Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chemical Engineering Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

14,131 Full-Text Articles 24,751 Authors 7,946,487 Downloads 167 Institutions

All Articles in Chemical Engineering

Faceted Search

14,131 full-text articles. Page 127 of 498.

A Comparative Study Of Sustainable Aviation Fuel Production From Hydroprocessing Process Between Hydrogen Recovery Unit From Steam Reforming And Hydrogen Generation Unit From Biomass Gasification, Praeva Pongsripipat 2023 Faculty of Engineering

A Comparative Study Of Sustainable Aviation Fuel Production From Hydroprocessing Process Between Hydrogen Recovery Unit From Steam Reforming And Hydrogen Generation Unit From Biomass Gasification, Praeva Pongsripipat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Sustainable aviation fuel (SAF) can be generated using various processes. Among the well-established approaches, one that stands out is the hydrotreating of esters and fatty acids (HEFA). However, the HEFA process requires a source of hydrogen for the hydroprocessing reactions. Hydrogen is often considered as an expensive component, and its cost can have a significant impact on the overall economic viability of renewable aviation fuel production. In this work, the SAF process is developed using Aspen Plus simulation. There are 2 scenarios to be considered. Scenario 1 involves a plant in which the hydrotreating of palm oil is performed to …


Effect Of Dispersion Of Carbon Nanotubes On Electrical Conductivity And Compressive Strength Of Cnt/Cement Composite, Rittikiat Wandaw 2023 Faculty of Engineering

Effect Of Dispersion Of Carbon Nanotubes On Electrical Conductivity And Compressive Strength Of Cnt/Cement Composite, Rittikiat Wandaw

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Carbon nanotubes (CNTs) are promising nanomaterials due to their exceptional properties, including high electrical, mechanical, and stability characteristics. These advantageous features position CNTs as suitable candidates for diverse applications, particularly in additive formulations designed to enhance overall performance. One notable application is their use in cement composites to improve mechanical and electrical properties. However, the hydrophobic property of CNTs presents challenges for dispersion within the hydrophilic cement matrix. Consequently, methods have been developed to aid CNT dispersion in both water and cement matrices. In this thesis, Triton X-100 employed as a surfactant, was used to disperse CNTs in water using …


Photoelectrochemical Oxidation Of Benzyl Alcohol In A Continuous-Flow Microchannel Reactor Using Titanium Dioxide Photoanode, Sirachat Sattayarak 2023 Faculty of Engineering

Photoelectrochemical Oxidation Of Benzyl Alcohol In A Continuous-Flow Microchannel Reactor Using Titanium Dioxide Photoanode, Sirachat Sattayarak

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Fossil fuel, a primary energy source of humans, emits carbon dioxide and other greenhouse gases which have a high impact on the environment. Renewable energy development has been promised to solve the problem. Solar light, a renewable energy with an unlimited energy source, has gained attention to develop in various applications including energy production and catalytic chemical reactions. The photoelectrochemical process is a chemical catalysis technique that combines electrochemical and photocatalysis and has an advantage of low energy consumption due to solar energy support. In this work, the continuous-flow photoelectrochemical reactor was fabricated to undergo the oxidation reaction of benzyl …


Transformation Graphene Quantum Dot Structure On Ag Electrodes Under Electrochemical Reduction, Sivakorn Bovornsintuchon 2023 Faculty of Engineering

Transformation Graphene Quantum Dot Structure On Ag Electrodes Under Electrochemical Reduction, Sivakorn Bovornsintuchon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In this study, we investigated the effect of electrochemical reduction time on the characteristicsstructural changes of various GQDs on Ag/Cu electrode was investigated. The GQDs were derived from three precursors including materials: Acetic, Glycine, and Bicarbonate were treated under electrochemical reduction conditions for , with reaction times of 15, 30, 45, and 60 minutes respectively. The obtained sSamples from each time period were then tested for their applicability in graphene screen-printed carbon electrodes using cyclic voltammetry techniques. The cyclic voltammetry test results revealed that among all the samples, those derived from Blue CL-GQDs #Acetic at 15 minutes and 60 minutes …


Techno-Economic Analysis Of Acetone And Ethylene Production From Bioethanol, Thanyarath Nueangchamnong 2023 Faculty of Engineering

Techno-Economic Analysis Of Acetone And Ethylene Production From Bioethanol, Thanyarath Nueangchamnong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Bioethanol is primarily blended with gasoline to produce "gasohol." This blend not only reduces dependence on fossil fuels but also cuts down on crude oil imports and bolsters the agricultural sector by creating a market for crops and their residues. Currently, Thailand is witnessing a growing trend towards electric vehicles (EVs). This trend is largely driven by government subsidies for domestic EV manufacturing and plans by overseas companies to establish manufacturing bases within the country. As a result, the bioethanol industry in Thailand is grappling with challenges, chief among them being the decreasing demand for its product. Nonetheless, any bioethanol …


ผลกระทบของวิธีการสร้างภาพเอกซเรย์ต่อความถูกต้องของ ค่าความหนาแน่นอิเล็กตรอนและเลขอะตอมยังผลจาก เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์จำลองการรักษาแบบสองพลังงาน, เกตุนภาพร เกตุประดิษฐ์ 2023 คณะวิศวกรรมศาสตร์

