บทบาทการส่งเสริมดนตรีไทยของพลตรีประพาศ ศกุนตนาค,
2020
คณะศิลปกรรมศาสตร์
บทบาทการส่งเสริมดนตรีไทยของพลตรีประพาศ ศกุนตนาค, ปรมินทร์ เต็มพร้อม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องบทบาทการส่งเสริมดนตรีไทยของพลตรีประพาศ ศกุนตนาค มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติชีวิตของพลตรีประพาศ ศกุนตนาค และบทบาทการส่งเสริมดนตรีไทยของพลตรีประพาศ ศกุนตนาค ผลการศึกษาพบว่า พลตรีประพาศ ศกุนตนาค เกิดในครอบครัวที่ชื่นชอบดนตรีไทย ทำให้เกิดความสนใจการขับร้องเพลงไทย โดยยึดทางเพลงตามคุณหญิงไพฑูรย์ กิตติวรรณ มีลีลาการขับร้องตามครูเหนี่ยว ดุริยพันธุ์ การขับร้องเพลงไทยได้ไพเราะประกอบกับมีความสามารถในการขับเสภาทำให้พลตรีประพาศ ศกุนตนาค ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ขับเสภาประกอบละครทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 และเป็นนักร้องเพลงไทยในงานสำคัญต่าง ๆ พลตรีประพาศ ศกุนตนาค รับราชการทหาร เหล่าทหารสื่อสาร จึงทำหน้าที่เป็นผู้ประกาศข่าวในโอกาสสำคัญทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ประกอบกับการเป็นนักแสดง และนักร้องเพลงไทย จึงทำให้ พลตรีประพาศ ศกุนตนาค มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เมื่อให้การสนับสนุนส่งเสริมดนตรีไทยจึงมีผู้ให้ความสนใจทั้งการสมัครเป็นลูกศิษย์และติดตามผลงาน พลตรีประพาศ ศกุนตนาคมีบทบาทในการส่งเสริมดนตรีไทยทั้งการเผยแพร่การขับร้องเพลงไทย การตีกรับขับเสภา ผ่านสื่อทางวิทยุโทรทัศน์ สื่อออนไลน์ และเป็นผู้ประสานงานจัดงานดนตรีไทยในโอกาสสำคัญ นอกจากนั้น พลตรีประพาศ ศกุนตนาคยังมีบทบาทในการสืบทอดดนตรีไทยทั้งในฐานะครูผู้ถ่ายทอดความรู้ขั้นพื้นฐานด้านการขับร้องเพลงไทย และการตีกรับขับเสภาให้กับลูกศิษย์ รวมทั้งการถ่ายทอดกรรมวิธีการสร้างกรับเสภา นอกจากนั้นพลตรีประพาศ ศกุนตนาคยังร่วมจัดตั้ง “สำนักสยามเสภานุรักษ์” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการส่งเสริมการขับร้องเพลงไทย และการตีกรับขับเสภา ทางสื่อออนไลน์
วงสะล้อ ซอ ปิน ของแม่ครูลำดวน สุวรรณภูคำ คณะช่อแก้ว จังหวัดแพร่,
2020
คณะศิลปกรรมศาสตร์
วงสะล้อ ซอ ปิน ของแม่ครูลำดวน สุวรรณภูคำ คณะช่อแก้ว จังหวัดแพร่, วัชราภรณ์ มุ้งป่า
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วงสะล้อ ซอ ปิน ของแม่ครูลำดวน สุวรรณภูคำ คณะช่อแก้ว จังหวัดแพร่ ใช้ระเบียบการวิจัยเชิงคุณภาพโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติชีวิต วิธีการบรรเลงวงสะล้อ ซอ ปิน ทำนองซอ และทำนองดนตรีของแม่ครูลำดวน สุวรรณภูคำ โดยเก็บข้อมูลภาคสนามระหว่างปี พ.ศ. 2562-2563 ประวัติชีวิตแม่ครูลำดวน สุวรรณภูคำ ท่านเป็นศิลปินพื้นบ้านล้านนาด้านการขับซอล่องน่าน และเป็นหัวหน้าคณะช่อแก้ว แม่ครูสั่งสมประสบการณ์ด้านการขับซอและการฟ้อนแง้นมาร่วม 50 ปี มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมในจังหวัดแพร่และจังหวัดใกล้เคียง ศึกษาเพลงพื้นบ้านจากพ่อครูเมืองดี เทพประสิทธิ์ โดยเริ่มจากการยกขันตั้งขอเป็นศิษย์ การเข้าพิธีกินอ้อเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ ศึกษาหลักในการบรรเลงในแต่ละสถานการณ์ พิธีกรรม และพิธีการที่จะต้องปฏิบัติทุกครั้งในเวลาไปออกงานแสดงอย่างเคร่งครัด วิธีการบรรเลงของปิน มีการบรรเลงคู่ 2 และคู่ 4 เป็นส่วนมาก โดยปินมีการใช้กลวิธีพิเศษคือกลวิธีการสะบัด สะล้อพบว่ามีการใช้คู่เสียงทุกคู่เสียงในเพลงรูปแบบดำเนินทำนองและมีการใช้กลวิธีพิเศษได้แก่ การพรมนิ้ว การขยี้ และการสะบัด การบรรจุคำเพลงในแบบของแม่ครูลำดวน สุวรรณภูคำ โดยส่วนมากมักจะบรรจุ 2 คำ ต่อ 1 ห้อง เว้นแต่สถานการณ์ในการด้นสดที่จำเป็นจะต้องใช้คำหลายคำก็จะเป็นกรณีพิเศษ การเน้นคำจะเน้นตามสำเนียงภาษาของภาคเหนือ ตัวที่เน้นมักจะอยู่ในจังหวะที่ตรงกับลูกตกของแต่ละห้อง ในบางจุดที่ต้องการเน้นเป็นพิเศษจะใส่กลวิธีพิเศษการซ้อนเสียงเข้าไป การใช้กลวิธีพิเศษของการขับซอนิยมใช้การเอื้อนมีใน 2 กรณี คือ ใช้ในคำที่มีการใช้วรรณยุกต์ไม้ตรีและไม้จัตวาและใช้เพื่อเชื่อมคำระหว่างห้อง นอกจากนี้มักจะใช้ในเพลงรูปแบบดำเนินทำนองมากกว่าเพลงบังคับทาง ทำนองดนตรีพบว่าใช้กลุ่มเสียงปัญจมูลของเพลงดาดน่าน เพลงลับแลง เพลงพม่าต๊ะโต๋งเต๋ง เพลงดาดแพร่ และเพลงจะปุเชียงกลาง มีจำนวน 3 กลุ่มเสียงได้แก่ กลุ่มเสียงทางเพียงออบน ชวา และกลางแหบ
การแสดงเดี่ยวคลาริเน็ตระดับมหาบัณฑิตโดย ภาณุพันธุ์ วัณณกุล,
2020
คณะศิลปกรรมศาสตร์
การแสดงเดี่ยวคลาริเน็ตระดับมหาบัณฑิตโดย ภาณุพันธุ์ วัณณกุล, ภาณุพันธุ์ วัณณกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแสดงเดี่ยวคลาริเน็ตในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาและค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับบทเพลงที่ใช้ในการแสดงคลาริเน็ต ประกอบด้วยประวัติผู้ประพันธ์เพลง ด้านเทคนิคการประพันธ์และแรงบันดาลใจในการประพันธ์เพลง การตีความบทเพลง เปรียบเทียบการตีความบทเพลงของนักแสดงคลาริเน็ตแต่ละคน ศึกษาแนวคิดวิธีการบรรเลง และวิเคราะห์บทเพลงเพื่อเป็นประโยชน์ในการฝึกซ้อม การเตรียมความพร้อมและการจัดการแสดง การแสดงเดี่ยวคลาริเน็ตในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้เลือกบทเพลงมาด้วยกันทั้งหมด 4 บทเพลง โดยเป็นบทเพลงที่ทรงคุณค่าจากนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงในแต่ละยุคสมัย รวมทั้งสิ้น 3 ยุค ดังนี้(1) Clarinet Sonata in E-Flat Major, Op.120 No.2 ผลงานการประพันธ์ของ Johannes Brahms (2) Premiere Rhapsody ผลงานการประพันธ์ของ Claude Debussy (3) Hommage a Manuel de Falla ผลงานการประพันธ์ของ Bela Kovacs และ (4) Concerto for Clarinet and String Orchestra Arranged for Clarinet and Piano By Composer ผลงานการประพันธ์ของ Aaron Copland การแสดงเดี่ยวคลาริเน็ตครั้งนี้ได้จัดการแสดงในวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 เวลา 18.00 น. ในรูปแบบออนไลน์ รวมเวลาที่ใช้ในการแสดงทั้งหมดประมาณ 1 ชั่วโมง
ทางเดี่ยวซอสามสายเพลงทยอยเดี่ยวของพระยาภูมีเสวิน (จิตร จิตตเสวี),
2020
คณะศิลปกรรมศาสตร์
ทางเดี่ยวซอสามสายเพลงทยอยเดี่ยวของพระยาภูมีเสวิน (จิตร จิตตเสวี), สถิตย์สถาพร สังกรณีย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดและคุณค่าทางเดี่ยวซอสามสายเพลงทยอยเดี่ยวของพระยาภูมีเสวิน (จิตร จิตตเสวี) และศึกษาการประดิษฐ์ทางเดี่ยวซอสามสายเพลงทยอยเดี่ยวของพระยาภูมีเสวิน (จิตร จิตตเสวี) ผลการวิจัยพบว่า แนวคิดที่ปรากฏในทางเดี่ยวซอสามสายเพลงทยอยเดี่ยวของพระยาภูมีเสวิน (จิตร จิตตเสวี) ประกอบด้วย 5 แนวคิด ได้แก่ แนวคิดเรื่องเพลงเดี่ยวขั้นสูง แนวคิดความเชื่อเรื่องการสาปแช่ง แนวคิดเรื่องการสืบทอด แนวคิดเรื่องพิธีกรรมการถ่ายทอด และแนวคิดเรื่องการบรรเลง มีคุณค่าใน 4 ประการ คือ คุณค่าต่อตัวผู้รับการถ่ายทอด คุณค่าต่อตัวผู้ถ่ายทอด คุณค่าต่อสำนักซอสามสายพระยาภูมีเสวิน (จิตร จิตเสวี) และคุณค่าต่อสังคม การประดิษฐ์ทางเดี่ยวซอสามสายเพลงทยอยเดี่ยว พบว่าซอสามสายมีความเหมาะสมในการบรรเลงเพลงทยอยเดี่ยว 3 ประการคือ การทำเสียงได้ยาวไม่ขาดกัน ความกว้างของช่วงเสียง และนิ้วโอดลอย มีการวางโครงสร้างทางเดี่ยวซอสามสายเพลงทยอยเดี่ยวออกเป็น 8 ส่วน ได้แก่ ต้นทยอยเดี่ยว เที่ยวหวาน สามชั้น เที่ยวเก็บ สามชั้น เที่ยวหวาน สองชั้น เที่ยวเก็บ สองชั้น เที่ยวหวาน ชั้นเดียว เที่ยวเก็บ ชั้นเดียว และปลายทยอยเดี่ยว มีการใช้จังหวะฉิ่งและจังหวะหน้าทับสองไม้ ในอัตราจังหวะสามชั้นและอัตราจังหวะสองชั้นตีกำกับ มีการใช้กลุ่มทำนองโยน 4 เสียงคือ กลุ่มทำนองโยนลงเสียงเร กลุ่มทำนองโยนลงเสียงมี กลุ่มทำนองโยนลงเสียงซอล และกลุ่มทำนองโยนลงเสียงลา การขึ้นเพลงและการลงจบเพลงมีลักษณะอ่อนหวาน นอกจากนี้ยังมีการใช้กลวิธีพิเศษ 2 ลักษณะคือ กลวิธีพิเศษในการใช้นิ้ว จำนวน 11 กลวิธี ได้แก่ นิ้วประ นิ้วพรม นิ้วแอ้ นิ้วนาคสะดุ้ง นิ้วก้อง นิ้วชุน นิ้วควง นิ้วครั่น นิ้วชั่ง นิ้วสะบัด และนิ้วรูด มีกลวิธีพิเศษในการใช้คันชัก จำนวน 3 กลวิธี ได้แก่ คันชักจับกระตั้วแทงกระตั้ว คันชักงูเลื้อย และการชะงักซอ
