพิจารณาองค์ประกอบสำคัญที่ปรากฏในรายการสารคดีเชิงข่าวต่างประเทศดังกล่าวพบว่าเป็นองค์ประกอบของสารคดี เนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริง ความคิดเห็น และเกร็ดความรู้ ในขณะที่องค์ประกอบของข่าวปรากฏเพียงข้อเท็จจริงเท่านั้น อย่างไรก็ตามผู้วิจัยพบว่าผู้ดำเนินรายการใช้ลีลาการนำเสนอที่แสดงลักษณะของข่าว ได้แก่ การแสดงการมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ของผู้ดำเนินรายการ การยกถ้อยคำให้สัมภาษณ์ของกลุ่มคนที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์มานำเสนอ และการนำเสนอเหตุการณ์ที่เคยเป็นข่าว ลีลาการนำเสนอดังกล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นถึงลักษณะการนำเสนอของกรุณา บัวคำศรี และความเป็นสารคดีเชิงข่าวต่างประเทศผลการศึกษากลวิธีทางภาษาพบว่ามี 13 กลวิธีหลัก จำแนกตามวัตถุประสงค์หลักในการสื่อสาร ได้แก่ 1. เปิดมุมมองให้ผู้ชมมองเห็นภาพและเกิดความรู้สึกร่วมไปกับประเด็นที่นำเสนอ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เป็นเรื่องไกลตัว ได้แก่ 1) การใช้คำศัพท์ 2) การใช้รูปประโยคแบบต่าง ๆ 3) การใช้อุปลักษณ์ 4) การให้รายละเอียด 2. เพื่อทำให้ผู้ชมมองเห็นภาพกลุ่มคนที่รายการต้องการนำเสนอซึ่งแตกต่างจากผู้คนโดยทั่วไปในสังคม ประกอบด้วย 1) การใช้รูปประโยคแบบต่าง ๆ และ 2) การอ้างถึงโดยใช้คำแสดงความเป็นพวกเขาพวกเรา 3. เพื่อทำให้ผู้ชมฉุกคิดและเกิดความรู้สึกร่วมไปกับประเด็นที่ผู้ดำเนินรายการต้องการเสนอ ประกอบด้วย 1) การใช้คำถามเชิงวาทศิลป์ …
การแปลกริยาไร้ประธาน “ให้” ในพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. 2562 จากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ, สุวิพร ไฉไลสถาพร
การแปลกริยาไร้ประธาน “ให้” ในพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. 2562 จากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ, สุวิพร ไฉไลสถาพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาและหาแนวทางการแปลกริยาไร้ประธาน “ให้” ที่แสดงมาลาบอกเล่า มาลาสั่ง และมาลาอนุญาตใน พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. 2562 จากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยมีสมมติฐานว่า กริยาไร้ประธาน “ให้” เป็นคำแสดงมาลาบอกเล่า มาลาสั่ง และมาลาอนุญาต และในการแปลกริยาดังกล่าวจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษจะขึ้นอยู่กับประเภทของมาลา โดยจะต้องเลือกคำแสดงมาลาที่สอดคล้องกันในภาษากฎหมายอังกฤษ จากการศึกษาพบกริยาไร้ประธาน “ให้” ในตัวบททั้งสิ้น 74 จุด แบ่งเป็นโครงสร้าง ให้ + (กรรม) + กริยา 60 จุด และ (กรรม) + ให้ + กริยา 14 จุด ไม่ละกรรม 55 จุด และละกรรม 19 จุด โดยสามารถจำแนกมาลาออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1) มาลาสั่ง 52 จุด 2) มาลาบอกเล่า 15 จุด 3) มาลาอนุญาต 6 จุด และ 4) มาลาสั่ง + อนุญาต 1 จุด กริยาไร้ประธาน "ให้" ที่พบสามารถแปลโดยใช้คำแสดงมาลาที่สอดคล้องกันในภาษากฎหมายอังกฤษ 60 จุด อีก 11 จุดต้องปรับเป็นคำชนิดอื่นเพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างประโยคภาษาอังกฤษ และอีก 3 จุดไม่ได้ทำการแปลเพื่อหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อน กล่าวโดยสรุปได้ว่ากริยาไร้ประธาน “ให้” ในตัวบทส่วนใหญ่อยู่ในโครงสร้าง ให้ + (กรรม) + กริยา (81.08%) ไม่ละกรรม (74.32%) แสดงมาลาสั่ง (70.27%) และสามารถแปลโดยใช้คำแสดงมาลาที่สอดคล้องกันในภาษากฎหมายอังกฤษ (81.08%) ผลการวิจัยสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้และยังสอดคล้องกับงานวิจัยที่ผ่านมาซึ่งระบุว่ากริยาไร้ประธาน “ให้” ในภาษากฎหมายไทยสื่อความหมายสั่งและอนุญาต งานวิจัยนี้ยังพบประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มเติม 2 ประการ ได้แก่ …
ความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ในการแปล: กรณีศึกษาเปรียบเทียบการแปลปาฐกถาในหัวข้อ “Democracy And Patronage System Of Thailand” โดยนายจักรภพ เพ็ญแขและพรรคประชาธิปัตย์, รตวัน ศรีพิเชียร
ความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ในการแปล: กรณีศึกษาเปรียบเทียบการแปลปาฐกถาในหัวข้อ “Democracy And Patronage System Of Thailand” โดยนายจักรภพ เพ็ญแขและพรรคประชาธิปัตย์, รตวัน ศรีพิเชียร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้เป็นงานวิจัยที่ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการเคลื่อนที่เกิดขึ้นในกระบวนการแปลปาฐกถาเรื่อง “Democracy and Patronage System of Thailand” กับหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ของบทแปลรวมถึงอุดมการณ์ของผู้แปล โดยใช้รูปแบบการวิเคราะห์เชิงระบบสำหรับการแปลเชิงพรรณนาของเจเรมี่ มันเดย์และทฤษฎีเรื่องเล่าของโมนา เบเคอร์การวิเคราะห์ข้อมูลมีขั้นตอนทั้งหมด 2 ขั้นตอนหลัก โดยขั้นตอนที่ 1 เป็นการศึกษาต้นฉบับและสำนวนแปล 2 ฉบับโดยใช้รูปแบบการวิเคราะห์เชิงระบบสำหรับการแปลเชิงพรรณนาของมันเดย์ ซึ่งประกอบด้วย 3 ขั้นตอนย่อย ได้แก่ (1) การวิเคราะห์ด้วยทฤษฎีไวยากรณ์ระบบและหน้าที่ (2) การวิเคราะห์ด้วยภาษาศาสตร์คลังข้อมูล และ (3) การวิเคราะห์ร่วมกับบริบททางสังคมและการเมือง และขั้นตอนที่ 2 ได้แก่ได้แก่การนำผลการวิเคราะห์ที่ได้จากขั้นตอนแรกมาวิเคราะห์ร่วมกับทฤษฎีเรื่องเล่า (Narrative Theory) โดยมุ่งศึกษาประเด็นทั้งหมด 3 ประเด็น ได้แก่ (1) ประเภทของเรื่องเล่าที่พบในกระบวนการแปลต้นฉบับ (2) องค์ประกอบของเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงกับการเคลื่อนที่พบ (3) กลวิธีในการกำหนดกรอบเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงกับการเคลื่อนที่พบจากการวิเคราะห์ต้นฉบับและสำนวนแปล 2 ฉบับตามขั้นตอนข้างต้น ทำให้พิสูจน์สมมติฐานได้ว่าการเคลื่อนที่เกิดขึ้นมีความเชื่อมโยงกับวัตถุประสงค์ในการแปลรวมถึงอุดมการณ์ของผู้แปล ผ่านการใช้ภาษาไม่ว่าจะในเชิงการสื่อความคิด เชิงการสื่อบุคคลสัมพันธ์ และเชิงความเรียง และการที่มีการเคลื่อนที่สามารถเชื่อมโยงได้กับองค์ประกอบของเรื่องเล่าทั้ง 4 องค์ประกอบ ได้แก่การลำดับเรื่อง ความเชื่อมโยงของเรื่องเล่า การวางโครงเรื่อง และ การเลือกสรรข้อมูล และการใช้กลวิธีในการวางกรอบเรื่องเล่า ได้แก่การเลือกสรรข้อมูล การใช้ถ้อยคำตีตรา และการเปลี่ยนตำแหน่งผู้ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ แสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนเหล่านั้นมีส่วนในการประกอบสร้างเรื่องเล่าของผู้แปลแต่ละคนให้มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของบทแปลและอุดมการณ์ของผู้แปลนอกจากนั้น การวิเคราะห์ด้วยทฤษฎีเรื่องเล่าทำให้พบว่าการแปลปาฐกถาเรื่อง “Democracy and Patronage System of Thailand” นำเสนอเรื่องเล่าปัจเจกบุคคล 1 เรื่องได้แก่เรื่องเล่าที่แสดงถึงจุดยืนของนายจักรภพต่อระบบอุปถัมภ์ เรื่องเล่าสาธารณะ 1 เรื่องได้แก่เรื่องเล่าสาธารณะว่าด้วยบทบาทของพระมหากษัตริย์ในสังคมไทย เรื่องเล่าวิชาการ 1 เรื่องได้แก่เรื่องเล่าวิชาการว่าด้วยระบบอุปถัมภ์และประชาธิปไตย และเรื่องเล่าแม่บท 1 เรื่องได้แก่เรื่องเล่าแม่บทว่าด้วยการเข้าสู่ประชาธิปไตย
