Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Discipline
Institution
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type
File Type

Articles 785521 - 785550 of 5172578

Full-Text Articles in Entire DC Network

การสร้างสมดุลระหว่างการเปิดเผยข้อมูลหน่วยงานของรัฐของพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 กับการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562, ศุทธิกานต์ สนขุนทด Jan 2022

การสร้างสมดุลระหว่างการเปิดเผยข้อมูลหน่วยงานของรัฐของพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 กับการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562, ศุทธิกานต์ สนขุนทด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

หลังจากที่ประเทศไทยมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เป็นกฎหมายว่าด้วยการให้สิทธิกับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล รวมไปถึงการสร้างมาตรฐานการรักษาข้อมูลส่วนบุคคล ตั้งแต่การเก็บ รวบรวม หรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคลให้ถูกวัตถุประสงค์ตามคำยินยอมของเจ้าของข้อมูล ซึ่งเป็นการบังคับใช้ทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ขณะเดียวกันพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มีการบังคับใช้ในหน่วยงานภาครัฐ เปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินงานต่าง ๆ ของรัฐเพื่อที่ประชาชนจะสามารถแสดงความคิดเห็น และใช้สิทธิทางการเมืองได้โดยถูกต้องกับความเป็นจริง อีกทั้งเพื่อให้ประชาชนสามารถปกปักรักษาประโยชน์ของตนได้ประกอบกับได้รับการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารของราชการไปพร้อมกัน อย่างไรก็ตามหน่วยงานราชการซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ ฯ และพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ฯ จึงควรจัดให้มีกระบวนการหรือขั้นตอนที่เป็นมาตรฐานในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตั้งแต่การจัดเก็บ การรักษา การใช้ หรือการโอนข้อมูลให้มีความปลอดภัย การกำหนดข้อยกเว้นของการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนความเชื่อมโยงระหว่างกฎหมายเพื่อให้เกิดเป็นมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในหน่วยงานของรัฐและเอกชนให้มีความสัมพันธ์หรือแนวทางการปฏิบัติที่สอดคล้องกัน ดังนั้นเอกกัตศึกษาเล่มนี้ ต้องการจะศึกษาว่าการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 สามารถที่จะดำเนินการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารราชการตามคำร้องขอได้หรือไม่ ขณะเดียวกันการเปิดเผยนั้นจะเป็การการรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลจนเกินสมควรหรือไม่ ดังนั้นจะมีหลักเกณฑ์หรือกลไกใดที่จะเข้ามาช่วยให้การดำเนินการการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวนั้นสามารถดำเนินการไปได้อย่างสมดุล และสอดคล้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เมื่อพิจารณาในภาพรวมควรมีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการให้สามารถดำเนินการได้โดยไม่เป็นการทำลายการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของปัจเจกบุคคลจนเกินสมควร และสามารถเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคลได้ โดยภายในหน่วยงานอาจจะมี 1.การกำหนดวัตถุประสงค์สำหรับการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามคำร้องขอว่าผู้ร้องขอมีวัตถุประสงค์ในการนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้เพื่ออะไร 2. กำหนดสิทธิและหน้าที่รวมถึงอำนาจในการเก็บรวบรวมใช้หรือเปิดเผยข้อมูลข่าวสารราชการ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลที่อาจจะถูกรวมอยู่ด้วย เมื่อทราบแล้วว่าใครมีหน้าที่อย่างไร มีสิทธิเข้าถึงได้มากน้อยแค่ไหน และ 3. สามารถเปิดเผยข้อมูลใดได้บ้าง กล่าวคือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกรวมอยู่ในข้อมูลข่าวสารราชการ หากมีความจำเป็นต้องเปิดเผย ควรมีการลบ ตัดทอน หรือแก้ไขข้อมูลดังกล่าว โดยอาจจะใช้วิธีลดขนาดข้อมูล หรือทำให้เป็นข้อมูลนิรนาม (Anonymization) หรือเป็นการแฝงข้อมูล (Pseudonymization) 5. กำหนดความเสี่ยงสำหรับการเปิดเผยข้อมูลว่าข้อมูลประเภทแต่ละประเภท มีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด จากนั้นก็ใช้ 6. มาตรการในการบริหารจัดการเข้ามาดูแลในเรื่องของการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกัน 7. เจ้าหน้าที่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อมูลควรจะได้รับการฝึกอบรมและพัฒนาความรู้ ทบทวนหน้าที่และขอบเขตงานของตนตลอดเวลา และ 8. ควรมีการประเมินผลการดำเนินงานว่าการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวมีประโยชน์และประสิทธิภาพต่อสาธารณชนและปัจเจกชนมากน้อยเพียงใด เป็นต้น


แนวทางในการนำมาตรการการจัดเก็บภาษีจากการผลิต การนำเข้า และการจำหน่ายปูนซีเมนต์มาปรับใช้ในประเทศไทย, ศวรรยารัตน์ อรรถีโสต Jan 2022

แนวทางในการนำมาตรการการจัดเก็บภาษีจากการผลิต การนำเข้า และการจำหน่ายปูนซีเมนต์มาปรับใช้ในประเทศไทย, ศวรรยารัตน์ อรรถีโสต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

กระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ก่อให้เกิดมลพิษหลายประการ และก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ปัญหาความเสื่อมโทรมของป่าไม้ ปัญหาจากการชะล้างพังทลายของดิน ปัญหามลพิษทางอากาศ มลพิษเสียง ความสั่นสะเทือน ปัญหาผลกระทบด้านการคมนาคมขนส่ง ปัญหาผลกระทบด้านสุนทรียภาพ และแหล่งธรรมชาติอันควรแก่การอนุรักษ์ ปัญหาผลกระทบต่อสังคมท้องถิ่นส่งผลให้เกิดความเสียหายด้านการใช้ชีวิตประจำวัน และปัญหาด้านสุขภาพต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาจากฝุ่นละอองส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจของผู้ที่อยู่อาศัยบริเวณใกล้เคียง วัตถุประสงค์ของเอกัตศึกษานี้มุ่งศึกษาถึงมาตรการภาษีจากการผลิต การนำเข้า และการจำหน่ายปูนซีเมนต์ของรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา มาตรการชดเชย และเยียวยาความเสียหายสิ่งแวดล้อมตามกฎหมาย Comprehensive Environmental Response, Compensation, and Liability Act หรือที่เรียกว่ากฎหมาย CERCLA ของประเทศสหรัฐอเมริกา กับมาตรการกฎหมายสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยที่มีการใช้ในปัจจุบัน จากการศึกษาพบว่าประเทศไทยขาดมาตรการการเยียวยาด้านสิ่งแวดล้อมและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการผลิตปูนซีเมนต์ โดยปัจจุบันภาครัฐมีมาตรการกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการมลพิษจากการผลิตปูนซีเมนต์หลายมาตรการ แต่เป็นเพียงมาตรการในการควบคุมและบำบัดมลพิษเท่านั้น ส่วนผู้ประกอบการบางรายมีการทำกิจกรรมเพื่อสังคม (Corporate Social Responsibility หรือ CSR) ซึ่งเป็นความสมัครใจในการดำเนินการของผู้ผลิตปูนซีเมนต์ ซึ่งไม่ถือเป็นมาตรการบังคับทางกฎหมายแต่อย่างใด ประการสำคัญหากผู้เสียหายจะดำเนินการฟ้องร้องค่าเสียหายต้องใช้ระยะเวลาในกระบวนการฟ้องร้องเป็นระยะเวลานาน ทั้งต้องมีการพิสูจน์ความเสียหาย และเสียค่าใช้จ่ายในการฟ้องร้องเป็นจำนวนมาก จากการศึกษามาตรการภาษีจากการผลิต การนำเข้า และการจำหน่ายปูนซีเมนต์ของรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา หากมีการนำมาปรับใช้กับประเทศไทย โดยการกำหนดให้ผู้รับผิดชอบเสียภาษี คือ ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้บริโภคขั้นสุดท้าย เป็นผู้มีหน้าเสียภาษี สอดคล้องกับหลักการจัดการสิ่งแวดล้อม ว่าด้วยหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย ซึ่งเป็นการให้ผู้ก่อมลพิษแสดงความรับผิดชอบ และได้ตระหนักถึงมลพิษที่ตนได้ก่อ โดยอัตราภาษีที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 0.5%-1% หรือราคาตันละ 12 บาท โดยควรกำหนดให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นหน่วยงานจัดเก็บภาษี ทั้งนี้จะทำให้องค์กรปกครองสวนท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถนำเงินภาษีที่จัดเก็บได้มาบริหาร ใช้จ่ายเพื่อการเยียวยาสิ่งแวดล้อม ผู้ได้รับผลกระทบ ปรับปรุงทัศนียภาพ โดยไม่ต้องเบิกเงินอุดหนุนจากส่วนกลาง ประการที่สำคัญ คือ ผู้ที่ได้รับผลกระทบได้รับการเยียวยาโดยตรง อันเป็นผลจากการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดเก็บรายได้เอง และมีอำนาจในการจัดสรรการใช้รายได้นี้ ส่งผลให้ไม่มีความจำเป็นในการรอเบิกเงินอุดหนุนจากส่วนกลางซึ่งใช้ระยะเวลานาน ทั้งงบประมาณอาจไม่เพียงพอ ส่งผลให้การเยียวยานั้นไม่ทั่วถึงและอาจไม่ทันเวลา


ปัญหาเกี่ยวกับการจัดการมัคคุเทศก์ท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551, สมชนก ชัยประเสริฐกุล Jan 2022

ปัญหาเกี่ยวกับการจัดการมัคคุเทศก์ท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551, สมชนก ชัยประเสริฐกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมหลักที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทย และมัคคุเทศก์ก็เป็นส่วนสำคัญประการหนึ่งในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่จะดูแลนักท่องเที่ยว ประกอบกับพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 ได้กำหนดให้มีมัคคุเทศก์ท้องถิ่นขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมมัคคุเทศก์และการท่องเที่ยวในท้องถิ่นหรือชุมชน ตลอดจนเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาการจัดการมัคคุเทศก์ท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 พบว่า มีปัญหาเกี่ยวกับการจัดการมัคคุเทศก์ท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 ที่มีผลต่อการส่งเสริมอาชีพมัคคุเทศก์ท้องถิ่นในท้องถิ่นหรือชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ดังนี้ 1. คุณสมบัติด้านอายุของมัคคุเทศก์ท้องถิ่น กล่าวคือ มัคคุเทศก์อื่นต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ในวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ แต่มัคคุเทศก์ท้องถิ่นได้รับยกเว้นคุณสมบัติด้านอายุหรือมัคคุเทศก์ท้องถิ่นไม่ได้จำกัดอายุนั้นเอง อย่างไรก็ดี มัคคุเทศก์เป็นอาชีพที่ต้องมีภาระหน้าที่และความรับผิดชอบต่อนักท่องเที่ยว ซึ่งหากไม่มีการกำหนดอายุมัคคุเทศก์ท้องถิ่น อาจส่งผลให้มัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่มีอายุน้อยขาดวุฒิภาวะในการดูแลนักท่องเที่ยว อันส่งผลต่อการท่องเที่ยวในท้องถิ่นหรือชุมชนได้ 2. คุณสมบัติด้านภูมิลำเนาของมัคคุเทศก์ท้องถิ่น กล่าวคือ การกำหนดคุณสมบัติของ มัคคุเทศก์ท้องถิ่นมิได้กำหนดให้เฉพาะบุคคลในภูมิลำเนาในเขตพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวในท้องถิ่นหรือชุมชนนั้น ๆ จึงอาจส่งผลให้บุคคลที่อยู่นอกเขตพื้นที่เฉพาะเข้าไปขออนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ท้องถิ่นได้ ซึ่งขัดกับหลักการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นหรือชุมชน 3. ความชัดเจนในข้อกำหนดห้ามมัคคุเทศก์อื่นปฏิบัติหน้าที่ในเขตพื้นที่ท้องถิ่นหรือชุมชนที่ ได้รับการยกเว้นคุณสมบัติมัคคุเทศก์ กล่าวคือ ในกรณีมัคคุเทศก์ท้องถิ่นไม่เพียงพอ มัคคุเทศก์ประเภทอื่นจะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ได้หรือไม่ และกรณีที่มีมัคคุเทศก์ท้องถิ่น แต่ท้องถิ่นหรือชุมชนไม่จัดหามัคคุเทศก์ท้องถิ่นให้นั้นยังไม่ชัดเจนว่ามัคคุเทศก์ประเภทอื่นจะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ได้หรือไม่ ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงทำการศึกษาหลักการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หลักการมัคคุเทศก์ และหลักความได้สัดส่วน ตลอดจนได้นำกฎหมายของประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีลักษณะที่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 มาเป็นกรณีศึกษา เพื่อหาข้อสรุปและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับคุณสมบัติด้านอายุ และภูมิลำเนาของมัคคุเทศก์ท้องถิ่น ตลอดจนความชัดเจนในข้อกำหนดห้ามมัคคุเทศก์อื่นปฏิบัติหน้าที่ในเขตพื้นที่ท้องถิ่นหรือชุมชนที่ได้รับการยกเว้นคุณสมบัติมัคคุเทศก์ให้สามารถนำไปปฏิบัติได้และเกิดประโยชน์แก่การท่องเที่ยวไทยได้อย่างยั่งยืนต่อไป


