Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Discipline
Institution
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type
File Type

Articles 13471 - 13500 of 62987

Full-Text Articles in Public Affairs, Public Policy and Public Administration

การบริหารจัดการแบบประชาชนมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้, อัฟฮัม วาแม Jan 2022

การบริหารจัดการแบบประชาชนมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้, อัฟฮัม วาแม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษารูปแบบและกระบวนการของการบริหารจัดการแบบประชาชนมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 2) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคของการบริหารจัดการแบบประชาชนมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการบริหารจัดการแบบประชาชนมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและทำการเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจง มีจำนวนทั้งสิ้น 30 คน โดยผลการศึกษา พบว่า รูปแบบการบริหารจัดการแบบประชาชนมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบไปด้วย ด้านการตัดสินใจ ด้านการดำเนินงาน ด้านการรับผลประโยชน์และด้านการประเมินผล ในขณะเดียวกันกระบวนการบริหารจัดการแบบประชาชนมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบไปด้วย การให้ข้อมูลข่าวสาร การรับฟังความคิดเห็น การเข้ามามีบทบาท การสร้างความร่วมมือ และการเสริมอำนาจแก่ประชาชน นอกจากนี้ ยังพบปัญหาและอุปสรรค์ในการบริหารจัดการแบบประชาชนมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้หลายมิติ ซึ่งสามารถที่จะนำไปปรับใช้ในการพัฒนารูปแบบและกระบวนการการบริหารจัดการแบบประชาชนมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


ทักษะและสมรรถนะที่จำเป็นในการตรวจสอบการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรด้านเขตปลอดอากร: กรณีศึกษา ข้าราชการส่วนตรวจสอบเขตปลอดอากร กรมศุลกากร, ธาริณี โยธินไทย Jan 2022

ทักษะและสมรรถนะที่จำเป็นในการตรวจสอบการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรด้านเขตปลอดอากร: กรณีศึกษา ข้าราชการส่วนตรวจสอบเขตปลอดอากร กรมศุลกากร, ธาริณี โยธินไทย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทักษะและสมรรถนะที่มีความจำเป็นต่อการตรวจสอบการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรด้านเขตปลอดอากร รวมทั้งศึกษาแนวทางและวิธีการในการพัฒนาและส่งเสริมให้ข้าราชการที่สังกัด ณ ส่วนตรวจสอบเขตปลอดอากร กองสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร กรมศุลกากร สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์ข้าราชการที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการตรวจสอบการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรด้านเขตปลอดอากร ผลการศึกษาพบว่าทักษะที่มีความจำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่มากที่สุด ได้แก่ ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ ทักษะด้านบัญชีเบื้องต้น ทักษะการจัดการข้อมูล ทักษะการสังเกต และทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศ ในส่วนของสมรรถนะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่มากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ สมรรถนะด้านการมองภาพองค์รวม ด้านศิลปะการสื่อสารจูงใจ และสมรรถนะด้านการคิดวิเคราะห์ สุดท้ายแนวทางในการพัฒนาทักษะและสมรรถนะที่จำเป็น พบว่าการฝึกอบรม และการพัฒนา เป็นแนวทางที่เหมาะสมในการพัฒนาทักษะและสมรรถนะที่จำเป็นข้างต้น


การรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2566 - 2570 : กรณีศึกษาข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ, ธิดานันท์ ทันจิตร์ Jan 2022

การรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2566 - 2570 : กรณีศึกษาข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ, ธิดานันท์ ทันจิตร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2566 - 2570 ของข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ภูมิหลังส่วนบุคคลกับการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจของข้าราชการ สคร. ในการนี้ผู้วิจัยเลือกใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method Research) ซึ่งประกอบด้วยทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและ เชิงคุณภาพ และใช้เทคนิคการสำรวจและการสัมภาษณ์เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลจากข้าราชการ สคร. ประเภทวิชาการ (ระดับชำนาญการพิเศษ ชำนาญการ และปฏิบัติการ) รวมถึงการสัมภาษณ์เฉพาะผู้บริหาร สคร. ผลการวิจัยพบว่า ข้าราชการ สคร. ส่วนใหญ่มีการรับรู้และเคยศึกษาแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีปริมาณเนื้อหาที่ได้รับรู้/รับทราบน้อยกว่าร้อยละ 25 และมีความเข้าใจเกี่ยวกับแผนดังกล่าวระดับ ปานกลาง สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างภูมิหลังส่วนบุคคลกับการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแผน พบว่า ภูมิหลังส่วนบุคคลของข้าราชการ สคร. มีความสัมพันธ์กับการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแผนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีความสัมพันธ์กับการรับรู้ใน 2 ประเด็น คือ การศึกษาและการรับรู้/รับทราบ ปริมาณเนื้อหาที่ปรากฏในแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ และมีความสัมพันธ์กับความเข้าใจใน 3 ด้าน ได้แก่ ส่วนงานที่สังกัด ลักษณะงาน และความเกี่ยวข้องระหว่างแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจกับตัวชี้วัดการประเมินผล การปฏิบัติราชการของตนเอง สำหรับภูมิหลังส่วนบุคคลด้านเพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่งข้าราชการ และประสบการณ์ทำงาน พบว่าไม่มีความสัมพันธ์กับความเข้าใจเกี่ยวกับแผนดังกล่าว ดังนั้น งานวิจัยนี้ จึงเสนอแนะให้มีการมุ่งพัฒนาและเพิ่มความเข้าใจแก่บุคลากร สคร. โดยเฉพาะบุคลากรที่อยู่ในส่วนงานหลัก ที่มีการปฏิบัติงานในภารกิจด้านรัฐวิสาหกิจของ สคร. ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติงานและเป็นกำลังสำคัญ ในการสร้างความรู้ ความเข้าใจแก่หน่วยงานรัฐวิสาหกิจเพื่อให้รัฐวิสาหกิจมีความเข้าใจที่ตรงกันนำไปสู่การบรรลุ วิสัยทัศน์ของแผนดังกล่าว และก่อเกิดเป็นพลังผลักดันไปสู่เป้าหมายการพัฒนาของประเทศต่อไป||This research project aimed to examine perception and understanding towards the State Enterprise Development Plan B.E. 2566 - 2570 of civil servants in the State Enterprise Policy Office (SEPO) and …


การนำการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานไปปฏิบัติ เพื่อลดระยะเวลาในการตรวจปล่อยสินค้าขาออกที่ติดเงื่อนไขความเสี่ยง: กรณีศึกษา ศูนย์เอกซเรย์และเทคโนโลยีศุลกากร สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ, ธีระพัฒน์ รัตนะราภ Jan 2022

การนำการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานไปปฏิบัติ เพื่อลดระยะเวลาในการตรวจปล่อยสินค้าขาออกที่ติดเงื่อนไขความเสี่ยง: กรณีศึกษา ศูนย์เอกซเรย์และเทคโนโลยีศุลกากร สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ, ธีระพัฒน์ รัตนะราภ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์เรื่องนี้ มุ่งตอบคำถามการนำการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานไปปฏิบัติ เพื่อลดระยะเวลาในการตรวจปล่อยสินค้าขาออกที่ติดเงื่อนไขความเสี่ยงมีความเหมาะสมอย่างไร รวมถึงวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคของการนำการกำหนดระยะเวลาดังกล่าวไปปฏิบัติ อันจะนำไปสู่การสังเคราะห์แนวทางและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการนำการกำหนดระยะเวลาดังกล่าวไปปฏิบัติต่อไป โดยอาศัยกระบวนทัศน์การจัดการภาครัฐแนวใหม่และแนวคิดการอำนวยความสะดวกทางการค้าในการกำหนดกรอบแนวคิดการวิจัย ซึ่งการวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจาก 2 ส่วน ได้แก่ การวิจัยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงาน และการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับการนำการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานไปปฏิบัติ จำนวน 5 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง รวมถึงการเก็บข้อมูลประกอบการศึกษาระยะเวลาที่ใช้ในการตรวจปล่อยสินค้าจากระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ ผลการศึกษาพบว่า การนำการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานไปปฏิบัติ เพื่อลดระยะเวลาที่ใช้ในการตรวจปล่อยสินค้าขาออกที่ติดเงื่อนไขความเสี่ยง มีความเหมาะสม โดยเจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานภายในระยะเวลาที่กำหนดได้ เนื่องจากการกำหนดระยะเวลาดังกล่าวเป็นการกำหนดตัวชี้วัดผลการบริหารผลงานและการบริหารผลการปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานแล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ปัญหาและอุปสรรคของการนำการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานไปปฏิบัติ ได้แก่ ปัจจัยด้านเครื่องเอกซเรย์ ปัจจัยด้านสินค้า ปัจจัยด้านบุคลากร ปัจจัยด้านสถานที่ และปัจจัยด้านกฎหมาย อย่างไรก็ตาม แนวทางและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการนำการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานไปปฏิบัติ ภาครัฐควรกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติงานที่เป็นมาตรฐาน โดยเฉพาะการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานต้องมีตัวชี้วัดที่เหมาะสมและชัดเจน ทำให้ภาครัฐและประชาชนสามารถติดตามและประเมินผลคุณภาพในการให้บริการของภาครัฐได้ รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยลดปัญหาและอุปสรรคของการบริการสาธารณะ เพื่อให้ภาครัฐสามารถตอบสนองประโยชน์สาธารณะและสร้างความพึงพอใจให้กับประชาชน


แนวทางการพัฒนาการสื่อสารภายในองค์กรของข้าราชการตำรวจ สังกัดสำนักงานงบประมาณและการเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, นวอร โชคธนไพศาล Jan 2022

