Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Veterinary Medicine (2795)
- Dentistry (1268)
- Nursing (1047)
- Medical Sciences (860)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (384)
-
- Public Health (330)
- Sports Sciences (288)
- Mental and Social Health (152)
- Other Mental and Social Health (143)
- Medical Specialties (130)
- Geriatric Nursing (99)
- Life Sciences (88)
- Prosthodontics and Prosthodontology (74)
- Medical Microbiology (72)
- Small or Companion Animal Medicine (63)
- Radiation Medicine (60)
- Dental Materials (57)
- Radiology (57)
- Rehabilitation and Therapy (53)
- Animal Sciences (50)
- Physical Therapy (49)
- Movement and Mind-Body Therapies (47)
- Oral and Maxillofacial Surgery (45)
- Medical Biochemistry (43)
- Nursing Administration (38)
- Oral Biology and Oral Pathology (35)
- Diseases (33)
- Pediatric Dentistry and Pedodontics (31)
- Dental Public Health and Education (28)
- Keyword
-
- Dog (121)
- Thailand (85)
- Dogs (58)
- Canine (53)
- Pig (43)
-
- Prevalence (42)
- Depression (37)
- Immunohistochemistry (34)
- Cat (28)
- Anxiety (26)
- Stress (24)
- Risk factors (23)
- Elderly (21)
- Quality of life (21)
- Children (20)
- Diagnosis (20)
- PCR (19)
- Rat (19)
- Histopathology (18)
- Pigs (18)
- Salmonella (18)
- Cats (17)
- Efficacy (17)
- Swine (17)
- Cryopreservation (16)
- Epidemiology (16)
- Escherichia coli (16)
- Feline (16)
- Oxidative stress (16)
- Children. (15)
- Publication Year
- Publication
- Publication Type
Articles 241 - 270 of 11369
Full-Text Articles in Medicine and Health Sciences
Evaluation Of Leptospirosis Vaccine Efficacy After Modifications Of N-Linked Glycosylation In Liga Mrna Vaccines., Rampapat Phaetthayanan
Evaluation Of Leptospirosis Vaccine Efficacy After Modifications Of N-Linked Glycosylation In Liga Mrna Vaccines., Rampapat Phaetthayanan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Leptospirosis, caused by pathogenic Leptospira species, is a widespread zoonotic disease, particularly prevalent in developing countries in tropical areas. Commercially available bacterins have several limitations. A previous study developed a messenger RNA (mRNA) vaccine encoding the carboxy-terminal domain 7-13 of LigA (LigAc) that was expressed with glycosylation in mammalian cells and elicited high humoral immune response in a hamster model but failed to provide protection against lethal challenge. To improve the protective efficacy, this study aimed to develop LigAc-mRNA vaccines with minimal glycosylation. Three mRNA constructs were developed based on two strategies: modifying the potential N-glycosylation sites (from asparagine to …
ความเหลื่อมล้ำ และปัจจัยในการเข้าถึงการฉายรังสีอัลตราไวโอเลตของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินในประเทศไทย, ชุติมา ชุรี
ความเหลื่อมล้ำ และปัจจัยในการเข้าถึงการฉายรังสีอัลตราไวโอเลตของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินในประเทศไทย, ชุติมา ชุรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการวิเคราะห์เชิงภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความเหลื่อมล้ำและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเข้าถึงการรักษาด้วยการฉายรังสีอัลตราไวโอเลตของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2566 การศึกษาประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ (1) การวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิจากฐานข้อมูลการใช้บริการสุขภาพของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และระบบประกันสังคม รวมทั้งสิ้น 202,776 ครั้ง จากผู้ป่วย 49,219 ราย และ (2) การสำรวจจำนวนแพทย์ผิวหนังและเครื่องฉายรังสีอัลตราไวโอเลตในสถานพยาบาลระดับตติยภูมิ ครอบคลุม 13 เขตสุขภาพทั่วประเทศ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินระดับปานกลางถึงรุนแรงได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสีอัลตราไวโอเลตเพียงร้อยละ 3.28 ขณะที่ร้อยละ 96.11 ได้รับการรักษาด้วยยารับประทาน และร้อยละ 0.61 ได้รับยาชีวโมเลกุล นอกจากนี้ยังพบความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการตามสถานะเศรษฐกิจและสังคม โดยกลุ่มที่มีระดับรายได้สูงมีโอกาสเข้าถึงการรักษาด้วยการฉายรังสีอัลตราไวโอเลตมากกว่ากลุ่มรายได้ต่ำ (Concentration Index = 0.215) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเข้าถึงบริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ กลุ่มอายุ ชนิดของโรคสะเก็ดเงิน สิทธิการรักษาพยาบาล พื้นที่ที่พักอาศัย สถานะเศรษฐกิจและสังคม และการกระจายทรัพยากรด้านบริการสุขภาพ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีทั้งแพทย์ผิวหนังและเครื่องฉายรังสีอัลตราไวโอเลต เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษามากขึ้นถึง 2.71 เท่า เมื่อเทียบกับพื้นที่ที่ไม่มีทรัพยากรดังกล่าว (OR = 2.71; 95% CI: 1.06-6.94) ข้อค้นพบจากการศึกษานี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการกำหนดนโยบายด้านสุขภาพที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ โดยเน้นการกระจายทรัพยากรบุคลากรทางการแพทย์และเครื่องมือเฉพาะทางอย่างเหมาะสมและทั่วถึง ควบคู่กับการพัฒนาแนวทางการส่งต่อผู้ป่วยที่มีความครอบคลุม เป็นธรรม และสอดคล้องกับบริบทของระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศไทย
ปัจจัยด้านการทำงานและปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือในการใช้ยาในผู้ป่วยวัยทำงานโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ณ โรงพยาบาลตติยภูมิ แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร, ปาลิตา ราชมณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาเชิงภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือในการใช้ยาและระดับความร่วมมือในการใช้ยาในผู้ป่วยวัยทำงานที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ณ โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดจำนวน 402 คน คัดเลือกโดยวิธีสุ่มตัวอย่างอย่างเป็นระบบ เก็บข้อมูลในช่วงเดือน พฤษภาคม ถึง มิถุนายน พ.ศ. 2568 แบบสอบถามประกอบด้วยข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล, ปัจจัยด้านการใช้ยา, ปัจจัยด้านการทำงาน และความร่วมมือในการใช้ยา ซึ่งได้จากแบบประเมิน Medication Adherence Questionnaire-20 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ประกอบด้วยการวิเคราะห์ความสัมพันธ์แบบสองตัวแปร และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์แบบหลายตัวแปร ด้วยสถิติการถดถอยโลจิสติกเชิงพหุ จากผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความร่วมมือในการใช้ยาในระดับเพียงพอร้อยละ 89.80 เมื่อควบคุมปัจจัยอื่นที่มีอิทธิพลแล้ว พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงข้ามกับความร่วมมือในการใช้ยามีดังนี้ ระยะเวลาในการป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง (6-10 ปี) การสูบบุหรี่ วิธีการลดการบริโภคเกลือ โดยการเลือกซื้ออาหาร และเวลาในการรับประทานอาหารไม่สม่ำเสมอในวันทำงาน ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงควรมีโปรแกรมหรือระบบที่ออกแบบเฉพาะสำหรับผู้ป่วยที่มีระยะเวลาป่วยนาน ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้ควรแตกต่างจากโปรแกรมสำหรับผู้ป่วยใหม่ นอกจากนี้ ผู้ให้บริการสุขภาพควรให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการเลิกบุหรี่ และเน้นย้ำถึงผลกระทบจากการสูบบุหรี่ต่อการควบคุมความดันโลหิต รวมถึงการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยเกี่ยวกับปริมาณโซเดียมที่แฝงในอาหารแปรรูปและวิธีการอ่านฉลากโภชนาการอย่างถูกต้อง และควรจัดเตรียมแผนการใช้ยาที่ยืดหยุ่นและคำแนะนำในการจัดการกับกิจวัตรประจำวันเพื่อเพิ่มความร่วมมือในการใช้ยาและผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีขึ้น
ประสิทธิผลของโครงการออนไลน์เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูเด็กที่เหมาะสม และป้องกันการกระทำรุนแรงต่อเด็กในประเทศไทย: การศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม, วิไลวรรณ ผ่องแผ้ว
ประสิทธิผลของโครงการออนไลน์เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูเด็กที่เหมาะสม และป้องกันการกระทำรุนแรงต่อเด็กในประเทศไทย: การศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม, วิไลวรรณ ผ่องแผ้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา: ความรุนแรงต่อเด็กยังเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญ หลักสูตร ParentChat ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อป้องกันความรุนแรงต่อเด็กและส่งเสริมการเลี้ยงดูเด็กเชิงบวกโดยใช้รูปแบบผสมผสานผ่านออนไลน์และกระบวนการกลุ่ม การวิจัยมีวัตถุประสงค์: เพื่อประเมินประสิทธิผลของหลักสูตรต่อการลดการกระทำรุนแรงต่อเด็ก และผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงดูและสุขภาวะครอบครัว โดยวิธีการ: การทดลองแบบสุ่มระดับคลัสเตอร์ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 12 แห่ง ในจังหวัดอุดรธานี ผู้เข้าร่วมคือพ่อแม่หรือผู้ดูแลของเด็ก 2–17 ปี จำนวน 240 คน สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมในอัตรา 1:1 ประเมินผลโดยสัมภาษณ์แบบพบตัวในช่วงเริ่มต้นและหลังจบโครงการ 1 เดือน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Generalized Estimating Equations (GEE) ที่ปรับตามชนิดของตัวแปร (Poisson และ Linear models) ผลการศึกษา: การวิเคราะห์เชิงพรรณนาพบแนวโน้มการลดลงของการกระทำรุนแรงต่อเด็กในทั้งสองกลุ่ม อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์เชิงอนุมานหลังสิ้นสุดโครงการ พบว่ากลุ่มทดลองมีอัตราการกระทำรุนแรงทางร่างกายลดลงร้อยละ 54 เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Adjusted IRR = 0.46; 95% CI: 0.23, 0.88) ขณะที่มิติด้านการกระทำรุนแรงทางจิตใจพบการลดลงในกลุ่มควบคุมที่เด่นชัดกว่ากลุ่มทดลอง (Adjusted IRR = 2.41; 95% CI: 1.24, 4.67) และไม่พบความแตกต่างของการกระทำรุนแรงในภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญ (Adjusted IRR = 1.15; 95% CI: 0.71, 1.86) สำหรับผลลัพธ์รอง ส่วนใหญ่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ยกเว้นความรุนแรงของพฤติกรรมเด็กที่ผู้ดูแลระบุว่าเป็นปัญหามากที่สุดซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (coefficient = -0.51; 95% CI: -1.01, -0.01)สรุปผล: ในระยะสั้น หลักสูตรสามารถลดการกระทำรุนแรงทางร่างกายและความรุนแรงของพฤติกรรมเด็กที่เป็นปัญหาได้ แต่ยังไม่พบการเปลี่ยนแปลงในมิติด้านการกระทำรุนแรงทางจิตใจและภาพรวม ผลการศึกษาสะท้อนข้อจำกัดจากประชากรที่มีระดับความเสี่ยงตั้งต้นต่ำ ซึ่งอาจลดความไวในการตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ และข้อจำกัดเกี่ยวกับหลักสูตรที่ต้องการวิจัยเพิ่มเติม
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความทนต่อการทำงานเป็นกะของพยาบาลวิชาชีพ ผู้ช่วยพยาบาล และพนักงานให้การดูแลในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม, พันธุ์ธัช ผลิโกมล
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความทนต่อการทำงานเป็นกะของพยาบาลวิชาชีพ ผู้ช่วยพยาบาล และพนักงานให้การดูแลในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม, พันธุ์ธัช ผลิโกมล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยพรรณาภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความทนต่อการทำงานเป็นกะ และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความทนต่อการทำงานเป็นกะของพยาบาลวิชาชีพ ผู้ช่วยพยาบาล และพนักงานให้การดูแล โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม ดำเนินการเก็บข้อมูลช่วงเดือน เมษายน ถึง พฤษภาคม พ.ศ. 2568 จำนวน 302 คน โดยใช้เครื่องมือในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยที่สัมพันธ์กับความทนต่อการทำงานเป็นกะ แบบสอบถามประเมินอาการนอนไม่หลับ Athens Insomnia Scale ฉบับภาษาไทย แบบสอบถามอาการวิตกกังวลและอาการซึมเศร้าฉบับภาษาไทย แบบสอบถามประเมินความอ่อนล้าของ ไปเปอร์ ฉบับปรับปรุง ภาษาไทย และแบบสอบถามวัดการรับรู้ต่อสุขภาพของตนเอง EQ - 5D - 5L ฉบับภาษาไทย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างตัวแปร และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกเชิงพหุ การศึกษานี้ประเมินความทนต่อการทำงานเป็นกะด้วยวิธี composite Z – score จากการรวมคะแนน Z – score ของแต่ละแบบสอบถามที่วัดปัญหา หรือความผิดปกติที่สัมพันธ์กับความทนต่อการทำงานเป็นกะ ซึ่งพบว่าในกลุ่มประชากร มีคนที่มีความทนต่อการทำงานเป็นกะสูง ร้อยละ 53.0 และพบปัจจัยที่สัมพันธ์กับความทนสูงต่อการทำงานเป็นกะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติได้แก่ การไม่มีบุตร (AOR = 1.68; 95% CI: 1.02 – 2.79) สถานะทางการเงินพอดีตัว (AOR = 3.96; 95% CI: 2.16 – 7.27) สถานะทางการเงินมีเหลือใช้ (AOR = 3.00; 95% CI: 1.38 – 6.54) ไม่งีบหลับระหว่างทำงานกะเลย หรืองีบหลับนาน ๆ ครั้ง (AOR = 2.09; 95% CI: 1.26 – 3.47) ไม่ใช้ยาที่มีผลต่อการนอนหลับเลย หรือใช้นาน ๆ ครั้ง (AOR …