กรรมวิธีการสร้างผืนระนาดเอกไม้ไผ่ของช่างเกรียงศักดิ์ เริงศิริ,
2020
คณะศิลปกรรมศาสตร์
กรรมวิธีการสร้างผืนระนาดเอกไม้ไผ่ของช่างเกรียงศักดิ์ เริงศิริ, วรัตถ์ พงษ์เกลี้ยง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง “กรรมวิธีการสร้างผืนระนาดเอกไม้ไผ่ของช่างเกรียงศักดิ์ เริงศิริ” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติชีวิตและกรรมวิธีการสร้างผืนระนาดเอกไม้ไผ่ และเพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพเสียงผืนระนาดเอกไม้ไผ่ของช่างเกรียงศักดิ์ เริงศิริ ผลการวิจัยพบว่าช่างเกรียงศักดิ์ เริงศิริ ศึกษาการเหลาผืนระนาดจากช่างช่อ วุฒิราชา ประกอบกับการสังเกตผลงานของช่างหลาย ๆ ท่าน ปัจจุบันประกอบอาชีพช่างเหลาผืนระนาดควบคู่กับการทำเกษตรกรรม จากการศึกษากรรมวิธีการสร้างผืนระนาดเอกไม้ไผ่ของช่างเกรียงศักดิ์ เริงศิริ พบว่ามีขั้นตอนทั้งหมด 17 ขั้นตอน ได้แก่ การคัดเลือกไม้ไผ่ การแบ่งปล้องไม้ไผ่ การผ่าไม้ไผ่ การแช่ไม้ไผ่ การผึ่งไม้ไผ่ การจำแนกไม้ตามขนาด การจับผืน การปรับข้าง การทาบกระสวนตีเส้น การตีเส้นเตรียมเจาะรู การตอกตะปูเตรียมเจาะรู การตัดหัวท้าย การเจาะรูร้อยเชือก การแต่งหัวท้ายใต้ท้องและตีเส้นเตรียมปาดท้อง การติดตะกั่ว การปาดท้องเทียบเสียงและขัด และการลงสี ขัดและลงแว็กซ์ โดยแต่ละขั้นตอนต้องอาศัยความพิถีพิถันประกอบกับประสบการณ์ทางเชิงช่าง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพเสียงของผืนระนาดเอกไม้ไผ่
พิธีกรรมความเชื่อการสร้างกลองยืนและกลองหลอนในวงมังคละของคณะ ศ. ราชพฤกษ์ศิลป์,
2020
คณะศิลปกรรมศาสตร์
พิธีกรรมความเชื่อการสร้างกลองยืนและกลองหลอนในวงมังคละของคณะ ศ. ราชพฤกษ์ศิลป์, สุวิชา พระยาชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่องพิธีกรรมและความเชื่อในการสร้างกลองยืนและกลองหลอนของวงมังคละ คณะ ศ.ราชพฤกษ์ศิลป์ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมุ่งศึกษาในบริบทที่เกี่ยวข้องกับกลองยืนและกลองหลอน และศึกษาพิธีกรรมความเชื่อในการสร้างกลองยืนกลองหลอน ผลการวิจัยพบว่าในวงมังคละ กลองยืนมีหน้าที่ยืนจังหวะเพื่อกำหนดหน้าทับหลัก และกลองหลอนจะช่วยเพิ่มสีสันและความสนุกสนานให้กับบทเพลงให้น่าฟัง ใช้แสดงทั้งงานมงคลและงานอวมงคล จากการศึกษาเรื่องพิธีกรรมและความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับวงดนตรีมังคละคณะ ศ. ราชพฤกษ์ศิลป์ พบว่า ได้สืบทอดพิธีกรรมและความเชื่อจากพ่อแก่ดัด ไกรบุตร ได้แก่ พิธีกรรมการไหว้ครูประจำปี พิธีกรรมไหว้ครูก่อนการแสดง และพิธีกรรมความเชื่อในการสร้างเครื่องดนตรี ซึ่งพิธีกรรมและความเชื่อที่เกี่ยวข้องในการสร้างกลองยืนและกลองหลอน มี 4 ขั้นตอน คือ 1.พิธีขอขมาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนตัดไม้ 2.การเขียนคาถาหน้ากลอง 3. ขั้นตอนการเจาะรูหูละมาน หรือขั้นตอนของการตอกนำฤกษ์ 4. ขั้นตอนการทำน้ำมนต์ธรณีสารเพื่อประพรมให้กับเครื่องดนตรีก่อนที่จะประกอบเข้าด้วยกัน การสร้างกลองยืนและกลองหลอนของคณะ ศ.ราชพฤกษ์ศิลป์นั้น เป็นพิธีกรรมและความเชื่อที่ได้รับการสืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น เพราะมีความเชื่อที่สำคัญว่า ถ้ากระทำแล้วจะมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง จึงทำให้ คณะ ศ.ราชพฤกษ์ศิลป์ ยังคงยึดถือและปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