การฝึกฝนการใช้เสียงสำหรับนักแสดงตามเทคนิคการฝึกการใช้เสียงของ คริสติน ลิงค์เลเทอร์ : กรณีศึกษาการแสดงเดี่ยว เรื่อง เดอะ ฮิวแมน วอยซ์ ของ ฌอง กอกโต, จารุศรี ศุกระจันทร์
การฝึกฝนการใช้เสียงสำหรับนักแสดงตามเทคนิคการฝึกการใช้เสียงของ คริสติน ลิงค์เลเทอร์ : กรณีศึกษาการแสดงเดี่ยว เรื่อง เดอะ ฮิวแมน วอยซ์ ของ ฌอง กอกโต, จารุศรี ศุกระจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและฝึกฝนเทคนิคการพัฒนาการใช้เสียงอันเป็นธรรมชาติ ของคริสติน ลิงค์เลเทอร์ และสังเคราะห์กระบวนการการนำเทคนิคดังกล่าวมาปรับใช้ในการพัฒนาการแสดงเดี่ยวบทละครเรื่อง เดอะ ฮิวแมน วอยซ์ เนื่องจากผู้วิจัยประสบปัญหาเกี่ยวกับการใช้เสียงในการแสดง กล่าวคือผู้วิจัยไม่สามารถถ่ายทอดความจริงภายในของตัวละครผ่านเสียงได้อย่างตรงไปตรงมาในบางสถานการณ์ ส่งผลให้ผู้ชมไม่สามารถเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกและเรื่องราวของตัวละครได้อย่างลึกซึ้งและชัดเจน ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาเทคนิคดังกล่าวอันเป็นเทคนิคที่ช่วยให้นักแสดงสามารถค้นพบการใช้เสียงอย่างเป็นอิสระ นำไปสู่การสื่อสารความจริงภายในของตัวละครที่ละเอียดอ่อน ลึกซึ้ง และจริงใจยิ่งขึ้น ผู้วิจัยนำเทคนิคดังกล่าวมาใช้ฝึกฝนในขั้นตอนของการฝึกฝนเสียงเพื่อพัฒนาเสียง และเตรียมความพร้อมของเสียงก่อนการแสดง การฝึกซ้อมบทละคร และการเตรียมตัวก่อนทำการแสดงจริง ผู้วิจัยค้นพบว่าภายหลังการฝึกฝนการใช้เสียงด้วยเทคนิคพัฒนาการใช้เสียงอันเป็นธรรมชาติของคริสติน ลิงค์เลเทอร์ ผู้วิจัยสามารถกำจัดอุปสรรค์ที่ขัดขวางการเชื่อมโยงระหว่างเสียง และอารมณ์ความรู้สึกภายในของตัวละครได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้วิจัยสามารถถ่ายทอดความจริงภายในของตัวละครได้อย่างลุ่มลึก และจริงใจมากยิ่งขึ้น อีกทั้งผู้วิจัยค้นพบว่าตนเองพัฒนาทักษะอื่น ๆ ทางด้านการแสดงควบคู่ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวร่างกาย จินตนาการ และประสาทสัมผัส ส่งผลต่อการพัฒนาการแสดงองค์รวมของผู้วิจัย โดยผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลวิจัย และสรุปผลการวิจัยจากการศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง จดบันทึกและบันทึกวิดีโอการฝึกซ้อม การรวบรวมแบบสอบถามจากผู้ชม และการสัมมนาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านการใช้เสียง
การศึกษากระบวนการฝึกฝนความทรงจำทางประสาทสัมผัสของ อูทา ฮาเกน และการฝึกฝนร่างกายของ เจอร์ซี่ โกรวทาฟสกี : กรณีศึกษา บทละครเรื่อง Death And Maiden (เดธ แอนด์ เดอะ เมเดน) ของ แอเรียล ดอร์ฟ, กุลสตรี ตั้งมานะกิจกำจาย
การศึกษากระบวนการฝึกฝนความทรงจำทางประสาทสัมผัสของ อูทา ฮาเกน และการฝึกฝนร่างกายของ เจอร์ซี่ โกรวทาฟสกี : กรณีศึกษา บทละครเรื่อง Death And Maiden (เดธ แอนด์ เดอะ เมเดน) ของ แอเรียล ดอร์ฟ, กุลสตรี ตั้งมานะกิจกำจาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสังเคราะห์กระบวนการฝึกฝนความทรงจำทางประสาทสัมผัสของ อูทา ฮาเกน และการฝึกฝน ร่างกายของ เจอร์ซี่ โกรวทาฟสกีเพื่อสามารถนำไปพัฒนาการแสดงผ่านตัวละคร พอลลินา ในละครเรื่องเดธ แอนด์ เดอะ เมเดน (Death and the Maiden) โดยผู้วิจัยได้ศึกษาทฤษฎีการแสดง และมีการฝึกฝนผ่านแบบฝึกหัดด้านการแสดงควบคู่ไปกับการฝึกซ้อมเพื่อพัฒนาตนเองในด้านการเรียกความทรงจำทางประสาทสัมผัสมาใช้ในขณะทำการแสดงและพัฒนาตนเองในด้านการใช้ร่างกายเพื่อเป็นสื่อกลางในการสื่อสารของตัวละครอย่างมีอิสระและผ่อนคลาย เนื่องจากบทละครเรื่องนี้ตัวละครพอลลินา มีประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกับตัวผู้วิจัยเองอย่างสิ้นเชิง จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายที่ผู้วิจัยจะพัฒนาความสามารถในการแสดงของตนให้สามารถถ่ายทอดตัวละครนี้ออกมาได้อย่างสมจริงแบบฝึกหัดที่ผู้วิจัยใช้ฝึกฝนเพื่อพัฒนาตนเองในด้านความทรงจำทางประสาทสัมผัสจะประกอบไปด้วย 12 แบบฝึกหัด โดยที่จะแบ่งการฝึกออกเป็น 4 สัปดาห์ และฝึกฝนสัปดาห์ละ 3 แบบฝึกหัด และแบบฝึกหัดฝึกฝนร่างกายจะประกอบไปด้วย 6 แบบฝึกหัด โดยที่แบ่งการฝึกออกเป็นสัปดาห์ละ 1 แบบฝึกหัด ผู้วิจัยได้รวบรวมข้อมูลโดยการจดบันทึก การบันทึกวิดิโอการฝึกซ้อมและการแสดง และมีการประเมินหลังการแสดงจบจากผู้เชี่ยวชาญทางการแสดง ผู้กำกับ นักแสดง และผู้ชมทั่วไปสิ่งที่ผู้วิจัยได้พัฒนาหลังจากการฝึกฝนแบบฝึกหัดจนครบ 10 สัปดาห์แล้วนำมาพัฒนาตนเองในการแสดงบนเวทีนั้น ผู้วิจัยสามารถเรียกความทรงจำทางประสาทสัมผัสมาใช้ขณะแสดงบนเวทีได้อย่างมีชัดเจนและเสถียร รวมไปถึงสามารถเทียบเคียงและใช้การจินตนาการเพื่อเข้าใจความเจ็บปวดของตัวละครที่ไม่ได้มีประสบการณ์ชีวิตเหมือนกับผู้วิจัยเอง และสามารถอยู่กับเหตุการณ์ตรงหน้าในขณะแสดงได้ดียิ่งขึ้น ในส่วนของร่างกายนั้น ผู้วิจัยรู้สึกได้ถึงความเป็นอิสระ ผ่อนคลาย ไม่เกิดอาการเกร็งจากความตื่นเต้นในขณะแสดง
การศึกษากระบวนการการกำกับการแสดงละครเวทีแนวสุขนาฏกรรม แนวเสียดสีเรื่อง ยัวร์ ซิสเตอร์ ฮัสแบนด์ ของ อัลเฟียน ซาร์ท เพื่อสื่อสารประเด็นเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไม่เท่าเทียม, ปิยนาฏ เลิศบัญชร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาและสังเคราะห์กระบวนการการกำกับการแสดงละครเวทีแนวสุขนาฏกรรมแนวเสียดสีเรื่อง ยัวร์ซิสเตอร์ฮัสแบนด์ ของ อัลเฟียน ซาร์ท เพื่อที่จะสามารถสื่อสารประเด็นเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไม่เท่าเทียมได้ เนื่องด้วยการกำกับการแสดงละครเวทีแนวสุขนาฏกรรมเป็นแนวที่ผู้วิจัยคิดว่าตนเองยังไม่ถนัดและมีความสนใจที่จะเรียนรู้เพื่อหากระบวนการการกำกับการแสดงที่สามารถสร้างเสียงหัวเราะให้ผู้ชมและในขณะเดียวกันก็สามารถสื่อสารประเด็นสำคัญเรื่องการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไม่เท่าเทียมที่เป็นเรื่องที่กระทบใจผู้วิจัยอย่างมากที่ซ่อนอยู่ในเรื่องไปด้วยได้ โดยบทละครเรื่องนี้มีความท้าทายตรงที่ถูกเขียนขึ้นโดยชาวมาเลย์สิงคโปร์แต่ผู้วิจัยต้องกำกับการแสดงให้ผู้ชมที่เป็นชาวไทยได้รับชม นอกจากการศึกษากระบวนการกำกับการแสดงละครเวทีแนวสุขนาฏกรรมแนวเสียดสีแล้ว ยังต้องศึกษากระบวนการการกำกับการแสดงโดยข้ามวัฒนธรรมจากวัฒนธรรมมาเลย์สิงคโปร์มายังผู้ชมชาวไทยให้ได้อีกด้วยผู้วิจัยเริ่มจากการรวบรวมข้อมูล ศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ทั้งกระบวนการสร้างเสียงหัวเราะ สิ่งที่ทำให้ผู้ชมหัวเราะ กลวิธีการเสียดสี การกำกับการแสดง และที่สำคัญคือเรื่องของศาสนาและวัฒนธรรมเพราะตัวละครในเรื่องเป็นชาวมาเลย์สิงคโปร์ที่นับถือศาสนาอิสลาม มีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากสังคมไทย เพื่อให้เข้าใจรายละเอียดที่มาที่ไปของการกระทำของตัวละคร นำมาวิเคราะห์ตีความและสร้างเป็นกรอบคิดเพื่อทำการทดลอง ผู้วิจัยมองว่า การจะทำให้ผู้ชมเข้าใจสารของเรื่องผ่านละครแนวสุขนาฏกรรมแนวเสียดสีนั้น จะต้องทำงานผ่าน 3 องค์ประกอบดังนี้ คือ 1. การทำงานกับนักแสดง 2.