แนวทางแก้ไขปรับปรุงนิยามของสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม ตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547, สมพล โตถาวร Jan 2022

แนวทางแก้ไขปรับปรุงนิยามของสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม ตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547, สมพล โตถาวร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การท่องเที่ยวในประเทศไทยกลายเป็นอุตสาหกรรมการบริการหลักของประเทศโดยมีการกำลังการเติบโต และมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ทั้งนี้สิ่งที่จะช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว คือ มีการส่งเสริมและพัฒนาด้านการท่องเที่ยวให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการพื้นฐานที่รองรับนักท่องเที่ยวในบริเวณแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ เมื่อพิจารณากฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรมที่มีอยู่ในปัจจุบันพบว่า กฎหมายเกี่ยวกับโรงแรมที่กล่าวถึงคำนิยามของโรงแรมมีอยู่เพียง 1 ฉบับคือ พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 โดยเป็นกฎหมายที่มีการบังคับใช้เป็นระยะเวลานานซึ่งเนื้อหาของพระราชบัญญัติดังกล่าวอาจจะไม่สอดคล้อง และทันต่อสถานการณ์ของสถานที่พักในปัจจุบัน นอกจากนี้จะเห็นได้ว่า คำนิยามของโรงแรมอยู่ในการควบคุมตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 ทำให้ธุรกิจสถานที่พักหลายแห่งไม่อยู่ภายใต้ขอบเขตของคำนิยามดังกล่าว และทำให้เกิดปัญหาจากการบังคับใช้คำนิยามของสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรมตามมา อาทิ การแบ่งประเภทของโรงแรมในประเทศไทยยังไม่ครอบคลุมสถานที่พักในหลากหลายรูปแบบที่มีอยู่ในปัจจุบัน ตามที่กฎหมายได้มีการแบ่งประเภทของโรงแรมออกเป็น 4 ประเภท ซึ่งแต่ละประเภทมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน โดยมีข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนห้องพัก และจำนวนผู้เข้าพัก อย่างไรก็ตามการจัดประเภทของโรงแรมดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมถึงสถานที่พักในหลากหลายรูปแบบที่มีอยู่ในปัจจุบัน จึงทำให้สถานที่พักบางแห่งไม่ถูกจัดเป็นสถานที่พักที่เป็นโรงแรมตามกฎหมาย จากการศึกษาเปรียบเทียบ คำนิยามของ “สถานที่พักที่เป็นโรงแรม” และ “สถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม”ของประเทศไทย รวมถึงมาตรการทางกฎหมายต่างประเทศของประเทศสิงคโปร์ และสหราชอาณาจักร พบว่าคำนิยามของสถานที่พักที่เป็นโรงแรมมีลักษณะที่คลอบคลุมถึงสถานที่พักอื่น ๆ ด้วย เช่น อาศัย บ้านพัก และเกสท์เฮ้าส เป็นต้น แต่ไม่รวมถึงสถานที่ของรัฐ และเป็นสถานที่ที่ต้องมีความพร้อมที่จะเสนอบริการ และเต็มใจที่จะรับนักเดินทาง โดยผู้ประกอบธุรกิจสถานที่พักไม่มีสัญญาพิเศษต่อผู้เข้าพัก และ คำนิยามของคำว่าสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรมของประเทศสิงคโปร์กำหนดยกเว้นให้สถานที่พักคือ บ้านพักซึ่งได้รับใบอนุญาตตาม Merchant Shipping Act ให้เป็นบ้านพักสำหรับผู้แสวงบุญชาวอิสลาม สถานที่ให้เป็นบ้านพักสำหรับลูกเรือภายใต้ Nation Maritime Board Act และ สถานที่อื่น ๆ ซึ่งได้รับการยกเว้นโดยกฎหมาย อาทิ หอพักนักศึกษา ที่พักสำหรับสมาชิกของสมาคม หรือสถาบันอื่น ๆ ที่ได้รับอนุมัติ และคำนิยามของคำว่า “สถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม” หมายถึง สถานที่พักที่เจ้าของใช้สิทธิ์ ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อมในการเลือกแขก หรือนักเดินทางที่จะมาใช้บริการ หรือห้ามมิให้บุคคลบางกลุ่ม เข้าใช้บริการสถานที่พักโดยสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม ไม่มีสิทธิ และหน้าที่ความรับผิดตามกฎหมาย ดังนั้น ประเทศไทยควรนำกฎหมายประเทศสิงคโปร์ และสหราชอาณาจักรมาปรับใช้กับการกำหนดคำนิยามของโรงแรมในเรื่องข้อจำกัดของห้องพัก และจำนวนผู้เข้าพักตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 เพื่อให้มีความสอดคล้องต่อธุรกิจสถานที่พักในปัจจุบัน และเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจสถานที่พักได้เข้าถึงสิทธิประโยชน์จากภาครัฐอย่างเท่าเทียม


หนังสือค้ำประกันอิเล็กทรอนิกส์กับภาระในการอ้างสิทธิของธนาคารพาณิชย์, สรชนก ยินดีฉัตร Jan 2022

หนังสือค้ำประกันอิเล็กทรอนิกส์กับภาระในการอ้างสิทธิของธนาคารพาณิชย์, สรชนก ยินดีฉัตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุภาครัฐได้มีการกำหนดระเบียบเกี่ยวกับการจัดทำหนังสือค้ำประกัน โดยผู้ประกวดราคาหรือผู้ชนะการประมูลจะต้องนำหนังสือค้ำประกันมายื่นต่อหน่วยงานรัฐตามข้อสัญญาเพื่อนำมาเป็นหลักประกันผลงาน โดยหนังสือค้ำประกันจะต้องออกโดยธนาคารและให้ธนาคารเป็นผู้ค้ำประกันผลงาน ซึ่งสามารถยื่นได้ทั้งหนังสือค้ำประกันอิเล็กทรอนิกส์และหนังสือค้ำประกันในรูปแบบกระดาษ ภาครัฐโดยกรมบัญชีกลางจึงได้มีการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามาใช้ในการดำเนินงานของระบบจัดซื้อจัดจ้างพัสดุภาครัฐ โดยจัดให้มีการทำหลักประกันทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบบล็อกเชน เพื่อให้การทำธุรกรรมสามารถทำได้สะดวกรวดเร็ว ลดการจัดเก็บเอกสาร สร้างความน่าเชื่อถือให้กับหนังสือค้ำประกัน มีความโปร่งใส และมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น อย่างไรก็ดีการออกหนังสือค้ำประกันในรูปแบบกระดาษมีขั้นตอนการดำเนินงานที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน อีกทั้งมีความเสี่ยงในการทุจริตทั้งปลอมแปลงเอกสารและลายมือชื่อ รวมถึงมีโอกาสเกิดความผิดพลาดได้ง่ายกว่าหนังสือค้ำประกันอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผ่านมาธนาคารได้มีการนำข้ออ้างต่างๆ ในการปฏิเสธที่จะชำระหนี้ในฐานนะผู้ค้ำประกันให้กับเจ้าหนี้ โดยมีการนำข้ออ้างว่าหนังสือค้ำประกันเป็นเอกสารปลอม หรือเจ้าหนี้ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขสัญญาค้ำประกัน การที่ลูกหนี้มีการปลอมแปลงเอกสารหนังสือค้ำประกัน หรือกรณีที่เจ้าหนี้คืนหนังสือค้ำประกันโดยความเข้าใจผิดในขณะที่หนี้ประธานยังไม่สิ้นสุด ซึ่งธนาคารมักใช้เหตุผลว่าธนาคารได้รับหนังสือค้ำประกันคืนมาอย่างสุจริตและเมื่อธนาคารได้รับหนังสือค้ำประกันธนาคารสามารถยกเลิกภาระผูกพันได้ตามธรรมเนียมปฏิบัติของธนาคาร ทั้งนี้เมื่อเกิดข้อพิพาทและได้มีการนำสืบพบว่าส่วนใหญ่เป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของธนาคารเอง ธนาคารยังคงมีภาระผูกพันในฐานะผู้ค้ำประกันและยังคงต้องชำระหนี้แทนลูกหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามสัญญาค้ำประกัน ดังนั้นหนังสือค้ำประกันอิเล็กทรอนิกส์จะสามารถเข้ามาช่วยลดภาระในการอ้างสิทธิที่จะปฏิเสธการชำระหนี้แทนลูกหนี้ รวมถึงยังสามารถลดปัญหาข้อพิพาทและการพิสูจน์เอกสารได้เนื่องจากการออกหนังสือค้ำประกันผ่านระบบบล็อกเชน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายจะต้องเป็นผู้ตรวจสอบและอนุมัติธุรกรรมนั้นก่อนข้อมูลจึงจะถูกบันทึกลงบนระบบบล็อกเชน ทำให้โอกาสในการทุจริตหรือปลอมแปลงเอกสารทำได้ยากและยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของทุกฝ่าย


การกำกับดูแลธุรกิจประกอบและจำหน่ายอาหารที่บ้านในประเทศไทย, สุชาภา อัศวเลิศพลากร Jan 2022

การกำกับดูแลธุรกิจประกอบและจำหน่ายอาหารที่บ้านในประเทศไทย, สุชาภา อัศวเลิศพลากร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาการกำกับดูแลธุรกิจประกอบและจำหน่ายอาหารในประเทศไทย และศึกษาแนวทางกำกับดูแลธุรกิจประกอบและจำหน่ายอาหารในประเทศสหรัฐอเมริกา (รัฐแคลิฟอร์เนีย) และประเทศสิงคโปร์ เพื่อนำมาตรการที่ศึกษาได้มาวิเคราะห์เปรียบเทียบเพื่อเป็นแนวทางดำเนินการในการกำกับดูแลธุรกิจประกอบและจำหน่ายอาหารในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ธุรกิจประกอบและจำหน่ายอาหารที่บ้านในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายกำกับดูแล เป็นการเฉพาะ มีแต่กฎหมายสำหรับธุรกิจประกอบและจำหน่ายอาหารที่เป็นการทั่วไป หากจะประกอบธุรกิจประกอบและจำหน่ายอาหารที่บ้านต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ เนื่องจากไม่มีกฎหมายเป็นการเฉพาะที่รวบรวมอยู่ในฉบับเดียว และพบว่ากฎหมายที่กำกับดูแลนั้นยังไม่ครอบคลุมและสอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจประกอบและจำหน่ายอาหารที่บ้าน ก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการขออนุญาต ประกอบธุรกิจ และปัญหาด้านสุขลักษณะอนามัยซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค จากการศึกษาการกำกับดูแลธุรกิจประกอบและจำหน่ายอาหารในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศสิงคโปร์ ผู้เขียนได้แนวทางการปฏิบัติที่สามารถนำมาปรับใช้กับประเทศไทยได้ ทั้งด้านของการกำหนดกฎหมาย ให้ชัดเจนเป็นการเฉพาะสำหรับธุรกิจประกอบและจำหน่ายอาหาร การใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดการในการขออนุญาตและลงทะเบียนประกอบ ธุรกิจประกอบและจำหน่ายอาหาร และการกำกับดูแลสุขลักษณะต่าง ๆ ได้แก่ สุขลักษณะของสถานที่ประกอบและจำหน่ายอาหาร สุขลักษณะของอาหาร การประกอบอาหารและการจำหน่ายอาหาร สุขลักษณะของภาชนะและอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบอาหาร สุขลักษณะส่วนบุคคลของผู้ประกอบการและผู้สัมผัสอาหาร ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่สอดคล้องและเหมาะสมกับธุรกิจประกอบและจำหน่ายอาหาร ทำให้ การกำกับดูแลของรัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นการส่งเสริมให้ผู้ที่ต้องการประกอบธุรกิจประกอบและจำหน่ายอาหารที่บ้านมีสุขลักษณะอนามัยที่ดีในการประกอบอาหาร ซึ่งจะส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับบริโภคอาหารที่ ถูกสุขลักษณะอนามัยและลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยจากการบริโภคอาหาร


มาตรการทางภาษีในการส่งเสริมติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า, สุรสิทธิ์ ธัญพุทธิวงศ์ Jan 2022

มาตรการทางภาษีในการส่งเสริมติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า, สุรสิทธิ์ ธัญพุทธิวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

หลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม มนุษย์ได้ใช้พลังงานฟอสซิลเป็นจำนวนมากในการประกอบการอุตสาหกรรม ทำให้เกิดปัญหาภาวะโลกร้อนตามมา จนนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างรุนแรง อาทิ การเกิดภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งสร้างความเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศ จนเกิดความร่วมมือกันระหว่างประเทศเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นั่นคือ สัญญาปารีส และพิธีสารโตเกียว โดยประเทศสมาชิกจะต้องกำหนดแผนงานระดับประเทศ เพื่อเป็นการลดการปล่อยมลพิษสู่บรรยากาศ และรักษาอุณหภูมิของโลกให้ไม่ร้อนไปกว่านี้ ประเทศไทยได้เข้าร่วมกับอนุสัญญาความร่วมมือทั้งสองฉบับด้วย ส่งผลให้ ภาครัฐต้องกำหนดแผนนโยบายระดับชาติขึ้นเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จนนำมาสู่แผนพลังงานชาติ ซึ่งหนึ่งในสาระสำคัญคือ การส่งเสริมการใช้และพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าตามนโยบาย 30@30 ส่งผลให้มีมาตรการทางภาษี และมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีเพื่อมาสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย อาทิ การลดอัตราภาษีสรรพสามิต การลดอากรนำเข้า การยกเว้นอากรขาเข้า หรือแม้กระทั่งการอุดหนุนทางการเงิน ขณะเดียวกันเอง มีมาตรการทางภาษีและไม่ใช่ภาษี เพื่อส่งเสริมการติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ ให้มีจำนวนเพียงพอครอบคลุมกับความยานยนต์ไฟฟ้า อย่างไรก็ดี ยังไม่มีมาตรการใดเลยที่เป็นการช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้าในที่อยู่อาศัยที่มีราคาค่อนข้างสูง อีกทั้ง โครงการนำร่องที่เป็นการให้เงินอุดหนุนในการติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะแก่หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน มีเงื่อนไขในการอุดหนุนที่แตกต่างกันคือ หากเป็นภาครัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ จะได้รับเงินอุดหนุนเกือบทั้งหมดของราคาต้นทุนในการติดตั้ง ในขณะที่ ภาคเอกชนจะได้รับการอุดหนุน มากที่สุดเพียง 70% และมีสัดส่วนการอุดหนุนภาคเอกชนที่แตกต่างกันไปตามรอบระยะเวลาที่เปิดรับสมัคร ส่งผลให้อาจเกิดความไม่ธรรมต่อภาคเอกชนในการประกอบกิจการให้บริการเครื่องอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ ในขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกา มีการใช้มาตรการเครดิตภาษีแก่ผู้ที่ติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้าที่ใช้ในที่อยู่อาศัย เพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและลดภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแก่ภาคประชาชน อีกทั้ง ยังมีมาตรการให้เงินอุดหนุนสำหรับผู้ติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้าที่ใช้เพื่อการพาณิชย์ โดยในเมืองลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย สามารถบรรลุเป้าหมายที่จะมีเครื่องอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ จำนวน 10,000 เครื่องได้เร็วกว่ากำหนดถึง 2 ปี ดังนั้นผู้ศึกษา จึงได้มีการนำเสนอให้มีการนำแนวทางมาตรการส่งเสริมการติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้าของประเทศสหรัฐอเมริกามาปรับใช้กับประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาค่าใช้จ่ายในการติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้าในที่อยู่อาศัย และมุ่งเน้นการหามาตรการอื่นๆ ในการส่งเสริมการติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะเช่นกัน เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้น ตามนโยบายของประเทศ


แนวทางการกำกับดูแลการผลิตและการให้ออโต้จีนัสวัคซีนในราชอาณาจักรไทย, หาญชัย วงศ์จักรแก้ว Jan 2022

แนวทางการกำกับดูแลการผลิตและการให้ออโต้จีนัสวัคซีนในราชอาณาจักรไทย, หาญชัย วงศ์จักรแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ออโต้จีนัสวัคซีน เป็นวัคซีนที่ผลิตจากเชื้อจุลชีพที่เป็นต้นเหตุของการระบาดในฟาร์ม เมื่อผลิตเสร็จจะนำวัคซีนนั้นกลับไปใช้ ณ ฟาร์มที่เกิดปัญหา ดังนั้นจึงเป็นวัคซีนที่มีความจำเพาะต่อโรคระบาดที่เกิดขึ้นและสามารถลดความเสียหายและควบคุมการระบาดของโรคได้รวดเร็ว อย่างไรก็ดี สหรัฐอเมริกา ประเทศแคนาดา สหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป และเครือรัฐออสเตรเลีย การออกใบอนุญาตการผลิต จะต้องออกตามใบสั่งจากสัตวแพทย์เท่านั้น โดยได้รับการยกเว้นจากการขึ้นทะเบียนตำรับยา เพื่อนำไปใช้กับสัตว์ที่วินิจฉัยสาเหตุของการเกิดโรค เฉพาะในกรณีที่พบว่าไม่มีวัคซีนขึ้นทะเบียน หรือมีวัคซีนที่มีทะเบียนแต่ไม่ตรงสเตรนของสายพันธุ์ของเชื้อก่อโรคหรือมีหลักฐานแสดงว่าวัคซีนที่มีอยู่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ กฎหมายต่างประเทศที่ใช้ในการกำกับดูแล มีทั้งความเหมือนและความแตกต่าง โดยขึ้นกับบริบทต่อการบริหารจัดการและปัญหาอุปสรรค รวมทั้งข้อจำกัดของแต่ละประเทศ เนื่องจากเมื่อพิจารณาถึงกฎหมายของราชอาณาจักรไทยในปัจจุบัน ที่ใช้ในการบริหารจัดการเพื่อกำกับออโต้จีนัสวัคซีน อยู่ภายใต้การกำกับของพระราชบัญญัติยา พุทธศักราช 2510 ในมาตรา 4 เป็นสาระสำคัญหลัก ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาตสถานที่ ผลิต นำเข้า ขาย และขึ้นทะเบียน คือมาตรา 12 มาตรา 79 และ มาตรา 83 (3) สำหรับเรื่องการกำหนดและข้อยกเว้นไม่ต้องขอใบอนุญาตผลิต ขาย นำสั่ง ในราชอาณาจักรไทยจะอาศัยมาตรา 13 (1) และ 13 (5) ซึ่งเป็นข้อยกเว้นไม่ต้องขอใบอนุญาต และมาตรา 13 (2) ยังคงมีข้อให้ตีความทางกฎหมายกับแนวทางปฏิบัติตามข้อเท็จจริง อันเนื่องมาจาก ระบบการเลี้ยงสัตว์เป็นระบบ “ฝูง” โดยมาตรา 13 (1) ได้กำหนดข้อยกเว้น ไม่ใช้บังคับแก่ “(1) การผลิตยาซึ่งผลิตโดยกระทรวง ทบวง กรม ในหน้าที่ป้องกันหรือบำบัดโรค สภากาชาดไทย และองค์การเภสัชกรรม” กฎหมายที่ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะถูกหยิบขึ้นมาใช้เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติต่อระเบียบการกำกับดูแลออโต้จีนัสวัคซีน โดยปัจจุบันบทบาทหน้าที่และอำนาจการรับผิดชอบหลัก เป็นของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา แต่เพียงผู้เดียว ตามกระบวนการกรอบการปฏิบัติเดิม เพราะแท้จริงแล้ว หากกรมปศุสัตว์ จะกระทำการแทนก็ย่อมจะกระทำได้โดยชอบ นอกจากนี้ผู้เขียนยังเสนอให้มีการออกร่าง “กฎหมายเฉพาะ” สำหรับบริหารจัดการโดยเฉพาะ โดยมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับยา สารชีววัตถุ หรือวัคซีนสัตว์โดยตรงเป็นการเฉพาะ หรือทำการส่งเสริมสำนักเทคโนโลยีชีวภัณฑ์สัตว์ (Bureau of Veterinary Biologics) ของกรมปศุสัตว์ ที่มีอยู่แล้วให้มาบริหารจัดการออโต้จีนัสวัคซีนเป็นการเฉพาะโดยประกอบด้วยคณะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ เป็นผู้ทำงานที่มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับออโต้จีนัสวัคซีนอย่างแท้จริง


แนวทางในการพัฒนาเกณฑ์การขึ้นทะเบียนวัคซีนขององค์การอาหารและยา ภายใต้สถานการฉุกเฉิน, อธิษฐ์ นพนิธิพัฒน์ Jan 2022

แนวทางในการพัฒนาเกณฑ์การขึ้นทะเบียนวัคซีนขององค์การอาหารและยา ภายใต้สถานการฉุกเฉิน, อธิษฐ์ นพนิธิพัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการพิจารณาการนำเข้าวัคซีน ขององค์การอาหาร และยา ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเปรียบเทียบกระบวนการและหลักเกณฑ์การจัดหาผลิตภัณฑ์ยาและวัคซีนดังกล่าวในต่างประเทศ รวมถึงศึกษาการปรับเปลี่ยนมาตรการ นโยบายและการบริหารจัดการวัคซีนของภาครัฐ และบทบาทขององค์การอาหารและยา ในการจัดหาวัคซีนในกรณีฉุกเฉินหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะและการพัฒนาวัคซีนต้นแบบและเพื่อให้ได้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงนโยบายและหลักเกณฑ์ในการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ยาและวัคซีนให้เหมาะสมกับสถานการณ์การระบาด และเพื่อให้สอดคล้องกับสมมุติฐานของการศึกษานี้คือ ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน หากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ปรับเปลี่ยนขั้นตอนในการจดทะเบียนให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น จะส่งผลให้ประเทศไทยสามารถนำเข้าวัคซีนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งในสถานการณ์ที่ผ่านมาทางองค์การอาหารและยาได้ตระหนักถึงความจำเป็นของสถานการณ์การแพร่กระจายของโรคที่มีความจำเป็นในการนำเข้าวัคซีนเข้ามาใช้โดยเร็ว ผ่านการประกาศอนุญาตผลิตภัณฑ์ยาแผนปัจจุบันสำหรับมนุษย์แบบมีเงื่อนไขในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีการระบาดใหญ่ของโรค เพื่อลดขั้นตอนที่อาจจะยังไม่จำเป็นในการพิจารณาการขึ้นทะเบียนยาในขั้นต้นเพื่อเป็นการสนับสนุนให้การพัฒนาวัคซีนเป็นไปอย่างรวดเร็ว เพียงแต่ว่าการนำเข้าวัคซีนนั้น แม้ว่าจะได้มีการขึ้นทะเบียนแบบมีเงื่อนไขจากองค์การอนามัยโลกแล้ว ประเทศไทยยังคงจะต้องจะต้องนำวัคซีนเข้าสู่กระบวนการการขึ้นทะเบียนกับทางองค์การอาหารและยาอีกครั้ง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ซ้ำซ้อนกัน และไม่ได้ประสิทธิภาพอันควร ดังนั้นเพื่อให้ได้มาของวัคซีนอย่างมีประสิทธิภาพ ทันเวลา และยังคงสามารถคุ้มครองความปลอดภัยแก่ผู้ใช้วัคซีนได้นั้น องค์การอาหารและยาควรยอมรับหลักฐานแสดงความน่าเชื่อถือและมีประสิทธิภาพจากผลการรับรองการขึ้นทะเบียนวัคซีนในสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งถูกรับรองโดยองค์การอนามัยโลก เพื่อที่จะนำมาเป็นหลักฐานอ้างอิงในการนำมาขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ยาในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทันที ซึ่งหากสามารถปรับเปลี่ยนมาตรการในการอนุมัติขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ยาและวัคซีนให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถนำเข้าและใช้งานวัคซีนได้ทันที โดยกระบวนการขึ้นทะเบียนที่มีอยู่ สามารถดำเนินการแบบคู่ขนานกับการใช้งาน หากกระบวนการได้มาของวัคซีน สามารถดำเนินการได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากเท่าไหร่ ก็จะสามารถนำมากระจายให้ประชาชนได้เร็วเท่านั้น ซึ่งถือเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของมาตรการรับมือโรคระบาดนี้ ก็คือการป้องกันการติดต่อของโรคระบาด และลดอัตราการสูญเสีย เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ในสถานการณ์เร่งด่วนที่กระบวนการและขั้นตอนการดำเนินการใด ๆ จะต้องพิจารณาและจัดลำดับความสำคัญให้ดี เนื่องจากจะต้องแข่งอยู่กับเวลาอยู่เสมอ กรอบการใช้ดุลพินิจของกระบวนการพิจารณาควรจะต้องมีความยืดหยุ่นให้สอดรับตามสถานการณ์และความฉุกเฉิน หากกรอบการใช้ดุลพินิจที่เข้มงวดจนเกินไป อาจจะก่อให้เกิดปัญหาที่มากกว่าจากความล่าช้าในการขึ้นทะเบียน ทำให้ประเทศไทยสามารถเข้าถึงวัคซีนได้ช้ากว่าประเทศอื่น


ปัญหาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับธุรกิจ Data Center และ Cloud Service : กรณีบริษัทต่างชาติจัดตั้งบริษัทลูกในประเทศไทยสำหรับลงทุน Data Center เพื่อสนับสนุน Cloud Service ในต่างประเทศ, อัจฉรียา เครืออ้น Jan 2022

ปัญหาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับธุรกิจ Data Center และ Cloud Service : กรณีบริษัทต่างชาติจัดตั้งบริษัทลูกในประเทศไทยสำหรับลงทุน Data Center เพื่อสนับสนุน Cloud Service ในต่างประเทศ, อัจฉรียา เครืออ้น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การประกอบกิจการ Data center และ Cloud service ในประเทศไทยได้รับการส่งเสริมภายใต้มาตรการภาษี 2 รูปแบบ ได้แก่ การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลภายใต้โครงการส่งเสริมการลงทุน และการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผู้ประกอบกิจการ Data center ภายใต้พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 759 พ.ศ. 2565 เป็นต้น อย่างไรก็ตาม กรณีบริษัทต่างชาติจัดตั้งบริษัทลูกสำหรับให้บริการ Data center ในประเทศไทยเพื่อสนับสนุน Cloud service ในต่างประเทศ เป็นการวางแผนโครงสร้างธุรกิจโดยมีเจตนาเลี่ยงการมีสถานประกอบการ และเพื่อควบคุมปริมาณกำไรในบริษัทลูก การประกอบกิจการของบริษัทลูกในประเทศไทยทำให้ผู้ประกอบกิจการ Cloud service ในต่างประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น ในขณะที่ประเทศไทยจัดเก็บภาษีได้เพียงกำไรของบริษัทลูกที่จดทะเบียนในประเทศไทยเท่านั้น จากปัญหาข้างต้นประเทศไทยควรบังคับให้ผู้ประกอบกิจการ Cloud service ในต่างประเทศที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทลูกในประเทศไทยมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร นอกจากนั้น การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทลูกในประเทศไทยที่ทำหน้าที่สนับสนุนการให้บริการ Cloud service ของต่างประเทศ ไม่ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนด้านเทคโนโลยี แรงงานทักษะ หรือการซื้อวัตถุดิบภายในประเทศไทยอย่างมีสาระสำคัญ และการประกอบกิจการดังกล่าวเป็นความร่วมมือในการจัดตั้งบริษัทเพื่อวางแผนทางภาษี จึงไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่ประเทศไทยต้องการส่งเสริม ดังนั้น การประกอบกิจการภายใต้กรณีบริษัทต่างชาติจัดตั้งบริษัทลูกสำหรับให้บริการ Data center ในประเทศไทยเพื่อสนับสนุน Cloud service ในต่างประเทศไม่ควรได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีใด นอกจากนั้นผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะเพื่อให้มาตรการภาษีสอดคล้องกับรูปแบบการประกอบธุรกิจและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่ประเทศไทยต้องการส่งเสริม โดยข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุง ได้แก่ ประการที่หนึ่ง รัฐควรเพิ่มเงื่อนไขด้านคุณลักษณะของผู้ขอรับสิทธิประโยชน์ โดยรัฐอาจพิจารณาให้ถอดหรือลดทอนสิทธิแก่บริษัทลูกในประเทศไทย เพื่อให้สิทธินั้นตกแก่ผู้ประกอบกิจการทั่วไปที่ไม่ใช่การจัดโครงสร้างเพื่อการวางแผนภาษีของบริษัทต่างประเทศ และประการที่สอง มาตรการส่งเสริมควรให้เลือกรับสิทธิประโยชน์เพียงสิทธิเดียว เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยและลดความเสี่ยงที่จะถูกประเมินจากให้เป็นมาตรการภาษีที่เป็นภัย (Harmful tax practice) ตามข้อตกลงของ OECD ที่ประเทศไทยได้ไปเข้าร่วม


ปัญหา การตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าในส่วนข้อมูลผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงของบัญชีนิติบุคคลในธุรกิจสถาบันการเงินไทย, อัชฌารินทร์ วิระยกุลรัตน์ Jan 2022

ปัญหา การตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าในส่วนข้อมูลผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงของบัญชีนิติบุคคลในธุรกิจสถาบันการเงินไทย, อัชฌารินทร์ วิระยกุลรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กำหนดให้สถาบันการเงินมีหน้าที่ในการจัดให้ลูกค้าแสดงตนและตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าในส่วนผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง แต่การปฏิบัติในเรื่องดังกล่าวยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เนื่องจากการระบุหลักเกณฑ์ในกฎหมายไม่ได้กำหนดรายละเอียดการตรวจสอบข้อมูลผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงให้ชัดเจน ยากต่อการทำความเข้าใจ ข้อมูลที่สถาบันการเงินค้นหามาจากระบบเพื่อการตรวจสอบนั้น ไม่ทราบว่าเป็นข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือไม่ ตรวจสอบจนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเพียงพอแล้วหรือยัง ยากต่อการตรวจสอบ และปัจจุบันอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ต่างอาศัยนิติบุคคลบังหน้าในการกระทำความผิด เพราะมีโครงสร้างธุรกิจที่ซับซ้อน ข้อแนะนำที่ 24 ของ FATF : แต่ละประเทศต้องดำเนินการให้มั่นใจว่ามีข้อมูลเพียงพอ ถูกต้อง และทันต่อเวลา เกี่ยวกับการเป็นเจ้าของผู้รับผลประโยชน์และเกี่ยวกับการควบคุมนิติบุคคล โดยเป็นข้อมูลที่หน่วยงานที่มีอำนาจสามารถขอรับหรือเข้าถึงได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ประเทศดังกล่าวจะต้องใช้มาตรการต่างๆ ที่มีประสิทธิผลมาดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีการนำบุคคลหรือตราสารไปใช้เพื่อการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และแต่ละประเทศต้องพิจารณาใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้สถาบันการเงิน สามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงและข้อมูลเกี่ยวกับการควบคุมได้ ผลการประเมินของ The Asia/Pacific Group on Money Laundering : ได้ระบุว่า ประเทศไทยยังมีการตรวจสอบข้อมูลของลูกค้าไม่เพียงพอ แนวทางปฏิบัติในเรื่องการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า ของสถาบันการเงินขาดความชัดเจน สถาบันการเงินขาดความรู้ความเข้าใจความเสี่ยงส่งผลให้การปฏิบัติตามกฎหมายไม่ครบถ้วน ขาดกฎหมายหรือข้อกำหนดที่ให้นิติบุคคลต้องแจ้งข้อมูลผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง กับหน่วยงานราชการอื่น และไม่มีการกำหนดมาตรมาตรการลงโทษทางปกครอง แม้ว่าประเทศไทย ได้จัดทำร่างพระราชบัญญัติผู้รับผลประโยชน์แท้จริงแล้ว แต่กฎหมายดังกล่าวยังขาดความชัดเจนในรายละเอียดเกี่ยวกับคำนิยามของผู้มีอำนาจควบคุม จนอาจทำให้ไม่สามารถระบุตัวตนของผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของกฎหมายได้ จึงขอเสนอแนะให้ สำนักงาน ปปง. ดำเนินการ 1. จัดทำกฎหมายลำดับรอง เพื่อกำหนดคำนิยาม ของผู้มีอำนาจควบคุมให้ชัดเจน ตามตัวอย่างหลักเกณฑ์ของประเทศสิงคโปร์ ที่กำหนดคำว่าบุคคลหรือนิติบุคคลที่มีนัยสำคัญ คือ ผู้มีอำนาจควบคุมของ บริษัท หรือ บริษัท ต่างประเทศถ้าบุคคลหรือนิติ บุคคล มีลักษณะดังนี้ (ก) มีสิทธิแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการทั้งทางตรงและทางอ้อมหรือถือครองโดยบุคคลเทียบเท่าในบริษัทหรือบริษัท ต่างชาติเสียงข้างมากในที่ประชุมกรรมการหรือเทียบเท่าบุคคลในทุกเรื่องหรือสาระสำคัญ (ข) ถือหุ้นทางตรงหรือทางอ้อมเกินกว่าร้อยละ 25 ของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงเรื่องที่สมาชิกลงมติเลือก หรือ บุคคลเทียบเท่าในบริษัทหรือบริษัทต่างประเทศ หรือ (ค) สิทธิในการใช้สิทธิหรือการใช้สิทธิจริงมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญหรือการควบคุมบริษัทหรือบริษัทต่างชาติและฮ่องกง 2. ปรับปรุงหลักเกณฑ์กฎหมาย รวมถึงแนวปฏิบัติในการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า ของสถาบันการเงินให้ชัดเจน และเสริมสร้างความเข้าใจด้วยการจัดทำตัวอย่างการระบุรายละเอียดในแบบฟอร์มให้มีความเข้าใจมากขึ้น


แนวทางการกำกับดูแลการขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิทางถนนระหว่างประเทศ ยังไม่สอดคล้องกับความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนใน อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง, อัมรินทร์ ปุณณุปูรต Jan 2022

แนวทางการกำกับดูแลการขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิทางถนนระหว่างประเทศ ยังไม่สอดคล้องกับความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนใน อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง, อัมรินทร์ ปุณณุปูรต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษา เรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาการขนส่งทางถนน เป็นการขนส่งทางบกประเภทหนึ่งที่นิยมใช้ในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน การขนส่งสินค้าต่าง ๆ จะมีอุปกรณ์ที่ใช้ในการขนส่งแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับประเภทและชนิดของสินค้าที่ทำการขนส่ง สินค้าควบคุมอุณหภูมิเป็นสินค้าประเภทหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะ จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ที่มีความเหมาะสมกับสภาพของสินค้า ด้วยวิธีการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ ได้ศึกษาความตกลงว่าด้วยการขนส่งสินค้าอาหารควบคุมอุณหภูมิและอุปกรณ์พิเศษเพื่อใช้ใน การขนส่ง ของสหภาพยุโรป ที่มีการกำหนดมาตรฐานพร้อมทั้งการตรวจสอบพาหนะและอุปกรณ์ที่ ใช้ในการขนส่งสินค้าประเภทนี้ เพื่อนำมาหาแนวทางที่เหมาะสมในการบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวกับพาหนะและอุปกรณ์ที่ใช้ในการขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิทางถนนโดยเฉพาะ อีกทั้งประเทศไทยยังได้ลงนามในความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนใน อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ที่ภาคผนวก 3 ว่าด้วยเรื่องการขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิ ได้กล่าวถึงมาตรฐานและโครงสร้างที่เหมาะสมของพาหนะและอุปกรณ์ที่ใช้ในการขนส่งสินค้าประเภทนี้ไว้ แต่ภาคผนวกนี้ได้ถูกกำหนดให้เป็นเพียงการแนะนำแนวทางสำหรับประเทศภาคีเกี่ยวกับข้อกำหนดของการขนส่งสินค้าประเภทนี้เท่านั้น ไม่มีสภาพบังคับในทางกฎหมายหรือในทางปฏิบัติ จะเห็นได้ว่า ความตกลงระหว่างประเทศที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคี ยังไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานของพาหนะและอุปกรณ์ที่ใช้ในการขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิทางถนนระหว่างประเทศไว้แต่อย่างใด จากการศึกษากฎหมายภายในของประเทศไทย พบว่า ยังไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวกับพาหนะและอุปกรณ์ที่ใช้ในการขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิทางถนนโดยเฉพาะ มีเพียงกฎหมาย ที่กำกับดูแลเฉพาะตัวสินค้าและกำกับดูแลพาหนะหรือการขนส่งเป็นการทั่ว ๆ ไปเท่านั้น ในการจัดทำกฎหมายเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิทางถนนระหว่างประเทศ ควรมีการบัญญัติกฎหมายในเรื่องการขนส่งสินค้าประเภทนี้ไว้โดยเฉพาะขึ้นมาใหม่ ในรูปแบบของพระราชบัญญัติ ที่มีข้อกำหนดด้านพาหนะ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิ การตรวจสอบอุปกรณ์ และการประสานกฎระเบียบหรือการอำนวยความสะดวกในการขนส่งระหว่างประเทศ มีกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมเป็นหน่วยงานกำกับดูแล การตรวจและปล่อยผ่านสินค้า ให้กรมศุลกากรมีหน้าที่รับผิดชอบ และในส่วนของสินค้าที่ขนส่งมีหน่วยงานที่รับผิดชอบแตกต่างกันขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้า เช่น ผักผลไม้ หน่วยงาน ที่ดำเนินการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานของสินค้าควบคุมอุณหภูมิ จะมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อให้เกิดความสอดคล้องและมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติจริงในการขนส่งทางถนน


กลวิธีการแปลอนุประโยครูปกริยาขยายปัจจุบัน (Present Participle Clause) ในนวนิยายเรื่อง สัตว์ สยอง โลก แปลโดย ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ จากต้นฉบับเรื่อง Zoo ของ James Patterson และ Michael Ledwidge, กฤษกรณ์ วินณรงค์ Jan 2022

กลวิธีการแปลอนุประโยครูปกริยาขยายปัจจุบัน (Present Participle Clause) ในนวนิยายเรื่อง สัตว์ สยอง โลก แปลโดย ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ จากต้นฉบับเรื่อง Zoo ของ James Patterson และ Michael Ledwidge, กฤษกรณ์ วินณรงค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการศึกษากลวิธีการแปลอนุประโยครูปกริยาขยายปัจจุบันในนวนิยายเรื่อง สัตว์ สยอง โลก แปลโดย ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ จากต้นฉบับเรื่อง Zoo ของ James Patterson และ Michael Ledwidge ใน 3 ประเด็น คือ 1) หน้าที่ของรูปภาษาปลายทางเมื่อเทียบกับหน้าที่ของรูปภาษาต้นทาง 2) ประเภทของหน่วยทางวากยสัมพันธ์ของรูปภาษาปลายทางเมื่อเทียบกับหน้าที่ของรูปภาษาต้นทาง และ 3) กลวิธีการแปล กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดมีจำนวน 140 ประโยค แบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามแนวคิดการอธิบายความของอนุประโยค (clause expansion) ของ Halliday & Matthiessen (2014) ได้แก่ การลงความ (elaboration) 60 ประโยค การเสริมความ (extension) 40 ประโยค และการปรุงความ (enhancement) 40 ประโยค ทั้งนี้ ผู้วิจัยใช้หลักวากยสัมพันธ์ของอมรา ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ (2554) และกิ่งกาญจน์ เทพกาญจนา (2549) การเปลี่ยนแปลงรูปภาษาของแคตฟอร์ด (1965) และกลวิธีการแปลอนุประโยครูปกริยาขยายของวิมลตรี แก้วประชุม (2559) เป็นกรอบในการวิจัยครั้งนี้ จากการศึกษาประเด็นทั้ง 3 ประเด็นพบว่า 1) รูปภาษาปลายทางมีหน้าที่เพิ่มขึ้นมาจากหน้าที่ของรูปภาษาต้นทาง เนื่องจากผู้แปลปรับบทแปลโดยการเปลี่ยนระดับ (level shift) และการเปลี่ยนประเภท (category shift) ชนิดการเปลี่ยนหน่วย (unit shift) และการเปลี่ยนโครงสร้าง (structure shift) นอกจากนี้ รูปภาษาปลายทางที่ใช้แปลอนุประโยครูปกริยาขยายปัจจุบันทั้งสามประเภทยังแตกต่างกัน รูปภาษาปลายทางที่ใช้แปลอนุประโยครูปกริยาขยายปัจจุบันประเภทการลงความมีทั้งสิ้น 8 หน้าที่ เรียงลำดับจากอัตราความถี่สูงสุดไปยังอัตราความถี่ต่ำสุด ได้แก่ 1) ลงความอนุประโยคตั้งต้นโดยให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องเดิม พบร้อยละ 23.33 2) ลงความคำนามแบบจำกัดความ พบร้อยละ 20 3) เป็นภาคแสดงในประโยคกริยาเรียง พบร้อยละ …


การแปลคำทำนายบนไพ่ออราเคิลชุด Soul Truth Self-Awareness Card Deck ของ Brianne Hovey, เขมจิรา ฉายสุวรรณ Jan 2022

การแปลคำทำนายบนไพ่ออราเคิลชุด Soul Truth Self-Awareness Card Deck ของ Brianne Hovey, เขมจิรา ฉายสุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา วิเคราะห์ และค้นหาแนวทางในการถ่ายทอดวัจนลีลาของตัวบทประเภทไพ่ทำนายดวงชะตาในไพ่ออราเคิลชุด Soul Truth Self-Awareness Card Deck ของ Brianne Hovey จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยเพื่อสร้างบทแปลที่มีอรรถรสเทียบเคียงกับต้นฉบับ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับตัวบทคำทำนายดวงชะตาประเภทไพ่ แนวทางการวิเคราะห์ตัวบทของ คริสติอาเน นอร์ด (Christiane Nord) แนวทางการวิเคราะห์วัจนลีลาของลีชและชอร์ท (Leech and Short) แนวทางการแปลวัจนลีลาของจีน โบแอส-เบเออร์ (Jean Boase-Beier) แนวทางการแปลแบบตีความของฌอง เดอลีล (Jean Delisle) และความรู้เรื่องการตระหนักรู้ในตัวเอง (Self-awareness) เพื่อเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ตัวบท วิเคราะห์ปัญหาในการถ่ายทอดวัจนลีลา และวางแผนแก้ปัญหาดังกล่าว ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ทฤษฎีและแนวทางต่าง ๆ ข้างต้นนำมาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาการแปลตัวบทคำทำนายประเภทไพ่ที่มีวัจนลีลาโดดเด่นได้ ทั้งการใช้คำศัพท์หรือวลีเฉพาะด้าน การใช้โครงสร้างประโยคที่โดดเด่น การใช้อุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ และการเล่นเสียงสัมผัสอักษร โดยสามารถถ่ายทอดวัจนลีลาอันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไปสู่บทแปล อีกทั้งยังสามารถรักษาอรรถรสให้เทียบเคียงต้นฉบับได้


ประมวลศัพท์เรื่องการดำน้ำลึก, ชญา ธุระสกุล Jan 2022

ประมวลศัพท์เรื่องการดำน้ำลึก, ชญา ธุระสกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอประมวลศัพท์เรื่องการดำน้ำลึก ซึ่งประกอบด้วยศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับระดับของการดำน้ำลึก อุปกรณ์ประกอบการดำน้ำลึก และวิธีการลงดำน้ำลึก โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อศึกษาทฤษฎีทางศัพทวิทยาที่เกี่ยวข้องและกระบวนการจัดทำประมวลศัพท์ และจัดทำประมวลศัพท์เรื่องการดำน้ำลึกอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องและสนใจที่จะศึกษาเรื่องการดำน้ำลึก รวมทั้งนักแปล นักล่าม สามารนำประมวลศัพท์นี้ไปใช้เป็นเอกสารอ้างอิงได้ ในการจัดทำประมวลศัพท์ฉบับนี้ได้ศึกษาและนำทฤษฎีทางศัพทวิทยาและแนวทางการจัดทำประมวลศัพท์ของนักศัพทวิทยาหลาย ๆ ท่านได้เสนอไว้มาประยุกต์ใช้ โดยกระบวนการทำงานแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนที่สำคัญ ดังนี้ 1) การกำหนดหัวข้อ ขอบเขตของการวิจัย กลุ่มเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ในการจัดทำประมวลศัพท์ 2) การศึกษาทฤษฎีและระเบียบวิธีในการจัดทำประมวลศัพท์ 3) การรวบรวมและศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำน้ำลึกเพื่อจัดทำคลังข้อมูลภาษาและการดึงศัพท์เฉพาะทางจากคลังข้อมูลภาษา 4) การกำหนดมโนทัศน์สัมพันธ์ระหว่างศัพท์ที่คัดเลือกมา 5) การจัดทำบันทึกข้อมูลศัพท์เบื้องต้นและบันทึกข้อมูลศัพท์เพื่อกำหนดนิยามและศัพท์เทียบเคียงในภาษาไทย ประมวลศัพท์เรื่องการดำน้ำลึกนี้ประกอบด้วยศัพท์ทั้งหมด 35 คำ ซึ่งนำเสนอตามกลุ่มมโนทัศน์สัมพันธ์และลำดับของมโนทัศน์สัมพันธ์ การนำเสนอศัพท์แต่ละคำนั้นประกอบด้วยศัพท์ภาษาอังกฤษ ศัพท์เทียบเคียงในภาษาไทย คำนิยาม ประเภททางไวยกรณ์ หมวดหมู่ บริบทอ้างอิงที่พบศัพท์ดังกล่าว มโนทัศน์สัมพันธ์พร้อมรหัสของลักษณะความสัมพันธ์ รูปทางภาษาอื่นของศัพท์ดังกล่าว และข้อมูลอ้างอิง


การประเมินค่าทัศนคติในสำนวนแปล คำให้การเพื่อขอลี้ภัยของ พล.ต.ต. ปวีณ พงศ์สิรินทร์ โดยสำนักข่าวประชาไทและพรรคก้าวไกล, ณัฐพงษ์ บุญยะศรี Jan 2022