แนวทางการพัฒนาการสื่อสารภายในองค์กรของข้าราชการตำรวจ สังกัดสำนักงานงบประมาณและการเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, นวอร โชคธนไพศาล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์เรื่อง "แนวทางการพัฒนาการสื่อสารภายในองค์กรของข้าราชการตำรวจ สังกัดสำนักงานงบประมาณและการเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ" มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกันกับแนวทางการพัฒนาการสื่อสารภายในองค์กร ศึกษาระดับของปัญหาการสื่อสารภายในองค์กรและศึกษาแนวทางการพัฒนาการสื่อสารภายในองค์กร กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการตำรวจ สังกัดสำนักงานงบประมาณและการเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 173 คน โดยใช้สูตรของ ทาโร ยามาเน่ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กำหนดระดับความคลาดเคลื่อนที่ 0.05 โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างตามสะดวก มีการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Independent Sample t-test,F-test และ Multiple Linear Regression ผลการวิจัย พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนมากเป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 30-39 ปี สถานภาพโสด ระดับการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ประสบการณ์รับราชการตำรวจระดับสัญญาบัตร 2-5 ปี มีระดับของปัญหาการสื่อสารภายในองค์กรและระดับความคิดเห็นของแนวทางการพัฒนาการสื่อสารภายในองค์กรมีค่าเฉลี่ยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลนั้น เพศ อายุ สถานภาพ ประสบการณ์และระดับชั้นยศที่แตกต่างกัน มีแนวทางพัฒนาการสื่อสารภายในองค์กรไม่แตกต่างกัน ในขณะที่ระดับการศึกษาที่แตกต่างกัน มีแนวทางพัฒนาการสื่อสารภายในองค์กรด้านการศึกษาแตกต่างกัน ส่วนปัญหาการสื่อสารภายในองค์กรจากองค์ประกอบการสื่อสาร พบว่า ด้านช่องทางการสื่อสารและด้านผู้รับสารส่งผลต่อแนวทางการพัฒนาการสื่อสารภายในองค์กร สำหรับด้านผู้ส่งสารและด้านข้อมูลข่าวสารไม่ส่งผลต่อแนวทางการพัฒนาการสื่อสารภายในองค์กร


ความคิดเห็นของข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย ประจำจังหวัดลพบุรี (ระดับจังหวัด) ที่มีต่อนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการใช้และสวมใส่ผ้าไทย, นุสรา ดาราสม Jan 2022

ความคิดเห็นของข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย ประจำจังหวัดลพบุรี (ระดับจังหวัด) ที่มีต่อนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการใช้และสวมใส่ผ้าไทย, นุสรา ดาราสม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาความคิดเห็นของข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย ประจำจังหวัดลพบุรี (ระดับจังหวัด) ที่มีต่อนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการใช้และสวมใส่ผ้าไทย มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อสำรวจความคิดเห็นของข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทยในจังหวัดลพบุรี (ระดับจังหวัด) ที่มีต่อนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการใช้และสวมใส่ผ้าไทย และ 2) เพื่อศึกษาอิทธิพลที่ส่งผลต่อการเลือกสวมใส่ผ้าไทยของข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทยในจังหวัดลพบุรี (ระดับจังหวัด) โดยการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์ส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 10 คน แบ่งตามเพศภาวะ และช่วงอายุ ผลการศึกษา พบว่า ข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย ประจำจังหวัดลพบุรี (ระดับจังหวัด) มีความคิดเห็นโดยรวมในแง่ดีต่อนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการใช้และสวมใส่ผ้าไทย โดยมองว่าเป็นการส่งเสริมอัตลักษณ์ความเป็นไทยผ่านการผลิตโดยกลุ่มข้าราชการซึ่งทำงานใกล้ชิดกับประชาชน อย่างไรก็ตาม ข้าราชการกลุ่มช่วงอายุ 23 – 33 ปี มีข้อเสนอแนะว่านโยบายนี้ควรจะเป็นความสมัครใจมากกว่ากึ่งบังคับให้ใส่ผ้าไทยทุกวัน เนื่องจากเป็นภาระทางการเงินแก่ข้าราชการกลุ่มนี้ เพื่อให้เกิดการสวมใส่ผ้าไทยที่ผลิตจากกลุ่มชาวบ้านโดยแท้จริง ไม่เบี่ยงเบนวัตถุประสงค์ของนโยบายที่ต้องการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก สร้างงานสร้างอาชีพให้ชุมชน อีกทั้ง เพศภาวะและช่วงอายุ มีอิทธิพลต่อการเลือกสวมใส่ผ้าไทยของข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย ประจำจังหวัดลพบุรี (ระดับจังหวัด)


นโยบายการพัฒนาชุมชนของกรุงเทพมหานคร เปรียบเทียบระหว่าง กิจกรรมผู้ว่าฯ พบประชาชน ของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง และกิจกรรมผู้ว่าฯ สัญจร ของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์, ปัทมภัส คูหาวิชานันท์ Jan 2022

นโยบายการพัฒนาชุมชนของกรุงเทพมหานคร เปรียบเทียบระหว่าง กิจกรรมผู้ว่าฯ พบประชาชน ของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง และกิจกรรมผู้ว่าฯ สัญจร ของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์, ปัทมภัส คูหาวิชานันท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการกำหนดนโยบาย การนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ และการประเมินผลนโยบายด้านการพัฒนาชุมชนของกรุงเทพมหานคร ภายใต้การบริหารราชการของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง และ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และเพื่อศึกษาเปรียบเทียบกิจกรรมผู้ว่าฯ พบประชาชนของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง กับผู้ว่าฯ สัญจรของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการศึกษาเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ข้าราชการประจำ จำนวน 12 คน ประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร จำนวน 12 คนรวมเป็น 24 คน ใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและการนำเสนอเชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า นโยบายผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง มีความสอดคล้องกับตัวแบบชนชั้นนำ ของ Dye (2007) เนื่องจากในการกำหนดนโยบายการบริหารงานกรุงเทพมหานครของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เข้าสู่ตำแหน่งโดยการแต่งตั้งจากคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ก่อนได้รับแต่งตั้งไม่ได้มีการนำเสนอนโยบายให้ประชาชนชาวกรุงเทพมหานครตัดสินใจเลือก และในการดำเนินโครงการที่สำคัญที่มีงบประมาณมาก หรือเมกะโปรเจกต์ ก็มีการเตรียมการโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติมาตั้งแต่ก่อนได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งกลุ่มชนชั้นนำจะกำหนดนโยบายโดยอาศัยค่านิยมของตนเองเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจนโยบาย ถือว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่สนใจกิจกรรมการพัฒนาเมือง และไม่ได้รับข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ ชนชั้นนำจึงมีบทบาทในการกำหนดความคิดเห็นของประชาชนมากกว่าที่ประชาชนจะกำหนดความคิดเห็นของชนชั้นนำ โดยประชาชนไม่ได้กำหนดนโยบาย ข้าราชการทำหน้าที่เพียงนำนโยบายที่กำหนด โดยชนชั้นนำไปสู่ประชาชนเท่านั้น ในส่วนของการประเมินผลนโยบายของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมืองหลังจากดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมาครบ 1 ปีที่ได้ประกาศแผนขับเคลื่อน กทม. ปี 2561 โดยใช้กรอบการทำงาน 100 วัน 200 วัน 300 วัน จนถึง 1 ปี ส่วนนโยบายผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของ นายชัชชาติ สิทธิพันธ์มีความสอดคล้องกับตัวแบบระบบ ของ Dye (2007) เนื่องจากการกำหนดนโยบายการบริหารกรุงเทพมหานครของ นายชัชชาติ สิทธิพันธ์นั้น ได้จัดทำนโยบายในภาพใหญ่ และนโยบายรายเขตหรือพื้นที่ ไม่ได้ใช้นโยบายเดียวเหมาะรวมทุกท้องที่ มุ่งเน้นการแก้ปัญหาเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้บ้านใกล้ตัวของประชาชน หรือที่เรียกว่า "ปัญหาเส้นเลือดฝอย" มากกว่าคิดถึงโครงการลงทุนขนาดใหญ่หรือเมกะโปรเจกต์ ในการกำหนดนโยบายจะมาจากปัญหาจริงของชาวเมืองกรุงเทพมหานคร ผ่านอาสาสมัครและการเข้าพื้นที่พบกับคนที่อยู่อาศัยทั่วกรุงเทพฯ อยู่บนรากฐานของข้อมูลสถิติที่เป็นวิทยาศาสตร์ร่วมกับนักวิชาการจากหลายสถาบันการศึกษาโดยนายชัชชาติ สิทธิพันธ์ได้นำเสนอนโยบายมากถึง 216 ข้อ ภายใต้คำขวัญ "สร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน" …


การเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, ปุญณิศา ไทยช่วย Jan 2022

การเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, ปุญณิศา ไทยช่วย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษากระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลของสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภา ตามแนวทางการเป็นรัฐบาลดิจิทัลของสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล รวมถึงศึกษาแนวทางการพัฒนาและจัดทำเป็นข้อเสนอแนะในการพัฒนาสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภาเพื่อก้าวไปสู่การเป็นองค์กรดิจิทัล โดยงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยคำถามแบบกึ่งมีโครงสร้างในการเก็บข้อมูล จากผู้มีกลุ่มผู้รับบริการหลัก ผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงานของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาพรรณนาบรรยายข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า ด้านการนำองค์กรและการวางยุทธศาสตร์ด้านดิจิทัลมีความพยายามในการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นองค์กรดิจิทัลด้วยนโยบาย SMART Senate อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลเกิดขึ้นอย่างชัดเจนเนื่องมาจากสถานการณ์ Covid 19 ที่ส่งผลให้มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ด้านการพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลยังเป็นเรื่องพื้นฐานไม่เน้นความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงาน มีความพยายามผลักดันให้เกิดการคิดค้นนวัตกรรม แต่ยังขาดการบูรณาการทำงานทำให้ยังไม่เกิดผลกระทบสูง (High impact) ต่อผู้รับบริการ และในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล มีระบบการทำงานที่เป็นดิจิทัลมากขึ้น แต่ยังพบข้อจำกัดด้านอุปกรณ์และงบประมาณ การพัฒนาระบบต่างๆ ที่ต้องจึงขาดความคล่องตัว ในส่วนของการเป็นรัฐบาลดิจิทัลของสำนักงานฯ ยังคงต้องคำนึงถึงการออกแบบกระบวนการทำงานแบบ End to End Process และเร่งดำเนินการจัดการข้อมูลให้มีมาตรฐานอยู่ในรูปแบบดิจิทัลที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายและสามารถใช้ข้อมูลด้านนิติบัญญัติที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป


ความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาตนเองกับการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ Chula Mooc ของพนักงานมหาวิทยาลัย สายปฏิบัติการ ระดับ P7คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปุณพจน์ พัฒนาตรีวิทย์ Jan 2022

ความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาตนเองกับการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ Chula Mooc ของพนักงานมหาวิทยาลัย สายปฏิบัติการ ระดับ P7คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปุณพจน์ พัฒนาตรีวิทย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การจัดทำสารนิพนธ์ ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่ออธิบายความแตกต่างการพัฒนาตนเอง กับการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ CHULA MOOC ของพนักงานสายปฏิบัติการ ระดับ P7 ที่ต่างสังกัด (2) เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาตนเอง กับการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ CHULA MOOC ของพนักงานสายปฏิบัติการ ระดับ P7 (3) เพื่อหาแนวในการส่งเสริมการพัฒนาตนเอง ของพนักงานสายปฏิบัติการ ระดับ P7 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพิ่มเติมในอนาคต โดยมีกลุ่มตัวอย่าง เป็นพนักงานสายปฏิบัติการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 120 คน แบ่งเป็น คณะรัฐศาสตร์ จำนวน 60 คน และคณะวิศกรรมศาสตร์ จำนวน 60 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ มี 2 ชุดได้แก่ชุดที่ 1 แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรสำเร็จรูปทางสถิติ (SPSS) สถิติทีใช้ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าเฉลี่ย Independent Sample T-Test การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ของ Pearson’s และชุดที่ 2 แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการศึกษา สรุปได้ดังนี้ (1) ผลการทดสอบค่าเฉลี่ย Independent Sample T-Test พบว่าคณะรัฐศาสตร์ (ค่าเฉลี่ยรวม = 3.18) สูงกว่า คณะวิศกรรมศาสตร์ (ค่าเฉลี่ยรวม = 2.51) จึงสรุปได้ว่าพนักงานสายปฏิบัติการที่ต่างสังกัด มีการพัฒนาตนเองกับการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ CHULA MOOC แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (2) ผลการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ของ Pearson’s พบว่า การพัฒนาตนเองกับการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ CHULA MOOC ของพนักงานสายปฏิบัติการ มีความสัมพันธ์กัน ระดับสูง ในเชิงบวก …


ความต้องการสวัสดิการด้านการเงินที่สนับสนุนการทำงานแบบผสมผสาน (Hybrid Working) กรณีศึกษาหน่วยงานในสังกัดรองผู้ว่าการบริหาร การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, ฝากฝัน จันทร์แสงดี Jan 2022

ความต้องการสวัสดิการด้านการเงินที่สนับสนุนการทำงานแบบผสมผสาน (Hybrid Working) กรณีศึกษาหน่วยงานในสังกัดรองผู้ว่าการบริหาร การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, ฝากฝัน จันทร์แสงดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อศึกษาความต้องการสวัสดิการด้านการเงินที่สนับสนุนการทำงานแบบผสมผสาน (Hybrid Working) กรณีศึกษาหน่วยงานในสังกัดรองผู้ว่าการบริหาร การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อวิเคราะห์ความต้องการสวัสดิการด้านการเงินที่สนับสนุนการทำงาน Hybrid Working 2) เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างปัจจัยลักษณะการจ้างงานกับความต้องการสวัสดิการที่สนับสนุนการทำงาน Hybrid Working 3) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยสภาพแวดล้อมในการทำงานที่บ้านกับความต้องการสวัสดิการที่สนับสนุนการทำงาน Hybrid Working 4) เพื่อเสนอแนะสวัสดิการด้านการเงินที่เหมาะสมต่อความต้องการของพนักงาน กฟผ. ในปัจจุบัน โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 239 คน และการวิจัยคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์แบบเจาะจง จำนวน 7 คน ผลการศึกษา พบว่า 1) พนักงานมีความต้องการสวัสดิการด้านการเงินในการซื้อ โต๊ะ เก้าอี้ ที่ออกแบบตามหลักการยศศาสตร์ (Ergonomics) มากที่สุด 2) ลักษณะงานที่แตกต่างกันมีความต้องการสวัสดิการด้านการเงินที่สนับสนุนการทำงาน Hybrid Working ที่แตกต่างกัน 3) ตำแหน่งงานที่แตกต่างกันมีความต้องการสวัสดิการด้านการเงินที่สนับสนุนการทำงาน Hybrid Working ไม่ที่แตกต่างกัน 4) อายุงานที่แตกต่างกันมีความต้องการสวัสดิการด้านการเงินที่สนับสนุนการทำงาน Hybrid Working ที่แตกต่างกัน 5) บริบทที่อยู่อาศัยมีความสัมพันธ์กับความต้องการสวัสดิการด้านการเงินที่สนับสนุนการทำงาน Hybrid Working ในระดับต่ำ 6) สิ่งอำนวยความสะดวกมีความสัมพันธ์กับความต้องการสวัสดิการด้านการเงินที่สนับสนุนการทำงาน Hybrid Working ในระดับต่ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05


ปัญหาและอุปสรรคในการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาค : กรณีศึกษาการดำเนินงานโครงการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสำคัญ ของกรมการขนส่งทางบก, พรรณปพร พิลึก Jan 2022

ปัญหาและอุปสรรคในการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาค : กรณีศึกษาการดำเนินงานโครงการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสำคัญ ของกรมการขนส่งทางบก, พรรณปพร พิลึก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงแนวทางการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและหน่วยงานส่วนภูมิภาคของกรมการขนส่งทางบกในปัจจุบัน รวมถึงศึกษาถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการดำเนินงานดังกล่าว พร้อมทั้งหาแนวทางในการพัฒนา ปรับปรุงรูปแบบการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของงาน โดยอาศัยการดำเนินงานในโครงการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสำคัญเป็นกรณีศึกษา งานศึกษาเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยมีการค้นคว้าเอกสารต่าง ๆ ประกอบเข้ากับการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ซึ่งคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) จำนวน 15 คน ตามความเหมาะสม และความเกี่ยวข้องในการดำเนินโครงการรณรงค์ป้องกัน และลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสำคัญ โดยมีตัวแทนผู้ให้สัมภาษณ์จากทั้งหน่วยงานส่วนกลางและหน่วยงานส่วนภูมิภาค จากการศึกษาพบว่า ปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการทำงานระหว่างหน่วยงานส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคในการดำเนินโครงการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสำคัญ มีอยู่ 5 ประเด็น คือ 1) การทำงานระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในการดำเนินโครงการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสำคัญ 2) ปัญหาด้านความชัดเจนและความล่าช้าในการสั่งการ 3) ปัญหาด้านโครงสร้างของหน่วยงาน และอัตรากำลังของผู้ปฏิบัติงานในส่วนภูมิภาค 4) ปัญหาด้านนโยบาย หรือข้อสั่งการ และ 5) ปัญหาด้านความซ้ำซ้อนของระบบรายงานผลการปฏิบัติงาน ซึ่งเมื่อศึกษาถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงาน พบปัจจัยที่เกี่ยวข้อง 5 กลุ่ม ประกอบด้วย ปัจจัยด้านโครงสร้างขององค์กร ปัจจัยด้านระบบการทำงาน ปัจจัยด้านรูปแบบการบริหารงาน ปัจจัยด้านการบริหารบุคลากร และปัจจัยด้านการเมือง ซึ่งสามารถสรุปแนวทาง และข้อเสนอแนะในการปรับปรุงรูปแบบการดำเนินงานของกรมการขนส่งทางบก ได้ทั้งหมด 7 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการสื่อสาร 2) ด้านการสั่งการ 3) ด้านโครงสร้างกรมและอัตรากำลัง 4) ด้านนโยบายหรือข้อสั่งการ 5) ด้านระบบสนับสนุนการปฏิบัติงาน 6) ด้านบุคลากร และ 7) ด้านวัฒนธรรมองค์กร และแนวคิดของเจ้าหน้าที่


การพัฒนาการทำงานเป็นทีมเพื่อสนับสนุนคณะทำงานเฉพาะกิจในการดำเนินการปรับพิกัดอัตราศุลกากร, ฟาอิซ ดาราแม Jan 2022

การพัฒนาการทำงานเป็นทีมเพื่อสนับสนุนคณะทำงานเฉพาะกิจในการดำเนินการปรับพิกัดอัตราศุลกากร, ฟาอิซ ดาราแม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัย เรื่อง “การพัฒนาการทำงานเป็นทีมเพื่อสนับสนุนคณะทำงานเฉพาะกิจในการดำเนินการปรับพิกัดอัตราศุลกากร” จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการทำงานเป็นทีมของคณะทำงานเฉพาะกิจในการดำเนินการปรับพิกัดอัตราศุลกากรและเพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการทำงานเป็นทีมของคณะทำงานเฉพาะกิจดังกล่าว ซึ่งงานวิจัยนี้ เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพที่เก็บรวบรวมข้อมูลจากการค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงได้ทำการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในคณะทำงานเฉพาะกิจ จำนวน 8 คน ทั้งนี้ ผู้วิจัยอาศัยกรอบแนวคิดที่แสดงถึงองค์ประกอบของการทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งต้องประกอบด้วย (1) การติดต่อสื่อสาร (2) ความร่วมมือ (3) การประสานงาน (4) ความคิดสร้างสรรค์ และ (5) การปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง โดยจากผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยด้านการติดต่อสื่อสารมีอิทธิพลมากที่สุดต่อการทำงานเป็นทีมของคณะทำงานเฉพาะกิจ ในขณะที่ปัจจัยด้านความคิดสร้างสรรค์มีอิทธิพลน้อยที่สุด นอกจากนี้ จากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง สามารถแบ่งมุมมองของการพัฒนาการทำงานเป็นทีมได้ 2 กลุ่ม คือ มุมมองของหัวหน้าทีมและลูกทีม โดยหัวหน้าทีมมีมุมมองในการพัฒนาการทำงานเป็นทีมด้วยการสร้างความรับผิดชอบให้กับสมาชิกในทีมและสนับสนุนสมาชิกทีมที่มีความสามารถและทักษะที่หลากหลายให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ต่อการทำงาน ในขณะที่มุมมองของลูกทีม คือ การแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบอย่างเหมาะสมและมีความชัดเจน การสื่อสารอย่างเปิดเผยและรับฟังผู้อื่นเพื่อให้การทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ


การนำนโยบายต่อต้านข่าวปลอมไปปฏิบัติ กรณีศึกษา ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย, ภาณุพงศ์ มาลัยน้อย Jan 2022

การนำนโยบายต่อต้านข่าวปลอมไปปฏิบัติ กรณีศึกษา ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย, ภาณุพงศ์ มาลัยน้อย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ผู้เขียนได้ศึกษากระบวนการนำนโยบายต่อต้านข่าวปลอม ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ไปปฏิบัติว่าเป็นอย่างไร รวมถึงศึกษาผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนว่ามีมากน้อยเพียงใด โดยผู้เขียนได้ทำการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร และการสัมภาษณ์จากผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ภาคประชาสังคม และประชาชน โดยสารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งที่จะศึกษากระบวนการนำนโยบายต่อต้านข่าวปลอม ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ไปปฏิบัติว่าเป็นอย่างไร รวมถึงศึกษาผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนว่ามีมากน้อยเพียงใด โดยผู้เขียนได้ทำการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร และการสัมภาษณ์จากผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ภาคประชาสังคม และประชาชน จากการศึกษา พบว่า 1) รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่การกำหนดมาตรฐานในการดำเนินนโยบายยังมีความไม่ชัดเจน ให้ความสำคัญกับการสร้างเครื่องมือสำหรับการตรวจสอบข้อเท็จจริงมากกว่าการสร้างองค์ความรู้ให้กับประชาชน 2) งบประมาณที่ใช้ดำเนินการสำหรับศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย มีเพียงพอสำหรับภารกิจในปัจจุบัน แต่ยังขาดงบประมาณสำหรับการสร้างองค์ความรู้และการสนับสนุนงานศึกษาวิจัย 3) การสื่อสารระหว่างหน่วยงานปฏิบัติสามารถทำได้ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ มีการสื่อสารและติดตามความคืบหน้าในการทำงาน รวมถึงมีการจัดเจ้าหน้าที่ให้การสนับสนุนอยู่ตลอดเวลา 4) บุคลากรที่ปฏิบัติงานในศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย มีความพร้อมในเรื่องของทักษะ และสมรรถนะในการทำงาน แต่มีปัญหาในศูนย์ประสานงานประจำหน่วยงานที่มีภาระงานที่มากเกินไปจากงานประจำที่มีอยู่เดิม 5) ความไม่ชัดเจนของตัวกฎหมายที่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจในการตีความการกระทำผิดของประชาชนทำให้มีการดำเนินคดีกับประชาชนและส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนเกิดความหวาดกลัว และอาจจะนำไปสู่การเซนเซอร์ตัวเองไม่กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นในที่สุด สำหรับข้อเสนอแนะในการดำเนินนโยบายต่อผู้ศึกษามีข้อเสนอให้ 1) ผลักดันนโยบายเชิงรุกให้มากขึ้น โดยการสร้างองค์ความรู้ให้กับประชาชน 2) บรรจุองค์ความรู้เกี่ยวกับข่าวปลอมเข้าสู่แบบเรียนหรือกิจกรรมในชั้นเรียน 3) ลดบทบาทของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ในการดำเนินคดีกับประชาชน 4) จัดทำกฎหมายเฉพาะสำหรับความผิดเกี่ยวกับ “ข่าวปลอม” และ 5) จัดทำแผนระยะยาวเพื่อเปลี่ยนผ่านออกไปเป็นองค์กรอิสระ


การศึกษาปัญหาและอุปสรรคกระบวนการต่ออายุใบอนุญาตครอบครองเครื่องเอกซเรย์ของกรมศุลกากร, ภัสสร อังศุธรรมกุล Jan 2022

การศึกษาปัญหาและอุปสรรคกระบวนการต่ออายุใบอนุญาตครอบครองเครื่องเอกซเรย์ของกรมศุลกากร, ภัสสร อังศุธรรมกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้เป็นการศึกษาวิจัย เรื่อง การศึกษาปัญหาและอุปสรรคกระบวนการต่ออายุใบอนุญาตครอบครองเครื่องเอกซเรย์ของกรมศุลกากร มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการต่ออายุใบอนุญาตครอบครองเครื่องเอกซเรย์ของกรมศุลกากรที่เกิดความล่าช้า รวมถึงปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น เพื่อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาในกระบวนการต่ออายุใบอนุญาตครอบครองเครื่องเอกซเรย์ของกรมศุลกากร ซึ่งระเบียบวิธีวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi – Structured Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 10 คน ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 เจ้าหน้าที่ของสำนักงานหรือด่านศุลกากรที่มีการครอบครองเครื่องเอกซเรย์ และได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบการจัดทำเอกสารการต่ออายุใบอนุญาตครอบครองเครื่องเอกซเรย์ จำนวน 6 คน กลุ่มที่ 2 เจ้าหน้าที่ของส่วนเทคโนโลยีการควบคุมทางศุลกากร ศูนย์ประมวลข้อมูลการข่าวทางศุลกากร กรมศุลกากร จำนวน 2 คน และกลุ่มที่ 3 เจ้าหน้าที่ของกลุ่มอนุญาตเครื่องกำเนิดรังสี กองอนุญาตทางนิวเคลียร์และรังสี สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ จำนวน 2 คน ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มที่ 1 เจ้าหน้าที่ของสำนักงานหรือด่านศุลกากรที่มีการครอบครองเครื่องเอกซเรย์ และได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบการจัดทำเอกสารการต่ออายุใบอนุญาตครอบครองเครื่องเอกซเรย์ มีปัจจัยที่เป็นปัญหาและอุปสรรคทำให้กระบวนการต่ออายุใบอนุญาตครอบครองเครื่องเอกซเรย์เกิดความล่าช้า จำนวน 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านกลยุทธ์ คือ การขาดการติดตาม วางแผนการต่ออายุใบอนุญาตล่วงหน้า 2) ด้านระบบการวัดผล คือ การขาดการนำผลสำเร็จของการต่ออายุใบอนุญาตครอบครองเครื่องเอกซเรย์เข้ามาในการประเมินผลการปฏิบัติงาน (KPI) และการขาดการจัดทำฐานข้อมูลการต่ออายุและสิ้นสุดอายุใบอนุญาต เพื่อประเมินความสำเร็จของงาน 3) ด้านทรัพยากรบุคคล คือ การถ่ายทอดองค์ความรู้ หรือการส่งมอบงานไม่ต่อเนื่อง และการขาดความรู้ความเข้าใจในการจัดทำเอกสารประกอบการขอต่ออายุใบอนุญาต และ 4) ด้านการประสานงาน คือ การติดต่อกับหน่วยงานภายนอกเพื่อนำเอกสารมาประกอบการขอต่ออายุใบอนุญาตใช้ระยะเวลานาน กลุ่มที่ 2 เจ้าหน้าที่ของส่วนเทคโนโลยีการควบคุมทางศุลกากร ศูนย์ประมวลข้อมูลการข่าวทางศุลกากร กรมศุลกากร มีปัจจัยที่เป็นปัญหาและอุปสรรค จำนวน 2 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านกลยุทธ์ คือ การขาดการจัดประชุมร่วมกันเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจให้เป็นแนวทางเดียวกัน และ 2) ด้านระบบการวัดผล คือ การขาดระบบฐานข้อมูลใบอนุญาตที่เป็นฐานทะเบียนกลางร่วมกัน และกลุ่มที่ 3 …


การศึกษาความคิดเห็นของพยาบาลวิชาชีพต่อการเปลี่ยนแปลง พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 เรื่องข้าราชการตำรวจมียศและข้าราชการตำรวจไม่มียศ : กรณีศึกษาโรงพยาบาลตำรวจ, รัตนากร สมโพธิ์ Jan 2022

