Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Education (4145)
- Health and Physical Education (3718)
- Medical Education (2381)
- Social and Behavioral Sciences (1763)
- Life Sciences (1567)
-
- Sports Studies (1526)
- Rehabilitation and Therapy (1376)
- Medical Specialties (1245)
- Kinesiology (1239)
- Sports Medicine (1104)
- Exercise Science (962)
- Business (448)
- Physiology (435)
- Physical Therapy (408)
- Other Kinesiology (398)
- Sports Management (396)
- Biomechanics (389)
- Exercise Physiology (385)
- Anatomy (340)
- Public Health (311)
- Motor Control (299)
- Higher Education (265)
- Other Rehabilitation and Therapy (260)
- Analytical, Diagnostic and Therapeutic Techniques and Equipment (251)
- Medical Sciences (235)
- Movement and Mind-Body Therapies (224)
- Leisure Studies (221)
- Kinesiotherapy (217)
- Institution
-
- Western Kentucky University (2754)
- Edith Cowan University (777)
- Gdansk University of Physical Education and Sport (692)
- Bowling Green State University (517)
- Chulalongkorn University (288)
-
- Indiana State University (207)
- Old Dominion University (161)
- East Tennessee State University (136)
- Nova Southeastern University (131)
- Gardner-Webb University (130)
- Otterbein University (130)
- University of Kentucky (125)
- University of Nebraska - Lincoln (125)
- University of Nevada, Las Vegas (122)
- University of South Carolina (120)
- Marquette University (110)
- University of Dayton (86)
- Georgia Southern University (81)
- Syracuse University (77)
- University of Northern Iowa (76)
- Wayne State University (76)
- Ministry of Higher and Secondary Specialized Education of the Republic of Uzbekistan (73)
- Liberty University (71)
- Technological University Dublin (55)
- Sacred Heart University (54)
- Eastern Illinois University (51)
- Bridgewater State University (47)
- James Madison University (47)
- SUNY College Cortland (46)
- Concordia University St. Paul (43)
- Keyword
-
- Other (392)
- Fitness Assessment (334)
- Exercise (330)
- Biomechanics and Neural Control (261)
- Physical activity (233)
-
- Cardiovascular Physiology (204)
- Sports Media (169)
- Indiana State University (168)
- Intercollegiate Athletics (168)
- Clinical Exercise Physiology (165)
- Metabolism and Nutrition (164)
- Performance (134)
- Biomechanics (130)
- Strength (122)
- Psychology and Behavior (121)
- Resistance training (119)
- Concussion (115)
- Sports (113)
- Athletes (109)
- Nutrition (104)
- Football (103)
- Soccer (91)
- Sport (91)
- Fatigue (87)
- Training (82)
- Running (77)
- Drowning prevention (74)
- [RSTDPub] (74)
- Injury (70)
- Power (70)
- Publication Year
- Publication
-
- International Journal of Exercise Science: Conference Proceedings (2674)
- Baltic Journal of Health and Physical Activity (692)
- Research outputs 2022 to 2026 (355)
- Journal of Sports Medicine and Allied Health Sciences: Official Journal of the Ohio Athletic Trainers Association (320)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (286)
-
- Research outputs 2014 to 2021 (226)
- International Journal of Aquatic Research and Education (188)
- Intercollegiate Athletics (168)
- Electronic Theses and Dissertations (129)
- EXSI 432/532: Research Methods in Exercise Science: Research Proposal Posters (123)
- Theses: Doctorates and Masters (111)
- Exercise Science Faculty Research and Publications (106)
- Center for Brain, Biology, and Behavior: Faculty Publications (105)
- Clinical Practice in Athletic Training (100)
- Eurasian Journal of Sport Science (72)
- Internet Journal of Allied Health Sciences and Practice (70)
- Master's Theses (70)
- Masters Theses (69)
- Kinesiology, Health and Sport Studies (66)
- ETSU Faculty Works (64)
- Topics in Exercise Science and Kinesiology (64)
- Rehabilitation Sciences Faculty Publications (63)
- Sport Management - All Scholarship (62)
- College of Graduate Studies: Theses & Dissertations (59)
- Dissertations and Theses @ UNI (58)
- Human Movement Studies & Special Education Faculty Publications (57)
- Articles (50)
- Health and Sport Sciences Newsletter (48)
- Honors Theses (48)
- Journal for Sports Neuroscience (47)
- Publication Type
- File Type
Articles 4021 - 4050 of 9187
Full-Text Articles in Sports Sciences
ความรอบรู้ด้านสุขภาพโรคความดันโลหิตสูงของผู้ขับขี่รถแท็กซี่ในกรุงเทพมหานคร, ปาริฉัตร ทนันจา
ความรอบรู้ด้านสุขภาพโรคความดันโลหิตสูงของผู้ขับขี่รถแท็กซี่ในกรุงเทพมหานคร, ปาริฉัตร ทนันจา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพโรคความดันโลหิตสูงของผู้ขับขี่รถแท็กซี่ในกรุงเทพมหานครและเปรียบเทียบระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพโรคความดันโลหิตสูงจำแนกตามตัวแปรอายุและระดับการศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ในกรุงเทพมหานครทั้งประเภทบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่มารับบริการตรวจสภาพรถที่สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 (เขตจตุจักร) จำนวน 468 คน โดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพโรคความดันโลหิตสูงที่พัฒนาขึ้นโดย พชร ชินสีห์ แบบสอบถามมีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.68 และผู้วิจัยได้ปรับข้อคำถามในส่วนข้อมูลทั่วไปและในแบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพของโรคความดันโลหิตสูงข้อที่ 13 เพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มตัวอย่าง แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น (Reliability) จากการคำนวณด้วยวิธีของคูเดอร์ ริชาร์ดสัน (KR-20) เท่ากับ 0.81 และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างอายุและระดับการศึกษาด้วยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) หากพบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จึงทำการทดสอบเป็นรายคู่ด้วยวิธีของ LSD (Least significant difference) ผลการวิจัยพบว่า ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ส่วนใหญ่ร้อยละ 88.03 มีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพโรคความดันโลหิตสูงอยู่ในระดับต่ำ หากพิจารณาในแต่ละองค์ประกอบพบว่า องค์ประกอบด้านการดูแลรักษาตนเอง ด้านการป้องกันโรคแทรกซ้อน และด้านการส่งเสริมสุขภาพอยู่ในระดับต่ำทุกด้าน เมื่อเปรียบเทียบระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพโรคความดันโลหิตสูงจำแนกตามตัวแปรอายุและระดับการศึกษาพบว่า ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ที่มีอายุแตกต่างกันมีความรอบรู้ด้านสุขภาพโรคความดันโลหิตสูงไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และผู้ขับขี่รถแท็กซี่ที่มีระดับการศึกษามัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย ปวช. ปวส. อนุปริญญา ปริญญาตรี และระดับสูงกว่าปริญญาตรีมีความรอบรู้ด้านสุขภาพโรคความดันโลหิตสูงมากกว่าผู้ขับขี่รถแท็กซี่ที่มีระดับการศึกษาประถมศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุปได้ว่า ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ในกรุงเทพมหานครมีความรอบรู้ด้านสุขภาพโรคความดันโลหิตสูงอยู่ในระดับต่ำและทุกองค์ประกอบอยู่ในระดับต่ำ