ผลกระทบของวิธีการสร้างภาพเอกซเรย์ต่อความถูกต้องของ ค่าความหนาแน่นอิเล็กตรอนและเลขอะตอมยังผลจาก เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์จำลองการรักษาแบบสองพลังงาน, เกตุนภาพร เกตุประดิษฐ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการพัฒนาเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ในหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นได้แก่เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบสองพลังงาน (Dual-Energy Computed Tomography) ซึ่งมีความแม่นยำในการประมาณค่าความหนาแน่นอิเล็กตรอนและค่าเลขอะตอมยังผล ทั้งสองค่านี้มีความสำคัญในด้านรังสีรักษาเป็นส่วนบ่งบอกคุณลักษณะของเนื้อเยื่อ งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความถูกต้องของการคำนวณค่าความหนาแน่นอิเล็กตรอนและค่าเลขอะตอมยังผลจากภาพที่ประมวลผลด้วย Iterative reconstruction algorithm วิธีการทดลอง ขั้นตอนแรกจะสร้างหุ่นจำลองดิจิตอลโดยใช้โปรแกรม MATLAB R2021a อ้างอิงลักษณะเนื้อเยื่อจากหุ่นจำลอง GAMMEX 467 โดยมีประเภทเนื้อเยื่อดังต่อไปนี้ เนื้อเยื่อกระดูกชนิดเนื้อแน่น (Cortical bone) เนื้อเยื่อสมอง (Brain) เนื้อเยื่อไขมัน (Adipose) และเนื้อเยื่อเต้านม (Breast) ขั้นตอนที่สองสร้างซิโนแกรม (sinogram) โดยจำลองพลังงานของรังสีเอกซ์จากเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบสองพลังงานที่พลังงาน 80 และ 140 kVp โดยใช้ SPEKTR 3.0 MATLAB Toolbox ให้พลังงานทั้งสองผ่านหุ่นจำลองดิจิตอลที่สร้างขึ้นมา เก็บมุมของภาพทั้งหมด 180 มุม ขั้นตอนที่สามเพิ่มสัญญาณรบกวนลงในภาพซิโนแกรมโดยตั้งค่าการกระจายสัญญาณรบกวน 3 ระดับได้แก่ 2, 5 และ 10 ขั้นตอนที่สี่ทำการประมวลผลสร้างภาพตัดขวางจากภาพซิโนแกรมที่ไม่มีสัญญาณรบกวนและมีสัญญาณรบกวนในระดับต่างๆ ด้วยวิธีการฉายภาพย้อนกลับแบบกรอง (Filtered back projection) และวิธีการวนซํ้า (iterative algorithm) โดยใช้ TIGRE Toolbox แล้วคำนวณหาค่าความหนาแน่นอิเล็กตรอนและค่าเลขอะตอมยังผลจากภาพที่ประมวลผลได้โดยใช้สมการ DEEDZ ผลการวิจัยพบว่าวิธีการประมวลผลแบบวิธีการวนซํ้า ให้ค่าความหนาแน่นอิเล็กตรอนจากภาพซิโนแกรมที่ไม่มีสัญญาณรบกวนและที่มีสัญญาณรบกวนในระดับต่างๆในเนื้อเยื่อทุกประเภทดีกว่าวิธีการฉายภาพย้อนกลับแบบกรอง ยกเว้น ภาพซิโนแกรมที่ไม่มีสัญญาณรบกวนในเนื้อเยื่อกระดูกชนิดเนื้อแน่นเมื่อเปรียบเทียบกับค่าความหนาแน่นอิเล็กตรอนมาตรฐาน ผลการวิจัยในส่วนค่าเลขอะตอมยังผลพบว่าวิธีการประมวลผลแบบวิธีการวนซํ้าให้ค่าเลขอะตอมยังผลจากภาพซิโนแกรมที่ไม่มีสัญญาณรบกวนและที่มีสัญญาณรบกวนในระดับต่างๆในเนื้อเยื่อทุกประเภทดีกว่าวิธีการฉายภาพย้อนกลับแบบกรองเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเลขอะตอมยังผลมาตรฐาน


การศึกษาเปรียบเทียบตัวเร่งปฏิกิริยาโมลิบดีนัมบนแร่ดินขาวที่ต่างกันเพื่อใช้ในปฏิกิริยาการขจัดน้ำของเอทานอลไปเป็นเอทิลีน, ณัฐธิดา ห่างภัย 2023 คณะวิศวกรรมศาสตร์

