นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรีด้วยวัสดุเหลือใช้สำหรับกลุ่มที่ต้องการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมโดยใช้แนวคิดการนำกลับมาใช้ใหม่,
2020
คณะศิลปกรรมศาสตร์
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรีด้วยวัสดุเหลือใช้สำหรับกลุ่มที่ต้องการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมโดยใช้แนวคิดการนำกลับมาใช้ใหม่, ศศิมา สุชินโรจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรีด้วยวัสดุเหลือใช้ สำหรับกลุ่มที่ต้องการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม (Reuse Revolutionaries) โดยใช้แนวคิดการนำกลับมาใช้ใหม่ (Upcycle Concept) เป็นการวิจัยเพื่อหาแนวทางในการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ ซึ่งได้จากการผลิตอุตสาหกรรมประเภทเครื่องหนัง และจะนำมาพัฒนาควบคู่ไปกับงานฝีมือเพื่อให้เกิดงานออกแบบที่สร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสร้างตราสินค้าแฟชั่นโดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณควบคู่กับกระบวนการออกแบบสร้างสรรค์ให้สอดคล้องเหมาะสมกับสตรีกลุ่มที่ต้องการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย เริ่มตั้งแต่การศึกษากลุ่มเป้าหมายถึงข้อมูลทั่วไปและพฤติกรรมการบริโภคสินค้าเพื่อให้เข้าใจถึงรูปแบบและหลักเกณฑ์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกบริโภคสินค้า รวมถึงหาช่องทางที่กลุ่มเป้าหมายจะตัดสินใจเลือกบริโภค ตลอดจนการศึกษาถึงลักษณะแบรนด์สินค้าในปัจจุบันที่สามารถตอบโจทย์กลุ่มคนเป้าหมายได้ ศึกษาแนวความคิดเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ด้วยการนำกลับมาใช้ใหม่ (Upcycle) ผ่านแนวทางเทคนิคงานฝีมือให้ชิ้นงานมีมูลค่าและสวยงามมากขึ้น ตลอดจนมีการศึกษารูปแบบผลงานการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ที่มีในปัจจุบันของศิลปินต่าง ๆ ศึกษารูปแบบงานฝีมือ ที่หลากหลายและแบบ Surface Embroidery เพื่อนำมาหาข้อสรุปและความเหมาะสมในการสร้างสรรค์งาน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามกลุ่มผู้บริโภคผู้หญิงที่อยู่กลุ่มเจเนอเรชั่นวาย มีอายุระหว่าง 25 - 35 ปี จำนวน 51 คน ผลจากการวิจัยพบว่าแฟชั่นเพื่อกลุ่มที่ต้องการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม (Reuse Revolutionaries) กับแนวความคิดการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ด้วยการนำกลับมาใช้ใหม่ (Upcycle) สามารถมีแนวทางในการออกแบบร่วมกันได้ โดยใช้เทคนิคการผสมผสานงานฝีมือที่หลากหลายเพื่อให้เกิดการลดปริมาณเศษหนังให้มากที่สุดและ เกิดการใช้งานอย่างคุ้มค่า โดยมีโอกาสการใช้สอยในรูปแบบของชุดลำลองที่สร้างสรรค์ (Creative Casual) โดยสามารถประยุกต์ใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภค ช่องว่างการตลาดสู่การสร้างสรรค์ตราสินค้าแฟชั่นที่มีการผสมผสานงานฝีมือและการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้
การออกแบบเรขศิลป์บนบรรจุภัณฑ์โดยใช้ทฤษฎีไดอาโทนิคโมดสำหรับสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย กรณีศึกษาข้าวไทย,
2020
คณะศิลปกรรมศาสตร์
การออกแบบเรขศิลป์บนบรรจุภัณฑ์โดยใช้ทฤษฎีไดอาโทนิคโมดสำหรับสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย กรณีศึกษาข้าวไทย, ธัญพลอย นุตเกษม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเชื่อมโยงทฤษฎีไดอาโทนิคโมด (Diatonic modes) กับการออกแบบเรขศิลป์ เพื่อศึกษาแนวทางในการออกแบบเรขศิลป์บนบรรจุภัณฑ์โดยใช้ทฤษฎีไดอาโทนิคโมด มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบเรขศิลป์ เพื่อหาแนวทางการสื่อสารบุคลิกภาพ อารมณ์ (Mood and tone) และแนวทางด้านองค์ประกอบเรขศิลป์ (Design