Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- History (181484)
- Social and Behavioral Sciences (113653)
- Religion (109913)
- United States History (77550)
- Education (64036)
-
- Creative Writing (57941)
- English Language and Literature (47519)
- Music (45960)
- Social History (39087)
- Art and Design (36547)
- Christianity (28860)
- Catholic Studies (27531)
- Race, Ethnicity and Post-Colonial Studies (27357)
- American Studies (27308)
- Music Performance (25515)
- Feminist, Gender, and Sexuality Studies (25435)
- Communication (24068)
- Higher Education (23174)
- Philosophy (22037)
- Public History (21843)
- Poetry (21522)
- Sociology (21022)
- Religious Thought, Theology and Philosophy of Religion (18491)
- Cultural History (17938)
- Disability Studies (17356)
- Theatre and Performance Studies (15390)
- Political Science (15221)
- Fiction (14798)
- Business (14484)
- Institution
-
- Brigham Young University (25955)
- College of the Holy Cross (22264)
- Morehead State University (16435)
- Western Kentucky University (16332)
- University of Nebraska - Lincoln (12404)
-
- Ursinus College (11566)
- Georgia Southern University (11068)
- University of Mississippi (11018)
- Asbury Theological Seminary (9705)
- University of Central Florida (8610)
- Eastern Illinois University (8530)
- City University of New York (CUNY) (8091)
- Illinois State University (7768)
- Concordia Seminary - Saint Louis (7402)
- University of Northern Iowa (6830)
- George Fox University (6540)
- Liberty University (6491)
- Marquette University (6470)
- Butler University (6226)
- Western Michigan University (6212)
- University of South Florida (6144)
- University of Richmond (6141)
- Andrews University (6028)
- University of Alabama at Birmingham (5836)
- Southwestern Oklahoma State University (5446)
- University of North Florida (5400)
- Providence College (4975)
- Rhode Island School of Design (4931)
- Grand Valley State University (4927)
- University of Montana (4897)
- Keyword
-
- Deaf culture (17049)
- Hearing impaired (17043)
- Pastoral care of people with disabilities (17039)
- Church work with the deaf -- Catholic Church (17031)
- Deaf -- Periodicals (17022)
-
- Poetry (13402)
- Newspaper (10117)
- Pennsylvania (9849)
- Collegeville (9491)
- English (7888)
- Western Kentucky University (6718)
- EIU (5880)
- Syllabi (5857)
- History (5778)
- Newspapers (5515)
- Montgomery County (5347)
- Trappe (5320)
- Literature (5143)
- Kentucky (4763)
- UAB (4701)
- Music (4556)
- Ursinus College (4391)
- Norristown (4319)
- Literary (4086)
- Litmag (4016)
- Students (3865)
- Art (3839)
- Fiction (3567)
- Women (3398)
- Education (3149)
- Publication Year
-
- 2026 (11198)
- 2025 (15724)
- 2024 (19450)
- 2023 (18346)
- 2022 (20692)
-
- 2021 (22407)
- 2020 (18167)
- 2019 (20606)
- 2018 (18246)
- 2017 (19649)
- 2016 (18361)
- 2015 (18428)
- 2014 (15611)
- 2013 (15232)
- 2012 (14307)
- 2011 (11523)
- 2010 (10664)
- 2009 (9821)
- 2008 (9478)
- 2007 (7960)
- 2006 (7356)
- 2005 (6796)
- 2004 (6575)
- 2003 (6326)
- 2002 (5714)
- 2001 (5535)
- 2000 (5518)
- 1999 (5053)
- 1998 (5137)
- 1983 (5299)
- Publication
-
- African American Funeral Programs (9015)
- School of Music Programs (6812)
- Theses and Dissertations (6808)
- WKU Administration Documents (5604)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (5006)
-
- Manuscript Collection Finding Aids (4978)
- Florida Historical Quarterly (3931)
- Faculty Publications (3756)
- Concordia Theological Monthly (3700)
- Masters Theses (3664)
- Electronic Theses and Dissertations (3490)
- Nebraska Tractor Tests (3397)
- Poetry (3368)
- Manuscripts (3336)
- BYU Studies (3332)
- CutBank (3199)
- Concert Recordings & Programs (3068)
- Birmingham Poetry Review (2816)
- The Independent Newspaper, 1898-1952 (2730)
- Morehead News Archive (2517)
- Vincentiana (2479)
- Woman C.P.A. (2397)
- Doctoral Dissertations and Projects (2338)
- Journal of International Women's Studies (2285)
- The Angle (2280)
- Index of Texas Archaeology: Open Access Gray Literature from the Lone Star State (2263)
- Exile (2191)
- Honors Theses (2170)
- The Waterville Mail (Waterville, Maine) (2161)
- Publications and Research (2158)
- Publication Type
Articles 44851 - 44880 of 573186
Full-Text Articles in Arts and Humanities
การแสดงโขนโรงเรียนสาธิต, พนิดา ปวงบุผา
การแสดงโขนโรงเรียนสาธิต, พนิดา ปวงบุผา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง “การแสดงโขนโรงเรียนสาธิต” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดแสดงโขนของโรงเรียนสาธิตระดับมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานคร โดยมุ่งศึกษากระบวนการจัดแสดงโขนที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องในช่วง พ.ศ. 2562–2567 การวิจัยฉบับนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาจากเอกสาร ได้แก่ หนังสือ วิจัย บทความที่เกี่ยวข้องกับนาฏยศิลป์ โขน การจัดการแสดง เก็บข้อมูลภาคสนามจากการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 4 กลุ่ม ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนาฏยศิลป์และโขน ผู้ฝึกสอน ผู้เรียน และผู้ปกครอง และการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม ผลการวิจัยพบว่า โรงเรียนสาธิตระดับมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครที่มีการจัดแสดงโขนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 ถึงปัจจุบัน ได้แก่ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) ใช้ทฤษฎีพหุปัญญา โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใช้แนวคิด 1 ศ 5 ส และโรงเรียนดรุณสิกขาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ใช้การเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ด้วยปัญญา แต่ละโรงเรียนมีแนวทางการสอนที่แตกต่างกันตามปรัชญาการศึกษา แต่มีพันธกิจร่วมกันในการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ได้รับความร่วมมือจากผู้บริหาร อาจารย์ ผู้เรียน และผู้ปกครอง การจัดแสดงโขนในโรงเรียนสาธิตมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรมไทยให้เยาวชน ช่วยพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ทักษะชีวิต และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน เช่น ความมีวินัย ความรับผิดชอบ และความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมไทย ควรมีการศึกษาทฤษฎีหรือแนวคิดอื่นเพิ่มเติมเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการสอนโขนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต
ศิลปะจัดวาง : จากจร, ภัทรสิริ สุจำนงค์
ศิลปะจัดวาง : จากจร, ภัทรสิริ สุจำนงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยสร้างสรรค์ในครั้งนี้มีต้นกำเนิดมาจากประสบการณ์การสูญเสียสุนัขในครอบครัวของผู้วิจัย นำไปสู่การตระหนักรู้และความประสงค์ในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะเพื่อเผยแพร่ประเด็นปัญหาสุนัขจรจัด มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์ผลงานศิลปะจัดวางที่สามารถสะท้อนถึงปัญหาสุนัขจรจัดในกรุงเทพมหานคร โดยเล่าผ่านบริบทของความตาย และเพื่อให้ผู้ชมเกิดการตระหนัก และเห็นถึงความสำคัญของปัญหาสุนัขจรจัดในกรุงเทพมหานคร ผู้วิจัยดำเนินการวิจัยโดยการศึกษาค้นคว้าและทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางในการสร้างสรรค์ หลังการทดลองและพัฒนาแบบร่าง ผู้วิจัยได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาสุนัขจรจัดในกรุงเทพมหานคร และองค์ความรู้ในการวิจัยสร้างสรรค์ นำมาซึ่งผลงานสำเร็จ ศิลปะจัดวางชุด “จากจร (Stray Away)” อันประกอบด้วยผลงานย่อย 3 ชิ้น ได้แก่ Death: สื่อสารถึงสุนัขจรจัดในกรุงเทพมหานครที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน Mourning: สื่อสารถึงบริบทที่แตกต่างกันระหว่างสุนัขที่ได้รับการอุปถัมภ์และสุนัขจรจัดเมื่อตายลง และ Surrounding Souls: สื่อสารถึงสภาวะวิญญาณและปัญหาสุนัขจรจัดในกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นปัญหาใหญ่และรายล้อมอยู่รอบตัว ผลงานทั้งหมดสร้างสรรค์ขึ้นด้วยวัสดุที่มีความโปร่งใส แสดงถึงปัญหาที่ถูกมองข้าม ร่วมกับวัสดุเรดีเมด (Ready-made) ซึ่งมีความสัมพันธ์กันกับแนวคิดในผลงานนั้น ๆ