ผลของการฝึกด้วยแรงต้านควบคู่กับการเพ่งความตั้งใจในรูปแบบที่แตกต่างกันที่มีต่อขนาดและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขา, พศวัต ศรีทอง
ผลของการฝึกด้วยแรงต้านควบคู่กับการเพ่งความตั้งใจในรูปแบบที่แตกต่างกันที่มีต่อขนาดและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขา, พศวัต ศรีทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ : การวิจัยในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อเพื่อศึกษาผลของการฝึกด้วยแรงต้านควบคู่กับการเพ่งความตั้งใจในรูปแบบที่แตกต่างกันที่มีต่อขนาดและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขา วิธีดำเนินการวิจัย : กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ เป็น นิสิตมหาวิทยาลัยเพศชายที่ไม่ได้ฝึกด้วยแรงต้านอย่างเป็นประจำมาไม่น้อยกว่า 6 เดือน จำนวน 24 คน อายุระหว่าง 18 – 30 ปี แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 8 คน ได้แก่ กลุ่มที่ 1 การเพ่งความตั้งใจแบบภายใน กลุ่มที่ 2 การเพ่งความตั้งใจแบบภายนอก กลุ่มที่ 3 ฝึกด้วยรูปแบบปกติ ทั้ง 3 กลุ่มฝึกด้วยท่าแมชชีนเลคเอ็กเทนชั่น ฝึก 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ ก่อนการฝึกและหลังการฝึกทำการทดสอบพื้นที่หน้าตัดของกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเหยียดเข่าแบบเกร็งค้าง ความแข็งแรงสูงสุดเพียงหนึ่งครั้งของกล้ามเนื้อเหยียดเข่า ช่วงฝึกสัปดาห์ที่ 1 และช่วงฝึกสัปดาห์ที่ 6 ทำการทดสอบคลื่นไฟฟ้าของกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัย : ภายหลังการฝึก 6 สัปดาห์ ทั้ง 3 กลุ่มมีค่าเฉลี่ยของพื้นที่หน้าตัดของกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเหยียดเข่าแบบเกร็งค้าง ความแข็งแรงสูงสุดเพียงหนึ่งครั้งของกล้ามเนื้อเหยียดเข่า เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างทั้ง 3 กลุ่ม การทดสอบคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าพบว่ากลุ่มที่ 1 มีค่าเฉลี่ยคลื่นไฟฟ้ามากกว่ากลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปผลการวิจัย : การฝึกด้วยแรงต้านร่วมกับการเพ่งความตั้งใจแบบภายในสามารถพัฒนาขนาด และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาได้ไม่แตกต่างจากการเพ่งความตั้งใจแบบภายนอก และการฝึกด้วยรูปแบบปกติ สำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มการทำงานของกล้ามเนื้อ สามารถใช้การเพ่งความตั้งใจแบบภายในเพื่อกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อมัดที่เฉพาะเจาะจง
ผลของการฝึกออกกำลังกายแบบแอโรบิกร่วมกับการหายใจด้วยกะบังลมต่อสมรรถภาพปอด และการเลิกบุหรี่ของผู้สูบบุหรี่, รัชนีกร พุ่มฉายา
ผลของการฝึกออกกำลังกายแบบแอโรบิกร่วมกับการหายใจด้วยกะบังลมต่อสมรรถภาพปอด และการเลิกบุหรี่ของผู้สูบบุหรี่, รัชนีกร พุ่มฉายา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกออกกำลังกาย แบบแอโรบิกร่วมกับการหายใจด้วยกะบังลม และการฝึกออกกำลังกายแบบแอโรบิกเพียงอย่างเดียวต่อสมรรถภาพปอด และการเลิกบุหรี่ของผู้สูบบุหรี่ กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูบบุหรี่ทั้งเพศชายและเพศหญิงอายุ 18-59 ปี ที่ได้รับคำปรึกษาเพื่อเลิกบุหรี่จากศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ จำนวน 24 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 8 คน ได้แก่ กลุ่มควบคุม กลุ่มฝึกออกกำลังกายแบบแอโรบิกร่วมกับการหายใจด้วยกะบังลม และกลุ่มฝึกออกกำลังกายแบบแอโรบิก เพียงอย่างเดียว เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ โดยก่อนและหลังการทดลองผู้วิจัยทำการทดสอบสมรรถภาพปอด ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจ และการเลิกบุหรี่ จากนั้นวิเคราะห์ผลทางสถิติ ด้วยการวิเคราะห์ ความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ (2x3) วิเคราะห์การทดสอบของครัสคาลและวัลลิส และสถิติไค-สแคว์ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง 8 สัปดาห์ กลุ่มที่ฝึกออกกำลังกายแบบแอโรบิกร่วมกับ การหายใจด้วยกะบังลม และกลุ่มที่ฝึกออกกำลังกายแบบแอโรบิกเพียงอย่างเดียว มีค่าปริมาตรสูงสุดของอากาศที่หายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าปริมาตรของอากาศที่ถูกขับออกในวินาทีแรกของการหายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าปริมาตรของอากาศจากการหายใจเข้า-ออกเต็มที่ในเวลา 1 นาที ค่าแรงดันการหายใจเข้าสูงสุด และค่าแรงดันการหายใจออกสูงสุด เพิ่มขึ้นแตกต่างจากก่อนการทดลอง และมีคะแนนเฉลี่ยอาการถอนนิโคตินลดลงแตกต่างจากกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากผลการวิจัยสรุปได้ว่าการฝึกออกกำลังกายแบบแอโรบิกร่วมกับการหายใจ ด้วยกะบังลม และการฝึกออกกำลังกายแบบแอโรบิกเพียงอย่างเดียว เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ช่วยเพิ่มสมรรถภาพปอดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจ ลดอาการถอนนิโคติน และช่วยให้เลิกบุหรี่ได้สำเร็จ
ผลของการฝึกเสริมด้วยเทคนิคแอบโดมินอลเบรซซิ่ง ที่มีต่อความมั่นคงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและสมรรถภาพการขว้างในนักกีฬาเทนนิสชาย, ภาวิต ศาสตรศิริภูมิ