elements) เป็นแนวทางในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ของสินค้า โดยนำเสนอผ่านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ของสินค้าสิ่งบ่งชื้ทางภูมิศาสตร์ไทย กรณีศึกษาข้าวไทย เพื่อศึกษาหาแนวทางในการออกแบบเรขศิลป์บนบรรจุภัณฑ์โดยใช้ทฤษฎีไดอาโทนิคโมด ประกอบด้วยหลักเกณฑ์และองค์ประกอบศิลป์ใดที่เป็นตัวแปรสำคัญในการออกแบบ โดยศึกษาจากการรวบรวมวรรณกรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรี ผู้เชี่ยวชาญด้านเรขศิลป์ โดยการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือวิจัยใช้การสัมภาษณ์ สนทนากลุ่มและการทำแบบสอบถามคัดเลือกบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม โดยการตรวจสอบความเที่ยงตรงของแบบสอบถามดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่น เป็นการถามเฉพาะกรณีที่เหมาะสมกับทฤษฎีที่นำมาศึกษาในงานวิจัยให้ครอบคลุมตามแนวคิดและตรงตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการสื่อสารถึงบุคลิกภาพของตราสินค้าและเรขศิลป์บนบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม สามารถนำเสนอแนวทางการออกแบบ พัฒนาบรรจุภัณฑ์ ตราสินค้า และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทยได้
การออกแบบเรขศิลป์สำหรับการบริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐสังกัดมหาวิทยาลัย: กรณีศึกษา โรงพยาบาลศิริราช,
2020
คณะศิลปกรรมศาสตร์
การออกแบบเรขศิลป์สำหรับการบริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐสังกัดมหาวิทยาลัย: กรณีศึกษา โรงพยาบาลศิริราช, ดัยนยา ภูติพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จำนวนผู้มาใช้บริการทางการแพทย์ทุกระดับขั้นและทุกประเภทในโรงพยาบาล มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ในแผนกผู้ป่วยนอก ที่มีผู้มาใช้บริการในแต่ละวันสูงถึง 12,000 คน และ 2,000,000-3,000,000 คนต่อปี (ICT.MOPH, 2562) และมีแนวโน้มที่จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เกิดปัญหาประสิทธิภาพในการสื่อสารข้อมูลที่ดีในการใช้บริการ ทำให้ผู้ใช้บริการไม่ได้รับความสะดวกในการใช้บริการ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาการใช้และให้บริการล่าช้าและปัญหาอื่นๆ ตามมา เช่น ปัญหาความแออัดของการใช้บริการ นำไปสู่ปัญหาการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของโรครุนแรง เช่น การระบาดของโรคโควิด-19 ในปัจจุบัน การกำหนดยุทธศาสตร์สุขภาพกระทรวงสาธารณสุขที่มีความเชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ในด้านสาธารณสุข กำหนดให้การบริการทางการแพทย์ (Service Excellence) เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความเป็นเลิศทางสาธารณสุขของประเทศ (สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, 2562) กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชน สถาบันวิจัยรัฐและเอกชนทั่วประเทศ ได้มีความพยายามในการแก้ปัญหานี้ โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในแนวทาง “smart hospital” เช่นการใช้ ตู้ดิจิทัล (digital kiosks) หรือการ ใช้แอปพลิเคชั่นของโรงพยาบาล เพื่อช่วยในการบริหารจัดการการนัดหมาย การเช็คอินเข้าตรวจ การชำระค่าบริการ ค่ายา และอื่น ๆ เช่น แอปพลิเคชั่น Siriraj Connect ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล Rama App ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี Chula Care ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย หรือ แอปพลิเคชั่น QueQ เป็นต้น ทั้งนี้ยังมาการนำองค์ความรู้ในการออกแบบเรขศิลป์มาปรับใช้กับสื่อเทคโนโลยีเหล่านี้ด้วย แต่การใช้สื่อเรขศิลป์ระบบป้ายบอกทางสำหรับการบริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาลนั้น ยังไม่มี การให้ความสำคัญเท่าที่ควร