Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medical Microbiology (70)
- Medical Biochemistry (42)
- Medical Specialties (32)
- Sports Medicine (19)
- Sports Sciences (19)
-
- Diseases (11)
- Hematology (7)
- Parasitic Diseases (5)
- Analytical, Diagnostic and Therapeutic Techniques and Equipment (4)
- Medical Pharmacology (3)
- Chemical and Pharmacologic Phenomena (2)
- Disease Modeling (2)
- Equipment and Supplies (2)
- Medical Genetics (2)
- Ophthalmology (2)
- Other Medical Sciences (2)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (2)
- Respiratory Tract Diseases (2)
- Surgical Procedures, Operative (2)
- Chemicals and Drugs (1)
- Genetic Structures (1)
- Medical Cell Biology (1)
- Medical Molecular Biology (1)
- Natural Products Chemistry and Pharmacognosy (1)
- Nervous System Diseases (1)
- Pharmaceutics and Drug Design (1)
- Public Health (1)
- Skin and Connective Tissue Diseases (1)
- Publication Year
Articles 1 - 30 of 830
Full-Text Articles in Medical Sciences
Comparative Analysis Of Gut Microbiota In Post-Mortem Chronic Alcoholics Versus Minimal To No Alcohol Users In The Thai Population, Laiba Pervez
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Chronic alcohol consumption induces long-term disruption of the gut microbiota, contributing to inflammation, metabolic imbalance, and impaired intestinal integrity. This study investigated 24 postmortem gut microbiota samples from the Thai population, including 12 chronic alcoholic and 12 non-alcoholic cadavers, focusing on cecal and fecal samples to identify site-specific microbial signatures of alcohol-associated dysbiosis. Following DNA extraction, the V3–V4 regions of the 16S rRNA gene were sequenced on the Illumina MiSeq platform. Data were processed in QIIME for OTU clustering and taxonomic profiling. Alpha (Shannon, Chao1, ACE) and beta (Bray–Curtis) diversity were analyzed with PERMANOVA (p< 0.05) while LEfSe, cladogram, and STAMP analyses identified differentially abundant taxa.. At the phylum level, alcoholic cecal samples (AC) showed a decrease in Firmicutes (59.07%) and increases in Proteobacteria (5.54%), Fusobacteria (8.48%), and Actinobacteria (2.78%) compared with controls (NAC). The rise in Actinobacteria was statistically significant. The class Bacilli was also elevated, reflecting a more oxygenated and inflammatory intestinal environment. At the genus level, Paeniclostridium was enriched in alcoholics, while the butyrate-producing Coprococcus was reduced, suggesting impaired SCFA metabolism and gut barrier function. In fecal samples (AF vs NAF), phylum-level differences were minimal, although Clostridium sensu stricto 1 was notably higher in alcoholics, consistent with inflammation-associated dysbiosis. When comparing gut regions, distinct spatial heterogeneity was observed. Within the alcoholic group, Firmicutes were more abundant in cecum, while Actinobacteria were lower compared to feces. Among controls, Actinobacteria and Bacteroidetes were enriched in feces, whereas Firmicutes predominated in the cecum. Alpha diversity analysis using ACE and Chao1 indices showed significant differences between cecal and fecal samples of the control group. Overall, postmortem gut microbiota retained distinct alcoholassociated signatures, with the cecum preserving clearer microbial patterns than feces. These findings highlight the cecum’s potential as a reliable site for detecting alcohol-related dysbiosis in forensics.
Evaluation Of Leptospirosis Vaccine Efficacy After Modifications Of N-Linked Glycosylation In Liga Mrna Vaccines., Rampapat Phaetthayanan
Evaluation Of Leptospirosis Vaccine Efficacy After Modifications Of N-Linked Glycosylation In Liga Mrna Vaccines., Rampapat Phaetthayanan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Leptospirosis, caused by pathogenic Leptospira species, is a widespread zoonotic disease, particularly prevalent in developing countries in tropical areas. Commercially available bacterins have several limitations. A previous study developed a messenger RNA (mRNA) vaccine encoding the carboxy-terminal domain 7-13 of LigA (LigAc) that was expressed with glycosylation in mammalian cells and elicited high humoral immune response in a hamster model but failed to provide protection against lethal challenge. To improve the protective efficacy, this study aimed to develop LigAc-mRNA vaccines with minimal glycosylation. Three mRNA constructs were developed based on two strategies: modifying the potential N-glycosylation sites (from asparagine to …
ความเหลื่อมล้ำ และปัจจัยในการเข้าถึงการฉายรังสีอัลตราไวโอเลตของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินในประเทศไทย, ชุติมา ชุรี
ความเหลื่อมล้ำ และปัจจัยในการเข้าถึงการฉายรังสีอัลตราไวโอเลตของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินในประเทศไทย, ชุติมา ชุรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการวิเคราะห์เชิงภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความเหลื่อมล้ำและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเข้าถึงการรักษาด้วยการฉายรังสีอัลตราไวโอเลตของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2566 การศึกษาประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ (1) การวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิจากฐานข้อมูลการใช้บริการสุขภาพของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และระบบประกันสังคม รวมทั้งสิ้น 202,776 ครั้ง จากผู้ป่วย 49,219 ราย และ (2) การสำรวจจำนวนแพทย์ผิวหนังและเครื่องฉายรังสีอัลตราไวโอเลตในสถานพยาบาลระดับตติยภูมิ ครอบคลุม 13 เขตสุขภาพทั่วประเทศ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินระดับปานกลางถึงรุนแรงได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสีอัลตราไวโอเลตเพียงร้อยละ 3.28 ขณะที่ร้อยละ 96.11 ได้รับการรักษาด้วยยารับประทาน และร้อยละ 0.61 ได้รับยาชีวโมเลกุล นอกจากนี้ยังพบความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการตามสถานะเศรษฐกิจและสังคม โดยกลุ่มที่มีระดับรายได้สูงมีโอกาสเข้าถึงการรักษาด้วยการฉายรังสีอัลตราไวโอเลตมากกว่ากลุ่มรายได้ต่ำ (Concentration