การศึกษาความคิดเห็นของพยาบาลวิชาชีพต่อการเปลี่ยนแปลง พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 เรื่องข้าราชการตำรวจมียศและข้าราชการตำรวจไม่มียศ : กรณีศึกษาโรงพยาบาลตำรวจ, รัตนากร สมโพธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของพยาบาลวิชาชีพที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจที่มียศและพยาบาลวิชาชีพที่ได้บรรจุเป็นข้าราชการพลเรือนในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ตามร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ที่เกี่ยวข้องกับการมียศและไม่มียศของพยาบาลวิชาชีพ และ 2) เสนอแนะแนวทางการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ที่เกี่ยวข้องกับการมียศและไม่มียศของพยาบาลวิชาชีพที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจในสังกัดโรงพยาบาลตำรวจ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้การเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ พยาบาลวิชาชีพที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการในสังกัดเหล่าทัพ และพยาบาลวิชาชีพที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 8 ท่าน ผลการศึกษาพบว่า 1) ความแตกต่างระหว่างพยาบาลวิชาชีพที่ได้รับบรรจุเป็นข้าราชการในสังกัดเหล่าทัพและพยาบาลวิชาชีพที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านลักษณะงาน แทบจะไม่แตกต่างกันแต่สิ่งที่พยาบาลวิชาชีพในสังกัดเหล่าทัพปฏิบัติงานเพิ่มมา คือ ดูแลสุขภาพข้าราชการในสังกัดเหล่าทัพ ด้านความก้าวหน้าในวิชาชีพ ไม่เหมือนกัน ขึ้นกับตำแหน่ง สายงานที่ตนอยู่ ด้านสวัสดิการ ได้รับสิทธิเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลจากกรมบัญชีกลางเหมือนกัน 2) ความคิดเห็นของพยาบาลวิชาชีพต่อเรื่องพยาบาลวิชาชีพที่บรรจุเป็นข้าราชการตำรวจในสังกัดโรงพยาบาลตำรวจควรที่จะมียศ เป็นไปในทางเห็นด้วยกับการมียศตำแหน่ง 3) ความคิดเห็นของพยาบาลวิชาชีพต่อพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ที่เกี่ยวกับข้าราชการตำรวจไม่มียศในส่วนของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลตำรวจ มีความคิดเห็นไม่สอดคล้องกับร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 และ 4) แนวทางการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ในเรื่องพยาบาลวิชาชีพที่บรรจุเป็นข้าราชการตำรวจไม่สามารถมียศได้ พบว่า ควรมีการเพิ่มเงินประจำตำแหน่ง การปรับฐานเงินเดือนหรือค่าเวรพิเศษนอกเวลา การเพิ่มบุคลากรให้เพียงพอต่อความต้องการ และการปรับสวัสดิการ ให้เหมือนกับข้าราชการที่บรรจุในสังกัดกระทรวงฯ ทั้งนี้ในการดำเนินโครงการพบปัญหาและอุปสรรค คือ ผู้เข้าร่วมการศึกษางานวิจัยมีจำนวนน้อยและศึกษาเฉพาะกลุ่มพยาบาลวิชาชีพได้รับบรรจุเป็นข้าราชการในสังกัดเหล่าทัพและพยาบาลวิชาชีพที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่ง ได้ในบางส่วนของเนื้อหา ไม่ครอบคลุมพยาบาลวิชาชีพสังกัดอื่นๆ จากการศึกษามีข้อเสนอแนะ คือ การสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาต่อยอดโดยการสอบถามความคิดเห็นของพยาบาลวิชาชีพในสังกัดกรุงเทพมหานคร หรือพยาบาลโรงพยาบาลเอกชน ควรสอบถามความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และหาแนวทางในการรับมือร่วมกันของผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อหาแนวทางการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 และสามารถต่อยอดองค์ความรู้ทางรัฐประศาสนศาสตร์ในเรื่องความมั่นคงในอาชีพที่มีต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน เพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการทำงานของบุคลากรในองค์กรภาครัฐและป้องกันภาวะสมองไหลจากหน่วยงานภาครัฐไปสู่ภาคเอกชน


การศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเชื่อมั่นของประชาชนในการอำนวยความยุติธรรม ของสำนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ, วรวัจน์ ศิริโชคพรชัย Jan 2022

การศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเชื่อมั่นของประชาชนในการอำนวยความยุติธรรม ของสำนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ, วรวัจน์ ศิริโชคพรชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเชื่อมั่นของประชาชนในการอำนวยความยุติธรรม ของสำนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาระดับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการอำนวยความยุติธรรมของสำนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการอำนวยความยุติธรรมของสำนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ 3) เพื่อเสนอแนะนโยบายหรือแนวทางการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสำนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ประชาชนในเขต อ.เมืองสมุทรปราการ ที่เคยมาติดต่อกับสำนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ และคำนวณกลุ่มตัวอย่างจากสูตรยามาเน่ (Yamane) ได้จำนวนทั้งสิ้น 400 คน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงประมาณ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และใช้การวิเคราะห์ถดถอยแบบพหุ (Multiple Regression Analysis) ผลการศึกษาวิจัย พบว่า ประชาชนมีความเชื่อมั่นของประชาชนในการอำนวยความยุติธรรมของสำนักงานอัยการ กรณีศึกษาสำนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ อยู่ในระดับมาก และยังพบว่ามี 3 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยสามารถเรียงลำดับตามค่าน้ำหนักปัจจัย ได้ดังนี้ปัจจัยด้านการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร(Openness) รองลงมา คือ ปัจจัยด้านภาพลักษณ์ (Image Concept) และปัจจัยด้านการใช้อำนาจ (Control mutuality) ตามลำดับ ในส่วนของปัจจัยเกี่ยวกับความสามารถและสมรรถนะ (Competence)และปัจจัยเกี่ยวกับความความซื่อสัตย์และความซื่อตรง (Integrity) ไม่มีผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนการอำนวยความยุติธรรมของสำนักงานอัยการกรณีศึกษาสำนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ ข้อเสนอแนะจากการศึกษาวิจัย คือ ควรส่งเสริมนโยบายด้านภาพลักษณ์ที่เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการทางกฎหมายและการดำเนินงานอย่างโปร่งใส มีระบบตรวจเช็คเป็นช่วงเวลา Periodic System Checks เป็นการตรวจสอบกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง การสร้างช่องทางในการรับฟังความคิดเห็นและการติดต่อระหว่างประชาชน เพื่อตอบสนองประชาชนอย่างใกล้ชิดและเข้าถึงได้ง่าย นโยบายพัฒนาระบบการด้านการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารและระบบในการตรวจสอบขอบเขตอำนาจหน้าที่อย่างชัดเจนของเจ้าหน้าที่อันจะสามารถทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นความไว้วางใจต่อกระบวนการยุติธรรมเพิ่มมากขึ้น


อุปสรรคและความท้าทายในการบังคับใช้มาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าของภาครัฐไทย, วสุพล มงคลศิริ Jan 2022

อุปสรรคและความท้าทายในการบังคับใช้มาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าของภาครัฐไทย, วสุพล มงคลศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งตอบคำถามเกี่ยวกับสาเหตุที่มาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าของภาครัฐไทยไม่สามารถยับยั้งการเพิ่มขึ้นของอุปทานและอุปสงค์บุหรี่ไฟฟ้าภายในประเทศได้ รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการบังคับใช้มาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าเป็นอย่างไร โดยวิเคราะห์เชื่อมโยงกับปัจจัยในการนำนโยบายไปปฏิบัติตามทฤษฎีของ Van Meter และ Van Horn งานวิจัยชิ้นนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพเน้นเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียในมาตรการทั้งหน่วยงานภาครัฐผู้มีหน้าที่บังคับใช้มาตรการและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว ทั้งนี้ การศึกษาพบว่า สาเหตุที่มาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าของภาครัฐไทยไม่สามารถยับยั้งการเพิ่มขึ้นของอุปทานและอุปสงค์บุหรี่ไฟฟ้าภายในประเทศได้นั้น เกิดขึ้นจาก 2 ปัจจัยด้วยกันคือ (1) สภาพตลาดบุหรี่ไฟฟ้าต่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิผลของการบังคับใช้มาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า เนื่องด้วยปัจจุบันประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกให้การยอมรับในสินค้าบุหรี่ไฟฟ้ากันอย่างแพร่หลาย ซึ่งทำให้ความเชื่อที่ว่าบุหรี่ไฟฟ้าควรเป็นยาสูบทางเลือกที่ถูกกกฎหมายจึงมีอิทธิผลต่อสังคมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และ (2) สภาพตลาดบุหรี่ไฟฟ้าภายในประเทศส่งผลกระทบต่อประสิทธิผลของการบังคับใช้มาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า เช่น แหล่งตลาดบุหรี่ไฟฟ้าส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ออนไลน์เป็นหลักจึงยากต่อการบังคับใช้มาตรการ หรือการที่ตลาดบุหรี่ไฟฟ้าภายในประเทศมีลักษณะที่เปิดกว้างและสามารถทำรายได้ให้ผู้ประกอบการเป็นจำนวนมาก จึงดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาในแวดวงธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของผลการศึกษาเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการบังคับใช้มาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้านั้น พบ 3 ปัญหาหลักด้วยกัน คือ (1) การทุจริตคอร์รัปชั่นและการถูกแทรกแซงการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ (2) คุณลักษณะของเจ้าหน้าที่ภาครัฐและระบบราชการไทยที่มีอยู่เดิม เช่น ข้อจำกัดด้านบุคลากรและงบประมาณ การต้องแบกรับหน้าที่รับผิดชอบหลายหน้างานของเจ้าหน้าที่ หรือความไม่สม่ำเสมอในการบังคับใช้มาตรการ และ (3) การไม่ยอมรับในมาตรการของผู้คนและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องจำนวนหนึ่ง


การปฐมนิเทศและกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ข้าราชการในกรมศุลกากร, วิภาวี วิเศษภักดีวงศ์ Jan 2022

การปฐมนิเทศและกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ข้าราชการในกรมศุลกากร, วิภาวี วิเศษภักดีวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง การปฐมนิเทศและกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ข้าราชการในกรมศุลกากร มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเพื่อ 1.) ศึกษากระบวนการสร้างอัตลักษณ์ข้าราชการกรมศุลกากรในการอบรมปฐมนิเทศข้าราชการใหม่ 2.) ศึกษาการบ่มเพาะวัฒนธรรมองค์กรในการอบรมปฐมนิเทศของกรมศุลกากร และ 3.) ศึกษาประโยชน์ที่จะได้รับจากการอบรมปฐมนิเทศข้าราชการใหม่ การวิจัยในครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ซึ่งผู้วิจัยมุ่งศึกษาและวิเคราะห์ถึงกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ของข้าราชการใหม่ของกรมศุลกากร ในตำแหน่งนักวิชาการศุลกากรปฏิบัติการ จากการอบรมปฐมนิเทศข้าราชการบรรจุใหม่ โดยใช้วิธีการสังเกตการแบบมีส่วนร่วม (Participant Observation) และการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-Depth Interview) ผลการศึกษาพบว่า อัตลักษณ์แห่งการเป็นข้าราชการที่กรมศุลกากรสามารถทำการปลูกฝังให้แก่ข้าราชการใหม่ผ่านการจัดอบรมปฐมนิเทศข้าราชการบรรจุใหม่ ซึ่งการอบรมปฐมนิเทศนี้นอกเหนือจากการให้ความรู้เกี่ยวกับกรมศุลกากรแล้ว การอบรมสามารถช่วยในการปรับทัศนคติ ปรับความเข้าใจ ปรับการพฤติกรรม เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีวัฒนธรรมองค์กรเป็นแนวทางปฏิบัติเดียวกัน อีกทั้ง ช่วยหล่อหลอมข้าราชการใหม่ให้เป็นเป็นผู้ที่มีคุณธรรมประจำใจในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต การรู้จักยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง และสามารถช่วยทำให้ข้าราชการใหม่มีแนวคิดในการเป็นผู้ที่หมั่นศึกษาและพัฒนาตนเอง เพื่อให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ตลอดจนมีความคิดคำนึงถึงการรักษาภาพลักษณ์องค์กร มีความรู้สึกผูกพันต่อองค์กร มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน และเป็นข้าราชการกรมศุลกากรมืออาชีพที่พร้อมทำงานเพื่อสังคมและประเทศชาติต่อไป


