Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Art and Design (4148)
- Creative Writing (2669)
- Music (1997)
- Photography (1997)
- Art Practice (1990)
-
- Music Performance (1761)
- History (1283)
- Illustration (936)
- Film and Media Studies (931)
- History of Art, Architecture, and Archaeology (925)
- Religion (904)
- English Language and Literature (887)
- Social and Behavioral Sciences (813)
- Composition (774)
- Music Theory (756)
- Musicology (755)
- Music Education (751)
- Music Practice (751)
- Music Pedagogy (740)
- Ethnomusicology (733)
- Liturgy and Worship (723)
- Painting (642)
- Sculpture (604)
- Theatre and Performance Studies (566)
- Museum Studies (527)
- Poetry (493)
- Interdisciplinary Arts and Media (491)
- Philosophy (478)
- Institution
-
- Marshall University (960)
- Gardner-Webb University (712)
- Furman University (671)
- Indiana State University (609)
- Virginia Commonwealth University (485)
-
- University of Nebraska - Lincoln (409)
- California Polytechnic State University, San Luis Obispo (404)
- Nova Southeastern University (387)
- Morehead State University (363)
- Brigham Young University (344)
- City University of New York (CUNY) (321)
- Louisiana State University (243)
- Chulalongkorn University (219)
- Washington University in St. Louis (209)
- University of Richmond (200)
- Universitas Indonesia (198)
- Sotheby's Institute of Art (165)
- SUNY Geneseo (157)
- Rhode Island School of Design (156)
- Saint Joseph University of Beirut (120)
- Syracuse University (119)
- Claremont Colleges (102)
- University of North Alabama (94)
- Wright State University (91)
- Clemson University (86)
- Anderson University (84)
- Lesley University (81)
- Portland State University (81)
- East Tennessee State University (80)
- University of Arkansas, Fayetteville (70)
- Keyword
-
- Photography (899)
- Poetry (764)
- Fiction (673)
- Furman University (671)
- Illustrations (632)
-
- Creative nonfiction (631)
- Student work (622)
- Allusions (604)
- Indiana State University (604)
- Art (592)
- Studio art (542)
- Student literary magazine (533)
- Recitals (426)
- Painting (357)
- Sculpture (276)
- Literary magazine (259)
- Drawing (174)
- Student (154)
- Arrangements (146)
- Installation (141)
- Memory (121)
- Piano (114)
- Printmaking (114)
- Ceramics (103)
- Identity (85)
- Anderson College (82)
- Feminism (82)
- Footnotes (82)
- Ivy Leaves (82)
- Journal of art and literature (82)
- Publication Year
- Publication
-
- All Performances (951)
- The Etude Magazine: 1883-1957 (711)
- The Echo (671)
- Theses and Dissertations (667)
- Allusions (604)
-
- .RAW Journal of Art and Design (384)
- Textile Society of America: Symposium Proceedings (314)
- Morehead State University Art Collection (256)
- be Still (243)
- LSU Master's Theses (231)
- Journal of Undergraduate Research (229)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (219)
- Paradigma: Jurnal Kajian Budaya (191)
- Masters Theses (181)
- Art Inquiries (162)
- The Messenger (159)
- Gandy Dancer Archives (153)
- Electronic Theses and Dissertations (120)
- Regards (120)
- Bachelor of Fine Arts Senior Papers (99)
- Inscape: Art & Literary Magazine Archive (87)
- All Theses (86)
- Digressions: Literary & Art Journal (86)
- Ivy Leaves (84)
- MA Theses (84)
- Theses - ALL (79)
- MA Projects (74)
- Exhibition and Program Catalogs (69)
- Graduate Theses and Dissertations (64)
- Orpheus: UD's Literary and Artistic Magazine (60)
- Publication Type
- File Type
Articles 5551 - 5580 of 10546
Full-Text Articles in Fine Arts
ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง: เสียงแห่งวัฒนธรรมจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ สำหรับวงวินซิมโฟนี, เอกชัย พุหิรัญ
ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง: เสียงแห่งวัฒนธรรมจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ สำหรับวงวินซิมโฟนี, เอกชัย พุหิรัญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลงเสียงแห่งวัฒนธรรมจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ สำหรับวงวินซิมโฟนี เป็นบทประพันธ์ที่มีการอ้างอิงถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมด้านเสียงของจักรวรรดิออตโตมันในดินแดนแถบคาบสมุทรเมดิเตอร์เรเนียน เสียงของวัฒนธรรมในดินแดนแห่งนี้เกิดจากการผสมผสานและพัฒนารูปแบบระหว่างดนตรีตะวันตกและดนตรีตะวันออกกลาง ซึ่งปัจจุบันคือประเทศตุรกี ดนตรีตุรกีอยู่ในกลุ่มดนตรีอาหรับ เช่น ดนตรีอิหร่าน ดนตรีเอเชียกลาง นิยมใช้กลุ่มเสียงแบบฮาร์โมนิกไมเนอร์และเมโลดิกไมเนอร์ และมีบทเพลงพื้นบ้านที่มีลักษณะจังหวะหลากหลาย ผู้ประพันธ์ใช้บันไดเสียงของดนตรีอาหรับ บทสวด เพลงพื้นเมือง เพลงเต้นรำของประเทศตุรกี และบันไดเสียงผสมที่ผู้ประพันธ์กำหนดขึ้น สัดส่วนจังหวะในบทประพันธ์บางครั้งจะเป็นอัตราจังหวะที่คล้ายการด้นสด ล่องลอยคล้ายการสวดมนต์ บทประพันธ์มีทั้งหมด 4 ท่อน ความยาวประมาณ 45 นาที กระบวนที่ 1 "Cultivation of the Great Civilization" ผู้ประพันธ์ได้อ้างถึงอารยธรรมเก่าแก่จากกรุงคอนแสตนติโนเปิล สำเนียงเพลงของท่อนนี้นำมาจากใช้บันไดเสียงพื้นเมืองของดนตรีอาหรับผสมกับทำนองสวด กระบวนที่ 2 "Blaze of Avariciousness" ผู้ประพันธ์ได้อ้างถึงดินแดนที่เคยถูกทำลายโดยสงคราม การสร้างขึ้นใหม่ และการหลอมรวมวัฒนธรรม โดยท่อนนี้จะมีทำนองที่หลากหลายผสมกัน กระบวนที่ 3 "Wind of Change" ผู้ประพันธ์ได้อ้างถึงความหลากของเพลงพื้นบ้านและเพลงเต้นรำ จังหวะลักษณะต่าง ๆ ถูกนำมาพัฒนาในบทประพันธ์ท่อนนี้ กระบวนที่ 4 "Stream of Timelessness" ผู้ประพันธ์ได้ใช้ลักษณะเพลงมาร์ชและทำนองดนตรีตุรกี ซึ่งอ้างมาจากเพลงชาติตุรกีในปัจจุบัน มาเป็นวัตถุดิบพื้นฐานในการประพันธ์
การใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในการสร้างอัตลักษณ์สำหรับชุมชนทางวัฒนธรรม, ชุติมา รุ่งโรจน์พานิชกุล
การใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในการสร้างอัตลักษณ์สำหรับชุมชนทางวัฒนธรรม, ชุติมา รุ่งโรจน์พานิชกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความผูกพันต่อสถานที่ (Sense of Place) คือความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างคนและสถานที่ เป็นการรับรู้ผ่านขั้นพื้นฐานด้านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของมนุษย์ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส โดยที่การรับรู้เหล่านี้เป็นการสะสม ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องทั้งวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ไปจนถึงประเพณีวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมา ซึ่งทำให้เกิดบุคลิกเฉพาะตัวของพื้นที่นั้นๆได้ การที่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกต่อพื้นที่นั้นออกมาได้ ก็จะสามารถเห็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของสถานที่นั้นได้เช่นกัน เครื่องมือที่สามารถสื่อสารความรู้สึกเหล่านั้นได้ จึงต้องเป็นเครื่องมือที่สามารถถ่ายทอดระบบความคิดออกมาได้ ซึ่งภาษากราฟิกเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สามารถถ่ายทอดสิ่งนั้นได้จากนามธรรมเป็นรูปธรรมในรูปแบบที่เรียบง่ายผ่านขอบเขตตัวแปรหลักทั้ง 8 ตัวแปรได้แก่ ระนาบของพื้นที่ 1 และ 2 มิติ size, value, texture, color, orientation and shape โดยที่ขอบเขตเหล่านี้ทำให้เกิด Content และ Form ที่ทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพได้ตามเป้าหมาย จึงทำให้ในปัจจุบันนักออกแบบหันมาสนใจแนวคิดการใช้ประสามสัมผัสทั้ง 5 ของคน มาต่อยอดสู่งานสร้างสรรค์ต่อไป