การทำงานกับจังหวะบนเวที และ 3. การทำงานกับภาพบนเวที เมื่อได้องค์ประกอบทั้งสามอย่างนี้แล้ว จึงเตรียมการซ้อม โดยการวิเคราะห์ตีความตามหลักการกำกับการแสดง ทั้งการหาความคิดหลัก ความต้องการ การกระทำ และความขัดแย้ง โดยเน้นย้ำเรื่องแกนตัวละครเพื่อให้ได้มาซึ่งทั้ง 3 องค์ประกอบเพื่อสื่อสารให้ผู้ชมสามารถเข้าใจประเด็นสำคัญของเรื่องเมื่อถึงวันแสดงผลการวิจัยพบว่าเมื่อทำงานผ่านองค์ประกอบทั้งสามอย่างตามหลักการกำกับการแสดงสามารถทำให้ผู้ชมสามารถเข้าใจประเด็นสำคัญของเรื่อง เกิดทั้งเสียงหัวเราะและความสะเทือนใจ และสร้างความตระหนักเรื่องการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไม่เท่าเทียมในใจของผู้ชมได้ สร้างความมั่นใจให้กับผู้วิจัยในการกำกับการแสดงละครเวทีแนวสุขนาฏกรรมแนวเสียดสี และยังสามารถสื่อสารประเด็นสำคัญของเรื่องให้กับผู้ชมชาวไทย ถึงแม้ว่าบทละครเรื่องนี้จะถูกเขียนขึ้นในบริบทของประเทศสิงคโปร์ได้อีกด้วย
การเขียนบทละครเพลงเพื่อสร้างความเข้าใจของผู้ใกล้ชิดต่อผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, ภวินท์ แย้มกลีบ
การเขียนบทละครเพลงเพื่อสร้างความเข้าใจของผู้ใกล้ชิดต่อผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, ภวินท์ แย้มกลีบ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งเน้นการสร้างบทละครเพลงเพื่อสร้างความเข้าใจของผู้ใกล้ชิดต่อผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โดยผู้วิจัยเลือกการนำเสนอผ่านรูปแบบละครเพลงและการเล่าเรื่องผ่านหลายตัวละคร ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าผ่านหนังสือ เอกสารวิชาการ และการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์ร่วมจากนั้นจึงนำมาสกัดเพื่อออกแบบตัวละครและโครงเรื่อง โดยผู้วิจัยเน้นการเล่าเรื่องราวผ่านตัวละครหลักที่เป็นคนใกล้ชิดผู้ป่วยโรคซึมเศร้าสี่คน ที่มีสถานะความสัมพันธ์ต่อผู้ป่วยต่างกัน อาทิ คนรัก พ่อ แม่ พี่น้อง เพื่อนำเสนอมิติที่หลากหลายของคนใกล้ชิดผู้ป่วย บทละครในงานวิจัยชิ้นนี้ถูกจัดแสดงในชื่อ Spotlight on sunset โดยมีการเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามจากผู้ชมทั่วไป และการเสวนาร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปะการละครและด้านจิตเวชศาสตร์ ผลการศึกษาพบว่าบทละครสามารถทำให้ผู้ชมเกิดความเข้าใจต่อผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามากขึ้นได้ผ่านการถ่ายทอดโดยตัวละครและการดำเนินเรื่องรวมถึงเนื้อหาในบทเพลง แต่ผู้วิจัยยังไม่สามารถใช้วิธีเล่าเรื่องผ่านตัวละครหลักหลายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพทำให้มุมมองของผู้ชมยังคงอยู่กับตัวผู้ป่วยมากกว่าที่จะติดตามตัวละครคนใกล้ชิดดังที่ผู้วิจัยต้องการ นอกจากนี้การใช้บทเพลงที่มากเกินไปและเล่าใจความเดิมซ้ำ ๆ ก็ทำให้ละครมีความยาวมากจนอาจทำให้ผู้ชมหลุดออกจากเรื่องได้
กระบวนการกำกับการแสดงละครเวทีเรื่อง เธิร์สท์ ของ ยูจีน โอนีลล์ตามหลักแนวคิดละครแอบเสิร์ด, อรรถกฤษณ์ พฤกษ์เลิศตระกูล
กระบวนการกำกับการแสดงละครเวทีเรื่อง เธิร์สท์ ของ ยูจีน โอนีลล์ตามหลักแนวคิดละครแอบเสิร์ด, อรรถกฤษณ์ พฤกษ์เลิศตระกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เกิดจากผู้วิจัยตีความบทละครแนวสมจริงเรื่อง เธิร์สท์ ของ ยูจีน โอนีลล์ มีความคิดหลักและประเด็นสำคัญว่าด้วยความไร้แก่นสารของชีวิต ซึ่งเป็นแนวคิดของละครแนวแอบเสิร์ด ทำให้ผู้วิจัยเกิดคำถามว่า จะใช้กระบวนการกำกับการแสดงเพื่อสื่อสารความคิดจากแนวละครแอบเสิร์ดนี้ให้ออกมาในละครสมจริงได้อย่างไร ดังนั้น จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทดลองกระบวนการกำกับการแสดงที่เหมาะสมให้สื่อสารเพื่อตอบข้อคำถามดังกล่าว ผู้วิจัยใช้วิธีวิจัยเชิงสร้างสรรค์ วิเคราะห์รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง สร้างกรอบแนวคิดให้เข้าใจรายละเอียดของประเด็นดังกล่าวที่ซ่อนในเนื้อหาบทละคร แล้วนำมาวิเคราะห์ตีความตามหลักการสำหรับกำกับการแสดง และกำหนดแนวคิดงานออกแบบของผู้กำกับการแสดง รวบรวมเตรียมเป็นข้อมูลเพื่อกำกับการแสดง ในช่วงการวิเคราะห์ตีความและการฝึกซ้อม ผู้วิจัยใช้หลักแนวคิดของละครแอบเสิร์ดในการวิเคราะห์ตีความพฤติกรรมตัวละคร ประกอบกับหลักวิเคราะห์ตีความของ สตานิสลาฟสกี ใช้แบบฝึกหัดจินตนาการของแอดเลอร์ ใช้วิธีแนะนำการแสดงให้กับนักแสดงด้วยการเทียบเคียงเหตุการณ์ในเรื่องกับประสบการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วไป และใช้วิธีการซ้อมดำเนินผ่านฉากตามลำดับต่อเนื่อง เพื่อช่วยตรวจทานสร้างความเข้าใจแกนเงื่อนไขตัวละครให้กับนักแสดง อีกทั้งภาพรวมของจังหวะดำเนินเรื่องร่วมกับองค์ประกอบศิลป์ในการแสดง และทดลองเรียนรู้พัฒนาตลอดช่วงการฝึกซ้อมจนถึงขั้นแสดงผลงานละครต่อสาธารณะชน ผลวิจัยปรากฎว่า เมื่อผู้วิจัยมีกรอบแนวคิดประเด็นเรื่องความไร้แก่นสารของชีวิตมนุษย์ ช่วยเชื่อมโยงประกอบวิเคราะห์ตีความบทละคร ทำให้กระบวนการคิดของผู้วิจัยเข้าใจรายละเอียดในเนื้อหาของบทละครโดยเฉพาะความคิดหลักของเรื่องอย่างกระจ่าง และสร้างความมั่นใจให้กับผู้วิจัยเมื่อกำกับการแสดง สามารถสื่อสารเนื้อหาของบทละครแก่นักแสดง ตลอดจนผู้ชมละครเวทีให้รู้สึกร่วมไปตามรูปแบบนำเสนอละครสมจริงได้ นอกจากนี้ กระบวนวิธีวิจัยดังกล่าว อาจเป็นแนวทางและวิธีช่วยให้ผู้กำกับการแสดง ได้ฝึกหัดค้นหาความคิดหลักของเรื่องให้เข้าใจแม่นยำ ตระหนักกับสิ่งที่ต้องการสื่อสาร รวมทั้งลำดับความสำคัญโดยใช้ความคิดหลักนั้นนำทางค้นหารูปแบบกลวิธีนำเสนอได้อย่างมีทิศทางชัดเจนขึ้นด้วย
Buddhism And Khwan In The Religious System Of The Tai Khamtis' Villages In Arunachal Pradesh, India, Chow Kensan Tunkhang
Buddhism And Khwan In The Religious System Of The Tai Khamtis' Villages In Arunachal Pradesh, India, Chow Kensan Tunkhang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis examines the interaction between Buddhism and Khwan, an indigenous belief in the soul, in three Tai Khamti villages in Arunachal Pradesh, India. The study aims to identify components of the Khwan belief tradition, as well as to investigate the nature of their relationships with Buddhism.Ethnographic cases reveal that Khwan is a distinct and indivisible essence that invigorates all living beings, and without one of which, an individual is susceptible to afflictions. Possessing a complete Khwan symbolises life, whereas its absence signifies death. There are four primary categories of Khwan ritual complexes conducted for an ailing individual: retrieving the …