การแสดงเดี่ยวขับร้องระดับมหาบัณฑิตโดยกมลพร คงจินดา, กมลพร คงจินดา
การแสดงเดี่ยวขับร้องระดับมหาบัณฑิตโดยกมลพร คงจินดา, กมลพร คงจินดา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแสดงเดี่ยวขับร้องระดับมหาบัณฑิตโดย กมลพร คงจินดา จัดทำขึ้นภายใต้แก่นเรื่อง Moonlit Serenade: A Journey of Love โดยนำเสนอบทเพลงจำนวน 12 บท ซึ่งแบ่งออกเป็น บทเพลงอาเรีย 5 บท บทเพลงร้องศิลป์ 4 บท และบทเพลงจากละครเพลง 3 บท บทเพลงทั้งหมดถูก ร้อยเรียงเป็น 3 ช่วง ถ่ายทอดเส้นทางของความรักตั้งแต่ความสุข ความเศร้า ไปจนถึงการปล่อยวาง การเลือกบทเพลงจากหลากหลายแนวและยุคสมัย ครอบคลุมช่วงเวลาทางดนตรีและแนวทางการขับร้องที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ผู้วิจัยได้ฝึกฝนทักษะทั้งด้านเทคนิค ตลอดจนฝึกการตีความบทเพลงตามบริบท ทางวัฒนธรรมและอารมณ์อย่างลึกซึ้ง ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ ฝึกซ้อม และการแสดงจริง วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงไม่เพียงเป็นการแสดงออกทางศิลปะ แต่ยังเป็นการเรียนรู้ที่พัฒนาความเข้าใจในบทเพลงหลากหลายประเภท ซึ่งสามารถต่อยอดในเชิงวิชาชีพด้านการขับร้องและการสอนในอนาคต
การสร้างศิลปนิพนธ์นาฏยกรรมไทยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา 2019, ธัญวุฒิ พยายาม
การสร้างศิลปนิพนธ์นาฏยกรรมไทยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา 2019, ธัญวุฒิ พยายาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดการเรียนการสอนและการปรับการดำเนินการสร้างงานนาฏกรรมในรายวิชาศิลปนิพนธ์ของสถาบันอุดมศึกษาในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 โดยกำหนดขอบเขตการศึกษาเฉพาะช่วงปีการศึกษา 2563–2565 และศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนวิชาศิลปนิพนธ์ด้านนาฏยกรรมไทยจำนวน 7 สถาบัน ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม และมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร จากการศึกษาพบว่า รายวิชาศิลปนิพนธ์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ศิลปนิพนธ์เชิงอนุรักษ์ และศิลปนิพนธ์เชิงสร้างสรรค์ ในช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาด นิยมจัดแสดงผลงานบนเวทีต่อสาธารณชน แต่ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา 2019 พบปัญหาในหลายด้าน ได้แก่ ปัญหาด้านสถานที่ ด้านอุปกรณ์ ด้านความเสถียรของสัญญาณอินเทอร์เน็ต ด้านสมาธิ และสภาพจิตใจของผู้เรียน ปัญหาเฉพาะของศิลปนิพนธ์เชิงอนุรักษ์ ได้แก่ ด้านการต่อท่ารำ ด้านการงบประมาณ ด้านสถานที่ และด้านคุณภาพผลงาน ส่วนศิลปนิพนธ์เชิงสร้างสรรค์พบปัญหาด้านสถานที่ ด้านการฝึกซ้อม การลงพื้นที่เก็บข้อมูล การจำกัดจำนวนผู้แสดง และด้านงบประมาณ การปรับรูปแบบการนำเสนอศิลปนิพนธ์ในช่วงวิกฤตนี้แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ 1) ด๊านซ์ฟิล์ม (Dance Film) ซึ่งใช้เทคนิคภาพยนตร์มาสนับสนุนการแสดงท่านาฏยศิลป์ 2) การบันทึกวีดิทัศน์ เน้นการถ่ายทอดท่ารำ 3) การแสดงสดบนเวทีซึ่งกลับมาใช้เมื่อสถานการณ์คลี่คลายผลการศึกษาสะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวของทั้งผู้เรียนและผู้สอนภายใต้ข้อจำกัดของสถานการณ์ การใช้เทคโนโลยีและการสื่อสารทางไกลมีบทบาทสำคัญต่อการจัดการเรียนการสอนศิลปนิพนธ์ในยุควิกฤต
การออกแบบคาแรคเตอร์เพื่อประชาสัมพันธ์เทศกาลสร้างสรรค์ไทยผ่านอารมณ์เชิงบวก, ปฤษฎี ศิลปสม
การออกแบบคาแรคเตอร์เพื่อประชาสัมพันธ์เทศกาลสร้างสรรค์ไทยผ่านอารมณ์เชิงบวก, ปฤษฎี ศิลปสม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทความวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยเกี่ยวกับกระบวนออกแบบคาแรคเตอร์เพื่อประชาสัมพันธ์เทศกาลสร้างสรรค์ไทยผ่านอารมณ์เชิงบวก ภายใต้หลักสูตรศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานฤมิตศิลป์ โดยมีวัตถุประสงค์ในการค้นหารูปแบบกระบวนการออกแบบคาแรคเตอร์เพื่อประชาสัมพันธ์เทศกาลสร้างสรรค์ไทยผ่านอารมณ์เชิงบวก โดยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผ่านกระบวนสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interviews) และการสนทนากลุ่ม (Focus group) จากผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร อาจารย์ด้านการจัดเทศกาล นักออกแบบ ศิลปิน และอาจารย์ด้านการออกแบบคาแรคเตอร์ ผลการวิจัยพบว่า จากการแบ่งประเภทเทศกาลสร้างสรรค์ไทยทั้งหมด จำแนกได้ 9 ประเภทเทศกาล จากนั้นจึงจำแนกอารมณ์เชิงบวกที่สอดคล้องกับเทศกาลสร้างสรรค์ไทยทั้ง 9 ประเภท โดยผลสรุปดังนี้ 1. เทศกาลสร้างสรรค์ประเภทกีฬาตรงกับความกระฉับกระเฉง (Energetic) 2. การแสดงละคร ศิลปะ วัฒนธรรมกับความรู้สึกเคลิบเคลิ้มเป็นสุข (Euphoria) 3. ศาสนากับความเคารพ (Respect) 4. อุทยานแห่งชาติกับความผ่อนคลาย (Relaxation) 5. สัตว์ประจำถิ่น ตรงกับความสนุกสนาน (Amusement) 6. ดอกไม้ประจำถิ่นตรงกับความรัก (Love) 7. การแสดงดนตรี ตรงกับแรงบันดาลใจ (Inspiration) 8. แหล่งสถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์ ตรงกับความน่าหลงใหล (Fascination) 9. การจัดงานตามแนวคิดตรงกับความมีเสน่ห์ (Enchantment) โดยข้อสรุปดังกล่าว จะนำไปประยุกต์ใช้เพื่อค้นหาแนวทางการออกแบบคาแรคเตอร์เพื่อค้นหาแนวทางการออกแบบคาแรคเตอร์เพื่อสร้างอัตลักษณ์และประชาสัมพันธ์เทศกาลสร้างสรรค์ไทยผ่านทฤษฎีอารมณ์เชิงบวกในลำดับต่อไป
สาระของเพลงทะเเย, ชมพูนุช จูฑะเศรษฐ์
สาระของเพลงทะเเย, ชมพูนุช จูฑะเศรษฐ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง สาระของเพลงทะแย เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสำคัญ บทบาท และหน้าที่ของเพลงทะแยทั้ง 8 บทเพลง และเพื่อศึกษาโครงสร้าง กลุ่มเสียงปัญจมูล กระสวนจังหวะของสำนวนและวิเคราะห์บทเพลงให้ปรากฏซึ่งสาระของเพลงทะแย ผลการวิจัยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 คือ บทบาทและความสำคัญของเพลงทะแย จำแนกเป็น 4 บทบาท ได้แก่ บทบาทในพระราชพิธี ใช้เพลงทะแยกลองโยนประกอบริ้วขบวน พระเกียรติยศ บทบาทในการฝึกหัดดนตรีไทย ใช้ฝึกไล่มือ บทบาทเพื่อการแสดง เป็นการนำเพลงทะแยไปใช้ในการประกอบการแสดงและบทบาทเพื่อความบันเทิง ผลการวิจัยส่วนที่ 2 คือ สาระของเพลงทะแย แบ่งเป็น 6 ประการ คือ ประการที่ 1 ความคลี่คลายของบทเพลง พบ 5 รูปแบบ ประการที่ 2 การซ้ำทำนอง เพลงทะแยปรากฏการบรรเลงซ้ำที่เป็นปัจเจกโดยเฉพาะในท่อนที่ 2 ประการที่ 3 การปรากฏสำเนียงมอญแท้และสำเนียงมอญแฝง ประการที่ 4 การรับร้องที่มีระเบียบวิธีเฉพาะตน ประการที่ 5 การซ่อนเงื่อนกลุ่มเสียงปัญจมูล ประการที่ 6 การวางลูกตกอย่างมีจุดมุ่งหมาย เพลงทะแยจึงแสดงถึงการประพันธ์เพลงที่แยบยลคมคาย เป็นบทเพลงที่ทรงคุณค่า บรรจุองค์ความรู้ขั้นสูงทางด้านดุริยางคศิลป์
ดุษฎีนิพนธ์งานวิจัยสร้างสรรค์ นวัตกรรมกระบวนแบบการขับร้อง โดยพันธวิทย์, พันธวิทย์ อัศวเดชเมธากุล
