Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Medical Sciences Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Discipline
Institution
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type
File Type

Articles 21181 - 21210 of 44994

Full-Text Articles in Medical Sciences

ความชุกและปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดอาการผิดปกติระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อของพยาบาลแผนกผู้ป่วยวิกฤต : กรณีศึกษาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร, จิรเมธ พจน์จริยาพร Jan 2023

ความชุกและปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดอาการผิดปกติระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อของพยาบาลแผนกผู้ป่วยวิกฤต : กรณีศึกษาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร, จิรเมธ พจน์จริยาพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพแผนกผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร จำนวน 284 คน คัดเลือกทั้งหมดโดยไม่มีการสุ่มทำการศึกษาระหว่างเดือน พฤษภาคม ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2566 การเก็บข้อมูลประกอบด้วยแบบสอบถามเกี่ยวกับ ปัจจัยส่วนบุคคล อาการผิดปกติระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อในช่วง 12 เดือน และ 7 วันที่ผ่านมา และแบบประเมินความเสี่ยงทางการยศาสตร์ซึ่งผู้วิจัยเป็นคนประเมินเองทั้งหมด ผลการศึกษาพบว่าความชุกของการเกิดอาการผิดปกติระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อในช่วง 12 เดือน และ 7 วันที่ผ่านมาร้อยละ 79.2, 72.3 ตามลำดับ ตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดคือบริเวณหลังส่วนล่าง ปัจจัยเสี่ยงของอาการผิดปกติระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อ ได้แก่ อายุ พฤติกรรมการออกกำลังกาย ชั่วโมงการทำงาน และความเสี่ยงทางการยศาสตร์ ดังนั้นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการป้องกันอาการผิดปกติระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อในพยาบาลวิชาชีพแผนกผู้ป่วยวิกฤต ควรมีการแก้ไขปรับปรุงสถานีงานในแต่ละลักษณะงานเพื่อลดระดับความเสี่ยงทางการยศาสตร์โดยเฉพาะตำแหน่ง หลัง รวมถึงจัดภาระงาน และเวลาการทำงานให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล อบรมให้ความรู้เกี่ยวกับท่าทางการทำงานที่เหมาะสม การออกกำลังกาย เพื่อลดการเกิดอาการผิดปกติระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อ


การศึกษาตัวบ่งชี้การทำนายการเกิดภาวะแพ้ยาชนิดรุนแรงชนิด Dress, ณฐษร เล็กอุทัย Jan 2023

การศึกษาตัวบ่งชี้การทำนายการเกิดภาวะแพ้ยาชนิดรุนแรงชนิด Dress, ณฐษร เล็กอุทัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ : ภาวะผื่นแพ้ผิวหนังที่สงสัยจากยา มักจะสามารถรักษาได้โดยการหยุดยาและได้รับการรักษาเพียงเล็กน้อย แต่ในบางรายโรคอาจรุนแรงขึ้นกลายเป็นกลุ่มอาการแพ้ยาแบบไม่ฉับพลันชนิด DRESS ซึ่งสามารถมีความรุนแรง และปัจจุบันยังไม่มีเกณฑ์มาตรฐานที่แม่นยำในการวิทำนายความรุนแรง หรือปัจจัยที่โรคจะลุกลามเป็น DRESS วิธีวิจัย: เปรียบเทียบผู้ป่วย 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นผู้ป่วยโรคผื่นแพ้ยาชนิดไม่เฉียบพลันแบบไม่รุนแรง เป็นจำนวน 20 คน และกลุ่มที่สองที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเข้ากับ DRESS 20 คน และเปรียบเทียบอาการทางคลินิกและผลเลือดในวันที่แพ้ยาครั้งแรก ของทั้งสองกลุ่ม โดยใช้การวิเคราะห์ Correlation ,ROC curve, Youden’s index และใช้สมการ logistic regression ได้สร้างสูตรทางสถิติเพื่อพยากรณ์การเกิด DRESS ผลการวิจัย: พบว่า พื้นที่ผิวหนังที่เป็นผื่น, ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มใช้ยาจนถึงเกิดอาการแพ้ และระดับวิตามิน บี12 ในเลือด มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่ม MPE และ DRESS ในวันที่ 1 (ค่า p = 0.032, 0.011 และ 0.046 ตามลำดับ) สำหรับระดับวิตามิน บี12 ที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 200 pg/ml จะมีความเสี่ยงเป็นโรค DRESS เพิ่มขึ้น 2.2 เท่า โดยมีอัตราความน่าจะเป็นเชิงบวก (positive likelihood ratio) ที่ 8.6 และความจำเพาะ (specificity) 95% ที่ระดับวิตามิน บี12 เท่ากับ 1,136 pg/ml นอกจากนี้ เมื่อรวมทั้งสามปัจจัย ได้แก่ ระดับวิตามิน บี12, ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มใช้ยาจนถึงเกิดอาการแพ้ และพื้นที่ผิวหนังที่เป็นผื่น มีความแม่นยำในการวินิจฉัยสูง มีค่า ROC = 0.95 ในการแยกระหว่างภาวะผื่นแพ้ยาแบบไม่เฉียบพลันแบบไม่รุนแรงและภาวะ DRESS syndrome สรุป: ระดับวิตามิน บี12, ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มใช้ยาจนถึงเกิดอาการแพ้ในวันแรก และพื้นที่ผิวหนังที่เป็นผื่น …


การเปรียบเทียบผลการรักษาระหว่างยาไซโคลสปอรินกับเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองผิวหนังชนิดทีเซลล์ ซับคิวทาเนียสแพนนิคูไลติสไลค์ทีเซลล์, ฐิติรัตน์ ถิระโชติกุล Jan 2023

การเปรียบเทียบผลการรักษาระหว่างยาไซโคลสปอรินกับเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองผิวหนังชนิดทีเซลล์ ซับคิวทาเนียสแพนนิคูไลติสไลค์ทีเซลล์, ฐิติรัตน์ ถิระโชติกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองผิวหนังชนิดทีเซลล์ซับคิวทาเนียสแพนนิคูไลติสไลค์ทีเซลล์ (SPTCL) เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดทีเซลล์ที่พบได้น้อย ผู้ป่วยมักมาด้วยอาการทางระบบผิวหนัง เช่น คลำก้อนได้ที่ผิวหนัง และพบว่ามีความสัมพันธ์กับภาวะฮีโมฟาโกไซติก ลิมโฟฮีสติโอไซโตซิส(hemophagocytic lymphohystiocytosis, HLH) การรักษามีทั้งการใช้เคมีบำบัด หรือยากดภูมิคุ้มกัน แต่ยังไม่คำแนะนำมาตรฐานในการรักษา และการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการรักษาทั้งสองแบบ จึงเป็นที่มาของงานวิจัยฉบับนี้ โดยวัตถุประสงค์ของงานวิจัย คือ การเปรียบผลการรักษาระหว่างยาไซโคลสปอรินกับเคมีบำบัดในการรักษาโรคให้เข้าสู่ภาวะสงบ และวัตถุประสงค์รอง ได้แก่ อัตราการรอดชีวิต และ อัตราระยะเวลาที่โรคสงบที่ 5 ปี ศึกษารวบรวมข้อมูลของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัย SPTCL ที่ลงทะเบียนในสมาคมต่อมน้ำเหลืองแห่งประเทศไทย และผู้ป่วยในรพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2550-2566 จากการรวบรวมผู้ป่วยจำนวนทั้งสิ้น 93 ราย แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการรักษาโดยยาไซโคลสปอริน หรือไซโคลสปอรินร่วมกับยากลุ่มคอติโคเสตียรอยด์ 45 ราย และกลุ่มที่ได้รับการรักษาโดยยาเคมีบำบัด จำนวน 48 ราย พบว่มีผู้ป่วยที่มีอาการแสดงที่ผิวหนังอย่างเดียว ในกลุ่มยาไซโคลสปอรินมากกว่าในกลุ่มเคมีบำบัด (63.8% เทียบกับ 36.2%, p=0.003) ในขณะที่ผู้ป่วยที่มีตับและ/หรือม้ามโตพบได้บ่อยในกลุ่มเคมีบำบัด (56.2% เทียบกับ 24.5%; p =0.002) พบอุบัติการณ์การเกิดภาวะฮีโมฟาโกไซติกซินโดรมร้อยละ 25, ตรวจพบการกลายพันธุ์ของยีนเอชเอวีซีอาร์ทู( Germline HAVCR2) ทั้งสิ้น 26/33 (78.8%) อัตราการเข้าสู่ระยะสงบของโรคหลังจากการตอบสนองครั้งแรกในกลุ่มยาไซโคลสปอรินสูงกว่าในกลุ่มเคมีบำบัด (87% เทียบกับ 58.3%, p=0.002) ที่ระยะเวลาติดตามผู้ป่วยเฉลี่ยที่ 87.8เดือน (0-185) ระยะอัตราการรอดชีวิต 5 ปี (กลุ่มยาไซโคลสปอริน 98% และ กลุ่มเคมีบำบัด กลุ่มเคมีบำบัด 87%, p=0.19) และอัตราระยะเวาลาที่โรคสงบที่ 5 ปี (กลุ่มยาไซโคลสปอริน72.4% และกลุ่มเคมีบำบัด 69.2%, p=0.19) สูงกว่าในกลุ่มยาไซโคลสปอรินเมื่อเทียบกับกลุ่มเคมีบำบัดแต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ จากการศึกษานี้ยาไซโคลสปอรินมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคSPTCL เข้าสู่ระยะสงบมากกว่ากลุ่มเคมีบำบัด การใช้ ยาไซโคลสปอริน หรือไซโคลสปอรินร่วมกับยากลุ่มคอติโคเสตียรอยด์ เป็นวิธีการรักษาแรกเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยSPTCL โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการทางผิวหนังเพียงอย่างเดียว


ความรู้ ทัศนคติ ที่ส่งผลต่อการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยจากความร้อนในคนประจำเรือสินค้าไทย, ณัฐธาวินี หรดี Jan 2023