กระบวนการแก้ไขปัญหาการเป็นตัวละครเเละการอยู่กับความต้องการของตัวละคร: กรณีศึกษาการแสดงเป็นตัวละคร "มาช่า"ในละครเวทีเรื่อง วานย่า เเละซอนย่า เเละ มาช่า เเละสไปค์ (2555) ของ คริสโตเฟอร์ ดูแรง, นวฉัตร เสนวิรัช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับกระบวนการแก้ไขปัญหาการเป็นตัวละครและการอยู่ กับความต้องการของตัวละคร : กรณีศึกษาการแสดงเป็นตัวละคร “มาช่า” ในละครเวทีเรื่อง วานย่า และ ซอนย่า และ มาช่า และ สไปค์ (2555) ของ คริสโตเฟอร์ ดูแรง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกฝนและพัฒนาทักษะการแสดงในการเป็นตัวละครและการอยู่กับความต้องการของตัวละครของนักแสดงและเพื่อค้นหาแนวทางแก้ไขปัญหาการเป็นตัวละครและการอยู่กับความต้องการตัวละครของนักแสดงในฐานะตัวละคร “มาช่า (Masha)” ในบทละครเวทีเรื่อง “Vanya and Sonia and Masha and Spike” เนื่องจากผู้วิจัยยังมีประสบการณ์ด้านการแสดงไม่มากพอทำให้ผู้วิจัยประสบปัญหาในการแสดง 2 เรื่อง คือ 1.) การเป็นตัวละครหรือการเข้าถึงบทบาทของตัวละคร และ 2.) การอยู่กับความต้องการของตัวละคร โดยมีคำถามงานวิจัยว่า ผู้วิจัยจะสามารถพัฒนาทักษะการแสดงเรื่องการเป็นตัวละครเเละการอยู่กับความต้องการของตัวละครของนักแสดงในการแสดงบทละครเวทีเรื่อง “Vanya and Sonia and Masha and Spike” ได้อย่างไรบ้าง ซึ่งในงานวิจัยชิ้นนี้ผู้วิจัยได้ค้นคว้าหาข้อมูล แนวคิด ทฤษฎี ของนักการละครตะวันตกที่ได้ร่ำเรียนจากศาสตร์ด้านการแสดงของหลักสูตรปริญญาโท ภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยตั้งสมมติฐานของงานวิจัยไว้ว่าการเป็นตัวละครและการอยู่กับความต้องการของตัวละคร "มาช่า (Masha)" จะช่วยให้ร่างกายของผู้วิจัยในฐานะนักแสดงสามารถตอบสนองออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งนี้กระบวนการดำเนินงานวิจัยแบ่งออกเป็นทั้งหมด 4 กระบวนการคือ 1.) การทำงานวิเคราะห์บทละครและตัวละคร 2.) กระบวนการฝึกซ้อมการแสดง 3.) ช่วงระยะเวลาการทำงานก่อนวันแสดง (Pre - Production) และ 4.) ช่วงระยะเวลาการแสดงและหลังการแสดง (Production) นอกจากนี้ผู้วิจัยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเพื่อประเมินผลการวิจัย 2 แบบดังนี้ คือ 1.) แบบบันทึกวิดิโอการซ้อมการแสดงและการสังเกต (Observation) ผู้วิจัยได้มีการจดบันทึกคำแนะนำจากผู้กำกับหลังการฝึกซ้อมทุกครั้ง พร้อมทั้งบันทึกภาพวิดิโอตอนช่วงฝึกซ้อมบางช่วงกับบันทึกวิดีโอรอบวันแสดงจริง และ 2.) การประเมินผลจากการแสดงจริงของช่วงระยะหลังการแสดง(Post Production) ซึ่งผู้วิจัยได้จัดทำแบบสอบถามจากผู้รับชมการแสดงและคำแนะนำจากผู้กำกับและครูที่ปรึกษาหลักด้านการแสดง ผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า การเป็นตัวละครและการอยู่กับความต้องการของตัวละครนั้นต้องเริ่มจากการเข้าใจตัวละครโดยการที่นักแสดงต้องมีความรู้สึกนึกคิดแบบตัวละคร พร้อมทั้งการปล่อยวางตนเองให้อยู่กับปัจจุบันขณะ(Moment) จะสามารถช่วยให้ผู้วิจัยสามารถสื่อสารการแสดง ถ่ายทอดบทบาท และสามารถตอบสนองปรับเปลี่ยนวิธีการการแสดงที่มีมิติหลากหลายพร้อมทั้งแสดงตามสถานการณ์ในฉากได้อย่างเหมาะสม ซึ่งผู้วิจัยได้นำ แนวคิด ทฤษฎี เทคนิคการแสดงของผู้เชี่ยวชาญการแสดงชื่อดังทั้ง 3 ท่านคือ …
การใช้ศิลปะการละครเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจสำหรับนักศึกษาแพทย์ไทย, ชนัตถ์ พงษ์พานิช
การใช้ศิลปะการละครเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจสำหรับนักศึกษาแพทย์ไทย, ชนัตถ์ พงษ์พานิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจเป็นหนึ่งในทักษะความเป็นมืออาชีพของแพทย์ที่ควรเสริมสร้างตั้งแต่การเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ความเห็นอกเห็นใจส่งผลต่อความสัมพันธ์ที่ดีของแพทย์และคนไข้ ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยและเก็บข้อมูลจากคนไข้ได้ดีขึ้น ลดความวิตกกังวลและความเครียดของคนไข้ ศิลปะการละครเป็นศาสตร์ที่มีศักยภาพในการฝึกฝนความเห็นอกเห็นใจ ปัจจุบันมีการใช้ละครด้นสดมาบูรณาการกับการฝึกฝนทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจในนักศึกษาแพทย์ แต่ยังขาดการศึกษาที่ใช้ทฤษฎีการแสดงมาประยุกต์ในเชิงปฏิบัติ และยังไม่มีการศึกษารูปแบบนี้ในประเทศไทย วิจัยนี้ศึกษาการออกแบบ ‘หลักสูตรการแสดงเพื่อความเห็นอกเห็นใจ’ สำหรับนักศึกษาแพทย์ไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเหมาะสม ความพึงพอใจ และทัศนคติของนักศึกษาแพทย์ที่มีต่อหลักสูตร ตลอดจนศึกษาพัฒนาการด้านการสื่อสารและทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปหลังเรียน การออกแบบหลักสูตรใช้หลักการแสดงของนักการละครชาวรัสเซีย คอนสแตนติน สตานิสลาฟสกี ประกอบด้วยทักษะ 3 ด้าน ได้แก่ ภาวะสร้างสรรค์ การเชื่อมโยง และจินตนาการ นำมาบูรณาการกับการฝึกฝนทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจ ได้เป็นหลักสูตรการแสดงความยาว 3 วัน รวมทั้งสิ้น 18 ชั่วโมงที่มุ่งหวังให้นักศึกษาแพทย์เชื่อมโยงกับตนเอง ผู้อื่น และคนไข้อย่างมืออาชีพ หลักสูตรได้นำมาใช้กับนักศึกษาแพทย์กลุ่มนำร่อง 6 ราย เพื่อปรับปรุงหลักสูตรและกลุ่มตัวอย่าง 21 ราย เพื่อวัดผล ตัวอย่าง 19 ราย ได้สื่อสารกับผู้ป่วยจำลองก่อนและหลังเรียนเพื่อประเมินทักษะการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงไป ผลวิจัยพบว่ามากกว่า 95% ของกลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยว่าหลักสูตรช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจ ได้เข้าใจความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น เป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาแพทย์ อยากชักชวนเพื่อนให้มาเรียน สนใจเข้าร่วมอีกในอนาคต และเห็นด้วยว่าการละครช่วยให้ฝึกฝนทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจได้ดีขึ้น การสื่อสารกับผู้ป่วยจำลองหลังจบหลักสูตรพบว่า ตัวอย่างมีคะแนนการประเมินทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจสูงขึ้นในทุกด้าน ทักษะที่พัฒนาเด่นชัดคือด้านความเห็นอกเห็นใจและภาษากาย ตัวอย่างได้สะท้อนถึงคุณลักษณะเด่นของละครในการพัฒนาศักยภาพทั้งในระดับบุคคลไปถึงระดับระหว่างบุคคล การเรียนรู้มนุษย์และอารมณ์ต่าง ๆ ผ่านตัวละครคือจุดเด่นของหลักสูตรนี้ ละครเป็นกิจกรรมแบบบูรณาการที่เหมาะสมและสามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจของนักศึกษาแพทย์ได้ สามารถประยุกต์เป็นกิจกรรมเสริมในรายวิชาหรือประยุกต์ใช้กับบุคลากรทางการแพทย์ได้
การรับมือกับการถูกกลั่นแกล้งทางสังคม : การสร้างสรรค์ศิลปะการแสดงสดจากเรื่องเล่าประสบการณ์ส่วนตัว, จุฑาพิชญ์ อุสาหะ