การแสดงขับร้องเดี่ยวระดับมหาบัณฑิตโดย ถิรพร ทรงดอน,
2020
คณะศิลปกรรมศาสตร์
การแสดงขับร้องเดี่ยวระดับมหาบัณฑิตโดย ถิรพร ทรงดอน, ถิรพร ทรงดอน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแสดงขับร้องเดี่ยวในครั้งนี้ มีจุดประสงค์ในการถ่ายถอดบทประพันธ์ชุดเพลงร้องในภาษาเยอรมัน โดยผู้ประพันธ์ดนตรีที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุค โรแมนติก การแสดงเดี่ยวในครั้งนี้ผ่านการฝึกซ้อม และวิเคราะห์บทประพันธ์ที่นำมาใช้แสดงอย่างละเอียดลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นประวัติความเป็นมาผู้แต่ง บทเพลง บทกวี วิธีการตีความหมาย รวมถึงการศึกษาบทเพลงและวิธีการร้องในเชิงเทคนิค เพื่อฝึกซ้อมและนำเสนออย่างมีเอกลักษณ์ของผู้แสดง โดยมีการเตรียมความพร้อมในการเลือกบทเพลงลักษณะชุดเพลงร้อง ที่มีความน่าสนใจ เป็นเรื่องราวที่เชื่อมต่อร้อยเรียงกันในความหมาย และลักษณะบทประพันธ์ ถึงแม้ว่าการแสดงในครั้งนี้จะไม่สามารถจัดเป็นคอนเสิร์ตการแสดงเดี่ยวได้ เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบัน ผู้แสดงได้ทำการบันทึกวิดีโอ ภาพและเสียงเพื่อเผยแพร่การแสดงนี้ทางออนไลน์ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจด้านการขับร้องเพลงคลาสสิกขั้นสูง โดยมีการเตรียมจัดทำโปสเตอร์การแสดง และการจัดการเรื่องการฝึกซ้อมกับนักเปียโน บทเพลงชุดเพลงร้องที่นำมาจัดแสดงเดี่ยว มีชุดเพลงร้อง 2 ชุด ได้แก่ ชุดเพลงร้อง Frauenliebe und Leben โดย Robert Schumann จำนวน 8 บทเพลง และชุดเพลงร้อง Vier Letzte Lieder โดย Richard Strauss จำนวน 4 บทเพลง
การแสดงเดี่ยววิโอลาระดับมหาบัณฑิตโดย ธัชพล นามวงษ์,
2020
คณะศิลปกรรมศาสตร์
การแสดงเดี่ยววิโอลาระดับมหาบัณฑิตโดย ธัชพล นามวงษ์, ธัชพล นามวงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแสดงเดี่ยววิโอลาครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการบรรเลงวิโอลาให้มีคุณภาพมากขึ้น ศึกษาวิเคราะห์และตีความบทเพลง เพื่อนำมาพัฒนาให้กับการแสดง รวมถึงแนวทางในการบรรเลงและเพิ่มความเข้าใจในตัวบทเพลงซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้สามารถสื่อสารให้กับผู้ฟังได้ตรงกับที่ผู้ประพันธ์ต้องการ การแสดงเดี่ยวครั้งนี้ผู้แสดงได้คัดเลือกบทประพันธ์มาทั้งหมด 2 บทประพันธ์ได้แก่ Cello Suite No.2 in D minor, BWV 1008 ประพันธ์โดย Johann Sebastian Bach และ Sonata for Viola and Piano ประพันธ์โดย Rebecca Clarke จัดแสดงในวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 เวลา 14.00 น. สถานที่แสดง Tongsuang's Concert Salon ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 54/1 ถนนสุขุมวิทซอย 3 กรุงเทพมหานคร รวมเวลาที่ใช้ในการแสดงทั้งหมด 1 ชั่วโมงโดยประมาณ
การแสดงเดี่ยวเปียโนระดับมหาบัณฑิตโดย รวิสรา โสรัตน์,
2020
คณะศิลปกรรมศาสตร์
การแสดงเดี่ยวเปียโนระดับมหาบัณฑิตโดย รวิสรา โสรัตน์, รวิสรา โสรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแสดงเดี่ยวเปียโนในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการบรรเลงเปียโน ผู้วิจัยได้วิเคราะห์และตีความบทเพลงประเภทเพรลูด ฝึกฝนและพัฒนาเทคนิคการบรรเลง ศึกษาการจัดการและเตรียมความพร้อมในการแสดงเดี่ยวเปียโนต่อหน้าสาธารณชน เพื่อเผยแพร่ให้แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาและ บุคคลทั่วไปที่สนใจดนตรีคลาสสิก โดยได้คัดเลือกเพรลูดจำนวน 3 ชุด จากผู้ประพนธ์เพลง 3 คน ที่อยู่ในช่วงเวลาที่ต่างกัน ดังนี้ 1) Prelude No.2 (Voiles), Book I และ Prelude No.3 (La Puerta del Vino), Book II ผลงานของ โคลด เดอบุสซี ในกระแสอิมเปรชัน 2) Preludes, Op.11 No. 6, 9, 14, 15 ผลงานของ อะเลกซานเดอร์ ซคริอาบิน ในปลายยุคโรแมนติก 3) Twenty-four Preludes, Op.28 ผลงานของ เฟรเดริค โชแปง ในต้นยุคโรแมนติก การแสดงครั้งนี้จัดขึ้น ณ Tongsuang's Concert Salon & Gallery บ้านสวนตะวันธรรม คลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2564 เวลา 14.00 น. ใช้เวลาในการแสดง รวมประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที
กรรมวิธีการสร้างซึงหลวงของครูจีรศักดิ์ ธนูมาศ,
2020
คณะศิลปกรรมศาสตร์
กรรมวิธีการสร้างซึงหลวงของครูจีรศักดิ์ ธนูมาศ, ณัฐพงษ์ จิตอารีวงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องกรรมวิธีการสร้างซึงหลวงของครูจีรศักดิ์ ธนูมาศมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามูลบทที่เกี่ยวข้องกับซึงหลวง ศึกษาประวัติชีวิตครูจีรศักดิ์ ธนูมาศ ศึกษากรรมวิธีการสร้างซึงหลวงของครูจีรศักดิ์ ธนูมาศ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า ครูจีรศักดิ์ ธนูมาศเป็นช่างในจังหวัดแพร่มีประสบการณ์สร้างซึงได้รับการสืบทอดจากบิดาและครูภูมิปัญญาท้องถิ่น ลักษณะซึงหลวงคือซึงขนาดใหญ่มีสัดส่วนหน้าตาดตั้งแต่หน้า 12-14 นิ้ว มีเสียงนุ่มดังกังวาน นิยมใช้สายโลหะและสายเอ็น ทำหน้าที่ดำเนินทำนองหลักแบบห่างๆ และใช้วิธีการดีดดักเสียงเป็นบางช่วง สามารถตั้งระบบคู่เสียงได้ทั้งลูก 3 และลูก 4 มีขั้นตอนการสร้างทั้งหมด 7 ขั้นตอน คือ การขึ้นโครงซึง การเจาะกล่องเสียง เจาะรางไหม และเจาะหัวซึง การทำแผ่นหน้าตาดซึง การฉลุลายหน้าตาด การติดแผ่นไม้บนคันทวนซึง (Fingerboard) การขัดแต่งทาสี และการแต่งเสียง ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพเสียงซึงหลวงพบทั้งหมด 6 ปัจจัย คือ การคัดเลือกไม้ ความหนาของกล่องเสียงและแผ่นหน้าตาด การติดหย่องหน้าและหย่องหลัง การบากร่องรับสาย การติดลูกนับ และการฉลุลายหน้าตาด
การแสดงเดี่ยวเปียโนระดับมหาบัณฑิตโดย สุภัชชา เอกพิริยะ,
2020
คณะศิลปกรรมศาสตร์
การแสดงเดี่ยวเปียโนระดับมหาบัณฑิตโดย สุภัชชา เอกพิริยะ, สุภัชชา เอกพิริยะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแสดงเดี่ยวเปียโนในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะการบรรเลงเปียโนในระดับบัณฑิตศึกษา ผู้แสดงได้คัดเลือกบทเพลงจากหลากหลายยุคสมัย ซึ่งการแสดงบทเพลงในแต่ละยุคผู้แสดงจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในลักษณะดนตรีของแต่ละยุคด้วย เพื่อที่จะสร้างสรรค์เทคนิคการบรรเลงในรูปแบบของผู้แสดงเอง รวมถึงยังคงถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของบทเพลงได้ดีที่ตรงตามความต้องการของผู้ประพันธ์ การเตรียมตัวเพื่อจัดการแสดงเดี่ยวเปียโนในครั้งนี้ผู้แสดงจึงได้ศึกษาประวัติศาสตร์ดนตรี การวิเคราะห์ การตีความ และเทคนิคการบรรเลงที่แตกต่างกัน หลังจากที่ผู้แสดงได้ศึกษาข้อมูลทุกเพลงแล้ว จึงวางแผนเตรียมตัวสำหรับการแสดงในครั้งนี้เพื่อเผยแพร่ผลงานการแสดงเดี่ยวเปียโนให้กับผู้ที่มีความสนใจในดนตรีคลาสสิก และได้ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ในการบรรเลงบทเพลงของผู้ประพันธ์จากต่างยุคสมัยกัน
การแสดงเดี่ยวเปียโนระดับมหาบัณฑิตโดย โจเซฟ วงศ์พิเชฐชัย,
2020
คณะศิลปกรรมศาสตร์
