Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Articles 1 - 30 of 547

Full-Text Articles in Public Affairs, Public Policy and Public Administration

แนวทางในการเพิ่มประสิทธิผลการต่ออายุบัตรประจำตัวประชาชนตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน กรณีศึกษา สำนักทะเบียนอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี, นฤชา แดงเทศ Jan 2025

แนวทางในการเพิ่มประสิทธิผลการต่ออายุบัตรประจำตัวประชาชนตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน กรณีศึกษา สำนักทะเบียนอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี, นฤชา แดงเทศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บัตรประจำตัวประชาชนถือเป็นเอกสารทางราชการที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการใช้ชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะเพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานของรัฐ หรือเอกชน ในการเข้ารับสวัสดิการและการบริการต่างๆ อีกทั้งยังใช้เพื่อยืนยันตัวตน และแสดงสถานะบุคคลตามกฎหมายของไทย ทั้งนี้ ในปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการต่ออายุบัตรประชาชนภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาในการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ รวมถึงการบริการที่ควรจะได้รับอย่างถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ การวิจัยเรื่อง แนวทางในการเพิ่มประสิทธิผลการต่ออายุบัตรประจำตัวประชาชนตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน กรณีศึกษา สำนักทะเบียนอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี จึงมีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ส่งผลต่อการไม่มาต่ออายุบัตรประจำตัวประชาชนภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และ (2) เพื่อศึกษาถึงแนวทางในการเพิ่มประสิทธิผลการต่ออายุบัตรประจำตัวประชาชนตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน โดยงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการเก็บข้อมูลโดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก มีกลุ่มประชากรเป็นประชาชนในฐานะผู้รับบริการต่ออายุบัตรประจำตัวประชาชน จำนวน 12 คน และกลุ่มผู้บริหาร ปลัดอำเภอ และเจ้าหน้าที่ ในฐานะผู้ให้บริการ จำนวน 4 คน ผลการวิจัยพบว่า สาเหตุของการไม่มาต่ออายุบัตรประจำตัวประชาชนภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เกิดจากปัญหาและอุปสรรคด้านข้อมูล ด้านความรู้ความเข้าใจ และด้านความสะดวก ในขณะที่แนวทางในการเพิ่มประสิทธิผลการต่ออายุบัตรประจำตัวประชาชนนั้น พบว่า การปรับสัดส่วนบุคลากรให้เหมาะสม การเพิ่มจำนวนอุปกรณ์และปรับปรุงอุปกรณ์ให้มีความเสถียร และการให้บริการต่ออายุบัตรประจำตัวประชาชนออนไลน์ มีส่วนช่วยในการเพิ่มประสิทธิผลดังกล่าว ในส่วนข้อเสนอะแนะ (1) ยกระดับการให้บริการของสำนักทะเบียนอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นผ่านการปรับปรุงสภาพแวดล้อมและขั้นตอนการปฏิบัติงาน (2) พัฒนาระบบการแจ้งเตือนและการนัดหมายล่วงหน้า (3) ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์และสร้างความตระหนักรู้


กระบวนการขับเคลื่อนเทศบาลเมืองดอนสักจากบริบทเมืองทางผ่านสู่เมืองจุดหมายเชิงเศรษฐกิจ กรณีศึกษาเทศบาลเมืองดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี, ภูริภัทร เปลี่ยวจิตร Jan 2025

กระบวนการขับเคลื่อนเทศบาลเมืองดอนสักจากบริบทเมืองทางผ่านสู่เมืองจุดหมายเชิงเศรษฐกิจ กรณีศึกษาเทศบาลเมืองดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี, ภูริภัทร เปลี่ยวจิตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบท ทุน จุดแข็ง–จุดอ่อน และบทบาทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่เทศบาลเมืองดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภายใต้โจทย์การขับเคลื่อนจากเมืองทางผ่านไปสู่เมืองจุดหมายเชิงเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว โดยประยุกต์ใช้แนวคิดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ควบคู่กับแนวคิดการสร้างแบรนด์เมืองเป็นกรอบวิเคราะห์หลัก การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 4 กลุ่ม ได้แก่ ภาครัฐท้องถิ่น ผู้ประกอบการ ผู้นำชุมชนและเครือข่ายวัฒนธรรม ตลอดจนนักท่องเที่ยวและกลุ่มผู้สนใจจะเดินทางมาดอนสัก ประกอบกับการวิเคราะห์เอกสารและการสังเกตการณ์ภาคสนาม ผลการวิจัยพบว่า เมืองดอนสักยังคงถูกใช้และรับรู้ในฐานะเมืองทางผ่านที่เชื่อมโยงกับท่าเรือเป็นหลัก แม้จะมีทุนทางทะเลและวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง ได้แก่ วิถีประมง ปูม้าดอนสัก ประเพณีท้องถิ่น และศรัทธาต่อหลวงพ่อจ้อย แต่ทุนดังกล่าวยังไม่ถูกพัฒนาให้เป็นอัตลักษณ์เมืองและภาพลักษณ์ร่วมอย่างเป็นระบบ งานวิจัยจึงเสนอแนวทางเชิงนโยบาย ได้แก่ การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอัตลักษณ์แบบวันเดียว การจัดทำปฏิทินการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี การกำหนดแนวคิดแกนกลางของเมือง และการเสริมสร้างกลไกความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระดับพื้นที่


การพัฒนาความพร้อมในการออกมาตรการและขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของกรมการขนส่งทางราง ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator), อริสา เลิศจีรกุลวงศ์ Jan 2025

การพัฒนาความพร้อมในการออกมาตรการและขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของกรมการขนส่งทางราง ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator), อริสา เลิศจีรกุลวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้เป็นการศึกษาความพร้อมในการออกมาตรการและขับเคลื่อนการลดการปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของกรมการขนส่งทางราง ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) ซึ่งกรมการขนส่งทางราง ในฐานะหน่วยงานกำกับ ดูแล และส่งเสริมการพัฒนาระบบราง จึงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ระบบราง เป็นกลไกหลักในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ โดยการกำหนดนโยบาย มาตรการ และมาตรฐานที่สอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพร้อมในองค์กร เพื่อเป็นผู้กำหนดการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของกรมการขนส่งทางราง และเพื่อเสนอแนวทาง ในการยกระดับความพร้อมของกรมการขนส่งทางรางในการขับเคลื่อนมาตรการสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษาดังกล่าวได้นำแนวคิดความพร้อมภายในองค์กร ของ Bryan J. Weiner (2009) โดยอธิบายถึงองค์ประกอบความพร้อมไว้ 5 ด้าน ได้แก่ วัฒนธรรมองค์ นโยบายและขั้นตอน การบริหารงานที่ผ่านมาในอดีต ทรัพยากรองค์ และโครงสร้างองค์กร ประกอบกับแนวคิดการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม (Collaborative Governance) ของพัชรี สิโรรส (2550) ซึ่งผลการศึกษาพบว่า กรมการขนส่งทางรางมีความพร้อมที่สามารถผลักดันและขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคการขนส่งทางราง รวมทั้ง เปิดโอกาส ให้ทุกภาคส่วน ทั้งภายในและภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมกำหนดทิศทางมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น การจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็น การตั้งคณะทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอก การประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน การดำเนินงานในลักษณะดังกล่าวช่วยสร้างความโปร่งใส เพิ่มการยอมรับเชิงนโยบาย อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดบางประการ ได้แก่ ต้นทุนด้านงบประมาณ ข้อจำกัดทางกฎหมาย สมรรถนะเฉพาะทางของบุคลากร รวมถึงการขาดคู่มือหรือแนวทางการดำเนินงาน ด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นรูปธรรมและใช้ได้จริงในระดับปฏิบัติ


ความเข้าใจและการยอมรับพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีผลต่อพฤติกรรมเชิงจริยธรรม: กรณีศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัด, สหภัค จันทศร Jan 2025

ความเข้าใจและการยอมรับพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีผลต่อพฤติกรรมเชิงจริยธรรม: กรณีศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัด, สหภัค จันทศร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาแนวโน้มความเข้าใจพระราชบัญญัติมาตรฐาทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ที่ประกอบด้วยความรู้เชิงจริยธรรมจากมิติความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริงและการตีความกฎหมาย และเหตุผลเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด 2) เพื่อศึกษาแนวโน้มการยอมรับพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ที่ประกอบด้วยทัศนคติเชิงจริยธรรม และปัจจัยการกำหนดตนเอง (Self-Determination Theory: SDT) ของเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัด 3) เพื่อศึกษาแนวโน้มพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัดต่อพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 4) เพื่อศึกษาแนวโน้มพัฒนาการจริยธรรมของ Kohlberg จากเหตุผลเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัดตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 5) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านความรู้เชิงจริยธรรมจากมิติความรู้ ที่เป็นข้อเท็จจริงและการตีความกฎหมาย ด้านเหตุผลเชิงจริยธรรม และด้านปัจจัยการกำหนดตนเอง (Self-Determination Theory: SDT) ที่มีผลต่อทัศนคติเชิงจริยธรรม และ 6) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านความรู้เชิงจริยธรรม ด้านทัศนคติเชิงจริยธรรม และด้านเหตุผลเชิงจริยธรรมที่มีผลต่อพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัดต่อพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบผสมผสาน ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณจากการสำรวจจากแบบสอบถามเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 18 แห่งทั่วประทศ โดยมีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 543 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพ จากการทบทวนวรรณกรรมและเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เจาะลึก จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 17 คน ผลการวิจัย มีดังนี้ 1) แนวโน้มเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ตอบแบบสอบมีความเข้าใจพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 จากความรู้เชิงจริยธรรมที่มาจากมิติความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริงเจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถตอบข้อคำถามถูกมากกว่าร้อยละ 70 ทุกข้อ และเจ้าหน้าที่ของรัฐส่วนใหญ่ร้อยละ 96.13 มีผลคะแนนผ่านเกณฑ์การทดสอบความรู้ความสามารถทั่วไป (ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60) ด้านการตีความกฎหมายส่วนใหญ่คิดว่าพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มีความชัดเจน สามารถอ่านแล้วเข้าใจได้ ร้อยละ 57.09 ไม่มีความซ้ำซ้อนของเนื้อหา ร้อยละ 76.06 และสามารถอธิบายความหมายได้ทั้งหมด ส่วนด้านเหตุผลเชิงจริยธรรมภาพรวมต่อการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ร้อยละ 80.48 คือ เป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ของรัฐพึงปฏิบัติ 2) แนวโน้มการยอมรับพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 จากทัศนคติเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐทัศนคติที่ค่อนข้างเห็นด้วย …


ปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหางานพัสดุภาครัฐก่อน และหลังสถานการณ์โควิด-19 ศึกษากรณี : ธนาคารออมสิน, ยศภัทร ช่วงมณี Jan 2024

ปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหางานพัสดุภาครัฐก่อน และหลังสถานการณ์โควิด-19 ศึกษากรณี : ธนาคารออมสิน, ยศภัทร ช่วงมณี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์เรื่อง ปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหางานพัสดุภาครัฐก่อนและหลังสถานการณ์โควิด-19 ศึกษากรณีธนาคารออมสิน โดยศึกษาด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพจากเอกสารที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์แบบเชิงลึกจากบุคลากร ที่เกี่ยวข้องกับงานพัสดุ ธนาคารออมสิน เพื่อศึกษาผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ปัญหาและความท้าทาย ตลอดจนวิธีการแก้ไขปัญหาของการบริหารงานพัสดุของธนาคารออมสินจากการศึกษาพบว่า ผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้ธนาคารออมสินต้องพิจารณาชะลอหรือยกเลิกโครงการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งโครงการต่างๆ ที่อยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในช่วงสถานการณ์ดังกล่าว การดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมาย ระเบียบ เป็นไปได้ยาก เนื่องจากในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีความจำเป็นจะต้องมีการประชุมหารือร่วมกันในรูปแบบคณะกรรมการต่างๆ และยังไม่สามารถประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ เพราะกฎหมาย และระเบียบ ในขณะนั้น ยังไม่รับรองให้สามารถปฏิบัติได้ ประกอบกับการบริหารงานด้านทรัพยากรบุคคลมีความแตกต่างจากก่อนมีสถานการณ์โควิด-19 เพราะภายหลังเกิดสถานการณ์โควิด-19 ธนาคารออมสินมีการปรับลดอัตรากำลังโดยไม่ทดแทนพนักงานที่เกษียณอายุ ส่งผลให้การปฏิบัติงานเกิดความล่าช้า รวมทั้งการประสานงานกับหน่วยงานอื่น ๆ เป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากจะต้องมีการจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการตรวจรับพัสดุ เช่น การกำหนดรายละเอียดขอบเขตของงาน (Term of Reference : TOR) การกำหนดวิธีการจัดซื้อจัดจ้าง การจัดทำจัดสัญญาและการตรวจรับงาน ตลอดจนการจัดเก็บเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอุปกรณ์หรือเครื่องมือไม่สอดคล้องกับมาตรการลดงานเอกสารขององค์กรอย่างไรก็ตาม แนวทางการพัฒนาและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีความคล่องตัว ในการปฏิบัติงาน หน่วยงานควรกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้สามารถจัดทำและนำเสนองานให้ผู้บริหารอนุมัติในรูปแบบระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลในรูปแบบระบบออนไลน์ ทั้งนี้แม้ว่าภายหลังจากที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ยุติลง องค์กรควรที่จะถอดบทเรียนจากสถานการณ์ดังกล่าวมาใช้ในการเรียนรู้ โดยเฉพาะการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือการยอมรับเรื่องการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ระเบียบวิธีปฏิบัติต่างๆ เพื่อลดระยะเวลาหรือขั้นตอนการปฏิบัติต่างๆ เพื่อให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างไปเป็นอย่างรวดเร็วและกระชับเวลาได้มากยิ่งขึ้น


แนวทางการส่งเสริมคุณธรรมของหน่วยงานภาครัฐไทยผ่านกลไกแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรม: กรณีศึกษากรมการพัฒนาชุมชน, กมลชัย สุวรรณรงค์ Jan 2024

แนวทางการส่งเสริมคุณธรรมของหน่วยงานภาครัฐไทยผ่านกลไกแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรม: กรณีศึกษากรมการพัฒนาชุมชน, กมลชัย สุวรรณรงค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานตามแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมของกรมการพัฒนาชุมชน และเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ของแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมของกรมการพัฒนาชุมชน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การเก็บข้อมูลจากเอกสารของหน่วยงานและการสัมภาษณ์ผู้ปฏิบัติงานและผู้มีความรู้เกี่ยวกับการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมภาครัฐ และ มีประสบการณ์ในการส่งเสริมคุณธรรม ของกรมการพัฒนาชุมชน จำนวนรวม 8 คน โดยมีข้อค้นพบ จากงานวิจัยฉบับนี้ ผลการดำเนินงานตามแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรม คือ 1) กิจกรรม โครงการ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมองค์กรคุณธรรม 2) การมีส่วนร่วม ความสามัคคีของบุคลากร 3) พฤติกรรม หรืออุปนิสัยของบุคลากร 4) วัฒนธรรมองค์กร 5) ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และ ในส่วนของผลสัมฤทธิ์การดำเนินงานตามแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรม 1) ผลผลิต (Outputs) รูปเล่มเอกสารสรุปและรายงานผลการดำเนินงาน และวิดีทัศน์เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลสำเร็จของการดำเนินงาน 2) ผลลัพธ์ (Outcomes) การจัดการความรู้ และ ความเข้าใจการถ่ายทอดองค์ความรู้ 3) ความคุ้มค่า คือการดำเนินงานด้าน การส่งเสริมองค์กรคุณธรรมไม่ได้มีการจัดทำงบประมาณ เพิ่มเติม โดยพบว่า การดำเนินงานตามแผน การขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมของกรมการพัฒนาชุมชน ส่งผลให้องค์กรมีแนวทางการปฏิบัติที่มีคุณธรรมก่อให้เกิดโครงการ กิจกรรมใหม่ๆ ที่สร้างคุณธรรมให้กับบุคลากรในองค์กร โดยเน้นการมีส่วนร่วม ของทุกฝ่ายในแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมให้บุคลากรทุกระดับมีส่วนในการแสดงความคิดเห็นและ ร่วมดำเนินการโครงการ กิจกรรมต่าง ๆ เพื่อทำให้เกิดพฤติกรรมหรืออุปนิสัยที่มีคุณธรรม ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานตามภารกิจหน้าที่ของบุคลากร และได้เกิดผลสัมฤทธิ์การส่งเสริมองค์กรคุณธรรม ส่งผลต่อความสำเร็จของการดำเนินงานตามเป้าหมายของแผนการขับเคลื่อน องค์กรคุณธรรมในองค์กร


ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลของบุคลากร กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สังกัดส่วนกลาง, ณัฐณิชา บรรดาศักดิ์ Jan 2024

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลของบุคลากร กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สังกัดส่วนกลาง, ณัฐณิชา บรรดาศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัล และปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลของบุคลากรกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สังกัดส่วนกลาง โดยเป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีการเก็บข้อมูลในรูปแบบแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างของข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจำ ที่ปฏิบัติงานในตำแหน่งต่าง ๆ จากหน่วยงานภายในสังกัดส่วนกลางของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน รวมจำนวน 256 คน และประมวลผลข้อมูลผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างในภาพรวมยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลระดับมาก เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ในส่วนของปัจจัยทางด้านภูมิหลังของประชากร พบว่าตำแหน่งงานนิติกรมีระดับการยอมรับการเปลี่ยนแปลงสูงกว่าตำแหน่งงานเจ้าพนักงานธุรการ และในส่วนของปัจจัยจูงใจ พบว่าปัจจัยด้านการสื่อสารนโยบายและการปฏิบัติ และปัจจัยด้านระบบการดำเนินงาน ส่งผลต่อระดับการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลของบุคลากรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี และปัจจัยด้านการพัฒนาบุคลากร ไม่ส่งผลต่อการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลของบุคลากรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นกรมจึงควรมุ่งพัฒนาการสื่อสารนโยบายและการมีคู่มือการปฏิบัติงาน รวมถึงการพัฒนาระบบการดำเนินงานให้มีความง่ายในการใช้งาน และอาจมีการพัฒนาในด้านอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น การพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะการจัดอบรมให้ความรู้ เพื่อเป็นช่องทางในการสื่อสารนโยบาย และเพื่อทำให้บุคลากรมีระดับการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลเพิ่มขึ้น


การศึกษาแรงจูงใจในการเลือกเข้าทํางานระหว่างหน่วยงานเอกชนและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ (องค์การเภสัชกรรม) ของกลุ่ม Generation Z, พริมา วิริยาทรพันธุ์ Jan 2024

การศึกษาแรงจูงใจในการเลือกเข้าทํางานระหว่างหน่วยงานเอกชนและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ (องค์การเภสัชกรรม) ของกลุ่ม Generation Z, พริมา วิริยาทรพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