ทั้ง ๆ ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถนำมาใช้ในการแก้ปัญหาการใช้และการให้บริการทางการแพทย์ เมื่อผู้ใช้บริการมาที่สถานบริการได้จริง (SEGD, 2014) โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ (Baby Boomer) และกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึง เข้าใจ และมีทักษะในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (MDES, 2562) การนำระบบเรขศิลป์ป้ายบอกทางในสิ่งแวดล้อมมาใช้ เพื่อสนับสนุนการใช้งานสื่อและเทคโนโลยีต่าง ๆ เหล่านี้ จะช่วยเคลื่อนย้ายผู้ใช้บริการอย่างรวดเร็ว และลดความแออัดของการใช้บริการลงได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาบุคลาการและเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกในการให้ข้อมูลมากเท่าที่เป็นอยู่ขณะนี้ นอกจากนั้นระบบเรขศิลป์ป้ายบอกทางในสิ่งแวดล้อม ยังสามารถนำมาใช้เพื่อช่วยสนับสนุนการใช้งานสื่อเรขศิลป์และเทคโนโลยีต่าง ๆ ในแนวทาง “smart …
การออกแบบเรขศิลป์ตราสินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับกลุ่มเริ่มทำงานโดยใช้การออกแบบคาแรคเตอร์จากคำอวยพรของจีน,
2020
คณะศิลปกรรมศาสตร์
การออกแบบเรขศิลป์ตราสินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับกลุ่มเริ่มทำงานโดยใช้การออกแบบคาแรคเตอร์จากคำอวยพรของจีน, เจนจิรา ลีลาเทพินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
“ คำอวยพร ” ถือเป็นหนึ่งความเชื่อของชาวจีนที่มีความสำคัญ คำอวยพรจะมีการนำมาใช้ในการส่งต่อสิ่งดีๆให้แก่กันในทุกเทศกาลของจีน แต่น้อยคนจะตระหนักถึงความสำคัญของคำอวยพร ไม่ว่าจะเป็นความหมายตลอดจนที่มาของคำแต่ละคำ โดยเฉพาะกลุ่มคนเริ่มทำงานที่ถือเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการที่ยึดเหนี่ยวจิตใจให้กำลังใจในการทำงาน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและอธิบายแนวความคิดของการออกแบบเรขศิลป์ตราสินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับกลุ่มเริ่มทำงานโดยใช้การออกแบบคาแรคเตอร์จากคำอวยพรของจีน เพื่อหากลยุทธ์และแนวทางการออกแบบของกรณีศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมีดังต่อไปนี้ 1.)แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นสำหรับวิเคราะห์พฤติกรรมเรื่องความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับความเชื่อในวัฒนธรรมจีนของกลุ่มเริ่มทำงาน 2.) การทำแบบสังเกตเกี่ยวพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายต่อประเภทสื่อต่างๆ 3.) แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นสำหรับวิเคราะห์ความชอบด้านคาแรคเตอร์แบรนด์ของกลุ่มเริ่มทำงาน 4.) การสอบสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายเกี่ยวกับแนวทางการหาบุคลิกของแบรนด์ จำนวน 10 คน ผลการวิจัยพบว่า กลยุทธ์ในการออกแบบเรขศิลป์ตราสินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับกลุ่มเริ่มทำงานโดยใช้การออกแบบคาแรคเตอร์จากคำอวยพรของจีนหลักๆคือ 1.) สื่อประเภทผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ประเภทของออฟฟิศ, ประเภทอุปกรณ์ทั่วไป และ ประเภทอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เรียงตามลำดับ 2.) การออกแบบคาแรคเตอร์เพื่อจูงใจกลุ่มเป้าหมายโดยการใช้สไตล์คาวาอี
การออกแบบเรขศิลป์สาหรับกลุ่มอินโทรเวิร์ท,
2020
คณะศิลปกรรมศาสตร์
