Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Sports Sciences Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Discipline
Institution
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type
File Type

Articles 1891 - 1920 of 9174

Full-Text Articles in Sports Sciences

Microvascular Reactivity Is Greater Following Blood Flow Restriction Resistance Exercise Compared To Traditional Resistance Exercise, Michael R. Perlet, Evan L. Matthews Jan 2024

Microvascular Reactivity Is Greater Following Blood Flow Restriction Resistance Exercise Compared To Traditional Resistance Exercise, Michael R. Perlet, Evan L. Matthews

Research Data

Excel document of research data, statistical analysis, and graphs.


Supporting Collegiate Students In The United States Through Athletic And Career Transitions, Scott Pierce, Melvin Sangalang, Lilla Kisvari, Lindsey Kellar, Eric Martin Jan 2024

Supporting Collegiate Students In The United States Through Athletic And Career Transitions, Scott Pierce, Melvin Sangalang, Lilla Kisvari, Lindsey Kellar, Eric Martin

Faculty Publications - Kinesiology and Recreation

The purpose of this paper is to explore the athletic and career transitions that student-athletes navigate and to present examples of providing ongoing psychological support for student-athletes through these transitions. Guided by frameworks for understanding athlete change-events, a series of evidence-based propositions are presented to conceptualize how to understand and support collegiate student-athletes through transitions. A specific educational program is explained to provide an example of supporting student-athletes’ goal setting, identity, and life skills transfer during the transition out of college sports and college life. Future opportunities for supporting student-athlete transitions are then identified, along with reflections and lessons learned …


Multidisciplinary Approach To Injury Rehabilitation: The D1 College Athlete Perspective, Lindsey Leatherman Jan 2024

Multidisciplinary Approach To Injury Rehabilitation: The D1 College Athlete Perspective, Lindsey Leatherman

Graduate Theses, Dissertations, and Problem Reports (ETD)

Sport injuries continue to be unavoidable disruptions in student-athletes’ athletic careers with over 200,000 injuries estimated to be reported each year in college sport (Kerr et al., 2015). Researchers continue to emphasize the importance of an interprofessional approach to rehabilitation to help athletes manage the adverse psychological and emotional reactions to injury (Appaneal et al., 2009; Gervis et al., 2020; Putukian, 2016). The purpose of this study was to extend and replicate the research of Clement and Arvinen-Barrow (2021) by incorporating perspectives of Division I US student-athletes. The current study describes 321 NCAA Division I collegiate athletes’ experiences of receiving …


ผลของการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดที่มีต่อพลังกล้ามเนื้อและความสามารถทางกีฬาฟันดาบสากลในนักกีฬาฟันดาบมือสมัครเล่น, นวินทร์ สุนทรเกตุ Jan 2024

ผลของการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดที่มีต่อพลังกล้ามเนื้อและความสามารถทางกีฬาฟันดาบสากลในนักกีฬาฟันดาบมือสมัครเล่น, นวินทร์ สุนทรเกตุ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกพลัยโอเมตริก และการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือด ที่มีต่อสมรรถภาพทางกีฬาฟันดาบสากล พลังกล้ามเนื้อ ความสามารถในการใช้พลังงานแบบแอโรบิกและแอนแอโรบิก รวมถึงการทรงตัวในนักกีฬาฟันดาบสากลสมัครเล่น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาฟันดาบสากลอายุเฉลี่ย 21.3 ± 3 ปี จำนวน 46 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มควบคุม (CON) จำนวน 14 คน 2) กลุ่มฝึกพลัยโอเมตริก (PLY) จำนวน 16 คน และ 3) กลุ่มฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือด (PLY+BFR) จำนวน 16 คน ทั้งสามกลุ่มได้รับการฝึกฟันดาบ 3 วันต่อสัปดาห์ โดยมีการควบคุมปริมาณการฝึกฟันดาบแบ่งเป็นการฝึกการเคลื่อนไหว การฝึกทักษะ และการฝึกแข่งขัน รวมระยะเวลาการฝึกฟันดาบ 1.5 - 2 ชั่วโมงต่อวัน กลุ่ม PLY และ PLY+BFR มีการฝึกเสริมด้วยการฝึกพลัยโอเมตริก 2 วันต่อสัปดาห์ ฝึก 4 ท่าในแต่ละวัน ซึ่งเป็นท่าฝึกที่เน้นการเคลื่อนไหวในแนวนอน (horizontal motion) เพื่อจำลองการเคลื่อนไหวในกีฬาฟันดาบ ในขณะฝึกพลัยโอเมตริกกลุ่ม PLY+BFR จะใส่อุปกรณ์เพื่อจำกัดการไหลเวียนเลือดแดงบริเวณส่วนต้นของรยางค์ล่างทั้ง 2 ข้าง และใช้แรงดันในการจำกัดการไหลเวียนเลือดที่ 60 เปอร์เซ็นต์ของแรงดันที่หลอดเลือดแดงถูกปิดกั้น (arterial occlusion pressure) ก่อนและหลังการฝึก ทุกกลุ่มได้รับการประเมินตัวแปรด้านสรีรวิทยาการออกกำลังกาย ประกอบด้วย ข้อมูลสรีรวิทยาทั่วไปและองค์ประกอบร่างกาย สมรรถภาพทางแอโรบิก สมรรถภาพทางกีฬาฟันดาบ พลังกล้ามเนื้อเชิงทักษะ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ระบบประสาทกล้ามเนื้อ และการทรงตัว การวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบใช้การทดสอบความแปรปรวนแบบผสม 2x3 (กลุ่ม x เวลา) และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยใช้วิธีการทดสอบของแอลเอสดี (LSD) ภายหลังการฝึก 8 สัปดาห์ พบว่า ทั้งกลุ่ม PLY และ PLY+BFR มีการพัฒนาพลังกล้ามเนื้อเชิงทักษะ ความแข็งแรง …


ผลของการฝึกรำไทยสมาธิต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและการทำงานของไตในผู้สูงอายุโรคไตจากเบาหวาน, ศุภลักษณ์ จันคำ Jan 2024

ผลของการฝึกรำไทยสมาธิต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและการทำงานของไตในผู้สูงอายุโรคไตจากเบาหวาน, ศุภลักษณ์ จันคำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกรำไทยสมาธิต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การทำงานของไต สมรรถภาพทางกาย ตัวบ่งชี้ทางชีวเคมีในเลือด และคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่เป็นโรคไตจากเบาหวาน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุโรคไตเรื้อรังจากเบาหวาน อายุระหว่าง 60-75 ปี ถูกสุ่มแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มที่ไม่ได้รับการฝึก (CON) จำนวน 19 คน และ 2) กลุ่มฝึกรำไทยสมาธิ (TDM) จำนวน 17 คน ที่ได้รับการฝึกรำไทยสมาธิ ที่ความหนัก 40-60 เปอร์เซ็นต์ของอัตราการเต้นหัวใจสำรอง ครั้งละ 50 นาที จำนวน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ทำการทดสอบตัวแปรด้านสรีรวิทยา สารชีวเคมีในเลือด สมรรถภาพทางกาย การทำงานของหลอดเลือด ความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจ ความเครียดและคุณภาพชีวิต ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบก่อนและหลังการฝึก และเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มด้วยการทดสอบความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ (2 กลุ่ม x 2 เวลา) และเปรียบเทียบความแตกต่างแบบรายคู่โดยใช้วิธีการทดสอบแอลเอสดี ภายหลังการฝึก 12 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มรำไทยสมาธิมีน้ำหนักตัว ไขมันในช่องท้อง ความดันโลหิตช่วงหัวใจบีบตัวและคลายตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ระดับไกลโคซิเลทฮีโมโกลบิน ยูเรียไนโตรเจน มาลอนไดอัลดีไฮด์ ทูเมอร์ เนโครซิส แฟกเตอร์-อัลฟา และ อินเตอร์ลิวคิน-6 ลดลง ในขณะที่ค่าอัตราการกรองของไต ซูเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเทส และไนตริก ออกไซด์ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ ค่าการขยายตัวของหลอดเลือดหลังการปิดกั้นการไหลเวียน ซึ่งเป็นการวัดการขยายตัวของหลอดเลือดที่ขึ้นอยู่กับเอนโดทีเลียมเพิ่มขึ้น ความแข็งของหลอดเลือดแดงและดัชนีความต้านทานของไตลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อีกทั้งกลุ่มรำไทยสมาธิยังมีค่าความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจความถี่สูงเพิ่มขึ้น ระดับความเครียดและความวิตกกังวลลดลง และมีคุณภาพชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า การฝึกรำไทยสมาธิมีประโยชน์หลากหลายด้านต่อผู้สูงอายุที่เป็นโรคไตจากเบาหวาน อันได้แก่ส่งเสริมการทำงานของไตและหลอดเลือด ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เพิ่มการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระ และลดสารอนุมูลอิสระ ความเครียด และความวิตกกังวล