ผลของการฝึกเสริมด้วยเทคนิคแอบโดมินอลเบรซซิ่ง ที่มีต่อความมั่นคงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและสมรรถภาพการขว้างในนักกีฬาเทนนิสชาย, ภาวิต ศาสตรศิริภูมิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกเสริมด้วยเทคนิคแอบโดมินอลเบรซซิ่ง ที่มีต่อความมั่นคงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ความสมดุลในการทรงท่า และสมรรถภาพการขว้างในนักกีฬาเทนนิสชาย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเทนนิสในช่วงอายุ 14 - 18 ปี ที่มีการทำงานแบบไม่สมดุลกันของกล้ามเนื้อ จำนวน 20 คน ปัจจุบันฝึกซ้อมอยู่ที่ Troops tennis academy และศูนย์พัฒนากีฬาเทนนิสแห่งชาติ เมืองทองธานี แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย จึงได้กลุ่มตัวอย่างจาก Troops tennis academy เป็นกลุ่มที่ 1 (กลุ่มทดลอง) และ กลุ่มตัวอย่างจาก ศูนย์พัฒนากีฬาเทนนิสแห่งชาติ เมืองทองธานี เป็นกลุ่มที่ 2 (กลุ่มควบคุม) กลุ่มที่ 1 ทำการฝึกเสริมด้วยเทคนิคแอบโดมินอลเบรซซิ่ง 3 ครั้ง/สัปดาห์ ร่วมกับการฝึกปกติ และกลุ่มที่ 2 ทำการฝึกปกติ ใช้ระยะเวลาในการฝึก 6 สัปดาห์ ทำการทดสอบสมรรถภาพในการขว้าง ความมั่นคงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว และความสมดุลในการทรงท่าก่อนการฝึก และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 6 นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ผลทางสถิติ วิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของตัวแปรภายในกลุ่มโดยใช้สถิติ Paired t – test /Wilcoxon signed ranks test ผลการวิจัยพบว่า ในกลุ่มทดลองมีความมั่นคงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวในกลุ่ม Trunk flexor และ Trunk lateral flexor (Rt.) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ความสมดุลในการทรงท่าในมุม Dorsal view ในส่วนของสะโพกขวา สะโพกซ้าย และข้อเท้าขวาที่มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ในกลุ่มควบคุมมีสมรรถภาพในการขว้างลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ความมั่นคงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวในกลุ่ม Trunk lateral flexor (Lt.) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ความสมดุลในการทรงท่าในมุม Dorsal view ในส่วนของ สะโพกขวา …
ผลของการฝึกเซิร์ฟสเกตบอร์ดที่มีต่อคุณภาพชีวิตและสมรรถภาพทางกายในวัยหนุ่มสาว, แสงอรุณ แก้วฉ่ำ
ผลของการฝึกเซิร์ฟสเกตบอร์ดที่มีต่อคุณภาพชีวิตและสมรรถภาพทางกายในวัยหนุ่มสาว, แสงอรุณ แก้วฉ่ำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกเซิร์ฟสเกตบอร์ดที่มีต่อคุณภาพชีวิตและสมรรถภาพทางกายในวัยหนุ่มสาว กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคคลวัยหนุ่มสาว ชมรมเซิร์ฟสเกตบอร์ดจังหวัดเพชรบุรี และบุคคลในวัยหนุ่มสาวที่ไม่มีกิจกรรมการออกกำลังกายใดๆ อายุระหว่าง 18 - 24 ปี จำนวน 22 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มควบคุม ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ และกลุ่มที่ 2 กลุ่มทดลอง ได้รับการฝึกเซิร์ฟสเกตบอร์ด เป็นเวลา 8 สัปดาห์ โดยก่อนและหลังทดลองกลุ่มตัวอย่างได้รับการทดสอบตัวแปรด้านสรีรวิทยา ตัวแปรด้านสมรรถภาพทางกาย และตัวแปรด้านคุณภาพชีวิต จากนั้นนำค่าที่ได้มาวิเคราะห์ผลทางสถิติ โดยเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังการทดลองโดยกายทดสอบค่าทีแบบรายคู่ (Paired t-test) และวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยการทดสอบค่าทีแบบอิสระ (Independent t-test) ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง 8 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยตัวแปรด้านสรีรวิทยา ได้แก่ น้ำหนักตัว ดัชนีมวลกาย เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย และอัตราการเต้นของหัวใจขณะพักลดลงแตกต่างกับก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนั้น กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยตัวแปรด้านสมรรถภาพทางกาย ได้แก่ ปริมาตรของอากาศจากการหายใจเข้า-ออกเต็มที่ในเวลา 1 นาที ความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ การการทรงตัว เพิ่มขึ้นแตกต่างกับก่อนการทดลองและกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนั้น กลุ่มทดลองมีค่าปริมาตรสูงสุดของอากาศที่หายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ปริมาตรของอากาศที่ถูกขับออกในวินาทีแรกของการหายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ แรงดันการหายใจออกสูงสุด สมรรถภาพการใช้ออกซิเจนสูงสุด ความทนทานของกล้ามเนื้อท้อง และความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ เพิ่มขึ้นแตกต่างกับก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ กลุ่มฝึกเซิร์ฟสเกตบอร์ดมีค่าเฉลี่ยคุณภาพชีวิตโดยรวม เพิ่มขึ้นแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการทดลองและกลุ่มควบคุม จากผลการวิจัยสรุปได้ว่าโปรแกรมการฝึกเซิร์ฟสเกตบอร์ดเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่เน้นการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อของร่างกายและการทรงตัว ซึ่งการฝึกเซิร์ฟสเกตบอร์ด 60 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ส่งผลดีต่อสมรรถภาพทางกายและคุณภาพชีวิตได้
ผลของการฝึกรำไทยในน้ำต่อความสามารถการเดินและการทรงตัวในผู้สูงอายุ, ณิชาภา คุ้มพะเนียด
ผลของการฝึกรำไทยในน้ำต่อความสามารถการเดินและการทรงตัวในผู้สูงอายุ, ณิชาภา คุ้มพะเนียด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกรำไทยในน้ำต่อความสามารถการเดินและการทรงตัว สมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพ ภาวะกลัวการล้ม ความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน คุณภาพชีวิต และภาวะพุทธิปัญญาของผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุเพศชายและหญิง อายุ 60 ถึง 85 ปี จำนวน 42 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 14 คน ได้แก่ 1) กลุ่มควบคุม ไม่ได้รับโปรแกรมการออกกำลังกาย (CT) 2) กลุ่มฝึกการทรงตัว (BT) ได้รับโปรแกรมการฝึกออกกำลังกายการทรงตัวโอทาโก 3) กลุ่มฝึกรำไทยในน้ำ (AT) ได้รับการออกกำลังกายในน้ำด้วยรูปแบบรำไทย โดยกลุ่มที่ได้รับการฝึกจะใช้เวลาในการฝึกเท่ากัน คือ 60 นาทีต่อครั้ง 3 ครั้งต่อสัปดาห์ รวม 12 สัปดาห์ โดยตลอดการทดลอง มีการทดสอบ 3 ครั้ง คือ ช่วงก่อนการทดลอง (P0) ช่วงหลังการทดลองสัปดาห์ที่ 6 (P1) และช่วงหลังการทดลองสัปดาห์ที่ 12 (P2) ทำการทดสอบตัวแปรด้านการทรงตัวแบบหยุดนิ่ง (Static balance) และการทรงตัวแบบเคลื่อนไหว (Dynamic balance) ความสามารถการเดิน สมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพ ภาวะกลัวการล้ม ความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน คุณภาพชีวิต และภาวะพุทธิปัญญา ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบโดยสถิติความแปรปรวนสองทางแบบผสม (Two-Way Mixed-design ANOVA) เพื่อทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยข้อมูล และเปรียบเทียบความแตกต่างแบบรายคู่ โดยใช้ วิธีการทดสอบบอนเฟอร์โรนี (Bonferroni) พิจารณาระดับความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่ม AT มีผลการทรงตัวแบบหยุดนิ่งและเคลื่อนไหวดีขึ้น ความเร็วในการเดิน จำนวนก้าวต่อนาที และความยาวการก้าวเท้าดีขึ้น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและความทนทานของกล้ามเนื้อเหยียดและงอเข่าดีขึ้น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสะโพกดีขึ้น ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อส่วนล่างมากขึ้น ระยะทางในการเดิน 6 นาทีมากขึ้น ภาวะกลัวล้มที่ลดลง คะแนนคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และภาวะพุทธิปัญญาในทุกการทดสอบดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อเปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังการฝึก นอกจากนี้ยังพบว่าเมื่อพิจารณาที่ช่วง P2 …