การแสดงเดี่ยวเปียโนระดับมหาบัณฑิตโดย โจเซฟ วงศ์พิเชฐชัย, โจเซฟ วงศ์พิเชฐชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแสดงเดี่ยวเปียโนในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาแนวทางการฝึกซ้อม ค้นคว้าข้อมูล และวิเคราะห์บทเพลง เพื่อวิเคราะห์ตีความบทเพลงและนำเสนอการบรรเลงเปียโน รวมไปถึงการศึกษาเกี่ยวกับชีวประวัติของผู้ประพันธ์เพลง ความเป็นมาและแรงบันดาลใจในการประพันธ์บทเพลง เพื่อเพิ่มความเข้าใจในบทเพลง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสื่อสารและถ่ายทอดบทเพลงไปยังผู้ฟังให้ตรงตามสิ่งที่ผู้ประพันธ์เพลงต้องการ ผู้แสดงได้คัดเลือกบทเพลงทั้งหมด 8 บท ได้แก่ (1) Bagatelle in G minor, Op.119 No.1 ประพันธ์โดยลุดวิก ฟาน เบโทเฟน (2) Sonata in C major, Op.53 “Waldstein” ประพันธ์โดยเบโทเฟน (3) Reverie ประพันธ์โดยโคลด เดอบุสซี (4) The Engulfed Cathedral ประพันธ์โดยเดอบุสซี (5) Pavane for a Dead Princess ประพันธ์โดยโมริส ราเวล (6) Prelude in G-flat major, Op.23 No.10 ประพันธ์โดยเซอร์เก รัคมานินอฟ (7) Prelude in B minor, Op.32 No.10 ประพันธ์โดยรัคมานินอฟ และ (8) Elegie in E-flat minor, Op.3 No.1 ประพันธ์โดยรัคมานินอฟ การแสดงในครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2563 เวลา 13.00 ณ Tongsuang's Recital Hall ถนนสุขุมวิทซอย 3 การแสดงใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 17 นาที
การแสดงเดี่ยวไวโอลินระดับมหาบัณฑิตโดย กุลิสรา แสงจันทร์,
2020
คณะศิลปกรรมศาสตร์
การแสดงเดี่ยวไวโอลินระดับมหาบัณฑิตโดย กุลิสรา แสงจันทร์, กุลิสรา แสงจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแสดงเดี่ยวไวโอลินครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการบรรเลงไวโอลินให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น และศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับบทเพลงที่นำมาใช้ในการบรรเลงเดี่ยวรวมถึง ศึกษาประวัติของผู้ประพันธ์เพลง และวิเคราะห์องค์ประกอบในบทเพลง ค้นคว้าเทคนิคการบรรเลง เพื่อเพิ่มความเข้าใจในตัวบทเพลง ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ผู้บรรเลงสามารถถ่ายทอดเสียงเพลงได้ตรงกับสิ่งที่ผู้ประพันธ์ต้องการอย่างมีประสิทธิภาพ การแสดงเดี่ยวไวโอลินครั้งนี้ ผู้แสดงได้นำเสนอบทเพลงทั้งหมด 3 บทเพลง โดยเป็นบทเพลงต่างยุคต่างสมัย ซึ่งประกอบด้วยบทเพลงต่อไปนี้ 1) Partita No.3 in E major, BWV 1006 ประพันธ์โดย โยฮันน์ เซบาสเตียน บาค (Johann Sebastian Bach, ค.ศ.1685-1750) 2) Violin Concerto No.5 in A Major, KV. 219 ประพันธ์โดย โวล์ฟกัง อะมาเดอุส โมสาร์ท (Wolfgang Amadeus Mozart, ค.ศ. 1756-1791) 3) Violin Sonata No.2 in A Major Op.100 ประพันธ์โดย โยฮันเนส บรามส์ (Johannes Brahms, ค.ศ. 1833-1897) การแสดงเดี่ยวครั้งนี้กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 เวลา 10.00 น. โดยใช้เวลาในการแสดงประมาณ 90 นาที
บทประพันธ์เพลงมหาบัณฑิตนิพนธ์: “สุริยคราส” ซิมโฟนิกโพเอ็มสำหรับออร์เคสตรา,
2020
คณะศิลปกรรมศาสตร์
บทประพันธ์เพลงมหาบัณฑิตนิพนธ์: “สุริยคราส” ซิมโฟนิกโพเอ็มสำหรับออร์เคสตรา, เจริญวิช รุจิรัสสวรวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทประพันธ์สุริยคราส เป็นบทประพันธ์ประเภทซิมโฟนิกโพเอ็มสำหรับวงออร์เคสตรา มีทั้งหมด 4 กระบวน ในแต่ละกระบวนจะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน ทั้งในด้านของทำนอง และจังหวะ ซึ่งแต่ละกระบวนจะมีทำนองที่เปรียบเสมือนทำนองหลักของบทเพลงแฝงอยู่ ผู้ประพันธ์เรียกทำนองนี้ว่า ทำนองสุริยคราส ซึ่งผู้ประพันธ์ได้ใช้ทำนองหลักของบทเพลงเป็นการเชื่อมบทเพลงทุกกระบวนไว้ด้วยกัน ทำให้บทเพลงชุดมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและเพิ่มความน่าสนใจต่อการวิเคราะห์บทเพลงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ในแต่ละกระบวนผู้ประพันธ์ได้เลือกใช้เครื่องดนตรีที่นำเสนอแตกต่างกัน เพื่อให้ได้สีสันของเสียงหลากหลายรูปแบบ รวมไปถึงการใช้เทคนิคการซ้อนชั้นทำนอง เพื่อให้บทเพลงมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น บทประพันธ์นี้มีความยาวโดยรวมประมาณ 15 นาที ซึ่งกระบวนสุดท้ายจะมีความยาวมากกว่ากระบวนอื่น ๆ เปรียบเสมือนบทสรุปของบทประพันธ์ชิ้นนี้