การออกแบบเรขศิลป์สาหรับกลุ่มอินโทรเวิร์ท, วิภาวี มีชนะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บุคลิกแบบอินโทรเวิร์ทเป็นคนที่มีบุคลิกมักจมอยู่กับความคิดและความรู้สึกของตัวเอง แม้คนเหล่านี้จะช่าง จินตนาการ แต่ไม่ต้องชอบการพบเจอคนจำนวนมากเนื่องจากชอบความสงบ, ความเป็นส่วนตัว และรู้สึกอึดอัดที่ต้อง พูดคุยกับคนแปลกหน้า บุคลิกภาพแบบอินโทรเวิร์ทนี้เป็นเพียงลักษณะเฉพาะรูปแบบ หนึ่งและไม่ใช่ความผิดปกติแต่ อย่างใด คนกลุ่มนี้จึงสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้เช่นเดียวกับผู้ที่มีบุคลิกภาพอื่นๆ ที่แตกต่างออกไป งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์สำหรับกลุ่มอินโทรเวิร์ทและกลยุทธ์ในการเผย แผ่ผลวิจัยแนวทางการออกแบบเรขศิลป์สำหรับกลุ่มอินโทรเวิร์ท เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1. แบบทดสอบเพื่อหาบุคลิกภาพแบบอินโทรเวิร์ทมาทำแบบทดสอบความชอบและความสนใจ 2. แบบทดสอบแนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบเรขศิลป์ คัดเลือกงานออกแบบสำหรับบุคลิกภาพอินโทรเวิร์ท ได้แก่ แนวโน้มการออกแบบตราสัญลักษณ์, ตัวอย่างการออกแบบภาพประกอบ, ตัวอย่างการออกแบบตัวอักษร, ภาพถ่าย, สี, ป้าย และ ตัวหนังสือภาพ ผลการวิจัยพบว่า สารที่ต้องการจะสื่อสำหรับการออกแบบเรขศิลป์สำหรับกลุ่มอินโทรเวิร์ทที่ใช้กับคาเฟ่ คือ On the mars การออกแบบเรขศิลป์ให้กับคาเฟ่สร้างเพื่อให้คนที่เป็นอินโทรเวิร์ทรู้สึกถึงความสบายใจและไม่ต้องกังวล แม้ว่าจะต้อง เข้ามาใช้บริการคนเดียวหรือต้องสื่อสารกับพนักงานในร้าน บุคลิกภาพและอารมณ์ คือ ซึ่งเป็นอิสระ (Independent), ลึกซึ้ง เข้าใจยาก (Subtle), ชอบผจญภัย (Adventuresome) และมีสติ (Conscious )
การออกแบบเรขศิลป์โครงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในกรุงเทพมหานครโดยใช้การออกแบบคาร์แรคเตอร์เปรตในพุทธศาสนา,
2020
คณะศิลปกรรมศาสตร์
การออกแบบเรขศิลป์โครงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในกรุงเทพมหานครโดยใช้การออกแบบคาร์แรคเตอร์เปรตในพุทธศาสนา, ฐิติชญา ปัทมดิลก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัฒนธรรมเป็นรูปแบบของกิจกรรมหรือโครงสร้างเชิงสัญลักษณ์ของมนุษย์ ที่คิดขึ้นและสืบสานโดยเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ผ่านทางภาษา ศิลปะ ความเชื่อ และขนบธรรมเนียมประเพณี ปัจจุบันสังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาโดยเทคโนโลยีที่เปรียบเสมือนส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางที่หรือมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้นทำให้ง่ายต่อการเข้าถึงวัฒนธรรมยิ่งขึ้น ซึ่งเหมาะสมกับคนยุคใหม่ หากแต่กลุ่มคนที่ไม่ได้รับการปลูกฝังเกี่ยวกับความสำคัญของวัฒนธรรมส่งผลให้คนมีความสนใจในเรื่องประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมน้อยลง ซึ่งสังเกตได้จากการสืบทอดหรือหลงเหลือต่อกันมาและการถูกลดความสำคัญลง ทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่ให้ความสนใจในเรื่องวัฒนธรรม และแสดงความเห็นต่างๆดังต่อไปนี้ น่าเบื่อ, ไม่สนุกสนาน, ไม่มีแรงจูงใจในการสืบสานต่อ และไม่เหมาะสมต่อความต้องการของสังคมสมัยใหม่ ขณะที่การเติบโตของสื่อออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมนั้นได้เป็นกระแสความนิยมมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ผู้คนก็เริ่มหันมาให้ความสนใจเรื่องการเดินทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเป็นจำนวนมากขึ้น โดยคนกลุ่มนั้นคือ เจนเนอเรชั่น ซี อย่างไรก็ตามผู้วิจัยจะต้องตระหนักถึงการดึงดูดกลุ่มเป้าหมายไม่ให้รู้สึกเบื่อกับการเข้าถึงวัฒนธรรมเสียก่อน โดยการศึกษาข้อมูลเพื่อเชิญชวนให้กลุ่มคนรุ่นใหม่มาท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมผ่านสื่อต่างๆในช่องทางออนไลน์ เช่น อินสตาแกรม นอกจากนั้นการคัดกรองข้อมูลที่เป็นประโยชน์และเข้าใจกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและความเหมาะสมของอุปนิสัยของกลุ่มเป้าหมายที่ชื่นชอบการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม ดังนั้นจึงเป็นโอกาสที่จะศึกษาข้อมูลเพื่อหาแนวทางออกแบบสื่อเรขศิลป์ และสร้างภาพลักษณ์ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย
การออกแบบเรขศิลป์โครงการปฏิทินวันพุทธสำหรับวัยทำงานในกรุงเทพ,
2020
คณะศิลปกรรมศาสตร์
การออกแบบเรขศิลป์โครงการปฏิทินวันพุทธสำหรับวัยทำงานในกรุงเทพ, พิมพ์นารา เรขะธีระโรจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเรื่องการออกแบบเรขศิลป์ปฏิทินวันสำคัญทางพุทธศาสนาสำหรับวัยทำงานในกรุงเทพโดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการของงานวิจัยดังนี้ 1.เพื่อหากลยุทธ์ในการออกแบบเรขศิลป์โครงการปฏิทินวันพุทธสำหรับวัยทำงานในกรุงเทพ 2.เพื่อหาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์โครงการปฏิทินวันพุทธสำหรับวัยทำงานในกรุงเทพ 3.เพื่อค้นคว้าสื่อทางเรขศิลป์ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับโครงการและเหมาะสมสำหรับกลุ่มเป้าหมาย ขั้นตอนและวิธีการวิจัย โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากพระไตรปิฏกและอรรถกถา เอกสารงานวิจัย วิทยานิพนธ์ และบทความทางอินเตอร์เน็ต นำข้อมูลมาประมวลและวิเคราะห์ สร้างแบบสอบถามออนไลน์ สนทนากลุ่มกับกลุ่มเป้าหมาย และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ได้ข้อมูลที่ใช้ในการออกแบบต่อไป ผลการวิจัยสามารถชี้ให้เห็นดังนี้ 1.) กลยุทธ์ในการออกแบบเรขศิลป์โครงการปฏิทินวันพุทธสำหรับวัยทำงานในกรุงเทพได้สารที่ต้องการสื่อ (Concept) คือธัมมแมชชีน และบุคลิกภาพของงาน คือเก๋เท่ ทันสมัย (Modern) แบบผู้ดี (Chic) ชัดเจน โปร่งใส ไม่มีข้อสงสัย (Clear) 2.) แนวทางการออกแบบที่เหมาะสมใช้หลักธรรมะผสมผสานกับเทรนด์การออกแบบส่วนติดต่อผู้ใช้ 2021 (UI Trends 2021) 3.) สื่อทางเรขศิลป์ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้และเหมาะสมสำหรับกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ แอปพลิเคชันปฏิทินวันสำคัญทางพุทธศาสนา และวิดเจ็ต สื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ อาทิ เว็บไซด์ แฟนเพจในเฟสบุ๊ค แบนเนอร์ บิลบอร์ด ปฏิทินโปสเตอร์
การออกแบบเรขศิลป์โดยใช้แนวคิดความขัดแย้ง,
2020
คณะศิลปกรรมศาสตร์
การออกแบบเรขศิลป์โดยใช้แนวคิดความขัดแย้ง, เขมพงศ์ รุ่งสว่าง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องการออกแบบเรขศิลป์โดยใช้แนวคิดความขัดแย้งมีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์จากแนวคิดความขัดแย้งและหากลยุทธ์ในการเผยแพร่องค์ความรู้ เพื่อให้เห็นโอกาสและทิศทางในการออกแบบใหม่ ที่ได้จากองค์ความรู้ของแนวคิดความขัดแย้งและสามารถนำไปปรับใช้กับงานการออกแบบได้ เครื่องมือในการวิจัยมีดังต่อไปนี้ 1. รวบรวมกลุ่มตัวอย่างงานออกแบบ ได้แก่ กลุ่มโปสเตอร์ กลุ่มปกหนังสือ และกลุ่มการออกกแบบโฮมเพจ นำกลุ่มตัวอย่างไปคัดกรองโดยสอบถามกับกลุ่มผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการออกแบบว่าชิ้นไหนมีแนวโน้มความขัดแย้ง 2. นำกลุ่มตัวอย่างที่ผ่านการคัดกรองมาแยกรูปแบบการออกแบบจากแนวคิดลักษณะการบริหารความขัดแย้งของ โดยใช้การสอบถามผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ทางด้านการออกแบบเรขศิลป์สูงเป็นผู้วิเคราะห์กลุ่มตัวอย่าง 3. วิเคราะห์แนวทางการออกแบบของแต่ละรูปแบบ โดยวิเคราะห์ลักษณะองค์ประกอบศิลป์ โครงสร้างการออกแบบ การใช้งานสี และลักษณะการใช้แนวคิดความแตกต่าง 4. สอบถามความคิดเห็นของกลุ่มเป้าหมายที่ประกอบอาชีพนักออกแบบกราฟิก เพื่อหาสารที่ต้องการสื่อสำหรับเนื้อหางานวิจัยและรูปแบบสื่อที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ผลการวิจัยพบว่า 1. ค้นพบแนวทางการออกแบบตามลักษณะบุคลิกของการจัดการความขัดแย้งทั้ง 5 รูปแบบ ได้เป็นแนวทางการออกแบบเรขศิลป์ของความขัดแย้ง 5 รูปแบบได้แก่ รูปแบบเต่า รูปแบบตุ๊กตาหมี รูปแบบสุนัขจิ้งจอก รูปแบบนกฮูก และรูปแบบฉลาม โดยแต่ละรูปแบบมี 4 หัวข้อการออกแบบดังต่อไปนี้ องค์ประกอบศิลป์ โครงสร้างทางการออกแบบ การใช้งานสี และลักษณะความแตกต่าง 2. ได้สารที่ต้องการสื่อที่เหมาะสมคือ Distort Environment และสื่อที่ใช้สำหรับการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายเป็นประเภทสื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อออนไลน์ 3. ได้ตัวอย่างออกแบบที่ปรับใช้แนวทางการออกแบบเรขศิลป์ของความขัดแย้ง 5 รูปแบบ อย่างเหมาะสม
