Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Dentistry Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Discipline
Institution
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type
File Type

Articles 8611 - 8640 of 13263

Full-Text Articles in Dentistry

กําลังแรงยึดแบบดึงระดับจุลภาคของเซลฟ์แอดฮีซีฟเรซินซีเมนต์ต่อเคลือบฟันหรือเนื้อฟัน, ยุทธนา คูวุฒิยากร, ชัยวัฒน์ มณีนุษย์ May 2008

กําลังแรงยึดแบบดึงระดับจุลภาคของเซลฟ์แอดฮีซีฟเรซินซีเมนต์ต่อเคลือบฟันหรือเนื้อฟัน, ยุทธนา คูวุฒิยากร, ชัยวัฒน์ มณีนุษย์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบค่ากําลังแรงยึดแบบดึงระดับจุลภาคบริเวณรอยต่อระหว่างเคลือบฟันหรือเนื้อฟันกับเรซินของเซลฟ์เอทซ์เรซินซีเมนต์ชนิดต่าง ๆ วัสดุและวิธีการ นําฟันกรามมนุษย์ที่สามมากรอตัดด้วยเข็มกรอกากเพชรความเร็วสูงให้ได้ผิวฟันที่เรียบ 2 กลุ่ม คือ เคลือบฟันและเนื้อฟัน ใช้ชิ้นเรซินคอมโพสิตมายึดติดกับผิวฟันที่กรอเตรียมไว้ด้วยเซลฟ์เอทช์เรซินซีเมนต์ คือ ผลิตภัณฑ์ พานาเวียเอฟ 2.0 และเซลฟ์แอดฮีซีฟเรซินซีเมนต์ 3 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ รีไลเอกซ์ยู 100 แมคเซม และ มัลติลิงค์สปริน เก็บชิ้นทดลองไว้ในน้ํากลั่นที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส นาน 24 ชั่วโมง ตัดชิ้นทดลองให้เป็นชิ้น ทดสอบลักษณะนาฬิกาทราย นําไปทดสอบกําลังแรงยึดแบบดึงระดับจุลภาคที่ความเร็วหัวกด 1 มิลลิเมตรต่อนาที คํานวณค่าเฉลี่ยกําลังแรงยึดและเปรียบเทียบโดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ทดสอบความแตกต่าง ค่าเฉลี่ยแบบพหุคูณชนิดแทมแฮน และการทดสอบค่าที่หาความแตกต่างของค่าเฉลี่ยแบบ 2 กลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน ที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 ผลการศึกษา ค่าเฉลี่ยกําลังแรงยึดกับเคลือบฟันของพานาเวียเอฟ 2.0 มีค่าสูงกว่ากําลังแรงยึดของไลเอกซ์ยู 100 แมคเซม และมัลติลิงค์สปริน อย่างมีนัยสําคัญ ค่าเฉลี่ยกําลังแรงยึดกับเนื้อฟันของพานาเวียเอฟ 2.0 ไม่แตกต่าง จากค่าเฉลี่ยกําลังแรงยึดของแมคเซม แต่จะสูงกว่าค่ากําลังแรงยึดของไลเอกซ์ยู 100 และมัลติลิงค์สปรินอย่างมี นัยสําคัญ โดยที่ค่าเฉลี่ยกําลังแรงยึดของมัลติลิงค์สปรินมีค่าต่ําที่สุด เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการยึดติดกับเคลือบฟัน และเนื้อฟันพบว่า พานาเวียเอฟ 2.0 และแมคเซมให้ค่าเฉลี่ยกําลังแรงยึดไม่ต่างกัน ส่วนไลเอกซ์ยู 100 และ มัลติลิงค์สปรินให้กําลังแรงยึดต่อเคลือบฟันที่สูงกว่าเนื้อฟันอย่างมีนัยสําคัญ สรุป การยึดติดกับเคลือบฟันหรือเนื้อฟันของเซลฟ์แอดฮีซีฟเรซินซีเมนต์มีประสิทธิภาพน้อยกว่าการยึดติดของ เซลฟ์เอท เรซินซีเมนต์ที่มีการใช้ไพรเมอร์แรงยึดติดกับเคลือบฟันของเซลฟ์แอดฮีซีฟเรซินซีเมนต์มีค่าไม่แตกต่างกันแต่แรงยึดติดกับเนื้อฟันแตกต่างกัน (2 ทันต จุฬาฯ 2551:31:201-12)


Dentalgram - Vol. 22, No. 05, Loma Linda University School Of Dentistry May 2008

Dentalgram - Vol. 22, No. 05, Loma Linda University School Of Dentistry

Dentalgram

In this issue:

  • Charles J. Goodacre received 2008 Gies Award from ADEA
  • Faculty author major textbooks
  • Remembering Connie Carlson
  • Dean's list - winter quarter, 2008
  • Jennifer Romage named assistant supervisor
  • School tells employees 'thank you'
  • Dentalgram readership survey
  • Remodeling continues in Prince Hall Laboratories


ส่วนประกอบทางเคมีและคุณสมบัติทางกายภาพของพอร์ตแลนด์ซีเมนต์สีขาวที่ผลิตในประเทศไทยสองบริษัทผสมบิสมัตออกไซด์เปรียบเทียบกับไวท์โปรรูทเอ็มทีเอ, ศิริขวัญ ศิริชัยวงศ์สกุล, อัญชนา พานิชอัตรา May 2008

ส่วนประกอบทางเคมีและคุณสมบัติทางกายภาพของพอร์ตแลนด์ซีเมนต์สีขาวที่ผลิตในประเทศไทยสองบริษัทผสมบิสมัตออกไซด์เปรียบเทียบกับไวท์โปรรูทเอ็มทีเอ, ศิริขวัญ ศิริชัยวงศ์สกุล, อัญชนา พานิชอัตรา