บทประพันธ์เพลงระดับมหาบัณฑิต : "แม่น้ำลพบุรี",
2020
คณะศิลปกรรมศาสตร์
บทประพันธ์เพลงระดับมหาบัณฑิต : "แม่น้ำลพบุรี", ขวัญ เภกะนันทน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทประพันธ์เพลงมหาบัณฑิตนิพนธ์ “แม่น้ำลพบุรี” เป็นบทประพันธ์ประเภทดนตรีพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์ผลงานเพลงโดยใช้เทคนิคคัดทำนองและการพัฒนาโมทีฟมาประยุกต์ บรรเลงในรูปแบบวงออร์เคสตราขนาดมาตรฐานซึ่งมีความยาว 11 นาที โดยประมาณ บทประพันธ์ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อบรรยายถึงการเดินทางของลำน้ำเล็กๆจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ก่อเกิดเป็นแม่น้ำลพบุรี โดยจะเลือกเพลงไทยเดิมเพื่อคัดทำนองทั้งหมด 2 บทเพลงได้แก่เพลง “ระบำลพบุรี” เพื่อเป็นทำนองแทนแม่น้ำลพบุรี และเพลง “กำฟ้า” เพื่อเป็นทำนองแทนประเพณีกำฟ้าของชาวไทยพวนที่จังหวัดสิงห์บุรี นอกจากนี้ยังได้เลือกใช้เทคนิคประพันธ์ดนตรีร่วมสมัยเข้ามาร่วมด้วยโดยจะเลือกใช้การผสมผสานของโมด การปรับทำนองหลัก รวมไปถึงการใช้คอร์ดคู่ห้าเรียงซ้อนและคู่สี่เรียงซ้อน เพื่อเพิ่มสีสันให้กับบทประพันธ์
บทประพันธ์เพลงระดับมหาบัณฑิต : “เมตามอร์โฟซิส” สำหรับวงดุริยางค์เครื่องสาย,
2020
คณะศิลปกรรมศาสตร์
บทประพันธ์เพลงระดับมหาบัณฑิต : “เมตามอร์โฟซิส” สำหรับวงดุริยางค์เครื่องสาย, ภัทรา พงษ์แสงสุริยะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทประพันธ์เพลงมหาบัณฑิตนิพนธ์ : “เมตามอร์โฟซิส” สำหรับวงดุริยางค์เครื่องสายเป็นผลงานสร้างสรรค์ในประเภทดนตรีพรรณนา มีความยาวของบทประพันธ์ประมาณ 17 นาที ชิ้นงานมีการนำแนวคิดจากวรรณกรรม ชีววิทยา และจิตวิทยามาผนวกเข้าไว้ด้วยกัน โดยคำว่า “เมตามอร์โฟซิส” มีความหมายในทางชีววิทยาว่าเป็นประเภทการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตซึ่งเป็นลำดับขั้น บทประพันธ์ชิ้นนี้ผู้ประพันธ์กำหนดให้ผีเสื้อ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ในทางวรรณกรรมที่มีความหมายที่เกี่ยวกับจิตวิญญาณมาเป็นหลักสำคัญในการตีความตามองค์ประกอบดนตรี ทั้งการเลือกใช้เทคนิคพิเศษของเครื่องสาย การควบคุมลักษณะเสียง รวมถึงการเลือกใช้สังคีตลักษณ์ในกระบวนทั้งสี่ตามลำดับขั้นการเจริญเติบโตในทางชีววิทยา โดยเริ่มจากไข่ ตัวอ่อน ดักแด้ ไปสู่ช่วงโตเต็มวัย นอกจากนี้ผู้ประพันธ์ได้มีการตีความหมายคำว่าเมตามอร์โฟซิสในความหมายทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับทางชีววิทยาว่าเป็นการเปลี่ยนรูป ซึ่งผู้ประพันธ์ได้ตีความคำนี้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของสภาวะจิตใจ และนำมาเป็นตัวกำหนดความเร็วช้า และเสียงประสาน รวมถึงการจัดการระบบศูนย์กลางเสียง ทั้งในรูปแบบดนตรีไร้กุญแจเสียงและอิงกุญแจเสียงลงในบทประพันธ์ ในการบรรยายกระบวนการแปรเปลี่ยนของสภาวะจิตใจจากความทุกข์ตรมไปสู่ความสุข
บทประพันธ์เพลงระดับมหาบัณฑิต : หน้ากากแห่งความเชื่อ,
2020
คณะศิลปกรรมศาสตร์
บทประพันธ์เพลงระดับมหาบัณฑิต : หน้ากากแห่งความเชื่อ, ธนกร บุญมาสืบ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทประพันธ์เพลงมหาบัณฑิตนิพนธ์ : “หน้ากากแห่งความเชื่อ” สำหรับวงดนตรีออกเท็ตอองซอมเบิล (Octet Ensemble) เป็นผลงานที่ผสมผสานระหว่างดนตรีพื้นบ้านของประเทศ 3 ประเทศ ได้แก่ มาลาวี ญี่ปุ่นและไทย โดยอ้างอิงดนตรีพื้นบ้านที่เกี่ยวข้องกับประเพณีที่ใช้หน้ากากในการประกอบพิธีกรรมเป็นหลัก ผู้ประพันธ์มีการใช้แนวคิดในเรื่องของจังหวะพื้นบ้านที่แตกต่างกันของประเทศทั้งสามเป็นหลักในการประพันธ์ และผู้ประพันธ์เพลงได้เลียนเสียงเครื่องดนตรีพื้นบ้านที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศผ่านเครื่องดนตรีสากล โดยผู้ประพันธ์ใช้แนวคิดของดนตรีพื้นบ้านร่วมกับการประพันธ์ดนตรีคลาสสิกและดนตรีร่วมสมัย รวมถึงเทคนิคการประพันธ์เพลงรูปแบบอื่น ๆ บทประพันธ์เพลงมีความยาวประมาณ 17 นาที ประกอบด้วย 3 บทเพลง ได้แก่ บทเพลงย่อยที่ 1 การเต้นรำของดวงวิญญาณ บทเพลงย่อยที่ 2 ปีศาจแห่งฤดูใบไม้ผลิ และบทเพลงย่อยที่ 3 ขบวนแห่ผีตาโขน