ความรู้ ทัศนคติ ที่ส่งผลต่อการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยจากความร้อนในคนประจำเรือสินค้าไทย, ณัฐธาวินี หรดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความรู้ ทัศนคติและการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยจากความร้อนในคนประจำเรือสินค้าและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยจากความร้อนในคนประจำเรือสินค้า วิธีการศึกษา การศึกษาเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง ณ จุดใดเวลาหนึ่ง ในคนประจำเรือไทยที่ทำงานในบริษัทเดินเรือสินค้าในกรุงเทพมหานคร จำนวน 246 คน โดยส่งแบบสอบถามออนไลน์ชนิดตอบด้วยตนเองไปยังอีเมลล์ของคนประจำเรือไทย ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลปัจจัยด้านบุคคล ปัจจัยด้านงาน ด้านความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติที่เกี่ยวกับการเจ็บป่วยจากความร้อนในการทำงานบนเรือ ผลการศึกษา ความรู้และทัศนคติส่งผลต่อการปฏิบัติฯ โดยทัศนคติและความรู้ที่ดีจะมีการปฏิบัติฯที่ดี อย่างไรก็ตาม ทัศนคติมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการปฏิบัติฯ มากกว่าความรู้ และพบว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างมีความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติฯ อยู่ในระดับน้อยถึงปานกลาง โดยปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับการปฏิบัติฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ระดับการศึกษา กลุ่มตำแหน่งหน้าที่ ประเภทเรือ ลักษณะเวลาการทำงาน และ การทำงานที่ต้องสัมผัสกับแหล่งกำเนิดความร้อนอื่น และยังพบว่า ระยะเวลาการทำงานที่ต้องสัมผัสแหล่งกำเนิดความร้อนอื่นที่มากขึ้น สัมพันธ์กับคะแนนการปฏิบัติฯที่ลดลง สรุป ดังนั้นจึงควรมีการพัฒนา ให้ความรู้ เสริมสร้างทัศนคติ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติฯที่ถูกต้อง และควรมีมาตรการในการป้องกันการเจ็บป่วยจากความร้อนในคนประจำเรือสินค้าไทยในสภาวะอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น


ประสิทธิผลในการป้องกันโรคเบาหวานโดยการใช้แอปพลิเคชันบนมือถือในผู้ป่วยภาวะก่อนเบาหวานเทียบกับการดูแลมาตรฐาน, ณัฐพล วงษ์หาแก้ว Jan 2023

ประสิทธิผลในการป้องกันโรคเบาหวานโดยการใช้แอปพลิเคชันบนมือถือในผู้ป่วยภาวะก่อนเบาหวานเทียบกับการดูแลมาตรฐาน, ณัฐพล วงษ์หาแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: ภาวะก่อนเบาหวานเป็นภาวะที่พบในผู้ที่ระดับน้ำตาลในเลือดยังไม่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยโรคเบาหวานแต่มีความผิดปกติในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตแล้ว และเป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่งในการเกิดโรคเบาหวานและโรคหลอดเลือดหัวใจ วัตถุประวงค์สงค์งค์ข: ศึกษาประสิทธิผลของการใช้แอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือในผู้ที่มีภาวะก่อนเบาหวานต่อระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร ค่าเมตาบอลิกพารามิเตอร์ต่างๆ รวมทั้งการเปลี่ยนจากภาวะก่อนเบาหวานกลับสู่ภาวะน้ำตาลปกติ วิธีการศึกษา: ทำการศึกษาแบบสุ่มแบบมีกลุ่มควบคุมระยะเวลา 6 เดือน รวบรวมเจ้าหน้าที่บุคลากรภายใน รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, สภากาชาดไทย และ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย รพ.จุฬาลงกรณ์และสภากาชาดไทยที่มีภาวะก่อนเบาหวานอายุ 18-60 ปี แบ่งเป็น 2 กลุ่มแบบสุ่มระหว่างอยู่ในกลุ่มที่ใช้แอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือหรือและกลุ่ม ที่ได้รับการดูแลมาตรฐาน โดยประเมินstandard care ผลลัพธ์หลักคือ การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร fasting plasma glucose (FPG) ที่ 6 เดือน ผลลัพธ์รองคือการเปลี่ยนแปลงของค่าสัดส่วนของร่างกายต่างๆ ค่าเมตาบอลิกพารามิเตอร์ต่างๆ คุณภาพชีวิต และความรู้ในการจัดการสุขภาพของตนเอง การศึกษานี้ทำการลงทะเบียนใน TCTR20230921001 ผลการวิจัย: รวบรวมผู้ที่มีภาวะก่อนเบาหวานได้ทั้งหมด 131 คน แบ่งเป็นกลุ่มแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ 64 คนและกลุ่ม ที่ได้รับการดูแลมาตรฐาน standard care 67 คน อายุเฉลี่ยของผู้เข้าวิจัยคือ 45.9 ± 9.49 ปี ค่า body weightน้ำหนัก ตั้งต้นของกลุ่มแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลมาตรฐาน standard care คือ 69.3 ± 11.3 และ 75.4 ± 15.9 กิโลกรัม ตามลำดับ ผลการศึกษาพบว่าที่ 6 เดือน กลุ่มที่ใช้แอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือลดน้ำหนัก, เส้นรอบเอว, สัดส่วนไขมันในร่างกาย และ ระดับระดับฮีโมโกลบินเอวันซี มากกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลมาตรฐาน มีค่า bodyweight, waist circumference, % body fat, และ HbA1c ลดลงมากกว่ากลุ่ม standard care อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ไม่พบความแตกต่างของ ระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหาร …


การเปรียบเทียบระหว่างการเดินมาตรฐาน 6 นาทีบนพื้นราบ กับการเดินบนแผ่นเดินไฟฟ้าในการประเมินสมรรถภาพร่างกายสำหรับผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, ณุวรา ภรณวลัย Jan 2023

การเปรียบเทียบระหว่างการเดินมาตรฐาน 6 นาทีบนพื้นราบ กับการเดินบนแผ่นเดินไฟฟ้าในการประเมินสมรรถภาพร่างกายสำหรับผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, ณุวรา ภรณวลัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความสำคัญและที่มา: การเดิน 6 นาทีเป็นการประเมินสมรรถภาพมาตรฐานในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง มาตรฐานของการทดสอบนี้ ผู้ป่วยจะต้องเดินไปกลับบนพื้นราบที่มีระยะทางอย่างน้อย 30 เมตร ซึ่งเป็นข้อจำกัดในสถานพยาบาลที่มีพื้นที่จำกัด วัตถุประสงค์ของการวิจัย: เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระยะทางที่ได้จากการเดิน 6 นาที โดยวิธีเดินมาตรฐานบนพื้นราบกับการเดินบนแผ่นเดินไฟฟ้า วิธีดำเนินการวิจัย: ศึกษาผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีอายุมากกว่า 40 ปี โดยให้ผู้เข้าร่วมการศึกษาทำการทดสอบ 2 ครั้ง ห่างกัน 2-4 สัปดาห์ โดยครั้งแรกให้ทำการทดสอบการเดินบนพื้นราบ 6 นาทีก่อน หลังจากนั้นจึงให้เดินบนแผ่นเดินไฟฟ้า 6 นาที แล้วจึงทำการทดสอบในลักษณะเดียวกันในครั้งที่ 2 แต่สลับให้เดินทดสอบบนแผ่นเดินไฟฟ้าก่อน มีการเก็บรวบรวมและวัดผลลัพธ์ของการศึกษา ได้แก่ ระยะทางที่เดินได้ในระยะเวลา 6 นาที ระดับสัญญาณชีพและคะแนนความเหนื่อย (modified Borg scale) ที่เปลี่ยนแปลงไปก่อนและหลังการทดสอบ ผลของงานวิจัย: มีผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเข้าร่วมทั้งหมด 30 คน เป็นเพศชาย 28 คน (93%) อายุเฉลี่ย 69.17±5.04 ปี ส่วนมากมีระดับความรุนแรงของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเป็น GOLD A (50%) ผลการทดสอบระยะทางที่ได้จากการเดินมาตรฐาน 6 นาทีบนพื้นราบ มีค่าสูงกว่าการเดินบนแผ่นเดินไฟฟ้าอย่างมีนัยยะสำคัญ (466.5 ± 76.6 และ 302.3 ± 85.0 เมตร ตามลำดับ, p


A Study Of The Characteristics And Associative Factors In Alterations Of Plantar Pressure In Parkinson’S Patients With Freezing Of Gait, Thanawan Tiraweerakhajorn Jan 2023

A Study Of The Characteristics And Associative Factors In Alterations Of Plantar Pressure In Parkinson’S Patients With Freezing Of Gait, Thanawan Tiraweerakhajorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Freezing of gait (FOG) poses a significant challenge in advanced Parkinson’s Disease (PD), manifesting as abrupt interruptions in forward movement within the gait cycle. Plantar pressure, notably heel strike dynamics, has emerged as a pivotal parameter associated with FOG. Materials and Methods: A retrospective analysis was conducted on clinical data and Strideway® System records from PD patients diagnosed with FOG via gold standard objective gait. Demographics, clinical assessments, plantar pressure metrics, and spatiotemporal gait parameters were collected. Results: 100 PD patients with FOG were included. Plantar pressure during the heel strike phase exhibited reductions in stages 2-3, with an …


ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมในรังสีแพทย์ ประเทศไทย, ธนชาต ฟักสอาด Jan 2023

ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมในรังสีแพทย์ ประเทศไทย, ธนชาต ฟักสอาด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมจัดเป็นกลุ่มอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับดวงตาและการมองเห็นซึ่งเกิดจากการใช้สายตามองหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานาน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมในรังสีแพทย์ของไทย เนื่องด้วยรังสีแพทย์เป็นแพทย์เฉพาะทางที่ถือว่ามีระยะเวลาการทำงานกับหน้าจอแสดงผลของคอมพิวเตอร์ที่ยาวนาน การศึกษานี้มีรูปแบบการวิจัยแบบภาคตัดขวาง ดำเนินการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามตอบด้วยตนเองรูปแบบออนไลน์และได้รับการตอบกลับรวมทั้งสิ้น 285 คน นำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างสองตัวแปรและวิเคราะห์การถดถอยแบบลอจิสติก ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความชุกของการเกิดคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมสูงถึง ร้อยละ 82.81 โดยมีอาการที่พบได้บ่อยที่สุดสามอันดับแรก คือ อาการแสบตา อาการตาแห้ง และอาการปวดตา ตามลำดับ และมีปัจจัยส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ รังสีแพทย์ที่มีอนุสาขา (aOR = 0.19, 95% CI: 0.06-0.60) และรังสีแพทย์ที่มีโรคประจำตัวทางตาอยู่เดิม (aOR = 4.97, 95% CI: 1.74-14.14) ส่วนปัจจัยด้านการทำงานที่มีความเกี่ยวข้อง ได้แก่ มีการพักสายตาระหว่างการทำงาน (aOR = 0.15, 95% CI: 0.05-0.46) และการใส่หน้ากากอนามัยระหว่างทำงาน (aOR = 0.20, 95% CI: 0.08-0.49) สรุปได้ว่ารังสีแพทย์ไทยนั้นมีความชุกของการเกิดคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมสูง การตระหนักและให้ความสำคัญกับการพักสายตาเป็นระยะระหว่างที่ทำงานน่าจะช่วยป้องกันและลดโอกาสเกิดกลุ่มอาการนี้ได้


Prevalence Of Obstructive Sleep Apnea And Accuracy Of Home Sleep Apnea Test (Type 3) For Obstructive Sleep Apnea Diagnosis In Difficult To Treat Asthma, Tidarat Somruesaen Jan 2023

Prevalence Of Obstructive Sleep Apnea And Accuracy Of Home Sleep Apnea Test (Type 3) For Obstructive Sleep Apnea Diagnosis In Difficult To Treat Asthma, Tidarat Somruesaen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

BACKGROUND Prevalence of obstructive sleep apnea (OSA) was previously reported to be higher in asthma particularly in severe and difficult-to-treat subgroups, about 74.5% However, there is currently no available data from Thailand to define the accuracy of type 3 home sleep apnea test for the OSA diagnostic in difficult to treat asthma. OBJECTIVES: The primary objective is to study the prevalence of OSA in patients with difficult-to-treat asthma. The secondary objective is to assess the accuracy of type 3 home sleep apnea test (HSAT) for OSA diagnosis compared to standard type 1 polysomnography in patients with difficult-to-treat asthma. METHODS: Patients …


ความชุกของรอยโรคหลอดเลือดสมองขนาดเล็กในผู้ป่วยภาวะปริชานบกพร่องเล็กน้อย และโรคอัลไซเมอร์ไม่รุนแรงที่คลินิกความจำ, ธัชมัย สมิตะสิริ Jan 2023

ความชุกของรอยโรคหลอดเลือดสมองขนาดเล็กในผู้ป่วยภาวะปริชานบกพร่องเล็กน้อย และโรคอัลไซเมอร์ไม่รุนแรงที่คลินิกความจำ, ธัชมัย สมิตะสิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทนำ: โรคอัลไซเมอร์เป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบันเนื่องจากส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวัน การรักษาด้วยยาแอนติบอดีชนิดเดี่ยวที่ยับยั้งอะไมลอยด์เริ่มมีบทบาทในผู้ป่วยระยะปริชานบกพร่องเล็กน้อยและภาวะสมองเสื่อมไม่รุนแรง โดยมีข้อห้ามของการให้ยาคือรอยโรคหลอดเลือดสมองขนาดเล็ก ได้แก่ รอยเลือดออกในสมองขนาดเล็กและรอยโรคเนื้อขาวของสมอง เป็นต้น และในประเทศไทยยังไม่มีการศึกษาความชุกของรอยโรคหลอดเลือดสมองขนาดเล็กในกลุ่มผู้ป่วยระยะนี้อย่างเจาะจง ผลการศึกษานี้คาดว่าจะเป็นข้อมูลที่มีบทบาทในการพิจารณาความคุ้มค่าของการบำบัดด้วยยาแอนติบอดีชนิดเดี่ยวที่ยับยั้งอะไมลอยด์ ซึ่งคาดว่าจะเป็นทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ในประเทศไทย วิธีการวิจัย: การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบตัดขวางในคลินิกความจำ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคอัลไซเมอร์ตามเกณฑ์ทางคลินิก ที่อยู่ในระยะปริชานบกพร่องเล็กน้อยและสมองเสื่อมไม่รุนแรงที่มีอาการด้านความจำเด่นจะเข้ารับการทำแบบทดสอบเชิงปริชานและทำภาพฉายสมองด้วยคลื่นสั่นพ้องแม่เหล็ก โดยผู้ที่มีโรคทางกายรุนแรงและทำภาพฉายสมองได้ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์จะถูกนำออกจากการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่เข้าเกณฑ์จะได้รับการประเมินรอยโรคสมองขาดเลือดขนาดเล็กและการฝ่อของสมองโดยประเมินด้วยตา ข้อมูลลักษณะพื้นฐานและคะแนนแบบทดสอบเชิงปริชานได้จากเวชระเบียน มีการประเมินความรุนแรงของโรคหลอดเลือดสมองขนาดเล็กโดยรวมร่วมกับวิเคราะห์สหสัมพันธ์ต่อคะแนนแบบทดสอบเชิงปริชาน ผลการศึกษา: มีผู้ป่วยจำนวน 102 รายในการศึกษา ประกอบด้วยระยะปริชานบกพร่องเล็กน้อย 73.5 เปอร์เซ็นต์ และระยะสมองเสื่อมไม่รุนแรง 26.5 เปอร์เซ็นต์ อายุเฉลี่ยที่การวินิจฉัยคือ 75.0 ± 8.0 ปี ครึ่งหนึ่งของตัวอย่างทั้งหมดพบรอยเลือดออกขนาดเล็กของสมอง โดยมีเพียง 17.6 เปอร์เซ็นต์ที่มีรอยโรค 4 ตำแหน่งขึ้นไป และเมื่อรวมกับกลุ่มที่มีคะแนน Fazekas มากกว่า 3 คะแนนหรือมีรอยเลือดออกขนาดเล็กของสมอง 4 ตำแหน่งขึ้นไปพบว่ามีทั้งสิ้น 20 ราย หรือ 19.6 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดไม่พบรอยเลือดออกบนผิวสมองหรือรอยโรคสมองขาดเลือดที่สัมพันธ์กับหลอดเลือดขนาดใหญ่ นอกจากนี้ กลุ่มที่ไม่พบรอยเลือดออกขนาดเล็กของสมองมีคะแนน TMSE สูงกว่า (25.4 เทียบกับ 23.5; p = 0.009) และกลุ่มที่มีคะแนน MTA น้อย จะมีคะแนน TMSE และ MoCA ที่สูงกว่า (26.4 เทียบกับ 22.7; p < 0.001 และ 22.1 เทียบกับ 19.2; p = 0.001 ตามลำดับ) ในการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ มีความสัมพันธ์เชิงลบอย่างอ่อนระหว่างคะแนน SVD ทั้งสองแบบต่อคะแนน TMSE (r = -0.371 และ -0.384 ตามลำดับ; p < 0.001) และมีความสัมพันธ์เชิงลบปานกลางระหว่างคะแนน MTA ต่อคะแนน TMSE & MoCA (r = -0.631 และ -0.443 ตามลำดับ; p < 0.001) สรุป: กลุ่มผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ระยะปริชานบกพร่องเล็กน้อยและสมองเสื่อมไม่รุนแรงเพียง 19.6 เปอร์เซ็นต์ ที่มีรอยโรคจากภาพฉายสมองอยู่ในเกณฑ์ที่เป็นข้อห้ามในการรักษาด้วยยายับยั้งอะไมลอยด์แบบแอนติบอดีชนิดเดี่ยว ซึ่งผลลัพธ์นี้มีประโยชน์ในการพิจารณาบทบาทของการรักษาโรคอัลไซเมอร์ของประเทศไทยในอนาคต


ประสิทธิภาพการลดสารพิษที่จับกับโปรตีนของยาเซเวลาเมอร์ในผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดและมีระดับฟอสเฟตในเลือดสูง: งานวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่ม - การรายงานผลเบื้องต้น, นภัส ศรีฟ้า Jan 2023

ประสิทธิภาพการลดสารพิษที่จับกับโปรตีนของยาเซเวลาเมอร์ในผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดและมีระดับฟอสเฟตในเลือดสูง: งานวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่ม - การรายงานผลเบื้องต้น, นภัส ศรีฟ้า

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาและความสำคัญ: P-cresol (pCS) เป็นสารพิษยูรีเมียที่จับกับโปรตีนที่สัมพันธ์กับอัตราเสียชีวิตและโรคหัวใจในผู้ป่วยฟอกเลือด เทคนิคการฟอกเลือดในปัจจุบันไม่สามารถกำจัดสารเหล่านี้ได้ ข้อมูลในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นการลดการสร้าง การลดการดูดซึมด้วยยาบางชนิด และรักษาการทำงานของไตที่เหลืออยู่ให้นานที่สุด ยาเซเวลาเมอร์เป็นสารเรซินที่ใช้จับฟอสเฟตในทางเดินอาหารและยังมีฤทธิ์จับสารพิษเหล่านี้ได้ อย่างไรก็ตามการศึกษาฤทธิ์การดูดซับสารพิษเหล่านี้ยังมีจำกัดในผู้ป่วยฟอกเลือด วัตถุประสงค์: การศึกษา open-label multicenter randomized controlled trial เพื่อศึกษาผลของ ยาเซเวลาเมอร์ต่อการลดสารพิษยูรีเมีย pCS เมื่อเทียบกับยาแคลเซียมคาร์บอเนต ในผู้ป่วยฟอกเลือดที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง วิธีการและเครื่องมือ: ผู้ป่วยฟอกเลือดที่มีระดับฟอสเฟตในเลือดสูงจะถูกสุ่มให้รับยาเซเวลาเมอร์หรือแคลเซียมคาร์บอเนตเป็นเวลา 24 สัปดาห์ โดยปรับขนาดยาตามระดับฟอสเฟตในเลือดตามแนวทางเดียวกันของการศึกษานี้เพื่อให้ระดับฟอสเฟตอยู่ในช่วง 3.5-5.5 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ตัวอย่างเลือดเก็บในการศึกษาสัปดาห์ที่ 4, 8, 16 และ 24 หลังเริ่มยา ค่าความต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของ pCS ของทั้งสองกลุ่มถูกวิเคราะห์โดยใช้ linear mixed model รวมถึงการวิเคราะห์ในกลุ่มย่อยที่แบ่งโดยการทำงานของไตที่เหลืออยู่ ขนาดยาของยาจับฟอสเฟต ความถี่การฟอกเลือด ระดับการควบคุมฟอสเฟตเฉลี่ยในเลือด และปริมาณโปรตีนที่ได้รับ ผลการศึกษา: การศึกษามีผู้ป่วยทั้งสิ้น 73 ราย มีผู้ออกจากการศึกษา 3 ราย เหลือผู้ป่วยในกลุ่มยาเซเวลาเมอร์และแคลเซียมกลุ่มละ 35 ราย โดยวิเคราะห์ข้อมูลแบบ per-protocol พบว่า มีอายุเฉลี่ย 55.1 ± 15.1 ปี ผู้ที่ยังมีการทำงานของไตเหลืออยู่อย่างน้อย 100 มิลลิลิตรต่อวันคิดเป็นร้อยละ 44.3 การวิเคราะห์เบื้องต้นที่ 16 สัปดาห์พบว่าระดับฟอสเฟตลดลงใกล้เคียงกันทั้งสองกลุ่ม การเปลี่ยนแปลงของ pCS ไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญและไม่แตกต่างกันระหว่างกลุ่ม แต่พบแนวโน้มการลดลงของ pCS ในกลุ่มที่ได้รับยาเซเวลาเมอร์ในกลุ่มย่อยที่มีการทำงานของไตเหลืออยู่น้อยกว่า 100 มิลลิลิตรต่อวัน (geometric mean ratio 0.64[95%CI: 0.44, 0.91]) และกลุ่มย่อยที่ได้รับยาจับฟอสเฟตขนาดสูง (geometric mean ratio 0.64 [95%CI: 0.47, 0.88]) อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับแคลเซียมยังไม่พบความแตกต่างกัน (p=0.10 และ p=0.47, ตามลำดับ) สรุปผลการศึกษา: …


การตอบสนองของแอนติบอดีหลังวัคซีนโควิด-19 ชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอ เข็มกระตุ้น ในผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ระดับเม็ดเลือดขาวชนิด Cd4 มากกว่า 200 เซลล์/มม.3 และ น้อยว่าหรือเท่ากับ200 เซลล์/มม.3, นภนต์ หิรัญบูรณะ Jan 2023

การตอบสนองของแอนติบอดีหลังวัคซีนโควิด-19 ชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอ เข็มกระตุ้น ในผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ระดับเม็ดเลือดขาวชนิด Cd4 มากกว่า 200 เซลล์/มม.3 และ น้อยว่าหรือเท่ากับ200 เซลล์/มม.3, นภนต์ หิรัญบูรณะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาของการศึกษา: ในยุคหลังการระบาดใหญ่ ที่คนส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกันทั้งจากการติดเชื้อตามธรรมชาติ และ การฉีดวัคซีน แม้ว่าจะมีการยืนยันถึงการป้องกันการดำเนินโรครุนแรงจากเชื้อโควิด-19 และ สามารถป้องกัน เชื้อข้ามสายพันธุ์ที่เป็นกังวลได้แล้วก็ตาม ความสำคัญของการกระตุ้นด้วยวัคซีน mRNA ยังคงถูกด้อยค่าไป ทางผู้วิจัยศึกษาภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการกระตุ้นวัคซีนโควิด-19 ชนิด mRNA ในกลุ่มบุคคลที่ติดเชื้อ HIV โดยเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่มีระดับเซลล์ CD4 T >200 เซลล์/มม.³ และ ≤200 เซลล์/มม.³ วิธีการทำการศึกษา: การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบ prospective cohort จัดทำขึ้นที่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และ ศูนย์ประสานความร่วมมือระหว่างไทย ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ เพื่อการศึกษาวิจัยทางคลินิกด้านโรคเอดส์ (HIV-NAT) ระหว่างเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2566 ถึงมีนาคม พ.ศ.2567 โดย ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV (PLWH) ที่เข้าร่วมการศึกษา อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสต่อเนื่อง และ มีการฉีดวัคซีน COVID-19 อย่างน้อย 2 โดส ข้อห้ามในการเข้าร่วมคือความล้มเหลวของการควบคุมไวรัส การใช้ยากดภูมิคุ้มกันหรือ monoclonal antibody ก่อนหน้านี้ การฉีดวัคซีนหรือการติดเชื้อ SARS-CoV-2 ในช่วง 3 เดือน โดยทางทีมวิจัยประเมิน ผลลัพธ์ของการทดสอบแอนติบอดีต่อต้าน RBD (anti-RBD IgG) และ การตรวจภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ surrogate virus neutralization test (sVNT) ต่อสายพันธุ์โควิด ดั้งเดิม, โอไมครอน ที่กำลังมีการระบาดในช่วงเวลานั้น โดยวัดผลที่ก่อนฉีด และ 4 สัปดาห์หลังฉีดกระตุ้นด้วยวัคซีน mRNA ชนิด bivalent original/ Omicron BA.4-5 (mRNA-1273.222, BNT16b2) โดยมีเป้าหมายการวัดผลลัพธ์หลัก คือ ค่า geometric mean …


ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบหัวใจและหลอดเลือดหลังการปลูกถ่ายไต, ปีใหม่ อมรกาญจนวัฒน์ Jan 2023

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบหัวใจและหลอดเลือดหลังการปลูกถ่ายไต, ปีใหม่ อมรกาญจนวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตยังมีอัตราการเสียชีวิตที่สูงเมื่อเทียบกับประชากรทั่วไปที่ไม่มีโรคไต ซึ่งสาเหตุหลักของการเสียชีวิตคือการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือด อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่ทราบถึงปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือดหลังการปลูกถ่ายไต การศึกษานี้จึงต้องการศึกษาหาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือดหลังการปลูกถ่ายไต วัตถุประสงค์งานวิจัย: เพื่อศึกษาหาปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือดหลังการปลูกถ่ายไต กระบวนการและระเบียบวิธีวิจัย: การศึกษาแบบย้อนหลังแบบ Retrospective cohort study ในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 18 ปี และได้รับการปลูกถ่ายไตที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในช่วงปี พ.ศ.2553 – 2565 โดยรวบรวมข้อมูลพื้นฐาน การตรวจทางห้องปฏิบัติการ การรักษา และผลลัพธ์ของการปลูกถ่ายไต เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยเสี่ยงทางคลินิกและผลลัพธ์ของการปลูกถ่ายไตระหว่างผู้ที่มีหรือไม่มีภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือด (โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด, ได้รับการทำหัตถการเกี่ยวกับเส้นเลือดหัวใจ, ภาวะหัวใจวาย, โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน, โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน, การเสียชีวิตจากโรคหัวใจ) โดยใช้สถิติการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกแบบ competing risk เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับภาวะดังกล่าว ผลการศึกษา: มีผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายที่เข้าเกณฑ์การวิจัยทั้งหมด 553 ราย มีอายุเฉลี่ย 44.1±11.9 ปี, ค่ามัธยาฐานระยะเวลาการติดตามหลังการปลูกถ่ายไตเท่ากับ 6.15 ปี (พิสัย 3.7-9.0 ปี), ค่ามัธยฐานในการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือดเท่ากับ 3.34 ปี (พิสัย 1.1-6.1 ปี), อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือดเท่ากับ 16.2 (12.43–21.10) ต่อประชากร 1,000 คนต่อปี ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือดหลังการปลูกถ่ายไต ได้แก่ อายุของผู้รับบริจาคไต (subdistribution hazard ration[SHR], 1.05; 95%confidence interval[95%CI], 1.02-1.08), โรคเบาหวานก่อนปลูกถ่ายไต (SHR, 6.08;95%CI, 2.87-12.9), การเกิดโรคเบาหวานหลังการปลูกถ่ายไต (SHR, 2.7;95%CI, 1.06-6.84), ภาวะปฏิเสธไตปลูกถ่ายชนิด T-cell mediated rejection(TCR) (SHR, 3.0;95%CI, 1.22-7.37), ภาวะปฏิเสธไตชนิด antibody-mediated rejection(ABMR) (SHR, 3.38;95%CI, 1.13-10.09), ระดับของแคลเซียมหลังการปลูกถ่ายไต (SHR, 0.59;95%CI, 0.37-0.94), และอัตราการทำงานของไต (SHR, 0.98;95%CI, 0.97-0.99) สรุปผลการศึกษา: …


ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุมโรคของบุคลากรด้านสาธารณสุขในสังกัดกองทัพอากาศ, ปรมัตถ์ กัลยาวุฒิพงศ์ Jan 2023

ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุมโรคของบุคลากรด้านสาธารณสุขในสังกัดกองทัพอากาศ, ปรมัตถ์ กัลยาวุฒิพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยให้บุคลากรมีสุขภาพที่ดี โดยบุคลากรด้านสาธารณสุขเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยผลักดันและสนับสนุนเรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพภายในองค์กร การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบพรรณนาภาคตัดขวางเพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุมโรคของบุคลากรด้านสาธารณสุขสังกัดกองทัพอากาศจำนวน 14 หน่วยงาน ซึ่งมีหน้าที่ในการดูแลสุขภาพของบุคลากรในกองทัพอากาศเป็นหลัก ได้แก่ กองเวชศาสตร์ป้องกัน สถาบันเวชศาสตร์การบิน โรงพยาบาลกองบินและ หน่วยงานสร้างเสริมสุขภาพในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันโรคในบุคลากรสาธารณสุข ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ประกอบด้วย 20 คำถาม 5 ทักษะ แจกให้กับบุคลากรด้านสาธารณสุขทุกคนในหน่วยงานที่กำหนด ได้รับการตอบกลับ 235 ตัวอย่าง คิดเป็นอัตราตอบกลับร้อยละ 60.41 ผลการศึกษาพบว่าคะแนนความรอบรู้ ฯ เฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างอยู่ที่ร้อยละ 74.46 ซึ่งอยู่ในระดับมีปัญหา โดยทักษะที่มีปัญหามากที่สุดคือทักษะการนำไปใช้ และพบว่ากลุ่มที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพฯสูง ได้แก่ ช่วงอายุ 19-30 ปี จบการศึกษาระดับสูง มีการการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และอาชีพเภสัชกร โดยสรุปบุคลากรด้านสาธารณสุขในกองทัพอากาศบางส่วนอาจมีแนวทางในการจัดการตนเองที่ดียังไม่มากพอ ดังนั้นแต่ละหน่วยงานควรมีกิจกรรมเพื่อให้บุคลากรสามารถจัดการตนเองในเรื่องสุขภาพได้ดียิ่งขึ้น เช่น จัดกิจกรรมให้บุคลากรมาแลกเปลี่ยนวิธีดูแลสุขภาพของตนกับผู้อื่น เพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจและนำไปสู่การประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับตนต่อ


ความสัมพันธ์ของพฤติกรรมสุขภาพอนามัยและผลลัพธ์ในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง, พัชริดา กลิ่นพยอม Jan 2023

ความสัมพันธ์ของพฤติกรรมสุขภาพอนามัยและผลลัพธ์ในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง, พัชริดา กลิ่นพยอม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์งานวิจัย: ศึกษาความสัมพันธ์ของ พฤติกรรมสุขภาพอนามัยส่วนบุคคลโดยการประเมินจากแบบสอบถามกับภาวะ peritonitis ที่มาของงานวิจัย: การติดเชื้อเยื่อบุช่องท้อง (peritonitis) ถือว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนของการฟอกไตทางช่องท้องและส่งผลทำให้มีการเปลี่ยนการฟอกไตไปเป็นการฟอกไตทางเส้นเลือด (Hemodialysis transfer; HD transfer) การศึกษานี้จึงมีจุดประสงค์หลักเพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมสุขภาพอนามัยส่วนบุคคลและผลลัพธ์ของผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง วิธีการศึกษา: พฤติกรรมส่วนบุคคลถูกประเมินจากสถานพยาบาล 22 แห่งในประเทศไทยจาก Thailand and Practice Patterns Study (PDOPPS) ระหว่างปี พ.ศ.2559 ถึง ปี พ.ศ.2564 การประเมินพฤติกรรมสุขภาพอนามัยถูกประเมินจากแบบสอบถามทั้งหมด 8 ข้อ โดยแบบคำตอบคือ ใช่ และ ไม่ใช่ ซึ่งการแปลผลคะแนนสุขภาพอนามัยระดับแย่คือคะแนนรวมมากกว่าหรือเท่ากับ 3 คะแนน โดยใช้ Cox proportional hazards model regression และ Poisson regression incidence rate ratio (IRR) ในการประเมินความสัมพันธ์ของพฤติกรรมสุขภาพอนามัยและผลลัพธ์ของการล้างไตทางช่องท้องอื่น ๆ เช่น peritonitis, ระยะเวลาเปลี่ยนไปเป็นทำ HD transfer(time to HD transfer), death ผลการศึกษา: จากผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องจากสถานพยาบาล 22 แห่งในประเทศไทยทั้งหมด 669 คนมีรายงานพฤติกรรมสุขภาพอนามัย มีรายงานการเกิดสุขภาพอนามัยระดับแย่ร้อยละ 6 ของในผู้ป่วยล้างไตทางท้องที่ตอบแบบสอบถามทั้งหมดซึ่งเป็นสัดส่วนที่มีจำนวนมากในผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยที่มีคนดูแล ผลลัพธ์คือแบบสอบถามสุขภาพอนามัยระดับแย่สัมพันธ์กับการเกิด peritonitisและระเวลาที่สั้นลงของการเปลี่ยนไปฟอกเลือด แต่ไม่สัมพันธ์กับการเสียชีวิต ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวได้มีการจัดการกับตัวแปรที่เกี่ยวข้องเช่น อายุ เพศ ระยะเวลาการล้างไตทางช่องท้อง โรคประจำตัว สถานที่วิจัย ระดับอัลบูมิน สรุปผลการศึกษา: พฤติกรรมสุขภาพอนามัยส่วนบุคคลมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงในการเกิด peritonitis, ระยะเวลาที่เปลี่ยนไปฟอกเลือด แต่ไม่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตแต่อย่างไรก็ตามควรมีการค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อประเมินประสิทธิภาพของแบบสอบถามในการวิจัยนี้


การศึกษาความชุกของการกลายพันธุ์ของยีนเอ็มซีโฟร์อาร์และพีโอเอ็มซีในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงชาวไทยที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักและผลลัพธ์หลังการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก, พริมพลอย กรีวิโรจน์ Jan 2023

การศึกษาความชุกของการกลายพันธุ์ของยีนเอ็มซีโฟร์อาร์และพีโอเอ็มซีในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงชาวไทยที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักและผลลัพธ์หลังการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก, พริมพลอย กรีวิโรจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: โรคอ้วนส่วนหนึ่งเกิดจากความผิดปกติของยีนที่เกี่ยวข้องกับระบบควบคุมน้ำหนักโดยตรงซึ่งทำให้เกิดโรคอ้วนรุนแรงตั้งแต่เด็ก การศึกษาในต่างประเทศพบความชุกของการกลายพันธ์ุของยีน MC4R บ่อยที่สุด รองมาคือยีน POMC ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาถึงความชุกของการกลายพันธุ์ของยีน MC4R และ POMC ในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงชาวไทยที่ได้รับการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก วิธีการศึกษา: ผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงชาวไทยอายุ 18-70 ปี ที่มีค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 30 กิโลกรัมต่อตารางเมตร และได้รับการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. 2554 ถึงเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. 2566 ได้รับการเจาะเก็บเลือดเพื่อตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีน MC4R และ POMC ด้วยวิธี Sanger sequencing และติดตามต่อเนื่องหลังการผ่าตัดที่ 3, 6, 12, 18, 24 เดือน และหลังจากนั้นทุก 1 ปี วัตถุประสงค์หลักของการศึกษาคือการหาความชุกของการกลายพันธุ์ของยีน MC4R และ POMC ในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงชาวไทยที่ได้รับการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก วัตถุประสงค์รองคือความแตกต่างของการลดลงของน้ำหนักตัวและการหายของโรคเบาหวานหลังการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักระหว่างผู้ที่มีการกลายพันธุ์ของยีนกับผู้ที่ไม่มีการกลายพันธุ์ของยีน การศึกษานี้ลงทะเบียนในงานวิจัยทางคลินิกของประเทศไทย หมายเลข TCTR20221109004 ผลการวิจัย: ผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงชาวไทยจำนวน 220 ราย ตรวจพบการกลายพันธุ์ของยีน MC4R ชนิดใหม่ในผู้ป่วย 3 ราย (ร้อยละ 1.4) โดยผู้ป่วย 1 รายพบการกลายพันธุ์ชนิดใหม่แบบ missense mutation คือ c.904T>C และผู้ป่วย 2 รายพบการกลายพันธุ์ชนิดใหม่แบบ frameshift mutation คือ c.597_599del CAT ผู้ป่วย 9 ราย (ร้อยละ 4.1) พบ Single-nucleotide polymorphisms (SNPs) ที่ยังไม่มีรายงานว่ามีความสำคัญทางคลินิก ผู้ป่วย 9 ราย (ร้อยละ 4.1) พบการกลายพันธุ์ของยีน POMC ที่ยังไม่มีรายงานว่ามีความสำคัญทางคลินิก …


การประเมินสเตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายในการทำนายการเกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะและการได้รับการรักษาจากเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติในผู้ที่ฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ, พีรพัฒน์ กวีวรญาณ Jan 2023

การประเมินสเตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายในการทำนายการเกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะและการได้รับการรักษาจากเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติในผู้ที่ฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ, พีรพัฒน์ กวีวรญาณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความสำคัญและวัตถุประสงค์ของการวิจัย: เครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติมีข้อบ่งชี้ในการรักษาภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะและป้องกันการเสียชีวิตฉับพลัน โดยข้อบ่งชี้ของการฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติเพื่อป้องการการเสียชีวิตฉับพลันแบบปฐมภูมิในปัจจุบันอาศัยพียงค่า Left ventricular ejection fraction (LVEF) ที่น้อยกว่า 35% ทั้งในคนไข้โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Ischemic cardiomyopathy) และกล้ามเนื้อหัวใจขยายตัวผิดปกติ (Dilated cardiomyopathy) แต่เนื่องจากการวัดค่า LVEF มีข้อจำกัดมากมาย ได้แก่ ความแปรปรวนระหว่างวิธีตรวจ ความแปรปรวนระหว่างผู้ตรวจ ความสามารถในการทำซ้ำ และยังขาดความไวในการตรวจวินิจฉัยความผิดปกติของระยะบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้าย (Left ventricular systolic dysfunction) เปรียบเทียบกับการตรวจเสตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายที่เหนือกว่า จึงเป็นที่มาของการศึกษาเสตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายเพื่อทำนายการเกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะในผู้ที่ฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ วิธีการดำเนินวิจัย: การศึกษานี้ได้รวบรวมข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2558 ถึง 31 สิงหาคม 2566 ของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Ischemic cardiomyopathy) และกล้ามเนื้อหัวใจขยายตัวผิดปกติ (Dilated cardiomyopathy) ทุกคนที่เข้ารับการฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์โดยรวบรวมทั้งข้อบ่งชี้ปฐมภูมิและทุติยภูมิ โดยรวบรวมผู้ที่มีภาพจากการตรวจหัวใจด้วยเครื่องสะท้อนเสียงความถี่สูงที่เหมาะสมสำหรับการนำมาวิเคราะห์เสตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้าย และต้องมีคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะตรวจดังกล่าวเป็นจังหวะไซนัส ผู้ที่ได้รับการตรวจหัวใจด้วยเครื่องสะท้อนเสียงความถี่สูงนานกว่า 6 เดือนนับจากวันที่ได้รับการฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ และ มีข้อมูลการติดตามหลังฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติน้อยกว่า 3 เดือนจะถูกคัดออกจากการศึกษา โดยอาศัยข้อมูลพื้นฐานจากเวชระเบียน และวิเคราะห์เสตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายโดยซอฟต์แวร์ TOMTEC ผลการศึกษาหลักได้แก่อัตราเสี่ยงในการเกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะโดยอาศัยเสตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้าย และ ผลการศึกษารองได้แก่อุบัติการณ์และลักษณะทางคลินิกของคนไข้ที่เกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะ ผลการศึกษา: ผู้ฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติในทั้งหมด 170 คน โดยได้รับการวินิจฉัยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Ischemic cardiomyopathy) 130 คน และ โรคกล้ามเนื้อหัวใจขยายตัวผิดปกติ (Dilated cardiomyopathy) 26 คน โดยถูกคัดออกทั้งสิ้น 95 คน (ไม่มีผลตรวจหัวใจด้วยเครื่องสะท้อนเสียงความถี่สูงภายใน 6 เดือนก่อนฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจ 53 คน, คลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะตรวจหัวใจด้วยเครื่องสะท้อนเสียงความถี่สูงเป็น Atrial fibrillation 10 คน, ภาพการตรวจหัวใจด้วยเครื่องสะท้อนเสียงความถี่สูงไม่เหมาะสมสำหรับการวิเคราะห์เสตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้าย 26 คน, และมีข้อมูลการติดตามหลังฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติน้อยกว่า 3 เดือน 6 คน) คงเหลือทั้งสิ้น 61 ราย …


การเปรียบเทียบผลการตรวจสไปโรเมตรีย์ระหว่างการใช้หน้ากากกับหลอดเป่าแบบกัดในอาสาสมัครปกติและผู้ป่วยที่มีปัญหากล้ามเนื้อใบหน้ารอบปากอ่อนแรง, ไพลิน บุญกะยะ Jan 2023

การเปรียบเทียบผลการตรวจสไปโรเมตรีย์ระหว่างการใช้หน้ากากกับหลอดเป่าแบบกัดในอาสาสมัครปกติและผู้ป่วยที่มีปัญหากล้ามเนื้อใบหน้ารอบปากอ่อนแรง, ไพลิน บุญกะยะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาของงานวิจัย : การตรวจสไปโรเมตรีย์เป็นการวัดปริมาตรอากาศที่เป่าผ่านเซนเซอร์ การตรวจสไปโรเมตรีย์ผ่านหลอดเป่ามักมีปัญหาลมรั่วรอบปาก โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีปัญหากล้ามเนื้อรอบปากอ่อนแรง การตรวจสไปโรเมตรีย์ผ่านหน้ากากจึงอาจเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถอมหลอดเป่าได้ ยังไม่มีการศึกษาที่แสดงความสอดคล้องของค่าที่ได้จากการตรวจสไปโรเมตรีย์ผ่านหน้ากาก และหลอดเป่าแบบกัดทั้งในคนปกติและผู้ป่วยที่มีปัญหากล้ามเนื้อรอบปากอ่อนแรง วัตถุประสงค์งานวิจัย : เพื่อศึกษาความสอดคล้องของค่า forced expiratory volume in 1 second (FEV1) และ forced vital capacity (FVC) ระหว่างการใช้หน้ากากเปรียบเทียบกับหลอดเป่าแบบกัดในการทดสอบสไปโรเมตรีย์ ในผู้ป่วยกล้ามเนื้อใบหน้ารอบปากอ่อนแรง วิธีการศึกษา : ทำการเปรียบเทียบผลการตรวจสไปโรเมตรีย์ที่วัดได้จากการเป่าผ่านหน้ากากและหลอดเป่าแบบกัด ในอาสาสมัครปกติและ ผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้อใบหน้ารอบปากอ่อนแรง โดยอาสาสมัครทั้งสองกลุ่มจะต้องทำการเป่าผ่านอุปกรณ์ทั้งคู่ และมีการสุ่มลำดับวิธีการทดสอบ ค่าที่วัดได้แก่ค่า FEV1, FVC, peak expiratory flow, maximum inspiratory pressure (MIP) และ maximum expiratory pressure (MEP) โดยวิเคราะห์ความสอดคล้องของค่าที่วัดได้จากการเป่าผ่านอุปกรณ์ทั้งคู่ โดยใช้สถิติ intraclass correlation coefficientcy (ICC)ความแตกต่างของค่าที่วัดได้ ระยะเวลาที่ใช้ทดสอบ และ ความพึงพอใจของผู้ทดสอบ ผลการศึกษา : ได้รวบรวมอาสาสมัครปกติจำนวน 32 ราย และอาสาสมัครผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้อรอบปากอ่อนแรงจำนวน 32 ราย การทดสอบสไปโรเมตรีย์ โดยผ่านหน้ากาก และหลอดเป่าแบบกัด พบว่ากลุ่มอาสาสมัครปกติพบความสอดคล้องในระดับสูงมากของค่า FEV1 (ICC=0.972), FVC (ICC=0.992), และ SVC (ICC=0.989) และในกลุ่มผู้ป่วยกล้ามเนื้อใบหน้ารอบปากอ่อนแรงพบความสอดคล้องระดับสูงมากของค่า FEV1 (ICC=0.917), FVC (ICC=0.970), SVC (ICC=0.955) และ MIP (ICC=0.913), พบค่าความแตกต่างของระยะเวลาการทดสอบ MIP และ MEP maneuver ระหว่างหน้ากากและหลอดเป่าแบบกัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และไม่พบความแตกต่างด้านความพึงพอใจของทั้งสองอุปกรณ์ (p- value=0.256) สรุปผลการศึกษา : ผลการตรวจสไปโรเมตรีย์ผ่านหน้ากากและหลอดเป่าแบบกัด มีความสอดคล้องกันของทั้งสองอุปกรณ์ในระดับสูงมาก ทั้งค่า FEV1 …


Prognostic Factors For Treatment Outcomes In Epilepsy Patients With Hippocampal Sclerosis In King Chulalongkorn Memorial Hospital, Pharanpong Taemeeyapradit Jan 2023

Prognostic Factors For Treatment Outcomes In Epilepsy Patients With Hippocampal Sclerosis In King Chulalongkorn Memorial Hospital, Pharanpong Taemeeyapradit

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Study aimed to identify predictors and develop a guided prediction tool for persistent seizures in a large hippocampal sclerosis (HS) cohort to aid early referral for epilepsy surgery in at-risk patients. Materials and Methods: We studied patients with temporal lobe epilepsy and hippocampal sclerosis (TLE-HS). We evaluated demographic data, seizure characteristics, and MRI findings to identify predictors of persistent seizures. Cumulative incidence function and competing risk analysis were used. A prediction tool for persistent seizures was developed based on significant predictors. Results: Of 568 TLE-HS patients. Five predictors of persistent seizures were identified: seizure frequency >50 times/month, psychiatric comorbidity, …


อัตราการใช้พลังงานในการทำกิจกรรมของผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, มยุรา นิเทศนพกุล Jan 2023

อัตราการใช้พลังงานในการทำกิจกรรมของผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, มยุรา นิเทศนพกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: การใช้พลังงานขณะพักและขณะทำกิจกรรมมีความแตกต่างกันตามช่วงอายุและรูปแบบการทำกิจกรรม ผู้สูงอายุมีอัตราการใช้พลังงานต่างจากช่วงอายุอื่น และผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมีการใช้พลังงานในการหายใจเพิ่มขึ้น การประมาณอัตราการใช้พลังงานในกลุ่มผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังจึงมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอัตราการใช้พลังงานในขณะทำกิจกรรม และยังไม่มีการศึกษาในประชากรกลุ่มนี้ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาอัตราการใช้พลังงานในการทำกิจกรรมของผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในภาวะอาการคงที่เปรียบเทียบกับอัตราการใช้พลังงานในผู้สูงอายุสุขภาพดี วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาเพื่อประเมินอัตราการใช้พลังงานขณะพักและขณะทำกิจกรรมต่างๆ 6 กิจกรรมที่มีความหนักแตกต่างกันในผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในภาวะคงที่และผู้สูงอายุสุขภาพดี โดยคัดเลือกอาสาสมัครที่มีอายุมากกว่า 60 ปี วัดอัตราการใช้พลังงานโดยใช้ค่า oxygen uptake (VO2) ขณะนอนนิ่งเป็นระยะเวลา 10 นาที และขณะทำกิจกรรมเป็นระยะเวลา 5 นาที ได้แก่ ยืนแกว่งแขน กวาดพื้น ยืนพับผ้า ปั่นจักรยาน เดินสายพานความเร็ว 1.5 mph, 0% grade และความเร็ว 1.8 mph, 5% grade โดยเปรียบเทียบอัตราการใช้พลังงานในแต่ละกิจกรรมของอาสาสมัครทั้งสองกลุ่ม และเปรียบเทียบกับค่าอ้างอิงมาตรฐาน ผลการศึกษา: ผู้เข้าร่วมการศึกษาทั้งหมด 55 คน เป็นผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง 26 ราย (เพศชาย 25 ราย คิดเป็น 96.2%) และผู้สูงอายุสุขภาพดี 29 ราย (เพศชาย 15 ราย คิดเป็น 51.7 %) มีอายุเฉลี่ย±SD 69.2±5.6 ปี และ 64.1±4.5 ปีตามลำดับ โดยมีความรุนแรงของการอุดกั้นทางเดินหายใจระดับปานกลาง (FEV1 74.5%, IQR 53-82) คิดเป็น 50% พบว่าอัตราการใช้ออกซิเจนในการทำกิจกรรมแกว่งแขนของผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมีค่าเฉลี่ยของอัตราการใช้พลังงานมากกว่ากลุ่มผู้สูงอายุสุขภาพดี (VO2 7.9±1.4 เทียบกับ 6.8±1 mL/kg/min ตามลำดับ, P=0.001) แต่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในขณะทำกิจกรรมอื่น สรุปผล: ผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมีอัตราการใช้พลังงานในกิจกรรมแกว่งแขนสูงกว่าผู้สูงอายุสุขภาพดี แต่ไม่พบความแตกต่างของอัตราการใช้พลังงานระหว่างสองกลุ่มในการทำกิจกรรมอื่น


ค่าเฉลี่ยของความหนาของผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอจากการตรวจหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอด้วยคลื่นความถี่สูงกับชนิดของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันและผลลัพธ์ความพิการ, วงศ์กนก ก่อวัฒนมงคล Jan 2023

ค่าเฉลี่ยของความหนาของผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอจากการตรวจหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอด้วยคลื่นความถี่สูงกับชนิดของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันและผลลัพธ์ความพิการ, วงศ์กนก ก่อวัฒนมงคล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างค่าเฉลี่ยของความหนาของผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอจากการตรวจหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอด้วยคลื่นความถี่สูงกับโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันที่มีสาเหตุมาจากโรคหลอดเลือดแดงใหญ่แข็งและโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากโรคหลอดเลือดแดงใหญ่แข็งและผลลัพธ์ความพิการ วิธีการวิจัย การศึกษาเชิงวิเคราะห์ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันที่รับการรักษาในหอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายน พ.ศ. 2566 โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลแบบตัวแปรเดียวและการวิเคราะห์ข้อมูลแบบหลายตัวแปรในการทำนายชนิดของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันและผลลัพธ์ความพิการที่ 3 เดือนหลังการเกิดโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลัน ผลการวิจัย ผู้ป่วย 43 คน (ร้อยละ 47.3) เป็นโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันที่มีสาเหตุมาจากโรคหลอดเลือดแดงใหญ่แข็ง ค่าเฉลี่ยของความหนาของผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันที่มีสาเหตุมาจากโรคหลอดเลือดแดงใหญ่แข็ง (0.81 มิลลิเมตร ± 0.15 มิลลิเมตร) สูงกว่าในผู้ป่วยสาเหตุอื่น (0.66 มิลลิเมตร ± 0.14 มิลลิเมตร, p


การศึกษาการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม เพื่อเปรียบเทียบการกำจัดสารยูริมิกที่จับกับโปรตีน โดยใช้ตัวกรองชนิดที่มีรูกรองใหญ่พิเศษในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ต้องรับการฟอกเลือดด้วยวิธีออนไลน์ฮีโมไดอะฟิลเตรชั่นแบบพรีไดลูชั่น เปรียบเทียบกับการฟอกเลือดด้วยวิธีมาตรฐาน, รสนันท์ ชูแสงเลิศวิจิตร Jan 2023

การศึกษาการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม เพื่อเปรียบเทียบการกำจัดสารยูริมิกที่จับกับโปรตีน โดยใช้ตัวกรองชนิดที่มีรูกรองใหญ่พิเศษในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ต้องรับการฟอกเลือดด้วยวิธีออนไลน์ฮีโมไดอะฟิลเตรชั่นแบบพรีไดลูชั่น เปรียบเทียบกับการฟอกเลือดด้วยวิธีมาตรฐาน, รสนันท์ ชูแสงเลิศวิจิตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความสำคัญและที่มาของปัญหา : ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ต้องได้รับการฟอกเลือด พบว่าจะมีภาวะความเจ็บป่วย และอัตราการเสียชิวิตในระยะยาวมากกว่าคนปกติ เนื่องจากแม้ว่าจะได้รับการฟอกเลือดแล้ว แต่ก็ยังมีสารพิษที่จับกับโปรตีน (protein-bound uremic toxins, PUBT) และสารพิษที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ (large molecular weight uremic toxins, LMWT) จากวิธีมาตรฐาน (hemodialysis,HD) มาเป็นวิธีฮีโมไดอะฟิลเตรชั่น (hemodiafiltration, HDF) ซึ่งต้องอาศัยงบประมาณที่มาก นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาตัวกรอง จากตัวกรอง high-flux มาเป็นตัวกรองที่มีขนาดรูกรองใหญ่พิเศษ (super high-flux dialyzers, SHF) แต่พบว่าไม่มีความแตกต่างกันในการกำจัดสารพิษข้างต้น จึงเป็นที่มาของการศึกษานี้ว่าการนำตัวกรอง SHF มาประกอบกับการฟอกเลือดด้วยวิธี HDF สามารถกำจัดสารพิษเหล่านี้ได้มากขึ้นหรือไม่ เปรียบเทียบกับการฟอกเลือดด้วยวิธี HD ระเบียบวิธีวิจัย : การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม ในผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายที่ปัสสาวะน้อยกว่า 100 มิลลิลิตร จำนวน 14 ราย และได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมโดยวิธี HDF และ HD โดยใช้ตัวกรองรูใหญ่พิเศษ ELISIO-21HX เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ และได้รับการฟอกเลือดด้วยวิธีเดิมก่อนเข้าวิจัยเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ จากนั้นสลับวิธีการฟอกเลือดเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์เช่นกัน เปรียบเทียบความสามารถในการกำจัด PBUT (free and total indoxyl sulfate, IS) and LMWT (β2-microglobulin, kappa and lambda free light chains) รวมถึงติดตามระดับอัลบูมินในเลือด และวัดการสูญเสียอัลบูมินในน้ำยาไตเทียม มีการติดตามภาวะโภชนาการ มวลกล้ามเนื้อ และสำรวจคุณภาพชีวิตระหว่างการศึกษาวิจัย ผลการศึกษา : การฟอกเลือดด้วยวิธี HD และ HDF ด้วยตัวกรอง SHF กำจัด free และ total IS ได้ไม่แตกต่างกัน …


ประสิทธิภาพของการใช้ยาลีโวฟลอกซาซินในการป้องกันภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ ในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดไมอิลอยด์ ที่รักษาด้วยยาไซทาราบีน ขนาดปานกลางหรือสูงระหว่างช่วงการรักษาหลังโรคสงบ, วรางคนา อัศววงศ์สวัสดิ์ Jan 2023

ประสิทธิภาพของการใช้ยาลีโวฟลอกซาซินในการป้องกันภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ ในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดไมอิลอยด์ ที่รักษาด้วยยาไซทาราบีน ขนาดปานกลางหรือสูงระหว่างช่วงการรักษาหลังโรคสงบ, วรางคนา อัศววงศ์สวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาของปัญหางานวิจัย: ปัจจุบันวิธีการรักษาหลักของมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดไมอิลอยด์คือการให้ยาเคมีบำบัดเพื่อชักนำให้โรคสงบ และการให้ยาเคมีบำบัดรักษาหลังโรคสงบเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่ยังเหลืออยู่ให้หมดไป ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยหลังได้รับยาเคมีบำบัด คือ ภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ ซึ่งนำไปสู่การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลโรงพยาบาลที่เพิ่มขึ้น การเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น และยังทำให้เพิ่มอัตราการเสียชีวิตได้ จึงเป็นที่มาของงานวิจัยนี้ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของยาลีโวฟลอกซาซินในการป้องกันภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดไมอิลอยด์ที่รักษาด้วยยาไซทาราบีนขนาดปานกลางหรือสูงระหว่างช่วงการรักษาหลังโรคสงบ ระเบียบวิธีการวิจัย: สำหรับการศึกษาแบบไปข้างหน้า (ช่วงเดือนมกราคม ถึง ธันวาคม พ.ศ.2567) ผู้ป่วยทุกราย จะได้รับยาลีโวฟลอกซาซินขนาด 750 มิลลิกรัม รับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 1 ครั้ง เป็นระยะเวลาทั้งหมด 10 วัน เริ่มในวันที่ 5 หลังได้ยายาไซทาราบีน ครบแล้ว จากนั้นติดตามอาการและเฝ้าระวังภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ โดยเปรียบเทียบผลกับการศึกษาแบบย้อนหลัง(ช่วงเดือนมกราคม พ.ศ.2563 ถึง ธันวาคม พ.ศ.2566) ซึ่งผู้ป่วยไม่ได้รับประทานยาลีโวฟลอกซาซิน โดยผลการศึกษาหลักคืออัตราการเกิดภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ ผลการศึกษา: มีผู้ป่วยที่เข้าร่วมงานวิจัยทั้งหมด 36 คน เป็นเพศชายร้อยละ 60 อายุเฉลี่ย 45 ปี ขนาดยาไซทาราบีนเฉลี่ย 2.5 g/m2 แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับยาลีโวฟลอกซาซิน 12 คน และไม่ได้รับยาลีโวฟลอกซาซิน 24 คน พบว่ากลุ่มที่ได้รับยาลีโวฟลอกซาซินมีอัตราการเกิดภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำที่น้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับยาลีโวฟลอกซาซินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (33.3% vs. 100%, P


ความสัมพันธ์ของดัชนีมวลกายต่อ อัตราการเสียชีวิตภายในโรงพยาบาลของ ผู้ป่วยที่รับไว้ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ด้วยภาวะหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียก, วสุพล มโนมัยพันธุ์ Jan 2023

ความสัมพันธ์ของดัชนีมวลกายต่อ อัตราการเสียชีวิตภายในโรงพยาบาลของ ผู้ป่วยที่รับไว้ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ด้วยภาวะหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียก, วสุพล มโนมัยพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พื้นหลัง: ความขัดแย้งเกี่ยวกับโรคอ้วนถูกสังเกตในโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยผู้ป่วยที่มีน้ำหนักมากกว่าโอกาสรอดชีวิตป่วยที่ผอม อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งนี้ในบริบทของ ภาวะหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียกยังคงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่และขาดหลักฐานโดยเฉพาะในประชากรไทย การศึกษานี้มุ่งหวังที่จะชี้แจงผลกระทบของดัชนีมวลกายต่อการรอดชีวิตในระยะสั้นและระยะยาวในผู้ป่วย กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียก วิธีการ: การศึกษานี้เป็นการวิเคราะห์ย้อหลังข้อมูลผู้ป่วยจากทะเบียน กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียก ของ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในช่วงสิบปี (พ.ศ. 2555-2565) วัตถุประสงค์หลักคือการประเมินความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีมวลกาย และการเสียชีวิตภายในโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียก ผลลัพธ์รอง ได้แก่ การประเมินอัตราการเสียชีวิตที่ 30 วันและ 1 ปี โดยจำแนกดัชนีมวลกายผู้ป่วยเป็น 3 กลุ่ม คือ ดัชนีมวลกาย ต่ำ = 23 กก./ม^2). ข้อมูลการเสียชีวิตถูกนำมาวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติ ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยแบบหลายตัวแปรเพื่อปรับค่าสำหรับปัจจัยที่อาจสร้างความสับสน เช่น อายุ, เพศ, โรคร่วม, และตัวแปรการรักษา ผลการศึกษา: หลังจากที่ข้อมูลไม่สมบูรณ์ของผู้ป่วย 61 คนถูกตัดออก, ผู้ป่วย STEMI จำนวน 1,776 คนถูกจัดกลุ่มตามดัชนีมวลกาย (BMI) ได้แก่ กลุ่ม BMI ต่ำ (100 คน), กลุ่ม BMI ปกติ (570 คน) และกลุ่ม BMI สูง (1,106 คน). การศึกษาพบว่าอัตราการเสียชีวิตที่ต่ำที่สุดใพบนกลุ่ม BMI สูง (6.8%) เมื่อเทียบกับกลุ่ม BMI ปกติ (10.2%) และกลุ่ม BMI ต่ำ (15%). การวิเคราะห์เชิงเดี่ยวพบว่า ดัชนีมวลกาย สูงมีส่วนทำให้อัตราการเสียชีวิตลดลง (OR 0.642, 95% CI 0.449-0.919, p=0.016 เทียบกับ ดัชนีมวลกาย ปกติ; OR 0.412, 95% CI 0.227-0.749, p=0.004 เทียบกับ …


Effect Of Control Of Fluid Balance On Sleep Apnea In Peritoneal Dialysis With Volume Overload State: A Pre- And Post- Experimental Study, Seelwan Sathitratanacheewin Jan 2023

Effect Of Control Of Fluid Balance On Sleep Apnea In Peritoneal Dialysis With Volume Overload State: A Pre- And Post- Experimental Study, Seelwan Sathitratanacheewin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Sleep apnea is prevalent in end-stage kidney disease (ESKD) patients undergoing peritoneal dialysis (PD). Fluid overload and upper airway edema are suspected contributors, but the impact of fluid balance control on sleep apnea remains unexplored. We conducted a pre- and post-intervention study on 14 stable PD patients with volume overload. All underwent overnight polysomnography (PSG) at baseline. A fluid balance control intervention was implemented. Successful intervention was defined as maintaining actual body weight within 1.5 kg of estimated dry weight and reducing overhydration fluid. The primary outcome was a change in apnea-hypopnea index (AHI) assessed by polysomnography. Ten patients achieved …


ความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนในระยะยาวกับระดับความดันโลหิตและอุบัติการณ์โรคความดันโลหิตสูงในกำลังพลกองทัพบก กองทัพบกไทย, ศรัณย์ ผู้บรรเจิดกุล Jan 2023

ความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนในระยะยาวกับระดับความดันโลหิตและอุบัติการณ์โรคความดันโลหิตสูงในกำลังพลกองทัพบก กองทัพบกไทย, ศรัณย์ ผู้บรรเจิดกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันทั่วโลกกำลังประสบปัญหาการเพิ่มสูงขึ้นของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนที่มีการรับสัมผัสฝุ่นละอองเหล่านี้เข้าสู่ร่างกาย ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อร่างกายในหลากหลายระบบไม่ว่าจะเป็น ระบบทางเดินหายใจ ระบบต่อมไร้ท่อ หรือแม้แต่ระบบหัวใจและหลอดเลือด ทั้งนี้มีการศึกษามากมายจากประเทศพัฒนาแล้วพบว่าฝุ่นละออง PM2.5 มีความสัมพันธ์กับอุบัติการณ์ของโรคความดันโลหิตสูงและระดับความดันโลหิต ซึ่งการศึกษาในลักษณะดังกล่าวยังมีไม่มากในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มประเทศด้อยพัฒนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในกลุ่มสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสฝุ่นละออง PM2.5 กับอุบัติการณ์ของโรคความดันโลหิตสูงและความดันโลหิต ในกำลังพลกองทัพบก ประเทศไทย ใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Cox proportional hazard model และ Multivariable linear mixed models ที่ค่าความเชื่อมั่นร้อยละ 95 (95% confidence intervals) โดยมีกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 40,984 คน ผลการศึกษาพบว่า “ระดับฝุ่นละออง PM2.5 พื้นฐาน” มีความสัมพันธ์กับอุบัติการณ์ของโรคความดันโลหิตสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่สำหรับระดับความดันโลหิตพบเพียงแนวโน้มในเชิงบวกอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติเท่านั้น สำหรับ “ระดับฝุ่นละออง PM2.5 ที่เปลี่ยนแปลงไป” พบความสัมพันธ์ทั้งอุบัติการณ์ของโรคความดันโลหิตสูงและระดับความดันโลหิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและพบลักษณะความสัมพันธ์ในรูปแบบ J-shaped จากการศึกษานี้ โดยสรุปการศึกษานี้พบผลกระทบของระดับฝุ่นละออง PM2.5 ต่ออุบัติการณ์ของโรคความดันโลหิตสูงและระดับความดันโลหิต ซึ่งการเปลี่ยนแปลงระดับ PM2.5 ในระดับบุคคล มีแนวโน้มจะส่งผลต่ออุบัติการณ์ของโรคความดันโลหิตสูงและระดับความดันโลหิตมากกว่าเมื่อเทียบกับฝุ่นละออง PM2.5 ในระดับพื้นที่ ในกำลังพลกองทัพบกประเทศไทย


ผลของเพลงโมสาร์ทเคสี่สี่แปดต่อคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติที่พบในผู้ป่วยโรคลมชักผู้ใหญ่ที่ดื้อต่อยากันชักในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, สมเจตน์ โตสำราญ Jan 2023

ผลของเพลงโมสาร์ทเคสี่สี่แปดต่อคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติที่พบในผู้ป่วยโรคลมชักผู้ใหญ่ที่ดื้อต่อยากันชักในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, สมเจตน์ โตสำราญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาของปัญหางานวิจัย การฟังเพลงพื่อการรักษากำลังเป็นที่น่าสนใจสำหรับนักวิจัยเพื่อใช้เป็นตัวเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคลมชักดื้อยา งานวิจัยฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของเพลงโมสาร์ทเคสี่สี่แปดต่อคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติที่พบในผู้ป่วยโรคลมชักผู้ใหญ่ที่ดื้อต่อยากันชัก ระเบียบวิธีการวิจัย งานวิจัยนี้เป็นการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมโดยศึกษาข้ามกลุ่มและแยกด้วยจุดกำเนิดชักอัตราส่่วน 1:1 การศึกษาดำเนินการ 2 คืนโดยในแต่ละคืนแบ่งเป็นช่วงเวลาพื้นฐานและช่วงเวลาการศึกษา ผลการศึกษาได้แก่จำนวนคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติและสัดส่วนของผู้ป่วยที่มีการลดลงของคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติมากกว่า 25 % ผลการศึกษา โดยรวม ผู้ป่วย 16 คนจาก 26 คนมีการลดลงของคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อได้ฟังเพลงโมสาร์ทเมื่อเทียบกับกลุ่มที่นอนอย่างต่อเนื่องที่ลดลงเพียง 9 คน. การวิเคราะห์ระหว่างกลุ่มแสดงให้เห็นว่าคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติในช่วงการศึกษาน้อยกว่าในกลุ่มโมสาร์ท, 39.5 (ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ 89) vs 56.5 (ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ 114); p = 0.007. การศึกษาภายในกลุ่มและภายในบุคคลให้ผลการศึกษาในลักษณะเดียวกัน สรุป การศึกษานี้แสดงให้เห็นหลักฐานของผลของเพลงโมสาร์ทเคสี่สี่แปดลดคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติที่พบในผู้ป่วยโรคลมชักผู้ใหญ่ที่ดื้อต่อยากันชักได้ โดยผู้ป่วยที่มีจุดกำเนิดชักจากเทมโพรอลตอบสนองต่อเพลงโมสาร์ทได้ดีกว่านอกเทมโพรอล


การศึกษาเปรียบเทียบค่าการทำงานของไตหลังจากการเปลี่ยนยาต้านไวรัสจากสูตรทีโนโฟเวียร์ไดโซพรอกซิลฟูมาเรท+เอ็มไทรซิทาบีน+เอฟาไวเรนสเป็นสูตรยาต้านสูตรทีโนโฟเวียร์ไดโซพรอกซิลฟูมาเรท/ลามิวูดีน/โดลูทิกราเวียร์ หรือโดลูทิกราเวียร์+ลามิวูดีนในผู้ป่วยเอชไอวีที่สามารถกดไวรัสในเลือดได้ในประเทศไทย, สมาธิ ปัทมธรรมกุล Jan 2023

การศึกษาเปรียบเทียบค่าการทำงานของไตหลังจากการเปลี่ยนยาต้านไวรัสจากสูตรทีโนโฟเวียร์ไดโซพรอกซิลฟูมาเรท+เอ็มไทรซิทาบีน+เอฟาไวเรนสเป็นสูตรยาต้านสูตรทีโนโฟเวียร์ไดโซพรอกซิลฟูมาเรท/ลามิวูดีน/โดลูทิกราเวียร์ หรือโดลูทิกราเวียร์+ลามิวูดีนในผู้ป่วยเอชไอวีที่สามารถกดไวรัสในเลือดได้ในประเทศไทย, สมาธิ ปัทมธรรมกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาของปัญหางานวิจัย: ทีโนโฟเวียร์ไดโซพรอกซิลฟูมาเรท/ลามิวูดีน/โดลูทิกราเวียร์ (TLD) ได้รับการนำมาใช้เป็นยาต้านเอชไอวีสูตรแรกสำหรับการรักษาผู้อยู่ร่วมกับเอชไอวีทุกรายตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกปี 2019 และแนวทางการรักษาเอชไอวีของประเทศไทย ดังนั้นผู้อยู่ร่วมกับเอชไอวีในประเทศไทยที่ใช้ ทีโนโฟเวียร์ไดโซพรอกซิลฟูมาเรท/เอ็มไทรซิทาบีน/เอฟาไวเรนส จะถูกเปลี่ยนมาใช้ TLD อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาวิจัยที่เปรียบเทียบค่าอัตราการกรองของไต (eGFR) ในผู้อยู่ร่วมกับเอชไอวีในประเทศไทยที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านเอชไอวีที่มียาทีโนโฟเวียร์ไดโซพรอกซิลฟูมาเรทเป็นยาหลักที่ได้รับการเปลี่ยนไปใช้เป็นสูตร TLD เทียบกับโดลูทิกราเวียร์+ลามิวูดีน ระเบียบวิธีการวิจัย: ผู้วิจัยได้คัดผู้เข้าร่วมการศึกษาเป็นผู้อยู่ร่วมกับเอชไอวีที่มีสามารถกดไวรัสเอชไอวีในเลือดได้ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 18 ปี ที่กำลังใช้ยาต้านเอชไอวีสูตรที่มียาทีโนโฟเวียร์ไดโซพรอกซิลฟูมาเรท+เอ็มไทรซิทาบีน+เอฟาไวเรนส เพื่อเปลี่ยนไปใช้สูตร TLD เทียบกับเปลี่ยนไปใช้สูตรโดลูทิกราเวียร์+ลามิวูดีน ภายในโรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ 2 แห่งโดยการเลือกสูตรยารักษาตัดสินใจโดยแพทย์เจ้าของไข้ ผลการวิจัยหลัก คือการเปลี่ยนแปลงของค่า eGFR ที่คำนวณโดยครีเอตินินใน 24 สัปดาห์ ผลการศึกษารองคือการเปลี่ยนแปลงของค่าแอลดีแอล น้ำหนักตัว และ ดัชนีมวลกายใน 24 สัปดาห์ ผลการศึกษา: จากผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 53 ราย ประกอบด้วยผู้เข้าร่วมวิจัย 28 รายในกลุ่ม TLD และ 15 ราย ในกลุ่มโดลูทิกราเวียร์+ลามิวูดีน พบว่าข้อมูลพื้นฐานได้แก่อายุเฉลี่ย และดัชนีมวลกายในกลุ่มโดลูทิกราเวียร์+ลามิวูดีนสูงกว่ากลุ่ม TLD คือ 50.47 ปีเทียบกับ 37.68 ปี (p=0.04) และ 24.99 เทียบกับ 21.27 กิโลกรัมต่อตารางเมตร (p


The Effect Of High Dose Emblica Officinalis Fruit Powder On Cough Suppression During Advanced Diagnostic Bronchoscopy Compare To Dextromethorphan And Placebo: A Double Blinded Randomized Controlled Trial, Sarocha Phiphitsaengjan Jan 2023

The Effect Of High Dose Emblica Officinalis Fruit Powder On Cough Suppression During Advanced Diagnostic Bronchoscopy Compare To Dextromethorphan And Placebo: A Double Blinded Randomized Controlled Trial, Sarocha Phiphitsaengjan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

BACKGROUND Coughing during bronchoscopy related to patient’s discomfort and difficulty performing the procedure. EBUS bronchoscopy was found to be one of significant factors related to cough. Emblica officinalis (EO) is widely used as traditional herb, one of the effects is cough suppression and was found to be dose related. OBJECTIVES To study the efficacy of high-dose EO as oral premedication before EBUS bronchoscopy in cough suppression effect compared to dextromethorphan and placebo. METHODS Patients age 18 - 80 years old underwent EBUS bronchoscopy were randomized into 3 groups to take the drugs as premedication; EO 1500 mg, dextromethorphan (Dx) 60 …


Efficacy Of Lower Dose Of Dexamethasone Premedication In Patient Receiving Docetaxel-Based Chemotherapy In Preventing Hypersensitivity Reaction: A Randomized Controlled Trial, Sitthichai Chanmaniloet Jan 2023

Efficacy Of Lower Dose Of Dexamethasone Premedication In Patient Receiving Docetaxel-Based Chemotherapy In Preventing Hypersensitivity Reaction: A Randomized Controlled Trial, Sitthichai Chanmaniloet

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Infusion of docetaxel carries the risk of hypersensitivity reactions (HSR), prompting the use of dexamethasone (DEXA) premedication to mitigate this risk. However, the appropriate dosage has been a subject of debate. In our study, we investigated the efficacy of a lower dose of DEXA compared to a higher dose in preventing HSR. Method: A non-inferiority crossover randomized controlled trial was conducted. Patients aged 18 years or older receiving docetaxel-based chemotherapy were included, excluding those on concurrent steroid use or with diabetes mellitus. Patients received either a high dose of DEXA (16 mg/day) from the day before docetaxel infusion until …