อัตลักษณ์การออกแบบแฟชั่นออนไลน์เพื่อเจนเนอเรชั่นวาย, ณัฐสุภา เจริญยิ่งวัฒนา
อัตลักษณ์การออกแบบแฟชั่นออนไลน์เพื่อเจนเนอเรชั่นวาย, ณัฐสุภา เจริญยิ่งวัฒนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เสื้อผ้าเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคมักคุ้นเคยกับการได้เห็นสินค้าจริงก่อนการซื้อมาแต่ไหนแต่ไร แต่เมื่อความนิยมในการซื้อขายทางอินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้น เนื่องจากรูปแบบการใช้ชีวิตที่เน้นความสะดวก ทำให้ผู้บริโภครุ่นใหม่มีแนวโน้มหันมาซื้อเสื้อผ้าผ่านระบบออนไลน์ อย่างไรก็ดีการเลือกซื้อเสื้อผ้าให้ถูกใจ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งเมื่อการซื้อเสื้อผ้านั้น ผู้ซื้อไม่สามารถลองใส่ จึงมีโอกาสที่จะนำไปสู่ความไม่พึงพอใจ หากผู้ซื้อได้รับสินค้าไม่ตรงกับที่คิดไว้ เนคเทคได้เคยทำการสำรวจพบว่า การที่ผู้บริโภคไม่ได้เห็นสินค้าจริงก่อนการซื้อ จึงทำให้ผู้บริโภคบางส่วนไม่นิยมซื้อสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ต เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น สำหรับธุรกิจแฟชั่นออนไลน์ ความผิดพลาดของตัวสินค้ามาจากความเสี่ยงผลิตภัณฑ์ (Product Risks) ความเสี่ยงนี้มีต้นตอมาจากปัจจัยเสี่ยงด้านประโยชน์ใช้สอย (Functional Risks) และปัจจัยเสี่ยงด้านจิตวิทยา (Psychological Risks) ความเสี่ยงด้านประโยชน์ใช้สอย เกี่ยวข้องกับการที่ขนาดของเสื้อผ้าไม่พอดีกับรูปร่างของผู้ซื้อ ทำให้เกิดปัญหาในการสวมใส่ (Sizing & Fitting Problem) ส่วนความเสี่ยงด้านจิตวิทยา เกี่ยวข้องกับความไม่พึงพอใจที่ผู้ซื้อมีต่อเสื้อผ้าออนไลน์ (ที่ผู้ซื้อตัดสินใจจากภาพที่เห็นในเวบไซต์เท่านั้น แต่เมื่อนำมาลองสวมใส่จริงกลับไม่ถูกใจ) ความรู้สึกในเชิงลบจะเกิดขึ้น เมื่อความรู้สึกที่ได้รับจากการสวมใส่นั้นไม่ตรงกับภาพลักษณ์ของตนเอง (Self-Image) อย่างที่จินตนาการไว้ ดังนั้นงานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อค้นหา 1) รูปแบบการแต่งกาย (Fashion Style) ที่สอดคล้องกับบุคลิกภาพของกลุ่มผู้บริโภคหญิงไทยเจนเนอร์เรชั่นวายที่สนใจเรื่องแฟชั่นและภาพลักษณ์ ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่นิยมซื้อสินค้าออนไลน์ที่สำคัญ 2) องค์ประกอบการออกแบบแฟชั่น (Fashion Elements) ที่ช่วยลดความเสี่ยงผลิตภัณฑ์จากปัจจัยเสี่ยงด้านประโยชน์ใช้สอยและด้านจิตวิทยา 3) เพื่อทดลองสร้างอัตลักษณ์การออกแบบแฟชั่น (Fashion brand Identity) ที่สอดคล้องกับความชอบ (Product Preference) และการตัดสินใจซื้อ (Purchase Intention) ผ่านระบบออนไลน์โดยไม่ต้องลอง การวิจัยนำเอากระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณมาใช้ร่วมกัน ทั้งการสอบถามผู้เชี่ยวชาญสาขาแฟชั่นด้วยเทคนิคเดลฟาย แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างและแบบสอบถามผู้บริโภค พร้อมทั้งมีการตรวจสอบเครื่องมือวิจัย ด้วยการหาคะแนนความสอดคล้องของแบบสอบถามแต่ละชุด มีค่า IOC ที่ 0.925, 0.897, 0.873 และ 0.872 ความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของ Cronbach เท่ากับ 0.823 และ 0.831 ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าสไตล์แฟชั่นสองอันดับแรกที่สอดคล้องกับบุคลิกภาพของผู้บริโภคหญิงไทยเจนเนอร์เรชั่นวาย ได้แก่ สไตล์โรแมนติกและสไตล์มินิมอล ส่วนองค์ประกอบการออกแบบแฟชั่นที่ช่วยลดความเสี่ยง แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ 1) องค์ประกอบฯที่ลดความเสี่ยงเรื่องขนาดและความพอดี 2) องค์ประกอบฯที่ลดความเสี่ยงเชิงจิตวิทยา 3) องค์ประกอบฯที่ลดความเสี่ยงได้พร้อมกันทั้งสองด้านซึ่งนำไปสู่การลดความเสี่ยงผลิตภัณฑ์ในที่สุด เนื่องจากธุรกิจแฟชั่นเป็นธุรกิจที่เน้นภาพลักษณ์และความงาม ผลการศึกษาดังกล่าวจะถูกนำมาใช้สร้างอัตลักษณ์การออกแบบเครื่องแต่งกาย ช่วยลดความเสี่ยงให้การซื้อเสื้อผ้าผ่านระบบออนไลน์รวมถึงมีความสอดคล้องกับภาพลักษณ์และความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์สะท้อนความกดดันที่นำไปสู่การเป็นฆาตกรหญิง, ขวัญชนก โชติมุกตะ
การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์สะท้อนความกดดันที่นำไปสู่การเป็นฆาตกรหญิง, ขวัญชนก โชติมุกตะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง "การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์สะท้อนความกดดันที่นำไปสู่การเป็นฆาตกรหญิง" เป็นงานวิจัยเชิงสร้างสรรค์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหารูปแบบและแนวความคิดหลังจากการสร้างสรรค์ผลงานทางนาฏยศิลป์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวชีวิตของผู้ต้องขังหญิง 3 คนผู้ได้รับความกดดันจากครอบครัวที่นำไปสู่การเป็นฆาตกร โดยผู้วิจัยนำแนวความคิดเกี่ยวกับนาฏยศิลป์และการละครมาใช้เป็นหลักในการทำผลงานสร้างสรรค์ทางนาฏยศิลป์ชิ้นนี้ มีการรวบรวมข้อมูลโดย การสำรวจข้อมูลเชิงเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ และได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการทดลองสร้างสรรค์ผลงานนาฏยศิลป์ เพื่อนำเสนอผลงานนี้สู่สาธารณชน จากนั้นจึงสรุปผลการวิจัย ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบของการแสดงที่สามารถจำแนกตามองค์ประกอบของการแสดงได้ 8 ประการ ได้แก่ 1) บทการแสดง เป็นบทที่ได้มาจากชีวิตจริงของผู้หญิง 3 คนนำมาเรียบเรียงใหม่โดยเรียงลำดับจากเรื่องราวที่ได้รับความกดดันน้อยที่สุดไปถึงมากที่สุด 2) นักแสดง มีคุณสมบัติทางด้านการแสดงออกทางอารมณ์ และด้านการเคลื่อนไหวเพื่อการแสดง 3) ลีลา ใช้ลีลาท่าทางที่เป็นการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนาฏยศิลป์หลังสมัยใหม่ และมีลีลาการเคลื่อนไหวที่สื่อถึงการเล่าเรื่อง 4) เครื่องแต่งกาย ใช้การแต่งกายที่มาจากบุคลิกของตัวละครในเรื่องนั้น ๆ 5) ดนตรีและเสียงประกอบการแสดง มาจากร่างกายนักแสดงประกอบกับเสียงของเครื่องดนตรีคลาริเน็ต และใช้ดนตรีเสียงสังเคราะห์จากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 6) อุปกรณ์ประกอบการแสดงเป็นสิ่งของที่ใช้เป็นกิจวัตรประจำวันในครัวเรือน 7) การออกแบบพื้นที่ ใช้พื้นที่ที่มีขอบเขตจำกัดให้มีความรู้สึกไม่เป็นอิสระเหมือนโดนกักขังไว้ 8) การออกแบบแสง ให้ความรู้สึกที่แสดงถึงความรุนแรง นอกจากนั้นแล้วยังได้แนวความคิดหลังจากการสร้างสรรค์ผลงานแล้วทั้งสิ้น 8 ประเด็น ดังนี้ 1) แนวคิดเกี่ยวกับนาฏยศิลป์และการละคร 2) แนวคิดทฤษฎีละครไมม์ 3) แนวคิดนาฏยศิลป์หลังสมัยใหม่ 4) แนวคิดองค์ประกอบทางด้านทัศนศิลป์ 5) แนวคิดเกี่ยวกับความรุนแรงต่อผู้หญิง 6) แนวคิดเกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร 7) แนวคิดเกี่ยวกับการให้เกียรติคู่ครอง 8) แนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมการนอกใจ ผลการวิจัยเกี่ยวกับงานสร้างสรรค์ที่ได้ทั้งหมดนี้มีคุณค่าทางการวิจัยที่คนรุ่นหลังสามารถนำไปศึกษาต่อยอดได้อีกมากมาย และผลการวิจัยนี้มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการวิจัยทุกประการ
ไหว้ : ประติมากรรมร่วมสมัย, ธนีพรรณ โชติกเสถียร