การวิเคราะห์ทางคิเนมาติกส์และคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อของการปีนหน้าผาประเภทความเร็วระยะทาง 15 เมตรในนักกีฬาปีนหน้าผาทีมชาติไทย, ทัตพิชา พงษ์ศิริ
การวิเคราะห์ทางคิเนมาติกส์และคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อของการปีนหน้าผาประเภทความเร็วระยะทาง 15 เมตรในนักกีฬาปีนหน้าผาทีมชาติไทย, ทัตพิชา พงษ์ศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ช่วงต้นของการออกตัว เป็นช่วงที่สำคัญที่สุดของการปีนหน้าผาประเภทความเร็วที่ความสูง 15 เมตร เนื่องจากเป็นช่วงที่นักกีฬาสามารถทำความเร็วในการปีนหน้าผาได้ 75-100% ของความเร็วสูงสุดที่ใช้ในการปีน ส่งผลให้ความเร็วในช่วงต่อไปเพิ่มมากขึ้น การปีนในช่วงต้นนี้พบได้ 2 รูปแบบคือ การปีนหน้าผาแบบคลาสสิก สตาร์ท และแบบโทโมอะ สคิป อย่างไรก็ตาม ยังขาดข้อมูลทางด้านคิเนมาติกส์และการทำงานของกล้ามเนื้อการปีนทั้ง 2 รูปแบบนี้ ดังนั้น งานวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ และเปรียบเทียบข้อมูลทางคิเนมาติกส์ และคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อของการปีนหน้าผาช่วงต้นของการออกตัวประเภทความเร็วระยะทาง 15 เมตร แบบคลาสสิก สตาร์ท และแบบโทโมอะ สคิป ในนักกีฬาปีนหน้าผาทีมชาติไทย ผู้เข้าร่วมวิจัยเป็นนักกีฬาปีนหน้าผาประเภทความเร็ว ทีมชาติไทยชุดใหญ่ เพศชาย ที่กำลังเก็บตัวเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนบีชเกมส์ 2021 ครั้งที่ 6 ณ เมืองซานย่า ประเทศจีน อายุระหว่าง 18 – 25 ปี จำนวน 7 คน การเคลื่อนไหวแบบ 3 มิติถูกบันทึกภาพจากมาร์คเกอร์จำนวน 14 ตำแหน่ง และสัญญาณไฟฟ้ากล้ามเนื้อ ถูกบันทึกจากกล้ามเนื้อของรยางค์บนและล่าง ข้างซ้ายและข้างขวา จำนวน 14 มัด ในผู้เข้าร่วมวิจัยขณะทำการปีนหน้าผาด้วยความเร็วสูงสุด ทั้งหมด 6 ครั้ง โดยใช้การปีนช่วงต้นแบบคลาสสิก สตาร์ท จำนวน 3 ครั้ง และแบบโทโมอะ สคิป จำนวน 3 ครั้ง แต่ละครั้งเว้นระยะห่าง 5 นาที และพักระหว่างรูปแบบของการปีนเป็นเวลา 10 นาที ข้อมูลจากการปีนครั้งที่มีความเร็วสูงสุดของแต่ละรูปแบบจะถูกนำมาเปรียบเทียบระหว่างการปีน 2 รูปแบบ ความเร็วในการเคลื่อนที่เชิงเส้นและเชิงมุม องศาการเคลื่อนไหวของข้อไหล่ ข้อศอก ข้อสะโพก ข้อเข่า และลำตัว การเคลื่อนที่ของจุดศูนย์กลางมวล ค่าการหดตัวของกล้ามเนื้อสูงสุด พื้นที่ใต้กราฟของคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อในช่วงขณะที่มีการเคลื่อนไหว เวลาในการเพิ่มความต่างศักย์ถึงค่าสูงสุด และอัตราการเพิ่มความต่างศักย์ของคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ ถูกเปรียบเทียบโดยใช้สถิติ ทีรายคู่ (Paired t-test) โดยกำหนดค่านัยสำคัญที่ .05 รวมทั้งนำค่าความต่างศักย์ของกล้ามเนื้อทั้ง …
ผลการฝึกแบบแอโรบิกในสภาวะออกซิเจนต่ำความดันบรรยากาศปกติที่มีต่อรูปแบบการขยายทรวงอกในนักกีฬารักบี้ฟุตบอล, ธนโชติ เพิ่มเติม
ผลการฝึกแบบแอโรบิกในสภาวะออกซิเจนต่ำความดันบรรยากาศปกติที่มีต่อรูปแบบการขยายทรวงอกในนักกีฬารักบี้ฟุตบอล, ธนโชติ เพิ่มเติม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาผลของการฝึกในรูปแบบแอโรบิกในสภาวะออกซิเจนต่ำความดันบรรยากาศปกติเป็นเวลา 6 สัปดาห์ ที่มีต่อรูปแบบการขยายทรวงอกในนักกีฬารักบี้ฟุตบอลกลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬารักบี้ชาย อายุ 18-25 ปี จาก ชมรมรักบี้ฟุตบอลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 20 คน แบ่งเป็นกลุ่มละ 10 คน โดยผู้วิจัยเป็นผู้คัดกรองกลุ่มตัวอย่างด้วยตนเองโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purpostive sampling) ในการเลือกกลุ่มตัวอย่าง และใช้วิธีการการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster random sampling) โดยใช้ค่าสมรรถภาพในการใช้ออกซิเจนสูงสุด (VO2 max) และตำแหน่งของผู้เล่นในการแบ่งกลุ่มตัวอย่าง โดยให้แต่ละกลุ่มมีจำนวนผู้เล่นในตำแหน่งการเล่น และค่าเฉลี่ยสมรรถภาพการใช้ออกซิเจนสูงสุดในแต่ละกลุ่มที่ใกล้เคียงกัน กลุ่มที่ 1 ฝึกที่ระดับออกซิเจนปกติ (20.93%) และ กลุ่มที่ 2 ฝึกที่ระดับออกซิเจนต่ำ (14.5% - 15%) ที่ความดันบรรยากาศปกติทั้ง 2 กลุ่ม ฝึกโดยการวิ่งบนลู่กลในห้องจำลองสภาวะออกซิเจนต่ำ (ATS-5HKP 750 SYSTEM, Australia) ตามโปรแกรมกำหนด ก่อนและหลังการฝึก 6 สัปดาห์ วิเคราะห์รูปแบบการขยายทรวงอกขณะหายใจโดยใช้โปรแกรม Qualisys Track Manager (QTM) จากตำแหน่งมาร์คเกอร์ 30 จุด บนทรวงอก นำคู่ลำดับของตำแหน่งทั้ง 30 จุดมาคำนวณปริมาตรทรวงอกบนพื้นฐานทางเรขาคณิต ได้ปริมาตรทรวงอกขณะหายใจ 4 ส่วนคือ ทรวงอกส่วนบน (UL) ทรวงอกส่วนล่าง (LL) ช่องท้องส่วนบน (UA) และช่องท้องส่วนล่าง (LA) และปริมาตรโดยรวม (TO) โดยแสดงผลเป็นค่า Tidal Volume (TV), Vital Capacity (VC), Inspiratory Capacity (IC), Expiratory Reserve Volume (ERV) และ Total Lung Capacity (TLC) และค่าอัตราการใช้ออกซิเจนสูงสุด (VO2max) …
การรับรู้องค์ประกอบของผู้มีชื่อเสียงที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าไตรกีฬา, พิพัฒน์พน อิงคนนท์
การรับรู้องค์ประกอบของผู้มีชื่อเสียงที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าไตรกีฬา, พิพัฒน์พน อิงคนนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ของการวิจัยในครั้งนี้ เพื่อศึกษาถึงการรับรู้องค์ประกอบของผู้มีชื่อเสียง ได้แก่ ด้านความไว้วางใจ ความชำนาญและเชี่ยวชาญ ความดึงดูดใจ ความน่าเคารพยกย่องและชื่นชม และด้านความเหมือนหรือคล้ายคลึง ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าไตรกีฬา โดยมีกลุ่มตัวที่มีคุณสมบัติผ่านการคัดกรองทั้ง 5 ข้อ จำนวนทั้งสิ้น 401 คน ใช้แบบสอบถามออนไลน์ผ่านกลุ่มเฟซบุ๊ค Go tri Thailand ในการเก็บรวบรวมข้อมูล มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างคำถามกับวัตถุประสงค์ IOC เท่ากับ 0.96 และค่าความเที่ยงของแบบสอบถามที่ได้คือ 0.79 วิเคราะห์โดยใช้สถิติพื้นฐานได้แก่ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน คือ สถิติสมการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) โดยตั้งระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัย พบว่า การรับรู้ด้านความน่าเคารพและการยอมรับ และด้านความเหมือนหรือความคล้ายคลึงส่งผลทิศทางบวก และด้านความดึงดูดใจส่วนผลทิศทางลบต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าไตรกีฬาของผู้บริโภคที่อาศัย/ทำงานในกรุงเทพมหานคร อย่างมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 โดยปัจจัยสำคัญที่สุดในการเลือกซื้อสินค้าทางไตรกีฬาคือคำแนะนำรีวิวผ่านสื่อออนไลน์ และหากมีการตัดสินใจซื้อสินค้าชนิดนั้นอีกในอนาคตจะมาจากความพึงพอใจจากประสบการณ์ในการบริโภคสินค้าชนิดนั้น สรุปผลการวิจัย การรับรู้องค์ประกอบของผู้มีชื่อเสียงด้านความน่าเคารพและการยอมรับ และด้านความเหมือนหรือความคล้ายคลึงส่งผลทิศทางบวก และด้านความดึงดูดใจส่งผลทิศทางลบ ต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าไตรกีฬาของผู้บริโภคที่อาศัย/ทำงานในกรุงเทพมหานคร