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบส่วนประกอบทางเคมี และคุณสมบัติทางกายภาพของพอร์ตแลนด์ซีเมนต์สีขาว ที่ผลิตในประเทศไทยสองบริษัทผสมกับบิสมัดออกไซด์ และไวท์โปรรูทเอ็มทีเอ วัสดุและวิธีการ วิเคราะห์ส่วนประกอบทางเคมีและขนาดอนุภาคของพอร์ตแลนด์ซีเมนต์สีขาวที่ผลิตในประเทศ ไทยผสมกับบิสมัยออกไซด์ และไวท์โปรรูทเอ็มทีเอ โดยใช้เครื่องเอ็กซเรย์อนาไลติคัลไมโครสโคปโพรบ และเครื่อง วิเคราะห์ขนาดอนุภาค วิเคราะห์ลักษณะสัณฐานวิทยาของวัสดุโดยใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนชนิดส่องกราด จากนั้นวัดความเป็นกรด-เบส ทุก 1 นาที เป็นเวลา 1 ชั่วโมง โดยใช้มาตรความเป็นกรด-เบส ที่มีเทมเพอร์ เรเจอร์คอมเพนเสทอิเล็กโทรด วัดความทึบรังสีของวัสดุ โดยนํามาเปรียบเทียบกับอลูมิเนียมสเต็ปเวดจ์ ตาม มาตรฐานไอเอสโอ 6876(2001) ส่วนเวลาแข็งตัววัดตามคําแนะนําของสมาคมวิจัยวัสดุแห่งสหรัฐอเมริกา ภายใต้ มาตรฐานไอเอสโอ 6876(2001) ความทนแรงอัดและความสามารถในการละลายวัดตามไอเอสโอ 9917-1(2003) และมาตรฐานเอดีเอหมายเลข 30 ตามลําดับ วิเคราะห์ผลการทดลองใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียวและสองทาง และการทดสอบที ผลการศึกษา ส่วนประกอบทางเคมี ขนาดอนุภาค และลักษณะสัณฐานวิทยาของพอร์ตแลนด์ซีเมนต์สีขาวที่ผลิต ในประเทศไทยทั้ง 2 บริษัท ผสมกับบิสมัดออกไซด์คล้ายกับไวท์โปรรูทเอ็มทีเอ ความทึบรังสีของพอร์ตแลนด์ ซีเมนต์สีขาวที่ผลิตในประเทศไทยทั้ง 2 บริษัทผสมกับบิสมัยออกไซด์มีค่ามากกว่าไวท์โปรรูทเอ็มทีเออย่างมีนัยสําคัญ (p < .05) ไวท์โปรรูดเอ็มทีเอ พอร์ตแลนด์ซีเมนต์สีขาวที่ผลิตในประเทศไทยบริษัทที่ 1 และ 2 ผสมกับบิสมัย- ออกไซด์มีค่าความเป็นกรด-เบสเท่ากับ 12.5 12.5 และ 12.6 ที่เวลา 23 24 และ 16 นาที ตามลําดับพอร์ตแลนด์ซีเมนต์สีขาวที่ผลิตในประเทศไทยบริษัทที่ 1 ผสมกับบิสมัดออกไซด์จะมีเวลาเริ่มต้นแข็งตัว และเวลา แข็งตัวเต็มที่น้อยสุด นอกจากนี้ยังมีความทนแรงอัดมากที่สุดหลังจาก 1 วัน (37.027 เมกกะปาสคาล) แต่ไวท์- โปรรูทเอ็มทีเอจะมีความทนแรงอัดมากที่สุดหลังจาก 21 วัน (449.686 เมกกะปาสคาล) และไม่มีความแตกต่าง อย่างมีนัยสําคัญของตัวอย่างทั้งหมดในการทดสอบสภาพการละลายได้ที่ 1 7 และ 21 วัน (p > .05) สรุป พอร์ตแลนด์ซีเมนต์สีขาวที่ผลิตในประเทศไทยทั้ง 2 บริษัทผสมกับบิสมัยออกไซด์ และไวท์โปรรูทเอ็มทีเอมี ส่วนประกอบทางเคมี และคุณสมบัติทางกายภาพคล้ายกัน (ว ทันต จุฬาฯ 2551;31:145-58)


Acceptable Facial Profiles In Thai Non-Straight Profile Patients, Paega Jarungidanan, Kanok Sorathesn May 2008

Acceptable Facial Profiles In Thai Non-Straight Profile Patients, Paega Jarungidanan, Kanok Sorathesn

Chulalongkorn University Dental Journal

Objective This study aimed to determine the acceptable facial profiles in non-straight profile patients. Gender difference was also considered to have an effect on the profiles. Orthodontists were also asked to find out the possible differences in patientsû facial profile preferences. Materials and methods The patientsû pre-treatment lateral cephalometric radiographs were traced. Soft tissue landmarks (G, A, Pgû) were marked and facial contour angles (FCA) were measured. Fifty-eight patients were selected by a purposive sampling method and divided into 3 groups: concave, straight, and convex profiles according to Thai norms. Nineteen orthodontists were included in this study as the gold …


ความสัมพันธ์ของปัจจัยด้านเศรษฐกิจสังคมและพฤติกรรมสุขภาพของผู้ปกครองต่อสภาวะโรคฟันผุเด็กอายุ 3 ปี กลุ่มหนึ่งในเขตกรุงเทพมหานคร, ปรียา อรรถวานิช, ยุทธนา ปัญญางาม, ระวีวรรณ ปัญญางาม May 2008

ความสัมพันธ์ของปัจจัยด้านเศรษฐกิจสังคมและพฤติกรรมสุขภาพของผู้ปกครองต่อสภาวะโรคฟันผุเด็กอายุ 3 ปี กลุ่มหนึ่งในเขตกรุงเทพมหานคร, ปรียา อรรถวานิช, ยุทธนา ปัญญางาม, ระวีวรรณ ปัญญางาม

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจสังคมและพฤติกรรมสุขภาพของผู้ปกครองต่อสภาวะโรคฟันผุของเด็กอายุ 3 ปี วัสดุและวิธีการ กลุ่มเป้าหมายในการศึกษาเป็นเด็กอายุ 3 ปี ในเขตกรุงเทพมหานครจํานวน 267 คน ซึ่งอยู่ใน สถานเลี้ยงดูเด็กของรัฐหรือของเอกชนในวันเวลาราชการ เด็กแต่ละคนได้รับการตรวจและบันทึกสถานภาพโรคฟันผุโดยใช้ดัชนีฟันผุถอนอุดของฟันน้ํานมตามเกณฑ์การตรวจขององค์การอนามัยโลก ส่วนผู้ปกครองของเด็ก จะตอบแบบสอบถามที่จัดทําขึ้นเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจสังคม ได้แก่ ลักษณะครอบครัว ระดับการศึกษา ระดับรายได้ และอาชีพหลักของครอบครัว ข้อมูลพฤติกรรมสุขภาพ ได้แก่ ระดับความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากเด็ก จากนั้นทดสอบความสัมพันธ์ของตัวแปรด้านสิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจสังคมและพฤติกรรมสุขภาพแต่ละตัวแปรกับค่าเฉลี่ยฟันผุถอนอุดคิดเป็นซี่และเป็นด้านต่อคนโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเปียร์สัน และอธิบายความสัมพันธ์ของปัจจัยในภาพรวมที่มีผลต่อสภาวะโรคฟันผุโดย ใช้สถิติการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุแบบเป็นขั้นตอน ผลการศึกษา เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปัจจัยด้านเศรษฐกิจสังคมของครอบครัว ได้แก่ ลักษณะของครอบครัว ระดับการศึกษา ระดับรายได้ต่อครอบครัว และอาชีพหลักของครอบครัว กับค่าเฉลี่ยฟันผุถอนอุดของเด็กทั้งที่คิด เป็นซี่ต่อคนและด้านต่อคน พบว่ามีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.05) เกือบทุกปัจจัย ยกเว้นปัจจัยด้านลักษณะ ครอบครัว ส่วนความสัมพันธ์ของปัจจัยด้านพฤติกรรมสุขภาพของผู้ปกครอง ได้แก่ ความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติในการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กกับค่าเฉลี่ยฟันผุถอนอุดของเด็ก พบว่ามีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.05) เกือบทุก ปัจจัยเช่นกัน ยกเว้นปัจจัยด้านทัศนคติกับค่าเฉลี่ยฟันผุถอนอุดคิดเป็นด้านต่อคน สําหรับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ทางเศรษฐกิจ สังคม พบว่ามีเฉพาะปัจจัยด้านระดับการศึกษา ระดับรายได้ต่อครอบครัว และอาชีพหลักของ ครอบครัวที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ปกครองอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.05) ส่วนผลการ วิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุแบบเป็นขั้นตอน พบว่าปัจจัยพฤติกรรมด้านความรู้ของผู้ปกครองในการดูแลสุขภาพ ช่องปากเด็กร่วมกับระดับรายได้ต่อครอบครัว สามารถอธิบายความแปรปรวนของค่าเฉลี่ยฟันผุถอนอุดได้ดีกว่า ปัจจัยพฤติกรรมด้านความรู้เพียงอย่างเดียวอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.01) โดยมีความสามารถในการ อธิบายคิดเป็นร้อยละ 9.5 (R = 0.095) สรุป ความรู้ของผู้ปกครองในการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กมีอิทธิพลเป็นปฏิภาคผูกผันกันกับการเกิดโรคฟันผุของเด็ก และหากผู้ปกครองมีระดับรายได้ที่สูงร่วมด้วย จะมีอิทธิพลมากยิ่งขึ้น (ว ทันต จุฬาฯ 2551;31:261-72)