ไหว้ : ประติมากรรมร่วมสมัย, ธนีพรรณ โชติกเสถียร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงสร้างสรรค์เรื่องไหว้ :ประติมากรรมร่วมสมัย ต้องการถ่ายทอดผลงานศิลปะผ่านงานประติมากรรมแนวคิดเกี่ยวกับไหว้ การทักทายของวัฒนธรรมไทยที่ถ่ายทอดอากัปกิริยา ท่าทีและลีลาการไหว้ลักษณะต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันที่มีความคู่ขนานกับ Pop culture โดยการนำเสนอลักษณะของความดาษดื่น (Banality) สิ่งที่พบเห็นได้ทุกวันในสังคมไทยเป็นวิถีชีวิตประจำวัน(Everyday life) ของผู้คนในสังคมปัจจุบันที่แสดงถึงลักษณะท่าทางของการไหว้ในรูปแบบต่าง ๆ ให้ปรากฏในผลงานประติมากรรมร่วมสมัย โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการทักทายผ่านวัฒนธรรมการไหว้ของไทยที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน 2. เพื่อศึกษาทฤษฎีและผลงานที่เกี่ยวข้อง 3. เพื่อสร้างสรรค์งานประติมากรรมร่วมสมัย จากปรากฏการณ์การไหว้ในการทักทายที่เกิดขึ้นในสังคมไทย เพื่อเป็นฐานแนวทางในการพัฒนาความคิดทางศิลปะที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์หรือ วัฒนธรรมไทยต่อไป ผลงานชุดนี้มีแนวคิดในการสร้างสรรค์ที่จะเล่าเรื่องราววิถีปฏิบัติในชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคมผ่านการไหว้ในอิริยาบถต่าง ๆ อันจะนำไปสู่กระบวนการและความเข้าใจกับสถานการณ์ของการไหว้ ไม่ว่าจะท่าทางไหน ยังแสดงถึงสภาวะความงามของท่าทางการไหว้การทักทายรูปแบบต่าง ๆ ในวัฒนธรรมไทยโดยสร้างสรรค์เป็นงานประติมากรรมตามแบบจริงจากบุคคลที่ผู้วิจัยได้เลือกมาจากการ ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลภาคสนาม ไปสังเกตติดตามและสอบถาม เพื่อนำข้อมูลมาใช้เป็นภาษาของงานประติมากรรมรวมถึงผู้วิจัยเองที่เป็นผู้ประสบพบพาเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันนั้นและได้นำประสบการณ์มาถ่ายทอดเนื้อหา ในรูปแบบของงานประติมากรรมข้อมูลได้รับการวิเคราะห์และตีความผ่านความเป็นป๊อบอาร์ต (Pop art) จากลักษณะท่าทางปฏิบัติของผู้คนในชีวิตประจำวันมาสร้างสรรค์งานประติมากรรมโดยใช้ทฤษฎีปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology) เพื่อหาลักษณะท่าทางและถ่ายทอดท่าทางของงานประติมากรรม โดยผลงานชุดนี้แบ่งออกเป็น 3 ชุดประกอบด้วย การไหว้การทักทายระหว่างครูกับนักเรียน การทักทายของบุคคลทั่วไปที่มีความหลากหลายสถานะ อาชีพ และการไหว้เชิงพาณิชย์
การพัฒนารูปแบบมาตรฐานงานออกแบบเรขศิลป์เพื่อสภาพแวดล้อมสำหรับเมืองสร้างสรรค์, ทนงจิต อิ่มสำอาง
การพัฒนารูปแบบมาตรฐานงานออกแบบเรขศิลป์เพื่อสภาพแวดล้อมสำหรับเมืองสร้างสรรค์, ทนงจิต อิ่มสำอาง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากการวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบมาตรฐานงานออกแบบเรขศิลป์เพื่อสภาพแวดล้อมของเมืองสร้างสรรค์ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อค้นหาเกณฑ์และรูปแบบองค์ประกอบของเรขศิลป์เพื่อสภาพแวดล้อมของเมืองสร้างสรรค์ 2) เพื่อค้นหาแนวทางระบบเรขศิลป์เพื่อสภาพแวดล้อม โดยคำนึงถึงชุมชนในพื้นที่ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางต้นแบบการออกแบบระบบป้ายสัญลักษณ์สำหรับเมืองสร้างสรรค์ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ผู้วิจัยได้ค้นพบแนวความคิดหลักในการออกแบบป้ายสัญลักษณ์ฯ ที่สามารถสื่อสารข้อมูล ประชาสัมพันธ์ข่าวสาร ได้แก่ การบอกชี้นำทาง แนะนำสถานที่ และแจ้งข่าวกิจกรรม อีกทั้งยังสามารถปรับ เปลี่ยนขนาด และเคลื่อนย้ายได้ ผู้วิจัยได้เลือก "ยานนาวา" เป็นพื้นที่สำหรับทำการศึกษา เนื่องจากเป็นพื้นที่ทีมีศักยภาพและความพร้อมจากการเป็นย่านที่ได้รับการฟื้นฟูและพัฒนาเพื่อให้เป็นที่สาธารณะ มีระบบโครงสร้างพื้นฐานประกอบกับมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม อีกทั้งเป็นพื้นที่เชื่อมต่อกับย่านบางรัก เจริญกรุง ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายที่กรุงเทพมหานคร จะพัฒนาสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ในอนาคตตามหลักเกณฑ์ขององค์กรยูเนสโก ระเบียบวิธีวิจัยที่ผู้วิจัยใช้เพื่อการวิจัยนี้ คือ การวิจัยแบบผสมผสาน โดยเน้นกระบวนการคิดเชิงออกแบบ ตามเนื้อหาจากการวิจัยเอกสาร การสำรวจพื้นที่ และตรวจสอบความตรงของข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ ชุมชนกลุ่มเป้าหมาย และผู้เชี่ยวชาญทางการออกแบบ ในการออกแบบฯ ได้คำนึงถึงองค์ประกอบของเรขศิลป์ และเกณฑ์การออกแบบป้ายสัญลักษณ์ ข้อกำหนดในการนำไปใช้งาน ชนิดของป้าย การพิจารณาเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสม ข้อควรคำนึงถึงภัยอันอาจเกิดขึ้นจากการบ่อนทำลายและเสื่อมสภาพ การประยุกต์ปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติม การอ่าน การสื่อสารในเรื่องของภาษา กฏระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ และความจำเป็นในเรื่องของแสงสว่าง ผู้วิจัยได้กำหนดแนวความคิด'ป้ายสัญลักษณ์แบบปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ Pop-up Signage' เพื่อนำไปออกแบบป้ายสัญลักษณ์ โดยเลือกแนวความคิดแบบ "บล็อก BlocKitecture" ผลของการศึกษาวิจัยค้นพบว่ารูปแบบป้ายสัญลักษณ์ที่สามารถปรับเปลี่ยนเคลื่อนย้ายสามารถช่วยสนับสนุนกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ อีกทั้งยังส่งเสริมอัตลักษณ์ของพื้นที่ จากแนวโน้มและการจัดกิจกรรมของเมืองหรือย่านที่เพิ่มมากขึ้น สอดคล้องกับแนวคิดของเมืองสร้างสรรค์ในประเทศไทย
ประติมากรรมสื่อใหม่ : รูปแบบลีลาและรสนิยมในศิลปะยกล้อ, ธีรพล หอสง่า
ประติมากรรมสื่อใหม่ : รูปแบบลีลาและรสนิยมในศิลปะยกล้อ, ธีรพล หอสง่า
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง ประติมากรรมสื่อใหม่ รูปแบบลีลาและรสนิยมในศิลปะยกล้อ มีวัตถุประสงค์สามข้อดังนี้ 1.ศึกษาแนวคิดและกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ผ่านรสนิยมและรูปแบบที่ปรากฏบนรถมอเตอร์ไซค์ช้อปเปอร์ 2. สำรวจรูปแบบของการสร้างสรรค์ที่ปรากฏบนยานพาหนะในวัฒนธรรมช้อปเปอร์ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างอัตลักษณ์เชิงปัจเจกและอัตลักษณ์เชิงกลุ่ม 3. สร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมที่ผู้ชมสามารถรับรู้สุนทรียะแบบวัฒนธรรมช้อปเปอร์ ได้ด้วยรูปแบบการตกแต่งบนมอเตอร์ไซค์ช้อปเปอร์ มานำเสนอด้วยภาษาทางประติมากรรม วิทยานิพนธ์เรื่องนี้ได้รับแรงบัลดาลใจจากความสนใจมอเตอร์ไซค์แบบช้อปเปอร์ของผู้วิจัยเอง ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะที่ชัดเจนจนกลายเป็นรูปแบบทางวัฒนธรรมย่อย จากแรงบัลดาลใจข้างต้นทำให้ผู้วิจัยตั้งคำถามเกี่ยวกับปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า การใช้รถมอเตอร์ไซค์เป็นเครื่องมือในการสร้างอัตลักษณ์ของผู้เป็นเจ้าของมีกลไกอย่างไร และมีกรอบทางความคิดใดอยู่เบื้องหลังบ้าง และจะสร้างกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ผ่านผลงานศิลปะได้อย่างไรให้ผู้ชมสามารถรับรู้สุนทรียะภาพแบบวัฒนธรรมช้อปเปอร์ ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลมาจากแนวคิดทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ แนวคิดทางศิลปะที่เกี่ยวข้อง ศิลปินกรณีศึกษา ข้อมูลภาคสนาม และข้อมูลจากสื่อออนไลน์ จากการรวบรวมข้อมูลพบว่าสามารถบ่งชี้ลักษณะและแนวคิดการใช้มอเตอร์ไซค์สร้างอัตลักษณ์ให้กับผู้เป็นเจ้าของในวัฒนธรรมช้อปเปอร์ โดยการหยิบยืมรูปแบบจากหลายแหล่งที่มา กลายเป็นวัฒนธรรมช้อปเปอร์แบบไทยๆ ผู้วิจัยเชื่อมโยงข้อมูลที่ได้กับแนวคิดทางศิลปะมาพัฒนาเป็นกรอบแนวคิดในการสร้างสรรค์เกี่ยวกับการมีส่วนรวมของผู้ชมกับผลงาน ในรูปแบบประติมากรรมสื่อใหม่ทั้งหมดสี่ชิ้น ได้แก่ คิงคะนองนา เร็วแรงเกิ้น นักสู้ตลาดสด และทองเนื้อเก้า ผลงานประติมากรรมทั้งสี่ชิ้นใช้หลักการการหยิบยืมรูปแบบจากหลายแหล่งมาผสมกันแบบพันธุ์ทาง จนกลายเป็นรูปแบบที่สร้างอัตลักษณ์เฉพาะ และสะท้อนกลับไปยังที่มาของแหล่งรสนิยมต้นทางได้ในเวลาเดียวกัน วิทยานิพนธ์ชิ้นนี้ คือกระบวนการสร้างการรับรู้สุนทรียะแบบวัฒนธรรมช้อปเปอร์ให้กับผู้ชมผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับผลงานประติมากรรม และขยายฐานคิดเกี่ยวกับประสบการณ์ทางสุนทรียะผ่านการรับรู้ เปิดทางให้ขยายฐานคิดเกี่ยวกับการสร้างงานประติมากรรมร่วมสมัย ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่เพียงการชื่นชมสุนทรียภาพจากความงามของรูป ทรงสามมิติของประติมากรรมเท่านั้น โดยผู้วิจัยเรียกกระบวนการนี้ว่า ประติมากรรมปฏิสัมพันธ์
การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ ชุด เดอะวิทรูเวียนแมน, ธนกร สรรย์วราภิภู
การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ ชุด เดอะวิทรูเวียนแมน, ธนกร สรรย์วราภิภู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง "การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ ชุด เดอะวิทรูเวียนแมน" มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหารูปแบบและแนวคิดในการดำเนินการสร้างสรรค์ผลงานนาฏยศิลป์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพเดอะวิทรูเวียนแมนโดย เลโอนาร์โด ดาวินชี (Leonardo Da Vinci) ในประเด็นด้านสัดส่วนและรูปร่างหรือรูปทรงเรขาคณิตที่เกิดจากสรีระร่างกายของมนุษย์มาใช้เป็นแนวคิดหลักในการดำเนินงาน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การสำรวจข้อมูลเชิงเอกสาร สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ สื่อสารสนเทศ ข้อมูลภาคสนาม การสังเกตการณ์งานสร้างสรรค์ทางด้านนาฏยศิลป์ การสัมมนา และประสบการณ์ส่วนตัวของผู้วิจัย โดยนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาวิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างสรรค์ผลงานนาฏยศิลป์ และสรุปผล ตามลำดับ ผลการวิจัยพบว่า ในการสร้างสรรค์ผลงานนาฏยศิลป์สามารถจำแนกตามองค์ประกอบของการแสดงได้ 8 ประการ ได้แก่ 1) บทการแสดง สร้างสรรค์ขึ้นใหม่จากประเด็นด้านสัดส่วนและรูปร่างหรือรูปทรงเรขาคณิตของภาพเดอะวิทรูเวียนแมน 2) นักแสดงมีคุณสมบัติด้านสัดส่วนของสรีระร่างกายในรูปแบบที่เหมือนและต่างกันมีความสามารถทางด้านนาฏยศิลป์ 3) ลีลา นำเสนอผ่านรูปแบบนาฏยศิลป์หลังสมัยใหม่ 4) เครื่องแต่งกายแสดงถึงสรีระร่างกายของนักแสดงอย่างชัดเจน 5) ดนตรีและเสียงประกอบการแสดง ใช้เสียงจากนักแสดง สิ่งแวดล้อม และดนตรีสังเคราะห์ในการสร้างบรรยากาศการแสดง 6) อุปกรณ์ประกอบการแสดง ใช้เทปกระดาษกาวสองหน้าในการสื่อสารด้านการเปรียบเทียบสรีระ สร้างสรรค์รูปเรขาคณิต และใช้เครื่องฉายภาพขนาดเล็กเข้ามาส่งเสริมการแสดง 7) พื้นที่การแสดง จัดวางตำแหน่งผู้ชมเหนือพื้นที่การแสดง โดยจัดแสดงในพื้นที่ลักษณะอื่นที่ไม่ใช่โรงละคร 8) แสง ออกแบบให้เกิดความชัดเจนในการสื่อความหมายของการแสดง นอกจากนี้ในด้านแนวคิดการสร้างสรรค์ผลงานนาฏยศิลป์ได้ให้ความสำคัญใน 8 ประเด็น ได้แก่ 1) ภาพเดอะวิทรูเวียนแมน 2) สัดส่วนและรูปร่างหรือรูปทรงเรขาคณิต 3) ความเรียบง่ายตามแนวคิดนาฏยศิลป์หลังสมัยใหม่ 4) องค์ประกอบทางทัศนศิลป์ 5) ออกแบบพื้นที่การแสดงโดยวางตำแหน่งผู้ชมอยู่ในระดับที่สูงกว่านักแสดง 6) ทฤษฎีนาฏยศิลป์ร่วมสมัย 7) อุปกรณ์ประกอบการแสดง และ 8) การแสดงที่เป็นศิลปะเพื่อศิลปะ ดังนั้นผลการวิจัยทั้งหมดนี้จึงมีความสอดคล้องและตรงตามวัตถุประสงค์ทุกประการ ผู้วิจัยได้จัดการแสดงผลงานสร้างสรรค์เพื่อเผยแพร่ มีผู้เข้าชมผลงานทั้งสิ้น 158 คน เป็นนักศึกษาทางด้านนาฏยศิลป์ ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านนาฏยศิลป์ อาจารย์สอนนาฏยศิลป์ ศิลปะการแสดงทั้งในระดับโรงเรียนมัธยม และมหาวิทยาลัย รวมถึงผู้สนใจทั่วไป ผลจากการทำประชาพิจารณ์และแบบสอบถามสรุปได้ว่า การนำแนวคิดด้านสัดส่วนและรูปร่างหรือรูปทรงเรขาคณิตในภาพเดอะวิทรูเวียนแมนมาใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานนาฏยศิลป์เป็นสิ่งที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการใช้ท่าทางในชีวิตประจำวันเข้ามาใช้ในการแสดง มีการเน้นย้ำ ที่ส่งผลให้ผู้ชมสามารถรับรู้เรื่องราวการแสดงได้อย่างชัดเจน และผู้เข้าร่วมชมการแสดงยอมรับถึงรูปแบบการสร้างสรรค์ผลงานนาฏยศิลป์ชิ้นนี้ อันก่อให้เกิดองค์ความรู้ที่ควรเผยแพร่และคุณค่าต่อการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านนาฏยศิลป์
การสร้างสรรค์เพลงเรื่องประเภทเพลงฉิ่ง เรื่องชัยมงคลคาถา, บุญเลิศ กร่างสะอาด
การสร้างสรรค์เพลงเรื่องประเภทเพลงฉิ่ง เรื่องชัยมงคลคาถา, บุญเลิศ กร่างสะอาด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การสร้างสรรค์เพลงเรื่องประเภทเพลงฉิ่ง เรื่องชัยมงคลคาถานี้ เป็นงานวิจัยที่ใช้กระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์เพลงเรื่องประเภทเพลงฉิ่ง เรื่องชัยมงคลคาถา และเพื่อสร้างองค์ความรู้ในกระบวนการสร้างสรรค์เพลงเรื่องประเภทเพลงฉิ่ง เรื่องชัยมงคลคาถา พบว่า เพลงเรื่องประเภทเพลงฉิ่ง เรื่องชัยมงคลคาถา ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญคือ เพลงช้า เพลงเร็ว และรัวเพลงฉิ่ง ใช้สำหรับบรรเลงด้วยวงปี่พาทย์ ในงานพิธีกรรมมงคล เพลงเรื่องประเภทเพลงฉิ่ง เรื่องชัยมงคลคาถา เป็นเพลงเรื่องประเภทเพลงฉิ่ง มีโครงสร้างตามขนบดุริยางคศิลป์ไทย ประพันธ์จากบทสวดชัยมงคลคาถา ใช้กลวิธีการประพันธ์ตามขนบ คือ การประพันธ์ทำนองจากต้นราก การยืดขยาย การยุบ การทอน และการประพันธ์แบบอัตโนมัติ ลักษณะพิเศษในการสร้างสรรค์เพลงเรื่องประเภทเพลงฉิ่ง เรื่องชัยมงคลคาถาคือ การประพันธ์ทำนองเพลงเรื่องประเภทเพลงฉิ่ง ขึ้นใหม่จากบทสวดมนต์ โดยใช้รูปแบบมือฆ้องวงใหญ่ สื่อถ้อยคำ ความหมาย ตลอดจนนัยแห่งหลักธรรมในพระพุทธศาสนา
การสร้างสรรค์อัตลักษณ์ตราสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ในตลาดมินิบาร์ประเทศไทย, ธีร์ โคตรถา
การสร้างสรรค์อัตลักษณ์ตราสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ในตลาดมินิบาร์ประเทศไทย, ธีร์ โคตรถา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันตลาดการขายสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์สำเร็จรูปในประเทศไทยมีวิกฤตการณ์อัตราความหนาแน่นสูงเมื่อเทียบจากจำนวนพื้นที่การขายสินค้ากับจำนวนผู้ประกอบการที่เพิ่มมากขึ้น ไม่เพียงพอต่อการรองรับผู้ประกอบการจากตราสินค้าแฟชั่นที่เกิดขึ้นใหม่ งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างช่องทางการเปิดพื้นที่การขายใหม่ในตลาดมินิบาร์ และแนวทางการออกแบบสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ของตลาดมินิบาร์ในประเทศไทย ด้วยการศึกษาระบบต้นแบบการขายสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ในตลาดมินิบาร์จากตราสินค้า PIMKIE ประเทศฝรั่งเศส และแนวคิดอัตลักษณ์ไทยของแต่ละภูมิภาคในด้าน สถาปัตยกรรม จิตรกรรม และหัตถกรรม จากข้อมูลปฐมภูมิและทุติยภูมิ รวมถึงการศึกษา วิเคราะห์ ปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้อง อันได้แก่ การขายสินค้าในกลุ่มโรงแรมบูติค การตลาดสินค้าแฟชั่น แนวโน้มแฟชั่น และ ตัวอย่างผลงานออกแบบสินค้าแฟชั่นจากตราสินค้าคู่แข่งในประเทศไทย ผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสำรวจพื้นที่การขายโดยการเฝ้าสังเกตการณ์และการจดบันทึก การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ประกอบการโรงแรมบูติค ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารสินค้าในโรงแรม ผู้เชี่ยวชาญในสาขาการตลาดสินค้าแฟชั่น และผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบสินค้าแฟชั่น ร่วมกับการวิจัยเชิงปริมาณโดยการใช้แบบสอบถามกับกลุ่มผู้บริโภคเพื่อตามหากลุ่มเป้าหมายและลักษณะความพึงพอใจของกลุ่มสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ในงานวิจัย จากผลการศึกษาพบว่า กลุ่มผู้บริโภคที่สนใจการซื้อสินค้าแฟชั่นในตลาดมินิบาร์ คือกลุ่มสตรีวัยทำงานเพศหญิงอายุระหว่าง 36-42 ปี มีรสนิยมแบบเรียบโก้ มีความสนใจกลุ่มสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ในระบบมินิบาร์ที่มีราคาระหว่าง 1000 – 5000 บาท ด้านอัตลักษณ์ของระบบการขายสินค้า มีลักษณะสำคัญคือการแบ่งกลุ่มสินค้าพื้นฐาน (Basic's wear) และกลุ่มสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่น (Signature's wear) ตามโอกาสการใช้งานของสินค้าชนิดลำลองตามกลุ่มประเภทโรงแรมบูติคที่อยู่ในสถานที่ตั้งที่แตกต่างกัน โดยกลุ่มโรงแรมบูติคที่จัดตั้งในเขตพื้นที่เมืองหลวงหรือกรุงเทพมหานครจะมีลักษณะของกลุ่มสินค้าชนิดสังสรรค์แบบลำลอง (Casual Party's wear) กลุ่มโรงแรมบูติคในจังหวัดของหัวเมืองภูมิภาคจะมีลักษณะกลุ่มสินค้าชนิดทำงานแบบลำลอง (Casual Business's wear) และกลุ่มโรงแรมบูติคใกล้แหล่งท่องเที่ยวจะมีลักษณะกลุ่มสินค้าแบบรีสอร์ท (Resort's wear) ด้านการออกแบบกลุ่มสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ในระบบมินิบาร์ มีลักษณะที่สำคัญคือรูปแบบที่เหมาะสมต่อการจัดเก็บสินค้าเพื่อการเดินทางและรูปแบบที่สามารถนำไปผสมผสานให้เกิดรูปแบบการสวมใส่เฉพาะบุคคล โดยลักษณะดังกล่าวจะอยู่ในองค์ประกอบของ โครงร่างเงา (Silhouettes) รายละเอียดจำเพาะ (Technic details) สี (Colors) และ วัสดุภัณฑ์ (Materials) ที่แตกต่างกันตามอัตลักษณ์พื้นถิ่นของภูมิภาคประเทศไทย และเพื่อให้ได้รูปแบบของกลุ่มสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด ผู้วิจัยอาศัยเทคนิคการวิจัยเชิงอนาคต EDFR (Ethnographic Delphi Futures Research) ด้วยการตัดสินด้านรูปแบบภาพลักษณ์ของกลุ่มสินค้าอีกครั้งจากคณะผู้เชี่ยวชาญเพื่อพัฒนาเป็นคอลเล็คชั่นของกลุ่มสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ในตลาดมินิบาร์ประเทศไทยเป็นขั้นตอนสุดท้าย
แนวทางการออกแบบแฟชั่นเครื่องหนังส่งออกประเทศญี่ปุ่น : การสร้างสรรค์อัตลักษณ์หัตถกรรมไทยในรูปแบบอาวองท์-การ์ด หลังยุคสมัยใหม่, พรนารี ชัยดิเรก
แนวทางการออกแบบแฟชั่นเครื่องหนังส่งออกประเทศญี่ปุ่น : การสร้างสรรค์อัตลักษณ์หัตถกรรมไทยในรูปแบบอาวองท์-การ์ด หลังยุคสมัยใหม่, พรนารี ชัยดิเรก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันอุตสาหกรรมแฟชั่นเครื่องหนังในตลาดโลกมีการแข่งขันด้านภาพลักษณ์สินค้าที่สูงมาก การส่งออกสินค้าประเภทนี้ไปประเทศญี่ปุ่นจำเป็นต้องมีการพัฒนาเพื่อยกระดับภาพลักษณ์ในระดับสากลให้มากขึ้น งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแนวทางการออกแบบแฟชั่นสินค้าที่สะท้อนถึงตัวตนของสินค้าเครื่องหนังไทยในรูปลักษณ์ใหม่ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ด้วยการนำเสนอ2แนวคิดหลักที่สอดคล้องกับรสนิยมวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นได้แก่ด้านอัตลักษณ์ไทยในงานหัตถกรรมเครื่องจักสานไม้ไผ่ผสานกับแนวคิดการสร้างสรรค์ผลงานด้านศิลปะและการออกแบบแฟชั่นตามแนวทางอาวองท์-การ์ดหลังยุคสมัยใหม่ ด้วยการศึกษาข้อมูลปฐมภูมิและทุติยภูมิ วิเคราะห์ เชื่อมโยงกับปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การออกแบบแฟชั่นสินค้าเครื่องหนัง กลุ่มเป้าหมาย แนวโน้มแฟชั่น และตัวอย่างงานออกแบบสินค้าแบรนด์เนม ผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสำรวจ สัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญ ร่วมกับการวิจัยเชิงปริมาณด้วยการใช้แบบสอบถามกับสตรีญี่ปุ่นอายุ20-45ปี จากการศึกษาพบว่า ด้านอัตลักษณ์เครื่องจักสานไม้ไผ่ มีองค์ประกอบด้านการออกแบบที่สำคัญคือ รูปทรง โครงสร้าง สี ลวดลายและวัสดุ ด้านแนวคิดอาวองท์-การ์ดหลังยุคสมัยใหม่ มีแนวทางการสร้างสรรค์ผลงานเน้นในด้านรูปแบบ เทคนิค วัสดุที่ใช้และการสื่อความหมาย และเพื่อให้ได้รูปแบบของสินค้าแฟชั่นเครื่องหนังส่งออกที่ตรงกับความต้องการและเหมาะสมมากที่สุดกับสไตล์การแต่งตัวของกลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่มที่สำคัญได้แก่ กลุ่มแคชวล และกลุ่มครีเอทีฟ ผู้วิจัยใช้เทคนิคการวิจัยเชิงอนาคตแบบEDFR ด้วยการตัดสินด้านภาพลักษณ์สินค้าอีกครั้งจากคณะผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพัฒนาเป็นคอลเลคชั่นสินค้าแฟชั่นเครื่องหนังที่มีรูปแบบล้ำสมัย มีเอกลักษณ์จากทุนวัฒนธรรมเดิม ต่อยอด เพิ่มรายได้การส่งออกให้มากขึ้น อีกทั้งเป็นการสนับสนุนด้านธุรกิจสินค้าส่งออกเชิงสร้างสรรค์อีกด้วย
มานุษยวิทยาการออกแบบ, ปรัชญา คัมภิรานนท์
มานุษยวิทยาการออกแบบ, ปรัชญา คัมภิรานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยหัวข้อ มานุษยวิทยาการออกแบบ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ตามหลักการและวิธีการของการของงานวิชาการเพื่อสังคมโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ค้นหาหลักการมานุษยวิทยาการออกแบบ 2. เพื่อประยุกต์ใช้หลักมานุษยวิทยาการออกแบบในการออกแบบเพื่อสังคม จากการศึกษาหลักการเพื่อนำไปประยุกต์ใช้เป็นกรอบทฤษฎีเบื้องต้นสำหรับการปฏิบัติการ เพื่อให้ผลการปฏิบัติการเป็นตัวช่วยในการพัฒนาทฤษฎี ตามแนวทางของการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ซึ่งมุ่งเน้นการแสวงหาความรู้ด้วยการปฏิบัติจริง ผู้วิจัยพบว่า หลักการที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นกรอบทฤษฎีเบื้องต้น ได้แก่ "หลักมานุษยวิทยาการออกแบบ" ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ผสมผสานศาสตร์ของมานุษยวิทยาและศาสตร์ของการออกแบบเข้าด้วยกัน และ "แบบจำลองกระบวนการออกแบบเพื่อสังคม" ซึ่งเป็นการนำหลักวิชาการเพื่อสังคมมาประยุกต์เข้ากับแบบจำลองกระบวนการออกแบบ เพื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการออกแบบจากที่มีเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ มาเป็นเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ทางสังคม การวิจัยครั้งนี้ มีพื้นที่วิจัยตามหลักการวิจัยสนามทางมานุษยวิทยา ได้แก่ หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีระยะเวลาการดำเนินการ 3 ปี ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2558 ถึงปีพ.ศ. 2560 โดยมีการปฏิบัติการทั้งสิ้น 3 วงจร ได้แก่ วงจรที่ 1: งานแต่งงานในหอศิลป์ เพื่อแก้ปัญหาชุมชนไม่มีส่วนร่วมในกิจกรรมของหอศิลป์ วงจรที่ 2: การอบรมสตรีทอาร์ตในหอศิลป์ เพื่อบริการวิชาการตามวัตถุประสงค์ของหอศิลป์ และวงจรที่ 3: โครงการหอศิลป์ต้นแบบเพื่อสังคม เพื่อแก้ปัญหาที่สำคัญ 3 ประการของหอศิลป์ ได้แก่ 1. การขาดงบประมาณสนับสนุน 2. การขาดการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ 3. ความชำรุดทรุดโทรมของตัวอาคาร ในการปฏิบัติการแต่ละวงจร มีขั้นตอนการปฏิบัติการในแต่ละโครงการแบ่งเป็น แบ่งเป็น ขั้นตอนที่ 1 การพัฒนาแผนการปฏิบัติการ (plan) ขั้นตอนที่ 2 การปฏิบัติตามแผน (act) ขั้นตอนที่ 3 การสังเกตผลการปฏิบัติการ (observe) และขั้นตอนที่ 4 การสะท้อนผลการปฏิบัติการ (reflect) ซึ่งเป็นการประเมินผลเชิงคุณภาพ และนำหลักการที่ได้รับการพัฒนาในแต่ละโครงการ ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติการโครงการถัดไปในลักษณะวนซ้ำ จนได้หลักการตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย จากนั้นจึงนำหลักการที่ได้รับการพัฒนา ไปมาสร้างสรรค์ผลงานการออกแบบในรูปแบบการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ โครงการเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ดีไซน์วีค 2016 เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงและความน่าเชื่อถือของหลักการ หลักการที่ได้รับการพัฒนาจากการปฏิบัติการในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1. การแทรกแซงด้วยการออกแบบ (design intervention) ที่ถูกพัฒนาในการปฏิบัติการวงจรที่ 1 โดยกิจกรรมงานแต่งงาน …
ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง : หลวิชัย คาวี เดอะ มิวสิคัล, พงศ์พูน พิบูลย์เกษตรกิจ
ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง : หลวิชัย คาวี เดอะ มิวสิคัล, พงศ์พูน พิบูลย์เกษตรกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทประพันธ์หลวิชัย คาวี เดอะ มิวสิคัล เป็นบทประพันธ์ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นจากการศึกษาและตีความนิทานพื้นบ้านเรื่องหลวิชัย คาวี โดยนำเสนอในรูปแบบของละครเพลงซึ่งใช้อารมณ์และความรู้สึกของตัวละครรวมถึงบรรยากาศของฉากแต่ละฉากในการกำหนดกรอบและแนวทางในการประพันธ์และเรียบเรียงดนตรี ความรักหลากหลายรูปแบบ เช่น พี่กับน้อง ชายกับหญิง สัตว์กับสัตว์ รวมถึงความขัดแย้ง ของตัวละครต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในนิทานพื้นบ้านเรื่องนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้บทเพลงมีความหลากหลายทางอารมณ์ ตัวละครหลักในบทประพันธ์นี้จะมีทำนองหลักเป็นของตนเองเพื่อแสดงความเป็นเอกลักษณ์และช่วยให้ผู้ฟังสามารถติดตามเรื่องราวและการนำเสนอของตัวละครแต่ละตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยทำนองหลักแต่ละทำนองจะถูกพัฒนาด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น การขยายส่วนจังหวะ การย่อส่วนจังหวะ เพื่อให้เหมาะสมกับเหตุการณ์ต่าง ๆ บทประพันธ์นี้ประกอบด้วยบทเพลงบรรเลงและบทเพลงร้องรวมทั้งสิ้น 14 บทเพลง ความยาวประมาณ 50 นาที ผู้วิจัยมีความตั้งใจที่จะนำเสนอนิทานพื้นบ้านของไทยเรื่องนี้โดยใช้ดนตรีตะวันตกซึ่งเปรียบดั่งภาษาสากลเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดเรื่องราวให้กับผู้ฟังทุกชนชาติและเพื่อส่งเสริมวรรณคดีของไทยให้เข้าสู่การยอมรับในระดับนานาชาติ