การศึกษาเปรียบเทียบตัวเร่งปฏิกิริยาโมลิบดีนัมบนแร่ดินขาวที่ต่างกันเพื่อใช้ในปฏิกิริยาการขจัดน้ำของเอทานอลไปเป็นเอทิลีน, ณัฐธิดา ห่างภัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเปรียบเทียบตัวเร่งปฏิกิริยาโมลิบดีนัมบนแร่ดินขาวที่ต่างกันเพื่อใช้ในปฏิกิริยาการขจัดน้ำของเอทานอลไปเป็นเอทิลีนทั้งหมด 3 ชนิด ได้แก่ เคโอลิไนต์ มอนต์มอริลโลไนต์และอะลูมินัม พิลลาร์ มอนต์มอริลโลไนต์ โดยมีการใส่โมลิบดีนัมลงไปในตัวเร่งปฏิกิริยาให้มีความปริมาณของโมลิบดีนัมเปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนักที่ต่าง คือ 2 5 และ 10 ซึ่งสามารถอภิปรายผลจากการวิเคราะห์ได้ว่า ปฏิกิริยาการขจัดน้ำด้วยเอทานอลไปเป็นเอทิลีน ที่อุณหภูมิประมาณ 200 ถึง 250 องศาเซลเซียส ได้ผลิตภัณฑ์หลักเป็นไดเอทิลอีเทอร์ และ อะซีตัลดีไฮด์ และที่อุณหภูมิประมาณ 300 ถึง 400 องศาเซลเซียสได้ผลิตภัณฑ์หลักเป็นเอทิลีน กลุ่มของตัวเร่งปฏิกิริยาในกลุ่มตัวรองรับเคโอลิไนต์ เมื่อมีการปรับปรุงด้วยโมลิบดีนัมทำให้พื้นที่ผิวนั้นมีค่าลดลง แต่ความเป็นกรดนั้นสูงขึ้น ส่งผลให้ร้อยละการใช้ของเอทานอลและร้อยละผลได้ของผลิตภัณฑ์เอทิลีนเพิ่มขึ้นขาก 42.9 และ 10.0 เป็น 57.4 และ 44.2 ตามลำดับ ที่ปริมาณโมลิบดีนัม 10 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก ส่วนของกลุ่มตัวเร่งปฏิกิริยากลุ่มรองรับมอนต์มอริลโลไนต์ซึ่งมีพื้นผิวที่สูง และความเป็นกรดที่สูง เมื่อมีการปรับปรุงด้วยโมลิบดีนัมแล้วทำให้ค่าความเป็นกรดเพิ่ม ทำให้ร้อยละการใช้ของเอทานอลและร้อยละผลได้ของผลิตภัณฑ์เอทิลีนปริมาณสูงสุดอยู่ที่ปริมาณโมลิบดีนัมที่ 10 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนักอยู่ที่ 96.8 และ 89.1 เพิ่มขึ้นเป็น 99.4 และ 86.8 ตามลำดับ และในกลุ่มตัวเร่งปฏิกิริยาตัวรองรับอะลูมินัม พิลลาร์ มอนต์มอริลโลไนต์เดิมทีตัวเร่งปฎิกิริยารองรับอะลูมินัม พิลลาร์ มอนต์มอริลโลไนต์มีค่าความเป็นกรดที่อยู่ระดับที่ดีอยู่แล้ว เมื่อมีการปรับปรุงด้วยโมลิบดีนัมแล้วไม่เป็นผลดีต่อการเพิ่มค่าคอนเวอร์ชันของเอทานอลและค่าการเลือกเกิดของเอทิลีน และจากการศึกษาการเปรียบเทียบการเสื่อมสภาพของตัวเร่งปฏิกิริยาพบว่าตัวเร่งปฏิกิริยาที่ถูกปรับปรุงด้วยโมลิบดีนัมเกิดการเสื่อมภาพของตัวเร่งปฏิกิริยามากกว่าตัวเร่งปฏิกิริยาที่ยังไม่ถูกปรับปรุงด้วยโมลิบดีนัม


การดูดซับสีย้อมรีแอคทีฟแบล็ค 5 โดยถ่านกัมมันต์จาก กากกาแฟ, ธวัชชัย คุลบุตร 2023 คณะวิศวกรรมศาสตร์

การดูดซับสีย้อมรีแอคทีฟแบล็ค 5 โดยถ่านกัมมันต์จาก กากกาแฟ, ธวัชชัย คุลบุตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในงานวิจัยนี้ศึกษาการนำกากกาแฟมาใช้เป็นวัสดุตั้งต้นในการสังเคราะห์เป็นถ่านกัมมันต์ เพื่อใช้สำหรับการกำจัดสีย้อมรีแอคทีฟแบล็ค 5 ผ่านกระบวนการดูดซับทั้งแบบกะและแบบคอลัมน์ ถ่านกัมมันต์สังเคราะห์โดยนำสารละลายซิงค์คลอไรด์มาตรึงรูปบนกากกาแฟจากนั้นนำไปผ่านกระบวนการคาร์บอไนเซชันภายใต้บรรยากาศไนโตรเจน พบว่าถ่านกัมมันต์ที่ได้จากกากกาแฟโรงงานอุตสาหกรรมผลิตกาแฟสำเร็จรูปซึ่งผ่านการคาร์บอไนเซชันที่อุณหภูมิ 600°C และกระตุ้นในอัตราส่วนมวลของกากกาแฟต่อซิงค์คลอไรด์เกรดงานวิเคราะห์ 1:3 (Z3-IC600) ให้พื้นที่ผิวจำเพาะ (SBET = 1260.39 m2/g) และปริมาตรรูพรุนมีโซพอร์ (Vmeso= 1.03 cm3/g) จำนวนมาก เมื่อเทียบกับถ่านที่ได้จากกากกาแฟที่ไม่กระตุ้นด้วยซิงค์คลอไรด์ ซึ่งมีพื้นที่ผิวจำเพาะ 31.82 m2/g และปริมาตรรูพรุนรวมเท่ากับ 0.04 cm3/g โดยการมีอยู่ของรูพรุนชนิดมีโซพอร์ของตัวอย่าง (Z3-IC600) ส่งผลให้มีค่าการดูดซับสีย้อมรีแอคทีฟแบล็ค 5 แบบกะสูงสุดตามแบบจำลองแลงเมียร์ (qm) เท่ากับ 120.39 mg/g และสำหรับการดูดซับแบบคอลัมน์ ถ่านกัมมันต์ที่กระตุ้นในอัตราส่วนมวลของกากกาแฟต่อซิงค์คลอไรด์เกรดอุตสาหกรรม 1:3 และอุณหภูมิคาร์บอไนเซชัน 600°C ถูกเลือกใช้เป็นวัสดุดูดซับ เพราะสารเคมีซิงค์คลอไรด์เกรดอุตสาหกรรมมีราคาถูกกว่าเกรดงานวิเคราะห์อย่างมาก และให้สมบัติความเป็นรูพรุนของถ่านกัมมันต์และค่าการดูดซับสีย้อมรีแอคทีฟแบล็ค 5 แบบกะ ใกล้เคียงกับการกระตุ้นด้วยซิงค์คลอไรด์เกรดงานวิเคราะห์ (SBET = 1225.39 m2/g, Vmeso= 0.92 cm3/g และ qm = 113.01 mg/g) ซึ่งวัสดุดูดซับดังกล่าวมีค่าการดูดซับสีย้อมรีแอคทีฟแบล็ค 5 แบบคอลัมน์ ณ จุดอิ่มตัว (qe) เท่ากับ 60.40 mg/g ที่ความเข้มข้นเริ่มต้น 100 mg/L อัตราการไหล 10 mL/min และความสูงของเบดนิ่ง 5 cm โดยทั้งหมดทดลองภายใต้ pH ที่เป็นกลาง