Antibacterial Effect On Enterococcus Faecalis Of Erbium, Chromium: Yttrium-Scandium-Gallium-Garnet Laser Irradiation Compared To Two Irrigating Solutions In Root Canals Of Extracted Human Teeth, Thalerngsak Samaksamarn, Chantavat Sutthiboonyapan, Patchara Pipattanagovit, Oranart Matangkasombut May 2008

Antibacterial Effect On Enterococcus Faecalis Of Erbium, Chromium: Yttrium-Scandium-Gallium-Garnet Laser Irradiation Compared To Two Irrigating Solutions In Root Canals Of Extracted Human Teeth, Thalerngsak Samaksamarn, Chantavat Sutthiboonyapan, Patchara Pipattanagovit, Oranart Matangkasombut

Chulalongkorn University Dental Journal

Objective To compare the antibacterial effect of the erbium, chromium: yttrium-scandium-galliumgarnet (Er,Cr:YSGG) laser irradiation with two irrigating solutions in root canals of extracted human teeth. Materials and methods One hundred and twenty-five extracted single-rooted teeth were collected. The canals were then enlarged with K files to size 50 using crown-down technique and randomly assigned into four experimental groups of 30 teeth each and five teeth for sterility control group. After sterilization, all roots except the sterility control group were inoculated with 10 microlitres of a known concentration of Enterococcus faecalis ATCC29212 and incubated at 37 ÌC for 48 hours. The …


การเปรียบเทียบแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมและลวดทางทันตกรรมจัดฟันต่างชนิดที่มุมกระทําต่างกันในสภาวะเปียก การเปรียบเทียบแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมและลวดทางทันตกรรมจัดฟันต่างชนิดที่มุมกระทําต่างกันในสภาวะเปียก การเปรียบเทียบแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมและลวดทางทันตกรรมจัดฟันต่างชนิดที่มุมกระทําต่างกันในสภาวะเปียก, พรเพชร หรูจิตรวัฒนา, วัชระ เพชรคุปต์, ปิยารัตน์ อภิวัฒนกุล May 2008

การเปรียบเทียบแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมและลวดทางทันตกรรมจัดฟันต่างชนิดที่มุมกระทําต่างกันในสภาวะเปียก การเปรียบเทียบแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมและลวดทางทันตกรรมจัดฟันต่างชนิดที่มุมกระทําต่างกันในสภาวะเปียก การเปรียบเทียบแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมและลวดทางทันตกรรมจัดฟันต่างชนิดที่มุมกระทําต่างกันในสภาวะเปียก, พรเพชร หรูจิตรวัฒนา, วัชระ เพชรคุปต์, ปิยารัตน์ อภิวัฒนกุล

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบขนาดของแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมและลวดในทาง ทันตกรรมจัดฟัน 4 ชนิด ในน้ําลายเทียมที่อุณหภูมิ 37 + 1 องศาเซลเซียส เมื่อมุมกระทําระหว่างแบร็กเกตและ ลวดในแนวใกล้กลาง-ไกลกลางเป็น 0 1 และ 2 องศา วัสดุและวิธีการ นําแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมชนิดเอดจ์ไวส์มาตรฐานสําหรับฟันเขี้ยวที่มีร่องขนาด 0.018 X 0.025 นิ้ว และลวด 4 ชนิดที่มีหน้าตัดขนาด 0.016 X 0.022 นิ้วเท่ากัน ได้แก่ ลวดเหล็กกล้าไม่เป็นสนิม ลวด นิกเกิลไทเทเนียมเซนทัลลอยแรงปานกลาง ลวดนิกเกิลไทเทเนียมเซนทัลลอยแรงมาก และลวดทีเอ็มเอ ฮันนีดิว มาทดสอบหาขนาดแรงเสียดทานสถิตโดยใช้เครื่องลอยด์ยูนิเวอร์แซลเทสติ้งมาชื่น ทําการวัดเมื่อมุมกระทําระหว่าง แบร็กเกตและลวดในแนวใกล้กลาง-ไกลกลางเป็น 0 1 และ 2 องศาในน้ําลายเทียมที่อุณหภูมิ 37 + 1 องศาเซลเซียส โดยใช้สถิติวิเคราะห์ความแปรปรวนสองจากนั้นเปรียบเทียบขนาดแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตและลวดทางที่ระดับนัยสําคัญ .05 ผลการศึกษา จากการทดสอบความแตกต่างของขนาดแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตและลวดทั้ง 4 ชนิด พบว่าไม่มีความความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติเมื่อมุมกระทําระหว่างแบร็กเกตและลวดมีค่าเท่ากัน แต่จากการวิเคราะห์ลวดแต่ละชนิดเมื่อมุมกระทําแตกต่างกันพบว่าขนาดแรงเสียดทานสถิตมีค่าเพิ่มขึ้นเมื่อมุมกระทําเพิ่มขึ้นในลวดทุกชนิด แต่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญของขนาดแรงเสียดทานสถิตเฉพาะเมื่อมุมกระทําเพิ่ม ขึ้นจาก 0 เป็น 2 องศา (ค่าพี = .004, 028, 2002 ตามลําดับ) ยกเว้นในลวดเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมที่ไม่พบความ แตกต่างอย่างมีนัยสําคัญของขนาดแรงเสียดทานสถิตเมื่อมุมกระทํามีค่าเพิ่มขึ้น สรุป แรงเสียดทานสถิตที่เกิดขึ้นในลวดทั้ง 4 ชนิด ไม่มีความแตกต่างกันเมื่อมุมกระทําระหว่างแบร์กเกตและลวดเท่ากัน แต่ขนาดแรงเสียดทานสถิตสูงขึ้นอย่างมีนัยสําคัญเมื่อมุมกระทําระหว่างแบร็กเกตและลวดเพิ่มขึ้นจาก 0 เป็น 2 องศา ยกเว้นในกลุ่มลวดเหล็กกล้าไม่เป็นสนิม (ว ทันต จุฬาฯ 2551:31:169-78)