Parting Thoughts Xxx: My Struggle With Disney And Cognitive Dissonance, Robin Lizzo Jan 2024

Parting Thoughts Xxx: My Struggle With Disney And Cognitive Dissonance, Robin Lizzo

Faculty Publications - Kinesiology and Recreation

No abstract provided.


Athletic Trainers' Perceptions Of Salary Negotiation Decision-Making During The Hiring Process, Julie M. Cavallario, Kim Detwiler, Leanne Jones, Indigo White, Cailee E. Welch Jan 2024

Athletic Trainers' Perceptions Of Salary Negotiation Decision-Making During The Hiring Process, Julie M. Cavallario, Kim Detwiler, Leanne Jones, Indigo White, Cailee E. Welch

Rehabilitation Sciences Faculty Publications

Context: Appropriate salaries for athletic trainers (ATs) have been a contentious topic for decades. While professional advocacy efforts to increase ATs' salaries have gained traction, little is known about ATs' experiences with negotiation during the hiring process.

Objective: To explore the reasons, influences, and factors influencing ATs' negotiation decisions.

Design: Qualitative study.

Setting: Individual video interviews.

Patients or other participants: 28 ATs who participated in a previous study and indicated a willingness to participate in the qualitative follow-up were interviewed (17 women, 10 men, 1 non-binary individual; age = 37.8±8.9 years; athletic training experience = 15.1±8.3 years). Of the 28 …


Assessments Used By Athletic Trainers To Decide Return-To-Activity Readiness In Patients With An Ankle Sprain, Ryan S. Mccann, Cailee E. Welch Bacon, Ashley M. B. Suttmiller, Phillip A. Gribble, Julie M. Cavallario Jan 2024

Assessments Used By Athletic Trainers To Decide Return-To-Activity Readiness In Patients With An Ankle Sprain, Ryan S. Mccann, Cailee E. Welch Bacon, Ashley M. B. Suttmiller, Phillip A. Gribble, Julie M. Cavallario

Rehabilitation Sciences Faculty Publications

Context: Athletic trainers (ATs) often care for patients with ankle sprains. Expert consensus has been established for rehabilitation-oriented assessments (ROASTs) that should be included in ankle-sprain evaluations. However, the methods ATs use to determine return-to-activity readiness after an ankle sprain are unknown.

Objectives: To identify ATs' methods for determining patients' return-to-activity readiness after an ankle sprain and demographic characteristics of the ATs and their methods.

Setting: Online survey.

Design: Cross-sectional study.

Patients or Other Participants: We recruited 10 000 clinically practicing ATs. A total of 676 accessed the survey, 574 submitted responses (85% completion rate), and 541 respondents met the …


Outpatient Fall Prevention In Ambulatory Adults 65 Years Old And Over, Dorothy L. Osborne-White Jan 2024

Outpatient Fall Prevention In Ambulatory Adults 65 Years Old And Over, Dorothy L. Osborne-White

Doctor of Nursing Practice (DNP) Scholarly Projects - Archive

Background: In the United States (U.S.), falls are the leading cause of injury among adults 65 and over, resulting in 36 million falls yearly (Moreland et al., 2020). According to the Centers for Disease Control and Prevention (CDC, 2023), one in four older adults experiences a fall each year. Falls are the world's second most prominent cause of accidental deaths (World Health Organization [WHO], 2021). Falls are the leading cause of both fatal and non-fatal injuries among older adults (Moreland et al., 2020).

Methods: A quality improvement project that included a fall bundle was implemented in a primary clinic. A …


Using Mid-Upper Arm Circumference Z-Score Measurement To Support Youth Malnutrition Screening As Part Of A Global Sports And Wellness Program And Improve Access To Nutrition Care, Amy R. Sharn, Raissa Sorgho, Suela Sulo, Emilio Molina-Molina, Clara Rojas Montenegro, Mary Jean Villa-Real Guno, Susan Abdel-Rahman Jan 2024

Using Mid-Upper Arm Circumference Z-Score Measurement To Support Youth Malnutrition Screening As Part Of A Global Sports And Wellness Program And Improve Access To Nutrition Care, Amy R. Sharn, Raissa Sorgho, Suela Sulo, Emilio Molina-Molina, Clara Rojas Montenegro, Mary Jean Villa-Real Guno, Susan Abdel-Rahman

Ateneo School of Medicine and Public Health Publications

Objective

Historically, mid-upper arm circumference (MUAC) has been instrumental to identifying malnutrition in children under 5 years living in resource restricted settings. Less attention is directed to at-risk, school-aged youth. Updated and validated pediatric age- and gender-specific MUAC growth curves expand malnutrition screening opportunities (2 months-18 years) including overweight/obesity. An innovative partnership was created to integrate MUAC z-score measurement trainings and screenings in the Real Madrid Foundation's (RMF) Social Sports Schools (S3) program, which provide sports and wellness programming to under-resourced communities. This work aimed to investigate the feasibility of leveraging non-healthcare professionals (non-HCPs) to identify malnutrition risk as part …


Unlv Title Iii Aanapisi & Mcnair Scholars Institute Research Journal 2024, Jesica Godinez-Paredes, Kian Hassankhan, Apia Hickman, Robin Ruth Kee, Kevin Ayala Pineda, Briana Melendez, Kalli Ramos, Saturn L. Reyes, Fabian Leija, Selena Pepe, Silva Topchyan, Celeste Ainsley, Mayra Arzate, Jessica Balistreri, Zantana Ephrem, Mirella Jasso, Karl Panou, Nichole Pelaez, Miklo Alcala, Akshay Dave, Mey Mey Heng, Michael Finkle, Janessa Montenegro, Reynafe Naol Aniga, Victor Mejia, Angelica G. Diaz, Anayeli Flores-Garibay, Kari Lee Joe Goold, Samantha Hernandez, Lianelys Cabrera Martinez, Caitlin Reynolds, Kimberly N. Usbeck, Abdulrahman Alahdal, Angelica Diaz, Willaine Mae Kahano, Raquel Jackson, Cecia Ruiz-Hernandez, Kers Ung-Watson, Yessenia Henriquez, Vanessa Marie Booth, Alexia Brown, Darlyn Magana, Bianca Navarro, Nicholas Pereira, Gia Renemae Calip, Lucky Heng, Ralph Sagun, Lucas Abreu, Alexandra Maria Acosta, Tristan Benally, Cosset Hernandez Pena, Adrian Montenegro, Cierra Paaaina-Daquioag, Nicole Torosian, Tracy Fuentes, Julissa Martinez, Medina Mcallister, Michal Newhouse-Van Vlerin, Tiria Carr, Nima Abkenar, Isabella Aceituno, Yuhan Bi, Victoria Campos, Melika Cummings, Zachary J. Johnigan, Alexis Sotolongo-Marin Jan 2024