การรับมือกับการถูกกลั่นแกล้งทางสังคม : การสร้างสรรค์ศิลปะการแสดงสดจากเรื่องเล่าประสบการณ์ส่วนตัว, จุฑาพิชญ์ อุสาหะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยทางศิลปะที่บูรณาการข้ามศาสตร์ระหว่างศิลปะแสดงสด กับศิลปะการละคร โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างผลงาน “ศิลปะแสดงสด”ด้วยสื่อศิลปะหลายรูปแบบ และประยุกต์ใช้กลวิธีของศิลปะการละคร ได้แก่ การเล่าเรื่อง และ การแสดง เพื่อนำเสนอผลงาน ศิลปะแสดงสด จากเรื่องเล่าส่วนตัวและความทรงจำ โดยกำหนดประเด็นหลักที่จะสื่อสาร ได้แก่ การกลับไปทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น ได้ทำความเข้าใจกับอดีต การเยียวยาและการรับรู้บริบทของ “ครอบครัว” ที่เป็นส่วนสำคัญในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อก้าวพ้นผ่านเวลาที่ยากลำบากผู้วิจัยคาดหวังว่าผลงาน “ศิลปะแสดงสด” ที่ใช้หลักของการเล่าเรื่องและการแสดงทางศิลปะการละคร จะสามารถสื่อสารและสร้างประสบการณ์การรับรู้ในการรับมือกับเหตุการณ์ร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นจากการถูกกลั่นแกล้งทางสังคมให้กับผู้ชมแต่ละบุคคลในขณะชมการแสดง ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ และ จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ชมในการรับรู้เรื่องราวที่เป็นประเด็นทางสังคมนำไปสู่การก้าวผ่านความรู้สึกอันเป็นทุกข์ของตนได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
การสื่อสารผ่านการสัมผัสสำหรับผู้ที่มีและไม่มีความบกพร่องทางการเห็น:กรณีศึกษาแบรนด์ .Once, จิระ ชนะบริบูรณ์ชัย
การสื่อสารผ่านการสัมผัสสำหรับผู้ที่มีและไม่มีความบกพร่องทางการเห็น:กรณีศึกษาแบรนด์ .Once, จิระ ชนะบริบูรณ์ชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง “การสื่อสารผ่านการสัมผัสสำหรับผู้ที่มีและไม่มีความบกพร่องทางการมองเห็น: กรณีศึกษาแบรนด์ .ONCE” มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสัญลักษณ์สัมผัสที่สามารถสื่อสารเรื่องสีให้แก่ผู้ที่มีและไม่มีความบกพร่องทางการมองเห็น โดยใช้แนวคิดจากทฤษฎีการรับรู้ผ่านการสัมผัส (Tactile Perception Theory) ทฤษฎีสัญศาสตร์ (Semiotics) และทฤษฎีการสื่อความหมายของสีผ่านสัมผัสในบริบทของผลิตภัณฑ์แฟชั่นการพัฒนาสัญลักษณ์สัมผัสในวิจัยนี้เริ่มจากการกำหนดความหมายที่ต้องการสื่อ โดยอิงจากทฤษฎีของ Roland Barthes ซึ่งแบรนด์ .ONCE ตั้งเป้าหมายในการสื่อสารเรื่องสีให้เข้าใจได้ทั้งผู้มีและไม่มีความบกพร่องทางการมองเห็น จากนั้นได้เลือกใช้ทฤษฎีของ Charles Sanders Peirce ในการวิเคราะห์และตีความรูปแบบของสัญลักษณ์ เพื่อให้ได้สัญลักษณ์ที่ชัดเจนและสื่อความหมายได้ตรงตามเจตนา ในกระบวนการออกแบบสัญลักษณ์ ได้มีการใช้ทฤษฎีสัญศาสตร์ในการวิเคราะห์และสร้างสัญลักษณ์สัมผัส โดยสัญลักษณ์เหล่านี้ถูกออกแบบมาให้มีความสัมพันธ์กับธรรมชาติและสามารถเชื่อมโยงกับอารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากสี จากนั้นได้มีการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการรับรู้ทางประสาทสัมผัส (Sensory Perception Theory) เพื่อเลือกเทคนิคที่เหมาะสมในการสื่อสารสีผ่านสัมผัส หลังจากพัฒนาสัญลักษณ์เสร็จสิ้น ได้มีการทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างซึ่งประกอบด้วยผู้ที่มีและไม่มีความบกพร่องทางการมองเห็น ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่าสัญลักษณ์ที่มีความเรียบง่ายและสัมพันธ์กับธรรมชาติ เช่น ใบไม้สำหรับสีเขียว และดวงอาทิตย์สำหรับสีเหลือง สามารถช่วยให้การสื่อสารเรื่องสีผ่านสัมผัสมีประสิทธิภาพมากขึ้นการวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างสัญลักษณ์สัมผัสที่มีความหมายลึกซึ้งและสามารถเชื่อมโยงความเข้าใจระหว่างผู้ใช้ทุกกลุ่ม นอกจากนี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมและสร้างสังคมที่เท่าเทียม ข้อสรุปจากการวิจัยชี้ให้เห็นว่า สัญลักษณ์สัมผัสที่เรียบง่ายและมีความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ เช่น ใบไม้หรือดวงอาทิตย์ สามารถช่วยให้การสื่อสารเรื่องสีมีประสิทธิภาพมากขึ้น การใช้รูปทรงที่มีการจัดกลุ่มเป็นคอลเลกชันเดียวกัน และการลดความซับซ้อนของรูปทรงยังสามารถช่วยลดความสับสนในการแยกแยะสีได้ วิทยานิพนธ์นี้มีส่วนสำคัญในการนำเสนอกระบวนการออกแบบที่ช่วยสร้างความเท่าเทียมในสังคม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมผู้ใช้งานทุกกลุ่ม นำไปสู่ความเข้าใจและความเท่าเทียมในสังคม
สุนทรียแห่งวัสดุ: การสร้างคุณค่าสำหรับกระดาษเหลือใช้ในอุตสาหกรรมด้วยเทคนิคเชิงหัตถกรรม, พีรณัฐ บุญชื่น
สุนทรียแห่งวัสดุ: การสร้างคุณค่าสำหรับกระดาษเหลือใช้ในอุตสาหกรรมด้วยเทคนิคเชิงหัตถกรรม, พีรณัฐ บุญชื่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและสร้างสรรค์สุนทรียะแห่งวัสดุผ่านการนำกระดาษเหลือใช้จากอุตสาหกรรมมาประยุกต์ใช้ด้วยเทคนิคเชิงหัตถกรรม โดยเน้นการเพิ่มคุณค่าเชิงสุนทรียะและเชิงสิ่งแวดล้อมให้กับวัสดุเหลือใช้ที่ถูกมองข้าม โดยในขั้นต้นได้ทำการศึกษาคุณสมบัติของกระดาษเหลือใช้ที่มีหลากหลายลักษณะทางกายภาพ อาทิ พื้นผิว ความหนา สี และการพิมพ์ จากนั้นได้เลือกและนำเทคนิคเชิงหัตถกรรมต่าง ๆ มาประยุกต์เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางสุนทรียภาพ โดยเน้นการควบคุมลักษณะของพื้นผิว ความโปร่งแสง และลวดลายเฉพาะตัวในกระดาษแต่ละชนิดผลการวิจัยแสดงให้เห็นถึงความงามที่เกิดจากการใช้เทคนิคหัตถกรรม โดยลักษณะเฉพาะของวัสดุที่ได้รับการดัดแปลงนั้นสะท้อนให้เห็นถึงสุนทรียะแบบเฉพาะตัว การเรียงตัวของเยื่อกระดาษและการปรากฏของลวดลายจากหมึกพิมพ์เดิมทำให้เกิดพื้นผิวและลวดลายที่มีความซับซ้อนและล้ำลึก ความโปร่งแสงและความขุ่นทึบของกระดาษเกิดขึ้นจากการควบคุมระดับความหนาและการเคลื่อนไหวของแม่พิมพ์ระหว่างกระบวนการผลิต ซึ่งเป็นการสร้างสรรค์ความงามที่ไม่สามารถทำซ้ำได้ด้วยวิธีการเชิงอุตสาหกรรมโดยสรุป งานวิจัยนี้แสดงถึงศักยภาพของการนำวัสดุเหลือใช้มาเพิ่มมูลค่าเชิงสุนทรียะ ผ่านกระบวนการที่ใช้ความพิถีพิถันและการออกแบบที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ผลงานที่ได้ไม่เพียงมีคุณค่าเชิงศิลปะ แต่ยังสะท้อนถึงการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังส่งเสริมให้เกิดการตระหนักรู้ในสังคมถึงความสำคัญของการนำวัสดุเหลือใช้มาปรับเปลี่ยนสู่สุนทรียะใหม่ ที่ผสมผสานความงามในเชิงหัตถกรรมกับคุณค่าในเชิงสิ่งแวดล้อมอย่างลงตัว
การแปลมุกตลกภาษาในละครซิทคอมเรื่อง Mind Your Language, ฐาปนี ชลิตาภานุกุล