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายบุรุษและสตรีด้วยเส้นใยสังเคราะห์ตกแต่งพิเศษนาโนที่ป้องกันมลพิษสิ่งแวดล้อมในอากาศสำหรับกลุ่มเจเนอเรชั่นวายโดยใช้แนวคิดระบบโมดูลาร์,
2020
คณะศิลปกรรมศาสตร์
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายบุรุษและสตรีด้วยเส้นใยสังเคราะห์ตกแต่งพิเศษนาโนที่ป้องกันมลพิษสิ่งแวดล้อมในอากาศสำหรับกลุ่มเจเนอเรชั่นวายโดยใช้แนวคิดระบบโมดูลาร์, เจตวัฒน์ วิริยรัต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายบุรุษและสตรีด้วยเส้นใยสังเคราะห์ตกแต่งพิเศษนาโนที่ป้องกันมลพิษสิ่งแวดล้อมในอากาศสำหรับกลุ่มเจเนอเรชั่นวายโดยใช้แนวคิดระบบโมดูลาร์ เป็นการวิจัยเพื่อหานวัตกรรมเครื่องแต่งรูปแบบใหม่ที่เหมาะสมกับการใช้งานที่ต้องผจญกับปัญหามลภาวะทางอากาศและสอดคล้องกับการใช้ชีวิตประจำวัน นำมาพัฒนาในรูปแบบของฟังก์ชั่นการใช้งานที่ปรับเปลี่ยนได้และปกคุมร่างกายในส่วนที่ต้องการได้รับการป้องกัน และในส่วนของสิ่งทอที่มีการนำนวัตกรรมตกแต่งสิ่งทอด้วยสารเคลือบนาโนที่เพิ่มคุณสมบัติพิเศษให้กับสิ่งทอ ออกแบบให้สร้างสรรค์และสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายบุรุษและสตรีที่มีวิถีชีวิตที่ต้องผจญกับปัญหามลภาวะทางอากาศ ตั้งแต่การศึกษากลุ่มเป้าหมายถึงข้อมูลทั่วไปและพฤติกรรมการบริโภคสินค้าเพื่อเข้าใจถึงรูปแบบ และหลักเกณฑ์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกบริโภคสินค้ารวมถึงช่องทางที่กลุ่มเป้าหมายจะตัดสินใจเลือกบริโภค ตลอดจนการศึกษาถึงลักษณะแบรนด์สินค้าในปัจจุบันที่สามารถตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้ ศึกษาเกี่ยวกับรูปแบบการใช้ชีวิตในแต่ละวันเพื่อเป็นแนวทางการออกแบบฟังก์ชั่นการใช้งานที่ปรับเปลี่ยนได้ ได้แก่ แบบสอบถามกลุ่มผู้บริโภคประกอบด้วย เพศหญิง เพศชาย และ อื่นๆ จำนวน 136 คน จากแบบสอบถาม กลุ่มเป้าหมายมีแนวทางการแต่งตัวในรูปแบบของ street wear ที่เน้นความเป็นตัวตนเฉพาะตัวสามารถ mix&match เพื่อสร้างสรรค์ความน่าสนใจใหม่ๆแบบไร้รูปแบบตายด้วมีความสนใจในนวัตกรรมที่เกี่ยวกับมลภาวะในปัจจุบัน ดังนั้นเครื่องแต่งกายที่สามารถสร้างความสบายใจมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการป้องกันมลภาวะ และปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ตามการใช้งานที่หลากหลาย จึงเป็นที่น่าสนใจของกลุ่มเป้าหมายแต่ต้องอยู่ในการออกแบบที่คำนึงถึงความสวยงามด้วย ซึ่งกลุ่มเป้าหมายนี้มักมีการใช้ชีวิตที่ต้องเดินทางที่ต้องพบเจอมลภาวะต่างๆ ในชีวิตประจำวัน และมีการพิธีพิถันในการแต่งกาย
พหุวัฒนธรรมในจิตรกรรมสื่อประสม,
2020
คณะศิลปกรรมศาสตร์
พหุวัฒนธรรมในจิตรกรรมสื่อประสม, ณัฐนันท์ เลิศประดิษฐ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง “พหุวัฒนธรรมในจิตรกรรมสื่อประสม (Mixed Media)” เป็นการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ ทำขึ้นเพื่อศึกษาค้นคว้าวิธีการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมสื่อประสมที่ถ่ายทอดพหุวัฒนธรรมผ่านจินตนาการและวัตถุทางวัฒนธรรม ประเทศไทยมีการแลกเปลี่ยนรับเอาอารยธรรม วัฒนธรรม ประเพณีมาจากหลายวัฒนธรรมตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันผสมกลมกลืนจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ผู้วิจัยเล็งเห็นสิ่งเหล่านี้ผ่านวัตถุต่างๆ หลากหลายประเภทซึ่งได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมต่างชาติ ผลงานวิจัยนี้นำเสนอพหุวัฒนธรรมที่ปรากฎให้เห็นและซ่อนอยู่ภายในรูปแบบลักษณะของวัตถุและศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย กระบวนการวิจัยเริ่มจากการศึกษา ความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสังคมไทย และเนื้อหาสัญลักษณ์ในรูปแบบของวัตถุต่างๆ เมื่อศึกษาแล้ว ผู้วิจัยเล็งเห็นถึงความเชื่อมโยงกันของแง่มุมอันหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม ผู้วิจัยจึงทำการศึกษาผลงานจิตรกรรมสื่อประสมของศิลปินหลากหลายท่านทางด้านเทคนิควิธีการถ่ายทอดและสื่อความหมายผลงานจิตรกรรมสื่อประสม เพื่อนำมาต่อยอดความคิดอันได้รับแรงบันดาลใจมาจากพหุวัฒนธรรมในสังคมไทย และผู้วิจัยได้ถ่ายทอดความคิดดังกล่าวผ่านผลงานด้วยวัตถุทางวัฒนธรรมในรูปแบบจิตรกรรมสื่อประสม
Monumentalizing Rituals Of The Palestinian Diaspora,
2020
Virginia Commonwealth University
Monumentalizing Rituals Of The Palestinian Diaspora, Reema Abu Hassan
Theses and Dissertations
Displaced Palestinians have historically sought to preserve their Palestinian memories and identities in order to remain connected to their lost homeland. Despite the importance of memory for them, and their history of suffering and exile, there have not been any significant monuments designed to preserve their collective memory.
This thesis considers the adaptation of a traditional monument by redesigning it to the specificity of the Palestinian diaspora. In doing so it proposes the monumentalizing of four Palestinian rituals to add significance, meaning and permanence to them. The four rituals are making maamoul, applying orange and mashmoom perfume oil to …
Cultural Production In Qatar: Design, Dialog And The New Authentic,
2020
VCUarts Qatar
Cultural Production In Qatar: Design, Dialog And The New Authentic, Asma Derouiche
Theses and Dissertations
Qatar, as a rapidly modernizing Arab country with a highly heterogeneous emergent community, is working to achieve a balance between accelerated development and cultural identity. Qatar’s cross-cultural environment and diverse attributes offer unprecedented opportunity to produce forward-looking, “100% Qatari Products,” that express a New Authentic.
This thesis explores social dynamics governing cultural production in Qatar, and it challenges unproductive manifestations of social hierarchy—particularly related to norms surrounding the default working relationship between designers and artisans. The research highlights and celebrates the inherent diversity of the Qatari artifact, creating a platform and methods wherein designers and artisans collaborate equally and meaningfully. …
Sensory Substitution, Key To Inclusive Learning,
2020
Virginia Commonwealth University
Sensory Substitution, Key To Inclusive Learning, Fathima Z. Zahir
Theses and Dissertations
Visually impaired students, in primary education, encounter unique challenges while learning creative skills, exploring artistic expression and developing problem-solving skills, because so much instructional content is delivered visually. Sensory substitution—an approach that replaces visual information with feedback from other intact senses like touch, sound, taste or smell—provides an opportunity to address those challenges.