ผลของการฝึกด้วยท่าย่อยของการยกน้ำหนักต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและกล้ามเนื้อรยางค์ช่วงล่างในพนักงานสำนักงานเพศหญิง, ภานุวัฒน์ ธนาเลิศสมบูรณ์
ผลของการฝึกด้วยท่าย่อยของการยกน้ำหนักต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและกล้ามเนื้อรยางค์ช่วงล่างในพนักงานสำนักงานเพศหญิง, ภานุวัฒน์ ธนาเลิศสมบูรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกด้วยท่าย่อยของการยกน้ำหนักต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและกล้ามเนื้อรยางค์ช่วงล่างในพนักงานสำนักงานเพศหญิง วิธีการดำเนินวิจัย กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานสำนักงานเพศหญิงอายุ 25-45 ปี จำนวน 29 คน อายุเฉลี่ย 31.9±3.96 แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มฝึกด้วยท่าย่อยของการยกน้ำหนักจำนวน 14 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 15 คน โดยการสุ่มแบบจับทีละคู่ตามช่วงอายุและค่าดัชนีมวลกาย กลุ่มฝึกด้วยท่าย่อยของการยกน้ำหนักทำการฝึก 2 วันต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ และกลุ่มควบคุมให้ดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติ ทดสอบตัวแปรสรีรวิทยาทั่วไป ความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อของรยางค์ช่วงล่าง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรยางค์ช่วงบนและความยืดหยุ่น ใช้การวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของตัวแปรต่างๆ ระหว่างกลุ่มฝึกด้วยท่าย่อยของการยกน้ำหนักและกลุ่มควบคุม เปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังฝึกของแต่ละกลุ่ม ใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ (2x2) และทำการเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ โดยใช้วิธีการทดสอบของแอลเอสดีที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า หลังการฝึก 8 สัปดาห์ กลุ่มฝึกด้วยท่าย่อยของการยกน้ำหนักมีความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (1.11±0.31) ความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อรยางค์ช่วงล่าง (28.76±4.64, 18.43±3.39) ความแข็งแรงของรยางค์ช่วงบน (22.76±2.65) และความยืดหยุ่น (4.29±1.20) เพิ่มขึ้นจากก่อนการทดลองและมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 สรุปผลการวิจัย การฝึกด้วยท่าย่อยของการยกน้ำหนักสามารถนำมาใช้ออกกำลังกายสำหรับกลุ่มพนักงานสำนักงานเพศหญิง ซึ่งมีกิจกรรมทางกายน้อยหรือเพิ่งเริ่มออกกำลังกายแบบในแรงต้านได้ มีความปลอดภัยภายใต้การควบคุมของผู้ฝึกสอนและช่วยพัฒนาความแข็งแรงและความทนทานของร่างกายได้หลากหลายส่วนในเวลาเดียวกัน ได้แก่ รยางค์ช่วงบน แกนกลางลำตัวและรยางค์ช่วงล่าง รวมถึงเพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกายได้เป็นอย่างดี
การพัฒนาเข็มขัดชี้นำทางการมองเห็น และการได้ยินสำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน, ศุภรดา วงศ์วัฒนนาถ
การพัฒนาเข็มขัดชี้นำทางการมองเห็น และการได้ยินสำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน, ศุภรดา วงศ์วัฒนนาถ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบ และพัฒนาเข็มขัดชี้นำทางการมองเห็น และการได้ยินสำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน และเพื่อศึกษาผลของเข็มขัดชี้นำทางการมองเห็น และการได้ยินต่อการเดินติด และตัวแปรการเดินในผู้ป่วยพาร์กินสัน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ทั้งเพศชาย และเพศหญิง จำนวนทั้งสิ้น 11 คน อายุ 40–85 ปี มีระดับ Modified Hoehn and Yahr Scale อยู่ที่ 2 ถึง 3 ทำการจับฉลากเพื่อให้กลุ่มตัวอย่างทดลองใช้เครื่องมือ โดยแบ่งเป็น 4 รูปแบบ ดังนี้ ไม่มีตัวชี้นำ (No cue) ตัวชี้นำทางการมองเห็น (Visual cue) ตัวชี้นำทางการได้ยิน (Auditory cue) และตัวชี้นำผสม (Mix cues) ซึ่งกลุ่มตัวอย่างต้องทำครบทั้ง 4 รูปแบบ จากนั้นกลุ่มตัวอย่างดำเนินการทดสอบโดยใช้เครื่องมือเข็มขัดชี้นำทางการมองเห็น และการได้ยิน (Visual and auditory cue belts) ทำการเก็บข้อมูลการเดินติด (Freezing of gait, FOG) และตัวแปรการเดิน (Gait parameters) ได้แก่ ร้อยละของเวลาในการเกิดการเดินติด (Percent time spent freezing) ความยาวก้าว (Step length) แบ่งเป็น ความยาวก้าวแรก (First step length) และความยาวก้าวที่สอง (Second step length) ความกว้างก้าว (Step width) ความเร็วในการเดิน (Speed) และความถี่ในการเดิน (Cadence) ขณะใช้ นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยโดยวิเคราะห์ความแปรปรวนชนิดวัดซ้ำ (Repeated measure ANOVA) จาก Mauchly's test of Sphericity …
ความคาดหวังและความพึงพอใจของผู้ใช้สนามบาสเกตบอลที่มีต่อสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาบาสเกตบอลในกรุงเทพมหานคร, สิทธินนท์ สงวนทรัพย์
ความคาดหวังและความพึงพอใจของผู้ใช้สนามบาสเกตบอลที่มีต่อสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาบาสเกตบอลในกรุงเทพมหานคร, สิทธินนท์ สงวนทรัพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์และเปรียบเทียบความคาดหวังและความพึงพอใจของผู้ใช้สนามบาสเกตบอลที่มีต่อสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาบาสเกตบอลในกรุงเทพมหานคร วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่าง คือ คนที่มาใช้สนามบาสเกตบอลในการดูแลของสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว-กรุงเทพมหานคร อย่างน้อย 5 ครั้ง/เดือน ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 385 คน โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ ผ่านระบบ Google Form เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยส่งลิงค์ทางเพจเฟสบุ๊คศูนย์กีฬาและศูนย์เยาวชน 8 เพจ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ พบว่าค่าที่ได้คือ 0.92 และค่าความเที่ยงของแบบสอบถามที่ได้คือ 0.93 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าคะแนนเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนสถิติในการทดสอบสมมติฐาน ความคาดหวังและความพึงพอใจโดยใช้วิธีหาค่าเฉลี่ยด้วยการสถิติการทดสอบค่า t โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.5 เพื่อเปรียบเทียบและใช้วิธีการวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันเพื่อหาค่า r และหาระดับความสัมพันธ์ของความคาดหวังและความพึงพอใจ ผลการวิจัย พบว่า ความคาดหวังด้านผลิตภัณฑ์หลัก ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ด้านการบริการของเจ้าหน้าที่ มีความแตกต่างจากความพึงพอใจต่อสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาบาสเกตบอลในกรุงเทพมหานครในทุกด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ส่วนความคาดหวังมีความสัมพันธ์กันในทางบวกกับความพึงพอใจต่อสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาบาสเกตบอลในกรุงเทพมหานครโดยมีระดับความสัมพันธ์โดยรวมทั้ง 3 ด้านที่ค่อนข้างต่ำ โดยมีระดับความสัมพันธ์ปานกลาง 1 ด้าน คือ การบริการของเจ้าหน้าที่ และมีระดับความสัมพันธ์ค่อนข้างต่ำ 2 ด้าน คือ ด้านผลิตภัณฑ์หลัก และ ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ตามลำดับ สรุปผลการวิจัย ความคาดหวังและความพึงพอใจของผู้ใช้สนามบาสเกตบอลที่มีต่อสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาบาสเกตบอลในกรุงเทพมหานคร มีความสัมพันธ์กันในทางบวกและมีระดับความสัมพันธ์โดยรวมที่ค่อนข้างต่ำและเปรียบเทียบโดยรวมและเปรียบเทียบรายด้านมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ทุกด้าน
แรงจูงใจในการเล่นกีฬาวู้ดบอลของนักกีฬาวู้ดบอล, อรรถพล ภูดวงจิตร์
แรงจูงใจในการเล่นกีฬาวู้ดบอลของนักกีฬาวู้ดบอล, อรรถพล ภูดวงจิตร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของแรงจูงใจในการเล่นกีฬาวู๊ดบอล ได้แก่ ด้านการพบปะผู้คน ด้านความสนุกสนาน ด้านความชำนาญในการเล่นกีฬา ด้านสมรรถนะและภาพลักษณ์ทางร่างกาย และด้านความรู้สึกถึงความสำเร็จ และด้านประสบการณ์การแข่งขันของนักกีฬา ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเล่นกีฬาวู้ดบอลของนักกีฬาวู้ดบอลไทย โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ คือนักกีฬาวู้ดบอลที่สังกัดการกีฬาแห่งประเทศไทย (2564) จำนวน 444 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา (Descriptive Statistics) และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression) ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการเล่นกีฬาวู้ดบอลของนักกีฬาวู้ดบอลไทย มีค่าเฉลี่ย 4.15 อยู่ในระดับมาก แรงจูงใจในการเล่นกีฬาวู้ดบอลมีค่าเฉลี่ย 4.41 อยู่ในระดับมาก และในการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ พบว่า แรงจูงใจที่มีผลต่อพฤติกรรมการเล่นวู้ดบอลของนักกีฬาได้แก่ ด้านความสนุกสนาน ด้านสมรรถนะและภาพลักษณ์ทางร่างกาย และด้านความสามารถทางกีฬา ที่มีผลต่อพฤติกรรมการเล่นวู้ดบอลของนักกีฬาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ควรส่งเสริมกีฬาวู้ดบอลเป็นกีฬาเพื่อความสนุกสนาน เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงของนักกีฬาที่หลากหลายส่งเสริมค่านิยมการเล่นกีฬาวู้ดบอลเพื่อสุขภาพ และส่งเสริมความก้าวหน้าของนักกีฬาวู้ดบอล
Adaptation And Distribution Of A Complex Sensitivity-Training Program In The Eastern European Region, Katalin Orban-Sebestyen, Viktoria Pazmany, Zsuzsanna Saringerne Szilard, Judit Farkas, Csaba Okros, Glenn M. Roswal
Adaptation And Distribution Of A Complex Sensitivity-Training Program In The Eastern European Region, Katalin Orban-Sebestyen, Viktoria Pazmany, Zsuzsanna Saringerne Szilard, Judit Farkas, Csaba Okros, Glenn M. Roswal
Research, Publications & Creative Work
Research has shown that an inclusive way of thinking helps to promote social interactions on and off the sports field. The most important process of accepting differences is sensitization, which is to achieve the positive change of an understanding and accepting environment through purposeful effort and involvement. The role of teachers of people with disabilities is significant in this process. The KézenFogva Foundation has applied this to develop an inclusive pedagogical, theoretical, and practical pilot project, the “SHAPE Complex Sensitisation Programme”, an innovative special pedagogy infrastructure which highlighted all practices promoting the realization of inclusion. After their training, teachers (majority …
Corticospinal Activity During A Single-Leg Stance In People With Chronic Ankle Instability, Masafumi Terada, Kyle B. Kosik, Ryan S. Mccann, Colin Drinkard, Phillip A. Gribble
Corticospinal Activity During A Single-Leg Stance In People With Chronic Ankle Instability, Masafumi Terada, Kyle B. Kosik, Ryan S. Mccann, Colin Drinkard, Phillip A. Gribble
Rehabilitation Sciences Faculty Publications
Purpose: The aim of the study was to determine whether corticospinal excitability and inhibition of the tibialis anterior during single-leg standing differs among individuals with chronic ankle instability (CAI), lateral ankle sprain copers, and healthy controls.
Methods: Twenty-three participants with CAI, 23 lateral ankle sprain copers, and 24 healthy control participants volunteered. Active motor threshold (AMT), normalized motor-evoked potential (MEP), and cortical silent period (CSP) were evaluated by transcranial magnetic stimulation while participants performed a single-leg standing task.
Results: Participants with CAI had significantly longer CSP at 100% of AMT and lower normalized MEP at 120% of AMT compared to …
Core Competency-Related Professional Behaviors During Patient Encounters: A Report From The Association For Athletic Training Education Research Network, Cailee E. Welch Bacon, Julie M. Cavallario, Stacy E. Walker, Curtis Bay, Bonnie L. Van Lunen
Core Competency-Related Professional Behaviors During Patient Encounters: A Report From The Association For Athletic Training Education Research Network, Cailee E. Welch Bacon, Julie M. Cavallario, Stacy E. Walker, Curtis Bay, Bonnie L. Van Lunen
Rehabilitation Sciences Faculty Publications
Context: To enhance the quality of patient care, it is important that athletic trainers integrate the components of the core competencies (CCs; evidence-based practice [EBP], patient-centered care [PCC], health information technology [HIT], interprofessional education and collaborative practice [IPECP], quality improvement [QI], professionalism) as a part of routine clinical practice. In what ways, if any, athletic training students (ATSs) are currently integrating CCs into patient encounters (PEs) during clinical experiences is unclear.