การกักเก็บน้ำหอมโดยใช้โซเดียมไตรโพลีฟอสเฟตและแป้งดัดแปรสำหรับผงซักฟอก, ธีราพัฒน์ บุญชัยพัฒน์ 2023 คณะวิศวกรรมศาสตร์

การกักเก็บน้ำหอมโดยใช้โซเดียมไตรโพลีฟอสเฟตและแป้งดัดแปรสำหรับผงซักฟอก, ธีราพัฒน์ บุญชัยพัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

น้ำหอมเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักที่สำคัญของผงซักฟอก มีหน้าที่ให้ความหอมแก่เนื้อผ้า ทั้งยังมีส่วนดึงดูดให้ผู้ใช้ตัดสินใจเลือกซื้อ ในกระบวนการผลิตผงซักฟอกโดยทั่วไปนั้น น้ำหอมจะถูกผสมลงไปในรูปของเหลว ซึ่งเพิ่มความชื้นให้แก่ผงซักฟอก และหากเติมมากจนเกินไปผงซักฟอกก็จะจับตัวกันเป็นก้อน ดังนั้น การใช้น้ำหอมในรูปแบบผงจึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลดข้อด้อยดังกล่าว ผู้ผลิตรายใหญ่เริ่มปรับเปลี่ยนมาใช้ผงน้ำหอม ซึ่งทำมาจาก Melamine-formaldehyde ที่ห่อหุ่มน้ำหอมไว้ในรูปแบบผง แต่สารห่อหุ้มดังกล่าวก็ยังมีข้อเสียที่ปลดปล่อย Microplastic กลับสู่สิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ไขจุดอ่อนนี้ สารห่อหุ่มชนิดต่างๆ จึงได้รับการพัฒนาขึ้น รวมถึงงานวิจัยนี้ที่จะนำเสนอแนวทางการทำผงน้ำหอมด้วยเทคนิคสเปรย์ดราย โดยนำส่วนผสมที่มีอยู่แล้วในผงซักฟอกนำมาใช้เป็นสารห่อหุ้ม สำหรับงานวิจัยนี้ได้เลือกใช้ Sodium tripolyphosphate (STPP) และ HI-CAP® 100 (HICAP) เป็นสารห่อหุ้ม มี D-limonene (DL) เป็นน้ำหอมต้นแบบ มี Solid content = 21% และมี Core/Wall Ratio = 0.2 การทำผงน้ำหอมมีด้วยกัน 2 ขั้นตอน คือ การทำอิมัลชันและการทำสเปรย์ดราย โดยทำการทดลองเปลี่ยนแปลงอัตราส่วน STPP : HICAP ในขั้นตอนการเตรียมอิมัลชัน และเปลี่ยนแปลง Inlet Temperature ในการขั้นตอนการทำสเปรย์ดราย ผลที่ได้คือ วิธีการเติม STPP มีผลต่อขนาดและการกระจายตัวของอนุภาคอิมัลชัน โดยที่ HICAP มีส่วนช่วยในการรวมตัวเป็นอิมัลชันได้ดีขึ้น สำหรับอัตราส่วนระหว่าง STPP : HICAP ที่ 1 : 1 นั้นมีมากเพียงพอที่จะห่อหุ้ม DL ไว้ ทั้งนี้ ขนาดและการกระจายตัวของอนุภาคอิมัลชัน ไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่ส่งผลต่อการกักเก็บน้ำหอม อัตราส่วนของสารห่อหุ้มก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง สำหรับการเพิ่ม Inlet temperature ในขั้นตอนการทำสเปรย์ดราย มีส่วนทำให้ปริมาณ DL บนพื้นผิวและความชื้นของผงน้ำหอมลดลง ในขณะที่เมื่อดูลักษณะทางกายภาพของผงน้ำหอม พื้นผิวของผงน้ำหอมที่มีลักษณะเป็นทรงกลมและผิวย่น สามารถบ่งบอกเบื้องต้นได้ว่ามีปริมาณ DL ที่คงอยู่ในผงน้ำหอมมากกว่า พื้นผิวของผงน้ำหอมที่มีลักษณะทรงกลมผิวเรียบ และเมื่อศึกษาในด้านความคงตัว STPP กับ HICAP สามารถห่อหุ้มป้องกันการออกซิไดซ์ของ DL ในผงซักฟอกได้ในช่วง …


ดีไฮเดรชันของเอทานอลไปเป็นเอทิลีนบนตัวเร่งปฏิกิริยาโมลิบดีนัมออกไซด์และทังสเตนออกไซด์บนตัวรองรับไบโอชาร์, ปณต ปิ่นสุภา 2023 คณะวิศวกรรมศาสตร์