การศึกษาแนวทางการเตรียมความพร้อมด้านตลาดแรงงาน เพื่อรองรับการเติบโตของโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี), ศรายุธ หอมชะมด Jan 2022

การศึกษาแนวทางการเตรียมความพร้อมด้านตลาดแรงงาน เพื่อรองรับการเติบโตของโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี), ศรายุธ หอมชะมด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานศึกษาแนวทางการเตรียมความพร้อมด้านตลาดแรงงานเพื่อรองรับการเติบโตของโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งงานวิจัยฉบับนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการดำเนินการและสถานการณ์ความคืบหน้า ปัญหาและอุปสรรค เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาปรับปรุงการดำเนินการของโครงการการพัฒนาทักษะบุคลากรตามแนวทางอีอีซีโมเดล (EEC Model) ผ่านแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ ทฤษฎี SWOT Analysis และแนวคิดการเตรียมความพร้อมด้านแรงงาน โดยรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิจากเอกสารและสื่อต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และสัมภาษณ์เชิงลึก จากกลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.ผู้กำหนดนโยบาย 2.ผู้นำนโยบายไปปฏิบัติ 3.ผู้เข้าร่วมโครงการ ผลการวิจัยพบว่าโครงการพัฒนาทักษะบุคลากร ได้ถูกขับเคลื่อนโดยคณะทำงานด้านการพัฒนาบุคลากร (EEC-HDC) เพื่อดำเนินการเตรียมความพร้อมด้านแรงงานที่มีทักษะสูงผ่านการขับเคลื่อนอุปสงค์ (Demand Driven) โดยทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน การเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรมี 2 รูปแบบ คือ 1.การสร้างคนที่เรียนรู้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติไปพร้อมกันตามแนวทาง Type A และ 2.การพัฒนาคนผ่านการฝึกอบรมระยะสั้นตามแนวทาง Type B โดยเป้าหมายการเตรียมความพร้อมทางด้านบุคลากรในช่วงปี 2562-2566 กำหนดไว้ที่ 475,866 คน แต่ผลิตบุคลากรได้เพียงร้อยละ 3.8 ของจำนวนดังกล่าว สืบเนื่องจากขาดการประชาสัมพันธ์เชิงรุก สถานการณ์วิกฤติโควิด การขาดฐานข้อมูลความต้องการจำนวนและทักษะของแรงงานที่แท้จริงจากผู้ประกอบการทั้ง 12 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งนี้ EEC-HDC จำเป็นต้องทำงานร่วมกับผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิด จัดตั้งทีมงานคอยติดตามความก้าวหน้าในการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร รวมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือจากองค์กรต่างประเทศที่มีศักยภาพด้านเทคโนโลยีและเงินทุน แนวทางการพัฒนาบุคลากรภายใต้ Type A และ Type B ถือเป็นทางออกในการเตรียมความพร้อมด้านบุคคลากรเพื่อรองรับการสร้างนวัตกรรมในอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีขั้นสูงในพื้นที่ EEC


ปัญหาและอุปสรรค โครงการผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอ, ศศิกาญจน์ พุกกลิ่น Jan 2022

ปัญหาและอุปสรรค โครงการผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอ, ศศิกาญจน์ พุกกลิ่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานโครงการผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอ และเพื่อเสนอข้อเสนอแนะในการพัฒนาการดำเนินโครงการผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอ ผ่านแบบจำลองชิปป์ (CIPP Model) วิเคราะห์ปัจจัยในการดำเนินงานของโครงการ ประกอบด้วย ปัจจัยด้านบริบท ปัจจัยนำเข้า ปัจจัยด้านกระบวนการ และปัจจัยด้านผลผลิต โดยกำหนดรูปแบบการศึกษาเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยดำเนินการเก็บข้อมูล โดยรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับการสัมภาษณ์บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการ พบว่า ปัจจัยด้านบริบท การดำเนินงานมีความสอดกับวัตถุประสงค์ของโครงการ ตามกรอบมาตรฐาน SAFE Framework ขององค์การศุลกากรโลก ปัจจัยนำเข้า จำนวนบุคลากรถือเป็นอุปสรรคต่อการรองรับจำนวนผู้ประกอบการที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยด้านกระบวนการ ในการดำเนินงานในการรับสมัครและทบทวนสถานภาพของโครงการมีรายละเอียดที่ต้องทำความเข้าใจและใช้เอกสารจำนวนมาก ปัจจัยด้านผลผลิต การได้รับสิทธิพิเศษเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า ภาพรวมผู้ประกอบการมีความพึงพอใจกับสิทธิพิเศษที่ได้รับ กล่าวโดยสรุป การดำเนินโครงการผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอ ในภาพรวมเป็นโครงการที่สร้างประโยชน์และสร้างความปลอดภัยให้กับห่วงโซ่อุปทานการค้าระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ในด้านของปัญหาและอุปสรรคมีความเห็นว่าควรมีการวางแผนบุคลากรให้มีความสัมพันธ์กับจำนวนผู้ประกอบการที่เติบโตขึ้นในอนาคต รวมถึงการพิจารณาเพิ่มประเภทของผู้ประกอบการ การประชาสัมพันธ์ทั้งภายในและภายนอกองค์กร และนำระบบตรวจคัดเลือกและประเมินผลผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอ (TAS) มาอำนวยความสะดวกในการดำเนินการ


การจัดการความรู้ของเจ้าหน้าที่ศุลกากร เพื่อลดข้อพิพาทในการจำแนกประเภทพิกัดศุลกากรของกลุ่มสินค้าประเภทเคมีภัณฑ์, ศุภลักษณ์ วันแอเลาะ Jan 2022

การจัดการความรู้ของเจ้าหน้าที่ศุลกากร เพื่อลดข้อพิพาทในการจำแนกประเภทพิกัดศุลกากรของกลุ่มสินค้าประเภทเคมีภัณฑ์, ศุภลักษณ์ วันแอเลาะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับองค์ความรู้แบบชัดแจ้งและองค์ความรู้แบบฝังลึกในตัวบุคคลของเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการช่วยให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรสามารถจัดเก็บอากรศุลกากรของสินค้ากลุ่มประเภทเคมีภัณฑ์ได้อย่างถูกต้อง อีกทั้งยังสามารถระบุช่องว่างของการจัดการความรู้ภายในองค์กรเกี่ยวกับการจำแนกประเภทพิกัดศุลกากรสินค้าเคมีภัณฑ์เพื่อประโยชน์ทางภาษีต่อไป ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่า เจ้าหน้าที่ศุลกากรที่ปฏิบัติงานต้องอาศัยทั้งความรู้แบบฝังลึกและความรู้แบบชัดแจ้งในการปฏิบัติงาน ซึ่งได้รับจากประสบการณ์การทำงานในการเรียนรู้พิกัดศุลกากรสำหรับสินค้าเคมีภัณฑ์แต่ละชนิด การระบุผู้ประกอบการที่เคยมีประวัติการกระทำความผิด การเรียนรู้จากกรณีพิพาทเกี่ยวกับสินค้าเคมีภัณฑ์ และการมีความเข้าใจที่ดีเกี่ยวกับคุณสมบัติทางเคมี อย่างไรก็ตามพบว่าองค์กรยังขาดองค์ความรู้แบบชัดเจนในเชิงเทคนิคด้านการจำแนกและการระบุสินค้าที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกันหรืออาจมีพิกัดศุลกากรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกรมศุลกากรสามารถแก้ไขช่องว่างนี้ได้โดยการจัดฝึกอบรมในประเด็นดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งการจัดชุมชนนักปฏิบัติ (Community of Practice: CoP) เพื่อที่จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างบุคลากรในองค์กร


การศึกษาแนวทางบรรเทาภาวะหมดไฟในการทำงานของนักวิเคราะห์นโยบายและแผน กลุ่มเจเนอเรชั่นวาย (Generation Y) กรณีศึกษา สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล กรุงเทพมหานคร, ศุภอร กองเพ็ง Jan 2022