ดุษฎีนิพนธ์งานวิจัยสร้างสรรค์ นวัตกรรมกระบวนแบบการขับร้อง โดยพันธวิทย์, พันธวิทย์ อัศวเดชเมธากุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ดุษฎีนิพนธ์สร้างสรรค์ นวัตกรรมกระบวนแบบการขับร้อง โดยพันธวิทย์ เป็นงานวิจัยสร้างสรรค์ที่นำเสนอการปรับกระบวนทัศน์ทางการขับร้องทั้งในด้านวิธีคิดและการปฏิบัติ สร้างจุดยืนใหม่ของการขับร้องให้มองเห็นปัญหาในการขับร้องที่ยังไม่เคยถูกสำรวจมาก่อน ให้ความสำคัญแก่ความเป็นปัจเจกของอวัยวะและร่างกายของผู้ขับร้องที่แตกต่างกัน ทำให้ผู้ฝึกสามารถย่นระยะเวลาในการฝึกซ้อมได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ยังมีการขยายกรอบความคิดเดิมในการสั่งการร่างกายในการขับร้อง เป็นผลให้ผู้ฝึกสามารถปลดข้อจำกัดทางความคิดและร่างกายให้สามารถแสดงประสิทธิภาพที่สูงขึ้น การวิจัยสร้างสรรค์ นวัตกรรมการขับร้อง โดยพันธวิทย์ มีกระบวนการศึกษาค้นคว้าและการทดลองผ่านการฝึกปฏิบัติขับร้องโดยผู้วิจัยและนักศึกษาจากสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา ผลการวิจัยแสดงนวัตกรรมกระบวนแบบการขับร้องซึ่งสวนทางกับกระบวนทัศน์ดั้งเดิม แต่ให้ประสิทธิผลสูงในการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากทั้งในมุมของการฝึกฝนและวิธีคิด ผู้วิจัยนำเสนอผลการวิจัยในรูปแบบของการบรรยาย การขับร้องเดี่ยว และการขับร้องหมู่บทเพลงที่คัดมาจากบทเพลงคอรัสและอุปรากรในวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2568
ดุษฎีนิพนธ์การแสดงดนตรี: บทบาทและเทคนิคเปียโนในทัศนมิติคีตวรรณกรรมร่วมสมัย, รวิสรา โสรัตน์
ดุษฎีนิพนธ์การแสดงดนตรี: บทบาทและเทคนิคเปียโนในทัศนมิติคีตวรรณกรรมร่วมสมัย, รวิสรา โสรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัย “ดุษฎีนิพนธ์การแสดงดนตรี: บทบาทและเทคนิคเปียโนในทัศนมิติคีตวรรณกรรมร่วมสมัย” มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาคีตวรรณกรรมเชิงวัฒนธรรมผ่านการศึกษาบทบาทและเทคนิคเปียโนในทัศนมิติร่วมสมัย 2) เพื่อสร้างสรรค์การแสดงดนตรีด้วยบทเพลงคลาสสิกผ่านการถ่ายทอดบทบาทและเทคนิคเปียโนในทัศนมิติคีตวรรณกรรมร่วมสมัย ผู้วิจัยคัดเลือกบทเพลงเปียโนที่มีชื่อเสียง 7 บทเพลงจาก 4 ยุคซึ่งเป็นบทเพลงเปียโนมาศึกษาเพื่อให้ครอบคลุมงานวิจัยเชิงวิชาการทางด้านดนตรีที่มีงานวิจัยน้อยชิ้นทำการศึกษาไว้ โดยมี บทเพลงยุคบาโรก 3 บทเพลง บทเพลงจากยุคคลาสสิก 2 บทเพลง บทเพลงยุคโรแมนติก 1 บทเพลง และบทเพลงยุคศตวรรษที่ 20 1 บทเพลง วิธีดำเนินการ 1) ขั้นตอนวิเคราะห์บทบาทและเทคนิคเปียโน 2) ขั้นตอนวิเคราะห์แนวทางการตีความเพื่อสร้างสรรค์แนวทางการฝึกซ้อมและ การบรรเลงเปียโน 3) ขั้นตอนสร้างสรรค์ผลงานการแสดงและเผยแพร่งานวิจัยสู่สาธารณชน ผลการวิจัยพบว่า 1) การบรรเลงเปียโนในบริบทร่วมสมัยเพื่อให้การถ่ายทอดมีความลึกซึ้งต้องอาศัยความเข้าใจเชิงลึกในมิติทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรมของบทเพลง 2) เปียโนเป็นสื่อกลางสำคัญในการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตนของเทคนิคการบรรเลงเปียโน 3) ความยืดหยุ่นทางทักษะ การเปิดรับนวัตกรรม และความสามารถในการปรับตัว เป็นคุณสมบัติสำคัญของนักเปียโนในยุคปัจจุบัน
นวัตกรรมผลิตภัณฑ์วัสดุตกแต่งและสิ่งทอชีวภาพจากธรรมชาติทางทะเลเพื่อส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมแฟชั่นหรูหราเชิงพาณิชย์, วีริศ เชียรสิริไกรวุฒิ
นวัตกรรมผลิตภัณฑ์วัสดุตกแต่งและสิ่งทอชีวภาพจากธรรมชาติทางทะเลเพื่อส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมแฟชั่นหรูหราเชิงพาณิชย์, วีริศ เชียรสิริไกรวุฒิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1.เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาชีวมวลไร้มูลค่า จากธรรมชาติทางทะเลที่เหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมเครื่องประดับ ในเขตพื้นที่ จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย 2.เพื่อสร้างนวัตกรรมต้นแบบ วัสดุตกแต่งและสิ่งทอชีวภาพจากธรรมชาติทางทะเล ที่เหมาะสมต่ออุตสาหกรรมแฟชั่นหรูหราที่ยั่งยืนเชิงพาณิชย์ 3.เพื่อสร้างแนวทางการออกแบบตราสินค้าและผลิตภัณฑ์แฟชั่น สำหรับอุตสาหกรรมแฟชั่นหรูหรา ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ยั่งยืน จากแนวทางการศึกษานวัตกรรมผลิตภัณฑ์วัสดุตกแต่งและสิ่งทอชีวภาพจากธรรมชาติทางทะเล เพื่อส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมแฟชั่นหรูหราเชิงพาณิชย์ และการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถเปลี่ยนขยะชีวมวลเหล่านี้ให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าสูงนั้นจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนและท้าทาย โดยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน จะถูกนำมาใช้เป็นพื้นฐานในการพัฒนาแนวทางที่ยั่งยืน ผลการศึกษาพบว่าศักยภาพของเปลือกหอยมุกในฐานะวัสดุชีวภาพจากธรรมชาติทางทะเลที่ยังไม่ได้รับการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ งานวิจัยนี้สามารถสร้าง “ทางเลือกใหม่” ให้กับอุตสาหกรรมแฟชั่นหรูหรา โดยตอบสนองต่อแนวโน้ม Circular Economy (เศรษฐกิจหมุนเวียน) และ Green Innovation (นวัตกรรมสีเขียว) ที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลกในเชิงเศรษฐกิจ การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์วัสดุตกแต่งและสิ่งทอชีวภาพจากธรรมชาติทางทะเล สามารถลดต้นทุนในอุตสาหกรรมที่ต้องการวัสดุเติมเต็ม เช่น สิ่งทอ พลาสติก สี กระดาษ และเวชสำอาง ได้อย่างมีประสิทธิภาพในมิติทางสังคมและสิ่งแวดล้อม การถ่ายทอดกระบวนการผลิตให้แก่ชุมชนชายฝั่งสามารถเพิ่มรายได้ ลดปัญหาขยะชีวมวลในท้องถิ่น และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดปริมาณขยะจากอุตสาหกรรมเครื่องประดับเท่านั้น แต่ยังสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือทิ้งเหล่านี้ โดยเปลี่ยนให้เป็นวัตถุดิบหลักสำหรับอุตสาหกรรมแฟชั่นหรูหราเชิงพาณิชย์ สร้างมูลค่าและนวัตกรรมใหม่ให้กับชีวมวลเหลือทิ้งในท้องถิ่น นอกจากจะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ยังเป็นการสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สังคม การศึกษานี้จึงมีเป้าหมายเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการดูแลสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยในตลาดแฟชั่นระดับโลก นับเป็นการผสานนวัตกรรมจากแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้ากับการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน
การออกแบบอัตลักษณ์ตราสินค้าเพื่อสื่อสารภาพต้นแบบโดยใช้หลักปรัชญาอิคิไก, แสงเพชญ์ ศรีนิ่ม
การออกแบบอัตลักษณ์ตราสินค้าเพื่อสื่อสารภาพต้นแบบโดยใช้หลักปรัชญาอิคิไก, แสงเพชญ์ ศรีนิ่ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการออกแบบอัตลักษณ์ตราสินค้าเพื่อสื่อสารภาพต้นแบบโดยใช้หลักปรัชญาอิคิไก ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับแก่นแท้ของอัตลักษณ์แบรนด์ โดยการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) 1) วิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth interviews) 2) สัมภาษณ์และสนทนากลุ่ม (Focus group) เพื่อวิเคราะห์คุณลักษณะของปรัชญาอิคิไก และใช้เกณฑ์แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) คัดชิ้นงานการออกแบบ (Population) กลุ่มตัวอย่าง (Sample) การคัดเลือกแบบการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive sampling) ตัวอย่างงานออกแบบอัตลักษณ์ที่ได้รับรางวัลระดับนานาชาติ (Brand Identity) ระหว่างปี พ.ศ. 2560 – 2566 จำนวน 310 ชิ้นงาน ผลการวิจัยพบว่า อัตลักษณ์ที่สื่อสารด้วยหลักปรัชญาอิคิไกสามารถถ่ายทอดผ่าน "เสาหลัก" 5 ประการ ได้แก่ 1) การเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ (Starting small) 2) การปลดปล่อยตัวเอง (Releasing yourself) 3) ความสอดคล้องและยั่งยืน (Harmony and sustainability) 4) ความสุขจากสิ่งเล็ก ๆ (The joy of little things) และ 5) การอยู่กับปัจจุบัน (Being in the here and now) พร้อมกับภาพต้นแบบ (Ikigai Archetypes) ที่สะท้อนคุณลักษณะเฉพาะของบุคลิกภาพ ได้แก่ 1) ซามูไร (Samurai) ซึ่งองค์ประกอบทางการออกแบบ ได้แก่ การใช้แบบอักษรที่ปรับแต่งเฉพาะ (Custom type) และสีในกลุ่ม ความกลมกลืนอันสมบูรณ์ (Perfect Harmony) 2) เกอิชา (Geisha) เน้นการออกแบบในแนวยิ่งมากยิ่งดี (Maximalism) และ สีเขียวอ่อนแบบดิจิทัล (Butterfly) …
A Study Of Korean Language For Tourism Subjects Focus On Korean Majors In Bangkok Universities, Kananat Pothinimitr
A Study Of Korean Language For Tourism Subjects Focus On Korean Majors In Bangkok Universities, Kananat Pothinimitr