ดีไฮเดรชันของเอทานอลไปเป็นเอทิลีนบนตัวเร่งปฏิกิริยาโมลิบดีนัมออกไซด์และทังสเตนออกไซด์บนตัวรองรับไบโอชาร์, ปณต ปิ่นสุภา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาคุณลักษณะและประสิทธิภาพของตัวเร่งปฏิกิริยาโมลิบดินัมออกไซด์และทังสเตนออกไซด์บนตัวรองรับไบโอชาร์ที่ทำมาจากไม้ไผ่ (Mo/BOC และ W/BOC) โดยการทำปฏิกิริยาดีไฮเดรชันของเอทานอลไปเป็นเอทิลีนที่อุณหภูมิ 200 - 400 องศาเซลเซียสและทำการแปรค่าเปอร์เซ็นของโลหะที่ใส่ลงไปที่ 2, 5, 7 และ 10% โดยน้ำหนัก วิธีการเตรียมตัวเร่งปฏิกิริยาจะใช้วิธีการเคลือบฝังทั้งหมด หลังจากนั้นจะนำตัวเร่งปฏิกิริยาที่ได้ไปทำการทดสอบคุณลักษณะด้วยวิธีต่างๆ เช่น SEM-EDX, XRD และอื่นๆ เป็นต้น ต่อมาจะได้ทำการหาตัวเร่งปฏิกิริยาที่ให้ค่าเปอร์เซ็นคอนเวอร์ชันสูงสุด ค่าการเลือกเกิดของเอทิลีนที่ดีที่สุดและอุณหภูมิที่ทำให้เกิดเอทิลีนมากที่สุด อีกทั้งยังทำการเปรียบเทียบตัวรองรับไบโอชาร์ที่ทำมาจากวัสดุอื่นอีก ได้แก่ ไบโอชาร์จากชานอ้อยและกัญชง โดยผลการทดลองจะได้ว่าเปอร์เซ็นของโลหะที่เหมาะสมที่สุดคือ 10% ทั้งของโมลิบดินัมออกไซด์และทังสเตนออกไซด์ โดย 10%Mo/BOC จะให้ค่าคอนเวอร์ชันสูงที่สุดเท่ากับ 44.6% ค่าการเลือกเกิดเอทิลีนมากสุด 57.5% และอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดคือ 400 องศาเซลเซียส 10%W/BOC จะให้ค่าคอนเวอร์ชันสูงที่สุดคือ 6.8% ค่าการเลือกเกิดเอทิลีนสูงสุดเท่ากับ 49.6% และอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดคือ 400 องศาเซลเซียส


การวิเคราะห์เชิงเทคนิคและเศรษฐศาสตร์ของการเปลี่ยน คาร์บอนไดออกไซด์เป็นเมทานอล และเปลี่ยนเมทานอล เป็นโอเลฟินส์จากโรงไฟฟ้า, ภูพรพงศ์ ชาติชำนิ 2023 คณะวิศวกรรมศาสตร์

การวิเคราะห์เชิงเทคนิคและเศรษฐศาสตร์ของการเปลี่ยน คาร์บอนไดออกไซด์เป็นเมทานอล และเปลี่ยนเมทานอล เป็นโอเลฟินส์จากโรงไฟฟ้า, ภูพรพงศ์ ชาติชำนิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันปัญหาภาวะโลกร้อนนั้นกำลังเป็นปัญหาสำคัญกับโลกอย่างมาก โดยสาเหตุหลักจากการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์อย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ.2565 ประเทศไทยนั้นมีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้พลังงานที่มากที่สุดคือ ภาคส่วนของการผลิตไฟฟ้า ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ภาวะโลกร้อนทวีความรุนแรงมากขึ้นจึงจำเป็นต้องมีการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์หรือเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ไปเป็นสารเคมีที่มูลค่า (Carbon Capture and Utilization) โดยการเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์เป็นเมทานอลผ่านกระบวนการไฮโดรจีเนชัน (CO2 hydrogenation) เป็นกระบวนการหนึ่งที่มีแนวโน้มที่มีศักยภาพสูงเนื่องจากกระบวนการมีความซับซ้อนน้อยและเหมาะสมสำหรับการติดตั้งที่ตำแหน่งของการปลดปล่อยแก๊สได้โดยตรง งานวิจัยนี้จึงได้จำลองกระบวนการไฮโดรจีเนชันของคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านตัวเร่งปฏิกิริยา Cu/Zn/Al/Zr โดยศึกษา 9 สภาวะที่แตกต่างกัน และทำการวิเคราะห์ผลต่อประสิทธิภาพการผลิตของกระบวนการ ผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์ และผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังศึกษาการเปลี่ยนเมทานอลเป็นโอเลฟินส์ (MTO) โดยศึกษาผ่านตัวเร่งปฏิกิริยา SAPO-34 ในสภาวะการดำเนินการที่อุณหภูมิ 470 องศาเซลเซียส ความดัน 2 บาร์ และ WHSV 5 h-1 พร้อมทั้งทำการเปรียบเทียบผลของการรวมและแยกกระบวนการ CO2 hydrogenation และ MTO ออกจากกันเพื่อความสะดวกในการก่อสร้างในพื้นที่หน้างานจริง โดยจากการศึกษาพบว่าสภาวะที่ดีที่สุดของกระบวนการเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์เป็นเมทานอล ผ่านกระบวนการไฮโดรจีเนชันผ่านตัวเร่งปฏิกิริยา Cu/Zn/Al/Zr คือ สภาวะการดำเนินการที่เหมาะสมกับกระบวนการไฮโดรจีเนชันในการเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์เป็นเมทานอล คือ สภาวะการดำเนินการที่อุณหภูมิ 250 องศาเซลเซียส ความดัน 70 บาร์ space velocity 6,000 l/kgcath และอัตราส่วนโดยโมลระหว่างไฮโดรเจนและคาร์บอนไดออกไซด์เป็น 3 ต่อ 1 โดยมี %conversion ของคาร์บอนไดออกไซด์และ %yield ของเมทานอลสูง ส่วนกระบวนการเปลี่ยนเมทานอลเป็นโอเลฟินส์นั้นมีผลทางเศรษฐศาสตร์ติดลบอย่างมาก โดยมี NPV อยู่ที่ -4,137.91 ล้านดอลลาร์ แต่เมื่อนำกระบวนการทั้งสองมารวมเป็นกระบวนการเดียวจะพบว่ามีผลทางเศรษฐศาสตร์ที่ดีกว่าการแยกกระบวนการทั้งสองออกจากกัน และหากกระบวนการคำนึงถึงคาร์บอนเครดิตในทางด้านเศรษฐศาสตร์จะได้ว่า กระบวนการคาร์บอนไดออกไซด์เป็นเมทานอลและการรวมกระบวนการทั้งสองมารวมเป็นกระบวนการเดียวจะส่งผลบวกทางเศรษฐกิจมากกว่ากระบวนการแยกการเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์เป็นเมทานอลและกระบวนการการเปลี่ยนเมทานอลเป็นโอเลฟินส์เป็นคนละกระบวนการ