การแปลมุกตลกภาษาในละครซิทคอมเรื่อง Mind Your Language, ฐาปนี ชลิตาภานุกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้จัดทําขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเรื่องบทบรรยายใต้ภาพ, ความขบขัน, และการเล่นคํา เพื่อทําความเข้าใจการเล่นคําที่ก่อให้เกิดความขบขันในละครซิทคอมเรื่อง Mind Your Language แล้วช่วยให้ผู้วิจัยพบแนวทางการแปลที่หลากหลายซึ่งสามารถสร้างอารมณ์ขันให้ผู้ชมในภาษาปลายทางได้ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวทางการแปลบทบรรยายใต้ภาพของเฮนริค ก็อตต์ลีบ (Henrik Gottlieb), การศึกษาความไม่เข้ากัน (Incongruity and Resolution), การศึกษาทฤษฎีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ (Relevance theory) ของแดน สเปอร์เบอร์ (Dan Sperber) และเดร์เดอร์ วิลสัน (Deirdre Wilson), การศึกษาทฤษฎีระบบภาษา (Register theory) ของไมเคิล ฮัลลิเดย์ (Michael Halliday) และแนวทางการแปลการเล่นคําของเดิร์ก ดิลาบาสทิทา (Dirk Delabastita) เพื่อเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ตัวบท และวิเคราะห์ปัญหาในการถ่ายทอดความขบขันในตัวบทที่เป็นสื่อโสตทัศน์ (Audiovisual work) รวมทั้งวางแผนแก้ปัญหาดังกล่าวผลการศึกษาวิจัยพบว่า ทฤษฎีและแนวทางต่าง ๆ ข้างต้นสามารถช่วยให้ผู้วิจัยเข้าใจกระบวนการสร้างความขบขันของการเล่นคำที่สัมพันธ์กับเนื้อเรื่อง รวมทั้งประเภทของการเล่นคำที่เกิดในแต่ละสถานการณ์ ซึ่งทำให้ผู้วิจัยรู้ว่าควรแปลการเล่นคำในภาษาอังกฤษให้สอดคล้องกับการเล่นคำในภาษาไทยอย่างไร และเมื่อพบการเล่นคำที่มีความแตกต่างด้านวัฒนธรรมร่วมด้วย ผู้วิจัยก็พบว่าควรปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมและสังคมของผู้ชมในภาษาปลายทางเพื่อให้พวกเขาเข้าใจความไม่เข้ากันที่เกิดขึ้นให้เหตุการณ์นั้น ๆ แล้วรู้สึกขบขันตรงตามจุดมุ่งหมายของละครซิทคอม อย่างไรก็ตาม บางกรณีก็มีข้อจำกัดด้านภาพซึ่งปรากฏมาพร้อมกับบทบรรยายใต้ภาพที่มีการเล่นคำ ส่งผลให้ผู้วิจัยไม่อาจคงลักษณะของการเล่นคำตามตัวบทต้นฉบับไว้ได้
Investigating Interlanguages Of English Gerund And Infinitive Verb Complements By L1 Chinese Learners In Taiwan, Chih Ying Chou
Investigating Interlanguages Of English Gerund And Infinitive Verb Complements By L1 Chinese Learners In Taiwan, Chih Ying Chou
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigated the challenges faced by L1 Chinese learners in Taiwan in mastering English gerund and infinitive verb complements. Using the Interlanguage Hypothesis (Selinker, 1972) as a theoretical framework, the study explored how interlanguage factors - such as language transfer, overgeneralization, and transfer of training - affected these learners’ use of gerunds and infinitive verb complements. The research examined Taiwanese learners’ production and comprehension of English gerund and infinitive verb complements on Multiple Choice Questions (MCQ) and Grammaticality Judgment Tests (GJT), respectively, by learners of different proficiency levels, i.e., average and high proficiency learners. Results revealed that learners frequently …
กรรมวิธีการสร้างปินของพ่อครูอินส่วย มูลทา, กรเอก จิตร์กระบุญ
กรรมวิธีการสร้างปินของพ่อครูอินส่วย มูลทา, กรเอก จิตร์กระบุญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องกรรมวิธีการสร้างปินของพ่อครูอินส่วย มูลทา มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษามูลบทที่เกี่ยวข้องกับปิน ศึกษากรรมวิธีการสร้างปินของพ่อครูอินส่วย มูลทา ประเมินคุณภาพเสียง ปินของพ่อครูอินส่วย มูลทา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ วิทยานิพนธ์เรื่องกรรมวิธีการสร้างปินของพ่อครูอินส่วย มูลทา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา มูลบทที่เกี่ยวข้องกับปิน ศึกษากรรมวิธีการสร้างปินของพ่อครูอินส่วย มูลทา และประเมินคุณภาพเสียงปินของพ่อครูอินส่วย มูลทา ผลการวิจัยพบว่าพ่อครูอินส่วย มูลทา เป็นศิลปินและช่างสร้างเครื่องดนตรีในจังหวัดน่าน มีประสบการณ์สร้างปินผ่านการทดลองและสังเกตปินของศิลปินหลาย ๆ ท่าน จากการศึกษากรรมวิธีการสร้างปินของพ่อครูอินส่วย มูลทา พบว่ามีความพิถีพิถันและมีความใส่ใจในทุกขั้นตอน พบปัจจัยที่ส่งผลต่อลักษณะทางกายภาพของปิน 8 ขั้นตอนคือ การคัดเลือกไม้ การร่างแบบตามกระสวนครั้งที่ 1 การร่างแบบตามกระสวนครั้งที่ 2 การผ่าเปิดตาดปิน การเจาะรูลมกระพุ้ง การทำหย่อง การทำก๊อบ และการติดก๊อบ อีกทั้งยังพบปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพเสียงของปิน 6 ขั้นตอน คือ การคัดเลือกไม้ การร่างแบบกระสวนครั้งที่ 1 การผ่าเปิดตาดปิน การเจาะกระพุ้งและหัวปิน การเจาะรูลมกระพุ้ง และการตั้งเสียง พบลักษณะเฉพาะที่ปรากฏอยู่ในกรรมวิธีการสร้างปินของพ่อครูอินส่วย มูลทา คือ 1. การนำลูกบิดกีตาร์มาใช้แทนลูกบิดแบบดั้งเดิมเป็นคนแรกของจังหวัดน่าน 2. การบากร่องส่วนหัวเพื่อใส่เรซิ่นสำหรับรองสายกันสึก 3.ลวดลายของรูลมทรงหยดน้ำคู่ จากการประเมินปินของพ่อครูอินส่วย มูลทา โดยผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 7 ท่าน พบว่าความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 7 ท่าน มีความพ้องกันว่าทั้งลักษณะทางกายภาพ และคุณภาพเสียงปินของพ่อครูอินส่วย มูลทา มีมาตรฐานที่ดี คือมีลักษณะทางกายภาพของปินสวยงาม สัดส่วนถูกต้อง รูปทรงดีมาก และลักษณะเสียงของปิน ดังกังวาน เสียงใส ไม่มีเสียงแหบ ไม่มีเสียงเพี้ยน
สารัตถะเพลงครอบจักรวาลกับการแปรทำนองซอสามสายของรองศาสตราจารย์พิชิต ชัยเสรี, สุนทรวินิจ วรสิงห์
สารัตถะเพลงครอบจักรวาลกับการแปรทำนองซอสามสายของรองศาสตราจารย์พิชิต ชัยเสรี, สุนทรวินิจ วรสิงห์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องสารัตถะเพลงครอบจักรวาลกับการสร้างทำนองซอสามสายของ รองศาสตราจารย์พิชิต ชัยเสรี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการสร้างทำนองซอสามสาย และ เพื่อศึกษากลวิธีการแปรทำนองซอสามสายจากทำนองทางฆ้องกรณีศึกษาเพลงครอบจักรวาล ผลการวิจัยพบว่า สามารถสร้างทำนองซอสามสายได้โดยวิธีการ 4 ขั้นตอน ดังนี้ (1.) การแปลทำนองฆ้องเป็นทำนองซอสามสาย (Translation) โดยวิธีการถอดทำนองฆ้องเป็นทำนองสารัตถะ จากนั้นพิจารณาทิศทางการดำเนินของทำนองใน 3 รูปแบบคือ วิถีขึ้น (Way Up) วิถีลง (Way Down) และวิถีคงที่ (Stand Still) สามารถแปลทำนองได้เป็น 2 ลักษณะ คือการแปลอย่างจาว (Thin Texture) และการแปลอย่างเก็บ (Thick Texture) (2.) การแปรทำนองซอสามสาย (Variation) ให้เกิดความหลากหลายของทำนองออกไปจากทำนองอย่างเดิม (3.) การผูกสำนวนทำนอง (Combination) เรียงร้อยสำนวนทำนองระหว่างมือฆ้องเข้าไว้ด้วยกันโดยใช้ความรู้จากการแปลและการแปรทำนอง (4.) การสร้างสรรค์ทำนอง (Creativity) ใช้ความรู้จากทั้ง 3 ขั้นตอนที่ได้กล่าวมารวมทั้งประสบการณ์ในการสร้างทำนองใหม่เพื่อให้เกิดทำนองซอสามสายที่ดีและไพเราะน่าฟัง กลวิธีการแปรทำนองซอสามสาย เสนอไว้ 3 ประการ ประการแรก เสียงซ้ำให้หลีกหนีประการที่สอง เพิ่มเสียงตามกลุ่มเสียงและสร้างความถี่ของโน้ต และประการสุดท้าย ทำความผันแปรของทิศทางการดำเนินทำนอง
การแสดงเดี่ยวทูบาระดับมหาบัณฑิตโดย ธีรพัฒน์ เดชะ, ธีรพัฒน์ เดชะ