นาฏยศิลป์สร้างสรรค์พิธีอรังกิตรัมในภารตะนาฏยัม, ฤตพชรพร ทองถนอม
นาฏยศิลป์สร้างสรรค์พิธีอรังกิตรัมในภารตะนาฏยัม, ฤตพชรพร ทองถนอม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ การแสดงนาฏยศิลป์สร้างสรรค์ในพิธีอรังกิตรัมในภารตะนาฏยัมเล่มนี้ เป็นการวิจัยในเชิงทดลอง สร้างสรรค์ และสามารถอธิบายออกมาในรูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเชื่อในพิธีอรังกิตรัม (Arangetram) ของผู้เรียนนาฏยศิลป์อินเดียภารตะนาฏยัม (Bharatanatyam) และนำมาสร้างเป็นงานนาฏยศิลป์สร้างสรรค์ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารการแปลบทความหรืองานวิชาการในต่างประเทศ การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญนาฏยศิลป์อินเดียภารตะนาฏยัมในอินเดียและผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย ประกอบกับผู้วิจัยได้นำความรู้และประสบการณ์จากเมื่อครั้งเดินทางไปศึกษาภารตะนาฏยัม ณ มหาวิทยาลัยบาณารัสฮินดู (Banaras Hindu University) เมืองพาราณสี ประเทศอินเดีย การศึกษาจากสื่อสารสนเทศและนวัตกรรมต่างๆทั้งในและต่างประเทศ การลงพื้นที่สังเกตการณ์ และการสัมมนาเชิงวิชาการที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย โดยนำข้อมูลที่ได้ศึกษามาวิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างสรรค์การแสดง สรุปผล และนำเสนอเป็นผลงานวิจัย ตามลำดับ ผลจากการวิจัยทำให้ได้รูปแบบการแสดงที่ประกอบไปด้วย 1) โครงเรื่องและบทการแสดงจะเป็นเรื่องราวของศิษยาที่มีความเชื่อความศรัทธาต่อกูรูและพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ 2) ดนตรีที่นำมาใช้ มีทั้งที่เป็นแบบแผนตามขนบของการแสดงภารตะนาฏยัมและสร้างสรรค์ขึ้นใหม่เพื่อให้เกิดความร่วมสมัย เสียงสวดมนต์ของนักแสดง และการบรรเลงของนักดนตรีเพื่อสร้างบรรยายและดำเนินเรื่องราว 3) นักแสดงมีความสามารถทางด้านนาฏยศิลป์ที่หลากหลาย 4) ลีลาและสัญลักษณ์มีการใช้ขนบแบบแผนและท่าสัญลักษณ์ของภารตะนาฏยัมมาผสมผสานนาฏยศิลป์ไทยและนาฏยศิลป์สากลตามทฤษฎีหลังสมัยใหม่ 5) อุปกรณ์ใช้แนวคิดมินิมอลลิสม์ (Minimalism) ที่มีความเรียบง่าย 6) เครื่องแต่งกายใช้แบบอนุรักษณ์และสร้างสรรค์อย่างเรียบง่าย 7) พื้นที่เวทีใช้ลักษณะเปิดเป็นโถงกว้าง 8) แสงและเทคนิคพิเศษใช้ในการถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกของนักแสดงตามเรื่องราว และงานวิจัยเล่มนี้ยังได้ค้นพบแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านนาฏยศิลป์หลังการปฏิบัติการ ดังนี้ 1) แนวคิดในเรื่องความเชื่อในพิธีอรังกิตรัมของภารตะนาฏยัม 2) แนวคิดในเรื่องประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติในพิธีอรังกิตรัมของภารตะนาฏยัม 3) แนวคิดในการใช้ลีลาท่ารำ ภาวะ และรส ในภารตะนาฏยัม 4) แนวคิดในการใช้สัญลักษณ์ในการแสดงนาฏยศิลป์ 5) แนวคิดในการใช้อุปกรณ์เพื่อประกอบการแสดง 6) แนวคิดในการใช้ทฤษฎีทางด้านนาฏยศิลป์ ดุริยางคศิลป์ และทัศนศิลป์ 7) แนวคิดในการใช้นาฏยศิลป์เพื่อสะท้อนสภาพสังคม และ8) แนวคิดในการใช้การแสดงที่สร้างสรรค์เพื่อสังคม ดังนั้นผลการวิจัยทั้งหมดนี้จึงมีความสอดคล้องและตรงตามวัตถุประสงค์ทุกประการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการนำเรื่องราวในทำนองเดียวกันกับหัวข้อวิทยานิพนธ์มาเผยแพร่เพื่อเป็นความรู้ และเป็นแนวทางแด่ผู้ที่สนใจเพื่อนำไปศึกษาในการพัฒนาสร้างสรรค์ผลงานในโอกาสต่อไป
ศิลปะสื่อภาพถ่าย: ความรุนแรงในความสงัด, วรพรรณ สุรัสวดี
ศิลปะสื่อภาพถ่าย: ความรุนแรงในความสงัด, วรพรรณ สุรัสวดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยสร้างสรรค์ ศิลปะสื่อภาพถ่าย: ความรุนแรงในความสงัด มาจากความกลัวความรุนแรงในความไม่ปลอดภัยต่อร่างกายและทรัพย์สินที่มีอยู่ในเมืองหลวงที่เงียบสงัดยามค่ำคืน ความกลัวนี้มาจากการรับข้อมูลข่าวสารอาชญากรรม การบอกกล่าวตักเตือนและประสบการณ์ตรงของผู้วิจัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสาเหตุที่ก่อให้เกิดความกลัวในความไม่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ผลงานศิลปะสื่อภาพถ่ายที่สะท้อนบรรยากาศความรุนแรงของกรุงเทพมหานครที่เงียบสงัดยามค่ำคืน ขั้นตอนการวิจัยคือ 1) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี งานวิจัยที่เกี่ยวกับการรับรู้ ความกลัว ความรุนแรงอาชญากรรม ข้อมูลข่าวสารและลักษณะพื้นที่ที่เคยเกิดเหตุอาชญากรรม ทฤษฎีจิตวิสัย (Sublime) ศิลปะภาพถ่าย และศิลปินที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวคิด รูปแบบ ความงาม (Aesthetic) และการสื่อความหมาย 2) สำรวจพื้นที่และทดลองถ่ายภาพเพื่อคัดเลือกสถานที่ 3) สร้างสรรค์ผลงาน 4) พัฒนาผลงาน 5) วิเคราะห์ อภิปรายผลงานและสรุปผล จากการศึกษารูปแบบความกลัวความรุนแรงพบว่า การรับรู้ข่าวสารจำนวนมากทำให้ความรู้สึกกลัวต่อภัยอาชญากรรมสูงขึ้นและรูปแบบความกลัวมีความสัมพันธ์กับลักษณะของสถานที่ โดยแบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ 1) ความกลัวความรุนแรงที่เกิดต่อร่างกาย การปล้นจี้และชิงทรัพย์มักเกิดในพื้นที่ที่มีตึก อาคาร บ้านเรือน หรือเส้นทางสัญจรทั่วไป และ 2) ความกลัวในความรุนแรงที่เกิดต่อร่างกาย ชิงทรัพย์ ทำร้ายร่างกายและการข่มขืน มักเกิดในบริเวณที่เป็นทุ่งหญ้ารกร้างซึ่งเป็นความกลัวที่มักเกิดกับเพศหญิง โดยสร้างสรรค์ภาพถ่ายเมือง (City scape) เป็นภาพถ่ายขาวดำ ขนาด 70x150 เซนติเมตร จำนวน 21 ชิ้น จากพื้นที่ 11 เขตในกรุงเทพมหานคร ผลการวิจัยพบว่า เทคนิคการต่อภาพ (Stitching) เป็นพาโนราม่าจะขยายมุมมองในการรับรู้และช่วยเพิ่มคุณภาพของไฟล์ให้สามารถพิมพ์ในขนาดใหญ่ขึ้นได้ เพราะขนาดของภาพที่แคบเป็นข้อจำกัดในการรับรู้ ซึ่งภาพขนาดใหญ่ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนเข้าไปมีส่วนร่วมอยู่ในภาพ ทั้งการถ่ายภาพให้เห็นพื้นที่ว่าง การใช้มุมมองระดับสายตา การระบายแสง (Light painting) และปรับปรุงภาพหลังถ่าย (Post production) ด้วยการเพิ่มลดแสงเฉพาะจุด เพิ่มความชัด (Clarity) ของพื้นผิว ช่วยเน้นให้เกิดการรับรู้ถึงบรรยากาศความรุนแรงในสถานที่นั้นได้ดีขึ้น
จิตรกรรมร่วมสมัยผ่านภาพลักษณ์ตุ๊กตาจีน : ความทรงจำจากบทบาทและสถานภาพของเพศหญิงในวัฒนธรรมไทย-จีน, ศิริก้อย ชุตาทวีสวัสดิ์
จิตรกรรมร่วมสมัยผ่านภาพลักษณ์ตุ๊กตาจีน : ความทรงจำจากบทบาทและสถานภาพของเพศหญิงในวัฒนธรรมไทย-จีน, ศิริก้อย ชุตาทวีสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ระบบปิตาธิปไตย (Patriarchy) ในลัทธิขงจื้อ เป็นจารีตที่กำหนดบทบาทและสถานภาพของเพศหญิงในวัฒนธรรมจีนโดยให้ "เชื่อฟัง" และ "ทำตาม" ยกย่องและเชิดชูเพศชาย นำมาสู่การวิจัยสร้างสรรค์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์บทบาทและสถานภาพของเพศหญิงจีนแต้จิ๋วในสังคมไทย 3 ช่วงอายุ เพื่อกำหนดแนวคิดในการสร้างสรรค์ 2) วิเคราะห์แนวคิด และภาษาทางทัศนศิลป์ศิลปะกลุ่มสตรีนิยม และผลงานศิลปกรรมที่เกี่ยวข้องด้วยทฤษฎีสัญวิทยา เพื่อเป็นแนวทางการสร้างภาษาทางทัศนศิลป์ที่สะท้อนบทบาทและสถานภาพสตรีจีนในไทย และ 3) เพื่อสร้างองค์ความรู้จากกระบวนการสร้างสรรค์เป็นฐานต่อศิลปะสตรีนิยมในประเทศไทย ผู้วิจัยสำรวจชุมชนชาวจีนและเก็บข้อมูลกลุ่มสตรีจีนแต้จิ๋วใน 3 ช่วงอายุ ประกอบด้วย สตรีจีนโพ้นทะเล อายุ 70 ปี ขึ้นไป 4 คน สตรีไทยเชื้อสายจีน อายุ 70 – 50 ปี 12 คน และ สตรีลูกหลานชาวจีน อายุต่ำกว่า 50 ปี 7 คน รวม 23 คน เพื่อวิเคราะห์ค่านิยมสตรีจีนใช้กำหนดแนวเรื่องในการสร้างสรรค์ พบว่า จารีตขงจื้อให้คุณค่าแก่สตรีที่ยอมเป็นเบี้ยล่าง ถูกกดทับ เชื่อฟัง เป็นผู้ตาม ไร้อารมณ์ และอยู่ในบ้าน การวิเคราะห์ผลงานศิลปกรรมศิลปะกลุ่มสตรีนิยมด้วยทฤษฎีสัญวิทยา พบว่า ตุ๊กตาจีน ลวดลายคราม 1) มังกร 2) เล่าเรื่อง 3) พรรณพฤกษา ข้าวของเครื่องใช้ในการทำงานบ้าน และการประกอบพิธีกรรม ผสานการใช้ค่าต่างแสง (Chiaroscuro) สามารถเป็นภาษาทางทัศนศิลป์ โดยใช้กระบวนการสร้างสรรค์ 4 ขั้นตอนประกอบด้วย แรงบันดาลใจ แนวคิดในการสร้างสรรค์ การค้นหาภาษาทางทัศนศิลป์ และการทดลองและนำไปสู่ข้อเสนอแนะ จากผลของงานสร้างสรรค์สามารถสรุปได้ว่า ภาษาทางจิตรกรรมสามารถสื่อสารชีวิตร่วมสมัยของสตรีจีนในประเทศไทย สะท้อนอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ และนำเสนอแบบภาพแทนบุคคล (Portrait) และภาพแทนตนเอง (Self-Portrait) เป็นฐานองค์ความรู้และกลวิธีการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะสตรีนิยมในประเทศไทย
การออกแบบโฆษณาส่งเสริมสังคมสําหรับปัญหาสังคมที่มีอิทธิพลต่อมิลเลนเนียลเจนเนอเรชั่น, อภินันทน์ สุมทุมพฤกษ์
การออกแบบโฆษณาส่งเสริมสังคมสําหรับปัญหาสังคมที่มีอิทธิพลต่อมิลเลนเนียลเจนเนอเรชั่น, อภินันทน์ สุมทุมพฤกษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการออกแบบโฆษณาส่งเสริมสังคมสำหรับปัญหาสังคมที่มีอิทธิพลต่อมิลเลนเนียลเจนเนอเรชั่น โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อค้นหาปัญหาสังคมที่มีอิทธิพลต่อมิลเลนเนียลเจอเนอเรชั่น 2) เพื่อค้นหาหลักการออกแบบโฆษณาส่งเสริมสังคมที่มีความเหมาะสมกับมิลเลนเนียลเจนเนอเรชั่น ประกอบด้วยกรอบทฤษฎีการกำหนดวัตถุประสงค์ (Purpose of Awareness) กลยุทธ์การสื่อสาร (Communication Strategies) การใช้จุดจับใจ (Advertising Appeal) และการนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ (Creative Execution) และเก็บข้อมูลด้วยเครื่องมือการวิจัยประเภทแบบสอบถามออนไลน์ (Online Questionnaire) จากกลุ่มเป้าหมายที่มีอายุระหว่าง 18-38 ปี จำนวน 239 คน เพื่อจัดลำดับความสนใจในปัญหาสังคม และการวิจัยแบบสนทนากลุ่ม (Focus Group) 7 กลุ่ม ๆ ละ 5 คน เพื่อคัดเลือกผลงานโฆษณาที่สามารถสร้างการรับรู้และการตอบสนองด้านอารมณ์และพฤติกรรม จากผลงานโฆษณาช่วงปี ค.ศ. 2011 ถึง ค.ศ. 2017 ที่ได้รับรางวัลระดับนานาชาติจำนวน 328 ชิ้นงาน และทำการวิเคราะห์หาองค์ประกอบทางการออกแบบโฆษณา จากผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการด้านโฆษณาที่มีประสบการณ์ไม่ต่ำกว่า 7 ปี จำนวน 15 ท่าน โดยให้ผู้เชี่ยวชาญทำการเลือกองค์ประกอบต่าง ๆ ในการออกแบบโฆษณาส่งเสริมสังคม ผลวิจัยพบว่า 1) ปัญหาสังคมที่มิลเลนเนียลเจนเนอเรชั่นมีความสนใจ 14 ประเด็นปัญหา อาทิ ปัญหาการศึกษา ปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรง ปัญหาความเจ็บป่วยทางจิต 2) แนวทางการออกแบบโฆษณาส่งเสริมสังคมสำหรับมิลเลนเนียลเจนเนอเรชั่น การกำหนดวัตถุประสงค์การโฆษณา จำนวน 3 วัตถุประสงค์ กลยุทธ์การสื่อสาร จำนวน 14 กลยุทธ์ อาทิ กลยุทธ์การทำให้มีความรู้สึกไม่ดีถ้าตนไม่ได้ปฏิบัติตาม กลยุทธ์การใช้ความเชี่ยวชาญของผู้ส่งสารโน้มน้าวไปในทางลบ กลยุทธ์ด้านศีลธรรม การใช้จุดจับใจ จำนวน 23 รูปแบบ อาทิ ด้านความรู้สึกผิด ด้านความกลัว ด้านความเห็นอกเห็นใจ การนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ จำนวน 19 รูปแบบ อาทิ การใช้วิธีเปรียบเทียบแบบอุปมาอุปไมย การเปลี่ยนมุมมอง การใช้สัญลักษณ์และเครื่องหมาย เป็นต้น
ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง : มรรคาแห่งโชคชะตา แฟนตาเซียสำหรับวงเชมเบอร์อองซอมเบลอ, อรอุษา หนองตรุด
ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง : มรรคาแห่งโชคชะตา แฟนตาเซียสำหรับวงเชมเบอร์อองซอมเบลอ, อรอุษา หนองตรุด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทประพันธ์เพลงดุษฎีนิพนธ์ "มรรคาแห่งโชคชะตา" แฟนตาเซียสำหรับวงเชมเบอร์อองซอมเบลอ พรรณนาถึงเรื่องราวการเดินทางผ่านโชคชะตากำหนด เกิดเป็นประสบการณ์ที่ยังจารึกตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้ประพันธ์อย่างมิรู้ลืม สร้างเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานประพันธ์เพลงบทนี้ ที่จะถ่ายทอดเรื่องราวความประทับใจผ่านสีสันทางวัฒนธรรมอย่างมีบูรณาการ สะท้อนภาพความงามที่แตกต่าง รวมทั้งบทบาทที่กลมกลืนเมื่อมองย้อนกลับไปสู่อดีตอันเปี่ยมด้วยคุณค่าและความหมายของชีวิต บทประพันธ์เพลงนี้ประกอบด้วยการใช้เทคนิคการขยาย (Expanding techniques) เพื่อสร้างสำเนียงดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ นำไปสู่การตีความให้เห็นความงามของแต่ละท่วงทำนองที่ลึกซึ้ง การใช้สำนวนดนตรีพื้นเมืองผ่านเครื่องดนตรีตะวันตกในรูปแบบดนตรีร่วมสมัย อันเป็นนวัตกรรมสุนทรียะสำเนียงตะวันออกที่เข้มข้นด้วยสีสันและเทคนิคการบรรเลง อีกทั้งยังสร้างบรรยากาศพื้นถิ่นที่เคล้าบริบทความเป็นตะวันตกด้วยเครื่องดนตรีพื้นบ้านภาคใต้ บทประพันธ์เพลงดุษฎีนิพนธ์ "มรรคาแห่งโชคชะตา" แฟนตาเซียสำหรับวงเชมเบอร์อองซอมเบลอ ประกอบด้วย 3 กระบวน ได้แก่ กระบวนที่ 1) ตรังเค ถ่ายทอดและพรรณนาเรื่องราวของตรังเค ดินแดนแห่งรุ่งอรุณ สะท้อนให้เห็นความผูกพันและความภาคภูมิใจในถิ่นกำเนิด กระบวนที่ 2) มหานคร นครแห่งความวุ่นวายที่น่าหลงใหล ชวนฝัน สะท้อนบทบาททางอารมณ์ในแง่มุมที่มีความหลากหลายของเหล่าผู้คนเมืองหลวง เป็นการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่ลงตัว และกระบวนที่ 3) ซอ-อุล สะท้อนภาพเหตุการณ์และความทรงจำที่ย้อนกลับไปยังดินแดนบนเส้นทางชีวิตในอดีต แม้ว่าบทประพันธ์ในแต่ละกระบวนมีลักษณะเฉพาะในการนำเสนอเรื่องราว แต่เนื้อหานั้นได้ถูกเชื่อมโยงไว้ด้วยโครงสร้างที่สร้างเอกลักษณ์ให้กับบทประพันธ์ คำสำคัญ: มรรคา, โชคชะตา, บทประพันธ์ดนตรี, วงเชมเบอร์อองซอมเบลอ
Synergy: Game Design + Qur'an Memorization, Sultana Jesmine Moulana
Synergy: Game Design + Qur'an Memorization, Sultana Jesmine Moulana
Theses and Dissertations
The rise of digital technology has transformed nearly every part of our daily lives, including the way we learn and memorize. Such transformations raise interesting questions for one of the most long-standing and demanding memorization tasks in the world: the memorization of the Islamic holy book, The Qur’an. For Muslims, The Qur’an is a timeless, sacred text, cradling within its covers many profound images, stories, and parables. Despite rigorous research in the fields of game design and memorization techniques, very little work has been done in combining these two areas of research to create a game-based memorization experience of The …
Construction Of An Album For Oneself, Maria Tinaut
Construction Of An Album For Oneself, Maria Tinaut
Theses and Dissertations
My work focuses on the construction and validation of images assembled from fragments of found photographs, generating new narratives that hover between “reality” and fiction. Archive and Fiction: Construction of the past and the self is the result of two years of artwork exploring my family archives and my relationship to my family through them. I understand the family as a place of identity in continuous change, serving as a container of history and memory. Conceiving of my family albums as material allows me to approach my family history as a visitor. Mediated memory and constructed memory intertwine in the …
Adventures Close To Home, Ryan Syrell
Adventures Close To Home, Ryan Syrell
Theses and Dissertations