การดูดซับสารไซโปรฟลอกซาซินโดยไบโอชาร์ที่ได้จากเศษ แผ่นเยื่อไม้อัดแข็งในระบบการดูดซับแบบตรึงในคอลัมน์, ศุภณัฐ ตันฑวณิชย์ 2023 คณะวิศวกรรมศาสตร์

การดูดซับสารไซโปรฟลอกซาซินโดยไบโอชาร์ที่ได้จากเศษ แผ่นเยื่อไม้อัดแข็งในระบบการดูดซับแบบตรึงในคอลัมน์, ศุภณัฐ ตันฑวณิชย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้ได้ทำการศึกษาการนำแผ่นเยื่อไม้อัดแข็งที่เป็นวัสดุเหลือทิ้งทางอุตสาหกรรมมาใช้เป็นวัสดุตั้งต้นในการสังเคราะห์ไบโอชาร์ เพื่อนำไปใช้ในการกำจัดยาปฏิชีวนะไซโปรฟลอกซาซินในระบบการดูดซับแบบตรึงในคอลัมน์ โดยวัสดุดูดซับที่ใช้ Fe(NO3)3 เป็นตัวกระตุ้นนั้นจะถูกทดสอบด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การดูดซับและการคายการดูดซับไนโตรเจนที่อุณหภูมิ 77 K กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด และการวิเคราะห์สมบัติทางความร้อน ซึ่งการมีอยู่ของสารละลาย Fe(NO3)3 นั้นส่งเสริมให้เกิดรูพรุนขนาดมีโซ โดยแผ่นเยื่อไม้อัดแข็งที่ผ่านการกระตุ้นด้วย Fe(NO3)3 0.1 M แล้วคาร์บอไนเซชันภายใต้ N2 ที่อุณหภูมิ 800°C (HC-BI-800) มีปริมาตรรูพรุนมีโซเท่ากับ 0.34 cm3/g และพื้นที่ผิวจำเพราะเท่ากับ 530 m2/g โดยจากนั้นไบโอชาร์จะถูกนำไปใช้ในการดูดซับไซโปรฟลอกซาซินด้วยกระบวนการดูดซับแบบกะและกระบวนการดูดซับแบบตรึงในคอลัมน์ โดยเมื่อทำการศึกษาแบบจำลองการดูดซับพบว่ามีความสอดคล้องกับแบบจำลองของ Langmuir และยังสอดคล้องกับแบบจำลองทางจลน์พลศาสตร์แบบ PSO และในการศึกษากระบวนการดูดซับไซโปรฟลอกซาซินแบบตรึงในคอลัมน์ พบว่าประสิทธิภาพการดูดซับสูงสุด (qTH) เท่ากับ 59.20 mg/g ที่ความเข้มเริ่มต้น 80 mg/L อัตราการไหล 10 mL/min และความสูงของคอลัมน์ 15 cm และเมื่อทำการศึกษาแบบจำลองการดูดซับในระบบการดูดซับแบบตรึงในคอลัมน์ พบว่ามีความสอดคล้องกับแบบจำลองของ Thomas และ Yoon-Nelson


Development Of Ni/Cao-Al2o3 Pellet Catalyst For Hydrogen Production From Treated Biogas Via Sorption-Enhanced Steam Reforming Reaction, Paveenuch Nantapong 2023 Faculty of Engineering

Development Of Ni/Cao-Al2o3 Pellet Catalyst For Hydrogen Production From Treated Biogas Via Sorption-Enhanced Steam Reforming Reaction, Paveenuch Nantapong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In this research, multifunctional Ni/CaO-Al2O3-based catalyst was developed for hydrogen production via sorption-enhanced steam reforming (SE-SR) of treated biogas. Parametric effects including reforming temperature (400-900oC), CO2 concentration in the treated biogas (0% - 80% v/v), steam to carbon molar ratio (S/C = 1-4), and type of promoter (Ce and Mg) were studied. The influence of parametric effects was firstly determined using Aspen plus V11 software to find suitable operating condition for experiments. The results showed that at atmospheric pressure, reforming temperature of 650 °C, steam to carbon ratio 3-4, is optimum for the production of H2 via the SE-SR from …