สุขภาพจิตและการรับรู้ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของพระภิกษุในจังหวัดกรุงเทพมหานคร, ณัชชา ลิ้มวัฒนายากร
สุขภาพจิตและการรับรู้ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของพระภิกษุในจังหวัดกรุงเทพมหานคร, ณัชชา ลิ้มวัฒนายากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสุขภาพจิตของพระภิกษุในจังหวัดกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยภาวะซึมเศร้า ภาวะวิตกกังวล ภาวะเครียด และการรับรู้ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต และความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาพจิตและการรับรู้ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พระภิกษุจํานวน 390 รูป ซึ่งได้รับการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการรับรู้ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง (Rosenberg Self-esteem Scale: RSES-TR-10 ฉบับภาษาไทย) และแบบประเมินภาวะซึมเศร้า ภาวะวิตกกังวล และภาวะเครียด (Depression, Anxiety, Stress Scale: DASS-21 ฉบับภาษาไทย) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่ามัธยฐาน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าพิสัยควอไทล์ สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Mann Whitney U test, Kruskal Wallis test, Spearman’s rank correlation และ Multiple stepwise regression analysis ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีการรับรู้ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองระดับสูง (ร้อยละ 72.3) มีคะแนนเฉลี่ย 31.36 (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 4.51) และค่ามัธยฐาน 30 (ค่าพิสัยควอไทล์ 29-34) ภาวะซึมเศร้าอยู่ในระดับปกติ (ร้อยละ 73.6) มีคะแนนเฉลี่ย 3.15 (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.94) และค่ามัธยฐาน 3 (ค่าพิสัยควอไทล์ 1-5) ภาวะวิตกกังวลอยู่ในระดับปกติ (ร้อยละ56.4) มีคะแนนเฉลี่ย 3.54 (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.80) และค่ามัธยฐาน 3 (ค่าพิสัยควอไทล์ 1-5) และภาวะเครียดอยู่ในระดับปกติ (ร้อยละ86.4) มีคะแนนเฉลี่ย 4.63 (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3.00) และค่ามัธยฐาน 5 (ค่าพิสัยควอไทล์ 2-6) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า ภาวะวิตกกังวล …
Association Of Out-Of-Pocket Expenditures With Continuation And Type Of Treatment Among New Adult Cancer Cases At Ahsania Mission Cancer And General Hospital In Bangladesh (2023-2024) : A Secondary Data Analysis, A K M Shahriar
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background and Objective: Bangladesh faces a heavy cancer burden, with about 167,000 new cases annually and 68% of health spending paid out-of-pocket (OOP). High OOP costs cause financial toxicity, forcing patients to abandon treatment. This study examined associations between patient OOP expenditures and prescribed treatment continuation and treatment modality (others versus chemotherapy/radiotherapy) among adult cancer patients at a hospital in Dhaka. Methodology: We conducted a cross-sectional analysis of existing hospital records for all adult cancer patients (age ≥18) at Ahsania Mission Cancer and General Hospital between 01 January 2023 and 31 December 2024 (N = 12,907). Data included each patient’s …
Association Of Biomarker And Cardiovascular-Kidney-Metabolic Syndrome Among Older Chinese Adults : Findings From A Nationwide Study, Jiahao Shi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: CKM syndrome poses a growing burden in aging populations, but early detection remains limited by the lack of integrated biomarkers. The C-reactive protein–triglyceride glucose index (CTI), which reflects inflammation and insulin resistance—two core drivers of CKM—has not yet been evaluated for its association with CKM status in large, aging Asian cohorts. This study addresses this gap.Objective: To investigate the association of C-reactive protein–triglyceride–glucose (CTI) index with cardiovascular-kidney-metabolic (CKM) syndrome in older Chinese adults.Methods: This cross-sectional study analyzed data from 10,318 participants aged ≥45 years in the 2015 China Health and Retirement Longitudinal Study (CHARLS). CKM syndrome was operationalized as …
Exploration Of The Mechanisms Of Benjakul’S Anti-Rheumatoid Arthritis Actions Through Network Pharmacology, Hongxiang Duan
Exploration Of The Mechanisms Of Benjakul’S Anti-Rheumatoid Arthritis Actions Through Network Pharmacology, Hongxiang Duan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Rheumatoid arthritis (RA) is driven by chronic inflammation and matrix degradation; traditional Thai formula Benjakul (BJK) is empirically used for inflammatory conditions, but its mechanisms are not well defined. To assess the antioxidant capacity of BJK and to elucidate potential anti-inflammatory targets and signaling pathways relevant to RA. BJK and its five constituent herbs were extracted with 99% ethanol and evaluated for TPC, TFC, FRAP, and DPPH assays. LC–MS/MS was used to profile key bioactive compounds, which were further filtered by SwissADME and subjected to target prediction using SwissTargetPrediction. Overlapping targets with RA-related genes were analyzed by GO and KEGG. …
"Factors Associated With Knowledge, Attitude And Practice (Kap) Towards The Prevention Of Type 2 Diabetes Mellitus Among The Middle-Aged Group Adults In Dhaka City, Bangladesh : A Cross-Sectional Study", Sabrina Rahman