Index = 0.215) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเข้าถึงบริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ กลุ่มอายุ ชนิดของโรคสะเก็ดเงิน สิทธิการรักษาพยาบาล พื้นที่ที่พักอาศัย สถานะเศรษฐกิจและสังคม และการกระจายทรัพยากรด้านบริการสุขภาพ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีทั้งแพทย์ผิวหนังและเครื่องฉายรังสีอัลตราไวโอเลต เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษามากขึ้นถึง 2.71 เท่า เมื่อเทียบกับพื้นที่ที่ไม่มีทรัพยากรดังกล่าว (OR = 2.71; 95% CI: 1.06-6.94) ข้อค้นพบจากการศึกษานี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการกำหนดนโยบายด้านสุขภาพที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ โดยเน้นการกระจายทรัพยากรบุคลากรทางการแพทย์และเครื่องมือเฉพาะทางอย่างเหมาะสมและทั่วถึง ควบคู่กับการพัฒนาแนวทางการส่งต่อผู้ป่วยที่มีความครอบคลุม เป็นธรรม และสอดคล้องกับบริบทของระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศไทย
ปัจจัยด้านการทำงานและปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือในการใช้ยาในผู้ป่วยวัยทำงานโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ณ โรงพยาบาลตติยภูมิ แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร, ปาลิตา ราชมณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาเชิงภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือในการใช้ยาและระดับความร่วมมือในการใช้ยาในผู้ป่วยวัยทำงานที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ณ โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดจำนวน 402 คน คัดเลือกโดยวิธีสุ่มตัวอย่างอย่างเป็นระบบ เก็บข้อมูลในช่วงเดือน พฤษภาคม ถึง มิถุนายน พ.ศ. 2568 แบบสอบถามประกอบด้วยข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล, ปัจจัยด้านการใช้ยา, ปัจจัยด้านการทำงาน และความร่วมมือในการใช้ยา ซึ่งได้จากแบบประเมิน Medication Adherence Questionnaire-20 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ประกอบด้วยการวิเคราะห์ความสัมพันธ์แบบสองตัวแปร และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์แบบหลายตัวแปร ด้วยสถิติการถดถอยโลจิสติกเชิงพหุ จากผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความร่วมมือในการใช้ยาในระดับเพียงพอร้อยละ 89.80 เมื่อควบคุมปัจจัยอื่นที่มีอิทธิพลแล้ว พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงข้ามกับความร่วมมือในการใช้ยามีดังนี้ ระยะเวลาในการป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง (6-10 ปี) การสูบบุหรี่ วิธีการลดการบริโภคเกลือ โดยการเลือกซื้ออาหาร และเวลาในการรับประทานอาหารไม่สม่ำเสมอในวันทำงาน ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงควรมีโปรแกรมหรือระบบที่ออกแบบเฉพาะสำหรับผู้ป่วยที่มีระยะเวลาป่วยนาน ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้ควรแตกต่างจากโปรแกรมสำหรับผู้ป่วยใหม่ นอกจากนี้ ผู้ให้บริการสุขภาพควรให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการเลิกบุหรี่ และเน้นย้ำถึงผลกระทบจากการสูบบุหรี่ต่อการควบคุมความดันโลหิต รวมถึงการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยเกี่ยวกับปริมาณโซเดียมที่แฝงในอาหารแปรรูปและวิธีการอ่านฉลากโภชนาการอย่างถูกต้อง และควรจัดเตรียมแผนการใช้ยาที่ยืดหยุ่นและคำแนะนำในการจัดการกับกิจวัตรประจำวันเพื่อเพิ่มความร่วมมือในการใช้ยาและผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีขึ้น
ประสิทธิผลของโครงการออนไลน์เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูเด็กที่เหมาะสม และป้องกันการกระทำรุนแรงต่อเด็กในประเทศไทย: การศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม, วิไลวรรณ ผ่องแผ้ว
ประสิทธิผลของโครงการออนไลน์เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูเด็กที่เหมาะสม และป้องกันการกระทำรุนแรงต่อเด็กในประเทศไทย: การศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม, วิไลวรรณ ผ่องแผ้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา: ความรุนแรงต่อเด็กยังเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญ หลักสูตร ParentChat ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อป้องกันความรุนแรงต่อเด็กและส่งเสริมการเลี้ยงดูเด็กเชิงบวกโดยใช้รูปแบบผสมผสานผ่านออนไลน์และกระบวนการกลุ่ม การวิจัยมีวัตถุประสงค์: เพื่อประเมินประสิทธิผลของหลักสูตรต่อการลดการกระทำรุนแรงต่อเด็ก และผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงดูและสุขภาวะครอบครัว โดยวิธีการ: การทดลองแบบสุ่มระดับคลัสเตอร์ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 12 แห่ง ในจังหวัดอุดรธานี ผู้เข้าร่วมคือพ่อแม่หรือผู้ดูแลของเด็ก 2–17 ปี จำนวน 240 คน สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมในอัตรา 1:1 ประเมินผลโดยสัมภาษณ์แบบพบตัวในช่วงเริ่มต้นและหลังจบโครงการ 1 เดือน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Generalized Estimating Equations (GEE) ที่ปรับตามชนิดของตัวแปร (Poisson และ Linear models) ผลการศึกษา: การวิเคราะห์เชิงพรรณนาพบแนวโน้มการลดลงของการกระทำรุนแรงต่อเด็กในทั้งสองกลุ่ม อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์เชิงอนุมานหลังสิ้นสุดโครงการ พบว่ากลุ่มทดลองมีอัตราการกระทำรุนแรงทางร่างกายลดลงร้อยละ 54 เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Adjusted IRR = 0.46; 95% CI: 0.23, 0.88) ขณะที่มิติด้านการกระทำรุนแรงทางจิตใจพบการลดลงในกลุ่มควบคุมที่เด่นชัดกว่ากลุ่มทดลอง (Adjusted IRR = 2.41; 95% CI: 1.24, 4.67) และไม่พบความแตกต่างของการกระทำรุนแรงในภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญ (Adjusted IRR = 1.15; 95% CI: 0.71, 1.86) สำหรับผลลัพธ์รอง ส่วนใหญ่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ยกเว้นความรุนแรงของพฤติกรรมเด็กที่ผู้ดูแลระบุว่าเป็นปัญหามากที่สุดซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (coefficient = -0.51; 95% CI: -1.01, -0.01)สรุปผล: ในระยะสั้น หลักสูตรสามารถลดการกระทำรุนแรงทางร่างกายและความรุนแรงของพฤติกรรมเด็กที่เป็นปัญหาได้ แต่ยังไม่พบการเปลี่ยนแปลงในมิติด้านการกระทำรุนแรงทางจิตใจและภาพรวม ผลการศึกษาสะท้อนข้อจำกัดจากประชากรที่มีระดับความเสี่ยงตั้งต้นต่ำ ซึ่งอาจลดความไวในการตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ และข้อจำกัดเกี่ยวกับหลักสูตรที่ต้องการวิจัยเพิ่มเติม
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความทนต่อการทำงานเป็นกะของพยาบาลวิชาชีพ ผู้ช่วยพยาบาล และพนักงานให้การดูแลในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม, พันธุ์ธัช ผลิโกมล