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research focuses on the curriculum of Korean language for tourism subjects of the Korean major in Bangkok’s universities. The objectives of this research were 1) to show the current status and investigate the problems that obstruct the development of Korean for tourism, and 2) to investigate the requirements of learners and instructors of Korean for tourism of Korean majors in Bangkok’s universities The samples consisted of 170 students and 4 instructors from Srinakharinwirot University, University of the Thai Chamber of Commerce, Bansomdejchaopraya Rajabhat University and Chulalongkorn University. This research employed a quantitative and qualitative research design. Data were collected …
The Role Of Input Frequency And Different Prroficiency Levels On The Acquisition Of English Nominal Suffixes By L1 Thai Learners: A Case Of The Usage-Based Account, Chanikarn Thatchatham
The Role Of Input Frequency And Different Prroficiency Levels On The Acquisition Of English Nominal Suffixes By L1 Thai Learners: A Case Of The Usage-Based Account, Chanikarn Thatchatham
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigated how input frequency enhanced the acquisition of English nominal suffixes by L1 Thai learners. Based on the Usage-based Account (Tomasello, 2003), it was hypothesized that input frequency—i.e., token frequency (the frequency of derived forms containing a particular suffix) and type frequency (suffix frequency)—facilitates the perception and production of English nominal suffixes. Also, there is a relationship between input frequency and proficiency levels among L1 Thai learners. A Grammaticality Judgment Test (GJT) and a Fill-in-the-Blank Test were administered to three groups. The first two groups consisted of 60 L1 Thai learners at the intermediate and advanced proficiency levels, …
The Study In Beauty Image As Shown Through Contemporary Korean Webtoons: True Beauty, Manassawan Sermsamran
The Study In Beauty Image As Shown Through Contemporary Korean Webtoons: True Beauty, Manassawan Sermsamran
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objectives of this research were 1) To examine the beauty image portrayed in the webtoon ‘True Beauty’. 2) To study how beauty images presented through ’True Beauty’ shaped perceptions of beauty among viewers. This research was qualitative research by analyzing character dialogues and supporting media including viewer comments, YouTube makeup tutorials, and interviews with the author the study investigates how beauty image are constructed, internalized, and reinforced through digital storytelling. The result found that beauty image which presented in serves as a medium that reflects and reinforces societal beauty image. The characteristics in webtoon had created beauty standard in …
Investigating Integrated Written Feedback On The Promotion Of Thai Efl University Students’ Writing Ability, Nattapat-Orn Chuleethongrerk
Investigating Integrated Written Feedback On The Promotion Of Thai Efl University Students’ Writing Ability, Nattapat-Orn Chuleethongrerk
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigated the effects of two instructional approaches incorporating automated feedback in an EFL writing context: Integrated AWE-only (IAO) and Integrated AWE-plus-Teacher (IAPT). It examined their impact on students’ writing ability, revision practices, and satisfaction levels. Grounded in a process-based writing approach, both groups received teacher-written feedback on content and organization for their first revisions. For language revisions in subsequent drafts, the IAO group received automated feedback generated by an automated writing evaluation (AWE) system, while the IAPT group received the automated feedback report supplemented with in-focus grammatical explanations from the teacher. The study involved 29 first-year undergraduate students …
ศิลปะดิจิทัล: ก่อร่างสร้างร่างกายของฉัน, สกลพัฒน์ โชติปัทมนนท์
ศิลปะดิจิทัล: ก่อร่างสร้างร่างกายของฉัน, สกลพัฒน์ โชติปัทมนนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยสร้างสรรค์ฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการสร้างสรรค์งานศิลปะเชิงหลังมนุษยนิยมผ่านร่างกายมนุษย์ โดยอิงจากประสบการณ์ตรงของผู้วิจัยในการเปลี่ยนแปลงร่างกายในแบบฉบับของผู้วิจัยเอง ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสื่อร่วมสมัย เช่น โฆษณา ภาพยนตร์ และโซเชียลมีเดีย ที่มักนำเสนอภาพร่างกายที่แข็งแรง มีกล้ามเนื้อชัดเจน และสื่อถึงความสมบูรณ์แบบตามจินตนาการทางวัฒนธรรม ผู้วิจัยนำแนวคิดและทฤษฎีจากหลากหลายสาขา ทั้งด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ อาทิ การกลายเป็น (Becoming) อภิมนุษย์ (Übermensch) แฟนตามาสโกรเรีย (Phantasmagoria) และแนวคิดไซบอร์ก (Cyborg) เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงร่างกายเป็น A Work of Art ไปสู่ร่างหลังมนุษยนิยมที่ถูกควบคุมและจัดการผ่านการกระทำทางกายภาพและเครื่องจักรดิจิทัลโดยการประมวลผลที่ทำให้ร่างกายถูกทำให้กลายเป็นดิจิไทเซชั่น (Digitization) ในการสร้างสรรค์ผลงาน ผู้วิจัยใช้เทคนิคศิลปะดิจิทัล (Digital Art) ร่วมกับเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง (Virtual Reality) ถ่ายทอดกระบวนการ “ก่อร่างสร้างร่างกาย” ที่สะท้อนทั้งมิติทางกายภาพ อารมณ์ และจิตใจจากฝึกฝนร่างกายของผู้วิจัย ภายใต้บริบทของโลกหลังมนุษย์ (Posthuman World) ที่เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์สมัยใหม่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนในการเปลี่ยนแปลง ควบคุม จัดการ และกำหนดความเป็นไปทั้งในโลกกายภาพและดิจิทัล ผลงานศิลปะนี้จึงไม่เพียงแสดงภาพของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นข้อมูลทางดิจิทัลเท่านั้น แต่ยังตั้งคำถามถึงอัตลักษณ์ ตัวตน ร่างกายและพรมแดนระหว่างความเป็นมนุษย์กับเครื่องจักรในโลกยุคใหม่
ศิลปะแสดงสดเชิงจัดวาง : ร่องรอยแห่งการดำรงอยู่, ณัฐพล ชัยวรวัฒน์
ศิลปะแสดงสดเชิงจัดวาง : ร่องรอยแห่งการดำรงอยู่, ณัฐพล ชัยวรวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ร่องรอยแห่งการดำรงอยู่ เป็นชุดผลงานศิลปะแสดงสดเชิงจัดวาง ที่สื่อถึงการเชื่อมโยงกันของความเป็นปัจเจกและความเป็นกลุ่ม ในแง่ของของความเป็นมนุษย์และสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ โดยอาศัยทฤษฎีศักยภาพที่ถูกทำให้รู้สึก เป็นกรอบแนวคิดหลักในการทำวิจัย กระบวนการทำวิจัยเป็นไปโดยศึกษาค้นคว้ากระบวนการเกิดขึ้นของปฏิกิริยาตอบสนอง เพื่อสร้างชุดข้อความแห่งปฏิกิริยาตอบสนอง ซึ่งอาศัยระยะเวลาเก็บบันทึกตั้งแต่ปี ค.ศ. 2022 – 2024ชุดข้อความแห่งปฏิกิริยาตอบสนอง ถูกใช้เป็นฐานหลักในการพัฒนาไปสู่การสร้างสรรค์ชุดผลงานศิลปะจำนวน 5 ชิ้น ในรูปแบบที่แตกต่างกัน ได้แก่ หนังสือรวมเล่ม, ศิลปะจัดวาง ศิลปะซาวน์อาร์ต ศิลปะภาพเคลื่อนไหว และศิลปะแสดงสด ที่มีกระบวนการสร้างสรรค์อันเป็นไปเพื่อสื่อให้เห็นถึงการส่งผลกระทบซึ่งกันและกันของร่างกายมนุษย์ ธรรมชาติ ปัญญาประดิษฐ์ และความเป็นวัตถุ ผ่านการสั่งการและการถูกสั่งการ ทั้งนี้ กระบวนการทดลองและชุดผลงานดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ ในเทศกาล นิทรรศการ โครงการศิลปินพำนัก ทั้งสิ้น 7 ครั้ง การเผยแพร่ผลงานในวาระที่แตกต่างกัน เผยให้เห็นถึง การเชื่อมโยงกันความเป็นปัจเจกและความเป็นกลุ่ม อันเกิดจากการที่ผู้แสดง ผู้ชม และวัตถุ ที่ปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน มีการสลับบทบาทกันไปมา เกิดเป็นลูกโซ่แห่งปฏิกิริยาตอบสนองทางร่างกายที่มีต่อชุดผลงาน ในฐานะสิ่งที่ถูกทำให้กระทำ ซึ่งแผ่ขยายแบบทบทวีคูณเป็นวงกว้างในแนวราบ การเกิดขึ้นของแต่ละการกระทำ การแสดงบทบาท และการตอบสนอง ต่างสามารถเกิดขึ้นได้อย่างไม่มีลำดับขั้นตอน เกิดเป็นการกระทำร่วมกัน ที่แปรเปลี่ยนสิ่งที่ถูกทำให้กระทำ มาสู่สิ่งที่ถูกทำให้กระทำ ตามแต่เหตุปัจจัย ภายใต้ความเป็นไปได้อันหลากหลาย
นวัตกรรมผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์เทคแวร์จากสิ่งทอโลหะสำหรับบุคคลสาธารณะที่มีไลฟ์สไตล์ความเสี่ยงต่อสภาวะแวดล้อมสังคมเพื่อส่งเสริมตลาดการค้าระหว่างประเทศ, วีรินทร์ สันติวรรักษ์
นวัตกรรมผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์เทคแวร์จากสิ่งทอโลหะสำหรับบุคคลสาธารณะที่มีไลฟ์สไตล์ความเสี่ยงต่อสภาวะแวดล้อมสังคมเพื่อส่งเสริมตลาดการค้าระหว่างประเทศ, วีรินทร์ สันติวรรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในยุคปัจจุบันที่โลกเผชิญกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม โรคระบาด และอาชญากรรมอย่างต่อเนื่องและรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลสาธารณะซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยงสูงจากการลอบทำร้ายและภัยคุกคามทางสังคมจากความขัดแย้ง อุดมการณ์ หรือการก่อการร้าย ในขณะที่เครื่องแต่งกายทั่วไปยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัยควบคู่กับภาพลักษณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมุ่งพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์สิ่งทอโลหะเทคแวร์ โดยบูรณาการศาสตร์ด้านการออกแบบสร้างสรรค์และเทคโนโลยีวัสดุสมัยใหม่ อาทิ เส้นใยอะรามีดที่มีคุณสมบัติทนความร้อนและแรงกระแทกร่วมกับเส้นใยโลหะที่สามารถต้านเชื้อโรคและขึ้นรูปได้ เพื่อสร้างโครงสร้างผ้าที่สามารถป้องกันวัตถุทำลายล้างและเสริมสร้างภาพลักษณ์ให้กับผู้สวมใส่ การทดลองใช้เทคนิคการประกอบผ้าแบบสุญญากาศและการทดสอบแรงกระแทกจากกระสุนปืนแสดงให้เห็นว่าสิ่งทอที่ได้สามารถดูดซับแรงกระแทกได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้จึงเป็นการขยายขอบเขตของแฟชั่นเพื่อความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยก้าวสู่ตลาดแฟชั่นไลฟ์สไตล์เชิงสร้างสรรค์ระดับสากล โดยเฉพาะในกลุ่มเป้าหมายระดับสูงที่ให้ความสำคัญทั้งด้านความปลอดภัยและบุคลิกภาพ อันจะนำไปสู่การส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน โดยการวิจัยเรื่อง นวัตกรรมผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์เทคแวร์จากสิ่งทอโลหะสำหรับบุคคลสาธารณะที่มีไลฟ์สไตล์ความเสี่ยงต่อสภาวะแวดล้อมสังคมเพื่อส่งเสริมตลาดการค้าระหว่างประเทศ เป็นกระบวนการวิจัยรูปแบบผสมผสานเชิงคุณภาพและปริมาณ (Mix-Methodology) รวมทั้งมีการเก็บข้อมูลในรูปแบบการทดลอง(Experimental research) โดยมีกระบวนการวิจัยและการสรุปข้อมูลตามวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อหาแนวทางการพัฒนานวัตกรรมสิ่งทอโลหะเทคแวร์ให้สามารถป้องกันอันตรายจากความเสี่ยงทางสภาพแวดล้อมของสังคมได้: การวิจัยในส่วนนี้ได้นำกระบวนการศึกษาข้อมูล วิเคราะห์ ทดลอง และทดสอบประสิทธิภาพของวัสดุมาใช้อย่างเป็นระบบ โดยพบว่าสามารถพัฒนาสิ่งทอจากวัสดุโลหะ อาทิ ทองแดงและสแตนเลส ร่วมกับเส้นใยสมรรถนะสูงประเภทอะรามิด (Aramid fiber) ผ่านกระบวนการบีบอัดและซ้อนทับในระบบสุญญากาศ (Vacuum Process) พร้อมเติมน้ำยาเรซิ่นชนิดนิ่มเข้าไปในชั้นของเนื้อผ้า เพื่อเพิ่มความยึดเกาะระหว่างวัสดุแต่ละชั้นให้แน่นหนายิ่งขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือสิ่งทอที่มีความแข็งแรง ทนทานต่อแรงกระแทก และสามารถต้านทานอาวุธมีคมหรืออาวุธที่ก่อให้เกิดความเสียหายในระดับที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยงสูง นอกจากนี้ ยังพบว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีคุณสมบัติพิเศษในการป้องกันไวรัส โดยเฉพาะไวรัสโควิด-19 ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการด้านความปลอดภัยในบริบทปัจจุบันได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ 2) เพื่อระบุรูปแบบสไตล์ของกลุ่มเป้าหมายสำหรับกลุ่มบุคคลสาธารณะที่มีความเสี่ยงต่อสภาวะแวดล้อมสังคม: กลุ่มเป้าหมายในงานวิจัยนี้ประกอบด้วยบุคคลที่มีบทบาทในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งมักตกเป็นเป้าสายตาของประชาชนทั่วไป มีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลด้านความปลอดภัยเป็นพิเศษ อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นแบบอย่างในด้านภาพลักษณ์และอัตลักษณ์เฉพาะตัว งานวิจัยได้นำเครื่องมือ Paper Doll Data Set มาใช้ในการเก็บข้อมูลจากภาพถ่ายบนสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงการสังเกตการแต่งกายในสถานที่สาธารณะ เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบด้านการแต่งกายของบุคคลกลุ่มนี้ในบริบทของ 5 พื้นที่เศรษฐกิจ ได้แก่ ประเทศไทย กลุ่มประเทศในเอเชีย กลุ่มประเทศยุโรป สหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศอาหรับ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า แม้กลุ่มตัวอย่างจะได้รับอิทธิพลจากแนวโน้มแฟชั่นร่วมสมัยในช่วงเวลาเดียวกัน แต่รูปแบบการแต่งกายกลับมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันอย่างเด่นชัดตามบริบททางวัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อของแต่ละภูมิภาค ส่งผลให้การออกแบบสิ่งทอและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องคำนึงถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างเหมาะสมและรอบด้าน 3) เพื่อหาแนวทางการออกแบบและสร้างสรรค์แบรนด์เครื่องแต่งกายและผลิตภัณฑ์สินค้าไลฟ์สไตล์จากนวัตกรรมสิ่งทอโลหะเทคแวร์: จากข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 และ 2 จึงได้นำมาวิเคราะห์และต่อยอดในการออกแบบแนวคิดการสร้างแบรนด์เครื่องแต่งกายและผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ โดยแบ่งประเภทผลิตภัณฑ์ออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์แฟชั่น ผลิตภัณฑ์สิ่งทอทั่วไป ผลิตภัณฑ์สำหรับการป้องกัน และผลิตภัณฑ์เครื่องประดับ พร้อมทั้งกำหนดอัตลักษณ์ของแบรนด์ให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละภูมิภาค จากนั้นจึงพัฒนาคอลเลกชันต้นแบบ โดยอาศัยกระบวนการวิเคราะห์คาแรคเตอร์ของผู้บริโภค เพื่อออกแบบและผลิตชิ้นงานจริงทั้งในรูปแบบผ้าดิบและผ้าสำเร็จ พร้อมจัดทำภาพถ่ายโปรโมทเพื่อสื่อสารภาพลักษณ์ของแบรนด์ในระดับสากล กลยุทธ์การดำเนินงานในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ด้านความปลอดภัยของกลุ่มบุคคลสาธารณะ …
นวัตกรรมผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ด้วยวัสดุทางเลือกจากเห็ด ภายใต้แนวคิดการออกแบบหมุนเวียน, ณัฐชยา เปียแก้ว
นวัตกรรมผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ด้วยวัสดุทางเลือกจากเห็ด ภายใต้แนวคิดการออกแบบหมุนเวียน, ณัฐชยา เปียแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง นวัตกรรมผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ด้วยวัสดุทางเลือกจากเห็ด ภายใต้แนวคิดการออกแบบหมุนเวียน ภายใต้หลักสูตร ศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานฤมิตศิลป์ โดยการวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ควบคู่กับการทดลองสร้างสรรค์นวัตกรรมวัสดุทางเลือกเพื่อใช้ในงานแฟชั่นไลฟ์สไตล์ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้แนวทางการในพัฒนา ออกแบบ และสร้างตราสินค้าแฟชั่น ด้วยนวัตกรรมวัสดุทางเลือกจากเห็ด ใช้วิธีการเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ (Interview) ผู้เชี่ยวชาญ โดยใช้กระบวนการเทคนิคเดลฟาย (Delphi Technique) สร้างเครื่องมือสัมภาษณ์ และค่าหาเที่ยงตรง (IOC) รวบรวมข้อมูลความคิดเห็นจากกลุ่ม ผู้เชี่ยวชาญ, นักออกแบบ, นักวิชาการ และผู้มีประสบการณ์ 3 กลุ่ม ด้านการออกแบบแฟชั่นและสิ่งทอ, ด้านพัฒนานวัตกรรมวัสดุสิ่งทอ และด้านเห็ดเศรษฐกิจในประเทศไทย โดยมีการสัมภาษณ์ทั้งหมด 2 ระยะ ในการสัมภาษณ์ระยะที่ 1 เพื่อให้ได้แนวทางพัฒนาวัสดุทางเลือกจากเห็ด สำหรับผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ เมื่อได้ต้นแบบวัสดุทางเลือก และสัมภาษณ์ในระยะที่ 2 