ผู้ป่วยไทยกลุ่มหนึ่งที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับเนื่องจากทางเดินหายใจอุดกั้น, ฉัตรพล แจ่มศิริโรจน์รัตน์, ปาหนัน ศาสตรวาหา, ประกอบเกียรติ หิรัญวิวัฒน์กุล, สุกัลยา เลิศล้ํา, สมชาย เศรษฐศิริสมบัติ May 2008

ผู้ป่วยไทยกลุ่มหนึ่งที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับเนื่องจากทางเดินหายใจอุดกั้น, ฉัตรพล แจ่มศิริโรจน์รัตน์, ปาหนัน ศาสตรวาหา, ประกอบเกียรติ หิรัญวิวัฒน์กุล, สุกัลยา เลิศล้ํา, สมชาย เศรษฐศิริสมบัติ

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินค่าพารามิเตอร์โดยการวิเคราะห์ภาพรังสีวัดศีรษะด้านข้างจากภาพรังสีในผู้ป่วยไทย กลุ่มหนึ่งที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับเนื่องจากทางเดินหายใจอุดกั้น (OSAS) ชนิดรุนแรงและที่นอนกรน วัสดุและวิธีการ กระทําการศึกษาในภาพรังสีศีรษะด้านข้างของผู้ป่วย 190 ราย ที่เข้ารับการรักษา ณ คลินิกโรค นอนกรน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระหว่างปี พ.ศ. 2546 ถึง 2550 และใช้ค่าดัชนีการหายใจขัดข้อง (RDI) แบ่ง ผู้ป่วยเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีค่า RDI น้อยกว่าหรือเท่ากับ 5 ครั้ง/ชั่วโมง (กลุ่มนอนกรน) และกลุ่มที่มีค่า RDI มากกว่า หรือเท่ากับ 30 ครั้ง/ชั่วโมง (กลุ่ม OSAS ชนิดรุนแรง) เก็บข้อมูลทางประชากรศาสตร์และข้อมูลพารา มิเตอร์จํานวน 9 ค่าจากภาพรังสี แล้ววิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบที่สําหรับกลุ่ม ตัวอย่างสองกลุ่มที่ไม่สัมพันธ์กันที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ผลการศึกษา พารามิเตอร์ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติระหว่างกลุ่มนอนกรนกับกลุ่มที่มี OSAS ชนิด รุนแรง คือ SNA และ MP-H ในผู้ป่วยชาย และ UT-PhW และ MP-H ในผู้ป่วยหญิง สรุป ลักษณะภาพรังสีศีรษะด้านข้างของผู้ที่มี OSAS ชนิดรุนแรงแตกต่างจากของผู้ที่นอนกรน โดยผู้ป่วยชาย มีขากรรไกรบนที่อยู่ในตําแหน่งหลังกว่าปกติร่วมกับกระดูกไฮออยด์ที่อยู่ในตําแหน่งต่ํากว่าปกติ มีช่องว่างระหว่างปลายเพดานอ่อนกับผนังคอหอยด้านหลังที่แคบกว่าปกติร่วมกับกระดูกไฮออยด์ที่อยู่ในตําแหน่งต่ากว่าปกติส่วนผู้ป่วยหญิง (ว ทันต จุฬาฯ 2551;31:249-60)


การศึกษาผลกระทบของการกัดกร่อนที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ฟลูออไรด์ที่มีต่อค่าเฉลี่ยแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมและลวดโค้งชนิดต่างๆ, พินทุอร จันทรวราทิตย์, สมศักดิ์ เพิ่งประภากร May 2008

การศึกษาผลกระทบของการกัดกร่อนที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ฟลูออไรด์ที่มีต่อค่าเฉลี่ยแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมและลวดโค้งชนิดต่างๆ, พินทุอร จันทรวราทิตย์, สมศักดิ์ เพิ่งประภากร

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความเปลี่ยนแปลงของขนาดแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมกับ ลวดเหล็กกล้าไม่เป็นสนิม และลวดเบตาไทเทเนียม ภายหลังจากที่ผ่านการแช่ในสารละลายที่ได้จากผลิตภัณฑ์ ฟลูออไรด์ 3 ชนิด วัสดุและวิธีการ นําแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมชนิดมาตรฐานของฟันเขี้ยวที่มัดติดกับลวดเหล็กกล้าไม่เป็นสนิม และลวดเบตาไทเทเนียม กลุ่มละ 25 ตัวอย่าง แช่ในสารละลายฟลูออไรด์ที่ได้จากการผสมน้ําลายเทียมกับยาสีฟัน ผสมฟลูออไรด์ น้ํายาบ้วนปากฟลูออไรด์ และเจลฟลูออไรด์ชนิดเคลือบ ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส วัดค่าแรง เสียดทานสถิตด้วยเครื่องลอยด์ยูนิเวอร์แซลเทสติ้งแมชชีน โดยใช้ตุ้มน้ําหนักขนาด 5 นิวตัน ดึงด้วยความเร็ว 0.1 มม./นาที เป็นระยะทาง 0.5 มม. ทําการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยแรงเสียดทานสถิตระหว่างกลุ่มต่างๆ โดยใช้สถิติ วิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางที่ระดับนัยสําคัญ .05 ผลการศึกษา เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม มีเพียงกลุ่มเจลฟลูออไรด์ชนิดเคลือบเท่านั้นที่มีค่าเฉลี่ยแรง เสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตและลวดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ทั้งในกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ลวดเหล็กกล้า ไม่เป็นสนิม และลวดเบตาไทเทเนียม โดยมีค่าเท่ากับ .013 และ 2000 ตามลําดับ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างลวด ทั้ง 2 ชนิดที่ผ่านการแช่ในสารละลายเดียวกัน พบว่ามีเพียงกลุ่มยาสีฟันและเจลฟลูออไรด์ชนิดเคลือบเท่านั้นที่ค่าเฉลี่ยแรงเสียดทานสถิตของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ลวดเบตาไทเทเนียมมีค่ามากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่ใช้ลวดเหล็กกล้า ไม่เป็นสนิมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ โดยมีค่าพี่เท่ากับ 2003 และ 2004 ตามลําดับ สรุป การแช่แบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิม ลวดเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมและลวดเบตาไทเทเนียมในสารละลายจากเจลฟลูออไรด์ชนิดเคลือบทําให้ค่าเฉลี่ยของแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตและลวดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (ว ทันต จุฬาฯ 2551:31:179-92)