Computational Fluid Dynamics Simulation Of Glycerol Steam Reformer Packed With Nonuniform Foam Catalyst, Thanawee Siripreedapat 2023 Faculty of Engineering

Computational Fluid Dynamics Simulation Of Glycerol Steam Reformer Packed With Nonuniform Foam Catalyst, Thanawee Siripreedapat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigates the performance of a fixed bed reactor packed with a foam catalyst with non-uniform porosity for hydrogen production from glycerol steam reforming. COMSOL Multiphysics software was employed to model the reactor. The first scenario compared the pellet catalyst with industrial foams with different porosities (i.e., 10, 20, and 30 PPI). The second scenario adjusted the porosity of the industrial foam by rearranging porosity in the reactor's axial, then comparing performance, cost-effectiveness, and economic feasibility. The foam catalyst's open-cell structure allowed a maximum H2 yield of 65.95% using a reactor length five times shorter than pellet and a …


Ethylene Polymerization With Zirconocene/Methylalumoxane Catalyst On Mesocellular Foam Silica Support, Thanapoom Osathalert 2023 Faculty of Engineering

Ethylene Polymerization With Zirconocene/Methylalumoxane Catalyst On Mesocellular Foam Silica Support, Thanapoom Osathalert

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Silica is commonly used as a support material in metallocene catalytic systems (MTC). The silica-mesocellular foam (MCF-Si) is a three-dimensional spherical pore structure of silica. At present, MCF-Si is utilized as a catalyst support in a variety of chemical reactions, but for metallocene catalytic support, it has been less common. This research has two parts. Firstly, the feasibility of employing MCF-Si as a support material in metallocene catalytic systems was demonstrated through the investigation of methylaluminoxane (MAO) cocatalysts supported on two distinct types of structured mesoporous silica supports, namely Cab-Si and MCF-Si, in ethylene polymerization and ethylene/1-hexene copolymerization. In the …


การปรับปรุงซีโอไลท์เอที่ได้จากเถ้าลอยเพื่อใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับเอสเทอริฟิเคชันของเอทานอลและกรดแลกติกไปเป็นเอทิลแลกเตท, เบญญาภา แสนสุขทวี 2023 คณะวิศวกรรมศาสตร์

การปรับปรุงซีโอไลท์เอที่ได้จากเถ้าลอยเพื่อใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับเอสเทอริฟิเคชันของเอทานอลและกรดแลกติกไปเป็นเอทิลแลกเตท, เบญญาภา แสนสุขทวี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ได้ศึกษาถึงการปรับปรุงตัวเร่งปฏิกิริยาซีโอไลท์เอที่ได้จากเถ้าลอย (ZA-SYN) โดยการเติมโลหะออกไซด์สองชนิดได้แก่ V2O5 และ CuO ที่ความเข้มข้นร้อยละ 3, 6, และ 9 โดยน้ำหนักด้วยวิธีเคลือบฝังแบบเปียก จากนั้นนำไปวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค เช่น SEM-EDX, N2-physisorption, XRD, และอื่นๆ และนำมาทดสอบในปฏิกิริยาเอสเทอร์ริฟิเคชันระหว่างเอทานอลและกรดแลกติกไปเป็นเอทิลแลกเตท พบว่า ตัวเร่ง 3V/ZA-SYN ให้ค่าร้อยละการเปลี่ยนของกรดแลกติกสูงที่สุดคิดเป็น 58.89% และ 9Cu/ZA-SYN คิดเป็น 48.38% การทดสอบความสถียรภาพของตัวเร่งโดยการใช้ซ้ำ 3 ครั้ง พบว่า ZA-SYN (Re 3) ให้ค่าร้อยละการเปลี่ยนของกรดแลกติก 42.34%, 9Cu/ZA-SYN (Re 3) 8.87% และ 3V/ZA-SYN (Re 3) 18.24% ซึ่งให้เห็นถึงความความคงทนและประสิทธิภาพของตัวเร่งปฏิกิริยา นอกจากนี้ได้มีการเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่าง ZA-SYN และ Zeolite A เชิงพาณิชย์ (ZA-COM) พบว่า ZA-COM ให้ค่าการเปลี่ยนแปลงของกรดแลกติกมากกว่า 18.3% เมื่อเทียบกับ ZA-SYN อย่างไรก็ตาม 3V/ZA-COM ให้ค่าการเปลี่ยนแปลงของกรดแลกติกต่ำกว่า 3V/ZA-SYN เนื่องจาก V2O5 ลดความเป็นกรดของตัวเร่งปฏิกิริยา ดังนั้นการเพิ่มประสิทธิภาพของ ZA-SYN ด้วย V2O5 ที่มีความเข้มข้น 3% สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งเสริมปฏิกิริยาเอสเทอร์ริฟิเคชันระหว่างเอทานอลและกรดแลกติกไปเป็นเอทิลแลกเตทได้เช่นเดียวกับ ZA-COM


Integrated Data Analysis, Neural Network Modeling, And Model-Based Control System For Biomass Gasification Processes, Kritsana Suwanamad 2023 Faculty of Engineering

Integrated Data Analysis, Neural Network Modeling, And Model-Based Control System For Biomass Gasification Processes, Kritsana Suwanamad

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In the face of a global crisis including the problem of global warming and air pollution (PM 2.5). Renewable energy sources are gaining much attention, especially the biomass gasification process because in agricultural countries there is a lot of biomass waste incorrect management of waste biomass results in increased environmental problems. In addition, the gasification process from biomass has a low cost, the operation is simple and it can also synthesize syngas which can be used for many applications such as being a precursor to producing chemicals, fuels, electricity, and many more. Therefore, this research focuses on developing the gasification …