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความทนต่อการทำงานเป็นกะของพยาบาลวิชาชีพ ผู้ช่วยพยาบาล และพนักงานให้การดูแลในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม, พันธุ์ธัช ผลิโกมล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยพรรณาภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความทนต่อการทำงานเป็นกะ และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความทนต่อการทำงานเป็นกะของพยาบาลวิชาชีพ ผู้ช่วยพยาบาล และพนักงานให้การดูแล โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม ดำเนินการเก็บข้อมูลช่วงเดือน เมษายน ถึง พฤษภาคม พ.ศ. 2568 จำนวน 302 คน โดยใช้เครื่องมือในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยที่สัมพันธ์กับความทนต่อการทำงานเป็นกะ แบบสอบถามประเมินอาการนอนไม่หลับ Athens Insomnia Scale ฉบับภาษาไทย แบบสอบถามอาการวิตกกังวลและอาการซึมเศร้าฉบับภาษาไทย แบบสอบถามประเมินความอ่อนล้าของ ไปเปอร์ ฉบับปรับปรุง ภาษาไทย และแบบสอบถามวัดการรับรู้ต่อสุขภาพของตนเอง EQ - 5D - 5L ฉบับภาษาไทย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างตัวแปร และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกเชิงพหุ การศึกษานี้ประเมินความทนต่อการทำงานเป็นกะด้วยวิธี composite Z – score จากการรวมคะแนน Z – score ของแต่ละแบบสอบถามที่วัดปัญหา หรือความผิดปกติที่สัมพันธ์กับความทนต่อการทำงานเป็นกะ ซึ่งพบว่าในกลุ่มประชากร มีคนที่มีความทนต่อการทำงานเป็นกะสูง ร้อยละ 53.0 และพบปัจจัยที่สัมพันธ์กับความทนสูงต่อการทำงานเป็นกะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติได้แก่ การไม่มีบุตร (AOR = 1.68; 95% CI: 1.02 – 2.79) สถานะทางการเงินพอดีตัว (AOR = 3.96; 95% CI: 2.16 – 7.27) สถานะทางการเงินมีเหลือใช้ (AOR = 3.00; 95% CI: 1.38 – 6.54) ไม่งีบหลับระหว่างทำงานกะเลย หรืองีบหลับนาน ๆ ครั้ง (AOR = 2.09; 95% CI: 1.26 – 3.47) ไม่ใช้ยาที่มีผลต่อการนอนหลับเลย หรือใช้นาน ๆ ครั้ง (AOR …
Comparative Analysis Of Gut Microbial Diversity In Early Decomposition Stages Of Human Cadavers In Thai Population, Ameer Muhammad Khan
Comparative Analysis Of Gut Microbial Diversity In Early Decomposition Stages Of Human Cadavers In Thai Population, Ameer Muhammad Khan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Abstract:The human gut microbiome undergoes pronounced shifts following death; however, its early postmortem dynamics remain insufficiently understood. This study characterizes microbial diversity in cecal samples collected from Thai cadavers during the early postmortem interval (PMI) to establish foundational data for forensic applications. Samples obtained within two PMI ranges (1-6 hours and 6-12 hours) were subjected to 16S rRNA gene sequencing targeting the V3–V4 regions on the Illumina MiSeq platform. Microbial communities were evaluated using taxonomic profiling, alpha and beta diversity analyses, and differential abundance testing via LEfSe. Distinct microbial succession patterns were observed between PMI groups: Agathobacter was significantly enriched …
Effectiveness Of An Opt-Out Strategy Point-Of-Care Antenatal Testing Of Hiv And Syphilis In Testing Uptake In Hospitals In High Hiv Prevalence Regions In The Philippines, Maria Lelis Espinosa Palmares
Effectiveness Of An Opt-Out Strategy Point-Of-Care Antenatal Testing Of Hiv And Syphilis In Testing Uptake In Hospitals In High Hiv Prevalence Regions In The Philippines, Maria Lelis Espinosa Palmares
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background : Human immunodeficiency virus (HIV) causes acquired immunodeficiency syndrome (AIDS), which affects the immune system of individuals who are living with it. Syphilis, a sexually transmitted infection caused by the bacterium Treponema pallidum, causes a spectrum of clinical manifestations from asymptomatic to long-term sequelae. Both diseases can be vertically transmitted if left undetected and untreated. Routine testing for HIV and syphilis in all pregnant women during antenatal care consultation (ANC) is recommended. Yet, the Philippines’ testing uptake is only 29% for HIV and 30% for syphilis in 2024. The mother-to-child transmission estimates, as reported by UNAIDS, are 45% despite …
Immunophenotype In Major Depressive Disorder Patient, Muanpetch Rachayon
Immunophenotype In Major Depressive Disorder Patient, Muanpetch Rachayon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Major Depressive Disorder (MDD) is associated with immune dysregulation, yet the combined effects of T-cell activation, T regulatory (Treg) cell deficits, and the failure of immune checkpoint mechanisms on illness severity remain unclear. This research investigated these factors in patients with acute MDD compared with healthy participants. Using multi-parameter flow cytometry, we analyzed T-cell markers of activation (CD40L, CD71), regulation (CD152, GARP), apoptosis (CD95), and exhaustion (TIM3) under unstimulated and stimulated conditions; cytokine levels were also measured. Patients showed increased activated T helper and cytotoxic T-cells (CD4+CD40L+, CD8+CD40L+) and reduced Tregs, with this imbalance strongly predicting depression severity. Lower CD95 …
Comparative Analysis Of The Gut Microbiome Of Biting Midges, Putative Vectors Of Leishmaniasis In Endemic Areas Of Thailand, Mawra Nadeem
Comparative Analysis Of The Gut Microbiome Of Biting Midges, Putative Vectors Of Leishmaniasis In Endemic Areas Of Thailand, Mawra Nadeem
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Vector-borne diseases caused by Leishmania and related protozoan parasites are emerging public health concerns in Thailand. While phlebotomine sand flies are the classical vectors of Leishmania, increasing evidence suggests that other biting Diptera, particularly Forcipomyia (Lasiohelea) and Culicoides midges, may also participate in the transmission of Leishmania (Mundinia) species. However, the species diversity, microbiome composition, and parasite infection status of these midges in Thailand remain poorly understood. This thesis presents the first integrative investigation combining molecular species identification, pathogen screening, and microbiome characterization of biting midges collected from multiple regions of Thailand. Female Forcipomyia (Lasiohelea) specimens from southern Thailand were …