ความเที่ยงตรงของแบบจําลองที่ได้จากวิธีพิมพ์รากเทียม 3 วิธี, กรเทพ สุขยุคล, ภาณุพงศ์ วงศ์ไทย May 2008

ความเที่ยงตรงของแบบจําลองที่ได้จากวิธีพิมพ์รากเทียม 3 วิธี, กรเทพ สุขยุคล, ภาณุพงศ์ วงศ์ไทย

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อหาวิธีพิมพ์รากเทียมที่มีความเที่ยงตรงสูงสุด โดยศึกษาจากความคลาดเคลื่อนของแบบจําลอง ที่ได้จากวิธีพิมพ์รากเทียม 3 วิธี เมื่อเปรียบเทียบกับแม่แบบ วัสดุและวิธีการ แบบจําลองจํานวน 30 ชิ้น ถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่ม โดยใช้วิธีพิมพ์ คือ กลุ่มที่ 1 วิธีพิมพ์ดั้งเดิมที่ ระดับตัวหลัก กลุ่มที่ 2 วิธีพิมพ์โดยตรง และกลุ่มที่ 3 วิธีพิมพ์โดยตรงแบบเชื่อมตัวต่อยอดถ่ายทอดติดกับ ถาดพิมพ์ ทําการทดลองโดยสร้างแม่แบบที่มีรากเทียมฝังอยู่บนฐานโลหะสี่เหลี่ยม 2 ตัว ตัวหลักแต่ละตัวที่ติดอยู่ กับรากเทียมจะทําเครื่องหมายที่ขอบด้านบนเพื่อเป็นจุดอ้างอิง 3 จุด รวมเป็น 6 จุด ทําการพิมพ์ด้วยวัสดุพิมพ์ ซิลิโคน แอดดิชั่นแนล ด้วยวิธีต่าง ๆ แล้วนําไปเทแบบจําลองด้วยปูนหินชนิดที่ 4 จากนั้นนําแบบจําลองเหล่านี้ไป วัดระยะทางของจุดอ้างอิงที่มีการเบี่ยงเบนไปเมื่อเทียบกับแม่แบบ โดยใช้กล้องจุลทรรศน์สําหรับวัดขนาดที่ระดับ ความละเอียด 1/1000 มิลลิเมตร ซึ่งวัดในรูปพิกัด (x,y,z) เพื่อศึกษาทิศทางการเบี่ยงเบน และใช้ทฤษฎีปีทากอรัส เปลี่ยนพิกัดที่ได้เป็นระยะทางที่มีการเบี่ยงเบนไป แล้วจึงนําข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ผลด้วยสถิติการวิเคราะห์ความ แปรปรวนทางเดียว และเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มโดยสถิติ แทมเฮน ซึ่งแยกพิจารณาทีละจุดอ้างอิงทั้ง 6 จุด ผลการศึกษา แบบจําลองที่ได้จากวิธีพิมพ์ดั้งเดิมที่ระดับตัวหลัก มีการเบี่ยงเบนไปจากแม่แบบน้อยกว่าวิธีพิมพ์ โดยตรง อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติทั้ง 6 จุด (p = 0.001, < 0.001, < 0.001, 0.002, 0.003, < 0.001 ตามลําดับ) และน้อยกว่าวิธีพิมพ์โดยตรงแบบเชื่อมตัวต่อยอดถ่ายทอดติดกับถาดพิมพ์ (p < 0.001) ส่วนวิธีพิมพ์โดยตรงทั้ง แบบที่ทําการเชื่อมและไม่เชื่อมตัวต่อยอดถ่ายทอดเข้ากับถาดพิมพ์นั้น แบบจําลองที่ได้ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัย สําคัญทางสถิติ (p = 0.446, 0.980, 0.212, 0.073, 0.08, 0.566 ตามลําดับ) สรุป วิธีพิมพ์ดั้งเดิมที่ระดับตัวหลัก จะให้แบบจําลองที่มีความเที่ยงตรงสูงที่สุด ส่วนวิธีพิมพ์โดยตรง การเชื่อมหรือไม่เชื่อมตัวต่อยอดถ่ายทอดเข้ากับถาดพิมพ์นั้นไม่มีผลกับความเที่ยงตรงของแบบจําลอง (ว ทันต จุฬาฯ 2551;31:223-34)


Assessment Of Leakage Of Roots Filled With Epiphany® And Resilon® After Final Irrigation With 2% Chlorhexidine, Chureerat Kanchanakaew, Somsinee Pimkhaokham, Jeerus Sucharitakul May 2008

Assessment Of Leakage Of Roots Filled With Epiphany® And Resilon® After Final Irrigation With 2% Chlorhexidine, Chureerat Kanchanakaew, Somsinee Pimkhaokham, Jeerus Sucharitakul

Chulalongkorn University Dental Journal

Objective The purpose of this in vitro study was to compare the leakage of roots filled with Epiphany® and Resilon® after final irrigation with 2% chlorhexidine. Materials and methods Seventy single-rooted teeth were prepared using crown down technique and divided to three experimental groups of twenty samples each and positive and negative control groups of five samples each. In each experimental group, root canal was irrigated with 2.5% sodium hypochlorite and 17% EDTA then final irrigated with sterile water (group 1), 2% chlorhexidine (group 2) or 2.5% sodium hypochlorite followed by 2% chlorhexidine (group 3). The experimental groups were filled …


การเปรียบเทียบแรงเสียดทานระหว่างเซลฟ์ไลเกตติ้งแบร็กเกตแบบไร้แรงสองชนิดและแบร็กเกตธรรมดา, บัณฑูร โชติวรรณพร, พรทิพย์ ชิวชรัตน์, นิรมล ชํานาญนิธิอรรถ May 2008

การเปรียบเทียบแรงเสียดทานระหว่างเซลฟ์ไลเกตติ้งแบร็กเกตแบบไร้แรงสองชนิดและแบร็กเกตธรรมดา, บัณฑูร โชติวรรณพร, พรทิพย์ ชิวชรัตน์, นิรมล ชํานาญนิธิอรรถ