เพื่อประเมินการพัฒนาวัสดุทางเลือกจากเห็ดที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ และตราสินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์ ผลสรุปการสัมภาษณ์ในระยะ 1 พบว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นสิ่งทอเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม ต้องการส่งเสริมสนับสนุนวัสดุ และผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น วัสดุทางเลือกจากเห็ดเป็นวัสดุมีความแปลกใหม่ น่าสนใจ มีความเหมาะสมในการพัฒนาสำหรับผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ โดยกระบวนการสร้างวัสดุด้วยนวัตกรรมวัสดุหนัง (Leather) มีความเป็นไปได้ว่าเหมาะสมที่สุด และมีโอกาสที่วิสาหกิจชุมชนเพาะเห็ดในประเทศไทยนำไปต่อยอดธุรกิจได้ รวมทั้งมีแนวโน้มเป็นทางเลือกใหม่ของผู้บริโภคประเภทผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ ผลสรุปการสัมภาษณ์ในระยะ 2 พบว่า ต้นแบบวัสดุทางเลือกจากเห็ด มีลักษณะพื้นผิวสัมผัส หยาบ ลื่น สีสัน คล้ายวัสดุหนัง ขนาด 0.3 – 1 มิลลิเมตร มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ เหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ ประเภท เสื้อคลุม (Outerwear) กระเป๋า (Bags) รองเท้า (Shoes) โดยผลจากการทดลองต้นแบบวัสดุทางเลือกจากเห็ดที่ 13, 14, 15 และ 16 ในภาพรวมมีความเหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ และจะเป็นวัสดุหลักในการออกแบบผลิตภัณฑ์ และตราสินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์จากนวัตกรรมวัสดุทางเลือกจากเห็ด ด้วยแนวคิดการออกแบบหมุนเวียน
ศิลปะสื่อผสมจัดวาง : สภาวะการดำรงอยู่ของพญาแถน, อนุรักษ์ โคตรชมภู
ศิลปะสื่อผสมจัดวาง : สภาวะการดำรงอยู่ของพญาแถน, อนุรักษ์ โคตรชมภู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเชิงสร้างสรรค์ในหัวข้อ ศิลปะสื่อผสมจัดวาง : สภาวะการดำรงอยู่ของพญาแถน มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความเชื่อเรื่องพญาแถน ในบริบทพิธีกรรมของสังคมชนบทอีสาน ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะสื่อผสมจัดวาง และเพื่อวิเคราะห์สื่อทางวัฒนธรรมอีสาน ที่ถ่ายทอดปรับแปลง และธำรงรักษาไว้ซึ่งความเชื่อเรื่องพญาแถน ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บข้อมูลจากการสอบถาม และสังเกตการณ์ในพื้นที่ชุมชนอีสาน ที่ยังคงมีการสืบทอดพิธีกรรมความเชื่อเรื่องพญาแถน รวมถึงข้อมูลเอกสารทางวิชาการ แนวคิดทฤษฎี และผลงานศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง ทำการวิเคราะห์ข้อมูลแล้วทดลองสร้างสรรค์ผลงานจำนวน 1 ชุด ผลจากการทดลองสร้างสรรค์ นำไปสู่การพัฒนากรอบความคิดของการสร้างสรรค์ผลงานวิทยานิพนธ์ โดยการนำเสนอด้วยรูปแบบผลงานสื่อผสมจัดวาง จำนวน 1 ชุด ประกอบด้วยผลงาน 5 ชิ้น ผลงานที่เป็นวิดีโอ จำนวน 1 ชิ้น และสื่อผสม จำนวน 4 ชิ้น จากการวิจัยพบว่า การดำรงอยู่ของความเชื่อเรื่องพญาแถน ได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างความเชื่อและวัตถุ แต่แม้ว่าความเชื่อนั้นจะข้ามพ้น (Transcend) การรับรู้ในแบบเดิมไปแล้ว แต่กระบวนการของการกลายมาเป็นวัตถุภาวะ (Materialization) ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานที่หยิบยืมรูปแบบของการเล่นแร่แปรธาตุ (Alchemy) ในผลงานสื่อผสมจัดวาง ที่มีการผสมผสาน ปรับเปลี่ยน (Transform) วัตถุสิ่งของ ได้ทำให้สภาวะของการดำรงอยู่ ยังคงปรากฏมีผ่านศิลปวัตถุ (Art Objects) ที่ผู้วิจัยได้สร้างสรรค์ขึ้น ท้ายที่สุดแล้วการมีอยู่ของความเชื่อและวัตถุทั้งหมด จึงสามารถถูกผลักให้ก้าวข้ามธรรมชาติและวัฒนธรรม (Beyond Nature and Culture) ปรากฏมองเห็น และสัมพันธ์กับเราในแนวราบผ่านผลงานศิลปะสื่อผสมจัดวาง
การออกแบบลวดลายโดยใช้แนวคิดชีวลอกเลียนจากกลไกการสร้างสีเชิงโครงสร้างของแมลง, ธีรภัทร พันธุ์พิทย์แพทย์
การออกแบบลวดลายโดยใช้แนวคิดชีวลอกเลียนจากกลไกการสร้างสีเชิงโครงสร้างของแมลง, ธีรภัทร พันธุ์พิทย์แพทย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ลวดลายของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติหลากหลายชนิดมีกลไกการสีเชิงโครงสร้างที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสีที่เป็นต้นแบบบในการลอกเลียนเพื่อสร้างสรรค์ลวดลายที่มีเอกลักษณ์หรือสอดคล้องกับแนวความคิดในการออกแบบ โดยงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางการออกแบบลวดลายที่ลอกเลียนจากกลไกการสร้างสีเชิงโครงสร้างของแมลง งานวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาพัฒนาเป็นเครื่องมือในการวิจัยและใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจนได้ผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้อง เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยนี้ ได้แก่ แบบตรวจสอบข้อมูลสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยาจำนวน 2 คน แบบสอบถามสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบจำนวน 20 คน ตารางเปรียบเทียบความสอดคล้องของข้อมูลในเรื่องการปฏิสัมพันธ์ของสีในการออกแบบ และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านการพิมพ์จำนวน 5 คน โดยเก็บข้อมูลจากการวิเคราะห์ในเชิงเนื้อหาและจำแนกข้อมูลให้เป็นระบบ พร้อมทั้งหาความเชื่อมโยงของข้อมูลที่เกี่ยวข้องในแต่ละด้าน เพื่อเป็นแนวทางในการออกแบบลวดลายที่ลอกเลียนจากกลไกการสร้างสีเชิงโครงสร้างของแมลง และประยุกต์ใช้ในกระบวนการวิจัยงานสร้างสรรค์ในการออกแบบผลงานต้นแบบ โดยผลวิจัยพบว่าการลอกเลียนกลไกการสร้างสีเชิงโครงสร้างของผีเสื้อ Papilio nireus ด้านแนวทางการออกแบบคือ รูปทรงเรขาคณิต (Geometric) ความสัมพันธ์ของรูปทรงแบบการสัมผัส (Touching) โครงสร้างมีแบบแผน (Formal Structure) การปฏิสัมพันธ์ของสีรูปแบบการผสมสีในเชิงการรับรู้ (Optical mixture) และโครงสีรูปแบบสีคู่ตรงข้าม (Complementary) ด้านแนวทางการพิมพ์โดยใช้วัสดุพิมพ์กระดาษรูปแบบ Smooth uncoated paper ผ้ารูปแบบ Cotton สำหรับการพิมพ์แบบไม่สัมผัส (Non-Impact Printing) ในส่วนของแมลงปอ Austrolestes annulosus ด้านแนวทางการออกแบบคือ รูปทรงธรรมชาติ (Organic) ความสัมพันธ์ของรูปทรงแบบการสัมผัส (Touching) โครงสร้างกึ่งมีแบบแผน (Semi-formal structure) การปฏิสัมพันธ์ของสีรูปแบบความโปร่งใสและภาพลวงตาทางพื้นที่ (Transparence and space-illusion) และโครงสีรูปแบบสีข้างเคียง (Analogous) ด้านแนวทางการพิมพ์โดยใช้วัสดุพิมพ์กระดาษรูปแบบ Coated paper (Gloss) ผ้ารูปแบบ Duchess สำหรับการพิมพ์แบบไม่สัมผัส (Non-Impact Printing) และผึ้ง Xylocopa violacea ด้านแนวทางการออกแบบที่เหมาะสมคือ รูปทรงธรรมชาติ (Organic) ความสัมพันธ์ของรูปทรงแบบการรวม (Union) โครงสร้างไม่มีแบบแผน (Informal Structure) การปฏิสัมพันธ์ของสีรูปแบบความโปร่งใสและภาพลวงตาทางพื้นที่ (Transparence and space-illusion) และโครงสีรูปแบบสีข้างเคียง (Analogous) ด้านแนวทางการพิมพ์โดยใช้วัสดุพิมพ์กระดาษรูปแบบ Textured uncoated paper ผ้ารูปแบบ Polyester (Satin) สำหรับการพิมพ์แบบไม่สัมผัส (Non-Impact Printing)
ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง "จากถ่านไฟสู่ทองคำ" นิทานพื้นบ้านล้านนาสำหรับวงเปียโนควินเท็ต, ธภัฎ สังข์วิจิตร
ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง "จากถ่านไฟสู่ทองคำ" นิทานพื้นบ้านล้านนาสำหรับวงเปียโนควินเท็ต, ธภัฎ สังข์วิจิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง จากถ่านไฟสู่ทองคำ นิทานพื้นบ้านล้านนาสำหรับวงเปียโนควินเท็ต เป็นบทเพลงลักษณะดนตรีพรรณาที่ถ่ายทอดเรื่องเล่าของทางภาคเหนือ ซึ่งผู้วิจัยได้แรงบันดาลใจมาจากนิทานพื้นบ้านล้านนาเรื่อง “แมงสี่หูห้าตา” โดยใช้แนวคิดและเทคนิคการประพันธ์เพลงที่จะถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกและบรรยากาศ รวมถึงบุคลิกของตัวละครจากเหตุการณ์เรื่องราวตามจินตนาการของผู้วิจัย เช่น บันไดเสียงโฮลโทน การใช้โมด การคัดทำนอง การใช้ขั้นคู่ทรัยโทน การใช้กลุ่มเสียงกัด การใช้จังหวะขัด การปรับทำนองหลัก เทคนิคการทดเสียง เทคนิคการดีดคอร์ดของกลุ่มเครื่องสาย เป็นต้น บทเพลงมีความยาวประมาณ 30 นาที ประกอบด้วยบทเพลงย่อยจำนวน 5 บทเพลง ได้แก่ คำสั่งเสียของบิดา สัตว์ประหลาดสี่หูห้าตา ถ่านไฟร้อนและมูลทองคำ รางน้ำทองคำ และพระเจ้าพันธุมัติ