Molecular Investigation Of Clade Classification, Knockdown Resistance And Pathogen Detection Of The Head Louse (Pediculus Humanus Capitis) Collected From Children In Ang Thong, Thailand, Urooj Gul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Human head lice (Pediculus humanus capitis) are medically significant ectoparasites due to their capacity to harbor pathogenic bacteria and the increasing prevalence of insecticide resistance. A total of 112 head lice specimens were collected from children in Ang Thong, central Thailand. Phylogenetic analysis of the mitochondrial cytb gene identified two well-supported clades, with clade A (69.2%) predominating over clade C (30.8%) in the studied population. Molecular screening revealed a high incidence of bacterial associations, with Staphylococcus aureus detected in 96.4% of specimens and Acinetobacter spp. in 2.7%. Furthermore, genotypic analysis of the voltage-sensitive sodium channel (VSSC) gene demonstrated a strikingly …
Recommendations For The Novel Assessment System In The Doctor Of Medicine Program From The Medical Students’ And The Educators’ Perspectives, Tanat Tabtieang
Recommendations For The Novel Assessment System In The Doctor Of Medicine Program From The Medical Students’ And The Educators’ Perspectives, Tanat Tabtieang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The 2024 Doctor of Medicine curriculum at Chulalongkorn University introduced a new assessment system comprising outcome-based assessment system with milestones, a non-tiered grading model with recognition of excellence, a professional development dashboard (PDD), remediation with re-examination, and a faculty-level student profile (FLSP). This study employed a quantitative cross-sectional survey design, complemented by a sequential exploratory element, to compare student and faculty perspectives using a questionnaire across five themes, analyzed with descriptive statistics, Mann-Whitney U tests, and effect sizes (ES). A total of 490 students and 285 faculty responded. When analyzed by theme, students showed greater confidence than faculty in the …
ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของอาการผิดปกติทางระบบกล้ามเนื้อและโครงร่างในช่างติดตั้งนั่งร้าน จังหวัดระยอง, ณภัทร อภิญญาชน
ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของอาการผิดปกติทางระบบกล้ามเนื้อและโครงร่างในช่างติดตั้งนั่งร้าน จังหวัดระยอง, ณภัทร อภิญญาชน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับอาการผิดปกติทางระบบกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่างในกลุ่มช่างติดตั้งนั่งร้านจากบริษัทรับติดตั้งนั่งร้านในจังหวัดระยองทั้งหมด 4 บริษัท เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นจำนวน 429 คน ในระหว่างวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2567 ถึงวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2567 โดยใช้แบบสอบถาม Nordic Musculoskeletal Questionnaire (NMQ) และแบบสอบถาม Body Discomfort Questionnaire วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Multiple logistic regression ผลการศึกษาพบความชุกของอาการผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่างในตำแหน่งใดอย่างน้อย 1 ตำแหน่ง ในระยะเวลา 7 วัน และ 12 เดือน เท่ากับร้อยละ 60.5 และ 57.5 ตามลำดับ โดยบริเวณที่มีความชุกสูงที่สุดคือหลังส่วนล่างและไหล่ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับอาการเหล่านี้ ได้แก่ ระดับการศึกษา รายได้ สถานภาพสมรส เพศ และชั่วโมงการทำงาน จากผลการศึกษานี้ สะท้อนให้เห็นว่าช่างติดตั้งนั่งร้านมีความชุกของอาการผิดปกติทางระบบกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่างค่อนข้างสูง สถานประกอบการควรดำเนินโครงการสร้างเสริมสุขภาพ ให้ความรู้เกี่ยวกับท่าทางการทำงานที่ถูกต้องตามหลักการยศาสตร์ และส่งเสริมการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันการเกิดอาการผิดปกติ
Evaluating The Severity Of Disc Herniation : A Comparative Analysis Of Standing Spine Radiographs And Mri Findings, Suttinont Surapuchong
Evaluating The Severity Of Disc Herniation : A Comparative Analysis Of Standing Spine Radiographs And Mri Findings, Suttinont Surapuchong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Objective: The degree of spinal canal compromise in lumbar disc herniation (LDH) significantly influences treatment outcomes. Although magnetic resonance imaging (MRI) remains the gold standard for assessing LDH severity, limited access in primary and secondary care settings can delay diagnosis and referral. This study aimed to determine whether radiological parameters observed on standing spine radiographs can predict the severity of LDH and support timely referral for advanced care. Methods: In this retrospective cross-sectional study, patients diagnosed with LDH who underwent both standing whole-spine radiographs and lumbar MRI between June 2014 and January 2024 were included. Radiographic parameters evaluated included disc …
การศึกษาผลของน้ำมันปลาต่อประสิทธิศักย์และผลข้างเคียงของยาไอโซเตรทติโนอินขนาดต่ำ ในการรักษาสิวปานกลางถึงรุนแรง เปรียบเทียบกับการรับประทานยาไอโซเตรทติโนอินอย่างเดียว, ปานเพชร สังขสัญญา
การศึกษาผลของน้ำมันปลาต่อประสิทธิศักย์และผลข้างเคียงของยาไอโซเตรทติโนอินขนาดต่ำ ในการรักษาสิวปานกลางถึงรุนแรง เปรียบเทียบกับการรับประทานยาไอโซเตรทติโนอินอย่างเดียว, ปานเพชร สังขสัญญา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ไอโซเตรทติโนอินเป็นยารักษาสิวชนิดปานกลางถึงรุนแรง แต่มีข้อจำกัดจากผลข้างเคียง ปัจจุบันพบว่า น้ำมันปลาช่วยลดผลข้างเคียงของยาได้ และการละลายในไขมันได้ดียังอาจช่วยเพิ่มการดูดซึมของยา ทำให้ผลการรักษาสิวดีขึ้น การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิศักย์ของยาไอโซเตรทติโนอินขนาดต่ำที่รับประทานร่วมกับน้ำมันปลาในการรักษาสิวปานกลางถึงรุนแรง และผลต่อผลข้างเคียงของยา โดยเป็นการศึกษาแบบสุ่ม เปรียบเทียบแบบปกปิดสองฝ่าย และออกแบบเพื่อพิสูจน์ความไม่ด้อยกว่า (ขอบเขตความไม่ด้อยกว่า = 5) ผู้เข้าร่วมวิจัยอายุ 18–25 ปี ซึ่งมีสิวปานกลางถึงรุนแรง (Investigator Global Assessment; IGA ≥ 3) จะถูกสุ่มให้รับยาไอโซเตรทติโนอิน ขนาด 10 มิลลิกรัม ร่วมกับน้ำมันปลา 1 กรัม หรือยาหลอก รับประทานวันละครั้ง เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตัวชี้วัดประสิทธิศักย์ ได้แก่ จำนวนสิว และคะแนน IGA ส่วนผลข้างเคียง