การแสดงเดี่ยวทูบาระดับมหาบัณฑิตโดย ธีรพัฒน์ เดชะ, ธีรพัฒน์ เดชะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง การตีความและการฝึกซ้อมบทเพลง ทูบาเพลงแสดงเดี่ยวในบันไดเสียงเอฟไมเนอร์ ประพันธ์โดย ราล์ฟ วอห์น วิลเลียมส์ ทูบาโซนาตาและเปียโน ประพันธ์โดย พอลฮินเดมิธ Adagio and Allegro ประพันธ์โดย โรเบิร์ต ชูมันน์ และ Sonata for Arpeggione and Piano ประพันธ์โดยฟรานซ์ ชูเบิร์ต มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการทำวิทยานิพนธ์ระดับมหาบัณฑิตด้านการแสดงเดี่ยวทูบาของ ธีรพัฒน์ เดชะ เนื้อหาในบทวิเคราะห์ประกอบไปด้วยการศึกษาข้อมูลชีวประวัติผู้ประพันธ์ ความเป็นมาของบทเพลง การวิเคราะห์บทเพลงและเทคนิคในการบรรเลง ผู้วิจัยได้นำเสนอแง่มุมด้านการตีความ บทเพลง การฝึกซ้อมส่วนตัว วิธีการแก้ไขปัญหา และคัดเลือกแบบฝึกหัดที่เหมาะสมกับปัญหา เพื่อปรับใช้ในการวางแผนการซ้อม การเตรียมตัวเพื่อการแสดง และการบรรเลงร่วมกับนักเปียโน ให้ได้ผลลัพธ์การแสดงที่มีมาตรฐานสูงสุด การแสดงเดี่ยวทูบาจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 เวลา 10.00 น. ณ ห้องแสดง 301 คณะศิลปกรรมมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยใช้เวลาในการแสดงประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที
การตีบทสอพินยาในละครพันทางเรื่องผู้ชนะสิบทิศ, วุฒิชัย นราแก้ว
การตีบทสอพินยาในละครพันทางเรื่องผู้ชนะสิบทิศ, วุฒิชัย นราแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง การตีบทสอพินยาในละครพันทางเรื่องผู้ชนะสิบทิศ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการตีบทสอพินยาในละครพันทางเรื่องผู้ชนะสิบทิศของอาจารย์เสรี หวังในธรรม จำนวน 6 บท ได้แก่ บทโอ้อวด บทข่มขู่ บทโกรธแค้น บทเสียใจ บทฆ่าตัวตาย และบทการต่อสู้ แบบตัวต่อตัวระหว่างสอพินยากับจะเด็ด (อาวุธสั้น) และการต่อสู้แบบ 2 ต่อ 1 ระหว่างสอพินยาและไขลู กับมังตรา (อาวุธยาว) โดยผู้วิจัยศึกษาข้อมูลจากเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมโดยการฝึกซ้อมการแสดง และไม่มีส่วนร่วมโดยการรับชมการแสดงสดและชมวีดิทัศน์ โดยมุ่งศึกษากลวิธีการตีบทสอพินยาจากรูปแบบและวิธีการปฏิบัติของอาจารย์จุลชาติ อรัณยะนาค ผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ไทย (โขนยักษ์) วิทยาลัยนาฏศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม ผลการวิจัยพบว่าอาจารย์จุลชาติ อรัณยะนาค เป็นผู้เชี่ยวชาญและมีความสามารถทางด้านการแสดงนาฏศิลป์ไทยทั้งโขนและละคร เคยได้รับบทบาททั้ง ตัวประกอบ พระเอกและตัวโกง สำหรับบทบาทการแสดงที่มีความโดดเด่นที่สุดคือ สอพินยาในการแสดงละครพันทางเรื่องผู้ชนะสิบทิศของอาจารย์เสรี หวังในธรรม เป็นตัวละครจัดอยู่ในประเภทตัวโกงที่มีความหลากหลายทางด้านอารมณ์ บุคลิก อุปนิสัยและพฤติกรรมต่าง ๆ ทำให้สอพินยาเป็นตัวละครที่โดดเด่นตัวหนึ่งในเรื่องผู้ชนะสิบทิศ โดยคุณลักษณะของผู้แสดงต้องเป็นคนที่ใช้น้ำเสียงดัง ฟังชัด สามารถแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าในระหว่างการแสดงได้อย่างเรียบเนียน เป็นผู้มีประสบการณ์การแสดงทั้งโขนและละคร เพื่อให้ได้มาของการสวมบทบาทที่ชวนน่าติดตาม ลักษณะพิเศษของอาจารย์จุลชาติ อรัณยะนาค ในกลวิธีแสดงบทบาทสอพินยา ผู้วิจัยพบอยู่ 3 ลักษณะเด่นด้วยกันที่เป็นปัจจัยทำให้บทบาทสอพินยาที่แสดงโดยอาจารย์จุลชาติเป็นที่กล่าวขาน คือ 1. การให้ความสำคัญในการปรับบุคลิกของตัวละคร 2. การให้ความสำคัญในบทละคร 3. การให้ความสำคัญในอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร นอกจากนี้พบการใช้ท่ารำประกอบในกลวิธีการตีบทสอพินยามี 3 ประเด็นด้วยกัน คือ 1. การใช้ท่ารำเต็ม หรือท่ามาตรฐาน 2. การใช้ท่ารำเลียนแบบธรรมชาติ 3. การใช้ท่ารำเสริมบท ทั้งนี้ผู้แสดงจะต้องศึกษาความเข้าใจในบทละครอย่างถ่องแท้ถึงจะดูสมจริง จึงจะแสดงในบทบาทสอพินยาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ประติมากรรมติดตั้ง : การหวนสู่สุนทรียะวิถีชุมชน, ธนัชชา ไชยรินทร์
ประติมากรรมติดตั้ง : การหวนสู่สุนทรียะวิถีชุมชน, ธนัชชา ไชยรินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ผลกระทบของกระบวนการทำให้เป็นสมัยใหม่ประการหนึ่ง คือการเปลี่ยนแปลงอาชีพและวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมสมัยใหม่ ผลลัพธ์ที่ตามมามากไปกว่านั้นคือการทำให้ภูมิปัญญาเครื่องเขินซึ่งเป็นทักษะและองค์ความรู้ท้องถิ่นที่ได้รับการสืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่นสูญหายไปตามสภาพการณ์ของการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นโครงการวิจัยสร้างสรรค์ ประติมากรรมติดตั้ง : การหวนสู่สุนทรียะวิถีชุมชน จึงเป็นความพยายามที่จะนำเสนอการอนุรักษ์กรรมวิธีและทำให้องค์ความรู้เกี่ยวกับเครื่องเขินได้รับการถ่ายทอดและทำให้ปรากฏผ่านงานศิลปะร่วมสมัย เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงปรากฏการณ์การเปลี่ยนอาชีพจากงานหัตถกรรมเครื่องเขินไปสู่อาชีพต่างๆในภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้งานวิจัยนี้ยังแสดงให้เห็นถึงการนำองค์ความรู้เกี่ยวกับเครื่องเขินมาพัฒนาต่อ โดยการนำทักษะ เทคนิค และมรรควิธีทางภูมิปัญญาที่ได้เรียนรู้มาผสมผสานกับการสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรม เพื่อทำหน้าที่เก็บรักษาและสืบทอดองค์ความรู้ทางภูมิปัญญาเครื่องเขินให้ปรากฏในรูปแบบของงานศิลปะร่วมสมัยโดยไม่เลือนหายไป
บทประพันธ์เพลงระดับมหาบัณฑิต : "ก้าวย่างสู่นิพพาน" สำหรับวงแจ๊ส, อิทธิศักดิ์ ปัญญาใหญ่
บทประพันธ์เพลงระดับมหาบัณฑิต : "ก้าวย่างสู่นิพพาน" สำหรับวงแจ๊ส, อิทธิศักดิ์ ปัญญาใหญ่
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทประพันธ์เพลงระดับมหาบัณฑิต : “ก้าวย่างสู่นิพพาน” สำหรับวงแจ๊ส เป็นบทประพันธ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดนตรีบลูส์และดนตรีแจ๊สที่ผู้ประพันธ์มีความสนใจ ซึ่งดนตรีบลูส์และดนตรีแจ๊สมีอิทธิพลต่อผู้ประพันธ์ในแง่มุมของความอิสระที่จะแสดงคีตปฏิภาณภายใต้จังหวะต่าง ๆ ซึ่งวางไว้เป็นกรอบหลวม ๆ ที่เปิดโอกาสให้นักดนตรีสามารถแสดงคีตปฏิภาณโดยมีแบบแผนของดนตรีแจ๊สภายใต้กรอบของเสียงประสานที่วางไว้ บทประพันธ์เพลง : “ก้าวย่างสู่นิพพาน” สำหรับวงแจ๊ส แบ่งออกเป็น 3 ตอน รวมเวลาในการบรรเลง 15 นาที โดยแต่ละตอนมีชื่อเรียกดังนี้ ก้าวแรก ก้าวต่อ และปัจจุบันขณะ ก้าวแรกเปรียบกับดนตรีบลูส์ที่ถือว่าเป็นรากฐานสำคัญสำหรับดนตรีแจ๊ส ก้าวต่อเปรียบกับดนตรีแจ๊สที่ได้รับพัฒนาจากนักดนตรีที่มีความรู้มากขึ้นและปัจจุบันขณะเปรียบกับตัวผู้ประพันธ์ที่ได้ผสมผสาน เปรียบกับตัวผู้ประพันธ์ผสมผสานองค์ความรู้ที่ได้ศึกษามานำมาสร้างสรรค์ในการประพันธ์ โดยผู้ประพันธ์ได้ใช้เทคนิค เช่น การเลียน จังหวะขัด การคัดการดำเนินคอร์ด และเทคนิคอื่น ๆ มาใช้ในการประพันธ์เพลง แรงบันดาลใจจากพุทธศาสนา ก้าวแรกเปรียบกับการประสูติ ก้าวต่อเปรียบกับตรัสรู้ และปัจจุบันขณะเปรียบกับการปริพนิพาน
อัตลักษณ์ทางดนตรีของทำนองจะเข้ในบทเพลงประเภททางพื้นของครูนิภา อภัยวงศ์, ฐิติพงศ์ ราชวงศ์