Unlv Title Iii Aanapisi & Mcnair Scholars Institute Research Journal 2024, Jesica Godinez-Paredes, Kian Hassankhan, Apia Hickman, Robin Ruth Kee, Kevin Ayala Pineda, Briana Melendez, Kalli Ramos, Saturn L. Reyes, Fabian Leija, Selena Pepe, Silva Topchyan, Celeste Ainsley, Mayra Arzate, Jessica Balistreri, Zantana Ephrem, Mirella Jasso, Karl Panou, Nichole Pelaez, Miklo Alcala, Akshay Dave, Mey Mey Heng, Michael Finkle, Janessa Montenegro, Reynafe Naol Aniga, Victor Mejia, Angelica G. Diaz, Anayeli Flores-Garibay, Kari Lee Joe Goold, Samantha Hernandez, Lianelys Cabrera Martinez, Caitlin Reynolds, Kimberly N. Usbeck, Abdulrahman Alahdal, Angelica Diaz, Willaine Mae Kahano, Raquel Jackson, Cecia Ruiz-Hernandez, Kers Ung-Watson, Yessenia Henriquez, Vanessa Marie Booth, Alexia Brown, Darlyn Magana, Bianca Navarro, Nicholas Pereira, Gia Renemae Calip, Lucky Heng, Ralph Sagun, Lucas Abreu, Alexandra Maria Acosta, Tristan Benally, Cosset Hernandez Pena, Adrian Montenegro, Cierra Paaaina-Daquioag, Nicole Torosian, Tracy Fuentes, Julissa Martinez, Medina Mcallister, Michal Newhouse-Van Vlerin, Tiria Carr, Nima Abkenar, Isabella Aceituno, Yuhan Bi, Victoria Campos, Melika Cummings, Zachary J. Johnigan, Alexis Sotolongo-Marin

McNair Journal

Journal articles based on research conducted by undergraduate students in the AANAPISI, LSAMP, and McNair Scholars Program.

Table of Contents

About AANAPISI

Dr. Chris Heavey, Interim President

Dr. Keith Rogers, Vice President for Student Affairs

Ms. Zhanna Aronov, Associate Vice President for Retention & Outreach


Analyzing Sex Differences In Human Performance Through 3d Isotonic Resistance, Jacob M. Cunha Jan 2024

Analyzing Sex Differences In Human Performance Through 3d Isotonic Resistance, Jacob M. Cunha

University of the Pacific Theses and Dissertations

Appraisal of scientific literature and understanding continues to grow in the domain of human performance. The effects of sex on concentric resistance training and power output are not well understood. Recent advancements in technology permit more precise measurements of force output and the kinematic changes elicited by training stress. A unique device in capturing kinematic performance output is Proteus Motion. The machine produces an external magnetic load through a protruding apparatus connected to a gyrosphere, which in turn captures concentric movement through all three planes of movement (sagittal, coronal, transversal). The aim of this study is to investigate power output …


Deconstruction Of Body Representation Of The Back In Healthy Back Pain-Free Individuals And People With Chronic Low Back Pain, Simon Pratt Jan 2024

Deconstruction Of Body Representation Of The Back In Healthy Back Pain-Free Individuals And People With Chronic Low Back Pain, Simon Pratt

Theses

Changes in various body representations have been increasingly investigated and subsequently posited to be potentially important factors in the development and maintenance of chronic low back pain. Three main domains of body representation are considered here: body model, body schema (comprising superficial and postural schema), and body image. Most studies informing our contemporary understanding of these body representations have been undertaken in areas such as the hand and forearm, with a comparative dearth of studies performed on the low back. Consequently, this thesis consists of a comprehensive investigation of body representation initially in healthy back pain-free individuals and then in …


Swimming: A Great Decision And An Even Better Journey, Eva M. Hunnius Jan 2024

Swimming: A Great Decision And An Even Better Journey, Eva M. Hunnius

Emerging Writers

Swimming is loved, feared, and cherished by so many around the world. People love it because it gives them a sense of freedom and peace, while also receiving a great workout. Some may fear it because they do not know how to swim, or they feel like there are many dangers and risks to swimming. Others cherish it because it is the only sport they have ever known. In my case, swimming is one of the only things that has been with me since I was a little kid. This remains true for many athletes. In this discussion, I hope …


Exercise Professional Education, Qualifications, And Certifications: A Content Analysis Of Job Postings In The United States, Rachele Pojednic, Devin P. O’Neill, Molly G. Flanagan, Alexis Bartlett, Byron L. G. Carter, Mary A. Kennedy Jan 2024

Exercise Professional Education, Qualifications, And Certifications: A Content Analysis Of Job Postings In The United States, Rachele Pojednic, Devin P. O’Neill, Molly G. Flanagan, Alexis Bartlett, Byron L. G. Carter, Mary A. Kennedy

Research outputs 2022 to 2026

Introduction: Growth in the field of clinical exercise science and the potential impacts on overall health and wellbeing have driven the need for qualified, clinically trained, exercise professionals. And yet, it is not well understood what specific credentials employers are seeking when hiring exercise professionals. Purpose: The purpose of the study was to examine the qualification requirements for professionals seeking employment in exercise science, exercise physiology, kinesiology or equivalent fields. Methods: Search platforms Indeed.com and USAJobs.gov were examined within a two week period in 2022. Search terms included “Exercise Physiology”, “Exercise Science”, “Exercise Professional”, “Exercise Prescription”, “Exercise Specialist”, and “Kinesiology”. …


Athlete Monitoring Perspectives Of Sports Coaches And Support Staff: A Scoping Review, Wouter P. Timmerman, Chris R. Abbiss, Nathan G. Lawler, Mandy Stanley, Annette J. Raynor Jan 2024

Athlete Monitoring Perspectives Of Sports Coaches And Support Staff: A Scoping Review, Wouter P. Timmerman, Chris R. Abbiss, Nathan G. Lawler, Mandy Stanley, Annette J. Raynor

Research outputs 2022 to 2026

Objectives: To map and summarise the sports coaches’ and support staff's perspectives on athlete monitoring to explore the breadth of literature, identify knowledge gaps and inform future research. Design: Scoping review based on the Joanna Briggs Institute (JBI) methodology. Methods: SPORTDiscus, MEDLINE, APA PsycInfo, and Embase databases were searched in English until 6 September 2022. The inclusion criteria were (1) coach(es) and/or support staff were explicitly questioned about their knowledge, perceptions, understanding, opinions, and/or applied practice of athlete monitoring; (2) results could be directly attributed to coach(es) and/or support staff; (3) primary research projects that are available as full-text. Exclusion …


Changes In Deadlift Six Repetition Maximum, Countermovement Jump Performance, Barbell Velocity, And Perceived Exertion Over The Duration Of A Microcycle, Stuart N. Guppy, Tsuyoshi Nagatani, Wayne C. K. Poon, Kristina L. Kendall, Jason P. Lake, G. Gregory Haff Jan 2024

Changes In Deadlift Six Repetition Maximum, Countermovement Jump Performance, Barbell Velocity, And Perceived Exertion Over The Duration Of A Microcycle, Stuart N. Guppy, Tsuyoshi Nagatani, Wayne C. K. Poon, Kristina L. Kendall, Jason P. Lake, G. Gregory Haff

Research outputs 2022 to 2026

The primary aim of this study was to investigate the stability of the six-repetition maximum (6RM) deadlift over the length of a five-day microcycle and whether the fatigue induced by maximal effort testing detrimentally impacted preparedness. Twelve participants performed four testing sessions, comprising a one-repetition maximum test and three 6RM tests separated by 48 hours. Countermovement jumps were performed before each testing session, and barbell velocity was measured during each warm-up set to assess changes in preparedness. The 6RM deadlift was not statistically different between any of the testing sessions (p  =  .056; ηp2  =  0.251). Similarly, …


The Bradley-Terry Model In Binary Outcome Driven Rankings: An Apllication In Amateur Hockey, Connor Meissner, Jeremy M. Losak Jan 2024

The Bradley-Terry Model In Binary Outcome Driven Rankings: An Apllication In Amateur Hockey, Connor Meissner, Jeremy M. Losak

Sport Management - All Scholarship

Ranking systems serve critical roles in sport settings, most notably in determining playoff participants and seeding. Numerous ranking methodologies exist that incorporate many input measures and produce models that are highly predictive of game outcomes. However, there are circumstances—especially for amateur sport leagues—in which more complex inputs are either unavailable or not desirable, as they may lead to adverse performance incentives. Therefore, the goal of this paper is to highlight a ranking methodology that only considers binary game outcomes, i.e., wins and losses. Specifically, we consider the efficacy of the Bradley-Terry Model to rank sport teams for playoff consideration. We …


Sex Differences In The Effects Of Cortisol On Muscle Characteristics: A Meta-Analysis, Natalie Bitetti Jan 2024

Sex Differences In The Effects Of Cortisol On Muscle Characteristics: A Meta-Analysis, Natalie Bitetti

CMC Senior Theses

Background: Cortisol plays a central role in both muscle breakdown and growth. These effects are highly dependent on dose and interactions with other hormones. It is known that men and women show considerable differences in their muscle structure and physiology, which are largely driven by hormonal differences. Cortisol release patterns may also vary between the sexes, with current research showing considerable disagreement. The interplay between cortisol and muscle, two highly variable and sexually dimorphic factors, may prove to have different effects in males versus females.

Objective: This meta-analysis integrates existing research on sex differences in cortisol-muscle physiology with existing research …


“There’S A Lifestyle, An Appreciation, A Beauty”: An Interpretative Phenomenological Analysis Of Masters Rowers, Jason Rich, Pamela Beach, Heidi K. Byrne Jan 2024

“There’S A Lifestyle, An Appreciation, A Beauty”: An Interpretative Phenomenological Analysis Of Masters Rowers, Jason Rich, Pamela Beach, Heidi K. Byrne

Articles

Masters rowing has seen a measurable increase in participation, with masters rowers engaged in the sport for competition, health, and recreation reasons. Unlike other masters sports, masters rowing has a unique high level of synchronous, cooperative, and interdependent elements. To better understand the benefits and challenges of participation in competitive masters rowing, the purpose of this study was to explore the lived experiences of competitive masters rowers. Twelve competitive masters rowers were recruited and interviewed. Utilizing an interpretative phenomenological analysis approach to guide data collection, analysis, and interpretation, the analysis revealed four major themes: navigating community relationships, finding a reason …


คุณภาพชีวิตของบุคลากรสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิมพ์วิสาข์ เอี่ยมลาภะ Jan 2024

คุณภาพชีวิตของบุคลากรสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิมพ์วิสาข์ เอี่ยมลาภะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตโดยรวมและรายด้านของบุคลากรสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยจำแนกตามตัวแปรเพศ อายุ รายได้ ระดับการศึกษา อายุการทำงานในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหน่วยงาน กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรสายปฏิบัติการที่ปฏิบัติงานอยู่ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในเขตปทุมวัน ทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุ 18 – 60 ปี และมีตำแหน่งงานระดับ P3 – P8 จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและแบบสอบถามคุณภาพชีวิต WHOQOL–BREF–THAI วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Independent – Sample T Test เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลตามตัวแปรเพศ One-way ANOVA เพื่อเปรียบข้อมูลตามตัวแปรอายุ รายได้ ระดับการศึกษา อายุงานในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หน่วยงาน หากพบว่ามีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย จึงค่อยไปทำการเปรียบเทียบรายคู่ (Multiple comparison) ด้วยวิธีของ Scheffé โดยกำหนดค่าความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัย พบว่า คุณภาพชีวิตโดยรวมและรายด้าน ได้แก่ ด้านสุขภาพกาย ด้านจิตใจ ด้านสัมพันธภาพทางสังคม และด้านสิ่งแวดล้อมของบุคลากรสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อจำแนกตามตัวแปรเพศ อายุ รายได้ อายุการทำงานในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหน่วยงานที่แตกต่างกัน พบว่า มีคุณภาพชีวิตที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ไม่พบความแตกต่างในตัวแปรระดับการศึกษา สรุปได้ว่า คุณภาพชีวิตของบุคลากรสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ในระดับปานกลาง


ผลของการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดต่อสมรรถภาพด้านแอโรบิกและความสามารถในการพายเรือกรรเชียงระยะ 2,000 เมตรในนักกีฬาเรือกรรเชียงระดับเยาวชน, สุภัทรา ศิลปบรรเลง Jan 2024

ผลของการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดต่อสมรรถภาพด้านแอโรบิกและความสามารถในการพายเรือกรรเชียงระยะ 2,000 เมตรในนักกีฬาเรือกรรเชียงระดับเยาวชน, สุภัทรา ศิลปบรรเลง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาเป็นรูปแบบการฝึกที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาสมรรถภาพความทนทานของร่างกายในนักกีฬาประเภททนทาน อย่างไรก็ตามการศึกษาผลของการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดยังมีจำนวนจำกัด ดังนั้นงานวิจัยเรื่องนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดในนักกีฬาเรือกรรเชียงเยาวชนต่อสมรรถภาพด้านแอโรบิกและความสามารถในการพายเรือกรรเชียง 2,000 เมตร การศึกษาที่1 มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแรงดันที่ใช้จำกัดการไหลเวียนเลือดที่เหมาะสมสำหรับใช้ร่วมกับการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบา นักกีฬาเรือกรรเชียงเพศชายและหญิง อายุ 15-18 ปี จำนวน 14 คน เวียนเข้ารับการดึงกรรเชียงบก 4 รูปแบบ ได้แก่ การดึงกรรเชียงบกแบบความหนักสูงสลับเบาและการดึงกรรเชียงบกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดที่ระดับ 40%, 50% และ 60% ของการปิดกั้นของหลอดเลือด (AOP) โดยเว้นระยะห่างแต่ละรูปแบบ 1 สัปดาห์ ทำการวัดระดับออกซิเจนในกล้ามเนื้อ, การทำงานของระบบหัวใจไหลเวียนเลือด, ระดับความรู้สึกเหนื่อย, ระดับความเจ็บปวดและความสามารถในการดึงกรรเชียงบก โดยพบว่า ระดับแรงดันที่ 50%AOP มีประสิทธิภาพที่สุดที่ทำให้ระดับออกซิเจนในกล้ามเนื้อลดลงต่ำที่สุดในขณะออกกำลังกาย ขณะที่ไม่ส่งผลต่อการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือดและความสามารถในการดึงกรรเชียงบกแตกต่างจากระดับแรงดันอื่น การศึกษาที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดต่อสมรรถภาพด้านแอโรบิกและความสามารถในการพายเรือกรรเชียง 2,000 เมตร นักกีฬาเรือกรรเชียงเพศชายและหญิง อายุ 15-18 ปี จำนวน 16 คน ได้รับการสุ่มด้วยวิธีการจับคู่แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มการฝึกด้วยความหนักสูงสลับเบาอย่างเดียว (HIIT) ประกอบด้วยการฝึก 4 เซทๆละ 2 นาที ที่ระดับความหนัก 90% ของพลังสูงสุด พักระหว่างเซท 2 นาที และ กลุ่มการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือด (HIIT+BFR) ทั้งสองกลุ่มทำการฝึก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ ก่อนและหลังการฝึก 6 สัปดาห์ ทำการวัดองค์ประกอบร่างกาย, ความแข็งแรงสูงสุดของรยางค์แขนและขา (1RM), ความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุด (VO2max), จุดวิกฤตการหายใจ (VT1 และ VT2) พลังวิกฤต (CP) ความสามารถในการทำงานแบบไม่ใช้ออกซิเจน (AWC) จลนพลศาสตร์การใช้ออกซิเจน (Oxygen kinetic), ระดับออกซิเจนในกล้ามเนื้อ (SmO2) และเวลาในการพายเรือ 2,000 เมตร จากนั้นทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความแปรปรวนสองทางแบบผสมผสานและทำการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีบอนเฟอร์โรนี …


โปรแกรมการออกมาเล่นเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางกายด้านสมรรถนะทางกายสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน, ชรินทร์ทิพย์ มั่นยืน Jan 2024

โปรแกรมการออกมาเล่นเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางกายด้านสมรรถนะทางกายสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน, ชรินทร์ทิพย์ มั่นยืน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโปรแกรมการออกมาเล่นเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางกายด้านสมรรถนะทางกายสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน และเพื่อเปรียบเทียบความฉลาดรู้ทางกายด้านสมรรถนะทางกายก่อนและหลังการทำกิจกรรมด้วยโปรแกรมการออกมาเล่น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนอายุ 10–11 ปี จำนวน 61 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 31 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการออกมาเล่น 60 นาทีต่อวัน จำนวน 16 ครั้ง รวม 6 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมดำเนินกิจวัตรตามปกติ ผลการวิจัยพบว่า เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังการทดลอง ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านสมรรถภาพทางแอโรบิก ความอดทนของกล้ามเนื้อ และระดับคะแนนรวม ยกเว้นความสามารถทางกลไกในทักษะการกระโดดสองเท้าและการก้าวสลับขาของกลุ่มทดลองที่ดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ภายในกลุ่มทดลอง พบว่าด้านความสามารถทางกลไกและระดับคะแนนดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อพิจารณาเป็นรายทักษะ กลุ่มทดลองมีทักษะการก้าวสลับขา กระโดดขาเดียว และการเตะ ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนกลุ่มควบคุมมีเพียงทักษะการก้าวสลับขาที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า โปรแกรมการออกมาเล่นสามารถส่งเสริมความสามารถทางกลไกในทักษะพื้นฐานบางด้าน เช่น การกระโดดสองเท้าและการก้าวสลับขา สำหรับนักเรียนที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วนได้ดีขึ้น


ผลของการดื่มนมถั่วลูกไก่ที่มีต่อสมรรถภาพความอดทนในนักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนหญิง, ภารวี หิรัญเจริญ Jan 2024

ผลของการดื่มนมถั่วลูกไก่ที่มีต่อสมรรถภาพความอดทนในนักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนหญิง, ภารวี หิรัญเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของนมถั่วลูกไก่ที่มีผลต่อสมรรถภาพความอดทนในการวิ่งของนักวิ่ง ฮาล์ฟมาราธอนหญิง และเปรียบเทียบผลของการดื่มนมถั่วลูกไก่และนมถั่วเหลืองที่ส่งผลต่อการตอบสนองสารชีวเคมีในร่างกายและสมรรถภาพความอดทนของนักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนหญิง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนหญิง อายุระหว่าง 25 – 35 ปี จำนวน 14 คน ทำการทดลองในลักษณะแบบไขว้ สุ่มลำดับ และอำพรางสองฝ่าย เพื่อสุ่มลำดับการรับประทานเครื่องดื่ม ได้แก่ ครั้งที่ 1 นมถั่วลูกไก่ ครั้งที่ 2 นมถั่วเหลือง และครั้งที่ 3 สารหลอก ตัวแปรที่ทำการศึกษา ได้แก่ น้ำตาลในเลือด แลคเตทในเลือด กรดไขมันอิสระ และครีเอทีนไคเนส อาสาสมัครดื่มเครื่องดื่มและพัก 30 นาที แล้วขึ้นวิ่งบนลู่วิ่งกล อาสาสมัครได้รับการทดสอบอัตราการใช้ออกซิเจนสูงสุดของร่างกาย (VO2max) เพื่อกำหนดความเร็ว 60% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด (VT1) วิ่งเป็นเวลา 60 นาที และปรับความเร็วเป็น 80% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด (VT2) วิ่งจนเหนื่อยหมดแรง ระหว่างการวิ่ง มีการเก็บผลน้ำตาลในเลือด แลคเตทในเลือด ระดับอัตราการแลกเปลี่ยนก๊าซ ระดับความรับรู้ต่อความเหนื่อยล้า และ อัตราการเต้นของหัวใจ เมื่ออาสาสมัครวิ่งจนเหนื่อยหมดแรง ทำการคลายความหนัก 5 นาทีและพัก 5 นาที ก่อนเก็บตัวอย่างเลือด หลังการทดสอบนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานทดสอบความแปรปรวนแบบเกี่ยวข้องกันสองทาง ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05ผลการวิจัย ผลของการดื่มเครื่องดื่มทั้ง 3 ชนิด ไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในตัวแปรแลคเตทในเลือด กรดไขมันอิสระ ครีเอทีนไคเนส ระดับอัตราการแลกเปลี่ยนก๊าซ ระดับความรับรู้ต่อความเหนื่อยล้า และระยะเวลาของการออกกำลังกายจนเหนื่อยหมดแรง แต่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในน้ำตาลในเลือด ระหว่างกลุ่มนมถั่วลูกไก่ นมถั่วเหลือง และสารหลอกสรุปผลการวิจัย ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในตัวแปรแลคเตทในเลือด กรดไขมันอิสระ ครีเอทีนไคเนส ระดับอัตราการแลกเปลี่ยนก๊าซ ระดับความรับรู้ต่อความเหนื่อยล้า และระยะเวลาของการออกกำลังกายจนเหนื่อยหมดแรง ในระหว่างกลุ่มนมถั่วลูกไก่ นมถั่วเหลืองและสารหลอก แต่ภายในกลุ่มนมถั่วลูกไก่ มีแนวโน้มที่ดีในระดับน้ำตาลในเลือด แลคเตทในเลือด กรดไขมันอิสระและครีเอทีนไคเนส ดังนั้น …


ผลของการฝึกการยับยั้งการตอบสนองที่มีต่อความสามารถในการรับลูกตบของนักกีฬาวอลเลย์บอล, จิดาภา ศิริวรรณ์ Jan 2024