Objective: To describe which professional behaviors associated with the CCs were implemented by ATSs during PEs that occurred during clinical experiences.
Design: Multisite panel design.
Setting: A total of …
Characteristics Of Patient Encounters For Athletic Training Students During Clinical Education: A Report From The Aate Research Network, Cailee E. Welch Bacon, Julie M. Cavallario, Stacy E. Walker, R.Curtis Bay, Bonnie L. Van Lunen
Characteristics Of Patient Encounters For Athletic Training Students During Clinical Education: A Report From The Aate Research Network, Cailee E. Welch Bacon, Julie M. Cavallario, Stacy E. Walker, R.Curtis Bay, Bonnie L. Van Lunen
Rehabilitation Sciences Faculty Publications
Context: To enhance the quality of patient care, athletic training students (ATSs) should experience a wide variety of clinical practice settings, interact with diverse patient populations, and engage with patients that have a wide variety of conditions. It is unclear in what ways, if any, ATSs have diverse opportunities during clinical experiences.
Objective: To describe the characteristics of patient encounters (PEs) ATSs engage in during clinical experiences. Design: Multi-site, panel design.
Setting: 12 professional athletic training programs (ATPs; 5 Bachelor, 7 Master's).
Patients or Other Participants: 363 ATSs from the ATPs that used E*Value software to document PEs during clinical …
Preventive Training Program Feedback Complexity, Movement Control, And Performance In Youth Athletes, Hayley J. Root, Eleanor M. Beltz, Julie P. Burland, Jessica C. Martinez, R. Curt Bay, Lindsay J. Distefano
Preventive Training Program Feedback Complexity, Movement Control, And Performance In Youth Athletes, Hayley J. Root, Eleanor M. Beltz, Julie P. Burland, Jessica C. Martinez, R. Curt Bay, Lindsay J. Distefano
Rehabilitation Sciences Faculty Publications
Context: Preventive training programs (PTPs) reduce injury risk by improving movement control. Corrective feedback is important; however, many cues at once may be too complicated for athletes.
Objective: To compare movement control and long-jump (LJ) changes in youth athletes participating in a season-long PTP, with simplified feedback, traditional feedback, or a warmup of the coaches' choosing.
Design: Cluster-randomized controlled trial.
Setting: Soccer fields.
Patients or Other Participants: A total of 420 athletes (simplified feedback = 173, traditional feedback = 118, and control = 129; age = 11 ± 3 years).
Intervention(s): Teams were randomized into the simplified PTP, traditional PTP, …
Comparison Of Two Diet And Exercise Approaches On Weight Loss And Health Outcomes In Obese Women, Brittanie Lockard, Michelle Mardock, Jonathan M. Oliver, Mike Byrd, Sunday Simbo, Andrew R. Jagim, Julie Kresta, Claire C. Baetge, Yanghoon Peter Jung, Majid S. Koozehchian, Deepesh Khanna, Chris Rasmussen, Richard B. Kreider
Comparison Of Two Diet And Exercise Approaches On Weight Loss And Health Outcomes In Obese Women, Brittanie Lockard, Michelle Mardock, Jonathan M. Oliver, Mike Byrd, Sunday Simbo, Andrew R. Jagim, Julie Kresta, Claire C. Baetge, Yanghoon Peter Jung, Majid S. Koozehchian, Deepesh Khanna, Chris Rasmussen, Richard B. Kreider
Research, Publications & Creative Work
Aim: To compare the efficacy of two popular weight loss approaches on weight loss, body composition, and markers of health in sedentary obese women. Methods: In total, 51 sedentary women (age 34.5 ± 7.7 yrs.; weight 90.0 ± 14.5 kg; BMI 34.0 ± 5.1 kg/m2 ; 46.5 ± 7.0% fat) were matched and randomized to participate in the Weight Watchers® Momentum™ (WW) or Curves® (CV) Fitness and Weight Management program for 16 weeks. Participants in the WW group (n = 27) were provided a point-based diet program, received weekly progress checks and counseling, and were encouraged to exercise. Participants in …
Realtime Event Detection In Sports Sensor Data With Machine Learning, Mallory Cashman
Realtime Event Detection In Sports Sensor Data With Machine Learning, Mallory Cashman
Honors Theses and Capstones
Machine learning models can be trained to classify time series based sports motion data, without reliance on assumptions about the capabilities of the users or sensors. This can be applied to predict the count of occurrences of an event in a time period. The experiment for this research uses lacrosse data, collected in partnership with SPAITR - a UNH undergraduate startup developing motion tracking devices for lacrosse. Decision Tree and Support Vector Machine (SVM) models are trained and perform with high success rates. These models improve upon previous work in human motion event detection and can be used a reference …
Nationwide Industry-Led Community Exercise Program For Men With Locally Advanced, Relapsed, Or Metastatic Prostate Cancer On Androgen-Deprivation Therapy, Oliver Schumacher, Daniel A. Galvao, Dennis R. Taaffe, Nigel Spry, Dickon Hayne, Colin Tang, Raphael Chee, Robert U. Newton
Nationwide Industry-Led Community Exercise Program For Men With Locally Advanced, Relapsed, Or Metastatic Prostate Cancer On Androgen-Deprivation Therapy, Oliver Schumacher, Daniel A. Galvao, Dennis R. Taaffe, Nigel Spry, Dickon Hayne, Colin Tang, Raphael Chee, Robert U. Newton
Research outputs 2022 to 2026
Purpose:
Androgen-deprivation therapy in patients with prostate cancer (PCa) is associated with considerable side effects and secondary comorbidities such as overweight/obesity and cardiovascular disease. The aim of this study was to investigate the effectiveness of an industry-led, treatment-integrated, community-based exercise program on outcomes of body weight, cardiovascular health, and physical function.