-


การศึกษาองค์การที่แปรรูปเป็นรัฐวิสาหกิจ กรณีศึกษา บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน (ทอท.), ศศิภา ดิษฐกุล Jan 2024

การศึกษาองค์การที่แปรรูปเป็นรัฐวิสาหกิจ กรณีศึกษา บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน (ทอท.), ศศิภา ดิษฐกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์การที่ผ่านกระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยมุ่งเน้นกรณีศึกษาของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญที่มีบทบาทในการบริหารจัดการท่าอากาศยานหลักของประเทศไทย งานวิจัยนี้วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในด้านโครงสร้างองค์การ การบริหารจัดการ และประสิทธิภาพการดำเนินงาน หลังจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นองค์การมหาชนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 จนถึงปัจจุบัน โดยใช้กรอบการวิจัยที่ครอบคลุมทั้งมิติด้านการเงิน การให้บริการ กระบวนการภายใน และการเรียนรู้และพัฒนา เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบในเชิงลึกและประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องวิธีการศึกษาใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ โดยรวบรวมข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้บริหารและบุคลากรของ ทอท. รวมถึงการสังเกตการณ์และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเปรียบเทียบ ผลการศึกษาพบว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในเชิงโครงสร้างองค์กร ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารงาน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ การแปรรูปยังช่วยให้การดำเนินงานของ ทอท. มีความโปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันยังคงมีความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาประสิทธิภาพในระยะยาวผลการศึกษานี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้เข้าใจถึงกระบวนการและผลลัพธ์ของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในกรณีของ ทอท. เท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปปรับใช้ในการพัฒนานโยบายและแนวทางการบริหารจัดการองค์กรภาครัฐอื่น ๆ ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการในอนาคต


ปัญหาและอุปสรรคในการตรวจสอบสินค้าเพื่อคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับนักท่องเที่ยว: กรณีศึกษาฝ่ายบริการผู้โดยสารที่ 3 สำนักงานศุลกากรท่าอากาศยานดอนเมือง, ณัฐกร โชติช่วย Jan 2024

ปัญหาและอุปสรรคในการตรวจสอบสินค้าเพื่อคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับนักท่องเที่ยว: กรณีศึกษาฝ่ายบริการผู้โดยสารที่ 3 สำนักงานศุลกากรท่าอากาศยานดอนเมือง, ณัฐกร โชติช่วย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในกระบวนการตรวจสอบสินค้าเพื่อคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Refund) สำหรับนักท่องเที่ยว กรณีศึกษาฝ่ายบริการผู้โดยสารที่ 3 สำนักงานศุลกากรท่าอากาศยานดอนเมือง โดยเน้นวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลให้กระบวนการดังกล่าวเกิดความล่าช้า อันนำมาซึ่งข้อร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร รวมถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน และแนวทางในการแก้ไขปัญหาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อการศึกษาที่ครอบคลุมและชัดเจนผู้เขียนได้แบ่งการศึกษาออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการสื่อสาร ด้านกฎระเบียบ และด้านเทคโนโลยี งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-Structured Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่ปฏิบัติงาน ณ จุดบริการ VAT Refund หัวหน้าฝ่ายบริการผู้โดยสารที่ 3 และผู้อำนวยการฝ่ายบริการผู้โดยสาร สำนักงานศุลกากรท่าอากาศยานดอนเมือง รวมถึงนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการ ผลการวิจัยพบว่าปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญ ได้แก่ ความล่าช้าจากกระบวนการตรวจสอบเอกสารและสินค้าซึ่งเกิดจากการขาดการจัดเตรียมข้อมูลล่วงหน้าของผู้รับบริการ การประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ยังไม่มีความสอดคล้องกัน ข้อกำหนดด้านกฎระเบียบที่ซับซ้อนและมีความเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง รวมถึงการขาดการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนให้แก่นักท่องเที่ยว ส่งผลให้นักท่องเที่ยวมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับขั้นตอนและข้อกำหนดในการคืนภาษี


การจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน กรณีศึกษา : สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติฯ, อาชว์ สุวรรณพงษ์ Jan 2024

การจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน กรณีศึกษา : สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติฯ, อาชว์ สุวรรณพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง การจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน: กรณีศึกษาสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการจัดการการท่องเที่ยวของสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากในปัจจุบัน และ 2) เสนอแนวทางการพัฒนาการจัดการสถานที่ท่องเที่ยวให้มีความยั่งยืนในระยะยาว โดยการวิจัยนี้ใช้วิธีการเชิงคุณภาพ ผ่านการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง การศึกษาข้อมูลจากงานวิจัยและเอกสารอื่น ๆ ตลอดจนการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่างซึ่งประกอบไปด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ประชาชนในพื้นที่ตำบลเดิมบาง หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน รวมถึงบุคคลสำคัญและอดีตข้าราชการระดับสูงของจังหวัดสุพรรณบุรีผลการวิจัยพบว่า การจัดการพื้นที่ของสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติฯ จะประสบความสำเร็จต้องเกิดจากการทำงานร่วมกันของชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน โดยมีการพัฒนาและปรับปรุงพื้นที่ การประชาสัมพันธ์ที่ทันสมัย และการจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับวิถีชุมชน การกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น รวมทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมในพื้นที่ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยส่งเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวและสร้างความยั่งยืนให้กับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมจากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาการจัดการการท่องเที่ยวให้มีความยั่งยืนในบริบทของสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือที่เป็นเอกภาพจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การพัฒนาสามารถบรรลุเป้าหมายของความยั่งยืนในสามมิติหลัก ได้แก่ 1) มิติด้านสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ 2) มิติด้านสังคม ด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน และ 3) มิติด้านเศรษฐกิจ โดยการสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการกระจายรายได้สู่คนในท้องถิ่นอย่างทั่วถึงและยั่งยืน


การศึกษาผลกระทบจากมาตรการภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ปี พ.ศ. 2559 ต่อมลพิษทางอากาศ, พลพัชร พัชรปิยะกุล Jan 2024

การศึกษาผลกระทบจากมาตรการภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ปี พ.ศ. 2559 ต่อมลพิษทางอากาศ, พลพัชร พัชรปิยะกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาประสิทธิภาพของมาตรการในการควบคุมมลพิษจากรถยนต์ และอิทธิพลของมาตรการในการควบคุมมลพิษจากรถยนต์ ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดและอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ที่นั่งส่วนบุคคลในประเทศไทย โดยศึกษาจากข้อมูลมลพิษในรถยนต์ โดยใช้ข้อมูลมลพิษและอุตสาหกรรมรถยนต์ในปี พ.ศ. 2554 ถึง 2565 โดยจะทำการแบ่งชุดข้อมูลออกเป็นสองช่วงคือช่วงระหว่าง พ.ศ. 2554 ถึง 2558 และ ช่วงระหว่าง พ.ศ. 2559 ถึง พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นช่วงก่อนและหลังผลกระทบภายหลังการเปลี่ยนแปลงจากการดำเนินนโยบายส่งเสริมการใช้งานรถยนต์ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย พบว่า ปริมาณการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO₂) ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO₂) ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) หลังจากการบังคับใช้นโยบายมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สวนทางกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) กลับเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ถึงแม้ในช่วงปี 2563 ประเทศไทยจะเผชิญกับปัญหาการระบาดของโรคโควิด 19 แสดงให้เห็นว่ามาตรการทางกฎหมายที่มุ่งควบคุมมลพิษจากรถยนต์ของประเทศไทยนั้นไม่ส่งประสิทธิภาพเท่าที่ควร หากแต่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการเลือกซื้อรถยนต์ที่มีการเปลี่ยนแปลงจากเครื่องยนต์เบนซินเป็นเครื่องยนต์ดีเซล เครื่องยนต์ไฮบริด และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) มากขึ้น


ผลกระทบ ข้อจำกัด และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ : กรณีศึกษาพื้นที่ อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา, สุดา บุดชาดี Jan 2024

ผลกระทบ ข้อจำกัด และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ : กรณีศึกษาพื้นที่ อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา, สุดา บุดชาดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัย เรื่อง ผลกระทบ ข้อจำกัด และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ :กรณีศึกษาพื้นที่ อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาข้อจำกัดและผลกระทบของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีต่อผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในพื้นที่อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา 2. เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ส่งผลต่อข้อจำกัดของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในพื้นที่อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา และ 3. เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการปรับปรุงและพัฒนาโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่อไป ซึ่งการศึกษาในครั้งนี้มีระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในพื้นที่อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา จำนวน 380 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือการศึกษาวิจัย และระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ใช้วิธีการเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ ผู้นำในพื้นที่ และผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งนี้ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามใช้สถิติเชิงพรรณนาค่าความถี่ ร้อยละ และการวิเคราะห์ Probit and Logistic Regression เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลส่วนบุคคลกับผลกระทบเชิงข้อจำกัด ผลการศึกษาวิจัย พบว่า การเข้าร่วมโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่งผลกระทบเชิงประโยชน์อยู่ในระดับมาก ในเรื่องของการช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าในครัวเรือน แต่ในเรื่องของสวัสดิการค่าเดินทาง และการส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้น มีความสามารถชำระหนี้ และการส่งผลในการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐเพิ่มเติม การศึกษาและการพัฒนาอาชีพ ครอบครัว อยู่ในระดับน้อย ส่วนด้านปัจเจกบุคคลภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง และในส่วนของผลกระทบเชิงข้อจำกัด พบว่า สวัสดิการค่าอุปโภคและบริโภคไม่เพียงพอ และสวัสดิการเกี่ยวกับค่าเดินทางไม่ได้ใช้ในพื้นที่ และในส่วนข้อจำกัดด้านรายได้ คือ ยังไม่สามารถนำไปสู่การชำระหนี้ได้ ด้านการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ คือ ไม่ส่งผลให้ได้รับความช่วยเหลือเพิ่มเติม เนื่องจากการใช้สิทธิบางอย่างต้องมีการลงทะเบียน การศึกษาและการพัฒนาอาชีพ คือ ยังไม่สามารถทำให้เข้าถึงแหล่งรายได้ใหม่ได้ จึงนำไปสู่การไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนภายในระบบได้ โดยภาพรวมการเข้าร่วมโครงการประชาชนจะใช้ค่าใช้จ่าย เกี่ยวกับการอุปโภคและบริโภค ซึ่งใช้จ่ายต่ำกว่าเส้นความยากจน ที่กำหนดเกณฑ์ไว้ที่ 2,710 บาท จึงกล่าวได้ว่า การเข้าร่วมโครงการยังคงทำให้เผชิญกับปัญหาความยากจนอยู่ โดยเมื่อทดสอบหาปัจจัยที่มีผลต่อข้อจำกัด พบว่า ในบริบทพื้นที่มีความแตกต่างเกี่ยวกับ เพศ อาชีพ อายุ บทบาทการเป็นผู้นำครอบครัว จำนวนสมาชิกในครอบครัว ปัญหาหนี้สิน ฯลฯ ซึ่งส่งผลทำให้เกิดข้อจำกัดที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ในบริบทพื้นที่ภาพรวมส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และอาศัยเป็นครอบครัว มีจำนวนสมาชิกในครัวเรือนตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ความจำเป็นในการใช้สวัสดิการของรัฐ คือ ค่าอุปโภคและบริโภค …


บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก: กรณีศึกษา จังหวัดชลบุรี, หทัยทัต ทองรอด Jan 2024

บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก: กรณีศึกษา จังหวัดชลบุรี, หทัยทัต ทองรอด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ในจังหวัดชลบุรี มีวัตถุประสงค์หลักในการศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการจัดการขยะมูลฝอยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายในจังหวัด รวมทั้งจัดทำข้อเสนอแนะปรับปรุงแนวทางในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนในพื้นที่ ซึ่งงานศึกษาใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ ผ่านการทบทวนเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลที่มีความรู้ความเข้าใจด้านการจัดการขยะมูลฝอยในพื้นที่จังหวัดชลบุรี งานศึกษานี้พบว่า หน่วยงานภาครัฐส่วนกลางมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการจัดทำแผนสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการกำหนดนโยบายและกรอบทิศทางการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทหลักเป็นผู้นำนโยบายไปปฏิบัติจริง อย่างไรก็ตาม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งซึ่งมีบริบทที่แตกต่างกัน ไม่สามารถปฏิบัติตามนโยบายที่หน่วยงานภาครัฐส่วนกลางได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับล่างแทบไม่มีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำแผนสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ในขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับบนมีบทบาทเพียงการเข้าร่วมประชุมเพื่อรับทราบข้อมูลเพียงเท่านั้น ในขณะที่ ในระดับปฏิบัติหน่วยงานภาครัฐส่วนกลางไม่มีบทบาทโดยตรง แต่เป็นบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับล่างและนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดชลบุรี ซึ่งไม่มีการบูรณาการระหว่างกันแต่อย่างใด โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับล่างต้องรับภาระจากขยะมูลฝอยที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรมและชุมชนเมืองจากประชากรแฝง ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในพื้นที่ งานศึกษานี้เสนอให้มีการปรับปรุงขอบเขตอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้สามารถรวมกลุ่มหรือร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในลักษณะสหการได้ รวมทั้งเพิ่มความเป็นอิสระให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่สำหรับการบริหารจัดการบุคลากรและเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้งการสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดชลบุรีนำแหล่งรายได้ที่สามารถจัดเก็บได้เอง มาพัฒนาและบริหารจัดการขยะมูลฝอยและดูแลประชาชนในพื้นที่ของตนได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยควรมีบทบาทเพิ่มมากยิ่งขึ้นในการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานภาครัฐส่วนกลางกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น


การศึกษารูปแบบการจ้างงานภายนอก (Outsource) ที่เหมาะสมกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ: กรณีศึกษา ฝ่ายการพัสดุ ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่, ณัฐกานต์ ลิ้มรุ่งโรจน์ Jan 2024

การศึกษารูปแบบการจ้างงานภายนอก (Outsource) ที่เหมาะสมกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ: กรณีศึกษา ฝ่ายการพัสดุ ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่, ณัฐกานต์ ลิ้มรุ่งโรจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบ รายละเอียดการดำเนิน รวมถึงปัญหา และอุปสรรคในกระบวนการดำเนินการเกี่ยวกับการจ้างงานภายนอก (Outsource) ของฝ่ายการพัสดุ ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ พร้อมทั้งสามารถนำผลการศึกษาไปเป็นแนวทางในการพัฒนาประสิทธิภาพในการจ้างงานภายนอก (Outsource) ของฝ่ายการพัสดุ ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ ในอนาคตต่อไป โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) อาศัยวิธีการสัมภาษณ์ แบบเจาะลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key informants) ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดำเนินงาน และการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร (Documentary Research) ผลการศึกษาวิจัยพบว่า การจ้างบริหารจัดการคลังพัสดุมีรูปแบบวิธีการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีคัดเลือก ตามมาตรา 56 (1) (ข) ของพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นการให้บริการ โดยผู้ประกอบการที่มีฝีมือเฉพาะ มีความชำนาญ หรือมีทักษะสูง และผู้ประกอบการนั้นมีจำนวนจำกัด รวมทั้งคณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีคัดเลือกใช้เกณฑ์ราคาประกอบการพิจารณา ซึ่งเป็นการเปิดให้กลไกตลาดเข้าทำงาน โดยบริษัทเอกชนผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้ให้บริการด้าน Warehouse for e-commerce หรือคลังสินค้าสำหรับธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ สำหรับปัญหาและอุปสรรคของการจ้างบริหารจัดการคลังพัสดุ ประกอบด้วยสาเหตุหลัก 1) การออกแบบรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะ (TOR) ของหน่วยงานไม่รัดกุมเพียงพอ 2) โครงสร้างองค์กรและระบบรักษาความปลอดภัยสารสนเทศ ของธนาคารมีลำดับขั้นบังคับบัญชาและมีชั้นความลับสูง รวมถึงการจัดเก็บข้อมูลและการจัดการข้อมูลต้องจัดเก็บที่ Server และต้องติดตั้งภายในธนาคารออมสินเท่านั้น 3) การสูญเสียทรัพยากร เนื่องจากมีพนักงานของบริษัทเอกชนผู้ได้รับการคัดเลือกทุกจริต ลักขโมยทรัพย์สินของธนาคาร


ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการเลือกวิธีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในเขตพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ, กฤติยา วงศ์ใหญ่ Jan 2024

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการเลือกวิธีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในเขตพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ, กฤติยา วงศ์ใหญ่

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จากการศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านระบบออนไลน์ และสาเหตุที่ส่งผลให้ผู้เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบกระดาษ ณ สรรพากรพื้นที่สาขา 2) เพื่อเสนอแนะแนวทางทางการพัฒนาระบบการยื่นแบบฯ ผ่านระบบออนไลน์ และส่งเสริมให้ประชาชน ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านระบบออนไลน์ โดยการวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ ซึ่งได้ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล จากกลุ่มตัวอย่างผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในเขตพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 400 คน ตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างโดยไม่ได้อาศัยทฤษฎีความน่าจะเป็น ด้วยวิธีการสุ่มแบบโควตา กลุ่มผู้เสียภาษียื่นแบบฯ ผ่านระบบออนไลน์ จำนวน 378 ตัวอย่าง และกลุ่มผู้เสียภาษียื่นแบบฯ กระดาษ จำนวน 22 ตัวอย่างผลการศึกษาพบว่า 1) ปัจจัยด้านประชากรและสังคมได้แก่ ช่วงอายุ อาชีพ 2) ปัจจัยด้านพฤติกรรมการยื่นแบบฯ 3) ปัจจัยด้านการยอมรับเทคโนโลยี ได้แก่การรับรู้ประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในเรื่องทำให้ได้รับเงินคืนภาษีเร็วขึ้นและทำให้รู้สึกประหยัดเวลา การรับรู้ความง่ายต่อการใช้งาน และ 4) ปัจจัยความสำเร็จของระบบสารสนเทศ ได้แก่ ปัจจัยด้านคุณภาพระบบ ปัจจัยด้านคุณภาพของข้อมูล ปัจจัยคุณภาพ ส่งผลต่อการเลือกวิธีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคธรรมดาแตกต่างกัน


การศึกษานโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย, ปิยราษฎร์ สุขราษฎร์ Jan 2024

การศึกษานโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย, ปิยราษฎร์ สุขราษฎร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษา “นโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ ในประเทศไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารายละเอียดของนโยบาย ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติตามนโยบาย และเพื่อนำผลการศึกษามากำหนดแนวทางการส่งเสริมให้มีการเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยมากขึ้น โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกจากบุคลากรของกรมการจัดหางาน ที่เกี่ยวข้องกับการนำนโยบายไปปฏิบัติทั้งระดับอำนวยการและระดับปฏิบัติการรวมถึงผู้รับบริการจากนโยบาย การศึกษานโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย เป็นการศึกษาโดยใช้แนวคิดวงจรนโยบาย (Policy Cycle) มีขั้นตอนการก่อตัวของนโยบายจากแนวคิดพหุกระแส ได้แก่ กระแสปัญหาที่เกิดจากความไม่เหมาะสมของเนื้อหาภาพยนตร์ การเข้ามาแย่งงานคนไทย กระแสนโยบาย จากอุดมการณ์แบบชาตินิยมของรัฐบาล และกระแสการเมืองจากการกดดันของสื่อมวลชนที่มีอิทธิพล หลังจากนั้นจะเป็นกระแสปัญหาจากความไม่ชัดเจนของขั้นตอนการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระแสนโยบายคือการมีคณะกรรมการภาพยนตร์และวิดีทัศน์แห่งชาติคอยผลักดันมาตรการต่าง ๆ และกระแสการเมืองคือการกำหนดนโยบายซอฟต์พาวเวอร์เป็นนโยบายระดับชาติ ในส่วนของขั้นตอนการนำนโยบายไปปฏิบัติพบว่ามีลักษณะของตัวแบบทางกระบวนของระบบราชการที่ผู้บังคับบัญชาของสำนักงานตามภูมิภาคสามารถเลือกที่จะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรการหรือแนวทางที่ส่วนกลางกำหนด สำหรับขั้นตอนการประเมินผลนโยบายพบว่านโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ของกรมการจัดหางานไม่เป็นการส่งเสริมให้มีการเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย เป็นเพียงมาตรการเชิงรับเพื่ออำนวยความสะดวกหรือลดภาระให้แก่กองถ่ายทำภาพยนตร์จากต่างประเทศ โดยผู้รับบริการจากนโยบายมีความพึงพอใจต่อมาตรการหรือแนวทางที่กรมการจัดหางานกำหนด ในขณะที่ผู้ปฏิบัติงานมีปัญหาและอุปสรรคในเรื่องภาระงานที่เพิ่มมากขึ้น จากการศึกษาครั้งนี้นำไปสู่ข้อเสนอแนะ เชิงนโยบาย ได้แก่ การยกเว้นหรือผ่อนปรนมาตรการบังคับใช้กฎหมายกับกองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ และการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


บรรยากาศองค์กรที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการ สังกัดสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ส่วนกลาง), ศรญา จิตตมานนท์กุล Jan 2024

บรรยากาศองค์กรที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการ สังกัดสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ส่วนกลาง), ศรญา จิตตมานนท์กุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับระดับ ความผูกพันต่อองค์กร และเพื่อศึกษาอิทธิพลของการรับรู้บรรยากาศองค์กรต่อระดับความผูกพันต่อองค์กร ของข้าราชการ สังกัดสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ส่วนกลาง) โดยจำแนกบรรยากาศองค์กรออกเป็น 6 ด้าน ได้แก่ ด้านโครงสร้างองค์กรและมาตรฐานการปฏิบัติงาน ด้านการติดต่อสื่อสารภายในองค์กร ด้านการมีส่วนร่วม ในการตัดสินใจ ด้านการใส่ใจต่อพนักงาน ด้านการใช้อำนาจและอิทธิพลในองค์กร และด้านการสร้างแรงจูงใจ ในการทำงาน โดยใช้การเก็บข้อมูลในรูปแบบของแบบสอบถาม จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 193 คน มีระยะเวลา ในการปฏิบัติงานภายในสำนักงานสถิติแห่งชาติ 1 ปีขึ้นไป โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้มาประมวลผลผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS ในส่วนของผลการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนาพบว่าการรับรู้บรรยากาศองค์กรโดยรวมอยู่ในระดับดี และระดับความผูกพันต่อองค์กรโดยรวมอยู่ในระดับมาก ทั้งนี้ในส่วนของผลการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ อายุ และอายุงาน ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กล่าวคือเพศชายมีความผูกพันต่อองค์กรมากที่สุด รองลงมาคือเพศหญิง และ LGBTQ+ ตามลำดับ ในขณะเดียวกันเมื่ออายุและอายุงานมากขึ้น ก็มีส่วนส่งผล ให้เกิดความผูกพันต่อองค์กรมากขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ผลการศึกษายังแสดงให้เห็นว่าบรรยากาศองค์กรภาพรวม มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความผูกพันต่อองค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตามเมื่อวิเคราะห์บรรยากาศองค์กรแยกเป็นรายด้านพบว่า มีเพียงด้านการใส่ใจต่อพนักงาน และด้านโครงสร้างองค์กรและมาตรฐานการปฏิบัติงาน ที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นองค์กรจึงควรให้ความสำคัญในการส่งเสริมบรรยากาศองค์กรที่ดีในการทำงาน อีกทั้งคำนึงถึงปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความหลากหลาย เพื่อให้บุคลากรเกิดความผูกพันต่อองค์กรมากขึ้น


กองทัพอากาศและการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย, ธนรัตน์ ไพจิตร Jan 2024

กองทัพอากาศและการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย, ธนรัตน์ ไพจิตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์ศึกษาภาพรวมความร่วมมือระหว่างกองทัพอากาศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในภาพรวม รวมถึงการศึกษาเชิงเปรียบเทียบกับ 4 ประเทศ ที่มีรายได้ปานกลางตามคำนิยามของธนาคารโลก ได้แก่ สาธารณรัฐตุรกี สาธารณรัฐบราซิล สาธารณรัฐอินโดนีเซีย และสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีผลงานในการผลิตอากาศยานที่ใช้ในทางทหาร โดยอาศัยเนื้อหาจากการค้นคว้าวิจัยทางเอกสารที่สามารถสืบค้นได้ทางอิเล็กทรอนิกส์ และการวิจัยภาคสนามผ่านบทสัมภาษณ์เชิงลึกจากข้าราชการทหารอากาศและหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จากการวิจัย พบว่ากองทัพอากาศมีแนวทางและโครงการที่สอดคล้องกับการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในหลายประเด็น ทั้งโครงการในอดีตที่ผ่านมาแล้ว และแนวทางการดำเนินโครงการต่อไปในอนาคต ล้วนเป็นความตั้งใจให้เกิดการพึ่งพาตนเองมากยิ่งขึ้น แต่ในอดีตอาจพบปัญหาอยู่บ้าง เช่น การพัฒนาโครงการที่ไม่ต่อเนื่อง ทำให้หลายโครงการไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร แต่ในเมื่อมีสมุดปกขาวฉบับใหม่ที่ระบุรายละเอียดโครงการต่าง ๆ อย่างชัดเจนขึ้นแล้ว จึงต้องรอดูในอนาคตว่าสามารถปฏิบัติได้ตามแผนหรือไม่ และจะมีการปรับเปลี่ยนตามผู้บริหารหน่วยงานหรื่อไม่เช่นกัน


การศึกษาประสิทธิภาพของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศในการนำนโยบายด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสู่การปฏิบัติ, จตุพร วิไลศิริ Jan 2024

การศึกษาประสิทธิภาพของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศในการนำนโยบายด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสู่การปฏิบัติ, จตุพร วิไลศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพการดำเนินงานตามนโยบายด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ 2) เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานตามนโยบายและนำผลการศึกษาไปจัดทำเป็นข้อเสนอแนะแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ สำหรับงานวิจัยฉบับนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการวิจัยด้วยวิธีการศึกษาข้อมูลทางเอกสารและเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 10 คน ประกอบด้วย ผู้บังคับบัญชาระดับสูงจากกระทรวงกลาโหม ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และผู้แทนจากบริษัทร่วมทุน โดยผู้วิจัยได้นำแนวคิดทฤษฎีการวัดผลการดำเนินงานแบบดุลยภาพ (Balanced Scorecard หรือ BSC) มาใช้เป็นกรอบแนวความคิดเพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพการดำเนินงานของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ผลจากการศึกษาพบว่าประสิทธิภาพการดำเนินงานตามนโยบายด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศจากมุมมองการวัดผลประสิทธิภาพทั้ง 4 มิติ ตามแนวคิด BSC พบว่าในมิติด้านการบรรลุเป้าหมายองค์กรมีประสิทธิภาพดีเป็นไปตามตัวชี้วัดของ ก.พ.ร. และค่าเป้าหมายขององค์กร ส่วนมิติด้านคุณภาพการให้บริการประสิทธิภาพด้านผลสำเร็จของงานดี แต่ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพในการให้บริการเนื่องจากมีกระบวนการขั้นตอนให้บริการที่มีความล่าช้าและยึดติดรูปแบบระบบการทำงานแบบราชการซึ่งขัดกับรูปแบบการดำเนินงานขององค์การมหาชน โดยต้องลดกระบวนงานขั้นตอน ปรับกฏหมายให้เอื้อประโยชน์ให้การดำเนินงานมีความรวดเร็วเพื่อไม่ให้เกิดการเสียประโยชน์ทางด้านธุรกิจจากกระบวนการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน ที่ต้องใช้เวลานาน ส่วนมิติด้านกระบวนการภายในองค์กรและมิติด้านการพัฒนาองค์กรสู่ความเป็นเลิศพบว่าประสิทธิภาพด้านการพัฒนาองค์กรดี แต่ควรปรับปรุงด้านกระบวนการทำงานและพัฒนาทักษะของบุคลากรรวมถึงต้องปรับสภาพแวดล้อมของการทำงานการสร้างความตระหนักรับรู้และสร้างความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศให้มีความเข้าใจในวิสัยทัศน์ขององค์กร และมีการเปิดกว้างในการทำงานร่วมกันเป็นทีมทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการดำเนินงานตามนโยบายพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศอย่างเป็นระบบ ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานตามนโยบายด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศพบว่า กฏหมาย ระเบียบ คำสั่ง ข้อบังคับ ไม่รองรับกับการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระเบียบของหน่วยงานมีความซ้ำซ้อนไม่มีการทำงานประสานกันทั้งระบบ รวมถึงความไม่ชัดเจนในมาตรการการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนกองทัพไม่ให้การสนับสนุนการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ผลิตภายในประเทศ และการถูกจำกัดงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินราชพัสดุ กรณีศึกษา "โครงการนำร่องหนองวัวซอโมเดล" จังหวัดอุดรธานี, กานต์พิชชา อินทสุภา Jan 2024

การแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินราชพัสดุ กรณีศึกษา "โครงการนำร่องหนองวัวซอโมเดล" จังหวัดอุดรธานี, กานต์พิชชา อินทสุภา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเรื่อง “การแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินราชพัสดุ: กรณีศึกษา โครงการนำร่องหนองวัวซอโมเดล จังหวัดอุดรธานี” มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการบุกรุก ที่ดินราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ อด.1816 (บางส่วน) ตำบลหมากหญ้า อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี 2) เพื่อวิเคราะห์นโยบายในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินราชพัสดุของกรมธนารักษ์ และ 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินราชพัสดุ การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย การวิเคราะห์เอกสารและ การสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าหน้าที่กรมธนารักษ์ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบาย และราษฎรผู้ถือครองที่ดินราชพัสดุในพื้นที่ศึกษา ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยการบุกรุกที่ราชพัสดุเกิดจาก 1) ปัญหาการขาดแคลนที่ดินของราษฎรเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน 2) หน่วยงาน ผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ราชพัสดุมีการปล่อยปละละเลยให้เกิดการบุกรุกและไม่มี การดำเนินการแก้ไขปัญหาจนเกิดเป็นชุมชนในพื้นที่ นโยบายในการแก้ไขปัญหาของกรมธนารักษ์ คือ การทำงานร่วมกับกระทรวงกลาโหม (กองทัพบก) ภายใต้โครงการ “ธนารักษ์เอื้อราษฎร์” นโยบายดังกล่าวได้จัดให้ราษฎรผู้ถือครองที่ราชพัสดุเช่า เพื่ออยู่อาศัยและประกอบการเกษตร การจัดทำนโยบายดังกล่าวมีปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น คือ ปัญหาด้านการให้ข้อมูลที่ไม่ชัดเจน ในเรื่องสถานะที่ดิน และค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นและปัญหาด้านการประชาสัมพันธ์และการเข้าถึงกลุ่มราษฎรเป้าหมายให้เข้าร่วมโครงการ ข้อเสนอแนะ คือ 1) กรมธนารักษ์ควรใช้นโยบายป้องกันการบุกรุกที่ราชพัสดุ และเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องเพื่อลดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น 2) การให้ข้อมูล ที่ชัดเจนครบถ้วนกำหนดเงื่อนไขเรื่องการโอนสิทธิให้ถึงมือราษฎรอย่างชัดเจน และ 3) มีมาตรการดูแล กำกับติดตาม ขยายผล กลุ่มที่เข้าร่วมโครงการและไม่เข้าร่วมโครงการ


การศึกษาประสิทธิภาพการสรรหาบุคลากรในยุคดิจิทัล (Digital Hr)ในองค์กรธุรกิจที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม, คชาภรณ์ ยอดล้ำ Jan 2024

การศึกษาประสิทธิภาพการสรรหาบุคลากรในยุคดิจิทัล (Digital Hr)ในองค์กรธุรกิจที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม, คชาภรณ์ ยอดล้ำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนำเทคโนโลยีดิจิทัล (DigitalHR) มาใช้ในการสรรหาบุคลากรตำแหน่งวิศวกรโยธาซึ่งการศึกษาครั้งนี้เป็นการดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)เก็บข้อมูลเป็นการสัมภาษณ์ (interview) และนำเสนอผ่านวิธีวิเคราะห์เชิงเนื้อหา จากการศึกษาพบว่าเมื่อมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital HR) มาประยุกต์ใช้โดยตำแหน่งสายงานวิศวกรที่องค์กรธุรกิจที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมต้องทำการสรรหาคัดเลือกบ่อยที่สุดตำแหน่งวิศวกรโยธาเป็นผู้ถูกสรรหาและคัดเลือกบ่อยที่สุดและเป็นจำนวนมากที่สุดในองค์กรและกระบวนการสรรหาที่นิยมใช้มากที่สุด คือ การสรรหาบุคลากรภายนอกองค์กร (External Recruitment) การพัฒนาและการนําเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในองค์กรเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่มีแนวโน้มในการปรับเปลี่ยนกระบวนการให้เป็นดิจิทัลมากยิ่งขึ้น (Digital HR) ซึ่งเทคโนโลยีที่มาพร้อมกับความสามารถที่มีประสิทธิภาพความน่าเชื่อถือและความน่าสนใจเข้ามามีบทบาทในการทํางานร่วมกันหรือแทนที่ในบางตําแหน่งงานของมนุษย์ ตลอดจนการนําเทคโนโลยีโซเชียลมีเดีย (Social) เทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile) การวิเคราะห์ข้อมูล (Analytic) และคลาวด์ (Cloud) หรือ SMAC มาบูรณาการให้เกิดเป็นแพลตฟอร์มรูปแบบใหม่ในช่องทางการสรรหาบุคลากรในยุคดิจิทัลป็นเครื่องมือที่ใช้เป็นช่องทางในการประกาศรับสมัครงานในปัจจุบัน อีกทั้งการประมวลผลข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการค้นหาผู้สมัครงาน การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ค้นหาผู้สมัครที่เหมาะสมได้แก่ เว็บไซต์สมัครงานของทางองค์กร แพลตฟอร์มออนไลน์ เว็บไซต์สมัครงาน ซึ่งช่องทางนี้ผู้สมัครสามารถเห็นการประกาศได้ทันทีแบบเรียลไทม์ การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้งานอย่างเต็มที่ในการสรรหาบุคลากร ออนไลน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตและได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งรูปแบบของสื่อความสะดวกและความง่ายในการใช้งานสื่อสังคมและเครือข่ายสังคมเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ในการนำเสนอภาพลักษณ์ขององค์กร การประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆรวมไปถึงเป็นช่องทางในการเปิดรับสมัครงานกันอย่างแพร่หลายในงานสรรหา เพื่อเสริมประสิทธิภาพของระบบการสรรหาออนไลน์ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อความสะดวกรวดเร็วและตอบสนองให้ทันกับความต้องการขององค์กรสมัยใหม่ อันจะช่วยให้องค์กรสามารถสรรหาบุคลากรได้อย่างรวดเร็วและหลากหลายมากขึ้น จากการศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปเป็นข้อเสนอแนะในการบริหารองค์กร ให้สามารถปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและเป็นแนวทางในการนำเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital HR) มาปรับใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสรรหาบุคลากรในองค์กรต่อไป


การพัฒนาโครงการคนละครึ่งจากผลการศึกษาของผู้ประกอบการรายย่อย ณ อำเภอปลวกแดง เทศบาลเมืองปลวกแดง จังหวัดระยอง, ณัฐพล รุ่งเกียรติวงศ์ Jan 2024

การพัฒนาโครงการคนละครึ่งจากผลการศึกษาของผู้ประกอบการรายย่อย ณ อำเภอปลวกแดง เทศบาลเมืองปลวกแดง จังหวัดระยอง, ณัฐพล รุ่งเกียรติวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาการพัฒนาโครงการคนละครึ่งจากผลการศึกษาของผู้ประกอบการ โดยมุ่งเน้นศึกษาในพื้นที่เทศบาลตำบลปลวกแดง จังหวัดระยอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบทางภาษีของผู้ประกอบการจากการเข้าร่วมนโยบายคนละครึ่งระยะที่ 1-5 และศึกษาข้อดีและข้อเสียจากผลกระทบจากมาตรการทางภาษีภายใต้นโยบายคนละครึ่ง รวมทั้งหาแนวทางในการปรับปรุงและแก้ไขปัญหาที่เกิดจากผลกระทบมาตรการทางภาษีของโครงการคนละครึ่ง และจัดทำเป็นข้อเสนอแนะให้เป็นแนวทางดำเนินนโยบายของภาครัฐต่อไป ซึ่งผู้วิจัยใช้วิธีการศึกษาแบบเชิงคุณภาพ ผ่านการรวบรวมข้อมูลโดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มของผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการคนละครึ่งระยะที่ 1-5 และเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งโดยตรง ในขณะเดียวกันได้มีการรวบรวมข้อมูลจากผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจต่อโครงการคนละครึ่ง ผลการศึกษาพบว่า เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำของผู้บริโภคที่มีความสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศได้ไม่เท่ากัน เนื่องจากกระบวนการตั้งแต่เข้าร่วมโครงการ จนไปถึงการนำเงินอุดหนุนของหน่วยงานภาครัฐไปชำระสินค้าและบริการ นอกจากนี้การโดนมาตรการทางภาษีย้อนหลังของผู้ประกอบการทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ทำให้ประชาชนไม่ไว้ใจรัฐบาลได้ถ้าหากในอนาคตรัฐบาลกำหนดมาตรการออกนโยบายช่วยเหลือสถานประกอบการหรือผู้บริโภคในอนาคตออกมาอีกครั้ง นอกจากนี้สถานประกอบการทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาดใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องมาตรการชำระภาษี รวมทั้งปัญหาเรื่องเสถียรภาพของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลเนื่องจากแอพพลิเคชั่นที่ใช้คือแอพพลิเคชั่นของกระเป๋าตังเพียงแอพเดียว ทำให้เกิดปัญหาเรืองระบบการใช้แอพพลิเคชั่นในช่วงการนำโครงการคนละครึ่งระยะที่ 1-5 ไปปฏิบัติจริง สำหรับข้อเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นผลกระทบมาตรการเก็บภาษีและพัฒนาโครงการคนละครึ่งระยะที่ 1-5 จัดตั้งองค์กรในการสนับสนุนและช่วยเหลือเรื่ององค์ความรู้ในการชำระภาษีของผู้ประกอบการที่มีขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ผ่านการติดต่อสายด่วน หรือการสนับสนุนส่งเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความสามารถด้านภาษีให้การช่วยเหลือเรื่องการชำระภาษีแก่สถานประกอบการ นอกจากนี้หน่วยงานภาครัฐควรกำหนดมาตรการชำระภาษีของสถานประกอบการที่ไม่ยุ่งยากและความซับซ้อนจนเกินไป รวมทั้งหากหน่วยงานภาครัฐมีการนำระบบฐานข้อมูลของผู้เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งหรือโครงการช่วยเหลือให้เงินอุดหนุนที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันนอกจากเพื่อวัตถุประสงค์การกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดเก็บภาษี จะต้องมีการประกาศแจ้งให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการรับทราบล่วงหน้า เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการทั้งในมุมของผู้บริโภคและสถานประกอบการสามารถเตรียมความพร้อมในการรับความเสี่ยงจากผลกระทบทางด้านการชำระภาษีตามกฎหมายที่บัญญัติไว้


ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำหรับการกำหนดนโยบาย: กรณีศึกษา นโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพของประเทศไทย, ดลพร นิจสาธร Jan 2024

ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำหรับการกำหนดนโยบาย: กรณีศึกษา นโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพของประเทศไทย, ดลพร นิจสาธร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาและระบุกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการกำหนดนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพของกลุ่มประเทศตัวอย่างที่กำหนด 2) เพื่อวิเคราะห์บทบาทและวิธีการมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการกำหนดนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพของกลุ่มประเทศตัวอย่างที่กำหนด และ 3) เพื่อให้ข้อเสนอแนะด้านการมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียจากการวิเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จของกลุ่มประเทศตัวอย่างที่กำหนด ต่อการกำหนดนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพของประเทศไทย การศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) นี้ใช้เทคนิคการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยทบทวนวรรณกรรม เช่น เอกสารของรัฐ ข่าว และข้อมูลบนเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายพลังงานที่สอดคล้องกับแนวคิดด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพของ 6 ประเทศ ได้แก่ ราชอาณาจักรสวีเดน ราชอาณาจักรเดนมาร์ก สหพันธ์สาธรณรัฐเยอรมนี สหราชอาณาจักร สาธารณรัฐสิงคโปร์ และประเทศญี่ปุ่น โดยแสดงให้เห็นถึงความเหมือนและความแตกต่างในการให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย นำมาซึ่งองค์ความรู้และความเข้าใจในการเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมสำหรับการกำหนดนโยบาย เพื่อเป็นข้อเสนอแนะในการพัฒนาการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพแก่ประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่า ประการแรก ประเทศกลุ่มตัวอย่างสามารถแบ่งกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก (Primary Stakeholders) มักประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐ เทศบาล และภาคอุตสาหกรรม ที่มีอำนาจและความชอบธรรมในการกำหนดนโยบายโดยตรง และมีการตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน และ 2) กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรอง (Secondary Stakeholders) มักประกอบด้วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการกำหนดนโยบาย องค์กรด้านสิ่งแวดล้อม และสถาบันการวิจัยที่มีส่วนในการวิจัยและพัฒนา และประการที่สอง ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการกำหนดนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในกลุ่มประเทศตัวอย่างที่ศึกษา ได้แก่ 1) การสนับสนุนจากภาครัฐที่ช่วยสร้างทิศทางและความมั่นใจในการปฏิบัติตามนโยบาย 2) ความสอดคล้องกับกฎระเบียบที่เป็นมาตรฐานสากลที่สร้างกรอบการทำงานที่ชัดเจน 3) ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่กระตุ้นให้มีการลงทุนในเทคโนโลยีและการวิจัยใหม่ ๆ 4) การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการพัฒนาโซลูชั่นที่ทันสมัย และ 5) การสื่อสารและการมีส่วนร่วมของสาธารณชนที่โปร่งใส ซึ่งช่วยเพิ่มความตระหนักรู้และแก้ไขข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อชีวิตประชาชนและสังคม ผู้วิจัยจึงเสนอว่า ภาครัฐของประเทศไทยควรทบทวนกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการกำหนดนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพตามประเด็นทั้งสองที่ได้กล่าวมา


การสื่อสารและสร้างการตระหนักรู้เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในกลยุทธด้านความยั่งยืน ของ บริษัท บางจาก คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), ทัญณัฐฐ์ ปรีมณีสิทธ์ Jan 2024

การสื่อสารและสร้างการตระหนักรู้เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในกลยุทธด้านความยั่งยืน ของ บริษัท บางจาก คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), ทัญณัฐฐ์ ปรีมณีสิทธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาแนวทางหรือการดำเนินงานเพื่อการสื่อสารและการสร้างความตระหนักรู้ถึงกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนให้แก่พนักงานของบริษัท บางจาก คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และศึกษาถึงประสิทธิผลของการสื่อสารและสร้างการตระหนักรู้ถึงกลยุทธด้านความยั่งยืนขององค์กร และศึกษาถึงแนวทางในการปรับปรุงการสื่อสารและการตระหนักรู้ถึงกลยุทธของพนักงานภายในองค์กร ให้เกิดการมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น


การจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลา กรณีศึกษา: องค์การเภสัชกรรม, ทินภัทร คำภีร์ยาน Jan 2024

การจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลา กรณีศึกษา: องค์การเภสัชกรรม, ทินภัทร คำภีร์ยาน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเรื่อง “การจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลา กรณีศึกษา: องค์การเภสัชกรรม” มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อทราบถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดการทำงานล่วงเวลาที่มากกว่าปกติ 2) เพื่อนำผลการศึกษาที่ได้ไปใช้เป็นแนวทางในการจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลาขององค์การเภสัชกรรม และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลาแก่ผู้บริหารการวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย การวิเคราะห์เอกสารและการสัมภาษณ์ เชิงลึก กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติและประเมินการทำงานล่วงเวลา และผู้ปฏิบัติงาน ในหน่วยงาน ผลการศึกษาพบว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดการทำงานล่วงเวลาที่มากกว่าปกติ สามารถสรุปเป็นประเด็นใหญ่ๆ 3 หมวดคือ 1) การเปลี่ยนแปลงระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งมาใช้เกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลาที่เกิด จากวิกฤตการระบาดของโรคโควิด (Covid-19) 2) การบังคับใช้นำระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งมาใช้ภายในองค์การเภสัชกรรมที่ไม่เป็นมาตรฐานและมีความเป็นเอกเทศในการบริหารของหน่วยงานต่างๆ 3) วัฒนธรรมองค์กรของผู้ปฏิบัติงานภายในองค์การเภสัชกรรมที่มองว่าการทำงานล่วงเวลาเป็นช่องทางที่ดีในการเพิ่มรายได้ และสามารถช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานมีชีวิตที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น แนวทางในการจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลาขององค์การเภสัชกรรม 1) การปรับใช้เทคโนโลยีและการฝึกอบรมพนักงาน 2) การสร้างตัวชี้วัดเพื่อประเมินการทำงานล่วงเวลา 3) การบังคับใช้คำสั่งและนโยบายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน 4) การเปลี่ยนแนวคิดของพนักงานเกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลา แนวทางการจัดการแก้ไขปัญหาที่จะนำเสนอแก่ผู้บริหาร คือการจัดทำโครงการต่างๆ ได้แก่ 1) โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานด้วยเทคโนโลยีและการฝึกอบรมพนักงาน เป้าหมาย คือ ลดเวลาที่ใช้ในการทำงาน และเพิ่มความสามารถในการจัดการงานให้เป็นระบบ 2) โครงการสร้างตัวชี้วัดเพื่อประเมินการทำงานล่วงเวลา เป้าหมายคือ ให้ข้อมูลที่ชัดเจนในการตัดสินใจเกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลา และ ลดปริมาณการทำงานล่วงเวลา 3) โครงการนำร่องบังคับใช้คำสั่งและนโยบายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เป้าหมายคือ สร้างมาตรฐานในการทำงานล่วงเวลาที่ชัดเจนและเป็นธรรมสำหรับพนักงานทุกคน 4) โครงการเปลี่ยนแนวคิดของพนักงานเกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลา เป้าหมายคือ ลดความจำเป็นในการทำงานล่วงเวลา และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในเวลางานปกติ


บทบาทภาครัฐในการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านรูปแบบการจัดการพลังงานที่ยั่งยืน ในพื้นที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง กรณีศึกษา บ้านเกาะบูโหลนดอน จังหวัดสตูล, อิลฟาน อาลีอิสเฮาะ Jan 2024

บทบาทภาครัฐในการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านรูปแบบการจัดการพลังงานที่ยั่งยืน ในพื้นที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง กรณีศึกษา บ้านเกาะบูโหลนดอน จังหวัดสตูล, อิลฟาน อาลีอิสเฮาะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของภาครัฐโดยกองส่งเสริมและพัฒนาพลังงานภูมิภาคและบทบาทของประชาชนในการมีส่วนร่วมอย่างไร ที่มีต่อรูปแบบการจัดการพลังงานที่ยั่งยืนในพื้นที่ไฟฟ้า เข้าไม่ถึง กรณีศึกษา บ้านเกาะบูโหลนดอน จังหวัดสตูล ซึ่งกำหนดเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูล ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก และรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร และนำเสนอผ่านการวิเคราะห์ความสอดสอดคล้องกับแนวคิด การบริการสาธารณะแนวใหม่และแนวคิดการมีส่วนร่วมของประชาชน จากการศึกษาพบว่า บทบาทของภาครัฐมีดังต่อไปนี้1.) ดำเนินงานตามหน้าที่และอำนาจ และภารกิจที่ได้รับมอบหมาย 2.) จัดทำข้อเสนอแนะ เพื่อใช้พิจารณาในการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบไฟฟ้าสำหรับเกาะและพื้นที่ห่างไกลอย่างยั่งยืน 3.) ปฏิบัติงานตามโครงการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการพลังงานที่ยั่งยืน ในพื้นที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง 4.) ออกแบบวิธีการสร้างการมีส่วนร่วม ให้เข้ากับบริบทของพื้นที่ โดยลงไปศึกษาในพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลมาออกแบบกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน 5.) เป็นที่ปรึกษาในการบริหารงานกลุ่และให้ความรู้ในการปฏิบัติ ในส่วนของบทบาทของประชาชนในการมีส่วนร่วมมีดังนี้ 1.) ศึกษาข้อมูลความรู้ จากหน่วยงานภาคีเครือข่าย ที่เข้ามาร่วมมือช่วยแก้ไขปัญหา 2.) มีส่วนร่วมในการคิด เสนอความต้องการ ของกลุ่ม ออกกฎระเบียบบริหารกลุ่ม 3.) มีส่วนร่วมในการดูแลระบบไฟฟ้าที่กลุ่มดำเนินการติดตั้งให้มีความสมบูรณ์พร้อมใช้งาน ผลจากการศึกษาในครั้งนี้สามารถนำไปเป็นข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคเอกชน ที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยสามารถนำกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน 5 ก. ไปปรับใช้ในภารกิจเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ประสบผลสำเร็จ ตรงตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ และเกิดความความยั่งยืนในการบริหารจัดการจากการมีส่วนร่วมของประชาชน


ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาทางเท้าด้วยเทคโนโลยีการรับเรื่องและบริหารจัดการปัญหาเมืองรูปแบบใหม่ (Traffy Fondue) กรณีศึกษา กรุงเทพมหานคร, มนัสยา ชูสุวรรณ Jan 2024

ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาทางเท้าด้วยเทคโนโลยีการรับเรื่องและบริหารจัดการปัญหาเมืองรูปแบบใหม่ (Traffy Fondue) กรณีศึกษา กรุงเทพมหานคร, มนัสยา ชูสุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัญหาทางเท้าถือเป็นหนึ่งในปัญหาที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร โดยเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้กรุงเทพมหานครสามารถเข้าถึงและจัดการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ เทคโนโลยีการรับเรื่องและบริหารจัดการปัญหาเมืองรูปแบบใหม่ หรือ Traffy Fondue การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาทางเท้าด้วยระบบ Traffy Fondue ของกรุงเทพมหานคร (2) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาทางเท้าด้วยระบบ Traffy Fondue ของกรุงเทพมหานครจากผู้เกี่ยวข้อง (3) เพื่อเสนอแนะแนวทางในกระบวนการแก้ไขปัญหาทางเท้าของกรุงเทพมหานคร ด้วยระบบ Traffy Fondue ในบริบทของงานวิจัยนี้มีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ เจ้าหน้าที่สำนักงานเลขานุการปลัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 3 คน เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต จำนวน 5 คน และประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่หนึ่งเขตที่อยู่ในพื้นที่กลุ่มเขตกรุงเทพใต้ผู้ใช้ระบบ Traffy Fondue เกี่ยวกับปัญหาทางเท้าของกรุงเทพมหานคร จำนวน 3 คน ผลการศึกษาพบว่า จากกรอบในการวิเคราะห์หาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาทางเท้าด้วยระบบ Traffy Fondue ของกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย สภาพแวดล้อม กลยุทธ์ เทคโนโลยี โครงสร้าง ระบบการวัดผล ทรัพยากรบุคคล และวัฒนธรรมองค์การ อยู่ในระดับน่าพึงพอใจ อย่างไรก็ตามจากการวิเคราะห์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าทั้ง 7 ปัจจัย ยังมีโอกาสในการพัฒนาทั้งหมดในระดับที่แตกต่างกันไป


การธำรงรักษาพนักงานสอบสวนให้คงอยู่ในตำเเหน่ง : กรณีศึกษาพนักงานสอบสวนสังกัด สำนักงานตำรวจเเห่งชาติ, วริศรา พุทธวงษ์ Jan 2024

การธำรงรักษาพนักงานสอบสวนให้คงอยู่ในตำเเหน่ง : กรณีศึกษาพนักงานสอบสวนสังกัด สำนักงานตำรวจเเห่งชาติ, วริศรา พุทธวงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการย้ายออกจากสายงาน การโอนย้ายองค์กร และลาออกของพนักงานสอบสวนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 2) เพื่อศึกษาปัจจัยเเรงจูงใจที่มีผลต่อการย้ายออกจากสายงาน การโอนย้ายองค์กรและ ลาออกของพนักงานสอบสวนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 3)เพื่อศึกษาสาเหตุการย้ายออกจากสายงาน การโอนย้ายองค์กร และลาออกของพนักงานสอบสวนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 4)เพื่อเสนอแนวทางการรักษาพนักงานสอบสวนให้คงอยู่ในตำแหน่งสายงานสอบสวนให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 422คน ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนที่ปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติในปี พ.ศ. 2567และผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งพนักงานสอบสวนในช่วงปี พ.ศ. 2564-2566 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมานด้วยการทดสอบไคสแควร์และสถิติการวิเคราะห์การถดถอยโลจิต ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 20คนผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับการย้ายออกจากสายงาน การโอนย้ายองค์กร และลาออกของพนักงานสอบสวนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาในการปฏิบัติงานด้านการสอบสวน ชั้นยศ รายได้ต่อเดือน จำนวนคดีที่รับผิดชอบโดยเฉลี่ยต่อปี และการได้รับการพิจารณาความดีความชอบเกินกว่า 1ขั้น ปัจจัยเเรงจูงใจที่มีผลต่อการย้ายออกจากสายงานการโอนย้ายองค์กรและลาออกของพนักงานสอบสวนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แก่ลักษณะงานและความรับผิดชอบ,ความก้าวหน้าในอาชีพ,กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆที่เกี่ยวข้องกับงานสอบสวนและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในองค์กรและหน่วยงานอื่นๆอย่างไรก็ตาม ปัจจัยแรงจูงใจ ด้านเงินเดือนและค่าตอบแทน ไม่พบว่ามีความสัมพันธ์กับการย้ายออกจากสายงานของพนักงานสอบสวนสาเหตุที่สำคัญที่สุด 3อันดับแรกในการย้ายออกจากสายงาน การโอนย้ายองค์กร และลาออกจากราชการของพนักงานสอบสวน ได้แก่ 1)ลักษณะการปฏิบัติหน้าที่และความรับผิดชอบของงานสอบสวน 2)ความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ และ 3)เงินเดือนและค่าตอบแทน ข้อเสนอแนะในการรักษาพนักงานสอบสวนให้คงอยู่ในตำแหน่งสายงานสอบสวนให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สามารถจำแนกตามความสำคัญของสาเหตุที่ทำให้ข้าราชการตำรวจย้ายออกจากสายงาน โอนย้ายองค์กรและลาออกของพนักงานสอบสวน ได้แก่ 1)ปรับปรุงลักษณะงานและความรับผิดชอบ 2)ส่งเสริมความก้าวหน้าในอาชีพ3)ปรับปรุงเงินเดือนและค่าตอบแทน4)ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานสอบสวนและ 5)ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชาและหน่วยงานอื่น ๆ


ผลกระทบจากการพัฒนาระบบประชุมวีดีทัศน์ทางไกล (Vcs) ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานระบบฯในส่วนภูมิภาค ของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรณีตัวอย่าง ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 11 สุราษฎร์ธานี และหน่วยงานในพื้นที่รับผิดชอบ, สุธน เขียวกอ Jan 2024

ผลกระทบจากการพัฒนาระบบประชุมวีดีทัศน์ทางไกล (Vcs) ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานระบบฯในส่วนภูมิภาค ของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรณีตัวอย่าง ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 11 สุราษฎร์ธานี และหน่วยงานในพื้นที่รับผิดชอบ, สุธน เขียวกอ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การจัดทำสารนิพนธ์ เรื่อง ผลกระทบการจากพัฒนาระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานระบบฯ ในส่วนภูมิภาค ของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรณีตัวอย่างศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 11 สุราษฎร์ธานี และหน่วยงานในพื้นที่รับผิดชอบ โดยการจัดทำสารนิพนธ์มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา คือ (1) เพื่อศึกษาผลกระทบและทัศนคติของเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยส่วนภูมิภาคจากการพัฒนาระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) ในปัจจุบัน (2) เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการสัมภาษณ์กลุ่มผู้ประสานงานระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) โดยกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการศึกษาครั้งนี้ จำนวน 11 คน ประกอบด้วย กลุ่มผู้ประสานงานระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) ข้าราชการ และพนักงานราชการทั่วไป ซึ่งผลการศึกษาพบว่า ผลกระทบและทัศนคติจากการพัฒนาระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) ของ ปภ.ที่มีต่อองค์กรและผู้ประสานงานระบบฯ เป็นด้านบวก แม้มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มข้าราชการกับพนักงานราชการด้านความก้าวหน้าแต่ไม่ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าของผู้ประสานงานระบบฯ และการพัฒนาระบบดังกล่าวสามารถเป็นแนวทางให้กับการพัฒนาระบบดิจิทัลอื่น ๆ ต่อไป