ได้แก่ ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ค่าเอนไซม์ตับ และผลข้างเคียงทางผิวหนังและเยื่อเมือก จากผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 75 คน (กลุ่มน้ำมันปลา = 37 คน; กลุ่มยาหลอก = 38 คน) พบว่ากลุ่มที่ได้รับน้ำมันปลาสามารถลดจำนวนสิวทั้งหมดได้ไม่ด้อยกว่ากลุ่มยาหลอก (-6.4; 95%CI: -17.5 ถึง 4.6) และมีการสูญเสียความชุ่มชื้นของผิวน้อยกว่า (ค่าความแตกต่างของ corneometer เฉลี่ย = 8.97; 95% CI: 2.76 ถึง 15.18) นอกจากนี้ ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดของกลุ่มน้ำมันปลายังเพิ่มขึ้นน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (–12.6 มก./ดล.; 95% CI: –23.0 ถึง –2.1) สรุป: การใช้น้ำมันปลาร่วมกับยาไอโซเตรทติโนอินขนาดต่ำให้ผลไม่ด้อยกว่ายาเพียงอย่างเดียวในการรักษาสิว อีกทั้งยังมีประโยชน์ในการควบคุมระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดและรักษาความชุ่มชื้นของผิว จึงสนับสนุนบทบาทของน้ำมันปลาเป็นการรักษาเสริม โดยเฉพาะในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงที่มีแนวโน้มจะเกิดไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง
ความรอบรู้สุขภาพด้านอาชีวอนามัยของช่างซ่อมบำรุงอากาศยานของหน่วยซ่อมบำรุงอากาศยานแห่งหนึ่งในประเทศไทย, ปุญญิศา ผลพันธิน
ความรอบรู้สุขภาพด้านอาชีวอนามัยของช่างซ่อมบำรุงอากาศยานของหน่วยซ่อมบำรุงอากาศยานแห่งหนึ่งในประเทศไทย, ปุญญิศา ผลพันธิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรอบรู้สุขภาพด้านอาชีวอนามัยและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของช่างซ่อมบำรุงอากาศยานของหน่วยซ่อมบำรุงอากาศยานแห่งหนึ่งในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างคือช่างซ่อมบำรุงอากาศยานจำนวน 706 คนโดยไม่มีการสุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามชนิดตอบด้วยตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยเฉลี่ยอยู่ที่ 143.56±10.54 คะแนน จัดอยู่ในระดับมาก ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยที่ดี ได้แก่ เพศชาย เมื่อเปรียบเทียบกับเพศหญิง (β= - 3.52; 95%CI: -6.19 ถึง -0.85) อายุงานมากกว่า 11 ปีขึ้นไป เมื่อเปรียบเทียบกับอายุงาน 11-20 ปี (β= 9.68; 95%CI: 8.15 ถึง 11.21) อายุงาน 21-30 ปี (β= 15.45; 95%CI: 13.73 ถึง 17.16) และ และอายุงานมากกว่า 31 ปี (β= 19.43; 95%CI: 17.77 ถึง 21.09) แผนกโรงซ่อม (Hangar) เมื่อเปรียบเทียบกับแผนก Shop maintenance (β= - 4.34; 95%CI: -6.53 ถึง -2.15) และแผนกลานจอด (β= -9.17; 95%CI: -10.59 ถึง -7.76) และการรับทราบนโยบายด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เมื่อเปรียบเทียบกับการไม่รับทราบนโยบายฯ (β= -2.78; 95%CI: -5.50 ถึง -0.06) (p < 0.05) จากผลการศึกษา การสร้างเสริมความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยให้กลุ่มช่างซ่อมบำรุงอากาศยานควรเน้นทักษะการรู้เท่าทันสื่อ รวมถึงการประชาสัมพันธ์ถึงนโยบายให้ช่างซ่อมบำรุงอากาศยานรับทราบและมีความเข้าใจเนื้อหาและแนวทางการปฏิบัติที่ตรงกัน เพื่อเพิ่มระดับความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยให้มากขึ้นไปอีก
การศึกษาความหนาแน่นและขนาดของเส้นผมในแต่ละบริเวณของศีรษะในผู้หญิงไทยอายุ 20-69 ปีที่มีภาวะผมบางจากพันธุกรรมเปรียบเทียบกับผู้ที่มีผมปกติ,การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวาง, ปัณณิกา ปฐมพาณิชย์พงศ์
การศึกษาความหนาแน่นและขนาดของเส้นผมในแต่ละบริเวณของศีรษะในผู้หญิงไทยอายุ 20-69 ปีที่มีภาวะผมบางจากพันธุกรรมเปรียบเทียบกับผู้ที่มีผมปกติ,การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวาง, ปัณณิกา ปฐมพาณิชย์พงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์:เพื่อศึกษาความแตกต่างของความหนาแน่นและขนาดเส้นผมในบริเวณต่างๆ ของศีรษะในหญิงไทยอายุ 20-69 ปี ระหว่างผู้ที่มีภาวะผมบางจากพันธุกรรม และผู้ที่มีผมปกติ รวมถึงศึกษาความหนาแน่นของเส้นผมในแต่ละบริเวณของศีรษะในผู้ที่มีภาวะผมบางจากพันธุกรรม และปัจจัยที่มีผลต่อความหนาแน่นของเส้นผมในหญิงไทยอายุ 20-69 ปี วิธีการวิจัย: การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวาง ผู้เข้าร่วมวิจัยประกอบด้วยหญิงไทยอายุ 20-69 ปี จำนวน 382 คน แบ่งเป็นกลุ่มผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคผมร่วงจากพันธุกรรมในเพศหญิงจำนวน 191 คน ซึ่งยังไม่ได้รับการรักษาแบบ Ludwig และ Olsen และกลุ่มผู้หญิงที่มีผมปกติจำนวน 191 คน โดยมีการซักประวัติ ตอบแบบสอบถาม และใช้อุปกรณ์ส่องดูสภาพผิวหนังขยายสูงเพื่อประเมินพารามิเตอร์ของเส้นผมในแต่ละบริเวณของศีรษะ ผลการศึกษา: การศึกษาในแต่ละบริเวณของศีรษะพบว่า ความหนาแน่นของเส้นผมในกลุ่มผู้ที่มีผมปกติและผู้ที่มีภาวะผมบางจากพันธุกรรมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) โดยพบการลดลงของความหนาแน่นมากที่สุดในบริเวณฟรอนทัล พาไรทัล และเวอร์เท็กซ์ ตามลำดับ ส่วนขนาดของเส้นผมในกลุ่มผู้หญิงที่มีผมปกติและผมบางจากพันธุกรรมมีความแตกต่าง กันในบริเวณฟรอนทัล (p 0.001), พาไรทัล (p 0.007) และเวอร์เท็กซ์(p 0.002) การศึกษาในด้าน จำนวนเส้นผมต่อรูเปิดและสัดส่วนของผมเส้นอ่อนพบความแตกต่างที่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ในทุกบริเวณที่ศึกษา ส่วนการศึกษาในกลุ่มผู้ที่มีภาวะผมบางจากพันธุกรรมพบว่าความ หนาแน่นของเส้นผมในแต่ละบริเวณมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติแต่ขนาดของเส้น ผมในแต่ละบริเวณส่วนใหญ่ไม่พบความแตกต่างที่มีนัยสำคัญทางสถิติและปัจจัยที่มีผลต่อความ หนาแน่นของเส้นผมที่ลดลง ได้แก่อายุและค่าดัชนีมวลกายที่สูงขึ้น (R=0.77,p=0.01)
การศึกษาประสิทธิผลของการใช้แอปพลิเคชั่นไลน์ (Chulacancer) ผ่านโปรแกรมส่งข้อความแบบเชิงรุกและแบบตอบกลับอัตโนมัติในการให้ข้อมูลในการดูแลตนเองเบื้องต้นเมื่อพบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากยาเคมีบำบัดเปรียบเทียบกับการดูแลแบบปกติในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด, การศึกษานำร่องแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม, นราวิชญ์ สมพรไพลิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทนำ แอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือที่ช่วยเสริมสร้างความรู้สามารถช่วยให้ผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัดสามารถจัดการกับผลข้างเคียงได้ดีขึ้นและลดการมาโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น วิธีการดำเนินการวิจัย เป็นการศึกษานำร่องแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมซึ่งจัดทำ ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ถึงวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ได้รับเคมีบำบัดแบบเสริมหรือแบบก่อนผ่าตัด ซึ่งจะถูกสุ่มแบ่งเป็นกลุ่มที่ใช้งาน ChulaCancer LINE Chat และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการดูแลตามปกติ ผลลัพธ์หลักคือจำนวนการมาพบแพทย์เพิ่มเติม (รวมถึงแผนกผู้ป่วยนอก ห้องฉุกเฉิน และการนอนโรงพยาบาล) ผลการวิจัย มีผู้ป่วยทั้งหมด 40 ราย ผู้ป่วยเป็นมะเร็งเต้านม 28 ราย (70%) และมะเร็งลำไส้ใหญ่ 12 ราย (30%) ผลลัพธ์หลักจำนวนการมาพบแพทย์เพิ่มเติมในกลุ่มที่ใช้งาน ChulaCancer LINE Chat เท่ากับ 2 ครั้ง (10%) โดยเป็น 1 ครั้งที่ผู้ป่วยนอกและ 1 ครั้งที่นอนโรงพยาบาล ในขณะที่กลุ่มควบคุมมี 4 ครั้ง (20%) ได้แก่ 3 ครั้งที่ผู้ป่วยนอกและ 1 ครั้งที่นอนโรงพยาบาล ซึ่งไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างสองกลุ่ม (P = 0.661) ส่วนอุบัติการณ์ของอาการไม่พึงประสงค์ระดับที่มากกว่าเท่ากับ 3 พบในกลุ่มควบคุม 2 ราย (10%) เพียงเท่านั้น สรุปผลการวิจัย ผู้ป่วยที่ใช้ ChulaCancer LINE Chat มีแนวโน้มที่จะลดจำนวนการมาพบแพทย์เพิ่มเติมเนื่องจากผลข้างเคียงจากเคมีบำบัดเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ แต่ยังไม่ถึงระดับที่มีนัยสำคัญทางสถิติ จึงควรมีการศึกษาต่อในประชากรที่มากขึ้นและในบริบทของโรคระยะลุกลามเพื่อการนำไปใช้จริงในวงกว้าง