แนวทางการออกแบบอัตลักษณ์ทางตัวอักษรสำหรับตราสินค้าไลฟ์สไตล์จากทุนทางวัฒนธรรม : กรณีศึกษา อีสาน คิวบิสม์, ภาณุพงศ์ จันทน์ผลิน
แนวทางการออกแบบอัตลักษณ์ทางตัวอักษรสำหรับตราสินค้าไลฟ์สไตล์จากทุนทางวัฒนธรรม : กรณีศึกษา อีสาน คิวบิสม์, ภาณุพงศ์ จันทน์ผลิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างเกณฑ์และประเมินกรณีศึกษาอีสาน คิวบิสม์ โดยอ้างอิงแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในการพัฒนาตราสินค้าจากทุนทางวัฒนธรรม 2) ค้นหาภาพลักษณ์ของจุดหมายปลายทางตามแนวคิดคิวบิสม์ 3) วิเคราะห์กลยุทธ์ตราสินค้าไลฟ์สไตล์ เส้นทางประสบการณ์ของผู้บริโภค และจุดสัมผัสของตราสินค้า 4) วิเคราะห์จิตวิทยาของกลุ่มไลฟ์สไตล์ และ 5) กำหนดแนวทางการออกแบบอัตลักษณ์ทางตัวอักษรสำหรับตราสินค้าไลฟ์สไตล์ที่มีรากฐานจากทุนทางวัฒนธรรม โดยใช้กรณีศึกษา “อีสาน คิวบิสม์” ซึ่งเป็นตราสินค้าที่นำเสนอผลิตภัณฑ์เซรามิกบนพื้นฐานทุนวัฒนธรรมของภาคอีสาน กระบวนการวิจัยอาศัยแนวทางการตรวจสอบสามเส้าทางทฤษฎี เพื่อสังเคราะห์แก่นแนวคิดร่วมจาก 3 มุมมอง ได้แก่ ภาพลักษณ์จุดหมายปลายทางตามแนวคิดคิวบิสม์ กลยุทธ์ตราสินค้า ไลฟ์สไตล์ และจิตวิทยาของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งส่งผลให้ได้ชุดข้อมูลที่สอดคล้องกันในเชิงภาพลักษณ์ ไลฟ์สไตล์ และทัศนคติของผู้บริโภคเป้าหมาย ผลจากการสังเคราะห์ดังกล่าวนำไปสู่การกำหนดแนวทางการออกแบบอัตลักษณ์ทางตัวอักษรสำหรับตราสินค้าไลฟ์สไตล์ที่มีรากฐานจากทุนทางวัฒนธรรม ซึ่งถูกรวบรวมและนำเสนอผ่านกระดานบันดาลใจจำนวน 3 แนวทาง ที่ได้แรงบันดาลใจจากศิลปะพื้นถิ่นอีสาน ได้แก่ ลวดลายผ้าขิด จิตรกรรมฮูปแต้ม และพระพุทธรูปไม้โบราณ ผู้วิจัยได้นำแก่นแนวคิดดังกล่าวมาใช้ในกระบวนการออกแบบต้นแบบตัวอักษร ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอน 1) การกำหนดตัวแปรการออกแบบ เช่น สไตล์ ความกว้าง น้ำหนัก คอนทราสต์ และพื้นที่ว่างในอักษร 2) การสร้างภาษาภาพของตัวอักษร เพื่อกำหนดส่วนประกอบพื้นฐาน และ 3) การวางโครงสร้างอักษร อย่างมีระบบในด้านสัดส่วน ความสมมาตร และระบบหน่วยประกอบ จากนั้นจึงประยุกต์แบบอักษรดังกล่าวสู่การออกแบบตราสัญลักษณ์และจุดสัมผัสของตราสินค้า ก่อนให้กลุ่มเป้าหมายประเมินความพึงพอใจ เพื่อทดสอบศักยภาพของแนวทางในการถ่ายทอดอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมให้เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การสืบทอดวงปี่พาทย์มอญคณะ ศ.บุตรห่านฟ้า, ศรัณย์ พงษ์สมบูรณ์
การสืบทอดวงปี่พาทย์มอญคณะ ศ.บุตรห่านฟ้า, ศรัณย์ พงษ์สมบูรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง การสืบทอดวงปี่พาทย์มอญคณะ ศ.บุตรห่านฟ้า มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) มูลบทและประวัติความเป็นมาของวงปี่พาทย์มอญคณะ ศ.บุตรห่านฟ้า 2) บทเพลงสำคัญและ การสืบทอดของวงปี่พาทย์มอญคณะ ศ.บุตรห่านฟ้า จากการศึกษาพบว่า วงปี่พาทย์มอญคณะ ศ.บุตรห่านฟ้า เดิมชื่อ “ห่านฟ้าดนตรีไทย” ก่อตั้งโดยครูสำเริง พงษ์สมบูรณ์ ชาวจังหวัดนครนายก ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านระนาดเอก ต่อมาได้ย้ายมาจัดตั้งวงที่จังหวัดชลบุรี รับแสดงในงานต่าง ๆ เช่น งานศพ งานบวช และงานลิเก โดยถ่ายทอดความรู้ให้ บุตรหลานและลูกศิษย์ จนสามารถประกอบอาชีพนักดนตรี และเกิดการสืบทอดต่อเนื่องถึง 3 ยุค ได้แก่ ยุคของนางพิศ พงษ์สมบูรณ์ นายศุภฤกษ์ พงษ์สมบูรณ์ และนายศรัณย์ พงษ์สมบูรณ์ โดยใช้ชื่อวงว่า “ศ.บุตรห่านฟ้า” ปัจจุบันวงยังคงดำเนินกิจกรรมดนตรีอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมีการปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับยุคสมัย เช่น การเลือกบทเพลงใหม่ การจัดวางเครื่องดนตรีให้มีความสวยงาม และการตกแต่งด้วยไฟ LED รวมถึงการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่าง ๆ ด้านการสืบทอด ครูสำเริงใช้วิธีถ่ายทอดแบบมุขปาฐะ ต่อมาในยุคนายศุภฤกษ์ มีการแบ่งผู้เรียนเป็น 2 กลุ่ม คือ ผู้เริ่มต้นใหม่และผู้มีพื้นฐาน โดยทุกคนต้องฝากตัวเป็นศิษย์ เพลงสำคัญที่ใช้ในการเรียนการสอนมี 3 เพลง คือ เพลงมอญแม่ครู เพลงมอญแน และเพลงสาธุการ ซึ่งใช้บันไดเสียงทาง เพียงออบนและเพียงออล่าง มีการดำเนินทำนองที่หลากหลาย และสะท้อนเอกลักษณ์ของวงได้อย่างชัดเจน
การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ที่สะท้อนถึงความดั้งเดิมของโนรา, ณปภัช ฐิรภัทรชัย
การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ที่สะท้อนถึงความดั้งเดิมของโนรา, ณปภัช ฐิรภัทรชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเชิงสร้างสรรค์เล่มมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาแนวทางและรูปแบบของ การสร้างสรรค์ผลงานนาฏยศิลป์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากความดั้งเดิมของโนรา ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของภาคใต้ที่กำลังเสื่อมคลายลงตามบริบทของยุคสมัย งานวิจัยนี้ดำเนินการในลักษณะของการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ โดยใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโนรา การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ การสังเกตการณ์ภาคสนาม การวิเคราะห์ข้อมูลจากเกณฑ์มาตรฐานทางศิลปิน ตลอดจนประสบการณ์ตรงของผู้วิจัย เพื่อนำมาวิเคราะห์และออกแบบกระบวนการสร้างสรรค์ผ่านองค์ประกอบทางนาฏยศิลป์ทั้ง 8 องค์ประกอบ ได้แก่ การออกแบบบทการแสดง การคัดเลือกนักแสดง การออกแบบลีลานาฏยศิลป์ การออกแบบเครื่องแต่งกาย การออกแบบดนตรีและเสียงประกอบ การออกแบบอุปกรณ์ประกอบการแสดง การออกแบบพื้นที่การแสดงและการออกแบบแสง ผลจากการสร้างสรรค์ดังกล่าว ผู้วิจัยได้สังเคราะห์แนวคิดหลังการสร้างสรรค์ออกเป็นประเด็นสำคัญ ได้แก่ การคำนึงถึงประเด็นความดั้งเดิมของโนรา การคำนึงถึงประเด็นทฤษฎี ทางศิลปกรรมศาสตร์ การคำนึงถึงประเด็นการใช้สัญลักษณ์ในงานนาฏยศิลป์ การคำนึงถึงประเด็นหลักพื้นฐานของการสร้างงานนาฏยศิลป์ไทยแบบอนุรักษ์และการคำนึงถึงประเด็นความคิดสร้างสรรค์ซึ่งทั้งหมดนี้ ได้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการดำเนินงานสร้างสรรค์ผลงานชุดนี้ ทั้งนี้เพื่อตอกย้ำและธำรงไว้ซึ่งรูปแบบอันดั้งเดิมของโนราและยังเป็นแนวทางในการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถต่อยอดการประยุกต์ใช้ความเป็นโนราในบริบทของนาฏยศิลป์ร่วมสมัย โดยไม่ละเลยรากเหง้าทางวัฒนธรรมของสายตระกูลโนราในแต่ละภูมิภาค อันจะเป็นคุณูปการ ต่อการสืบสานและพัฒนาศิลปะการแสดงของไทยในระยะยาว
“วินด์ วินด์”: ชุดสิ่งประดิษฐ์แห่งการสร้างสรรค์นวัตกรรมการเล่นเครื่องลมทองเหลือง, ชนากร แป้นเหมือน
“วินด์ วินด์”: ชุดสิ่งประดิษฐ์แห่งการสร้างสรรค์นวัตกรรมการเล่นเครื่องลมทองเหลือง, ชนากร แป้นเหมือน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เครื่องลมทองเหลืองเป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงทรงพลังแต่มีข้อจำกัดในระหว่างการฝึกซ้อม เนื่องจากเสียงที่ดังอาจรบกวนผู้อื่นได้ เสียงของเครื่องลมทองเหลืองเกิดจากการ "บัซซิ่ง (Buzzing)" ซึ่งเป็นการสั่นของริมฝีปาก การซ้อมด้วยปากเป่า (Mouthpiece) เพียงอย่างเดียวจะทำให้การบัซซิ่งไม่เกิดแรงต้านและควบคุมเสียงได้ยาก เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยได้คิดสิ่งประดิษฐ์ "วินด์ วินด์" และบทฝึกที่มีดนตรีประกอบ (Accompaniment) เป็นนวัตกรรมสำหรับช่วยในการฝึกซ้อมสำหรับนักเล่นเครื่องลมทองเหลือง อุปกรณ์นี้มีขนาดเล็กพกพาสะดวกมีเสียงที่เบาในการซ้อม ใช้ต่อกับปากเป่าของเครื่องลมทองเหลือง 5 เครื่องคือ ทรัมเป็ต ฮอร์น ทรอมโบน ยูโฟเนียม และทูบา "วินด์ วินด์" ออกแบบให้มีนิ้วจำลองสำหรับเครื่องที่เป็นระบบนิ้วกดและสไลด์จำลองสำหรับทรอมโบน เพื่อให้มีความรู้สึกใกล้เคียงกับการเล่นเครื่องดนตรีจริง อุปกรณ์นี้ช่วยให้ผู้เล่นสามารถฝึกซ้อมได้เป็นประจำ โดยให้ความรู้สึกแรงต้านใกล้เคียงกับเครื่องลมทองเหลืองจริง อุปกรณ์นี้ช่วยให้ผู้เล่นได้ฝึกซ้อมประจำวัน การฝึกลม การตัดลิ้น บันไดเสียง สะดวกในการฝึกซ้อมทุกที่ทุกเวลา ช่วยสร้างกล้ามเนื้อปากให้แข็งแรง เพิ่มประสิทธิภาพของการฝึกซ้อมและพัฒนาทักษะของผู้เล่น วัสดุที่นำมาใช้ทำ “วินด์ วินด์” ทำมาจากพลาสติกประเภท HDPE (High-Density Polyethylene) ที่หาได้ทั่วไป นำมารีไซเคิล ซึ่งผู้วิจัยได้ทดลองหลอมและทำแม่พิมพ์ด้วยตัวเอง ผู้วิจัยได้ทำการจดบันทึกวิธีการทำเพื่อเผยแพร่ให้คณาอาจารย์ นักเรียนและบุคคลทั่วไปได้ทดลองใช้ นอกจากการคิดค้นอุปกรณ์ “วินด์ วินด์” แล้ว ผู้วิจัยยังได้คิด “บทฝึกที่มีดนตรีประกอบ” ใช้กับอุปกรณ์ดังกล่าวซึ่งสามารถดาวน์โหลดโน้ตและดนตรีประกอบได้ในยูทูป เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการฝึกซ้อม
การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ที่เกี่ยวกับการหลงลืมตัวตนของคนในสังคม, สกุลยา กรโกวิท
การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ที่เกี่ยวกับการหลงลืมตัวตนของคนในสังคม, สกุลยา กรโกวิท
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ที่เกี่ยวกับการหลงลืมตัวตนของคนในสังคมเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบ แนวคิด และกระบวนการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ที่สะท้อนภาวะการหลงลืมตัวตนของมนุษย์ในบริบทของสังคมร่วมสมัย โดยได้รับแรงบันดาลใจจากบทละครเรื่อง ด็อกเตอร์ ฟาวสตัส (Doctor Faustus) ของคริสโตเฟอร์ มาร์โลว์ (Christopher Marlowe) ซึ่งผู้วิจัยได้ทำการที่มีการศึกษาข้อมูลจากเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ เอกสาร ตำรา หนังสือ บทละคร การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์ สื่อสารสนเทศ ประสบการณ์ส่วนตัวของผู้วิจัย และเกณฑ์การสร้างมาตรฐานการยกย่องบุคคลต้นแบบทางด้านนาฏยศิลป์ มาเป็นแนวทางในการวิเคราะห์สังเคราะห์ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานทางด้านนาฏยศิลป์ ผลการวิจัยพบว่าได้ทั้งรูปแบบ และแนวคิดดังนี้ (1) รูปแบบการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ ผู้วิจัยสามารถจำแนกตามองค์ประกอบในการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านนาฏยศิลป์ทั้ง 8 ประการ ได้แก่ 1) การออกบทการแสดง สร้างสรรค์ขึ้นจากกปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการหลงลืมตัวตันทั้ง 6 ประการ ได้แก่ 1) การขาดการสนับสนุนวัยเด็ก (Lack of Childhood Support) 2) ความกดดันจากสังคมและวัฒนธรรม (Social and Cultural Pressure) 3) การไม่สามารถธำรงภาพลักษณ์ในสังคม (Inability to Maintain Social Image) 4) การขาดความมั่นคงในตัวตน (Lack of Identity Stability) 5) การสูญเสียบทบาท หรือการเปลี่ยนแปลงในชีวิต (Loss of Role / Life Transition) 6) การเปรียบเทียบตนเองผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media Comparison) และบทละครทั้ง 6 เรื่อง ได้แก่ ได้แก่ บทละครเรื่อง บ้านตุ๊กตา (A Doll's House) โดย เฮนริก อิบเซน (Henrik Ibsen) บทละครเรื่อง เดอะ พิลโล แมน (The …
ดุษฎีนิพนธ์สร้างสรรค์การแสดงดนตรี : วรรณกรรมบทเพลงเปียโนร่วมสมัยเอเชียนในสัญลักษณ์ตรีเอกานุภาพ, กันต์ ล้อมสมบูรณ์
ดุษฎีนิพนธ์สร้างสรรค์การแสดงดนตรี : วรรณกรรมบทเพลงเปียโนร่วมสมัยเอเชียนในสัญลักษณ์ตรีเอกานุภาพ, กันต์ ล้อมสมบูรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยทางดนตรีนี้มีจุดประสงค์ที่จะเน้นย้ำและถ่ายทอดบทบาททางเปียโนร่วมสมัยในรูปแบบขององค์ประกอบทั้งสามได้แก่ ผู้ตีความ ผู้บรรยายเรื่องราว และผู้สร้างสรรค์ข้ามวัฒนธรรม เพื่อเสนอกรอบแนวคิดใหม่ สำหรับการแสดงดนตรีที่บูรณาการระหว่างขนบดนตรีคลาสสิกตะวันตกกับสุนทรียศาสตร์ทางวัฒนธรรมของไทย โดยมีฐานคิดมาจากเอกสารวิชาการ และพัฒนาแนวทางผ่านการแสดงดนตรีสามคอนเสิร์ต การแสดงแรก จะแสดงถึงบทบาทของผู้ตีความวรรณกรรม ผ่านการเปรียบเทียบโพลีโฟนีในดนตรียุคบาโรกกับแนวคิดการแปรทำนองแบบคู่ขนานในดนตรีไทย การแสดงที่สองเน้นลักษณะของผู้บรรยาย เพื่อถ่ายทอดสัญลักษณ์ของการพรรณนาบรรยากาศและเรื่องราวผ่านวรรณกรรมบทเพลงเปียโน ที่ผสมผสานโครงสร้างแบบตะวันตกเข้ากับความละเมียดละไมแบบไทย และการแสดงสุดท้ายเน้นบทบาทของผู้สร้างสรรค์ข้ามวัฒนธรรม โดยการนำ คาเดนซาที่ใช้การด้นสดขึ้นใหม่ออกแสดงผ่านคอนแชร์โตคลาสสิก ด้วยการแทรกองค์ประกอบลีลาเสียงประสานของไทย งานวิจัยนี้นำเสนอขึ้นเพื่อเป็นต้นแบบที่บุกเบิกแนวคิดใหม่ ที่สามารถประยุกต์ใช้ได้กับนักแสดงดนตรี ที่ประสงค์จะสานต่อมรดกวัฒนธรรมของตน พร้อมชี้ให้เห็นว่าการผสมผสานทางศิลปะอย่างสร้างสรรค์สามารถขยายขอบเขตทางสุนทรียศาสตร์ และเสริมสร้างความร่วมสมัยให้กับสุนทรียะของบทวรรณกรรมเปียโน อย่างมีนัยสำคัญ
ดุษฎีนิพนธ์การแสดงดนตรี: นวัตกรรมและบทบาทการบรรเลงบทเพลงสำหรับเปียโนเชมเบอร์ออร์เคสตราร่วมสมัย, กฤติน สุธรรมชัย
ดุษฎีนิพนธ์การแสดงดนตรี: นวัตกรรมและบทบาทการบรรเลงบทเพลงสำหรับเปียโนเชมเบอร์ออร์เคสตราร่วมสมัย, กฤติน สุธรรมชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแสดงเปียโนเป็นศิลปะที่มีความสำคัญและมีความหลากหลายในโลกของดนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแสดงเปียโนเชมเบอร์ออร์เคสตรา (Piano Chamber Orchestra) งานวิจัยดนตรีสร้างสรรค์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อรวบรวมข้อมูลบทเพลงในการแสดง เช่น ประวัติความเป็นมาของบทเพลงและประวัติของนักประพันธ์เพลง 2) เพื่อพัฒนาศักยภาพในการบรรเลงเปียโนในด้านต่าง ๆ เช่น การตีความบทเพลงและเทคนิคการบรรเลงบทเพลงเปียโนเชมเบอร์ออร์เคสตรา 3) เพื่อเผยแพร่บทประพันธ์เปียโนเชมเบอร์ออร์เคสตราที่สำคัญของยุคต่าง ๆ บนเปียโนสมัยใหม่ ผู้วิจัยได้คัดเลือกบทประพันธ์เปียโนเชมเบอร์ออร์เคสตราที่มีชื่อเสียงและมีความสำคัญต่อวรรณกรรมร่วมสมัย โดยแบ่งออกตามประเภทของเปียโนที่ใช้ในการบรรเลง ทำการวิเคราะห์ ตีความ เพื่อใช้ในลีลาการบรรเลงเปียโนและจัดการแสดง 3 รายการโดยใช้ชื่อว่า ดุษฎีนิพนธ์การแสดงดนตรี ‘นวัตกรรมและบทบาทการบรรเลงบทเพลงสำหรับเปียโนเชมเบอร์ออร์เคสตราร่วมสมัย’ ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และนำเสนอในรูปแบบวิทยานิพนธ์
Strategy Analysis Of A Hybrid Japanese-Korean Idol Group, “Jo1” And Its Attempt To Succeed In Korean Music Industry, Pitchaya Taecholarn
Strategy Analysis Of A Hybrid Japanese-Korean Idol Group, “Jo1” And Its Attempt To Succeed In Korean Music Industry, Pitchaya Taecholarn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aims to explore the reason behind the formation of the new hybrid, localized version of K-POP and J-POP, JK-POP groups, the term referring to the group with most Japanese members, locally based in Japan, but releasing K-POP-like genre of music produced by Korean production team and occasionally doing promotional activities in South Korea. This article proposes two main research questions: 1) What are the advantages that can be gained from debuting JK-POP groups and are these considered as strong benefits compared to those J-POP or K-POP group without localization strategy? 2) What are the consequences of being stuck …
Buddhist Outdoor Ceremonies And Paintings- A Comparative Exploration Of Korea And The Himalayan Region, Vaishnavi Singh
Buddhist Outdoor Ceremonies And Paintings- A Comparative Exploration Of Korea And The Himalayan Region, Vaishnavi Singh
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis presents a comparative study of large-scale Buddhist paintings Gwaebulhwa in Korea and Thangka/Thongdrol in the Himalayan region focusing on their function, iconography, and socio-cultural context within outdoor ritual practices. The research aims to identify the core ritual functions of these monumental artworks, analyze their iconographic elements, and investigate the economic and institutional structures surrounding their production and use. Employing a mixed-methods approach that integrates fieldwork, expert interviews, and iconographic analysis, the study reveals that while both traditions fulfill similar ceremonial roles, they diverge significantly in visual style, theological content, and socio-economic frameworks. The findings demonstrate how shared ritual …