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบแรงเสียดทานระหว่างเซลฟ์ไลเกตติ้งแบร็กเกตแบบไร้แรง 2 ชนิด คือ ดามอน ทรีเอ็มเอ็กซ์ที่มีการออกแบบการยึดจับลวดแบบบานสไลด์และสมาร์ทคลิปที่มีคลิป 2 ข้างเพื่อยึดจับลวด และแบร์กเกตธรรมดาเจมินี่ที่มัดด้วยวงอีลาสโทเมอร์ วัสดุและวิธีการ เป็นการทดลองในสภาวะแอคทีฟที่แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 30 ตัวอย่าง โดยใช้ลวดเหล็กกล้าไร้สนิมขนาด 0.019 x 0.025 นิ้ว ที่มุมวิกฤต 3 องศา เคลื่อนผ่านร่องแบร็กเกตมาอ่านค่าแรง เสียดทานที่ได้จากเครื่องลอยด์ ยูนิเวอร์แซลเทสติ้ง แล้วทําการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทิศทางเดียวของค่า เฉลี่ยและเปรียบเทียบแบบพหุคูณของค่าเฉลี่ยแรงเสียดทานสถิตใน 3 กลุ่มด้วยการวิเคราะห์แทมเฮนที่ระดับความเชื่อมั่น 0.05 ผลการศึกษา แบร็กเกตดามอนทรีเอ็มเอ็กซ์มีค่าเฉลี่ยแรงเสียดทานที่น้อยที่สุด (0.203 + 0.083 นิวตัน) รองลงมาเป็นสมาร์ทคลิป (0.297 + 0.074 นิวตัน) และแบร็กเกตธรรมดามีค่าเฉลี่ยแรงเสียดทานที่มากที่สุด (1.865 + 0.404 นิวตัน) จากการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยแรงเสียดทานในทั้ง 3 กลุ่ม พบว่าทั้ง 3 กลุ่มมีความแตกต่าง อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุป ในสภาวะแอคทีฟ แบร็กเกตดามอนทรีเอ็มเอ็กซ์และแบร็กเกตสมาร์ทคลิปมีแรงเสียดทานน้อยกว่าแบร็กเกต ธรรมดาอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ และระหว่างเซลฟ์ไลเกตติ้งแบร็กเกตแบบไร้แรง 2 ชนิด พบว่าแบร็กเกตดามอน ทรีเอ็มเอ็กซ์ มีแรงเสียดทานที่น้อยกว่าแบร็กเกตสมาร์ทคลิปอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (ว ทันต จุฬาฯ 2551;31:159-69)


ผลการยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์ของซีเมนต์กลาสไอโอโนเมอร์ที่ผสมเจลพอลิแซ็กคาไรด์จากเปลือกทุเรียน, สุธาภา ศรีอรุโณทัย, ไพบูลย์ เตชะเลิศไพศาล, พสุธา ธัญญะกิจไพศาล, สุนันท์ พงษ์สามารถ May 2008

ผลการยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์ของซีเมนต์กลาสไอโอโนเมอร์ที่ผสมเจลพอลิแซ็กคาไรด์จากเปลือกทุเรียน, สุธาภา ศรีอรุโณทัย, ไพบูลย์ เตชะเลิศไพศาล, พสุธา ธัญญะกิจไพศาล, สุนันท์ พงษ์สามารถ

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์ของซีเมนต์กลาสไอโอโนเมอร์ที่ผสมเจลพอลิแซ็กคาไรด์จากเปลือกทุเรียนในห้องปฏิบัติการ วัสดุและวิธีการ เตรียมสารกลุ่มทดลองโดยผสมเจลพอลิแซ็กคาไรด์จากเปลือกทุเรียนลงในส่วนผงของซีเมนต์ กลาสไอโอโนเมอร์ ในอัตราส่วนร้อยละ 4.76 7.50 9.09 และ 12.50 โดยน้ําหนักตามลําดับ นําส่วนผงที่เตรียมไว้ มาผสมกับส่วนเหลวตามอัตราส่วนและวิธีการที่บริษัทผู้ผลิตกําหนด ใส่ในแม่แบบทองเหลืองรูปทรงกระบอกที่มี เส้นผ่านศูนย์กลาง 3 มิลลิเมตรและสูง 2 มิลลิเมตร เพื่อหล่อชิ้นงานจํานวน 6 ชิ้นต่อกลุ่ม โดยกลุ่มควบคุมลบ คือ กลุ่มที่ไม่ผสมเจลพอลิแซ็กคาไรด์จากเปลือกทุเรียน และกลุ่มควบคุมบวก คือ กลุ่มที่ผสมผงแอมพิซิลลินใน อัตราส่วนร้อยละ 4.76 โดยน้ําหนัก จากนั้นทําการทดสอบผลการยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์ด้วยเทคนิคบรอทไดลูชัน โดยนําชิ้นงานที่ได้ในกลุ่มต่าง ๆ ใส่ในอาหารเหลวเลี้ยงเชื้อชนิดทริปติเคสซอยบรอทที่มีเชื้อสเตร็ปโต ค็อกคัสมิวแทนส์จํานวน 1x10 ซีพียู/มล. บ่มในตู้เพาะเลี้ยงเชื้อที่มีความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ร้อยละ 5 ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 4 8 และ 24 ชั่วโมง นํามานับค่าจํานวนแบคทีเรียที่มีชีวิต ด้วยวิธีการเกลี่ยเชื้อบนอาหารเลี้ยงเชื้อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม ผลการศึกษา ที่ระยะเวลา 8 ชั่วโมง ซีเมนต์กลาสไอโอโนเมอร์ที่ผสมเจลพอลิแซกคาไรด์จากเปลือกทุเรียนใน อัตราส่วนร้อยละ 7.50 9.09 และ 12.50 มีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์อย่างมี นัยสําคัญทางสถิติประมาณร้อยละ 15 เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมลบ (P < 0.05) โดยที่ระยะเวลา 24 ชั่วโมง พบประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์ประมาณร้อยละ 5 ซึ่งไม่แตกต่าง อย่างมีนัยสําคัญเมื่อเปรียบกับกลุ่มควบคุมลบ (P > 0.05) ในขณะที่ซีเมนต์กลาสไอโอโนเมอร์ในกลุ่มควบคุมลบ และซีเมนต์กลาสไอโอโนเมอร์ที่ผสมเจลพอลิแซกคาไรด์จากเปลือกทุเรียนในอัตราส่วนร้อยละ 4.76 ไม่มีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์ สรุป ซีเมนต์กลาสไอโอโนเมอร์ที่ผสมเจลพอลิแซกคาไรด์จากเปลือกทุเรียนอัตราส่วนร้อยละ 7.50 9.09 และ 12.50 มีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติเมื่อบ่มเป็นเวลา 8 ชั่วโมง (ว ทันต จุฬาฯ 2551:31:193-200)


ผลของหัวขัดชนิดต่าง ๆที่มีต่อความหยาบผิวของเรซินคอมโพสิตชนิดนาโนฟิลล์, กานต์ พิพัฒน์ปัญญานุกูล, วิชญา วิศิษฐ์รัศมีวงศ์, วาสนา พัฒนพีระเดช May 2008

ผลของหัวขัดชนิดต่าง ๆที่มีต่อความหยาบผิวของเรซินคอมโพสิตชนิดนาโนฟิลล์, กานต์ พิพัฒน์ปัญญานุกูล, วิชญา วิศิษฐ์รัศมีวงศ์, วาสนา พัฒนพีระเดช