Neutrophil-To-Lymphocyte Ratio At Admission And Development Of Epilepsy After Ischemic Stroke, Pannaporn Imemkamon
Neutrophil-To-Lymphocyte Ratio At Admission And Development Of Epilepsy After Ischemic Stroke, Pannaporn Imemkamon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ABSTRACTBackground: Post-stroke epilepsy (PSE) is associated with increased morbidity and mortality, yet reliable predictors for its occurrence remain undefined. The systemic immune-inflammation index (SII), an inflammatory marker, has shown promise in other inflammatory diseases, but its association with PSE is not well established.Objective: This study aimed to investigate the relationship between the SII, measured during hospitalization, and the development of PSE in patients who suffered from ischemic stroke.Methods: This retrospective cohort study included the patients aged 18 and above, who were hospitalized for ischemic stroke at our center between 1 Jan 2014 to 31 Dec 2017 and followed until the …
ผลการรักษาทางคลินิกของภาวะขาดเหล็กในผู้ป่วยความดันหลอดเลือดสู่ปอดสูงในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, นพรุจ ยุทธนา
ผลการรักษาทางคลินิกของภาวะขาดเหล็กในผู้ป่วยความดันหลอดเลือดสู่ปอดสูงในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, นพรุจ ยุทธนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทนำ: ธาตุเหล็กมีหน้าที่สำคัญในการขนส่งออกซิเจนและการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ภาวะขาดธาตุเหล็กพบเป็นโรคร่วมที่สำคัญซึ่งสัมพันธ์กับผลการักษาทางคลินิกที่แย่ลง ในภาวะหัวใจด้านซ้ายล้มเหลวเรื้อรัง, ภาวะหัวใจล้มเหลวด้านขวาจากความดันหลอดเลือดปอดสูง (pulmonary arterial hypertension; PAH) และโรคความดันหลอดเลือดปอดสูงจากลิ่มเลือดอุดตันเรื้อรัง (chronic thromboembolic pulmonary hypertension; CTEPH) แม้ในปัจจุบันมีหลายการศึกษาที่แสดงความชุกภาวะขาดธาตุเหล็ก และความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ทางคลินิกที่แย่ลง ในผู้ป่วย PAH และ CTEPH อย่างไรก็ตามข้อมูลเกี่ยวกับความชุกและผลการรักษาทางคลินิกในผู้ป่วยความดันหลอดเลือดปอดสูงที่ขาดเหล็กในประเทศไทยยังมีจำกัด การศึกษานี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษา ความแตกต่างของผลการรักษาทางคลินิกในผู้ป่วยความดันหลอดเลือดปอดสูง คือ Right ventricular-Pulmonary arterial coupling (RV-PA coupling) ด้วยพารามิเตอร์ Tricuspid annular plane systolic excursion (TAPSE) to Systolic pulmonary arterial pressure (sPAP) ratio; TAPSE/sPAP ในผู้ป่วยที่มีและไม่มีภาวะขาดเหล็กวิธีการศึกษา: การศึกษาเป็นแบบรวบรวมข้อมูลย้อนหลังโดยมีกลุ่มเปรียบเทียบ ดำเนินการ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย (Single center retrospective cohort study) รวบรวมข้อมูลผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันหลอดเลือดปอดสูง (pulmonary arterial hypertension group 1; PAH) ที่ไม่มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด และผู้ป่วยโรคความดันหลอดเลือดปอดสูงจากลิ่มเลือดอุดตันเรื้อรัง ในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2564 ถึงธันวาคม พ.ศ. 2567 โดยผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาด้วยยาลดความดันเลือดปอดขนาดคงที่มาแล้วอย่างน้อย 8 สัปดาห์ และมีข้อมูลการตรวจระดับธาตุเหล็กในเลือดรวมถึงการตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (echocardiography) ภายในระยะเวลา 12 เดือน การนิยามภาวะขาดธาตุเหล็กใช้การตรวจ serum iron
ปัจจัยทำนายการเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันหลังการปลูกถ่ายไต, ธนวัฒน์ สุขสมบูรณ์
ปัจจัยทำนายการเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันหลังการปลูกถ่ายไต, ธนวัฒน์ สุขสมบูรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทนำ: โรคไตเรื้อรังเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจจะเพิ่มขึ้นตามอัตราการกรองไต (eGFR) ที่ลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย การปลูกถ่ายไตเป็นการรักษาที่ดีที่สุดและช่วยลดโอกาสการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ยังฟอกไตอยู่ อย่างไรก็ตามอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะภาวะหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันในผู้ป่วยปลูกถ่ายไตยังคงสูงกว่าเมื่อเทียบกับประชากรปกติ และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งหลังการปลูกถ่ายไต วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายการเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันหลังการปลูกถ่ายไต วิธีการศึกษา: การศึกษาจากข้อมูลย้อนหลังในผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ระหว่าง วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2561 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ.2566 จำนวน 250 ราย โดยเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนของผู้ป่วย ฐานข้อมูลของคลินิกปลูกถ่ายไต และในผู้ป่วยปลูกถ่ายไตที่เกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันจะมีการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมจากฐานข้อมูลผู้ป่วยห้องปฏิบัติการสำหรับการตรวจสวนหัวใจและหลอดเลือด ผลการศึกษา: ผู้ป่วยปลูกถ่ายไตจำนวน 250 ราย พบผู้ป่วยเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน จำนวน 12 ราย (ร้อยละ 4.8) จากการศึกษาพบปัจจัยทางคลินิกที่สัมพันธ์กับภาวะหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ประวัติโรคหลอดเลือดหัวใจ (adjusted OR=8.71, 95%CI 1.45-52.42, p=0.018), ระดับน้ำตาลในเลือด (adjusted OR=1.03, 95%CI 1.01-1.05, p=0.001) และอัตราการกรองของไต (eGFR) (adjusted OR0.94, 95%CI 0.93-0.98, p=0.002) ลักษณะของผู้ป่วยที่เกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันหลังการปลูกถ่ายไตเป็น NSTEMI ร้อยละ 66.7 และ STEMI ร้อยละ 33.3 โดยผู้ป่วยร้อยละ 66.7 มีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตั้งแต่ 2 เส้นขึ้นไป (multivessel disease) ข้อมูลการรักษาเกี่ยวกับการเปิดเส้นเลือดหัวใจ (revascularization) พบว่าเป็น PCI ร้อยละ 66.7 CABG ร้อยละ 25.0 และการรักษาแบบอนุรักษ์ (conservative management) พบร้อยละ 8.3 สรุปผลการศึกษา: ผู้ป่วยปลูกถ่ายไตโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่มีประวัติโรคหลอดเลือดหัวใจเดิม มีอัตราการกรองของไต (eGFR) ที่ต่ำ และภาวะน้ำตาลในเลือดสูง มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันหลังการปลูกถ่ายไต
การศึกษาการใช้เลเซอร์พัลส์ดายความยาวคลื่น 595 นาโนเมตรเพื่อเป็นการรักษาเสริมในภาวะอักเสบเรื้อรังของขอบเล็บจากยาต้านมะเร็ง, ธัญญพร เปรื่องเมธางกูร
การศึกษาการใช้เลเซอร์พัลส์ดายความยาวคลื่น 595 นาโนเมตรเพื่อเป็นการรักษาเสริมในภาวะอักเสบเรื้อรังของขอบเล็บจากยาต้านมะเร็ง, ธัญญพร เปรื่องเมธางกูร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภาวะขอบเล็บอักเสบ (Paronychia) เป็นอาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้บ่อยจากการใช้ยารักษาโรคมะเร็ง โดยเฉพาะในกลุ่มยามุ่งเป้า เช่น Epidermal Growth Factor Receptor Inhibitors: EGFRIs) แม้ว่าการรักษามาตรฐาน เช่น ยาสเตียรอยด์ชนิดทา (topical corticosteroids: TCS) ร่วมกับยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน จะสามารถช่วยบรรเทาอาการได้ในระดับหนึ่ง แต่อาการขอบเล็บอักเสบยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่อาจนำไปสู่การหยุดใช้ยารักษามะเร็ง เลเซอร์ชนิดพัลส์ดาย (Pulsed Dye Laser: PDL) ที่มีความยาวคลื่น 595 นาโนเมตร มีคุณสมบัติในการทำลายโครงสร้างหลอดเลือด ต้านการอักเสบ และส่งเสริมการสมานแผล จึงอาจเป็นทางเลือกเสริมที่มีศักยภาพในการรักษาภาวะดังกล่าว วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินประสิทธิภาพของการรักษาเสริมด้วย PDL ในการลดความแดง อาการบวม ความรุนแรงของโรค อาการปวด รวมถึงประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วย วิธีการศึกษา: การศึกษานี้เป็นการเปรียบเทียบก่อน–หลังโดยไม่มีการสุ่มหรือกลุ่มควบคุม (pre-post study) ในผู้ป่วย 10 ราย รวมทั้งหมด 70 นิ้วมือและนิ้วเท้าที่มีอาการขอบเล็บอักเสบระดับ 1–2 ตามเกณฑ์ CTCAE v5.0 โดยผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วย PDL สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ตัวชี้วัดหลักคือค่าดัชนีความแดงของผิวหนัง (erythema index: EI) ที่วัดด้วยอุปกรณ์มาตรฐาน ส่วนตัวชี้วัดรอง ได้แก่ คะแนนการประเมินความรุนแรงแบบปรับปรุง (modified SPOT score), อาการปวด, อาการบวม, การประเมินโดยแพทย์ (Physician Global Assessment: PGA), ความพึงพอใจของผู้ป่วยและเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ โดยมีการประเมินผลในแต่ละสัปดาห์ระหว่างการรักษาและอีกครั้ง 2 สัปดาห์หลังสิ้นสุดการรักษา ผลการศึกษา: หลังการรักษาด้วย PDL พบว่าค่าเฉลี่ยของความแดงลดลงจาก 1.63 เหลือ 1.42 (P < 0.001) และปริมาตรความบวมลดลงจาก 1.67 เหลือ 1.45 (P < 0.001) คะแนน modified SPOT ดีขึ้นจาก 3.61 เหลือ 1.99 (P < 0.001) โดยอาการปวดลดลงอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ช่วงแรกของการรักษา (จาก 4.40 เหลือ 1.25; P < 0.001) คะแนน PGA แสดงถึงการฟื้นตัวของเล็บที่ดีขึ้นตั้งแต่สัปดาห์ที่ 3 และความพึงพอใจของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจาก 0 เป็น 100 ภายในสัปดาห์ที่ 5 (P < 0.001) สรุปผล: การรักษาด้วย PDL แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการลดความแดง อาการบวม ความรุนแรงของโรค และอาการปวดในภาวะขอบเล็บอักเสบที่เกิดจากยาต้านมะเร็ง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความพึงพอใจของผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญทั้งในทางสถิติและทางคลินิก
Microbiota Diversity And Composition In Gastric Cancer By Gastric Mucosal Brushing : A Cross-Sectional Case-Control Study, Thanrada Vimonsuntirungsri
Microbiota Diversity And Composition In Gastric Cancer By Gastric Mucosal Brushing : A Cross-Sectional Case-Control Study, Thanrada Vimonsuntirungsri
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: The dysbiosis of the gastric microbiota has been implicated in gastric carcinogenesis. However, previous studies showed a large heterogeneity of the gastric microbiota profiles in various sampling methods which impacted the diagnostic yield. Currently, the specific method for assessing non-Helicobacter pylori microbiota associated with gastric cancer remain unidentified. This study aimed to compare the diagnostic yield of gastric mucosal brushing and conventional biopsy sampling methods to identify gastric microbiota in patients with gastric cancer and controls. Methods: This study, conducted from February 2024 to January 2025, included patients with treatment-naive gastric cancer and asymptomatic controls with normal esophagogastroduodenoscopy findings. …
การศึกษาอุบัติการณ์ และปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องต่อการติดเชื้อราแบบรุกรานในผู้ป่วยมะเร็ง เม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดมัยอิลอยด์ ระหว่างได้รับยาโพซาโคนาโซลใน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ณัฐภัทร นิตินัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มาของปัญหางานวิจัย: การติดเชื้อราเชิงรุกราน (Invasive Fungal Infection: IFI) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญในผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันชนิดมัยอิลอยด์ (Acute Myeloid Leukemia: AML) ที่ได้รับเคมีบำบัดระยะเข้มข้น โดยมีอุบัติการณ์ของการติดเชื้อสูงถึงร้อยละ 10 และมีอัตราการเสียชีวิตสูง เชื้อที่พบได้บ่อยคือกลุ่มเชื้อราสาย โดยเฉพาะ Aspergillus spp. ปัจจุบัน ยา posaconazole ถือเป็นยาป้องกันเชื้อรามาตรฐาน เนื่องจากมีคุณสมบัติเหมาะสมทั้งด้านเภสัชจลนศาสตร์และประสิทธิภาพครอบคลุมเชื้อรา อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อราเชิงรุกรานที่เกิดขึ้นระหว่างได้รับยาป้องกัน (Breakthrough IFI: bIFI) ยังคงพบได้ และอาจสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตที่สูงถึงร้อยละ 41 การศึกษาก่อนหน้านี้ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์รายงานอุบัติการณ์ของ bIFI อยู่ที่ร้อยละ 6 แต่ยังไม่สามารถระบุปัจจัยเสี่ยงที่แน่ชัดได้ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุก ลักษณะทางคลินิก และปัจจัยเสี่ยงของ bIFI ในผู้ป่วย AML ที่ได้รับยา posaconazole เพื่อป้องกันการติดเชื้อราสายขณะได้ยาเคมีบำบัด ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อพัฒนายุทธศาสตร์ในการป้องกันและดูแลรักษาที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นระเบียบวิธีการวิจัย: ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาแบบย้อนหลัง (Retrospective Cohort Study) โดยรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันชนิดมัยอิลอยด์ที่ได้รับยา posaconazole เพื่อป้องกันการติดเชื้อราในระหว่างได้เคมีบำบัดระยะเข้มข้นระหว่างปี พ.