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Type 2 Diabetes Mellitus has emerged as a critical public health challenge in Bangladesh, particularly in urban areas, like Dhaka city, due to rapid urbanization, sedentary lifestyles, dietary transitions, and increasing obesity rates. However, there is limited research related to influencing factors of knowledge, attitude, and practice towards diabetes prevention in Bangladesh. Objective: This study aims to identify the level of knowledge, attitude, and practices (KAP) towards the prevention of Type 2 Diabetes Mellitus and their associated factors among middle-aged adults in Dhaka City, Bangladesh. Methods: A cross-sectional study design was conducted in participants aged 30–64 years, with a …
Association Between Knowledge, Attitude, Risk Perception, Expectancies And Cannabis Use Among International University Students In Thailand : A Cross-Sectional Study, Yueting Liu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The global increase in cannabis use, particularly among young individuals, poses a serious public health risk. Thailand decriminalized cannabis in 2022, under this situation, international students are experiencing changes in social attitudes toward cannabis use and have increasing access to sources of cannabis. There is currently lack of research on cannabis use among this group in Thailand. This study aimed to analyze the associations between knowledge, attitudes, risk perceptions, and expectancies and cannabis use among international university students in Thailand. This cross-sectional study was conducted among international university students aged 18 years and older in Thailand. Participants were collected through …
Efficacy Of 0.3% Cannabidiol (Cbd) Oral Paste For Treatment Of Recurrent Aphthous Ulcers, Fuengboon Talkijkul
Efficacy Of 0.3% Cannabidiol (Cbd) Oral Paste For Treatment Of Recurrent Aphthous Ulcers, Fuengboon Talkijkul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
0.1% Cannabidiol (CBD) was reported to be suitable as an alternative management for Recurrent Aphthous Ulcers (RAU) due to its analgesics and anti-inflammatory effects. This study aimed to examine 0.3 % CBD when compared to 0.1% CBD, 0.1% Triamcinolone Acetonide (TA) oral paste and pure oral paste in the treatment of RAU. For safety investigations, 100 healthy subjects were examined for allergic reaction to 0.3% CBD oral paste compared to pure oral paste, then 50 healthy subjects were evaluated for local and systemic effects of 0.3% CBD oral paste in which blood tests were performed before drug application and seven …
Stress And Burnout Level Among Bhutanese Dentists And Medical Officers In Bhutan, Karma Zangmo
Stress And Burnout Level Among Bhutanese Dentists And Medical Officers In Bhutan, Karma Zangmo
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Healthcare professionals, particularly dentists and physicians, are at high risk of stress and burnout due to long working hours, heavy workloads, clinical decision-making responsibilities, and the need for continuous knowledge updates. This study aimed to assess stress and burnout levels among Bhutanese dentists and physicians. A cross-sectional survey was conducted using online questionnaires distributed to 85 dentists and 325 physicians, with response rates of 87.7% and 52.6%, respectively. Stress was measured using the 14-item Perceived Stress Scale (PSS), and burnout was assessed with the 22-item Maslach Burnout Inventory (MBI). Among dentists, 97.8% reported stress, with 91.8% at moderate levels. Among …
Effect Of Characteristics Of Titanium Dental Implant And Patient Related Factors On Implant Stability: 2-Year Retrospective Follow-Up Study, Kyaw Zin Thein
Effect Of Characteristics Of Titanium Dental Implant And Patient Related Factors On Implant Stability: 2-Year Retrospective Follow-Up Study, Kyaw Zin Thein
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Dental implants offer improvements in oral function and aesthetics for edentulous patients. Thai dental implants have emerged as a cost-effective alternative product. Objective: This study aimed to evaluate factors that influence the success of PRK dental implants over a two-year follow-up period. Methods: This retrospective study included patient records of at least one unit of PRK implant-supported prosthesis with a minimum of two-year of follow-up between 2020 and 2025 at the Dental Innovation Foundation under Royal Patronage, Thailand. Data was extracted on demographics, oral habits, medical history, and periodontal parameters (plaque index, pocket depth, keratinized gingiva width, and gingival …
Influence Of Shade On Color Reproducibility Of Lithium Disilicate Crowns, Naphat Santiworanart
Influence Of Shade On Color Reproducibility Of Lithium Disilicate Crowns, Naphat Santiworanart
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Objective: This study aimed to evaluate the influence of nominal shade on the color reproducibility of CAD-CAM lithium disilicate glass ceramic crowns.Materials and Methods: An in vitro study was conducted on 16 CAD-CAM lithium disilicate crowns (IPS e.max CAD LT) fabricated in four VITA Classical shades (A3, B3, C3, D3; N=4 per group). Each crown was cemented on a corresponding polymethylmethacrylate (PMMA) abutment of matching shade. Shade determination was performed using a spectrophotometer and an intraoral scanner under controlled conditions. Color trueness was assessed against the VITA Classical shade guide using exact match and broad acceptance criteria. The L*, a*, …
Effect Of Printing Orientation And Surface Treatment On The Surface Roughness, Shear Bond Strength, And Flexural Strength Of 3d-Printed Provisional Materials, Kornrawee Wiroonsri