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของหัวขัดที่แตกต่างกัน 5 ชนิด ที่มีต่อความหยาบผิวของเรซินคอมโพสิตชนิดนาโนฟิลล์ วัสดุและวิธีการ ใส่เรซินคอมโพสิตฟิลเทกแซด 350 ลงในแม่พิมพ์ขนาด 5x4x2 มม. ปิดทับด้วยแผ่นไมลาร์ แล้วฉายแสงเป็นเวลา 40 วินาที จํานวน 120 ชิ้น แบ่งอย่างสุ่มเป็น 6 กลุ่มเท่า ๆ กัน กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุม อีก 5 กลุ่มนําไปขัดด้วยหัวขัด 5 ชนิด ได้แก่ ซอฟเฟล็ก เอ็นฮานส์” โพโก” คอมโพเซฟ และ เจ็ทเบอร์ จากนั้นนําชิ้นตัวอย่างทั้งหมดไปทดสอบหาค่าความหยาบผิวด้วยเครื่องมือวัดความหยาบผิวและเลือกชิ้นตัวอย่างเพื่อเป็นตัวแทนกลุ่มของหัวขัดแต่ละชนิด ไปประเมินด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนชนิดส่องกราด นําข้อมูลไป วิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียวที่ระดับนัยสําคัญน้อยกว่า 0.05 ผลการศึกษา เมื่อขัดด้วยซอฟเฟล็ก” พบว่าค่าที่ได้ไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญและได้พื้น ผิวเรียบดีที่สุด ส่วนกลุ่มที่มีค่าแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญ โดยเรียงตามลําดับค่าความหยาบผิวจาก น้อยไปหามาก ได้แก่ โพโก เอ็นฮานส์” คอมโพเชฟ และ เจ็ทเบอร์ สรุป ความหยาบผิวของเรซินคอมโพสิตชนิดนาโนฟิลล์หลังการขัดขึ้นอยู่กับชนิดของหัวขัด โดยหัวขัดที่ให้ความ เรียบผิวดีที่สุด คือ ซอฟเฟล็ก (ว ทันต จุฬาฯ 2551;31:213-22)


New Dentist News (May 2008), Ada Committee On The New Dentist May 2008

New Dentist News (May 2008), Ada Committee On The New Dentist

New Dentist News

New Dentist News offers timely information on scientific, social, educational, political and economic developments affecting new dentists. This collection is historical and items may not reflect current standards. For up-to-date information contact the ADA. The New Dentist News was alternately titled ADA Lifeline, 1997-June 2001.


Polymerization Efficiency Of Glass-Ionomer And Resin Adhesives Under Molar Bands, Daniel John Rejman, Theodore Eliades, T. Gerard Bradley, George Eliades May 2008

Polymerization Efficiency Of Glass-Ionomer And Resin Adhesives Under Molar Bands, Daniel John Rejman, Theodore Eliades, T. Gerard Bradley, George Eliades

School of Dentistry Faculty Research and Publications

Objective: To determine the degree of cure of a light-cured resin-modified glass ionomer (RMGI) under molar bands compared with a light-cured resin and a dual-cured resin.

Materials and Methods: The 3 cements used were Fuji Ortho LC, Eagle Spectrum resin, and Variolink II dual-cure. Each sample was indirectly light cured for 20 seconds (10 seconds occlusally, 10 seconds cervically) under sections of molar bands, and the degree of cure was evaluated with micro-MIR FTIR spectroscopy.

Results: The RMGI exhibited a significantly higher mean degree of cure (55.31%) than both of the resins (Eagle 19.23%; Variolink II, 25.42%), which did not …


Esthetic Evaluation Of Edgewise Orthodontic Treatment In Matched Class Ii, Division 1 Subjects, With And Without A Mara, Kelly-Gwynne Mason Fergus May 2008

Esthetic Evaluation Of Edgewise Orthodontic Treatment In Matched Class Ii, Division 1 Subjects, With And Without A Mara, Kelly-Gwynne Mason Fergus

Theses and Dissertations (ETD)

Orthodontics’ concern about facial esthetics has motivated the investigation of treatment options, and their effects, in hopes of discerning the optimal treatment for patients, both esthetically and functionally. In our efforts to determine the optimal treatment option for patients with Class II, division 1 malocclusions, we examined two current treatment methods’ effects on facial esthetics, namely (1) orthopedic functional therapy using a MARA in combination with Edgewise appliances and (2) Edgewise mechanics alone. This study was a retrospective esthetic evaluation of profile silhouettes (prior to and following orthodontic treatment) of 30 consecutively treated American white adolescents with Class II, division …


Inside Unlv, Grace Russell, Shane Bevell, Mamie Peers, Michelle Mouton May 2008

Inside Unlv, Grace Russell, Shane Bevell, Mamie Peers, Michelle Mouton

Inside UNLV

No abstract provided.


Maxillary Incisor Crown Form And Crowding In Adolescent Orthodontic Patients, Kortne King Frederick May 2008

Maxillary Incisor Crown Form And Crowding In Adolescent Orthodontic Patients, Kortne King Frederick

Theses and Dissertations (ETD)

Dental crowding occurs when the mesiodistal tooth crown widths exceed the space available in the dental arch for proper alignment. Previous research dealing with this common orthodontic problem has measured mesiodistal (MD) tooth widths or clinical tooth height-to-width ratios from dental casts. The present study used full mouth periapical series of dental radiographs, which provided an opportunity to study anatomical crown form of the maxillary incisors, as measured from the cementoenamel junction (CEJ), in relation to crowding. The aim of this study was to evaluate the statistical association between maxillary incisor crown form and the extent of crowding in adolescent …


Cephalometric Evaluation Of Bionator Therapy In The Early Treatment Of Class Ii Malocclusions, Daniel C. Sawrie May 2008

Cephalometric Evaluation Of Bionator Therapy In The Early Treatment Of Class Ii Malocclusions, Daniel C. Sawrie

Theses and Dissertations (ETD)

Early or two-phase orthodontic treatment of Class II malocclusions is a debated topic in orthodontic circles primarily because the benefits of early intervention have not been consistently reproduced among researchers. The present study was a retrospective analysis of cephalograms from patients with Class II, division 1 malocclusions at the start of treatment. These were 50 consecutively treated youths who received phase 1 (early) treatment with a Bionator appliance and later treatment with full appliances (all treated by a single clinician). The comparison group consisted subjects treated in a single phase with fixed Edgewise appliances only. Importantly, subjects in the two …


Influence Of Tooth Crown Size On Malocclusion, Michael Kelly Agenter May 2008

Influence Of Tooth Crown Size On Malocclusion, Michael Kelly Agenter

Theses and Dissertations (ETD)

Malocclusion is an increasingly common, multifactorial problem in industrialized countries. Although the causes of dental malocclusion are obscure in most instances, one contributing factor may be tooth size. While several researchers have studied whether tooth size contributes to malocclusion, there still is no consensus. Some have found that the mesiodistal widths of the mandibular incisor teeth are significantly larger in subjects with anterior crowding, while others have been unable to support this conclusion. Study designs often have been confounded by combining the sexes, which confuses sexual dimorphism with the supposed effect of tooth size on crowding. The present study tested …


A Mechanical And Histological Study Of Functionally Graded Hydroxyapatite Implant Coatings, Suzanne Kemp Coco May 2008

A Mechanical And Histological Study Of Functionally Graded Hydroxyapatite Implant Coatings, Suzanne Kemp Coco

Theses and Dissertations (ETD)

Ever since Dr. Brånemark discovered that titanium was biocompatible with bone, extensive research has been done to improve the osseointegration of dental implants. As advances in medicine continue, the average life span of the population is ever increasing. Today, people of all ages are investing more money and time into dental treatment than ever before. Patients are becoming more educated on dental treatment options and expect the best treatment possible. As a result, the replacement of missing teeth with implants is becoming more and more commonplace in dental practices.