การประเมินค่าทัศนคติในสำนวนแปล คำให้การเพื่อขอลี้ภัยของ พล.ต.ต. ปวีณ พงศ์สิรินทร์ โดยสำนักข่าวประชาไทและพรรคก้าวไกล, ณัฐพงษ์ บุญยะศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประเมินค่าทัศนคติในสำนวนแปล คำให้การเพื่อขอลี้ภัยของ พล.ต.ต. ปวีณ พงศ์สิรินทร์ 2 สำนวน โดยสำนักข่าวประชาไทและพรรคก้าวไกลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ด้วยทฤษฎีการประเมินค่าโดย Martin และ White (2005) ประยุกต์ตามแนวทางการประเมินค่าการแปล โดย Jeremy Munday (2012) ระเบียบวิธีวิจัยของการศึกษาครั้งนี้เป็น 3 ระดับชั้น โดยชั้นที่ 1 การศึกษาเปรียบเทียบการประเมินค่าทัศนคติในตัวบทต้นฉบับและสำนวนแปล 2 สำนวน เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงทางรูปภาษาที่เกิดจากการแปลทัศนคติของสำนวนแปลในหมวดหมู่อารมณ์ การตัดสินและความนิยมจากหน่วยสร้างที่แสดงทัศนคติ และระดับทัศนคติในหมวดหมู่ความเข้มข้นและความจำเพาะจากหน่วยสร้างที่แสดงระดับทัศนคติ ชั้นที่ 2 การอภิปรายผลการวิเคราะห์กับบริบทการแปล และจากนั้นสรุปผลการวิจัยในชั้นที่ 3 โดยผลการศึกษาพบการเสริมความเข้มข้นของทัศนคติและเน้นความจำเพาะในสำนวนแปล และการใช้สำนวนภาษาในการสื่อทัศนคติที่มีความเข้มข้นและตรงไปตรงมามากกว่าต้นฉบับ และการละไม่แปล และการแปลแบบตีความเกินทำให้สำนวนแปลสื่อใจความไม่ตรงกันกับภาษาที่ปรากฏในต้นฉบับบางจุด ซึ่งอนุมานได้ว่าสำนวนแปลที่สะท้อนออกมาในภาษาปลายทางมีอิทธิพลมาจากจุดยืน อุดมการณ์ทางการเมืองของผู้เขียนและผู้แปล รวมถึงหน้าที่และวัตถุประสงค์ของการนำตัวบทไปใช้ด้วย


การแปลสุนทรพจน์ครั้งแรกเนื่องในโอกาสพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีโจ ไบเดน, ธีร์ สุวรรณะชฎ Jan 2022

การแปลสุนทรพจน์ครั้งแรกเนื่องในโอกาสพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีโจ ไบเดน, ธีร์ สุวรรณะชฎ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแปลตัวบทสุนทรพจน์แรกของประธานาธิบดีโจ ไบเดนจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ผู้วิจัยจึงศึกษาแนวทางการถ่ายทอดวัจนลีลาของตัวบทต้นฉบับสู่ตัวบทฉบับแปลโดยที่ยังคงสื่อความหมายและเนื้อหาไว้ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ โดยต้องอาศัยแนวทางการวิเคราะห์ตัวบทของคริสติอาเน นอร์ด (Christiane Nord) ทฤษฎีการแปลแบบสื่อความหมาย (Communicative Translation) ของปีเตอร์ นิวมาร์ก (Peter Newmark) และแนวคิดการแปลวัจนลีลาของจีน โบแอส-เบเออร์ (Jean Boase-Beier) มาใช้เพื่อถ่ายทอดตัวบทสุนทรพจน์แรกที่คงรูปแบบวัจนลีลาและวาทศิลป์ไว้ได้อย่างถูกต้องและครบถ้วนสมบูรณ์ ผลการวิจัยพบว่าทฤษฎีต่าง ๆ ที่ผู้วิจัยเลือกมาใช้สามารถตอบโจทย์และมีหลักการแปลที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งบทแปล นั่นคือ บทสุนทรพจน์ที่เก็บลักษณะของวัจนลีลาไว้ได้อย่างครบถ้วน มีการใช้เครื่องมือทางวรรณศิลป์และวาทศิลป์ต่าง ๆ ที่ตรงตามความหมายที่ต้องการจะสื่อ ตลอดจนรักษารายละเอียดเกี่ยวกับบุคคล สถานที่ และเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ไว้ได้


การแปลลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมในหนังสือการ์ตูนมังงะเรื่อง เจ้าหนูข้าวจี่ โดย เกษม อภิชนตระกูล, ธนพนธ์ ปานอุดมลักษณ์ Jan 2022

การแปลลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมในหนังสือการ์ตูนมังงะเรื่อง เจ้าหนูข้าวจี่ โดย เกษม อภิชนตระกูล, ธนพนธ์ ปานอุดมลักษณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษากลยุทธ์การแปลลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรม มุกตลก และภาษาถิ่นอีสานในหนังสือการ์ตูน เจ้าหนูข้าวจี่ ของเกษม อภิชนตระกูล ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับการทำอาหารในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ตัวบทกรณีศึกษาพบคำหลายคำที่มีที่มาจากลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมและความแตกต่างทางวัฒนธรรมของภาษาต้นทางและปลายทาง ทำให้กระบวนการแปลนั้นยากมากยิ่งขึ้น คำที่มีลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมนั้นไม่สามารถที่จะแปลด้วยวิธีทั่วไปได้เลย ในการศึกษาครั้งนี้ สันนิษฐานได้ว่า ในการแปลลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรม จะต้องใช้กลวิธีการแปล เช่น กลยุทธ์การแปลลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมของแอนโธนี พิม มาเพื่อแก้ปัญหาที่พบได้ในตัวบทกรณีศึกษานี้ นอกจากกลยุทธ์การแปลของแอนโธนี พิม แล้วการศึกษาครั้งนี้ยังพบว่ามุกตลกที่พบก็เป็นลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมที่จะต้องได้รับการวิเคราะห์ด้วยเช่นกัน ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้พบว่า มุกตลกสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลัก็คือ มุกตลกสากล มุกตลกเฉพาะวัฒนธรรมและมุกตลกทางภาษา มุกตลกสากลจะเป็นมุกตลกที่สามารถแปลด้วยวิธีการปรกติได้ แต่มุกตลกวัฒนธรรมจะต้องแปลแบบเดียวกันกับคำเฉพาะทางวัฒนธรรม ในขณะที่มุกตลกทางภาษาควรที่จะได้รับการแปลด้วยแนวทางการแปลของเดิร์ค เดลาบาสติสตา อีกประเด็นปัญหาหนึ่งที่พบก็คือ การใช้ภาษาถิ่นและภาษาไทยที่ไม่ได้มาตรฐานในตัวบทต้นทาง ทำให้ในการแปลจะต้องรักษาไว้ซึ่งความแปลกต่างดังกล่าวเพื่อให้คงไว้ถึงลักษณะที่ไม่เหมือนทางวัฒนธรรมของตัวละครนั้น งานวิจัยฉบับนี้แสดงให้เห็นว่า ลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมและมุกตลกวัฒนธรรมที่พบใน เจ้าหนูข้าวจี่ สามารถแปลโดยใช้แนวทางของแอนโธนี พิมและแนวทางการแปลหนังสือการ์ตูนของเคลาส์ เคนดล์ ในส่วนภาพของหนังสือการ์ตูนนั้นก็ใช้ในการแก้ปัญหาการแปลที่เกี่ยวกับการแปลลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมได้ สำหรับมุกตลกทางภาษานั้นสามารถแปลโดยใช้แนวทางการแปลของเดิร์ค เดลาบาติสตา ทำให้การแปลเข้าใจและชัดเจนขึ้น สุดท้าย ภาษาอังกฤษที่ไม่ได้มาตรฐานก็สามารถนำมาแทนที่การใช้ภาษาไทยที่ไม่ได้มาตรฐานที่พบในตัวบทต้นทางได้ ซึ่งจะช่วยให้บทแปลสามารถที่จะคงไว้ซึ่งลักษณะหรือบทบาทของตัวละครรวมถึงลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมของตัวละครเหล่านั้นด้วย


การศึกษาแนวทางการแปลคำเลียนเสียงธรรมชาติ (Onomatopoeia) และการนำไปใช้ในการแปลนวนิยายเรื่อง The Council Of Animals ของ Nick Mcdonell, ปภาดา แก้วก่อง Jan 2022

การศึกษาแนวทางการแปลคำเลียนเสียงธรรมชาติ (Onomatopoeia) และการนำไปใช้ในการแปลนวนิยายเรื่อง The Council Of Animals ของ Nick Mcdonell, ปภาดา แก้วก่อง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาแนวทางการแปลคำเลียนเสียงธรรมชาติ (Onomatopoeia) และการนำไปใช้ในการแปลนวนิยายเรื่อง The Council of Animals ของ Nick McDonell สมมติฐานในการวิจัยคือ การแปลคำเลียนเสียงธรรมชาติใช้กลวิธีการแปลด้วยคำเลียนเสียงธรรมชาติในภาษาปลายทางมากที่สุด ตามด้วยคำที่ไม่ใช่คำเลียนเสียงธรรมชาติ การถอดความ (paraphrase) และการละไม่แปล (omission) ตามลำดับ ผลจากการศึกษากลวิธีการแปลคำเลียนเสียงธรรมชาติจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยของคลังข้อมูลต้นฉบับและบทแปลนวนิยายเกี่ยวกับสัตว์ จำนวน 4 เรื่อง พบว่า กลวิธีการแปลคำเลียนเสียงธรรมชาติ (onomatopoeia words) และ คำแสดงอาการส่งเสียงที่เกี่ยวข้อง (onomatopoeic verbs) มีทั้งหมด 4 วิธี เรียงตามสัดส่วนที่พบจากมากที่สุดไปน้อยที่สุด ได้แก่ (ก) การแปลด้วยคำเลียนเสียงธรรมชาติ (ข) การแปลด้วยคำที่ไม่ใช่คำเลียนเสียงธรรมชาติ (ค) การแปลด้วยการถอดความ และ (ง) การละไม่แปล เมื่อนำมาปรับใช้กับการแปลตัวบทคัดสรรโดยยึดหลักเกณฑ์การวิเคราะห์คำเลียนเสียงธรรมชาติโดยใช้ทฤษฎีประเด็นสัมพันธ์ (Relevance-Theoretic Analysis) ของเรียวโกะ ซาซาโมโตะและรีเบคก้า แจ็คสัน (Ryoko Sasamoto and Rebecca Jackson) พบว่าคำเลียนเสียงธรรมชาติทุกคำใช้กลวิธีการแปลด้วยคำเลียนเสียงธรรมชาติทั้งหมดเนื่องจากที่มีองค์ประกอบด้านการแสดงมากกว่าการพูด และคำแสดงอาการส่งเสียงที่เกี่ยวข้องใช้กลวิธีการแปลด้วยคำเลียนเสียงธรรมชาติมากที่สุด ตามด้วยคำที่ไม่ใช่คำเลียนเสียงธรรมชาติ ตามลำดับ เนื่องจากคำส่วนใหญ่มีองค์ประกอบด้านการแสดงมากกว่าการพูด เพราะตัวบทคัดสรรให้ความสำคัญต่อองค์ประกอบทางเสียง ทั้งนี้การแปลคำเลียนเสียงธรรมชาติทั้ง 2 ประเภทไม่พบกลวิธีการถอดความและการละไม่แปล แต่พบกลวิธีย่อยประเภทอื่น คือ กลวิธีทางเสียง ได้แก่ การผันวรรณยุกต์ การเพิ่มจำนวนพยัญชนะ และการใช้คำซ้ำ


การแปลคำศัพท์ทางจิตวิเคราะห์ในหนังสือเรื่อง Freud And Beyond: A History Of Modern Psychoanalytic Thought ของ Stephen A. Mitchell และ Margaret J. Black, วิภาวี วิจิตรสาร Jan 2022

การแปลคำศัพท์ทางจิตวิเคราะห์ในหนังสือเรื่อง Freud And Beyond: A History Of Modern Psychoanalytic Thought ของ Stephen A. Mitchell และ Margaret J. Black, วิภาวี วิจิตรสาร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาแนวทางการแปลคำศัพท์เฉพาะทางจิตวิเคราะห์ในหนังสือเรื่อง Freud and Beyond: A History of Modern Psychoanalytic Thought ของ Stephen A. Mitchell และ Margaret J. Black จากคำศัพท์ที่คัดสรรจำนวน 30 คำ โดยมีสมมติฐานการวิจัยว่า แนวทางการวิเคราะห์ตัวบทของคริสติอาเน นอร์ด แนวทางการแปลแบบตีความและยึดความหมายของฌอง เดอลิล แนวทางการสร้างคำใหม่ในภาษาอังกฤษของจอร์จ ยูล แนวทางการวิเคราะห์ลักษณะเฉพาะของมโนทัศน์ของ มาเรีย เทเรซา คาเบร แนวทางการแปลคำสร้างใหม่ของปีเตอร์ นิวมาร์ก แนวทางการบัญญัติศัพท์และการจัดทำพจนานุกรมศัพท์เฉพาะสาขาวิชาของสมศีล ฌานวังศะ และหลักการสร้างคำในภาษาไทยและหลักการบัญญัติศัพท์โดยใช้คำภาษาบาลีและสันสกฤตในปัจจุบันของวัลยา ช้างขวัญยืนและคณะ จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการแปล และสามารถช่วยวางแผนการแปลคำศัพท์เฉพาะทางจิตวิเคราะห์ในตัวบทประเภทหนังสือวิชาการเบื้องต้น (Basic academic text) ซึ่งผสมผสานระหว่างรูปแบบงานเขียนสารคดีและบันเทิงคดีได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าแนวทางการวิเคราะห์ตัวบท แนวทางการแปลแบบตีความและยึดความหมาย แนวทางการสร้างคำใหม่ในภาษาอังกฤษ แนวทางการวิเคราะห์ลักษณะเฉพาะของมโนทัศน์ แนวทางการแปลคำสร้างใหม่ แนวทางการบัญญัติศัพท์และการจัดทำพจนานุกรมศัพท์เฉพาะสาขาวิชา และหลักการสร้างคำในภาษาไทยและหลักการบัญญัติศัพท์โดยใช้คำภาษาบาลีและสันสกฤตในปัจจุบัน สามารถใช้สร้างคำแปลคำศัพท์ในภาษาปลายทางและแก้ปัญหาการแปลคำศัพท์ทางจิตวิเคราะห์ได้อย่างมีคุณภาพ


การปรับปรุงกระบวนการทำงานของแผนกขนส่งสินค้าขาเข้า : บริษัทกรณีศึกษา Xyz, เปมิกา กาญจนกามล Jan 2022

การปรับปรุงกระบวนการทำงานของแผนกขนส่งสินค้าขาเข้า : บริษัทกรณีศึกษา Xyz, เปมิกา กาญจนกามล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาและค้นคว้าอิสระนี้เป็นการศึกษาการปรับปรุงกระบวนการทำงานของแผนกขนส่งสินค้าขาเข้า ของบริษัทกรณีศึกษา XYZ ซึ่งเป็นบริษัทตัวแทนนำเข้า และส่งออกสินค้า (Freight Forward Company) หนึ่งในกิจกรรมสำคัญ คือการอัปเดตสถานะสินค้าว่าสินค้านั้น ๆ ดำเนินการขนส่งอยู่ที่ไหนแล้วบ้าง เพื่ออัปเดตให้แก่ลูกค้าของบริษัทได้สามารถรับทราบเพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนการผลิต การตลาด หรือประโยชน์อื่น ๆ และยังเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ใช้วัดผลประเมินประสิทธิภาพการทำงานของแผนกอีกด้วย ซึ่งคะแนนประสิทธิภาพในการทำงานนั้นยังส่งผลต่อการปรับคิดเงินเดือนประจำปี ตลอดจนโบนัสของพนักงานประจำบริษัทอีกด้วย ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาหาสาเหตุที่ทำให้กระบวนการทำงานของบริษัทกรณีศึกษามีปัญหา ตลอดจนนำแนวคิด ทฤษฏี และเครื่องมือ ไม่ว่าเป็นแนวคิดลีน ไคเซ็น แผนผังสายธารแห่งคุณค่า (Value Stream Mapping : VSM) และแนวคิด ECRS เข้ามาช่วยในการดำเนินหาทางแก้ไขปัญหาที่บริษัทกรณีศึกษากำลังเผชิญ ตลอดจนการประชุมหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อหาแนวทางการทำงานใหม่ เพื่อให้ทุกคนทราบถึงปัญหาที่แท้จริง และช่วยกันหาแนวทางที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาซึ่งหลังจากปรับปรุงกระบวนการนั้น พบว่าทั้ง 2 กิจกรรมการแจ้งเตือน ที่ผู้วิจัยทำการศึกษานั้น มีระยะเวลาเฉลี่ยในการทำงานลดลง และสามารถขจัดกระบวนการที่ไม่มีคุณค่าออกจากกระบวนการทำงานได้ โดยกิจกรรมการแจ้งเตือนที่ 1 มีระยะเวลาเฉลี่ยลดลงจาก 240:09 นาทีลดลงอยู่ที่ 118.36 นาที ระยะเวลาเฉลี่ยในการทำงานลดลงคิดเป็นร้อยละ 50.61 และกิจกรรมการแจ้งเตือนที่ 3 นั้นลดลงคิดเป็นร้อยละ 88.33 จะระยะเวลาเฉลี่ยรวมในการทำงานที่ 12,536:58 นาที ลดลงอยู่ที่ 1,462:57 นาที และในการวัดผลประเมินประจำเดือนธันวาคม 2565 พบได้ว่าสัดส่วนคะแนนเพิ่มขึ้น โดยกิจกรรมการแจ้งเตือนที่ 1 สัดส่วนคะแนนในเดือนธันวาคม 2565 อยู่ที่ 86.09% และกิจกรรมการแจ้งเตือนที่ 3 อยู่ที่ 90.54%


การแปลบทกวีนิพนธ์เชิงอภิปรัชญาชุด Songs And Sonnets ของจอห์น ดันน์, อาทิมา พวงเข็มแดง Jan 2022

การแปลบทกวีนิพนธ์เชิงอภิปรัชญาชุด Songs And Sonnets ของจอห์น ดันน์, อาทิมา พวงเข็มแดง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการถ่ายทอดแนวคิดและวัจนลีลาที่โดดเด่นในกวีนิพนธ์แนวอภิปรัชญาจำนวน 6 เรื่องที่คัดสรรจากชุด Songs and Sonnets ของจอห์น ดันน์ ได้แก่ The Flea, The Apparition, Woman’s Constancy, The Canonization, The Bait และ A Valediction: Forbidding Mourning จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับแนวคิดเชิงอภิปรัชญาและบทวิเคราะห์ลักษณะการประพันธ์ของดันน์และกวีแนวอภิปรัชญาคนอื่น ๆ เพื่อนำมาใช้ประกอบกับทฤษฎีวาทกรรมวิเคราะห์ ของคริสติอาเนอ นอร์ด ในการวิเคราะห์และทำความเข้าใจตัวบทและแนวคิดเชิงอภิปรัชญาที่สอดแทรกอยู่ พร้อมทั้งศึกษาทฤษฎีการแปลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ทฤษฎีการแปลแบบครบความ ของปีเตอร์ นิวมาร์ค ทฤษฎีการแปลแบบยึดความหมาย ของมารี-อานน์ เลเดแรร์ กลวิธีในการคิดหาคำแปล ของโมนา เบเคอร์ ทฤษฎีการแปลชดเชย ของเฮอร์วีย์ ซานดอร์ และเอียน ฮิกกินส์ แนวทางการแปลวรรณกรรม ของวัลยา วิวัฒน์ศร และแนวทางการแปลกวีนิพนธ์ ของเจมส์ โฮล์มส์ เพื่อหาแนวทางการแปลที่เหมาะสมโดยเฉพาะสำหรับตัวบทประเภทกวี­นิพนธ์ พร้อมทั้งถ่ายทอดแนวคิดอภิปรัชญาที่สำคัญและลีลาการประพันธ์ของกวีเป็นร้อยกรองภาษาไทย โดยคำนึงถึงความใกล้เคียงของผลลัพธ์ที่เกิดจากเครื่องมือทางวรรณศิลป์ในภาษาไทยเมื่อเทียบกับกวีนิพนธ์ต้นฉบับ และการทำความเข้าใจความหมายของผู้อ่านกวีนิพนธ์ฉบับแปลไปควบคู่กัน เพื่อให้ผู้อ่านกวีนิพนธ์ฉบับแปลสามารถวิเคราะห์สาระสำคัญของแนวคิดอภิปรัชญาที่สอดแทรกอยู่ในกวีนิพนธ์ และได้รับสุนทรียภาพผ่านกลวิธีทางวรรณศิลป์ที่กวีใช้เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดแนวคิดนั้นให้ได้มากที่สุด


การวิเคราะห์ต้นทุนโลจิสติกส์สำหรับการนำเข้ามอลต์ระหว่างการใช้เรือสินค้าเทกองกับเรือตู้สินค้า, เสาวลักษณ์ ธัญลักษณ์ภาคย์ Jan 2022

การวิเคราะห์ต้นทุนโลจิสติกส์สำหรับการนำเข้ามอลต์ระหว่างการใช้เรือสินค้าเทกองกับเรือตู้สินค้า, เสาวลักษณ์ ธัญลักษณ์ภาคย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ในการวิเคราะห์ต้นทุนรวมโลจิสติกส์สำหรับการนำเข้า มอลต์ ระหว่างการใช้เรือสินค้าเทกองกับเรือตู้สินค้า โดยทำการศึกษาต้นทุนรวมโลจิสติกส์และ ระยะเวลาในการขนส่งมอลต์จากประเทศออสเตรเลียจนถึงโรงงานที่ตั้งอยู่ที่จังหวัด พระนครศรีอยุธยาด้วยวิธีเรือสินค้าเทกอง โดยปัจจุบันใช้รูปแบบการขนส่งด้วยวิธีเรือตู้สินค้า ผู้วิจัย จะทำการจำลองสถานการณ์ เพื่อทำการเปรียบเทียบกับเส้นทางการขนส่งที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยจะทำการจำลองสถานการณ์ใน 8 รูปแบบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาต้นทุนรวมโลจิสติกส์และ ระยะเวลา ในการขนส่งมอลต์เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับต้นทุนโลจิสติกส์และระยะเวลารวมของการ ขนส่งมอลต์ในปัจจุบัน โดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ประกอบการการขนส่งสินค้าระหว่าง ประเทศและภายในประเทศที่เกี่ยวข้อง โดยในการศึกษา ผู้วิจัยได้ทำการเปรียบเทียบต้นทุนรวมโลจิสติกส์ 4 ด้านคือ 1. ต้นทุนการขนส่ง (Transportation Cost) 2. ต้นทุนการขนถ่ายสินค้า (Handling Costs) 3. ต้นทุนคลังสินค้า (Warehousing Costs) 4. ต้นทุนค่าใช้จ่ายอื่นๆ (Other Cost) ผลการศึกษา พบว่าสินค้าทางการเกษตรจำพวกสินค้ามอลต์ รูปแบบการขนส่งวิธีเรือสินค้า เทกองมีต้นทุนรวมโลจิสติกส์ต่ำกว่าการขนส่งวิธีเรือตู้สินค้า แต่อย่างไรก็ตามควรพิจารณาถึงปัจจัย อื่นร่วมด้วย อาทิเช่น ระดับน้ำหรือช่วงเวลาที่เหมาะสมในการขนส่งด้วยเรือเทกองในแต่ละ ช่วงเวลาของปี


การวิเคราะห์ปัจจัยกำหนดการส่งออกผลิตภัณฑ์พลาสติกของประเทศไทยโดยแบบจำลองแรงโน้มถ่วง, จิดาภา ศรีจำนงค์ Jan 2022

การวิเคราะห์ปัจจัยกำหนดการส่งออกผลิตภัณฑ์พลาสติกของประเทศไทยโดยแบบจำลองแรงโน้มถ่วง, จิดาภา ศรีจำนงค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

มูลค่าการส่งออกพลาสติกของประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการเพิ่มขึ้นของประชากรและเศรษฐกิจโลก การศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นที่จะศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์พลาสติกของประเทศไทยและการศึกษาครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมการส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์พลาสติกของประเทศไทยต่อไปในอนาคต การศึกษานี้เป็นการสร้างแบบจำลองแรงโน้มถ่วงเพื่อเป็นตัวแทนของการส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์พลาสติกของประเทศไทยไปยังประเทศต่างๆ โดยมีการเสนอแบบจำลองทางเลือกเพื่อทำการประเมินว่าตัวแปรด้านโลจิสติกส์ ได้แก่ ระยะห่าง เวลาที่ใช้ในการขนส่ง และต้นทุนที่ใช้ในการขนส่ง ตัวแปรใดเป็นตัวแปรที่ดีที่สุดของตัวแปรด้านโลจิสติกส์ ในการประมาณค่าแบบจำลองจะทำการศึกษาด้วยวิธี Pooled Regression Model, Fixed Effect Model และ Random Effect เพื่อหาแบบจำลองที่เหมาะสมที่สุด โดยใช้ข้อมูลแบบอนุกรมเวลา (รายปี) ของมูลค่าการส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์พลาสติกของประเทศไทย ในช่วงปี พ.ศ. 2547-2561 จากการศึกษาพบว่าตัวแปรระยะทางเป็นตัวแปรด้านโลจิสติกส์ที่เหมาะสมกับแบบจำลองมากที่สุด โดยมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกผลิตภัณฑ์พลาสติกของประเทศไทย ได้แก่ ขนาดเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า การใช้ภาษากลาง และการใช้พรมแดนร่วมกัน


ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อแรงจูงใจในการทิ้งหน้ากากอนามัยใช้แล้วในกรุงเทพมหานคร, จิตริน เขมานุรักษ์ Jan 2022

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อแรงจูงใจในการทิ้งหน้ากากอนามัยใช้แล้วในกรุงเทพมหานคร, จิตริน เขมานุรักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อแรงจูงใจในการทิ้งหน้ากากอนามัยใช้แล้วในกรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและทำการศึกษา ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ปัจจัยด้านความรู้และการรับรู้ถึงปัญหาหน้ากากอนามัยใช้แล้ว และปัญหาขยะของกรุงเทพมหานคร รวมไปถึงปัจจัยด้านนโยบายและการรณรงค์ส่งเสริม ที่แตกต่างกันจะให้ผลทางด้านพฤติกรรมการทิ้งหน้ากากอนามัยใช้แล้วแยกจากขยะทั่วไป (5 ข้อ) ที่แตกต่างกันหรือไม่ โดยการศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ โดยกลุ่มประชาที่ทำการศึกษา คือ ผู้ที่ทั้งเคย และไม่เคยทิ้งหน้ากากอนามัยได้อย่างถูกต้องถูกวิธีมาก่อน ซึ่งทำการสำรวจผ่านแบบสอบถาม Google form และได้รับข้อมูลต่อกลับทั้งสิ้น 400 ชุด ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยด้านประชากรณ์ศาสตร์ การที่มี รายได้เฉลี่ยต่อเดือน, จำนวนสมาชิกในครัวเรือน, สภาพที่อยู่อาศัย, ประวัติการติดเชื้อไวรัส COVID-19 ของตนเอง และจำนวนวัคซีนตนได้รับที่แตกต่างกัน มีระดับพฤติกรรมการทิ้งหน้ากากอนามัยใช้แล้วแยกจากขยะทั่วไปแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในส่วนของ ปัจจัยด้านความรู้และการรับรู้ถึงปัญหาหน้ากากอนามัยใช้แล้ว และปัญหาขยะของกรุงเทพมหานคร ทุกๆ ปัจจัยมีระดับพฤติกรรมการทิ้งหน้ากากอนามัยใช้แล้วแยกจากขยะทั่วไปแตกต่างกัน แต่ะจะมีบางข้อความรู้และการรับรู้ถึงปัญหาบางข้อเท่านั้นที่สามารถทำให้เกิดพฤติกรรมการทิ้งหน้ากากอนามัยใช้แล้วแยกจากขยะทั่วไปแตกต่างกัน ได้ทั้ง 5 ข้อ ในขณะที่ ปัจจัยด้านนโยบายและการรณรงค์ส่งเสริม พบว่า การส่งเสริมด้วยการให้ภาครัฐแจกถุงพลาสติก หรือให้ร้านค้าแจกถุงพลาสติก ที่สามารถใช้ในการคัดแยกขยะติดเชื้ออย่าง “หน้ากากอนามัยใช้แล้ว” มีระดับพฤติกรรมการทิ้งหน้ากากอนามัยใช้แล้วแยกจากขยะทั่วไป ไม่แตกต่างกัน


ปัจจัยในการเกิดอุบัติเหตุของรถบรรทุก 6 ล้อ ในเขตภาคตะวันออก บริษัทกรณีศึกษา Abc, ชนมณีทิวา ชาญสมร Jan 2022

ปัจจัยในการเกิดอุบัติเหตุของรถบรรทุก 6 ล้อ ในเขตภาคตะวันออก บริษัทกรณีศึกษา Abc, ชนมณีทิวา ชาญสมร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาค้นคว้าอิสระนี้จะเป็นการศึกษาปัจจัยที่มีผลให้เกิดอุบัติเหตุของรถบรรทุก 6 ล้อ บริษัทกรณีศึกษา เอบีซี วัตถุประสงค์เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่บริษัทต้องสูญเสียจากการเกิดอุบัติเหตุในแต่ละปี เช่นลดค่าเบี้ยประกันอุบัติเหตุในกรณีที่รถไม่เคยเกิดอุบัติเหตุในปีนั้นจะได้รับส่วนลดค่าเบี้ยประกันในปีต่อไป เพื่อประเมินปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดอุบัติเหตุจากการขับรถบรรทุกหกล้อของพนักงานและศึกษาพฤติกรรมเสี่ยงในการขับขี่ของพนักงานขับรถบรรทุกเพื่อจัดทำมาตรการป้องกันและแก้ไข ผู้ศึกษาได้ทำการศึกษารวบรวมปัจจัยและคัดเลือกประชากรสมมติฐานด้วยวิธีการ สุ่มเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จากปัจจัยหลัก 3 ปัจจัย ประกอบด้วย ปัจจัยด้านผู้ขับขี่ปัจจัยด้านยานพาหนะ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม โดยเมื่อนำเกณฑ์หลักการจัดลำดับมาใช้ในการศึกษานี้ใช้วิธีวิเคราะห์ด้วยวิธี การวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกแบบไบนารี (Binary Logistic Regression) ผู้ศึกษาจะใช้การสุ่มเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงแล้วนำมาวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีผลให้เกิดอุบัติเหตุ คือ ความเร็วสูงสุดในการขับต่อเที่ยว และช่วงเวลาในการทำงานต่อวัน มีผลอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ


การปรับปรุงกระบวนการคำสั่งซื้อของลูกค้า : กรณีศึกษา บริษัท Freight Forwarder, ชนัสฐา คณะทอง Jan 2022

การปรับปรุงกระบวนการคำสั่งซื้อของลูกค้า : กรณีศึกษา บริษัท Freight Forwarder, ชนัสฐา คณะทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงกระบวนการดำเนินการของแผนกส่งออกทางทะเลของบริษัทตัวแทนขนส่งสินค้าแห่งหนึ่งโดยศึกษาด้วยเงื่อนไขการซื้อขายแบบ FOB, EXW และ CIF โดยงานใช้การศึกษากระบวนการทำงานโดยแผนผัง Flow chart และแผนผัง IDEFO เพื่อระบุกิจกรรมหลักทั้งหมดที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด นอกจากนี้ ศึกษาผ่านแบบสอบถาม พนักงานที่เกี่ยวข้องและลูกค้า เพื่อระบุปัญหาของกิจกรรมที่พบ ซึ่งจากการวิจัยพบว่าปัญหาที่สำคัญที่สุด 3 ประการคือ 1) ความคลาดเคลื่อนของต้นทุนขายและใบแจ้งหนี้ของสายเรือ 2) ความล่าช้าในการแก้ไขหรือยืนยันใบตราส่ง และ 3) ข้อผิดพลาดในการยืนยันการจองระวางเรือ โดยได้ใช้แผนภาพก้างปลาในการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาเหล่านี้ ซึ่งผลจากการศึกษานำไปสู่การนำเสนอแนวทางการปรับปรุงด้วยเครื่องมือ ECRS (การกำจัด, การรวบรวม, การจัดเรียงใหม่ และการทำให้ง่ายขึ้น)


ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับการใช้งาน Online Platform : กรณีศึกษาบริษัท Xyz, ฐิติกร แก้วดวงเด่น Jan 2022

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับการใช้งาน Online Platform : กรณีศึกษาบริษัท Xyz, ฐิติกร แก้วดวงเด่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงงานพิเศษฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิต่อการยอมรับการใช้งาน เทคโนโลยีสำหรับผู้นำเข้าส่งออกและตัวแทนผู้ให้บริการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศ เนื่องจากปัจจุบันอุตสาหกรรมทางด้านขนส่งสินค้าทางทะเลหรือสาสยเรือนั้นมีการแข่งขันกันสูง มากขึ้นโดยเฉพาะทางด้านบริการ ในแง่ของการบริการทางสายเรือ จึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบให้ การทำงาน มีความรวดเร็วในการให้บริการ ถูกต้องแม่นยำ ข้อมูลเข้าถึงได้ง่าย และผู้ใช้บริการรับรู้ ถึงประโยชน์ของการใช้งาน โดยบริษัทกรณีศึกษาเป็นสายการเดินเรือรายใหญ่ โดยใช้แบบสอบถาม เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้นำเข้าส่งออกและตัวแทนผู้ให้บริการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศ จำนวน 350 คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุ เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับการใช้งาน Online Platform กรณีศึกษา บริษัสายเรือ XYZ จำนวน 4 ด้าน และความตั้งใจที่จะใช้งาน ผลการศึกษาพบว่า ด้าน ความคาดหวังในประสิทธิภาพ ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านอิทธิพลทางสังคม และ ด้านความ ง่ายต่อการใช้งาน ซึ่งพบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกใช้ Online Platform อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 มีจำนวน 3 ปัจจัย คือ ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านอิทธิพลทางสังคม และ ด้านความง่ายต่อการใช้งาน


การพัฒนาเกณฑ์การประเมินผู้รับเหมาช่วงบริการขนส่ง, ณัฐธมนต์ วงศ์ชัยศรี Jan 2022

การพัฒนาเกณฑ์การประเมินผู้รับเหมาช่วงบริการขนส่ง, ณัฐธมนต์ วงศ์ชัยศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการศึกษาและพัฒนาเกณฑ์การประเมินผู้รับเหมาช่วงบริการขนส่งที่ ให้บริการโดยบริษัท 3PL โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวัดผลการปฏิบัติงานของ บริษัทกรณีศึกษาและของผู้รับเหมาช่วงที่ทางบริษัทกรณีศึกษาใช้บริการ โดยวิธีการศึกษาและ วิเคราะห์ที่ใช้มีการเชิงคุณภาพ (Qualitative) และเชิงปริมาณ (Quantitative) โดยการศึกษา ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์ผลข้อมูล การเก็บข้อมูล การสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการ ปฏิบัติงาน การปรับปรุงและทดลองใช้เกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน โดย ผลลัพธ์ของการวิจัยนั้นประกอบด้วยการสรุปเกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน รูปแบบใหม่ และเทียบกับผลการประเมินประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานรูปแบบเดิม โดยใช้วิธีการ แสดงผลในรูปแบบของตารางและกราฟเปรียบเทียบผลการปฏิบัติงานของการใช้เกณฑ์การประเมิน ในปัจจุบันและแบบปรับปรุง


ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการรีไซเคิลที่เหมาะสมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, ณัฐพร ภัทรอธิคม Jan 2022

ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการรีไซเคิลที่เหมาะสมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, ณัฐพร ภัทรอธิคม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลหรือมีอิทธิพลต่อตัวแปรตาม ซึ่งในงานวิจัยนี้คือการเข้าร่วมการรีไซเคิล โดยใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแบบแผน (Theory of Planned Behavior: TPB) โดยสำรวจจากประชากรในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และมีกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามจำนวน 407 คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณา (Descriptive Statistics) และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจและพฤติกรรมการเข้าร่วมการคัดแยกขยะ ผลการศึกษาพบว่า ทัศนคติ (Attitude) การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม (Perceived Behavioral Control) ความพึงพอใจต่อสิ่งอำนวยความสะดวก (Satisfaction with local facilities) มีอิทธิพลต่อความตั้งใจ (Intention) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในขณะที่บรรทัดฐานของสิ่งอ้างอิงไม่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจและพฤติกรรมการเข้าร่วมการคัดแยกขยะ และความตั้งใจมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเข้าร่วมการคัดแยกขยะ (Behavior) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพบว่า ประเภทของที่พักอาศัยแบบมีและไม่มีส่วนกลางมีอิทธิพลต่อความพึงพอใจต่อสิ่งอำนวยความสะดวกต่อการเข้าร่วมการคัดแยกขยะ และตำแหน่งของจุดรวบรวมขยะรีไซเคิลไม่มีอิทธิพลต่อทุกปัจจัย