Effect Of Printing Orientation And Surface Treatment On The Surface Roughness, Shear Bond Strength, And Flexural Strength Of 3d-Printed Provisional Materials, Kornrawee Wiroonsri
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aimed to evaluate the influence of printing orientation and surface treatment on the surface roughness, shear bond strength (SBS), and flexural strength of three-dimensional (3D)-printed provisional resin materials. Four printing orientations (0°, 45°, 60°, and 90°) and four surface treatments (no treatment, airborne particle abrasion (APA), tetrahydrofuran (THF), and HC primer) were investigated. A total of 320 specimens were fabricated, post-processed, and tested according to ISO standards. Among these, 240 disk-shaped specimens were utilized for surface roughness assessment, conducted using a non-contact profilometer, and for SBS evaluation through a notched-edge shear test. Additionally, 80 rectangular bar specimens were …
Physico-Mechanical And Antibacterial Properties Of Resin-Based Dental Sealants Modified With Graphene Oxide Nanoparticles, Ploypim Kraisintu
Physico-Mechanical And Antibacterial Properties Of Resin-Based Dental Sealants Modified With Graphene Oxide Nanoparticles, Ploypim Kraisintu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Objectives: This study evaluated the effects of incorporating graphene oxide (GO) nanoparticles at different concentrations (0.1, 0.25, and 0.5 wt%) into resin-based pit and fissure sealants. Mechanical, physical, antibacterial, and cytotoxicity were tested and compared with a commercial reference material.Materials and Methods: An experimental resin-based sealant was formulated and reinforced with GO (G2–G4), while an unmodified resin served as control (G1) and Helioseal® F Plus as commercial comparison (G5). GO morphology was characterized by TEM. Specimens (n=240) were tested for Vickers microhardness, viscosity, surface roughness (DRa) after simulated toothbrushing, and fluorescence (% blue channel). Antibacterial activity against Streptococcus mutans was …
Occlusal Analysis Using A Novel Classification Of Static And Dynamic Articulations In Tmd And Non-Tmd Patients, Uthai Uma
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Temporomandibular disorders (TMD) are multifactorial conditions affecting masticatory systems. While occlusal morphology has been suggested as a contributing factor, functional, behavioral, and postural elements may play a more prominent role. This study aimed to evaluate demographic, clinical, occlusal, and functional characteristics associated with TMD in a Thai patient population using a novel articulation classification. Methods: A retrospective analysis of 872 participants (684 TMD, 188 non-TMD) was conducted. Data included demographic characteristics, postural and habitual behaviors, occlusal morphology, articulation classification, articulation ratios, mandibular range of motion, and TMD diagnostic categories. The articulation classification and ratios were designed and tested for …
Comparative Analysis Of Gut Microbial Diversity In Early Decomposition Stages Of Human Cadavers In Thai Population, Ameer Muhammad Khan
Comparative Analysis Of Gut Microbial Diversity In Early Decomposition Stages Of Human Cadavers In Thai Population, Ameer Muhammad Khan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Abstract:The human gut microbiome undergoes pronounced shifts following death; however, its early postmortem dynamics remain insufficiently understood. This study characterizes microbial diversity in cecal samples collected from Thai cadavers during the early postmortem interval (PMI) to establish foundational data for forensic applications. Samples obtained within two PMI ranges (1-6 hours and 6-12 hours) were subjected to 16S rRNA gene sequencing targeting the V3–V4 regions on the Illumina MiSeq platform. Microbial communities were evaluated using taxonomic profiling, alpha and beta diversity analyses, and differential abundance testing via LEfSe. Distinct microbial succession patterns were observed between PMI groups: Agathobacter was significantly enriched …
Effectiveness Of An Opt-Out Strategy Point-Of-Care Antenatal Testing Of Hiv And Syphilis In Testing Uptake In Hospitals In High Hiv Prevalence Regions In The Philippines, Maria Lelis Espinosa Palmares
Effectiveness Of An Opt-Out Strategy Point-Of-Care Antenatal Testing Of Hiv And Syphilis In Testing Uptake In Hospitals In High Hiv Prevalence Regions In The Philippines, Maria Lelis Espinosa Palmares
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background : Human immunodeficiency virus (HIV) causes acquired immunodeficiency syndrome (AIDS), which affects the immune system of individuals who are living with it. Syphilis, a sexually transmitted infection caused by the bacterium Treponema pallidum, causes a spectrum of clinical manifestations from asymptomatic to long-term sequelae. Both diseases can be vertically transmitted if left undetected and untreated. Routine testing for HIV and syphilis in all pregnant women during antenatal care consultation (ANC) is recommended. Yet, the Philippines’ testing uptake is only 29% for HIV and 30% for syphilis in 2024. The mother-to-child transmission estimates, as reported by UNAIDS, are 45% despite …
Immunophenotype In Major Depressive Disorder Patient, Muanpetch Rachayon