Through the use of sensory substitution, this thesis proposes concrete ways to capitalize on the enhanced abilities of visually impaired primary school students. The research outcome of this thesis is a system of templates that puts these enhanced abilities to work for visually impaired students, to support …
Spit In My Mouth: Queer Intimacies, Material Intra-Actions, And Sensuous Becoming,
2020
Virginia Commonwealth University
Spit In My Mouth: Queer Intimacies, Material Intra-Actions, And Sensuous Becoming, Gm Keaton
Theses and Dissertations
This document describes my multidisciplinary art practice as it intersects with New Materialism, Queer and Affect theory, Ecology, and my embodied and experiential knowledge as a queer subject. The writing is divided into two categories. One is more theoretical, thinking through these different discourses. The other realizes them through relationships and intra-actions between my material kin and me. With these two modes of writing,I propose that embodied and felt knowing is as valid and illuminating as more traditional forms of knowledge. These sections are interdependent and resist linear logic, offering relational meanings to each reader as they find their way …
A Girl Is A Girl Is A Girl,
2020
Virginia Commonwealth University
A Girl Is A Girl Is A Girl, Paige Lizbeth Morris
Theses and Dissertations
It is well known that Western society uses men’s visual pleasure as a means to determine womxn’s value; her success is dependent on her compliance with culturally determined beauty standards. This process turns womxn into commodities and reinforces notions of gender complementarity, perpetuating a lifetime of servitude to patriarchal ideologies. It reminds the non-male that she is incomplete, insufficient, insignificant, and so easily dismissable. It forces her to be dependent, to shut up, to sit down, and to enjoy it.
In an effort to reject these presumed histories and narrow connotations of womxn, I have analyzed my gender performance in …
Prey Begins With Play,
2020
Virginia Commonwealth University
Prey Begins With Play, Seren C. Moran
Theses and Dissertations
My work examines the lasting psychological and emotional torment of trauma focusing on sexual violence against women. My thesis consists of five short animated films recounting non-fiction experiences of sexual assault. To contextualize my work within cultural and historical representations of sexual violence, this text reflects my research on the mishandling of rape in Western art history as well as contemporary politics and cinema. In both my work and research, I address the complicated, and often contradictory, internal reality of experiencing and remembering trauma and how this relates to artistic strategies such as collage and maximalism. My personal struggles recovering …
Arabic Beyond Arabic,
2020
Virginia Commonwealth University
Arabic Beyond Arabic, Abir Zakzok
Theses and Dissertations
Arabic is the best and the most complicated language of all time!” Even though this statement seems like an exaggeration, it is what I grew up hearing; from my Arab parents as a child, my Arab teachers as a student, and my Arab customers as a salesperson. The Arabic language has a significant role in Arabs’ identity, yet most Arabs only scratch the surface and do not fully grasp the embedded meaning of the language. I have long been fascinated by the relationship between language and community as well as how it translates to design - specifically, the relationship between …
Failing In My Own Class,
2020
Virginia Commonwealth University
Failing In My Own Class, Bryan Castro
Theses and Dissertations
This research statement summarizes how my artwork has shifted from my performance-lecture Say It After Me to the painting-installation Becoming Dysfluent. To understand that shift in my practice, an account of my performance-lecture Say It After Me is explained in order to understand how it’s similar and different to Joseph Beuys’s performances with blackboards. Next, the relationship between the American educational system and my identity is explained in order to understand how my experiences as an instructor in higher education informed the creation of my performance persona Professor Castro. After discussing my identity as a Puerto Rican-American, my decision …
Machine Girl,
2020
Virginia Commonwealth University
Machine Girl, Yutong Liu
Theses and Dissertations
Machine girl is a character that mimics biology, labor, and humanity.
She relates to machine sympathy and machine learning; She is updating and processing of big data. During the interaction between me and the machine, I found you --- Machine girl.
Machine girl is a brilliant girl. She is an excellent translator and communicator, which is determined by her ability for machine learning. The cyber living space gives her a fundamental learning gift with a mathematical algorithm. She uses this gift to mimic everything from the human brain. She is not reasonable but sensitive. There are many different versions of …
Fool's Rest,
2020
Virginia Commonwealth University
Fool's Rest, Aidan Quinlan
Theses and Dissertations
The text calls itself a guide, but it is no guide. From the genre of guide, it borrows the outlines and silhouettes and lines between things and spaces and ideas. It lingers on the shadows of its subject(s); it is attentive to the periphery of its world; but it cannot take you there. There is no there. It lacks the authority of the guide; it lacks the lucidity, the efficiency, the false totality of the guide; it lacks the confidence.
The guide embodies its own anxieties. This makes sense, as its reason to exist was born on the one-way highway …