การศึกษาแนวทางบรรเทาภาวะหมดไฟในการทำงานของนักวิเคราะห์นโยบายและแผน กลุ่มเจเนอเรชั่นวาย (Generation Y) กรณีศึกษา สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล กรุงเทพมหานคร, ศุภอร กองเพ็ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาแนวทางการบรรเทาภาวะหมดไฟในการทำงานของนักวิเคราะห์นโยบายและแผน กลุ่มเจเนอเรชั่นวาย (Generation Y) กรณีศึกษา สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล กรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดภาวะหมดไฟในการทำงานของนักวิเคราะห์นโยบายและแผน อายุ 23-45 ปี ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Generation Y ทั้งนี้เพื่อนำผลการวิจัยที่ได้มากำหนดแนวทางในการบรรเทาภาวะหมดไฟในการทำงานของประชากรในกลุ่มนี้ การวิจัยนี้เริ่มจากการคัดครองผู้ที่มีภาวะหมดไฟจากแบบประเมินภาวะหมดไฟในการทำงาน พบว่ามีนักวิเคราะห์นโยบายและแผน ตอบแบบประเมิน 21 คนจากทั้งหมด 30 คน คิดเป็นอัตราการตอบกลับร้อยละ 70 และจำนวนผู้ตอบแบบประเมิน 8 ใน 21 คนนี้ มีภาวะหมดไฟในการทำงานในระดับสูงทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์ (Emotional Exhaustion) ด้านการเมินเฉยต่องาน (Cynicism) และด้านความสามารถในการทำงาน (Professional Efficacy) ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 38.10 ปัจจัยที่ก่อให้เกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน 5 อันดับแรก ได้แก่ ความเครียดจากผู้บริหาร สภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยต่อการทำงาน ค่าตอบแทนไม่เพียงพอ มีความตั้งใจลาออกจากงาน และโครงสร้างองค์กรแบบไซโล ในทางกลับกันปัจจัยที่ไม่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงาน คือ เพศ สถานภาพการสมรส และสัมพันธภาพกับเพื่อนร่วมงาน วิธีรับมือกับภาวะหมดไฟในการทำงานด้วยตนเอง ได้แก่ การปรับตัวในการทำงาน การมองโลกในแง่ดี การปลีกตัวออกจากงาน และการหาที่ปรึกษาเพื่อรับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะต่อองค์กรโดยการปรับโครงสร้างองค์กรที่ต้องสลายการทำงานแบบไซโลเพื่อเพิ่มการสื่อสารของคนในองค์กรให้เป็นในทิศทางเดียวกัน


การประสานงานเชิงการสื่อสารในฝ่ายงานกิจการสัมพันธ์ (Ca) บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19, สิรรัช วินิจฉัยกุล Jan 2022

การประสานงานเชิงการสื่อสารในฝ่ายงานกิจการสัมพันธ์ (Ca) บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19, สิรรัช วินิจฉัยกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัย การประสานงานเชิงการสื่อสารในฝ่ายงานกิจการสัมพันธ์ (CA) บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ชิ้นนี้ มีวัตถุประสงค์คือ (1) เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของการประสานงานเชิงการสื่อสารภายในฝ่ายงานระหว่างช่วงก่อนและช่วงการเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 (2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์และผลกระทบของการประสานงานเชิงการสื่อสารภายในฝ่ายงาน ช่วงการเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากร (3) เพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจของบุคลากรในฝ่ายงาน ที่มีต่อการประสานงานเชิงการสื่อสารภายในฝ่ายงานระหว่างช่วงก่อนและช่วงการเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกและการส่งแบบสอบถามให้แก่บุคลากรในฝ่ายงานงานกิจการสัมพันธ์ (CA) จำนวน 50 คน ผลการศึกษาพบว่า (1) การประสานงานเชิงการสื่อสารภายในฝ่ายงาน ช่วงก่อนและช่วงการเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มีความแตกต่างกัน (2) การประสานงานเชิงการสื่อสารภายในฝ่ายงาน ช่วงการเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มีความสัมพันธ์และมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากร 4 ใน 5 ด้านหลัก (3) บุคลากรในฝ่ายงานมีความพึงพอใจต่อการประสานงานเชิงการสื่อสารภายในฝ่ายงานช่วงการเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มากกว่าช่วงก่อนการเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19


การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเปลี่ยนสถานภาพจากข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย : กรณีศึกษากลุ่มข้าราชการสายวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี, สุรชัย แต่ผู้เจริญ Jan 2022

การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเปลี่ยนสถานภาพจากข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย : กรณีศึกษากลุ่มข้าราชการสายวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี, สุรชัย แต่ผู้เจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มี 3 วัตถุประสงค์ คือ 1) ศึกษาปัจจัยในการตัดสินใจเปลี่ยนสถานภาพจากข้าราชการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเปลี่ยนสถานภาพจากข้าราชการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย และ 3) เพื่อสำรวจความคิดเห็นของข้าราชการต่อปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเปลี่ยนสถานภาพเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษา คือ ข้าราชการ สายวิชาการ จำนวน 190 คน จากวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบไม่ใช้ความน่าจะเป็น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1) สถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าจำนวน ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) สถิติเชิงอนุมาน โดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับความสำคัญของปัจจัยโดยรวม มีผลต่อการตัดสินใจเปลี่ยนสถานภาพเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยอยู่ในระดับมาก โดยปัจจัยภายใน คือ แรงจูงใจ และปัจจัยแวดล้อม คือ ความมั่นคงในการทำงาน 2) ปัจจัยภายในและปัจจัยแวดล้อมไม่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเปลี่ยนสถานภาพเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยปัจจัยแวดล้อมมีค่าความสัมพันธ์มากกว่าปัจจัยภายใน 3) ระดับความคิดเห็นต่อปัจจัยโดยรวมมีผลต่อการตัดสินใจเปลี่ยนสถานภาพอยู่ในระดับปานกลาง โดยปัจจัยภายใน คือ ด้านเจตคติ และปัจจัยแวดล้อม คือ ด้านสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ ผลตรวจสอบสมมติฐาน พบว่าปัจจัยภายในและปัจจัยแวดล้อมไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจเปลี่ยนสถานภาพจากข้าราชการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 โดยปัจจัยแวดล้อมสามารถพยากรณ์ได้ร้อยละ 0.6 ส่วนปัจจัยแวดล้อมสามารถพยากรณ์ได้ร้อยละ 9.9


ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดและความเหนื่อยล้าของวิศวกรจราจรทางอากาศกลุ่มงาน Atsep (Air Traffic Safety Electronics Personnel) กรณีศึกษา สังกัดส่วนกลาง (ทุ่งมหาเมฆ สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง) บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด, หทัย หงส์ศิริวรรณ Jan 2022

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดและความเหนื่อยล้าของวิศวกรจราจรทางอากาศกลุ่มงาน Atsep (Air Traffic Safety Electronics Personnel) กรณีศึกษา สังกัดส่วนกลาง (ทุ่งมหาเมฆ สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง) บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด, หทัย หงส์ศิริวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดความเครียดและความเหนื่อยล้าในการปฏิบัติงานของวิศวกรจราจรทางอากาศ กลุ่มงาน ATSEP 2) ความแตกต่างระหว่างปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคลกับระดับความเครียดและความเหนื่อยล้าในการปฏิบัติงาน และ 3) แนวทางการจัดการกับความเครียดและความเหนื่อยล้าที่เกิดจากการปฏิบัติงาน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านแบบสอบถาม จำนวน 161 คน ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ ดังนี้ 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดและความเหนื่อยล้าในการปฏิบัติงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ สภาพแวดล้อม ครอบครัว และงาน ตามลำดับ ในขณะที่ ปัจจัยที่เกี่ยวกับปัจเจกบุคคลไม่ส่งผลต่อระดับความเครียดและความเหนื่อยล้าในการปฏิบัติงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) สถานภาพสมรสที่แตกต่างกันส่งผลให้ระดับความเครียดและความเหนื่อยล้าในการปฏิบัติงานแตกต่างกัน ในขณะที่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ระดับตำแหน่ง และอายุการปฏิบัติงานที่แตกต่างกันส่งผลให้ระดับความเครียดและความเหนื่อยล้าในการปฏิบัติงานไม่แตกต่างกัน 3) แนวทางการจัดการความเครียดและความเหนื่อยล้าในการปฏิบัติงานด้วยตนเอง ได้แก่ การทำงานอย่างเป็นระบบและพัฒนาตนเอง การพักผ่อน การปรึกษาผู้ที่ไว้วางใจ และการใช้ธรรมะ สำหรับแนวทางการจัดการความเครียดและความเหนื่อยล้าในการปฏิบัติงานโดยองค์กร ได้แก่ การเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวก การออกแบบองค์กรให้มีประสิทธิภาพ เป็นต้น


การศึกษาความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ, อโนชา ไชยหาญ Jan 2022

การศึกษาความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ, อโนชา ไชยหาญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการรับรู้การสนับสนุนจากองค์การและความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน และ 2) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และชั่วโมงการทำงานต่อวัน การรับรู้การสนับสนุนจากองค์การกับความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรองครักษ์ จังหวัดนครนายก จำนวน 98 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบไปด้วยแบบสอบถามแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่หนึ่งคือแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ส่วนที่สองเป็นแบบวัดการรับรู้การสนับสนุนจากองค์การ และส่วนที่สามเป็นแบบวัดความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบไคสแควร์ และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับของการรับรู้การสนับสนุนจากองค์การอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ส่วนระดับความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานอยู่ในระดับค่อนข้างสูง 2) อายุมีความสัมพันธ์กับความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และชั่วโมงการทำงานต่อวัน มีความสัมพันธ์ในทางบวกกับความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ 16.120, 12.724 และ 11.526 ตามลำดับ ส่วนการรับรู้การสนับสนุนจากองค์การมีความสัมพันธ์ในทางบวกกับความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ .349


แนวทางการใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นสำนักงานไร้กระดาษ : กรณีศึกษา กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน, อภิสรา ถึงสุขวงษ์ Jan 2022

แนวทางการใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นสำนักงานไร้กระดาษ : กรณีศึกษา กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน, อภิสรา ถึงสุขวงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานะการใช้กระดาษของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และวิธีการที่เหมาะสมในการนำลายเซ็นอิเล็กทรอกนิกส์มาใช้กับเอกสารทางราชการ รวมถึงแนวทางการเปลี่ยนแปลงองค์กรและบุคลากรที่เหมาะสม ในการใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ขับเคลื่อนกรมพัฒนาฝีมือแรงงานสู่การเป็นสำนักงานไร้กระดาษ ด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากบุคลากรจำนวน 7 คน และวิเคราะห์ตามกรอบแนวคิดทฤษฎีและหลักแนวคิดจากตัวอย่างงานวิจัยในต่างประเทศ ผลการศึกษา พบว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงานประสบความสำเร็จในการนำลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการออกหนังสือรับรองการพัฒนาฝีมือแรงงาน แต่หากเทียบสัดส่วนกับงานเอกสารอื่นๆ ภายในหน่วยงานถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก จึงกล่าวได้ว่ากรมพัฒนาฝีมือแรงงานยังมีสถานะเป็นสำนักงานกึ่งไร้กระดาษ ซึ่งหากจะพัฒนาไปสู่การเป็นสำนักงานไร้กระดาษ ผู้บริหารขององค์กรควรกำหนดนโยบายและแนวทางที่ชัดเจน เพื่อให้บุคลากรเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ แนวทางเหมาะสมที่สุด คือ การปรับเปลี่ยน “หนังสือภายใน” (แบบทั่วไป) ที่ไม่มีผลทางกฎหมาย ที่ยังใช้เป็นกระดาษและเซ็นด้วยปากกาอยู่ ให้เป็น“หนังสือภายในอิเล็กทรอนิกส์” โดยใช้ “ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์” จะเป็นวิธีการที่ทำให้บุคลากรทุกคนได้มีประสบการณ์ในการใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น


ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรฝ่ายจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, พรวิมล ชัยมานิตย์ Jan 2022

ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรฝ่ายจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, พรวิมล ชัยมานิตย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานเพื่อให้ทราบถึงปัญหาและอุปสรรค รวมทั้งแนวทางการพัฒนาปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร ของฝ่ายจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยใช้รูปแบบการศึกษาด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ จากการสัมภาษณ์แบบเชิงลึก โดยมีประชากรกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน ผู้รับบริการและผู้แทนกรมบัญชีกลาง ผลการศึกษาภายใต้กรอบแนวคิดปัจจัยภายในองค์กรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานตามหลักการของ McKinsey’s 7S Framework พบว่า ประสิทธิภาพการทำงานของผู้ปฏิบัติงานฝ่ายจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุ สามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างคุ้มค่า ทันเวลาและสร้างความพึงพอใจให้กับผู้รับบริการ โดยปัจจัยที่องค์การสามารถนำมาปรับแนวทางการบริหารจัดการเหมาะสม เสริมให้เกิดประสิทธิภาพในงานมากขึ้น ได้แก่ ด้านบุคลากรมีบุคลิกภาพและจำนวนเหมาะสม ด้านทักษะคือมีความรู้เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน และด้านค่านิยมร่วมที่เน้นการทำงานด้วยความรวดเร็วเท่าทันต่อสถานการณ์ นอกจากนี้ยังพบข้อจำกัดในการดำเนินการคือ มีการกำหนดลักษณะโครงสร้างองค์การแบบรวมศูนย์ทำให้เกิดการกระจุกตัวของการทำงานและอำนาจการตัดสินใจขึ้นอยู่กับผู้บริหารระดับสูง กลยุทธ์ที่ขาดความชัดเจนผู้ปฏิบัติงานไม่สามารถรับรู้ได้ถึงเป้าประสงค์ที่แท้จริงของผู้บริหารที่ใช้เป็นหลักในการดำเนินงานในองค์การ ระบบสารสนเทศหลายระบบปฏิบัติการเป็นการทำงานซ้ำซ้อนกันสร้างความยุ่งยากและเพิ่มภาระงานให้กับผู้ปฏิบัติงาน รูปแบบการบริหารที่ยังไม่ถูกนำมาใช้อย่างตรงวัตถุประสงค์จากการสื่อสารของผู้บริหารไม่ได้ถูกส่งผ่านไปยังผู้ใต้บังคับบัญชาตามที่ได้วางแนวทางการบริหารไว้ และการคัดเลือกบุคคลากรเป็นลักษณะงานสายสนับสนุนไม่ได้มีความเฉพาะทางวิชาชีพอาจจะทำให้บางครั้งความต้องการของผู้ปฏิบัติงานและองค์การไม่ตรงกันกระทบต่อแรงจูงใจ หากข้อจำกัดเหล่านี้ได้รับการปรับเปลี่ยนให้มีการกระจายโครงสร้างการปฏิบัติงานเน้นการกระจายอำนาจบริหารและนำความคิดเห็นของผู้ปฏิบัติงานมาใช้เป็นแนวทางพัฒนาการทำงานร่วมกันกับผู้บริหารก็จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพนำมาซึ่งประโยชน์ต่อองค์การมากยิ่งขึ้น


การศึกษาแนวทางในการบริหารจัดการความเครียดของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานรับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ สายด่วน 1567 ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย, เอกศักดิ์ อุ่นใจ Jan 2022

การศึกษาแนวทางในการบริหารจัดการความเครียดของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานรับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ สายด่วน 1567 ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย, เอกศักดิ์ อุ่นใจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่อง “การศึกษาแนวทางในการบริหารจัดการความเครียดของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานรับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ สายด่วน 1567 ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความเครียดของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และหาแนวทางบริหารจัดการความเครียด ด้วยวิธีวิจัยเชิงเอกสารเชิงเปรียบเทียบแนวทางการปฏิบัติที่ดี ตามกรอบแนวคิดการจัดการความเครียดอย่างเป็นระบบ และกรอบแนวคิดการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานแบบผสมผสานมุ่งเน้นความยืดหยุ่น และสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างจากผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน 10 คน ผลการศึกษา พบว่ามีปัจจัยภายในที่อยู่ในขอบเขตอำนาจศูนย์ดำรงธรรมที่ส่งผลต่อความเครียด ได้แก่ (1) ปัจจัยบทบาทหน้าที่ เกี่ยวข้องกับการเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามนโยบาย ความรับผิดชอบกับคำตอบ และ (2) การเป็นตัวกลางในการประสานงาน ส่วนปัจจัยภายนอกที่อยู่นอกขอบเขตอำนาจของศูนย์ดำรงธรรม ได้แก่ (1) ปัจจัยลักษณะงาน เกี่ยวข้องกับการรับสายเป็นเวลานาน การทราบปัญหา แต่ช่วยไม่ได้ และ (2) ปัจจัยผลตอบแทนและสวัสดิการ เกี่ยวข้องกับค่าล่วงเวลา ช่วงเวลาพักหรือเลิกงาน และวันลา วันหยุดประจำปี ทั้งนี้ ภายใต้แนวคิดกรอบการบริหารจัดการเชิงระบบและการทำงานแบบผสมผสานมุ่งเน้นความยืดหยุ่น ศูนย์ดำรงธรรม ควรสร้างแบบประเมินสาเหตุของความเครียดเพื่อหาแนวทางบริหารจัดการ ผู้นำองค์กรควรส่งเสริมการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมแบบสองทาง เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานเป็นทีมที่มุ่งเน้นความยืดหยุ่น เกิดการช่วยเหลือและแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ เพื่อสามารถรับมือกับผู้ร้องทุกข์ สิ่งเร้า และปริมาณงานที่ไม่สามารถควบคุมได้


แรงจูงใจของข้าราชการตำรวจในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ กรณีศึกษา ฝ่ายกิจการต่างประเทศ กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล, กณิศา สุภาแพ่ง Jan 2022

แรงจูงใจของข้าราชการตำรวจในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ กรณีศึกษา ฝ่ายกิจการต่างประเทศ กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล, กณิศา สุภาแพ่ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา แรงจูงใจในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพของข้าราชการตำรวจในสังกัดฝ่ายกิจการต่างประเทศ กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชากาตำรวจสันติบาลในปัจจุบัน เพื่อระบุแรงจูงใจที่ควรได้รับการปรับปรุง พัฒนา และเพื่อส่งผลให้เกิดการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ของข้าราชการตำรวจในสังกัดดังกล่าว โดยผู้วิจัยทำการศึกษาด้วยการสัมภาษณ์ประชากรกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชการตำรวจระดับผู้บริหาร และระดับปฏิบัติการ ในสังกัดฝ่ายกิจการต่างประเทศ กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล และผู้ปฏิบัติงานร่วม ผลจากการศึกษาพบว่าแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจในสังกัดฝ่ายกิจการต่างประเทศ กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสันติบาลให้มีประสิทธิภาพนั้น เกิดจากทั้งปัจจัยจูงใจและปัจจัยค้ำจุน โดยปัจจัยจูงใจที่สำคัญที่สุดคือ การได้รับการยอมรับโดยข้าราชการตำรวจในฝ่ายกิจการต่างประเทศที่มีความรู้ ความสามารถ ความถนัดที่แตกต่างกัน ได้รับการยอมรับจากผู้บังคับบัญชาและได้มอบหมายงานที่ท้าทาย และตรงกับความถนัด ซึ่งทำให้ข้าราชการตำรวจพึงพอใจในการปฏิบัติงาน และส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ปัจจัยค้ำจุนที่สำคัญที่สุดคือ ความสัมพันธ์กับหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานโดยผลการศึกษาพบว่าการที่ข้าราชการตำรวจในฝ่ายกิจการต่างประเทศ มีบรรยากาศความสัมพันธ์ที่ดีภายในที่ทำงาน ส่งผลให้เกิดความอยากมาทำงาน และส่งเสริมให้การปฏิบัติงานเป็นไปด้วยดี เพราะสามารถสนับสนุนและสื่อสารระหว่างกันภายในฝ่ายได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามการศึกษานี้พบว่า หากปัจจัยด้านความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เช่น ความชัดเจนของการกำหนดปริมาณงานที่ทำสำเร็จ มาตรฐานของแต่ละงาน แต่ละภารกิจ ลักษณะผลการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือการประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างตรงไปตรงมาและยุติธรรม และมีรางวัลหรือค่าตอบแทนพิเศษให้แก่ข้าราชการตำรวจ ได้รับการปรับปรุงให้เป็นรูปธรรมและนำไปใช้จริงได้ จะยิ่งส่งเสริมปัจจัยค้ำจุนให้สูงยิ่งขึ้น และผลักดันให้ข้าราชการตำรวจในสังกัดฝ่ายกิจการต่างประเทศ กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสันติบาลปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย