Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Medical Sciences Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Discipline
Institution
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type
File Type

Articles 21211 - 21240 of 44994

Full-Text Articles in Medical Sciences

การศึกษาความสัมพันธ์ของระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) กับจำนวนหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก, สาโรจน์ หัตถกิจพาณิชกุล Jan 2023

การศึกษาความสัมพันธ์ของระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) กับจำนวนหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก, สาโรจน์ หัตถกิจพาณิชกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทนำ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก เป็นภาวะหัวใจขาดเลือดที่รุนแรง โดยมีอัตราการเสียชีวิตสูง ปัจจุบันมีข้อมูลที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) กับการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) ที่สูง จะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจมากขึ้น ในอดีตยังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับระดับระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) กับจำนวนหลอดเลือดหัวใจตีบ วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของระดับระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) กับจำนวนการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก และเพื่อหาปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบหลายเส้น วิธีวิจัย ทำการศึกษาแบบทบทวนย้อนหลังจากเวชระเบียนผู้ป่วยในของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยเก็บข้อมูลผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก ที่ได้รับการสวนหัวใจ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2560 ถึง 31 ธันวาคม 2565 วิเคราะห์ระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) และจำนวนหลอดเลือดหัวใจตีบ ในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก เพื่อหาความสัมพันธ์ของระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) กับจำนวนการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก และหาปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบหลายเส้น ผลการวิจัย ผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียกที่ได้รับการสวนหัวใจ จำนวน 927 คน มีอายุ 22 ถึง 100 ปี (อายุเฉลี่ย 58 ปี) เป็นเพศชาย 715 คน (77.1%) และเพศหญิง 212 คน (22.9%) จากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนหลอดเลือดหัวใจตีบ และระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) พบว่าผู้ป่วยที่มีเส้นเลือดหัวใจตีบ 1 เส้น ตีบ 2 เส้น และตีบ 3 เส้น มีค่าไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) เฉลี่ย 129, 136 และ 126 mg/dL ตามลำดับ ซึ่งไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.23) ปัจจัยที่สัมพันธ์กับจำนวนหลอดเลือดหัวใจตีบหลายเส้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อายุ โรคความดันโลหิต ระดับน้ำตาลสะสมมากกว่าเท่ากับ 7% และระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) มากกว่าเท่ากับ 190 mg/dL (p = 0.008, 0.016, …


การศึกษาเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางโภชนาการของวิธีการให้กรดอะมิโนขณะฟอกเลือดในผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือด: งานวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม, โสภณ ดำรงสุกิจ Jan 2023

การศึกษาเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางโภชนาการของวิธีการให้กรดอะมิโนขณะฟอกเลือดในผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือด: งานวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม, โสภณ ดำรงสุกิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาของงานวิจัย: การสูญเสียกรดอะมิโนระหว่างการฟอกเลือดในผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายทำให้ภาวะสูญเสียโปรตีนและพลังงานมีความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้นการให้กรดอะมิโนเพื่อชดเชยส่วนที่สูญเสียจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีมาตรฐานในการให้กรดอะมิโนว่าวิธีใดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด วัตถุประสงค์งานวิจัย: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางโภชนาการของวิธีการให้กรดอะมิโนที่ชั่วโมงสุดท้ายของการฟอกเลือดและการให้แบบต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ฟอกเลือดโดยประเมินผลจากระดับอัลบูมิน ระเบียบวิธีวิจัย: การศึกษานี้เป็นการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (TCTR20230401003) ในผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยตัวกรองชนิดประสิทธิภาพสูงที่มีภาวะทุพโภชนาการระดับเล็กน้อยและมีระดับอัลบูมินในเลือดระหว่าง 3.5 และ 3.9 กรัมต่อเดซิลิตร มีการสุ่มแบ่งกลุ่มผู้ป่วยออกเป็นกลุ่มที่ให้กรดอะมิโนแบบต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ฟอกเลือดโดยให้สารละลายกลูโคส 100 มิลลิลิตรตามด้วยสารอาหารชนิดกรดอะมิโน 200 มิลลิลิตรที่โดยพิจารณาเริ่มให้หลังจากเริ่มฟอกเลือดจนสิ้นสุดการฟอกเลือด และกลุ่มที่ให้สารอาหารชนิดเดียวกันที่ชั่วโมงสุดท้ายของการฟอกเลือดโดยให้ที่ 60 นาทีสุดท้ายก่อนสิ้นสุดการฟอกเลือด โดยประเมินผลลัพธ์ด้วยระดับอัลบูมินที่เปลี่ยนแปลง ระดับกรดอะมิโนในเลือด ระดับกรดอะมิโนในน้ำยาฟอกเลือด ดัชนีชี้วัดทางโภชนาการ รวมทั้งภาวะแทรกซ้อนระหว่างสองกลุ่ม ผลการศึกษา: จากการศึกษาติดตามระยะเวลา 3 เดือนมีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 48 คน โดยมีอายุเฉลี่ย 68.9 ± 12.8 ปี และคะแนน MIS เฉลี่ย 6.4 ± 2.8 คะแนน รวมทั้งลักษณะพื้นฐานไม่มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่ม พบว่าในกลุ่มที่ให้กรดอะมิโนแบบต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ฟอกเลือดมีระดับอัลบูมินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจาก 3.75±0.14 เป็น 3.94±0.22 กรัมต่อเดซิลิตร (p


ความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนกับโรคเบาหวานในกำลังพลกองทัพบกประเทศไทย, อภิสร ลอออรรถพงศ์ Jan 2023

ความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนกับโรคเบาหวานในกำลังพลกองทัพบกประเทศไทย, อภิสร ลอออรรถพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ฝุ่นละอองที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอนเป็นปัญหาทางสิ่งแวดล้อมสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพของประชากรทั่วโลก โดยทำให้เกิดผลกระทบต่อหลายระบบในร่างกาย เช่น ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบทางเดินหายใจ ระบบต่อมไร้ท่อ แต่จากการศึกษาที่ผ่านมาผลกระทบจากการสัมผัสฝุ่นละออง PM2.5 กับโรคเบาหวาน ยังมีข้อมูลค่อนข้างจำกัดโดยเฉพาะในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณการสัมผัสฝุ่นละออง PM2.5 กับระดับน้ำตาลในเลือด และอุบัติการณ์ของโรคเบาหวานในกำลังพลกองทัพบก โดยวิเคราะห์ข้อมูล ด้วยสถิติ Mixed-effects parametric survival analysis (Weibull distribution) และ Multivariable linear mixed model โดยมีกำลังพลทหารจำนวนทั้งสิ้น 21,325 คน ในการวิเคราะห์ข้อมูลพบความสัมพันธ์ระหว่าง " PM2.5 พื้นฐาน " และ " PM2.5 ที่เปลี่ยนแปลง" กับอุบัติการณ์ของโรคเบาหวานประเภท 2 อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับควอไทล์ที่ 1 และ มีความสัมพันธ์กับระดับน้ำตาลในเลือดอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะ PM2.5 ที่เปลี่ยนแปลงจะชัดเจนมากกว่า PM2.5 พื้นฐาน


Sensitivity And Specificity Of Nanopore Sequencing For Detection Of Methicillin-Resistant Staphylococcus Aureus And Methicillin-Resistant Staphylococcus Epidermidis In Blood Culture Sample, Onjira Mangkalamanee Jan 2023

Sensitivity And Specificity Of Nanopore Sequencing For Detection Of Methicillin-Resistant Staphylococcus Aureus And Methicillin-Resistant Staphylococcus Epidermidis In Blood Culture Sample, Onjira Mangkalamanee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Nanopore sequencing enables rapid DNA/RNA analysis without amplification. Implementing this for point-of-care testing reduces time delays in traditional AST methods, potentially enhancing patient outcomes. We aim to evaluate the performance of Oxford Nanopore Technologies sequencing from positive blood culture for bacterial identification and antimicrobial susceptibility prediction in S. aureus and S. epidermidis by detecting the mecA gene. Methods: We conducted a cross-sectional descriptive study on individuals with positive blood cultures identifying S. aureus and S. epidermidis over a 12-month period from April 2023 to March 2024. Bacterial DNA was extracted from the blood culture specimens, and then sequenced in …


The Sequences Of Dexterity And Tremor During Motor Fluctuations And Transitions From Off To On And Coping Strategies In Parkinson’S Disease Patients, Ornanong Udomsirithamrong Jan 2023

The Sequences Of Dexterity And Tremor During Motor Fluctuations And Transitions From Off To On And Coping Strategies In Parkinson’S Disease Patients, Ornanong Udomsirithamrong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The Sequences of Dexterity and Tremor During Motor Fluctuations and Transitions from OFF to ON And Coping Strategies in Parkinson’s Disease Patients Background: Chronic use of levodopa in Parkinson’s disease (PD) often leads to development of motor complications, marked by fluctuating clinical benefits, the emergence of parkinsonian symptoms (OFF), and periods of improvement (ON). These motor fluctuations impair daily activities and quality of life. This study examines the dynamics of motor fluctuations during the transition from OFF to ON, specifically focusing on finger dexterity, bradykinesia, and tremor, by employing objective measurements. Additionally, we assess medication challenges during the OFF period …


ผลลัพธ์ของการรักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีภาวะดื้อต่อยาฟูโรซีไมด์ด้วยการใช้ยาฟูโรซีไมด์ร่วมกับยาขับปัสสาวะตัวที่สองเปรียบเทียบกับยาฟูโรซีไมด์เพียงชนิดเดียว, เอลิษา คุณาจุลลานนท์ Jan 2023

ผลลัพธ์ของการรักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีภาวะดื้อต่อยาฟูโรซีไมด์ด้วยการใช้ยาฟูโรซีไมด์ร่วมกับยาขับปัสสาวะตัวที่สองเปรียบเทียบกับยาฟูโรซีไมด์เพียงชนิดเดียว, เอลิษา คุณาจุลลานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาและความสำคัญ ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีภาวะดื้อต่อยาขับปัสสาวะสัมพันธ์กับผลลัพธ์ในการรักษาที่ไม่ดี ในปัจจุบันหลักฐานเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการใช้ยาขับปัสสาวะในผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังมีไม่มาก การศึกษานี้เป็นการศึกษาผลลัพธ์ของการใช้ยาขับปัสสาวะชนิดที่สองร่วมกับยาฟูโรซีไมด์เปรียบเทียบกับการใช้ยาฟูโรซีไมด์เพียงชนิดเดียวในผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีภาวะดื้อต่อยาขับปัสสาวะ ระเบียบการวิจัย เป็นการศึกษาแบบทบทวนย้อนหลังจากเวชระเบียนผู้ป่วยของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ รวบรวมผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเฉียบพลันที่มีภาวะดื้อต่อยาขับปัสสาวะ และมานอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยภาวะดื้อต่อยาขับปัสสาวะคือ การได้รับยาฟูโรซีไมด์มากกว่าหรือเท่ากับ 240 มิลลิกรัมต่อวัน และการใช้ยาขับปัสสาวะตัวที่สองคือ การใช้ยาขับปัสสาวะกลุ่มอื่นร่วมกับการใช้ยาฟูโรซีไมด์ โดยที่ตัวแปรที่ต้องการศึกษาคืออัตราการเสียชีวิตภายใน 90 วัน ภายหลังการออกจากโรงพยาบาล ผลการศึกษา มีผู้ป่วยทั้งหมด 985 คน โดยที่ 197 คนอยู่ในกลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยยาขับปัสสาวะตัวที่สองร่วมกับยาฟูโรซีไมด์ และอีก 788 คนอยู่ในกลุ่มที่ได้รับยาฟูโรซีไมด์เพียงชนิดเดียว พบว่า อัตราการเสียชีวิตภายใน 90 วัน หลังออกจากโรงพยาบาลของทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 37.6 และร้อยละ 33.4 ตามลำดับ, P = 0.27) แต่ในกลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยยาขับปัสสาวะตัวที่สองร่วมกับยาฟูโรซีไมด์พบว่ามีอัตราการเพิ่มขึ้นของค่าคริเอตินินในเลือดที่น้อยกว่ากลุ่มที่ใช้ยาฟูโรซีไมด์เพียงชนิดเดียวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 15.2% และร้อยละ 30.8 ตามลำดับ, P


การศึกษาวิจัยแบบสุ่มเปรียบเทียบ ผลของการแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคล กับ คำแนะนำอาหารแบบดั้งเดิม ในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน, กานต์เดชพงศ์ ศรีธัญรัตน์ Jan 2023

การศึกษาวิจัยแบบสุ่มเปรียบเทียบ ผลของการแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคล กับ คำแนะนำอาหารแบบดั้งเดิม ในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน, กานต์เดชพงศ์ ศรีธัญรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาในอดีตพบว่าการบริโภคคาร์โบไฮเดรตย่อยยากในผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนร่วมกับกรดไหลย้อนมีผลทำให้การคลายทำของหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายมากขึ้นซึ่งเป็นกลไกหนึ่งของโรคกรดไหลย้อน และทำให้โรคกรดไหลย้อนมีอาการมากขึ้น ทางผู้วิจัยต้องการศึกษาประสิทธิภาพของการแนะนำการรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน วิธีการดำเนินการวิจัย: ผู้ป่วยที่มีอาการจำเพาะต่อโรคกรดไหลย้อนอันได้แก่แสบร้อนหน้าอกหรือเรอเปรี้ยวที่มีความรุนแรงและความถี่ของตัวโรคผ่านการตอบแบบสอบถาม Reflux Disease Questionnaire (RDQ) มีคะแนนมากกว่าหรือเท่ากับ 3 หลังจากที่หยุดยาลดกรดชนิด Proton pump inhibitor เป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ร่วมกับรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตย่อยยากมากกกว่า 7หน่วยต่อสัปดาห์จะได้รับการแบ่งกลุ่มแบบสุ่มเป็น 2กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มการแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคล(Structural Individual Low FODMAP Dietary Advice (SILFD+)) และ กลุ่มได้รับการแนะนำอาหารแบบดั้งเดิม Usual dietary advice (Usual advice) โดยจะคัดผู้ป่วยผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนร่วมออก ทั้งสองกลุ่มจะได้รับคำแนะนำตามมาตรฐานได้แก่ ลดน้ำหนักกรณีที่มีน้ำหนักเกิน หลีกเลี่ยงกับรับประทานอาหารมื้อดึก หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่กระตุ้นให้เกิดอาการ งดสูบบุหรี่ และนอนยกศีรษะสูงกรณีที่มีอาการช่วงเวลากลางคืน สำหรับในกลุ่ม SILFD+ จะได้รับคำแนะนำเพิ่มเติม ได้แก่ 1) ตรวจสอบรายการอาหารในช่วง 1สัปดาห์ก่อนเข้าร่วมการศึกษา 2) ตรวจสอบว่ามีรายการใดบ้างที่เป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยยาก 3) แนะนำให้เปลี่ยนรายการคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยยากให้เป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่าย จากนั้นติดตามการรักษาที่ 4สัปดาห์ เพื่อเปรียบเทียบทั้งสองกลุ่มโดยประเมินจาก ผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษา (โดยกำหนดนิยามคือ มีความรุนแรงและความถี่ของตัวโรคผ่านการตอบแบบสอบถาม Reflux Disease Questionnaire (RDQ) มีคะแนนน้อยกว่า 3) คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยผ่านแบบสอบถาม Gastrointestinal Quality of Life Index (GIQLI) และพารามิเตอร์จากการวัดความเป็นกรดและความต่างศักย์ที่หลอดอาหารส่วนปลายในช่วง 2ชั่วโมงหลังรับประทานอาหารเที่ยง ผลการศึกษา: ผู้ป่วยทั้งหมด 55ราย (ค่ามัธยฐานอายุ 52 (37-61) ปี เป็นผู้หญิง 41 ราย) เป็นกลุ่ม SILFD+ 29 ราย และกลุ่ม Usual advice 26 ราย ทั้งสองกลุ่มมีพื้นฐานความรุนแรงและความถี่ของโรคกรดไหลย้อน ปริมาณหน่วยคาร์โบไฮเดรตย่อยยากเท่ากัน หลังครบ 4สัปดาห์ผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มมีอัตราส่วนของผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษาของทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(27.6% vs. 19.2%, p=0.47) …


ผลระยะสั้นของการให้อัลบูมินต่อระดับวิตามินดี (แคลซิไทรออล) ในซีรั่มของผู้ป่วยตับแข็งระยะท้ายที่มีน้ำในช่องท้อง, ฑิตาพร รุ่งระวี Jan 2023

ผลระยะสั้นของการให้อัลบูมินต่อระดับวิตามินดี (แคลซิไทรออล) ในซีรั่มของผู้ป่วยตับแข็งระยะท้ายที่มีน้ำในช่องท้อง, ฑิตาพร รุ่งระวี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: ภาวะตับแข็งระยะท้ายเป็นภาวะที่มีการอักเสบเพิ่มขึ้นในร่างกายเป็นปริมาณมากนำไปสู่การล้มเหลวของอวัยวะสำคัญหลายอย่าง ข้อมูลในปัจจุบันพบว่าอัลบูมินซึ่งเป็นโปรตีนที่สำคัญของร่างกาย นอกจากจะมีคุณสมบัติในการคงสารน้ำไว้ในหลอดเลือดแล้ว ยังมีคุณสมบัติในการลดการอักเสบในร่างกาย การศึกษาหลายการศึกษาก่อนหน้าพบว่า การให้อัลบูมินขนาดสูงในผู้ป่วยตับแข็งระยะท้ายสามารถทำให้สารไซโตไคน์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบลดลงได้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการให้อัลบูมินกับกระบวนการอักเสบในร่างกาย งานวิจัยนี้ต้องการศึกษาว่าผลในการลดการอักเสบของอัลบูมินนั้นมีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของวิตามินดีซึ่งมีผลในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันหรือไม่ วิธีการวิจัย: งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการศึกษาแบบไปข้างหน้า รวบรวมคนไข้จากคลินิกโรคตับของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยมุ่งเน้นไปที่ผู้ป่วยตับแข็งระยะท้ายที่มีน้ำในช่องท้อง ผู้ป่วยที่ได้เข้าร่วมการศึกษาจะได้รับอัลบูมินทางหลอดเลือดดำในระดับสูง (80 กรัมของอัลบูมิน) ในระยะเวลา 1 สัปดาห์ โดยมีเป้าหมายดูการเปลี่ยนแปลงของระดับวิตามินดีทั้งในรูปออกฤทธิ์คือ 1,25 (OH)2 วิตามินดี และ 25 (OH) วิตามินดีก่อนและหลังได้รับอัลบูมิน รวมถึงดูการเปลี่ยนแปลงของระดับสารไซโตไคน์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบก่อนและหลังได้รับอัลบูมินด้วยเช่นกัน ผลการศึกษา: ผู้ป่วยตับแข็งระยะท้ายที่มีน้ำในช่องท้องทั้งสิ้น 17 รายถูกรวบรวมเข้าสู่การศึกษานี้ สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดตับแข็งคือภาวะตับแข็งจากแอลกอฮอล์ ตามด้วยภาวะตับอักเสบจากไขมันพอกตับ ไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง และสาเหตุอื่นๆ ผู้ป่วย 10 รายมีความรุนแรงของตับแข็งในระดับ B ตามการประเมินโดยระบบ Child-Pugh score ส่วนผู้ป่วยที่เหลืออีก 7 รายเป็นตับแข็งระยะ Child-Pugh score C ค่าเฉลี่ยของ Model End-Stage Liver Disease-sodium (MELD-Na) อยู่ที่ 15.7 ± 5.11 สำหรับผลของระดับวิตามินดี พบว่าค่าของ 1,25 (OH)2 วิตามินดี ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติหลังได้รับอัลบูมิน (p = 0.011) ในขณะที่ 25 (OH) วิตามินดีก็ลดลงเช่นกันแต่ไม่มีนัยยะสำคัญทางสถิติ (p = 0.101) ส่วนระดับสารไซโตไคน์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบที่สำคัญอย่างอินเตอร์ลิวคีน 1 เบต้า อินเตอร์ลิวคิน 6 ทูเมอร์เนโครสิสแฟคเตอร์อัลฟ่า และอินเตอร์เฟอร์รอนแกมม่าก็มีการลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติหลังได้รับอัลบูมิน (p = 0.043, 0.037, 0.005 และ 0.02 ตามลำดับ) อย่างไรก็ตามเมื่อนำมาวิเคราะห์แบบสหสัมพันธ์พบว่าไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติระหว่างการเปลี่ยนแปลงของระดับอัลบูมินและการเปลี่ยนแปลงของระดับวิตามินดีทั้ง 1,25 (OH)2 วิตามินดี และ 25 (OH) วิตามินดีรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของระดับสารอักเสบไซโตไคน์ สรุป: การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงการลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติของวิตามินดีในรูปออกฤทธิ์คือ …


ความชุกของภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอมในผู้ป่วยที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงรุนแรง โดยใช้การตรวจไตรกลีเซอไรด์ในปัสสาวะ, อธิษฐ์ สันติดำรงกุล Jan 2023

ความชุกของภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอมในผู้ป่วยที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงรุนแรง โดยใช้การตรวจไตรกลีเซอไรด์ในปัสสาวะ, อธิษฐ์ สันติดำรงกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: ภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอมในเลือดคือ ภาวะที่ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดปกติ แต่ตรวจพบไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ซึ่งเป็นผลบวกลวงจากวิธีการตรวจวัดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดด้วยเอนไซม์ ภาวะนี้มักถูกวินิจฉัยผิด ซึ่งทำให้ผู้ป่วยอาจได้รับยาลดไขมันโดยไม่จำเป็น และเนื่องจากผู้ป่วยที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอมนั้นมีค่าอัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ต่อค่าดัชนีความขุ่นขาวสูง ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอมในผู้ป่วยที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงรุนแรง โดยใช้การคัดกรองด้วยค่าอัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ต่อค่าดัชนีความขุ่นขาวและการวินิจฉัยด้วยการตรวจไตรกลีเซอไรด์ในปัสสาวะ วิธีการศึกษา: การศึกษานี้มีรูปแบบเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง โดยใช้ฐานข้อมูลจากแผนกผู้ป่วยนอก รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ขั้นแรก ทำการศึกษานำร่องเพื่อหาค่ามัธยฐานบวกค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ของอัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ต่อค่าดัชนีความขุ่นขาว เพื่อนำมาใช้แยกผู้ป่วยเสี่ยงสูงต่อภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอม หลังจากนั้นหาผู้ป่วยที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงรุนแรงและมีค่าอัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ต่อค่าดัชนีความขุ่นขาวสูงกว่าค่ามัธยฐานบวกค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ โดยใช้ข้อมูลจากช่วงตุลาคม 2564 ถึงมกราคม 2567 จากนั้นเลือกผู้ป่วยตามเกณฑ์คัดเข้าและไม่มีเกณฑ์คัดออกเพื่อตรวจไตรกลีเซอไรด์ในเลือดและปัสสาวะซ้ำ การตรวจพบไตรกลีเซอไรด์สูงทั้งในเลือดและปัสสาวะ บ่งบอกว่าผู้ป่วยมีภาวะกลีเซอรอลสูงทั้งในเลือดและปัสสาวะ จึงนำไปสู่การวินิจฉัยภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอม ผลการวิจัย: การศึกษานำร่องโดยใช้ข้อมูลจาก 137,771 ตัวอย่างพบว่าค่ามัธยฐานบวกค่าพิสัยระหว่างควอไทล์อยู่ที่ 0.71 และจากข้อมูลทั้งหมด 276,215 ตัวอย่างพบผู้ป่วยไตรกลีเซอไรด์สูงรุนแรง 806 ราย ในจำนวนนี้มี 69 รายซึ่งมีภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงรุนแรงและมีค่าอัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ต่อค่าดัชนีความขุ่นขาวสูงกว่า 0.71 เข้าร่วมวิจัย คุณลักษณะของประชากรได้แก่อายุเฉลี่ย 54 ปี เป็นเพศชาย 58 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนักเฉลี่ย 71.8 กิโลกรัม ดัชนีมวลกาย 27.1 และ 84 เปอร์เซ็นต์ได้รับยาลดไขมัน ตรวจพบภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอม 2 ราย จากผู้ป่วยที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงรุนแรง 806 ราย คิดเป็น 0.25 เปอร์เซ็นต์ มีผู้ป่วยรายหนึ่งตรวจพบไตรกลีเซอไรด์ในเลือดเท่ากับ 751 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และไตรกลีเซอไรด์ในปัสสาวะเท่ากับ 10,619 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เนื่องจากผู้ป่วยมีปัญหาไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงรุนแรงโดยไม่ตอบสนองต่อลดไขมัน อีกทั้งยังมีค่าอัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ต่อค่าดัชนีความขุ่นขาวสูงถึง 1.99 ผู้ป่วยรายนี้มีอาจมีภาวะขาดเอนไซม์กลีเซอรอลไคเนส สรุปผล: นี่คือการศึกษาครั้งแรกเกี่ยวกับความชุกของภาวะไตรกลีเซอร์ไรด์สูงปลอม อัตราส่วนไตรกลีเซอร์ไรด์ต่อดัชนีความขุ่นขาว และการตรวจวัดไตรกลีเซอร์ไรด์ในปัสสาวะ สามารถนำมาใช้ช่วยในการวินิจฉัยภาวะไตรกลีเซอร์ไรด์สูงปลอมได้จริงในทางคลินิก โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีไตรกลีเซอร์ไรด์สูงรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อยาลดไขมัน การเข้าใจขั้นตอนในการตรวจวัดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ด้วยเอนไซม์ และสาเหตุที่ทำให้เกิดผลบวกลวง นั้นสำคัญอย่างยิ่งเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยได้รับยาลดไขมันโดยไม่จำเป็น


อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียกหลังจากรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวดภายใต้ระบบประกันสุขภาพในประเทศไทย, ศุภวิชญ์ ชุมสันติวุฒิ Jan 2023

อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียกหลังจากรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวดภายใต้ระบบประกันสุขภาพในประเทศไทย, ศุภวิชญ์ ชุมสันติวุฒิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียกเป็นปัญหาสำคัญในด้านสาธารณสุขของประชากรทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย อุบัติการณ์ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันในประเทศยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุของภาวะทุพพลภาพและการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ในประเทศ ถึงแม้ในปัจจุบันผู้ป่วยทุกรายได้รับการรักษาตามมาตรฐาน คือการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด แต่การเข้าถึงของยาและเวชภัณฑ์บางชนิดยังถูกกำจัดด้วยบางสิทธิการรักษาอยู่ ทำให้เกิดความแตกต่างกันของคุณภาพการรักษาในระหว่างสิทธิการรักษา ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยทั้งในระยะสั้นและยาวได้ วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบอัตราการเสียชีวิตภายใน 1 ปี ของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดเอสทียก หลังจากการรักษาการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด ระหว่างสิทธิประกันสุขภาพของภาครัฐในประเทศไทยต่าง ระเบียบวิจัย: การศึกษาย้อนหลังในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียกหลังจากรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวดในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ใช้สิทธิประกันสุขภาพของภาครัฐในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563 เก็บข้อมูลผ่านฐานข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์ของระบบบริหารงานของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยและสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง และนำมารวบรวมและวิเคราะห์ ผลวิจัยหลักคืออัตราการเสียชีวิตที่ 1 ปี โดยใช้สถิติ ANOVA, Chi-square และ Survival analysis ผลการศึกษา: ผู้ป่วยจำนวน 1,077 รายเป็นเพศชายร้อยละ 74.6 อายุเฉลี่ยที่ 60.5 (SD 13.6) ปี ถูกแบ่งตามสิทธิประกันสุขภาพที่ใช้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ประกันสุขภาพถ้วนหน้า 546 ราย (50.7%), ระบบสิทธิประกันสังคม 199 ราย (18.5%) และระบบสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ 332 ราย (30.8%) พบอัตราการเสียชีวิตที่ 1 ปีในผู้ป่วยทั้ง 3 กลุ่มคือ 10.6, 4.2, และ 6.5 ตามลำดับ (p


Analysis Of Fall Risk Factors In A Thai Cohort Of Older Adults, Gulnaz Magauina Jan 2023

Analysis Of Fall Risk Factors In A Thai Cohort Of Older Adults, Gulnaz Magauina

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Introduction: Falls are the leading cause of injury in older adults, resulting in worsening comorbidities, bone fractures, post-fall syndrome, and soft tissue injuries. This retrospective study aims to investigate the association between fall risk and the Montreal Cognitive Assessment (MoCA) scores, as well as other risk factors, among older adults in Thailand. Methods: Data on patients who experienced a fall within a 12-month period were collected from medical records at the Geriatric Excellence Center, King Chulalongkorn Memorial Hospital. Potential fall risk factors available in the medical records included ability to perform activities of daily living, level of dependency, depression, cognitive …


Comparison Of Post-Operative Pain Between Intraosseous Multimodal Injection And Periarticular Multimodal Injection In Simultaneous Bilateral Total Knee Arthroplasty – A Randomized Controlled Trial, Patcharavit Ploynumpon Jan 2023

Comparison Of Post-Operative Pain Between Intraosseous Multimodal Injection And Periarticular Multimodal Injection In Simultaneous Bilateral Total Knee Arthroplasty – A Randomized Controlled Trial, Patcharavit Ploynumpon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Introduction: Early postoperative pain poses a challenge for surgeons to manage after total knee arthroplasty (TKA). Various techniques have been employed to optimize pain reduction, including Periarticular Multimodal Analgesia (PMA), recognized as a safe and effective method. Our study aims to enhance PMA through a combined intraosseous injection (PMA-I) and compare it with standard PMA. Methods: Forty patients undergoing simultaneous bilateral TKA surgery were enrolled. Patients were randomized to receive PMA-I on one side of the knee, while the contralateral knee received standard PMA. Pain scores, bleeding, and range of motion (ROM) were assessed in both groups. Results: The PMA-I …


Non-Contrast Abbreviated Mri For The Detection Of Hepatocellular Carcinoma (Hcc) In Patients With Li-Rads Lr-2, Lr-3, And Lr-4 Observations In Mri, Soe Thiha Maung Jan 2023

Non-Contrast Abbreviated Mri For The Detection Of Hepatocellular Carcinoma (Hcc) In Patients With Li-Rads Lr-2, Lr-3, And Lr-4 Observations In Mri, Soe Thiha Maung

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background and Aims: Given limited ultrasound sensitivity in hepatocellular carcinoma (HCC) surveillance, and few prospective studies exploring non-contrast abbreviated MRI (NC-AMRI) for this purpose, this study aimed to assess the diagnostic performance of NC-AMRI in detecting HCC. Methods: This prospective study involved cirrhotic patients with LI-RADS LR-3 and LR-4 observations detected on contrast-enhanced MRI (CE-MRI) during HCC surveillance. Patients underwent an average of three complete CE-MRI rounds at 3-6 months interval, with follow-up lasting approximately 12 months. NC-AMRI included diffusion-weighted (DWI), T2-weighted imaging (T2WI-FS), and T1-weighted gradient imaging (T1WI). NC-AMRI protocol images were separately analyzed for diagnostic performance, with subgroup …


The Influence Of Fit Of Underpants Worn On Semen Quality, Harnam Kaur Jan 2023

The Influence Of Fit Of Underpants Worn On Semen Quality, Harnam Kaur

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Infertility in general has seen an upward trend in recent period. Male infertility has an estimated increase rate of 0.291% per year since 1990. Several factors have been studied as a cause of male infertility including idiopathic factors. One of the idiopathic factors in concern is clothing, which may increase intra-scrotal temperature. The genital heat stress has been reported to influence semen quality. Based on this factor, the previous studies done to discover association between type of underwear and semen quality have shown varying results that cannot be generalized to over-all population. This study aimed to assess the influence …


Tuberculosis Treatment And Outcomes Among Diabetes And Non-Diabetes Mellitus Individuals: A Retrospective Cohort Study Using Indonesia’S Tuberculosis Information System (Sitb) Registry Data 2019 – 2022, Happy Ary Satyani Jan 2023

Tuberculosis Treatment And Outcomes Among Diabetes And Non-Diabetes Mellitus Individuals: A Retrospective Cohort Study Using Indonesia’S Tuberculosis Information System (Sitb) Registry Data 2019 – 2022, Happy Ary Satyani

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Tuberculosis (TB) is one of the 13th leading causes of death from a single infectious agent in the world in 2019. Some of the factors that influence the tuberculosis incident in the world are caused by undernourishment, HIV infection, alcohol use disorders, smoking, and diabetes. The median prevalence of diabetes data from the Global Health Observatory in the 30 high TB burden countries approximated 8% (Interquartile range [IQR]: 6-9%) and more than >=10 % in other countries in Africa and Papua New Guinea. It is also predicted that between 2019 and 2045 the statistic of diabetes will increase approximately 50% …


Genetic Analysis Of Antithrombin Deficiency In Thai Patients With Thrombosis, Zinab Omer Rahmtallah Idris Jan 2023

Genetic Analysis Of Antithrombin Deficiency In Thai Patients With Thrombosis, Zinab Omer Rahmtallah Idris

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Antithrombin (AT) is a non-enzymatic protein critical for coagulation system regulation. It plays a pivotal role in inhibiting thrombin and factor Xa, which are essential for clot formation. Hereditary AT deficiency is a strong risk factor for occurrences and recurrences of venous thrombosis This study investigates the genetic basis of AT Thai patients with thrombosis, focusing on the SERPINC1 gene, which encodes AT. The research included 15 thrombosis patients who had low AT without known acquired causes and 6 controls with normal AT levels. Samples from these participants underwent PCR amplification and Sanger DNA sequencing to identify and characterize genetic …


The Acute Effect Of Therapeutic Thaiacupressure On Foot On Freezing Of Gait In Parkinson’S Disease Patients During “On” Medication Time. A Randomized Non-Inferiority Trial., Yuka Miyahara Jan 2023

The Acute Effect Of Therapeutic Thaiacupressure On Foot On Freezing Of Gait In Parkinson’S Disease Patients During “On” Medication Time. A Randomized Non-Inferiority Trial., Yuka Miyahara

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: ON-Freezing of gait (ON-FOG) in Parkinson’s disease (PD), often resistant to medication, is linked to sensory deficits and proprioceptive impairment, and results in falls and reduced life quality. While visual cues from a laser cane (LC), which rapidly accesses the motor cortex, are commonly used to compensate for proprioceptive impairment, increased visual reliance may be affected by disease progression. Emerging evidence suggests that modulation of peripheral sensory processing may alleviate ON-FOG, and therapeutic Thai acupressure (TTA) may be a solution. This study aims to evaluate the effect of TTA in alleviating ON-FOG and compare its effectiveness to LC in …


การพัฒนาแพลตฟอร์มประเมินการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบด้วยระบบปรึกษาการแพทย์ทางไกล, ปราโมทย์ ถ่างกระโทก Jan 2023

การพัฒนาแพลตฟอร์มประเมินการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบด้วยระบบปรึกษาการแพทย์ทางไกล, ปราโมทย์ ถ่างกระโทก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินคุณภาพแพลตฟอร์มประเมินการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบด้วยระบบปรึกษาการแพทย์ทางไกล รวมถึงศึกษาผลของการใช้เทปทรานสพอร์และแผ่นฟิล์มใสปิดแผลต่ออุบัติการณ์การเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบ การวิจัยครั้งนี้แบ่งการศึกษาออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนาแพลตฟอร์ม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) พยาบาลผู้ให้สารน้ำจำนวน 30 คน 2) พยาบาลผู้เชี่ยวชาญที่ด้านการประเมินการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบจำนวน 4 คน และ 3) ผู้ป่วยที่ได้รับ การสอดใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนปลายจำนวน 246 คน ระยะที่ 2 การประเมินคุณภาพแพลตฟอร์มประเมินการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบด้วยระบบปรึกษาการแพทย์ทางไกล เก็บข้อมูลด้วยการสนทนากลุ่ม กลุ่มตัวอย่างแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วย 1) พยาบาลวิชาชีพที่ได้จากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงจำนวน 8 คน 2) พยาบาลผู้เชี่ยวชาญที่ได้จากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงจำนวน 4 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา และระยะที่ 3 การศึกษาผลของการใช้เทป ทรานสพอร์และแผ่นฟิล์มใสปิดแผลต่ออุบัติการณ์การเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบ เป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่ม กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 308 คน สรุปผลวิจัยได้ดังนี้ 1. แพลตฟอร์มประเมินการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบด้วยระบบปรึกษาการแพทย์ทางไกลประยุกต์เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อขอคำปรึกษาโดยการส่งภาพถ่ายที่สงสัยว่าจะเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบและข้อมูลอาการและอาการแสดงของผู้ป่วย เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ให้คำปรึกษาเพื่อการวินิจฉัยและการรักษา โดยการออกแบบแผนผังการใช้งาน รูปแบบหน้าจอและการแสดงผลที่มีความสะดวกในการใช้งานทางคลินิก 2. แพลตฟอร์มประเมินการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบด้วยระบบปรึกษาการแพทย์ทางไกลที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้ประเมินและการวินิจฉัยการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบได้ถูกต้อง มีความเป็นไปได้และเหมาะสมที่จะนำไปใช้งานจริงในคลินิก 3. อุบัติการณ์การเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบในผู้ป่วยที่ใช้เทปทรานสพอร์ 77.92% ของผู้ป่วยที่ใช้แผ่นฟิล์มใสปิดแผล 66.88% มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (x2 = 4.696, p = 0.030 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เทปทรานสพอร์มีความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบเป็น 1.16 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ใช้แผ่นฟิล์มใสปิดแผล (RR = 1.16, 95% CI = 0.116-0.452) การวิเคราะห์ทางสถิติแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างที่มีนัยสำคัญทางสถิติเกี่ยวกับระยะเวลาการถอดสายสวนระหว่างทั้งสองกลุ่ม


The Study Of Clinical Detection, Characteristics, Prevalence And Genotype Variations Among Familial Hypercholesterolemia Patients Screened During Annual Health Examination, Poranee Ganokroj Jan 2023

The Study Of Clinical Detection, Characteristics, Prevalence And Genotype Variations Among Familial Hypercholesterolemia Patients Screened During Annual Health Examination, Poranee Ganokroj

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: FH often remains underdiagnosed. We aimed to identify potential FH cases, and study it’s prevalence, clinical characteristics, and genetic variations. Method: A retrospective cohort study was conducted during an annualhealth examination. The potential FH cases were identified by using the three standard criteria: Dutch Lipid Clinic Network (DLCN), Simon Broome (SB), and Make Early Diagnosis to Prevent Early Deaths (MEDPED). A comparative analysis of clinical characteristics and LDL-C cut-off levels between potential FH and unlikely FH was performed. The genetic study for FH-related mutation among potential FH and family members was analyzed. Results: Among 6,607 participants, potential FH subjects …


การพัฒนาเทคนิคมัลติเพล็กซ์รีเวิร์สเรียลไทม์พีซีอาร์ในการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างปัสสาวะจากผู้ป่วยไตอักเสบลูปัส, นันทวัน วงศ์ชิดวรรณ Jan 2023

การพัฒนาเทคนิคมัลติเพล็กซ์รีเวิร์สเรียลไทม์พีซีอาร์ในการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างปัสสาวะจากผู้ป่วยไตอักเสบลูปัส, นันทวัน วงศ์ชิดวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาวิธี Multiplex RT-qPCR สำหรับการวัด mRNA จากชุดยีน 4 ชุด ที่ใช้เป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพสำหรับโรคไตอักเสบลูปัส (LN): ชุดที่ 1 (18s rRNA, MCP-1), ชุดที่ 2 (IP-10, VEGF) ชุดที่ 3 (FoxP3, NGAL) และชุดที่ 4 (GATA3, TBX-21) วิธีการดำเนินงานวิจัย: การเปรียบเทียบระหว่างวิธี Multiplex และ Single RT-qPCR โดยใช้ ∆Ct และค่าสหสัมพันธ์ โดยใช้สถิติ Simple linear regression ทดสอบกับตัวอย่างปัสสาวะจากผู้ป่วย LN 15 ราย แบ่งออกเป็นกลุ่ม Active LN (คะแนน SLEDAI ≥ 2) และกลุ่ม Non-active LN (คะแนน SLEDAI < 2) ผลลัพธ์และข้อสรุป: ค่า ∆Ct สำหรับ VEGF, NGAL และ TBX-21 อยู่ในเกณฑ์ยอมรับได้ ในขณะที่ค่า ∆Ct สำหรับ 18s rRNA, IP-10 และ GATA-3 นั้นอยู่นอกเกณฑ์ที่ยอมรับได้เล็กน้อย ส่วน MCP-1 และ FoxP3 มีความแปรปรวนสูง โดยมีค่าหลายค่าอยู่นอกเหนือเกณฑ์ การทดสอบสหสัมพันธ์พบว่าไม่มีความแตกต่างที่มีนัยสำคัญระหว่าง 2 เทคนิค สำหรับชุดยีน 1, 2 และ 4 ยกเว้นมีความสัมพันธ์ต่ำใน FoxP3 (ชุดที่ 3) เมื่อเปรียบเทียบระดับ mRNA กับคุณลักษณะผู้ป่วย SLE พบว่า MCP-1, IP-10, VEGF, NGAL และ TBX-21 มีปริมาณสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญใน active LN และลดลงใน non-active LN ส่วน GATA-3 พบว่ามีปริมาณสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญใน non-active LN และลดลงใน active LN ส่วนในยีน FoxP3 เนื่องจากเทคนิค RT-qPCR มีประสิทธิภาพต่ำ FoxP3 จึงไม่ได้รับการวิเคราะห์ในผู้ป่วย LN


Targeting Bladder Cancer Cells By Cendr Peptides Specifically Recognized Neuropilin-1 Enhances Tumor Killing Efficacy Of Drug-Carrying Nanoparticles, Sotida Kayem Jan 2023

Targeting Bladder Cancer Cells By Cendr Peptides Specifically Recognized Neuropilin-1 Enhances Tumor Killing Efficacy Of Drug-Carrying Nanoparticles, Sotida Kayem

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Chemotherapy is still widely used for treating cancers including bladder cancer (BlCa), but it accompanies serious side effects. Therefore, a new targeted therapeutic approach that can precisely target and kill cancer cells but leave normal cells unharmed is required. Nanoparticles are widely studied as a potential tool for carrying out anticancer drugs and targeting cancer cells aiming at increasing the treatment efficiency. In this study, we aimed to fabricate human serum albumin nanoparticles (HSA-NPs), load them with doxorubicin (DOX) and coat them on the particles’ surface with tumor-targeting peptides for selectively targeting BlCa cells. The tumor-targeting peptides used in this …


The Diagnostic Value Of Bispectral Index For Assessing Sleep Quality After Elective Surgery In Intensive Care Unit, Pongpol Sirilaksanamanon Jan 2023

The Diagnostic Value Of Bispectral Index For Assessing Sleep Quality After Elective Surgery In Intensive Care Unit, Pongpol Sirilaksanamanon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Sleep abnormality is common in the intensive care unit (ICU). Monitoring and improving sleep quality may help recovery and improve outcomes from a major illness. Although polysomnography is a gold standard for measuring sleep quality, routine use is impractical due to cost and complexity. This study aimed to investigate the diagnostic accuracy of an alternative monitor, the Bispectral Index (BIS), compared to polysomnography for evaluating the quality of postoperative sleep in the ICU. This was a prospective observational study. Enrolled patients were monitored with both BIS and polysomnography during the first night after surgery. Results: Thirty-three patients were enrolled. The …


Gene-Edited Induced Pluripotent Stem Cell-Derived Macrophages For Enhancing Antibody-Dependent Anti-Cancer Response In Cancer Immunotherapy, Bongkotchanok Danrungcharoen Jan 2023

Gene-Edited Induced Pluripotent Stem Cell-Derived Macrophages For Enhancing Antibody-Dependent Anti-Cancer Response In Cancer Immunotherapy, Bongkotchanok Danrungcharoen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Macrophages are promising for cellular cancer immunotherapy due to their high penetration capability and ability to modulate the tumor microenvironment. They enhance the anti-cancer activity of therapeutic antibodies by mediating antibody-dependent cellular phagocytosis (ADCP) and cytotoxicity. Our study aims to develop engineered macrophages with enhanced antibody-mediated anti-cancer activity from induced pluripotent stem cells (iPSCs), providing a platform for multiple genome edits and scalable manufacturing. We introduced gene modifications into iPSCs using CRISPR-mediated HDR to generate human iPSC-derived macrophages (iMacs). First, we created a human iPSC line containing a mutant CD16 resistant to ADAM17 cleavage using CRISPR-mediated genome editing. Macrophages derived …


Dual Delivery Of Oxygen And Anticancer- Agent By Protein Microparticles To Increase Therapeutic Efficacy In Hepatocellular Carcinoma, Siwanut Pummarin Jan 2023

Dual Delivery Of Oxygen And Anticancer- Agent By Protein Microparticles To Increase Therapeutic Efficacy In Hepatocellular Carcinoma, Siwanut Pummarin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Hepatocellular carcinoma (HCC) largely contributes to the cancer-related death. Chemotherapy is one of the key treatments for advanced HCC. However, severe side effects are still the main issue for the chemotherapeutic use, because the drug kills not only cancer cells, but also the non-cancerous cells. Targeted therapy has been used to increase therapeutic efficacy and simultaneously reduce the side effect. The several drug delivery systems that can carry anticancer agents and specifically deliver the drugs to cancer cells have been developed and tested. Upregulation of p32 expression in HCC has been reported, suggesting that it could be a specific tumor …


การเปรียบเทียบผลการฟื้นฟูผ่านระบบกายภาพบำบัดทางไกล กับที่สถานพยาบาล จากรายงานผู้ป่วยหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบแผลเล็ก, พงศ์ธนา โรจนรัตนางกูร Jan 2023

การเปรียบเทียบผลการฟื้นฟูผ่านระบบกายภาพบำบัดทางไกล กับที่สถานพยาบาล จากรายงานผู้ป่วยหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบแผลเล็ก, พงศ์ธนา โรจนรัตนางกูร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวเพื่อฟื้นฟูหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบแผลเล็กเป็นหนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมสำหรับการลดอาการไม่พึงประสงค์ แต่จำเป็นต้องทำหลายครั้งและต่อเนื่อง ปัจจัยอื่น ๆ รบกวนจนไม่สามารถทำได้ครบจำนวน จึงมีการใช้ระบบการภาพบำบัดทางไกลเข้ามาทดแทน แต่ยังขาดการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบการให้บริการ การศึกษาวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลด้านระดับคุณภาพชีวิต ระดับความปวด ระดับความเชื่อในการหลีกเลี่ยงความกลัว ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว จากการออกกำลังกายฟื้นฟูกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวของผู้ป่วยหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบแผลเล็กผ่านระบบกายภาพบำบัดทางไกล เปรียบเทียบกับการฟื้นฟูที่สถานพยาบาล ศึกษาวิจัยในผู้ป่วยหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบแผลเล็กที่พักฟื้นมาแล้วอย่างน้อยสี่สัปดาห์ อายุสี่สิบถึงเจ็ดสิบปี จำนวนสามสิบแปดคน โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มจำนวนเท่ากัน กลุ่มละสิบเก้าคน ได้แก่กลุ่มที่ออกกำลังกายฟื้นฟูผ่านระบบกายภาพบำบัดทางไกลหรือกลุ่มทดลอง และกลุ่มออกกำลังฟื้นฟูที่สถานพยาบาลหรือกลุ่มควบคุม ทั้งสองกลุ่มการศึกษาวิจัย จะได้รับการสอนออกกำลังกายเพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว สองครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลาหกสัปดาห์ ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ผู้เข้าร่วมวิจัยออกกำลังกายฟื้นฟูกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวครบสิบสองครั้ง ทั้งกลุ่มใช้ระบบกายภาพบำบัดทางไกลและกลุ่มออกกำลังกายฟื้นฟูที่สถานพยาบาล ผลจากรายงานผู้เข้าร่วมวิจัยพบว่า ทั้งสองกลุ่มการศึกษาไม่แตกต่างกัน ในด้านระดับคุณภาพชีวิต ระดับความปวด ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว สรุปผลการศึกษาวิจัยคือ การออกกำลังกายฟื้นฟูกล้ามเนื้อแกนกลางผ่านระบบกายภาพบำบัดทางไกล มีผลไม่ด้อยไปกว่าการออกกำลังกายฟื้นฟูที่สถานพยาบาล ในผู้ป่วยหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบแผลเล็ก


การศึกษาอาการที่ไม่พึงประสงค์เฉียบพลัน ระหว่างพักรอสังเกตอาการ 30 นาที หลังฉีดวัคซีนโควิด-19 ณ ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ, ศุภลักษณ์ มิรัตนไพร Jan 2023

การศึกษาอาการที่ไม่พึงประสงค์เฉียบพลัน ระหว่างพักรอสังเกตอาการ 30 นาที หลังฉีดวัคซีนโควิด-19 ณ ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ, ศุภลักษณ์ มิรัตนไพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ภูมิหลัง: ในปี พ.ศ. 2564 โรคโควิด - 19 มีอัตราการตาย ร้อยละ 0.98 แนวทางการรักษาขึ้นกับความรุนแรงของผู้ป่วย แนวทางการป้องกันเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อทำโดยการฉีดวัคซีน ในการสร้างให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันเพื่อยับยั้งเชื้อไวรัส และการได้รับวัคซีนสามารถทำให้เกิดอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นหลังได้รับวัคซีน วัตถุประสงค์: การวิจัยนี้ต้องการศึกษาอาการที่ไม่พึงประสงค์เฉียบพลันระหว่างพักรอสังเกตอาการ 30 นาที ในผู้ที่ได้รับวัคซีน ณ ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ วิธีการ: เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกรกฎาคม ถึงธันวาคม 2564 จากผู้มารับบริการทั้งหมด 2,612,481 ครั้งของการฉีดวัคซีน ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลชนิดวัคซีนที่ได้รับ ข้อมูลการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ จำแนกตามชนิดของวัคซีนและลำดับเข็ม ในระหว่างพักรอสังเกตอาการ 30 นาที ผล: พบว่า การเกิด AEFI ภายในระยะเวลา 30 นาที มีจำนวนทั้งสิ้น 386 ครั้ง เกิดในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย 2 เท่า โดยจะพบในวัคซีนชนิด Astrazeneca สูงที่สุด คิดเป็น 62.68 ครั้งต่อแสนครั้งของการฉีดวัคซีน นอกจากนี้ผู้ที่ฉีดเข็มที่ 1 พบว่าเกิด AEFI เกือบ 4 เท่า ของเข็มที่ 2 และสูตรการฉีดวัคซีน แบบ Homologous เกิด AEFI มากกว่าแบบ Heterologous การเกิด AEFI มีอาการ เวียนศีรษะ หน้ามืดตาลาย 34.72% ใจสั่น/แน่นหน้าอก 16.32% อาการ ชา 11.40% สรุป: ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การเกิด AEFI มีความแตกต่างกันในแต่ละสูตรการฉีดวัคซีน สูตร Homologous จะพบ AEFI สูงกว่า Heterologous เกิดในเข็มที่ 1 มากกว่าเข็มที่ 2 อย่างไรก็ตาม ควรมีการศึกษาในภาพรวมของการเกิด AEFI …


การศึกษาผลการติดเชื้อโรคโควิด-19 การนอนโรงพยาบาลและการตาย หลังจากรับวัคซีนโคโรนาแวค ครบ 2 เข็ม ณ ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ, กฤติยาภรณ์ สุนัน Jan 2023

การศึกษาผลการติดเชื้อโรคโควิด-19 การนอนโรงพยาบาลและการตาย หลังจากรับวัคซีนโคโรนาแวค ครบ 2 เข็ม ณ ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ, กฤติยาภรณ์ สุนัน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ภูมิหลัง: การฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เป็นทางออกที่สำคัญยิ่งของปัญหาโรคระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งในประเทศไทยยังไม่มีการศึกษาผลลัพธ์หลังจากฉีดวัคซีนในประชากรขนาดใหญ่ และศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อมีระบบการเก็บบันทึกข้อมูลการฉีดวัคซีนร่วมกับฐานข้อมูลระดับชาติ สามารถใช้ศึกษาประสิทธิผลวัคซีนได้ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาอุบัติการณ์การติดเชื้อโรคโควิด-19 การนอนโรงพยาบาลและการตาย ของผู้ที่ได้รับวัคซีนโคโรนาแวค (SV) ครบ 2 เข็ม และศึกษาระยะเวลาการติดเชื้อ การนอนโรงพยาบาลและการตาย ภายหลังจากฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 วิธีการ: เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาโดยการเก็บข้อมูลย้อนหลัง ระหว่างเดือนมิถุนายน ถึง กันยายน พ.ศ. 2564 ติดตามผู้ที่รับวัคซีนโคโรนาแวค จำนวน 145,417 คน ฉีดวัคซีนรวม 291,415 โด๊ส ผล: พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จำนวน 3,818 คน (2.63%) การนอนโรงพยาบาล จำนวน 2,352 คน (1.62%) ซึ่งส่วนใหญ่มีระดับความรุนแรงน้อย (asymptomatic) และพบการตาย จำนวน 3 คน (


Immunogenicity And Safety Of The Third Booster Dose With Homologous Or Heterologous Covid-19 Vaccine After Completing Primary Series Of Inactivated Vaccine (Coronavac) Or Adenovirus Vector Vaccine (Azd1222) In Thai Adults, Suvichada Assawakosri Jan 2023

Immunogenicity And Safety Of The Third Booster Dose With Homologous Or Heterologous Covid-19 Vaccine After Completing Primary Series Of Inactivated Vaccine (Coronavac) Or Adenovirus Vector Vaccine (Azd1222) In Thai Adults, Suvichada Assawakosri

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

COVID-19 has spread across 200 countries, causing 705 million confirmed cases and 7 million deaths. Several vaccines have been approved by the World Health Organization to prevent the spread of the virus. The Omicron variant has become the predominant strain globally. Although most people have been vaccinated, primary doses of CoronaVac or AZD1222 may not provide adequate protection against the Omicron variants. Studies show that vaccine-induced immunity has declined over time, leading to increase of breakthrough infection cases. A heterologous booster administered after primary vaccination, is hypothesized to enhance the immune response against the newly emerged SARS-CoV-2 variant. This study …


Corneal Nerve Parameters In Prodromal Parkinson's Disease Patients, Sasi Yaisawang Jan 2023

Corneal Nerve Parameters In Prodromal Parkinson's Disease Patients, Sasi Yaisawang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background and Objectives: Peripheral neuropathy often precedes central degeneration and motor decline in Parkinson’s disease (PD). Here, we sought to evaluate corneal nerve parameters as markers of peripheral neuropathy comparing patients with prodromal PD, PD, and healthy controls using confocal microscopy. Methods: We conducted a cross-sectional study involving 53 participants (17 prodromal PD, 18 PD, 18 healthy controls). Prodromal PD was based on predetermined criteria including patients with REM sleep behavior disorder or a first degree relative with PD with 1 of 3 prodromal symptoms including constipation, hyposmia, or depression. Corneal nerve fiber length (CNFL), density (CNFD), branch density (CNBD), …


An Implementation Research Of Hiv Prevention, Testing, And Care Through Community-Based Services Among Msm Population In South Sulawesi, Indonesia, Sudirman Sudirman Jan 2023

An Implementation Research Of Hiv Prevention, Testing, And Care Through Community-Based Services Among Msm Population In South Sulawesi, Indonesia, Sudirman Sudirman

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Indonesia is one of the countries with the most rapidly growing HIV epidemics in Asia. Indonesia is also one of the countries that failed to meet the target of 90 UNAIDS by 2020, despite various programs and services that have been issued. In 2015, the WHO recommended the expansion of HIV services beyond the clinical setting, of which community-based service (CBS) is one of the recommendations. This study aims to identify the challenge in HIV prevention, testing, and care and how to improve it by implementing community-based services (CBS) among the MSM population in South Sulawesi, Indonesia. This research is …