Immunophenotype In Major Depressive Disorder Patient, Muanpetch Rachayon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Major Depressive Disorder (MDD) is associated with immune dysregulation, yet the combined effects of T-cell activation, T regulatory (Treg) cell deficits, and the failure of immune checkpoint mechanisms on illness severity remain unclear. This research investigated these factors in patients with acute MDD compared with healthy participants. Using multi-parameter flow cytometry, we analyzed T-cell markers of activation (CD40L, CD71), regulation (CD152, GARP), apoptosis (CD95), and exhaustion (TIM3) under unstimulated and stimulated conditions; cytokine levels were also measured. Patients showed increased activated T helper and cytotoxic T-cells (CD4+CD40L+, CD8+CD40L+) and reduced Tregs, with this imbalance strongly predicting depression severity. Lower CD95 …
Comparative Analysis Of The Gut Microbiome Of Biting Midges, Putative Vectors Of Leishmaniasis In Endemic Areas Of Thailand, Mawra Nadeem
Comparative Analysis Of The Gut Microbiome Of Biting Midges, Putative Vectors Of Leishmaniasis In Endemic Areas Of Thailand, Mawra Nadeem
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Vector-borne diseases caused by Leishmania and related protozoan parasites are emerging public health concerns in Thailand. While phlebotomine sand flies are the classical vectors of Leishmania, increasing evidence suggests that other biting Diptera, particularly Forcipomyia (Lasiohelea) and Culicoides midges, may also participate in the transmission of Leishmania (Mundinia) species. However, the species diversity, microbiome composition, and parasite infection status of these midges in Thailand remain poorly understood. This thesis presents the first integrative investigation combining molecular species identification, pathogen screening, and microbiome characterization of biting midges collected from multiple regions of Thailand. Female Forcipomyia (Lasiohelea) specimens from southern Thailand were …
การเปรียบเทียบความสม่ำเสมอในการตบหัวเสาระหว่างนักกีฬาวอลเลย์บอลสโมสรทีมชายและหญิง, เจษฎา คงสมของ
การเปรียบเทียบความสม่ำเสมอในการตบหัวเสาระหว่างนักกีฬาวอลเลย์บอลสโมสรทีมชายและหญิง, เจษฎา คงสมของ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสม่ำเสมอในการตบหัวเสาระหว่างนักกีฬาวอลเลย์บอลสโมสรทีมชายและหญิง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักกีฬาวอลเลย์บอล ตำแหน่งตัวตบหัวเสา ทีมชายและหญิง อายุ 20-30 ปี เป็นนักกีฬาทีมสโมสร เป็นเพศชายจำนวน 6 คน และเพศหญิง 5 คน ซึ่งมาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) นักกีฬาวอลเลย์บอลในตำแหน่งตัวตบหัวเสาทั้งหัวเสา โดยแบ่งการทดสอบออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1. การทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความสูงในการกระโดด และความอดทนของกล้ามเนื้อ และ 2. ได้แก่การทดสอบความสม่ำเสมอดูจากมุมของข้อต่อเพื่อนำไปวิเคราะห์ 2 มุม คือมุมของหัวเข่าและมุมของหัวไหล่ โดยจะมีการติดจุดมาร์คเกอร์จำนวน 5 จุด ได้แก่ ข้อศอก หัวไหล่ สะโพก หัวเข่า และข้อเท้า เพื่อนำมาเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ความแปรปรวนและพิสัยของมุมข้อต่อ การวิเคราะห์ทางสถิติโดยหาค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) โดยการวิเคราะห์ระหว่างกลุ่มโดยการทดสอบค่าทีแบบ Independent t-test โดยมีระดับนัยสำคัญที่ p < .05 และการหาความสัมพันธ์ระหว่างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและความสม่ำเสมอในการตบหัวเสาด้วยการวิเคราะห์การถดถอย ผลการวิจัยพบว่า การเปรียบเทียบความสม่ำเสมอจากการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ความแปรปรวน และพิสัยของมุมหัวไหล่พบว่า ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 บ่งชี้ว่ามุมการเคลื่อนไหวหัวเข่าและหัวไหล่ของทั้งเพศชายและหญิงไม่มีความแตกต่างกัน ตัวแปรนี้ให้ผล t-test ที่มีนัยสำคัญ ได้แก่ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ p = .024 ความสูงในการกระโดด p = .001 และความอดทนของกล้ามเนื้อ p = .009 ในส่วนของประสบการณ์การแข่งขันของนักกีฬาพบว่าไม่มีเพศหญิงและชายไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05
ผลของการฝึกสเต็ปแอโรบิกร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดต่อโครงสร้างและการทำงานของกล้ามเนื้อและหลอดเลือดในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน, อาทิตยา พันตะเภา
ผลของการฝึกสเต็ปแอโรบิกร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดต่อโครงสร้างและการทำงานของกล้ามเนื้อและหลอดเลือดในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน, อาทิตยา พันตะเภา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกสเต็ปแอโรบิกร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดต่อโครงสร้างและการทำงานของกล้ามเนื้อ โครงสร้างและการทำงานของหลอดเลือด สมรรถภาพทางกาย และความหนาแน่นของมวลกระดูกในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน อายุเฉลี่ย 55.74 ± 0.52 ปี จำนวน 27 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มควบคุมหรือกลุ่มใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ (CON, n=14) และกลุ่มฝึกสเต็ปแอโรบิกร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือด (SA-BFR, n=13) ที่ร้อยละ 40 ของความดันในการปิดกั้นการไหลเวียนเลือดแดง (40 % of arterial occlusion pressure; AOP) เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ โดยกลุ่ม SA-BFR ออกกำลังกายที่ความหนักร้อยละ 60 - 89 ของอัตราการเต้นหัวใจสำรอง (60 – 89 % of heart rate reserve; HRR) เป็นเวลา 45 นาที 3 วันต่อสัปดาห์ โดยความเข้มข้นของการฝึกถูกปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุก ๆ 4 สัปดาห์ โดยการปรับทั้งความเร็วของจังหวะเพลงและช่วงเป้าหมายของอัตราการเต้นหัวใจสำรอง ผู้วิจัยทำการทดสอบตัวแปรด้านสรีรวิทยาทั่วไป โครงสร้างและการทำงานของกล้ามเนื้อ โครงสร้างและการทำงานของหลอดเลือด และสมรรถภาพทางกายในช่วงก่อนการทดลอง ระหว่างการทดลองในสัปดาห์ที่ 8 และหลังการทดลองครบ 12 สัปดาห์ และนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของตัวแปรก่อน ระหว่าง และหลังการทดลองด้วยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางแบบผสมผสาน (2 กลุ่ม x 3 เวลา) (Two–way mixed ANOVA: 2 Groups x 3 Times) และใช้การทดสอบแบบรายคู่ด้วยสถิติ LSD ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05ระหว่างฝึกในสัปดาห์ที่ 8 และหลังฝึกครบ 12 สัปดาห์ พบว่ากลุ่ม SA-BFR มีการเพิ่มขึ้นของมวลกล้ามเนื้อทั้งร่างกาย (ก่อน = …
ผลของโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่ออาการทางบวกของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, เขมสุพิชญา กิตติกูลวรพัฒน์
ผลของโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่ออาการทางบวกของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, เขมสุพิชญา กิตติกูลวรพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบอาการทางบวกของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว และเพื่อเปรียบเทียบอาการทางบวกของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนระหว่างกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมฯ และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยจิตเภทอายุระหว่าง 20-59 ปี อาศัยอยู่กับครอบครัว ซึ่งเข้ารับการรักษาที่แผนกกลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลองครักษ์ จำนวน 60 ครอบครัว โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงได้มาจากเกณฑ์คุณสมบัติที่ผู้วิจัยกำหนด แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 ครอบครัว และกลุ่มควบคุม 30 ครอบครัว กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบประเมินอาการทางจิต (PANSS-T) มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ .82 และค่า CVI ได้เท่ากับ 1 4) แบบวัดการรับรู้ความเครียด มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ .85 และค่า CVI ได้เท่ากับ .92 5) แบบสอบถามการมีส่วนร่วมของครอบครัว มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ .85 และค่า CVI ได้เท่ากับ 1 เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า 1. ค่าเฉลี่ยของอาการทางบวกของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนหลังได้รับโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 15.74, df = 29, p
ผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลก่อนการผ่าตัดโดยใช้สื่อวิดีทัศน์ชุดชมห้องผ่าตัดต่อความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปิดช่องท้องทางศัลยกรรม, เสาวลักษณ์ ดอกลำเจียก
ผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลก่อนการผ่าตัดโดยใช้สื่อวิดีทัศน์ชุดชมห้องผ่าตัดต่อความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปิดช่องท้องทางศัลยกรรม, เสาวลักษณ์ ดอกลำเจียก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลก่อนการผ่าตัดโดยใช้สื่อวิดีทัศน์ชุดชมห้องผ่าตัดต่อความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปิดช่องท้องทางศัลยกรรม กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคระบบทางเดินอาหารทั้งเพศชายและเพศหญิง ที่เข้ารับการผ่าตัดเปิดช่องท้องแบบนัดหมายล่วงหน้าที่โรงพยาบาลราชวิถี จำนวน 46 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 23 คน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการให้ข้อมูลก่อนการผ่าตัดโดยใช้สื่อวีดิทัศน์ชุดชมห้องผ่าตัดสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปิดช่องท้องทางศัลยกรรม แบบสอบถามความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ (The State Anxiety Inventory (STAI) From Y) มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.81 และแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนสิงหาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired t-test และ Independent t-test ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดเปิดช่องท้องทางศัลยกรรมต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t= 10.082, pp<.001) และเมื่อเปรียบเทียบภายในกลุ่มทดลองพบว่าค่าเฉลี่ยความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดเปิดช่องท้องทางศัลยกรรมหลังทดลองต่ำกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=19.145, p<.001)
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความตั้งใจคงอยู่ในองค์การของพยาบาลวิชาชีพเจเนอเรชั่นแซด โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ สังกัดมหาวิทยาลัย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, แคทลียา เจณวิทย์
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความตั้งใจคงอยู่ในองค์การของพยาบาลวิชาชีพเจเนอเรชั่นแซด โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ สังกัดมหาวิทยาลัย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, แคทลียา เจณวิทย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความตั้งใจคงอยู่ในองค์การของพยาบาลวิชาชีพเจเนอเรชั่นแซด โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ สังกัดมหาวิทยาลัย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำสอดคล้องของหัวหน้าหอผู้ป่วย คุณภาพชีวิตในการทำงาน ความเข้มแข็งทางจิตใจกับความตั้งใจคงอยู่ในองค์การของพยาบาลวิชาชีพเจเนอเรชั่นแซด กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพอายุ 22-29 ปี จำนวน 189 คน จากโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ สังกัดมหาวิทยาลัย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 แห่ง โดยใช้แบบสอบถาม Google form จำนวน 1 ชุด 5 ตอน ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามภาวะผู้นำสอดคล้องของหัวหน้าหอผู้ป่วย แบบสอบถามคุณภาพชีวิตในการทำงาน แบบสอบถามความเข้มแข็งทางจิตใจ แบบสอบถามความตั้งใจคงอยู่ในองค์การ มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .98, .94, .89, 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาความสัมพันธ์โดยใช้สถิติ Chi-square และรายงานขนาดความสัมพันธ์ด้วย Phi coefficient ผลการวิจัยพบว่า 1) ความตั้งใจคงอยู่ในองค์การของพยาบาลวิชาชีพเจเนอเรชั่นแซด จำนวน 189 คน ส่วนใหญ่มีความตั้งใจที่จะคงอยู่ในองค์การ คิดเป็นร้อยละ 70.40 และกลุ่มที่ตั้งใจจะลาออกจากองค์การคิดเป็นร้อยละ 29.60 2) ภาวะผู้นำสอดคล้องของหัวหน้าหอผู้ป่วย คุณภาพชีวิตในการทำงาน ความเข้มแข็งทางจิตใจมีความสัมพันธ์กับความตั้งใจคงอยู่ในองค์การของพยาบาลวิชาชีพเจเนอเรชั่นแซดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (χ² = 59.93, χ² = 46.95, χ² = 14.87) ตามลำดับ โดยภาวะผู้นำสอดคล้องของหัวหน้าหอผู้ป่วย คุณภาพชีวิตในการทำงานมีความสัมพันธ์ค่อนข้างสูง (Phi = .56, Phi = .50) และความเข้มแข็งทางจิตใจมีความสัมพันธ์ปานกลาง (Phi = .28)
ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการและการนวดกดจุดต่อการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของลำไส้หลังผ่าตัดแบบเปิดช่องท้องในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในหอผู้ป่วยวิกฤติ, กัญญารัตน์ อรรถสิงห์
ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการและการนวดกดจุดต่อการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของลำไส้หลังผ่าตัดแบบเปิดช่องท้องในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในหอผู้ป่วยวิกฤติ, กัญญารัตน์ อรรถสิงห์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของลำไส้หลังผ่าตัดในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่ได้รับการผ่าตัดแบบเปิดช่องท้องระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการนวดกดจุดร่วมกับการจัดการอาการ กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต ในวันที่ 1 ถึง 5 หลังผ่าตัด กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ และทวารหนักที่ได้รับการผ่าตัดแบบเปิดช่องท้อง เข้ารับการรักษาตัวที่หอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมในโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ทั้งเพศชายและหญิงที่มีอายุมากกว่า 20 ปี จำนวน 44 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 22 ราย และกลุ่มทดลอง 22 ราย จับคู่ ให้กลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มมีลักษณะใกล้เคียงกันในเรื่องของเพศ ดัชนีมวลกาย และระดับโพแทสเซียมในเลือดหลังผ่าตัด โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการนวดกดจุด โดยการเคลื่อนไหวร่างกายวันละ 1 ครั้ง ครั้งละ 10-15 นาที ร่วมกับการนวดกดจุดบริเวณจุด Zusanli (ST-36) วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 10 นาที ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยโปรแกรมการนวดกดจุดร่วมกับการจัดการอาการที่ออกแบบเพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของลำไส้หลังผ่าตัด และแบบประเมินการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของลำไส้ ซึ่งผ่านการทดสอบความเที่ยง โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ 0.87 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา Mann–Whitney U test และ Friedman test ผลการศึกษาพบว่า คะแนนเฉลี่ยการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของลำไส้ในช่วงวันที่ 1 ถึง 5 หลังผ่าตัดของผู้ป่วยที่ได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการนวดกดจุดสูงกว่าผู้ป่วยที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p < 0.05) (x² = 82.13, p < 0.001 และ x² = 5.62, p < 0.001 ตามลำดับ)
ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี, จิรพาวีร์ จำปาทอง
ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี, จิรพาวีร์ จำปาทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยแบบกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี เพศชายและเพศหญิง อายุ 20 - 75 ปี คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด โดยจับคู่ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันในเรื่องเพศ อายุ ระดับการศึกษา แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหารหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี และแบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .94, 1 และ 1 และค่าความเชื่อมั่นโดยแบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหารหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี และแบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพพฤติกรรมการบริโภคอาหารหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี .744 และ .719 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและเปรียบเทียบความแตกต่างด้วยสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. พฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีในกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. พฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ปัจจัยทำนายความร่วมมือในการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดของผู้ที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว, จิราวรรณ วชิรศักดาเดช
ปัจจัยทำนายความร่วมมือในการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดของผู้ที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว, จิราวรรณ วชิรศักดาเดช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความร่วมมือในการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด และปัจจัยที่สามารถทำนายความร่วมมือในการรับประทานยา ได้แก่ อายุ ความรู้ ความเชื่อเกี่ยวกับความจำเป็นของยา การรับรู้อุปสรรคในการรับประทานยา ภาวะโรคร่วม และสัมพันธภาพระหว่างบุคลากรการแพทย์ ในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิด warfarin จำนวน 90 คน ที่มารับบริการ ณ แผนกผู้ป่วยนอกโรคหัวใจ โรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลรามาธิบดี และโรงพยาบาลราชวิถี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามความร่วมมือในการรับประทานยา 3) แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับยา 4) แบบสอบถามความเชื่อเกี่ยวกับความจำเป็นของยา 5) แบบสอบถามการรับรู้อุปสรรคในการรับประทานยา 6) แบบสอบถามภาวะโรคร่วม และ 7) แบบสอบถามสัมพันธภาพระหว่างบุคลากรการแพทย์ เครื่องมือมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .88, .94, 1.00, 1.00 และ 1.00 ตามลำดับ ส่วนแบบสอบถามภาวะโรคร่วมเป็นแบบประเมินมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ .792, .758, .790, .811, .811 และ .934 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยายและการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความร่วมมือในการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง (Mean = 28.29, SD = 2.90) และปัจจัยที่สามารถทำนายความร่วมมือในการรับประทานยาได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ความรู้ (β = .297, p < .01) การรับรู้อุปสรรคในการรับประทานยา (β =–.342, p < .01) ความเชื่อเกี่ยวกับความจำเป็นของยา (β = .255, p < .01) และภาวะโรคร่วม (β =–.178, p < .05) โดยสามารถร่วมกันทำนายความร่วมมือในการรับประทานยาได้ร้อยละ 57.5 (Adjusted R² = .575, p < .05) ส่วนอายุและสัมพันธภาพระหว่างบุคลากรการแพทย์พบว่าไม่สามารถร่วมทำนายความร่วมมือในการรับประทานยาของผู้ป่วยได้