อัตลักษณ์ทางดนตรีของทำนองจะเข้ในบทเพลงประเภททางพื้นของครูนิภา อภัยวงศ์, ฐิติพงศ์ ราชวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง อัตลักษณ์ทางดนตรีของทำนองจะเข้ในบทเพลงประเภททางพื้นของ ครูนิภา อภัยวงศ์ วัตถุประสงค์เพื่อศึกษามูลบทที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดการบรรเลงจะเข้ของ ครูนิภา อภัยวงศ์และศึกษาอัตลักษณ์ของทำนองจะเข้ในบทเพลงประเภททางพื้นของครูนิภา อภัยวงศ์ ผลการวิจัยพบว่า ในด้านการถ่ายทอดการบรรเลงจะเข้ของครูนิภา อภัยวงศ์ ครูมีการถ่ายทอดให้กับลูกศิษย์ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มนักศึกษาที่ชมรมดนตรีไทย มหาวิทยาลัยรามคำแหงและกลุ่มลูกศิษย์ส่วนตัวที่มาศึกษาที่บ้าน โดยครูมีการคัดเลือกลูกศิษย์ทุกคนก่อนทำการถ่ายทอด การถ่ายทอดใช้วิธีการนอยปากและสาธิตการดีดให้ดู ไม่มีการใช้โน้ตเพลง เริ่มสอนตั้งแต่พื้นฐานการพันไม้ดีด การใช้ไม้ดีด โดยเริ่มต่อเพลงตั้งแต่ตับต้นเพลงฉิ่งสามชั้นไปจบด้วยเพลงเดี่ยวขั้นสูง โดยพิจารณาให้เหมาะสมตามความสามารถของผู้เรียน สอนลูกศิษย์ด้วยความเมตตาทำให้เกิดความผูกพันเป็นอย่างมากระหว่างครูและศิษย์ ในด้านอัตลักษณ์ของทำนองจะเข้พบว่าการแปรทำนองจะเข้มี 8 รูปแบบ ได้แก่ 1. การดำเนินทำนองแบบเรียงเสียง 2. การดำเนินทำนองแบบสับทำนองสลับเสียงสูงต่ำ 3. การดำเนินทำนองแบบย้ำเสียงเดิม 4. การดำเนินทำนองโดดเสียงขึ้น 3 และ 4 เสียง 5. การดำเนินทำนองแบบหักเสียงโดยฉับพลัน 6. การดำเนินทำนองแบบยอกย้อนทำนอง 7. การดำเนินทำนองแบบฝากทำนอง และ 8. การดำเนินทำนองโดยการใช้กลวิธีต่าง ๆ ของจะเข้แทรกอยู่ในทำนอง เม็ดพรายของทำนองจะเข้มี 3 รูปแบบ ได้แก่ 1. การสะบัด 2. การใช้สายลวด และ 3. การบรรเลงไม่ซ้ำทำนอง
กลวิธีการเป่าปี่ชวาในบทเพลงเพื่อการแสดงอาวุธของครูปี๊บ คงลายทอง (ศิลปินแห่งชาติ), ธีระรัตน์ คมขำ
กลวิธีการเป่าปี่ชวาในบทเพลงเพื่อการแสดงอาวุธของครูปี๊บ คงลายทอง (ศิลปินแห่งชาติ), ธีระรัตน์ คมขำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องกลวิธีการเป่าปี่ชวาในบทเพลงเพื่อการแสดงอาวุธของครูปี๊บ คงลายทอง (ศิลปินแห่งชาติ) เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทเพลงเพื่อการแสดงอาวุธและกลวิธีการเป่าปี่ชวาในบทเพลงเพื่อการแสดงอาวุธ ผลการวิจัยพบว่า บทเพลงเพื่อการแสดงอาวุธมีจำนวน 6 บทเพลง ได้แก่ เพลงกระบี่ลีลา สองชั้น เพลงโยนดาบ สองชั้น เพลงมอญรำดาบ สองชั้น เพลงโลม สองชั้น และเพลงลงสรง สองชั้น เพลงสองชั้นใช้สำหรับไหว้ครูประจำแต่ละอาวุธ และเพลงโยน-แปลง ใช้สำหรับทุกการแสดงในช่วงเดินแปลงและเข้าต่อสู้ กลวิธีการเป่าปี่ชวาในบทเพลงเพื่อการแสดงอาวุธจะต้องปรับกลุ่มเสียงเพื่อให้ปี่ชวาดำเนินทำนองได้สะดวกทั้งการใช้นิ้วและการใช้ลม อีกทั้งเพื่อให้พบทำนองที่เอื้อต่ออารมณ์ให้มีความฮึกเหิม เพลงที่จะต้องปรับกลุ่มเสียง ได้แก่ เพลงโยนดาบ สองชั้น เพลงมอญรำดาบ สองชั้น เพลงโลม สองชั้น เพลงลงสรง สองชั้น และเพลงที่ไม่ต้องปรับกลุ่มเสียง ได้แก่ เพลงกระบี่ลีลา สองชั้น นอกจากการปรับกลุ่มเสียงเพื่อความสะดวกในการบรรเลงปี่ชวา จะต้องใช้กลวิธีพิเศษเพื่อเพิ่มอรรถรสให้แก่ทำนอง ได้แก่ การตอดลิ้นโดยเป่าลมสั้น การตอดลิ้นตัดลม การตอดลิ้นติดกัน 2 ครั้ง การตอดลมโดยเป่าลมสั้น การปริบ การโปรยเสียง การตีนิ้ว การสะบัด การรวบทำนอง และการกระทบเสียง ซึ่งกลวิธีดังกล่าวในการเป่าปี่ชวาในแต่ละบทเพลงจะต้องศึกษาแบบตัวต่อตัวเพื่อให้ได้รับองค์ความรู้ที่ถูกต้องตามแบบแผนเนื่องจากกลวิธีใช้นิ้วและลมในการเป่าปี่ชวามีรายละเอียดที่ซับซ้อน
Orthodoxy In Ukraine: Strategies Of Reconciliation, Tetiana Havryliuk, Yuriy Chornomorets, Vasyl Lozovytskyi
Orthodoxy In Ukraine: Strategies Of Reconciliation, Tetiana Havryliuk, Yuriy Chornomorets, Vasyl Lozovytskyi
Occasional Papers on Religion in Eastern Europe
The article analyzes the inter-Orthodox conflict in Ukraine in the context of the search for ways of reconciliation. The path to reconciliation is shown to be a fundamental Christian principle capable of overcoming serious reasons for enmity and hatred, as has been repeatedly demonstrated in history. The potential of the concept of "open Orthodoxy" in the formation of a new culture of inter-Christian dialogue and coexistence is revealed, the implementation of which can ensure Ukraine not only the unity of Ukrainian Orthodoxy, but also the unity of the Ukrainian people. The role of the All-Ukrainian Council of Churches and Religious …
"The Mission Of The Church In The Post-War Perspective Of Ukraine": International Theological Conference 2024, Vladyslav Fulmes
"The Mission Of The Church In The Post-War Perspective Of Ukraine": International Theological Conference 2024, Vladyslav Fulmes
Occasional Papers on Religion in Eastern Europe
On June 06, 2024 Volyn Orthodox Theological Academy (Lutsk, Ukraine) held an international theological conference “The Mission of the Church in the Post-war Perspective of Ukraine”. Brief information about this international scientific conference is given.
(Non)Ordination Of Women In The Evangelical Lutheran Church Of Latvia: Response Of Partner Churches, Dace Balode, Valdis Tēraudkalns
(Non)Ordination Of Women In The Evangelical Lutheran Church Of Latvia: Response Of Partner Churches, Dace Balode, Valdis Tēraudkalns
Occasional Papers on Religion in Eastern Europe
This article uses archival sources and other materials to analyze opinions in order to reconstruct events and responses, and to reveal theological arguments used by various sides in the debates on the ordination of women within the Evangelical Lutheran Church of Latvia (ELCL). The primary interest of authors has been to provide a comprehensive historical exposition. In studying historical documents, authors employ classical methods like identifying the origin and context of documents, as well as using generic, comparative, and content analysis. Secondly, authors are exploring how the issue of women's ordination has impacted the ELCL's relationships with its partners, and …
The Man From Figueras, Chris Burnside
The Man From Figueras, Chris Burnside
The Man from Figueras
Chris Burnside is an artist/choreographer who was inspired to tell stories on stage after seeing performance artist Spalding Gray at an international theater festival in the early 1980s. After retirement and with the encouragement of a lifelong friend, Mr. Burnside started writing some of those stories down, eventually including others. The stories in The Man from Figueras focus on learning experiences, aha moments, and events that have, over the years, changed his perspective and shaped how he has lived his life. The ninety stories are in chronological order and are grouped by the eight decades of his life.
Burnside attended …