My work articulates experiences of intimacy and porosity with regard to domestic space. I think of these paintings as fields of interrelatedness which work to dismantle the perceived thresholds between things. The following text brings together the research of my studio practice and a survey of artists, writers, and filmmakers who have charted related spaces of the ordinary, domestic, and porous.
Re-Exploring My Identity As A Japanese Woman, Fumi Amano
Re-Exploring My Identity As A Japanese Woman, Fumi Amano
Theses and Dissertations
This document contains reflections on my motivations and the personal decisions made in the realization of selected works leading up to and including my thesis exhibition "Voice". The following text shares the many and varied connections between my life and art-making. My issues in my personal relationships with others has spilled out from my heart and turned into these works. I'm continuously expressing the unsuccessful attempts we make at developing true bonds that bridge the gaps between people.
Sub For More, Chelsea Lee
Sub For More, Chelsea Lee
Theses and Dissertations
This written thesis unpacks the thoughts and motivations behind the decisions I have made in my artistic practice that have ultimately culminated in my M.F.A. Thesis Exhibition: Sub for More. By merging images of my own work as well as internet sourced images of the culture that drives my work, I have created a platform to begin to understand my experience during graduate school. This text examines and explores my belief in the inherent power in pop culture, my obsession with fame, celebrity, and my self-identity as a participant in current pop-culture.
Planar Refrains, Stephen Anthony Nunes
Planar Refrains, Stephen Anthony Nunes
Theses and Dissertations
My practice explores phenomenal poetic truths that exist in fissures between the sensual and physical qualities of material constructs. Magnifying this confounding interspace, my work activates specific instruments within mutable, relational systems of installation, movement, and documentation. The tools I fabricate function within variable orientations and are implemented as both physical barriers and thresholds into alternate, virtual domains. Intersecting fragments of sound and moving image build a nexus of superimposed spatialities, while material constructions are enveloped in ephemeral intensities. Within this compounded environment, both mind and body are charged as active sites through which durational, contemplative experiences can pass.
Reverberation, …
D Is For The Most Cherished Sense (Whence It Comes And Wither It Goes), Hallie S. Mcneill
D Is For The Most Cherished Sense (Whence It Comes And Wither It Goes), Hallie S. Mcneill
Theses and Dissertations
A transcript of the audio that constitutes the work by the same title, along with an introduction and relevant bibliography.
Neon Nature, Jessamy G. Mcmanus Ms.
Neon Nature, Jessamy G. Mcmanus Ms.
College of Graduate Studies: Theses & Dissertations
The goal of this work is to explore my painting of nature in our contemporary time, considering the current geological epoch termed the Anthropocene, an era I think of as postnatural. Neon Nature is a collection of portraits of hypernatural creatures I call “pseudo-specimens”. These pseudo-specimens symbolize hypernature, which describes manufactured nature as better than authentic nature. These specimens are painted in vanitas-inspired still life scenes to act as a reminder of our changing nature, or new-nature.
Influenced by living in suburbia where nature is manicured and controlled, I am interested in the divide between the “born” and the “made,” …
The Question Of Fiction – Nonexistent Objects, A Possible World Response From Paul Ricoeur, Noel Fitzpatrick
The Question Of Fiction – Nonexistent Objects, A Possible World Response From Paul Ricoeur, Noel Fitzpatrick
Articles
The question of fiction is omnipresent within the work of Paul Ricoeur throughout his prolific career. However, Ricoeur raises the questions of fiction in relation to other issues such the symbol, metaphor and narrative. This article sets out to foreground a traditional problem of fiction and logic, which is termed the existence of non-existent objects, in relation to the Paul Ricoeur’s work on narrative. Ricoeur’s understanding of fiction takes place within his overall philosophical anthropology where the fictions and histories make up the very nature of identity both personal and collective. The existence of non-existent objects demonstrates a dichotomy between …
Penggunaan Doa Batuna'u Dalam Tradisi Etnik Lio Di Desa Ngalukoja Kecamatan Maurole Kabupaten Ende: Sebuah Kajian Linguistik Kebudayaan, Idris Mboka
Paradigma: Jurnal Kajian Budaya
This study aims to identify and describes the verbal symbols and cultural imagery of Lio Ethnic (LE) community which are contained in Batuna’u Prayer (BP). The theory used as analytical scalpel is the Cultural Linguistics Theory (CLT). This study shows 5 forms of BP used in LE community, which are the traditional house construction BP (THC), going to sow BP (GS), delivering dowry BP (DD), going to school BP (GSC), and deceased person BP (DP). From these five forms of BP, there are verbal symbols of a language grammatical discourse (phonology, morphology, and syntax), and the metaphor styles of language, …
Ketiadaan Padanan Peribahasa Prancis Dalam Bahasa Indonesia, Ismirani Mardelana
Ketiadaan Padanan Peribahasa Prancis Dalam Bahasa Indonesia, Ismirani Mardelana
Paradigma: Jurnal Kajian Budaya
The absence of equivalents is an issue that has always been faced by translators in translating the source text. When translating proverbs, which are loaded with moral and cultural messages, translators are required to be able to transfer the messages appropriately. The different types of proverbs between French and Indonesian are a major cause of translators’ difficulty in finding the equivalents in the form of proverbs. This issue was raised from the author’s own experience in translating French fable by Jean de La Fontaine into Indonesian. By using the theory of Paremi and proverbs types of Bhuvaneswar (2000), French and …
Tipologi Motif Cap Tangan Prasejarah Di Leang Uhallie, Kabupaten Bone, Sulawesi Selatan, Irsyad Leihitu
Tipologi Motif Cap Tangan Prasejarah Di Leang Uhallie, Kabupaten Bone, Sulawesi Selatan, Irsyad Leihitu
Paradigma: Jurnal Kajian Budaya
This article discusses the typology of a hand stencil pattern cave painting located in Leang Uhallie, Bone district, South Sulawesi. Irving Rouse’s taxonomy classification methods were used to find the typology of the hand stencil pattern. This study shows that there are three forms of hand stencil with 21 variants. This typologycal study of the hand stencil also shows the dominant and the unique pattern form of Leang Uhallie.