Comparative Study Of The Fife And Drum Blues Traditions Of Othar Turner And The Preservation, Development, And Innovation Of Sharde Thomas And The Rising Stars Fife And Drum Band,
2020
West Virginia University
Comparative Study Of The Fife And Drum Blues Traditions Of Othar Turner And The Preservation, Development, And Innovation Of Sharde Thomas And The Rising Stars Fife And Drum Band, Donnie Ryan Jobe
Graduate Theses, Dissertations, and Problem Reports (ETD)
Othar Turner held the Fife and Drum Blues traditions of North Mississippi for decades. Since his passing in 2003, his granddaughter Sharde Thomas has taken over as the keeper of these traditions. The musical characteristics of Othar are still present in Sharde’s music today, however her interpretations have shaped these current traditions. This research discusses heritage and folklore theories of scholars Rodney Harrison, Martha Sims, and Martine Stephens as a lens to evaluate Sharde’s musical interpretations and compares them to Othar’s last recordings before his passing. This document provides a model for how these musical characteristics and interpretations relate and …
Light And Shadow In Kaija Saariaho's Maan Varjot,
2020
West Virginia University
Light And Shadow In Kaija Saariaho's Maan Varjot, Benjamin M. Cornelius-Bates
Graduate Theses, Dissertations, and Problem Reports (ETD)
Kaija Saariaho’s work Maan Varjot is a relatively new addition to a set of repertoire that includes the organ as a part of the orchestra. This commission from the Orchestre Symphonique de Montréal, Orchestre National de Lyon, Southbank Centre, and the Philharmonia Orchestra, was premiered in 2014 and features the organ as a timbral enhancement and contrast to the orchestra. The 52nd Stanza from the poem Adonais, written by Percy Shelley and dedicated to John Keats, provide an important insight into the analysis and interpretation of the work. Two lines in particular are important: “The One remains, the many change …
It’S Just Muzak: Music, Activism, And Advertising.,
2020
West Virginia University
It’S Just Muzak: Music, Activism, And Advertising., Avery Brzobohaty
Graduate Theses, Dissertations, and Problem Reports (ETD)
This thesis builds on recent scholarship explaining the relationships between music, advertising, and society through a series of focused case studies in the clothing industry. Globally ubiquitous and reaching all socioeconomic strata, the fashion industry offers a useful focus because, in addition products, it also sells identity. Fashion is a means for individuals to create and express identity by associating themselves with certain brands and styles that help express social, political, economic, and ethical standings as well as gender, sexuality, race, and religion. This thesis considers the ways that sound and music influence the aesthetic and mood of recent fashion …