Patients and Methods:
PCa patients with locally advanced, relapsed, or metastatic disease receiving leuprorelin acetate were enrolled across multiple sites in Australia and assigned supervised group exercise undertaken weekly or biweekly (ie, 16 exercise sessions in total) for 10-18 weeks, consisting of aerobic and resistance training performed at moderate-to-vigorous …
Injury Surveillance In Community Cricket: A New Inning For South Africa, Benita Olivier, Oluchukwu L. Obiora, Candice Macmillan, Caroline Finch
Injury Surveillance In Community Cricket: A New Inning For South Africa, Benita Olivier, Oluchukwu L. Obiora, Candice Macmillan, Caroline Finch
Research outputs 2022 to 2026
Published injury rates amongst elite and club-level youth cricketers highlight the need to implement injury risk-reducing strategies amongst the youth cricketing population. Data from sports injury surveillance systems are a prerequisite for the development and evaluation of strategies to reduce injury risk. Therefore, collecting injury surveillance data is a positive move towards reducing injuries in cricket. In South Africa, a systematic, standardised, evidence-informed injury surveillance system currently does not exist for community levels of play, namely, in cricket-playing high schools and cricket clubs. Although injury surveillance systems exist at elite levels, the obvious differences in elite versus community cricket settings …
Development And Field Testing Of A Standardised Goal Setting Package For Person-Centred Discharge Care Planning In Stroke, Rebecca Barnden, Dominique A. Cadilhac, Natasha A. Lannin, Ian Kneebone, Deborah Hersh, Erin Godecke, Rene Stolwyk, Tara Purvis, Rebecca Nicks, Michelle Farquhar, Stephanie Gleeson, Carol Gore, Kelsie Herrmann, Nadine E. Andrew
Development And Field Testing Of A Standardised Goal Setting Package For Person-Centred Discharge Care Planning In Stroke, Rebecca Barnden, Dominique A. Cadilhac, Natasha A. Lannin, Ian Kneebone, Deborah Hersh, Erin Godecke, Rene Stolwyk, Tara Purvis, Rebecca Nicks, Michelle Farquhar, Stephanie Gleeson, Carol Gore, Kelsie Herrmann, Nadine E. Andrew
Research outputs 2022 to 2026
Objective: Develop and test a person-centred goal-setting package for discharge care planning in acute and rehabilitation stroke units. Methods: A multidisciplinary, expert working group (n = 15), and consumer group (n = 4) was convened. A multistage iterative approach was used to develop and test the package. Stages included: (i) contextual understanding, (ii) package development, and (iii) clinician training and field-testing in acute and rehabilitation settings. Observational field notes were taken and clinicians' perspectives captured using semi-structured focus groups post-testing. Results: The final package included a 34-item menu aligned with a manual containing: guideline summaries; common goals; goal metrics based …
The Agreement Between A Portable Contact-Mat And Force-Plates During Bilateral Vertical Jumps, Stuart N. Guppy, Yosuke Kotani, Jason Lake, Christopher Latella, Jodie Cochrane Wilkie, Kristina Kendall, G. Gregory Haff
The Agreement Between A Portable Contact-Mat And Force-Plates During Bilateral Vertical Jumps, Stuart N. Guppy, Yosuke Kotani, Jason Lake, Christopher Latella, Jodie Cochrane Wilkie, Kristina Kendall, G. Gregory Haff
Research outputs 2022 to 2026
Force plates are commonly used when assessing vertical jumping performance but are not always affordable or practical tools for all testing situations. Twenty-four participants volunteered to take part in a study investigating the agreement between bilateral force plates and a new commercially available contact mat that records jump height, flight-time (FT), and FT of individual limbs during both countermovement (CMJ) and squat (SJ) jumps. Each participant performed six jumps of each type while standing on a contact mat placed upon a pair of in-ground force plates. When compared to the force plate via ordinary least products regression, the contact mat …
Effects Of Tommy John Surgery, Draft Order, And Monetary Factors On The Value Of Pitchers In Major League Baseball, Jonathan P. Wong
Effects Of Tommy John Surgery, Draft Order, And Monetary Factors On The Value Of Pitchers In Major League Baseball, Jonathan P. Wong
University of the Pacific Theses and Dissertations
The purpose of this thesis is to determine what effects draft order, monetary earnings, and Tommy John Surgery (TJS) have on the perceived value of a pitcher in Major League Baseball (MLB). For the context of this thesis, value will be defined as a player's ability to contribute to their team's wins in a positive manner. TJS has become synonymous with MLB and baseball as a sport, and many are either skeptical of its effects or over-assuming of its benefits. The three aforementioned areas of concerns were used to structure the thesis, as each dependent outcome is analyzed in a …
Match-Play Running Demands And Technical Performance Among Elite Gaelic Footballers: Does Divisional Status Count?, Jason Mcgahan, Shane Mangan, Kieran Collins, Con Byrnes
Match-Play Running Demands And Technical Performance Among Elite Gaelic Footballers: Does Divisional Status Count?, Jason Mcgahan, Shane Mangan, Kieran Collins, Con Byrnes
Articles
Match-play running demands and technical performance among elite Gaelic footballers: Does divisional status count? J Strength Cond Res 35(1): 169–175, 2021—The aim of the current study was to compare positional differences in running demands and technical performance variables among elite Gaelic football teams from separate divisions. Data were obtained from a division 1 (26.7 ± 2.9 years, 179.2 ± 21.3 cm, 89.9 ± 21.2 kg) and a division 3 (25.7 ± 3.5 years, 183.0 ± 4.7 cm, 84.4 ± 6.5 kg) team. Match-play running variables were collected using 4-Hz global positioning system (GPS) units (VX Sport; Visuallex Sport, Lower Hutt, …
Gender Differences In Physical Activity Status And Knowledge Of Irish University Staff And Students, Claire Mccarthy, Joe Warne
Gender Differences In Physical Activity Status And Knowledge Of Irish University Staff And Students, Claire Mccarthy, Joe Warne
Articles
Objectives
The aim of this study is to examine gender differences in physical activity status and knowledge of physical activity guidelines in University staff and students.
Methods
820 survey respondents, 419 males and 401 females (Age: mean 30 ± 12, median 24 years; Weight: mean 73.4 ± 15.8 kg; Stature: mean 172.1 ± 10.2 cm) were recruited via internal email. All participants completed a self-administered online format of the Global Physical activity Questionnaire.
Results
Less females were regularly active than males in students (p ≤ 0.001; Cramer’s V = 0.232 [small]), and staff (p = 0.003; Cramer’s V …
Agility Demands Of Gaelic Football Match-Play: A Time-Motion Analysis, Paul F. Talty, Kevin Mcguigan, Mark Quinn, Paul A. Jones
Agility Demands Of Gaelic Football Match-Play: A Time-Motion Analysis, Paul F. Talty, Kevin Mcguigan, Mark Quinn, Paul A. Jones
Articles
Research into the physical demands of Gaelic football is limited with no research into the agility or change of direction (CoD) demands of the sport. This study examined the CoD demands of Gaelic football via a time-motion analysis of senior inter-county match play. The Bloomfield movement classification (BMC) was adapted for application to Gaelic football. A new “descriptor” was used in an effort to account for the decision-making component of agility by isolating actions that occurred during active engagement with play. Of 1,899 changes of direction (CoDs) identified, 1,035 occurred during active engagement in play. The left/right split for CoDs …
An Analysis Of Repeated High Intensity Efforts (Rhie) Across Different Competition Levels In Elite Rugby Union, Adam Sheehan, Shane Malone, Anthony Weldon, Aled Waters, Kieran Collins
An Analysis Of Repeated High Intensity Efforts (Rhie) Across Different Competition Levels In Elite Rugby Union, Adam Sheehan, Shane Malone, Anthony Weldon, Aled Waters, Kieran Collins
Articles
The current investigation aimed to understand the differing positional demands across two elite rugby union competitions, with special reference to high-intensity effort (HIE) and repeated high-intensity effort (RHIE) activity. Four hundred and forty-one (n = 441) individual game files from thirty-five competitive games from the European Rugby Champions Cup (tier 1; n = 8) and PRO12 League (tier 2; n = 24) were analysed. Players’ locomotor profiles were recorded using wearable global positioning system microtechnology (10 Hz Catapult S5, Catapult Innovations, Australia). Locomotor activities were classified as running (4.4 ms1), high-speed running (5.5 ms1), accelerations (2 ms2) and decelerations (2 …
Factors Influencing Performance And Injury Risk In Elite Female Gaelic Team Sport Players And Future Research Directions: A Narrative Review, John Duggan, Kieran Collins, Karen Keane
Factors Influencing Performance And Injury Risk In Elite Female Gaelic Team Sport Players And Future Research Directions: A Narrative Review, John Duggan, Kieran Collins, Karen Keane
Articles
Background: Sports science research in elite female Gaelic team sports has increased in recent years, but still a large disparity exists between the volume of studies involving male and female players. As a consequence of this, it is difficult for practitioners to develop an evidence-based approach when working with female players. Main body: In this review, we discuss the current research available in elite female Gaelic team sports with focus on seven specific areas including physical and physiological demands, anthropometric and performance characteristics, injury risk, nutritional considerations, and female physiology. There appears to be unique physical demands data in match …