The Effects Of Lanthanide Metals Dopants (M = La, Ce และ Y) On The Stability Of M-V2o5/Tio2 Catalyst During Selective Oxidation Of H2s In Biogas To Elemental Sulfur, Galayanee Prathumthom 2023 Faculty of Engineering

The Effects Of Lanthanide Metals Dopants (M = La, Ce และ Y) On The Stability Of M-V2o5/Tio2 Catalyst During Selective Oxidation Of H2s In Biogas To Elemental Sulfur, Galayanee Prathumthom

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In the biogas industry, the selective oxidation of hydrogen sulfide is an important process to transform hydrogen sulfide into elemental sulfur. In this study, the vanadium (V) oxide on titania catalyst is used to add lanthanide metal dopants, specifically lanthanum , cerium , and yttrium, to make the catalyst more active and stable. The catalysts, both undoped and doped, are prepared via wet impregnation methods with a 3% loading of vanadium oxide. Oxygen vacancy and metal-support interactions significantly enhance activity and stability. The characterization, such as Hydrogen-temperature programmed reduction and X-ray photoelectron spectroscopy, is used to elucidate these characteristics. The …


Techno-Economic Analysis Of Bioethylene Production From Bioethanol, Napat Praphantwong 2023 Faculty of Engineering

Techno-Economic Analysis Of Bioethylene Production From Bioethanol, Napat Praphantwong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Ethylene is one of the largest petrochemical products produced from various feedstock such as ethane, propane, butanes, naphtha and gas oil. The conventional method for producing ethylene is the steam-cracking process by which hydrocarbons are broken down through refining petroleum or natural gas. Since the main feedstock of conventional ethylene production is non-renewable, alternative feedstock, such as biomass is introduced to produce bioethylene. Dehydration of bioethanol into bioethylene has been studied herein. Bioethanol can be produced through fermentation process using agricultural products, the main industries in Thailand. Catalytic dehydration of anhydrous bioethanol on Ru-HBZ catalyst is selected in this work …


ดีไฮโดรจิเนชันของเอทานอลเป็นอะซิตัลดีไฮด์บนตัวเร่งปฏิกิริยาทองแดงกับสังกะสีบนตัวรองรับซิลิกา อะลูมินาและไทเทเนีย, ธิดารัตน์ กวินสกุลรัตน์ 2023 คณะวิศวกรรมศาสตร์

ดีไฮโดรจิเนชันของเอทานอลเป็นอะซิตัลดีไฮด์บนตัวเร่งปฏิกิริยาทองแดงกับสังกะสีบนตัวรองรับซิลิกา อะลูมินาและไทเทเนีย, ธิดารัตน์ กวินสกุลรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาคุณลักษณะและประสิทธิภาพของตัวเร่งปฏิกิริยาคอปเปอร์และซิงค์ปริมาณ 15% โดยน้ำหนักของทั้งคอปเปอร์และซิงค์ เคลือบฝังบนตัวรองรับซิลิกา อะลูมินา และไทเทเนีย สำหรับการทำปฏิกิริยาดีไฮโดรจิเนชันของเอทานอลเป็นอะซิตัลดีไฮด์ที่อุณหภูมิ 200 - 400 องศาเซลเซียส หลังจากนั้นจะนำตัวเร่งปฏิกิริยาที่ได้ไปทำการทดสอบคุณลักษณะด้วยวิธีต่างๆ เช่น SEM-EDX , XRD , NH3-TPD, CO2-TPD และอื่นๆ เป็นต้น ต่อมาจะทำการหาตัวเร่งปฏิกิริยาที่ได้ค่าคอนเวอร์ชันดีที่สุด ค่าการเลือกเกิดเป็นอะซิตัลดีไฮด์ ผลผลิตของอะซิตัลดีไฮด์มากที่สุดมาทำการทดสอบเสถียรภาพและการนำกลับมาใช้ใหม่ (Catalyst regeneration) อีกทั้งยังมีการศึกษาผลการแปรค่าเปอร์เซ็นการเคลือบฝังคอปเปอร์และซิงค์ 10% และ 20% โดยน้ำหนัก ลงบนตัวรองรับที่ได้ผลดีที่สุด โดยผลการทดลองพบว่าอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการทำปฏิกิริยาเอทานอลดีไฮโดรจิเนชันคือ 350 องศาเซลเซียสและตัวเร่งปฏิกิริยา 15%CuZn/SiO2 ได้ผลค่าคอนเวอร์ชันมากที่สุดคือ 90.12% ค่าการเลือกเกิดเป็นอะซิตัลดีไฮด์ 98.3% ค่าผลผลิตของอะซิตัลดีไฮด์ 88.03% ซึ่งเป็นผลมาจากค่าความเป็นกรดและเบสที่สูง รวมถึงมีพื้นที่ผิวที่สูงที่สุดทำให้คอปเปอร์และซิงค์เกิดการกระจายตัวได้ดี นอกจากนี้ยังพบว่าเมื่อทดสอบเสถียรภาพเป็นเวลา 20 ชั่วโมง ของตัวเร่งปฏิกิริยา 15%CuZn/SiO2 และ 15%CuZn/Al2O3 พบว่าค่าคอนเวอร์ชันลดลง 40.81% และ 42.28% ซึ่งเป็นผลมาจากการเกิดโค๊ก (coke) อุดตันที่ผิวของตัวเร่งปฏิกิริยา


Digital Commons powered by bepress