The purpose of the present study is to evaluate bone-implant interaction …


Contamination Of Dental Waterlines: Efficacy Of Seven Waterline Treatments And Three In-Office Bacteria Test Kits, Adam Davis Apr 2008

Contamination Of Dental Waterlines: Efficacy Of Seven Waterline Treatments And Three In-Office Bacteria Test Kits, Adam Davis

Theses and Dissertations

This study compared seven dental unit water line (DUWL) treatments and three in-office bacteria test kits. Sodium hypochlorite (NaOCl) 1:10 in tap water weekly; 3 drops of NaOCl in 1 liter of water; Dentapure® DP 40; ICX™ tablet; Sterilex® Ultra powder; Lines™; and Selective Micro® Dental-Clean. Traditional culture technique was compared to HPC Dental Sampler; Aquasafe™ Dental Unit Water Line Test Kit; and Bacteria in Water Test Kit. Eight dental units in the Virginia Commonwealth University Graduate Endodontic Clinic were randomly assigned treatment regimens. Samples were taken weekly initially and after flushing for 1 minute. In conclusion NaOCl hypochlorite 1:10 …


Ada News - 04/21/2008, American Dental Association, Publishing Division Apr 2008

Ada News - 04/21/2008, American Dental Association, Publishing Division

ADA News

Established in 1970 as the official newspaper of the American Dental Association, the ADA News serves practicing dentists and others allied to the dental profession in the U.S. and internationally. It is the No. 1 source of news and information about the many benefits and services the ADA delivers to members daily as well as timely information on scientific, social, political and economic developments affecting dentistry and health care.


Ada News - 04/07/2008, American Dental Association, Publishing Division Apr 2008

Ada News - 04/07/2008, American Dental Association, Publishing Division

ADA News

Established in 1970 as the official newspaper of the American Dental Association, the ADA News serves practicing dentists and others allied to the dental profession in the U.S. and internationally. It is the No. 1 source of news and information about the many benefits and services the ADA delivers to members daily as well as timely information on scientific, social, political and economic developments affecting dentistry and health care.


Professional Product Review Vol. 3 No. 2, American Dental Association, Council On Scientific Affairs Apr 2008

Professional Product Review Vol. 3 No. 2, American Dental Association, Council On Scientific Affairs

Professional Product Review

A user-friendly newsletter from the ADA Council on Scientific Affairs offering scientifically sound, unbiased, and clinically relevant information to member dentists about professional dental products tested by the ADA. This collection is historical and may not reflect current standards. For up-to-date information contact the ADA.


The State Of The Art In Evaluating The Performance Of Assistant And Associate Deans As Seen By Deans And Assistant And Associate Deans., David G. Dunning, Timothy M. Durham, Mert N. Aksu, Brian M. Lange Apr 2008

The State Of The Art In Evaluating The Performance Of Assistant And Associate Deans As Seen By Deans And Assistant And Associate Deans., David G. Dunning, Timothy M. Durham, Mert N. Aksu, Brian M. Lange

Journal Articles: College of Dentistry

This study explores the little-understood process of evaluating the performance of assistant and associate deans at dental colleges in the United States and Canada. Specifically, this research aimed to identify the methods, processes, and outcomes related to the performance appraisals of assistant/associate deans. Both deans and assistant/associate deans were surveyed. Forty-four of sixty-six deans (66.7 percent) and 227 of 315 assistant/associate deans (72.1 percent) completed surveys with both close-ended and open-ended questions. In addition, ten individuals from each group were interviewed. Results indicate that 75-89 percent of assistant/associate deans are formally evaluated, although as many as 27 percent may lack …


Dentalgram - Vol. 22, No. 04, Loma Linda University School Of Dentistry Apr 2008

Dentalgram - Vol. 22, No. 04, Loma Linda University School Of Dentistry

Dentalgram

In this issue:

  • Keeping Connected meetings help keep staff informed
  • Former staffer works on award-winning film
  • Friends reunite during Dental Woman's Auxiliary luncheon
  • Dental mission trip to Bangladesh
  • Elliana - a miracle baby, turns one year old


Histologic And Histomorphometric Analysis Of Posterior Region Of The Human Temporomandibular Disc, Luis Eduardo Almeida, Carla S. Baioni, Ana Paula C. Martins, Sergio Roberto P. Line, Lucia Noronha, Paula C. Trevilatto, Antonio Adilson S. De Lima, Marco Antonio De Oliveira Filho, Sergio Aparecido Ignacio Apr 2008

Histologic And Histomorphometric Analysis Of Posterior Region Of The Human Temporomandibular Disc, Luis Eduardo Almeida, Carla S. Baioni, Ana Paula C. Martins, Sergio Roberto P. Line, Lucia Noronha, Paula C. Trevilatto, Antonio Adilson S. De Lima, Marco Antonio De Oliveira Filho, Sergio Aparecido Ignacio

School of Dentistry Faculty Research and Publications

Objective

The aim of this study was to analyze histologic and histomorphometric features of the articular disc in groups with and without disc displacement.

Study design

A sample of 39 temporomandibular joints TMJs (31 case specimens, 8 control specimens) from 28 patients (mean age 31.2 years) were recruited for this study. The patients were considered to be affected and treated surgically with disc repositioning when presenting painful clinical signs of disc displacement after unsuccessful nonsurgical treatment for at least 6 months. Of the control patients, 4 presented condyle fracture which required opening to be reduced for treatment, and 4 displayed …


In Vitro Comparison Of 360° Unirotational Disposable Prophylaxis Angles Versus 90° Reciprocating Disposable Prophylaxis Angles On Spatter During Rubber Cup Polishing, Kelly Marie Schulz Apr 2008

In Vitro Comparison Of 360° Unirotational Disposable Prophylaxis Angles Versus 90° Reciprocating Disposable Prophylaxis Angles On Spatter During Rubber Cup Polishing, Kelly Marie Schulz

Dental Hygiene Theses & Dissertations

The purpose of this in vitro study was to compare the traditional 360° unirotational disposable prophylaxis angle (DPA) to a 90° reciprocating DPA in terms of spatter production. The 2x3x3 factorial design involved: 2 types of DP As x 3 types of prophylaxis pastes (fine, medium and coarse) x 3 dental handpiece revolutions per minute (rpm) settings (1500, 2000, and 3000). The eStylus'™ operated the DP As under controlled speeds. Using a mounted dental manikin, 90° reciprocating DP As and 360° unirotational DP As were evaluated for spatter production with the use of prophylaxis pastes of various grits in 270 …