ผลของการฝึกการยับยั้งการตอบสนองที่มีต่อความสามารถในการรับลูกตบของนักกีฬาวอลเลย์บอล, จิดาภา ศิริวรรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การรับลูกตบของนักกีฬาวอลเลย์บอลต้องอาศัยอาศัยการประมวล การตัดสินใจ การเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว และรวมถึงความสามรถในการยับยั้งการ ตอบสนองที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งความสามารถในการควบคุมยับยั้งนั้นสนับสนุนให้เกิดพฤติกรรมที่ยืดหยุ่น (flexible behavior) จากสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงไป เมื่อการตอบสนองต่อสิ่งเร้ารูปแบบเดิมไม่สามารถกระทำได้อีกต่อไป จึงจำเป็นจะต้องมีความสามารถการควบคุมยับยั้งให้มากขึ้นเพื่อจะส่งผลต่อความสามารถในการรับลูกตบที่มีผล ต่อกีฬาวอลเลย์บอล การวิจัยในครั้งนี้จึงมุ่งศึกษาการควบคุมยับยั้งในนักกีฬาวอลเลย์บอลและการฝึกควบคุมยับยั้งในนักกีฬาวอลเลย์บอล โดยแบ่งออกเป็นสองการศึกษา ดังนี้ การศึกษาที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถการควบคุมยับยั้งในนักกีฬาวอลเลย์บอลมืออาชีพและนักกีฬามือสมัครเล่น โดยทำการทดสอบความสามารถด้านการควบคุมยับยั้งในนักกีฬาวอลเลย์บอลมืออาชีพ 13 คนและนักกีฬาวอลเลย์บอลมือสมัครเล่น 13 คน ซึ่งใช้การทดสอบการควบคุมยับยั้งด้วย Spatial Stroop test ชุดทดสอบ Flanker task ชุดทดสอบ motor go no-go task with FitLight™ และชุดการทดสอบรับลูกตบด้วยงาน Spatial Stroop โดยเครื่องยิงลูกวอลเลย์บอล พบว่า ผลทางด้านลักษณะทางกายภาพของกลุ่มตัวอย่าง ความถี่ในการฝึกซ้อมกลุ่มนักกีฬามืออาชีพมีค่าเฉลี่ยมากกว่านักกีฬามือสมัครเล่นอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติ(p =<.001) ผลการทดสอบชุดการทดสอบรับลูกตบด้วยงาน Spatial Stroop โดยเครื่องยิงลูกวอลเลย์บอล กลุ่มนักกีฬาอาชีพมีการตอบสนองเวลาปฏิกิริยาในสถานการณ์สิ่งเร้ากับการตอบสนองสอดคล้องกับเวลาปฏิกิริยาสถานการณ์สิ่งเร้ากับการตอบสนองไม่สอดคล้องกัน ผลของคะแนนรับลูกตบ จำนวนครั้งที่รับลูกได้ในสถานการณ์สอดคล้องกัน และร้อยละของความถูกต้องในการตอบสนองนักกีฬามืออาชีพที่มีค่าเฉลี่ยสูงกว่านักกีฬามือสมัครเล่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p =.001, p =.002, p =.005, p =.008, p =.019 ตามลำดับ) การศึกษาที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกควบคุมยับยั้งในนักกีฬาวอลเลย์บอล เพื่อเปรียบเทียบผลการทดสอบก่อนและหลังจากการฝึกควบคุมยับยั้ง กลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลระดับอุดมศึกษา สังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 14 คน เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างได้รับการบาดเจ็บจากการฝึกซ้อมจำนวน 1 คน จึงถูก คัดออกจากการศึกษาในครั้งนี้ดังนั้นกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น คือ 13 คน โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มฝึกควบคุมยับยั้ง จำนวน 7 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 6 คน พบว่า ภายหลังฝึกควบคุมยับยั้งต่อเนื่อง 4 สัปดาห์ผลการทดสอบ Flanker task ภายในกลุ่มทดลองความเร็วในการตอบสนองในสถานการณ์ไม่สอดคล้องกันมีความแตกต่างกันอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติ(p =.016) หลังฝึกควบคุมยับยั้งผลการทดสอบ motor go no-go task with FitLight™ ผลของเวลาการตอบสนองและการทดสอบด้วยการรับลูกตบด้วย งาน Spatial Stroop โดยเครื่องยิงลูกวอลเลย์บอล พบว่าผลจำนวนครั้งในการรับลูกได้ในสถานการณ์สอดคล้องกับร้อยละความถูกต้องของกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยที่มากกว่ากลุ่ม ควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p =.031, p =.002, p =.003 ตามลำดับ) ภายหลังการฝึกพบว่าในกลุ่มทดลองมีเวลาปฏิกิริยาในสถานการณ์สอดคล้องกัน (S-R con) กับ เวลาปฏิกิริยาในสถานการณ์ไม่สอดคล้องกัน (S-R incon) เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p =.039, p =.013 ตามล าดับ) และภายหลังการฝึกควบคุมยับยั้งระหว่างกลุ่ม ทดลอง กลุ่มควบคุมและนักกีฬามืออาชีพ พบว่าเวลาปฏิกิริยาในสถานการณ์สอดคล้องกันและไม่สอดคล้องกัน คะแนนการรับลูก จำนวนครั้งรับลูกได้ในสถานการณ์สอดคล้อง กัน และร้อยละความถูกต้อง ระหว่างกลุ่มนักกีฬามืออาชีพเทียบกับกลุ่มควบคุม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p = .005, p = .033, p = .005, p = .027, p =. 019 ตามลำดับ) จากผลการทดลองพบว่านักกีฬาวอลเลย์บอลมืออาชีพมีความสามารถด้านการควบคุมยับยั้งที่สูงกว่านักกีฬามือสมัครเล่นในการรับข้อมูลและประมวลผลไปยังการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว ทั้งในด้านการเคลื่อนไหวที่เป็นรูปแบบอัตโนมัติและการเคลื่อนไหวที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ของเกม ซึ่งการฝึกควบคุม ยับยั้งนั้นสามารถเพิ่มความสามารถในการควบคุมยับยั้งและส่งผลต่อการพัฒนาการรับลูกตบในนักกีฬาวอลเลย์บอล


ผลของการฝึกรำไทยแอโรบิกบนตาราง 25 ช่องต่อการทำงานของหลอดเลือดสมองและพุทธิปัญญาในผู้สูงอายุที่มีภาวะพุทธิปัญญาบกพร่องเล็กน้อย, สญชัย พลเสน Jan 2024

ผลของการฝึกรำไทยแอโรบิกบนตาราง 25 ช่องต่อการทำงานของหลอดเลือดสมองและพุทธิปัญญาในผู้สูงอายุที่มีภาวะพุทธิปัญญาบกพร่องเล็กน้อย, สญชัย พลเสน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของกลุ่มฝึกรำไทยแอโรบิกบนตาราง 25 ช่อง ระยะเวลา 12 สัปดาห์ ที่มีต่อตัวแปรด้านสรีรวิทยา การทำงานของหลอดเลือดสมอง พุทธิปัญญา ระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในสมอง การทำงานของระบบหายใจ สุขสมรรถนะและสารชีวเคมีในเลือดในผู้สูงอายุที่มีภาวะพุทธิปัญญาบกพร่องเล็กน้อยกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่มีภาวะพุทธิปัญญาบกพร่องเล็กน้อย อายุ 60-79 ปี จำนวน 40 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มควบคุม ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ไม่ได้รับการฝึกใด ๆ จำนวน 20 คน และกลุ่มที่ 2 กลุ่มทดลอง ที่ได้รับฝึกรำไทยแอโรบิกบนตาราง 25 ช่อง ครั้งละ 60 นาที 3 วันต่อสัปดาห์ 12 สัปดาห์ โดยการและหลังการทดลองทำการทดสอบตัวแปรทางสรีรวิทยา การทำงานของหลอดเลือดสมอง พุทธิปัญญา ระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในสมอง การทำงานของระบบหายใจ สุขสมรรถนะและสารชีวเคมีในเลือด จากนั้นนำมาวิเคราะห์ผลทางสถิติ นำมาเปรียบเทียบระหว่างก่อนการทดลองและหลังการทดลองของแต่ละกลุ่ม และระหว่างกลุ่มการทดลองทั้ง 2 กลุ่ม โดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ หากพบความแตกต่างจึงทำการเปรียบเทียบแบบรายคู่ โดยใช้สถิติแอลเอชดี ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.5ผลการทดลองพบว่าหลังการทดลอง 12 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยตัวแปรทางสรีรวิทยา ได้แก่ ค่าของน้ำหนักตัว ดัชนีมวลกาย และอัตราการเต้นของหัวใจขณะพักลดลงที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.5 และมีการพัฒนาของตัวแปรด้านสุขสมรรถนะ จากการทดสอบการนั่งเก้าอี้แล้วเอื้อมแตะปลายเท้า ระยะการเอื้อมแตะหลัง การลุกนั่งใน 30 วินาที การงอแขนใน 30 วินาที การยกขาซอยเท้าอยู่กับที่ 2 นาที และระยะทางในการเดิน 6 นาที การเดินและกลับตัว 3 เมตร ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.5 กลุ่มทดลองยังมีการเพิ่มขึ้นของตัวแปรด้านการทำงานของระบบหายใจ ได้แก่ ค่าปริมาตรสูงสุดของอากาศที่หายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าปริมาตรของอากาศที่ถูกขับออกในวินาทีแรกของการหายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าปริมาตรของอากาศจากการหายใจเข้า-ออกเต็มที่ในเวลา 1 นาที ค่าแรงดันการหายใจเข้าสูงสุด ค่าแรงดันการหายใจออกสูงสุด รวมไปถึงระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในสมองด้านซ้าย ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.5 …


ผลของการผสมผสานการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางที่มีต่อสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาและความสามารถแบบแอนแอโรบิกในนักกีฬาแฮนด์บอลเยาวชนเพศหญิง, สราลี วุฒิพิทยาธร Jan 2024

ผลของการผสมผสานการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางที่มีต่อสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาและความสามารถแบบแอนแอโรบิกในนักกีฬาแฮนด์บอลเยาวชนเพศหญิง, สราลี วุฒิพิทยาธร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental research design) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการผสมผสานการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางที่มีต่อสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาและความสามารถแบบแอนแอโรบิกในนักกีฬาแฮนด์บอลเยาวชนเพศหญิง เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เป็นนักกีฬาแฮนด์บอลระดับเยาวชนเพศหญิง อายุระหว่าง 15 - 18 ปี จากทีมแฮนด์บอลโรงเรียนสตรีสมุทรปราการ จำนวน 16 คน แบ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 8 คน ด้วยวิธีการจับคู่ (Matched pair) จากผลการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวของอิลลินอยส์ อยู่ในช่วง 17 - 19 วินาที กลุ่มทดลองทำการฝึกผสมผสานการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทาง และกลุ่มควบคุมทำการฝึกพลัยโอเมตริกและการฝึกเปลี่ยนทิศทาง ทั้งสองกลุ่มฝึก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ทำการทดสอบด้านสรีรวิทยา ได้แก่ อายุ ส่วนสูง น้ำหนัก และมวลกล้ามเนื้อ และทดสอบทางด้านสมรรถภาพทางกาย ได้แก่ พลังสูงสุด เวลาในการสปริ๊นท์ระยะ 5 เมตร และ 10 เมตร ความคล่องแคล่วว่องไว และความสามารถแบบแอนแอโรบิก ก่อนการฝึก หลังการฝึก 4 สัปดาห์ และหลังการฝึก 8 สัปดาห์ หลังจากนั้นวิเคราะห์ความแตกต่างภายในกลุ่มด้วยสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวชนิดวัดซ้ำ (One-way ANOVA with repeated measures) และเมื่อพบความแตกต่างจึงทำการเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ Bonferroni และวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยการวิเคราะห์สถิติ Independent Sample t-test กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า หลังการฝึก 4 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความคล่องแคล่วว่องไวแตกต่างกับกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยเวลาสปริ๊นท์ระยะ 5 เมตร และ 10 เมตร ความสามารถแบบแอนแอโรบิกและดัชนีความล้าแตกต่างกับกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และไม่พบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยพลังสูงสุดและพลังแบบแอนแอโรบิกระหว่างกลุ่ม หลังการฝึก 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยค่าเฉลี่ยพลังสูงสุด …


การวิเคราะห์ลักษณะทางสรีรวิทยาและกิจกรรมในการแข่งขันจำลองของกีฬายูยิตสูประเภทต่อสู้ชายรุ่นน้ำหนักไม่เกิน 62 กิโลกรัม, สมัญญา เข็มทอง Jan 2024

การวิเคราะห์ลักษณะทางสรีรวิทยาและกิจกรรมในการแข่งขันจำลองของกีฬายูยิตสูประเภทต่อสู้ชายรุ่นน้ำหนักไม่เกิน 62 กิโลกรัม, สมัญญา เข็มทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางสรีรวิทยาและกิจกรรมในการแข่งขันของนักกีฬายูยิตสูประเภทต่อสู้ชาย รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 62 กิโลกรัม คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เป็นนักกีฬายูยิตสู ประเภทต่อสู้ชาย จำนวน 8 คน อายุ 18 – 24 ปี ที่มีสายสีน้ำตาลขึ้นไป จากอันดับ 1 – 8 ของสมาคมกีฬายูยิตสูแห่งประเทศไทย ทดสอบสมรรถภาพทางกายก่อนการแข่งขัน 2 วัน ในวันแข่งขันได้ทำการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ความเข้มข้นของแลคเตทในเลือดและระดับออกซิเจนในเลือด ทั้งก่อนและหลังการแข่งขันแต่ละครั้ง วิเคราะห์กิจกรรมในการแข่งขัน ได้แก่ ทักษะที่ใช้ เวลาในการแข่งขัน และวิธีการชนะจากวิดีโอบันทึกการแข่งขันจำนวน 16 วิดีโอ หลังจากนั้นนำผลการทดสอบมาวิเคราะห์เชิงสถิติ การวิเคราะห์สถิติภายในกลุ่มใช้สถิติ Paired sample T – test และการวิเคราะห์สถิติระหว่างกลุ่มใช้สถิติ Independent sample T - test กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า หลังการแข่งขันอัตราการเต้นของหัวใจและความเข้มข้นของแลคเตทในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ระดับออกซิเจนในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.05) ในกลุ่มผู้ชนะทั้งสามตัวแปรมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ในกลุ่มผู้แพ้มีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะอัตราการเต้นของหัวใจและความเข้มข้นของแลคเตทในเลือดเท่านั้น อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างผู้ชนะและผู้แพ้ ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านการตอบสนองทางสรีรวิทยา สำหรับวิธีการชนะที่พบมากที่สุดคือการชนะด้วยการทำคะแนนหลังหมดเวลา (ร้อยละ 50) โดยมีอัตราส่วนการทำงานต่อการพักอยู่ที่ 4:1 ในส่วนของทักษะส่วนที่ 1 (การชก การเตะและการตั้งรับ) พบว่า หมัดตรงและท่าเตะเหวี่ยงเป็นท่าที่ใช้มากที่สุดแต่มีประสิทธิผลต่ำ ขณะที่การตั้งรับที่ใช้มากที่สุดคือการปัดป้องด้านล่าง ทักษะส่วนที่ 2 (การทุ่ม) พบว่า การทุ่มด้วยไหล่และสะโพกเป็นท่าที่ใช้มากที่สุดและมีประสิทธิผลสูง ส่วนทักษะที่มีประสิทธิผลต่ำคือการเกี่ยวขาด้านในและการทุ่มแบบนอนตะแคง ทักษะส่วนที่ 3 (การล็อค รัด หักหรือบิดข้อ) พบว่า การรัดคอด้วยลำตัวเป็นท่าที่มีประสิทธิผล ส่วนการรัดคอรูปสามเหลี่ยมและการล็อคข้อศอกหักแขนถึงแม้จะใช้มากแต่มีประสิทธิผลต่ำ กลุ่มผู้ชนะสามารถใช้ทักษะที่หลากหลายรูปแบบและแม่นยำพร้อมทั้งมีการวางแผนกลยุทธ์ที่ดีกว่า ขณะที่ผู้แพ้ใช้ทักษะซ้ำ ๆ และมีประสิทธิผลต่ำ สรุปได้ว่ากีฬายูยิตสูประเภทต่อสู้ เป็นกีฬาที่ต้องการการตอบสนองทางสรีรวิทยาสูงและความหลากหลายทางทักษะ แม้การตอบสนองทางสรีรวิทยาระหว่างผู้ชนะและผู้แพ้จะไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่รูปแบบที่หลากหลาย ประสิทธิผลของทักษะ และสมรรถภาพทางกายที่ดีคือปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จ


การพัฒนาผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงต่อการเพิ่มขนาดของกล้ามเนื้อ ในนักเพาะกายชายเพื่อนันทนาการ, ณฐมน เปียแก้ว Jan 2024

การพัฒนาผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงต่อการเพิ่มขนาดของกล้ามเนื้อ ในนักเพาะกายชายเพื่อนันทนาการ, ณฐมน เปียแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

กัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจที่กำลังได้รับความนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมล็ดกัญชงอุดมไปด้วยโปรตีนและกรดไขมัน จึงมีความเป็นไปได้ว่าจะสามารถช่วยลดการอักเสบและเพิ่มมวลกล้ามเนื้อได้ การวิจัยในครั้งนี้จึงต้องการพัฒนาผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงและศึกษาผลการนำไปใช้ในนักเพาะกายชายเพื่อนันทนาการ โดยแบ่งเป็น 2 ขั้นตอนดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณค่าทางโภชนาการในผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชง และความชื่นชอบผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงในนักเพาะกายชายเพื่อนันทนาการ พบว่าผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงที่พัฒนาได้ปริมาณ 1 หน่วยบริโภค (40 กรัม) ประกอบด้วยโปรตีนจากเมล็ดกัญชง ร้อยละ 83 – 93 มอลโทเด็กซ์ทริน ร้อยละ 5 – 15 ซูคราโลส น้อยกว่าร้อยละ 1 และวัตถุเจือปนอาหาร (สารแต่งกลิ่นรส, สารแต่งสี) น้อยกว่าร้อยละ 1 และนำส่งตรวจคุณค่าทางโภชนาการพบว่ามีโปรตีน 20.03 กรัม กรดอะมิโนแบบโซ่กิ่ง 3.26 กรัม และไขมันทั้งหมด 5.16 กรัม จากนั้นให้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเพาะกายชายเพื่อนันทนาการ อายุระหว่าง 20 - 30 ปี ที่รับประทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมประเภทโปรตีนเป็นปกติ จำนวน 30 คน ให้คะแนนความชอบแบบ 9-Point Hedonic Scale พบว่ามีคะแนนเฉลี่ยระหว่าง 5.00-7.99 แปลผลได้ว่ากลุ่มตัวอย่างรู้สึกเฉยๆ สามารถยอมรับผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงได้ ขั้นตอนที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลฉับพลันของผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงที่มีต่อการอักเสบของกล้ามเนื้อ และเพื่อเปรียบเทียบผลในช่วง 8 สัปดาห์ ระหว่างผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชง ผงชงดื่มโปรตีนจากถั่วเหลือง และผงชงดื่มจากเวย์โปรตีนที่มีต่อการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อที่เกิดจากการออกกำลังกายและการเพิ่มขนาดของกล้ามเนื้อ ประกอบไปด้วย 3 ระยะ แบ่งกลุ่มตัวอย่างดังกล่าวออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน ได้แก่ กลุ่ม A บริโภคผงชงบริโภคโปรตีนจากเมล็ดกัญชง กลุ่ม B บริโภคผงชงดื่มโปรตีนจากถั่วเหลือง และ กลุ่ม C บริโภคผงชงดื่มโปรตีนจากเวย์โปรตีน ทดสอบผลฉับพลันของผงชงดื่มโปรตีน (ระยะที่ 1) ที่มีต่อสารชีวเคมีในเลือดและแรงหดตัวสูงสุดของกล้ามเนื้อ โดยทดสอบก่อนการทดลอง หลังการทดลองทันที หลังการทดลอง 24 และ 48 …


ผลของการฝึกเสริมด้วยซิงเกิ้ลเลคแฮมสตริงบริดจ์ ที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาและการเคลื่อนไหวของข้อเข่าขณะวิ่งในนักกีฬาหลังได้รับการผ่าตัดรักษาเอ็นไขว้หน้า, ชนุตร พิศิฏฐศักดิ์ Jan 2024

ผลของการฝึกเสริมด้วยซิงเกิ้ลเลคแฮมสตริงบริดจ์ ที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาและการเคลื่อนไหวของข้อเข่าขณะวิ่งในนักกีฬาหลังได้รับการผ่าตัดรักษาเอ็นไขว้หน้า, ชนุตร พิศิฏฐศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การบาดเจ็บของข้อเข่าในนักกีฬาที่พบได้บ่อยคือการบาดเจ็บของเอ็นไขว้หน้า และหากได้รับการรักษาโดยการผ่าตัด (Anterior Cruciate Ligament Reconstruction: ACLR) ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพให้กลับเข้าสู่ระดับก่อนได้รับบาดเจ็บ โปรแกรมการฟื้นฟูที่เพิ่มการออกกำลังกายของกล้ามเนื้อแฮมสตริงน่าจะช่วยลดความไม่สมดุลกันของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าได้ วัตถุประสงค์: ศึกษาผลของการเพิ่มการฝึกซิงเกิ้ลเลคแฮมตริงบริดจ์ (Single-Leg Hamstring Bridge: SLHB) เข้าในโปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพมาตรฐานหลังการทำการผ่าตัดฟื้นฟูเอ็นไขว้หน้า ที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแฮมสตริงและชีวกลศาสตร์ของข้อเข่าในระหว่างการวิ่ง วิธีการวิจัย: นักกีฬาชาย 8 คนที่ได้รับการผ่าตัดฟื้นฟูเอ็นไขว้หน้าโดยใช้เนื้อเยื่อเอ็นกล้ามเนื้อแฮมสตริงของตนเอง เข้าร่วมการทดลองระยะเวลา 6 สัปดาห์ แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมที่ทำโปรแกรมฟื้นฟูมาตรฐาน และกลุ่มทดลองที่เพิ่มท่าการฝึกซิงเกิ้ลเลคแฮมสตริงบริดจ์แบบเพิ่มความต้านทานแบบก้าวหน้า แบ่งกลุ่มละ 4 คน โดยการสุ่ม ผลการศึกษา: กลุ่มทดลองมีการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญของค่าแรงบิดสูงสุดในการงอเข่าของขาข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ (p = 0.016) หลังการทดลอง และมุมข้อเข่าในจังหวะเท้าสัมผัสพื้นของขาที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ (p = 0.037) เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม สรุปผลการวิจัย: ความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในมุมเข่าเมื่อเท้ากระทบพื้น แสดงให้เห็นว่าการฝึกซิงเกิ้ลเลคแฮมสตริงบริดจ์ช่วยเพิ่มความมั่นคงของเข่าขณะเคลื่อนไหว นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของมุมการงอ/เหยียดเข่าสูงสุดขณะสัมผัสพื้น และแรงบิดสูงสุดของขาข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ แสดงว่าการออกกำลังกายแบบซิงเกิ้ลเลคแฮมสตริงบริดจ์อาจช่วยเสริมผลของการฟื้นฟูเอ็นไขว้หน้า โดยการพัฒนาความสมดุลของข้างปกติเพื่อเพิ่มการช่วยเหลือขาข้างที่ได้รับบาดเจ็บผ่านการควบคุมของระบบประสาทส่วนกลาง แต่ทั้งนี้การพบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเฉพาะขาข้างปกติอาจยังยืนยันผลต่อขาข้างที่ได้รับบาดเจ็บได้ไม่ชัดเจน จึงควรวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประโยชน์โดยตรงสำหรับขาข้างที่ได้รับการผ่าตัดและผลลัพธ์ในระยะยาวของการกลับไปเล่นกีฬา