ศ. 2561 ถึง 2566 โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกคือผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปที่ได้รับ posaconazole เป็นการป้องกันเชื้อราอย่างต่อเนื่องมากกว่า 7 วัน และมีข้อมูลระดับยาใน 7 วันแรกหลังเริ่มยา โดยตัดผู้ป่วยที่ได้รับยาน้อยกว่า 7 วันหรือไม่มีข้อมูลระดับยาออกจากการศึกษาผลการศีกษา: จากผู้ป่วยที่เข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 243 ราย มีผู้ที่เข้าเกณฑ์การศึกษา 236 ราย พบว่ามีการเกิด bIFI จำนวน 19 ราย (ร้อยละ 8.0) โดยข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วยได้การศึกษานี้ ร้อยละ 49.5 เป็นเพศชาย อายุมัธยฐาน 50 ปี และผู้ป่วยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 83.4) เป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันชนิดมัยอิลอยด์ที่ได้รับเคมีบำบัดระยะเข้มข้น (ร้อยละ 78.2) โดยมีระดับยา …
การศึกษาการใช้ค่าดัชนีความตึงตัวของหลอดเลือดดำ Internal Jugular และการเปลี่ยนแปลงของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ช่วงหายใจออก เพื่อประเมินการตอบสนองต่อสารน้ำในผู้ป่วยที่ใส่เครื่องช่วยหายใจและมีภาวะช็อค, ไตรรงค์ ชูทรงเดช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มาและความสำคัญ: การตอบสนองต่อสารน้ำ (fluid responsiveness) คือการเปลี่ยนแปลงของปริมาตรเลือดที่หัวใจสูบฉีดออกจากหัวใจห้องล่างซ้ายต่อนาที (cardiac output, CO) ที่เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 15% ภายหลังการให้สารน้ำคริสตัลลอยด์ (crystalloid) ขนาด 4 มิลลิลิตรต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัว การประเมินการตอบสนองต่อสารน้ำเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลผู้ป่วยวิกฤต โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (sepsis) เนื่องจากส่งผลต่อการปรับปริมาณสารน้ำให้ผู้ป่วยอย่างเหมาะสม และหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากการให้สารน้ำมากหรือน้อยเกินไป โดยการประเมินการตอบสนองต่อสารน้ำทำได้โดยการใช้สายสวนหลอดเลือดแดงเข้าไปที่เส้นเลือด Pulmonary artery เพื่อทำ thermodilution หรือการวัดระยะเวลาความเร็วการไหลออกของหัวใจห้องซ้าย (left ventricular outflow tract velocity time integral, LVOT VTI) ด้วยการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงผ่านทางผนังทรงอก (transthoracic echocardiography, TTE) ซึ่งเป็นมาตรฐานในการวัดปริมาตรเลือดที่หัวใจสูบฉีดออกจากหัวใจห้องล่างซ้ายต่อนาที อย่างไรก็ตามวิธีการประเมินการตอบสนองต่อสารน้ำดังกล่าว มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในการทำหัตถการ ปัจจุบันจึงมีการใช้วิธีการทำหัตถการภายนอกร่างกายไม่รุกล้ำผู้ป่วย เพื่อประเมินการตอบสนองต่อสารน้ำ เช่น การอัลตราซาวด์เพื่อวัดค่าดัชนีความตึงตัวของหลอดเลือดดำ Internal jugular vein (Internal jugular vein distensibility index, IJVDi) หรือ การวัดความเปลี่ยนแปลงของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ช่วงหายใจออก (Change in end-tidal Carbon dioxide, ΔETCO2)วัตถุประสงค์ของการศึกษา: การศึกษานี้จึงมีเป้าหมายเพื่อประเมินประสิทธิผลของการวัดค่าดัชนีความตึงตัวของหลอดเลือดดำ Internal jugular vein และ การเปลี่ยนแปลงของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ช่วงหายใจออก ในการทำนายการตอบสนองต่อสารน้ำในผู้ป่วยภาวะช็อคที่ใส่เครื่องช่วยหายใจ (mechanical ventilator) โดยวัดปริมาตรเลือดที่หัวใจสูบฉีดออกจากหัวใจห้องล่างซ้ายต่อนาที โดยเครื่อง FloTrac™ ในการกำหนดการตอบสนองต่อการให้สารน้ำวิธีการศึกษา: การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงวินิจฉัย ในผู้ป่วยที่มีภาวะช็อคและใส่เครื่องช่วยหายใจ ในหอผู้ป่วยวิกฤตทางอายุรกรรม ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จำนวน 80 ราย โดยเก็บข้อมูลทางคลินิกต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานก่อนการทดสอบการให้สารน้ำ (fluid challenge test, FCT) ได้แก่ สัญญาณชีพต่างๆ (vital signs) ค่าดัชนีความตึงตัวของหลอดเลือดดำ Internal jugular vein (IJVDi), ค่าความแปรผันของความดันชีพจร (pulse …
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระยะคิวทีหลังการเปิดหลอดเลือดหัวใจ กับ การเกิดผลลัพธ์ทางหัวใจและหลอดเลือด ในผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดชนิด เอสทียก เฉียบพลัน, ธนโชติ ชัยพัฒนานนท์
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระยะคิวทีหลังการเปิดหลอดเลือดหัวใจ กับ การเกิดผลลัพธ์ทางหัวใจและหลอดเลือด ในผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดชนิด เอสทียก เฉียบพลัน, ธนโชติ ชัยพัฒนานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มาของปัญหางานวิจัย: การยืดออกของระยะคิวที (QT interval prolongation) สามารถพบได้ในผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ได้รับการเปิดหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นผลมาจากการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจได้รับบาดเจ็บหลังเปิดหลอดเลือด (reperfusion injury) และเป็นตัวบ่งชี้ความไม่เสถียรทางไฟฟ้าในกล้ามเนื้อหัวใจ (electrical instability in the myocardium) อย่างไรก็ตาม ผลของการยืดออกของระยะคิวที ต่อผลลัพธ์ทางคลินิกที่ ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง การยืดออกของระยะคิวที หลังการเปิดหลอดเลือดหัวใจ กับ อัตราการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุที่ 1 ปี (1 year all-cause mortality) รวมถึง ผลลัพธ์ทางหัวใจและหลอดเลือดที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลในผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดชนิด เอสทียก เฉียบพลัน (acute ST segment elevated myocardial infarction) ระเบียบวิธีการวิจัย: การศึกษาแบบย้อนหลังเชิงพรรณนาชนิด cohort (Retrospective cohort study) ในผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดชนิด เอสทียก เฉียบพลัน (acute ST segment elevated myocardial infarction) ที่ได้รับการรักษาด้วยการสวนหลอดเลือดหัวใจและเปิดขยายหลอดเลือดหัวใจชนิดปฐมภูมิ (primary percutaneous coronary intervention) ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ระหว่าง เดือน มกราคม พ.ศ. 2563 ถึง เดือน ธันวาคม พ.ศ. 2565 โดยเก็บข้อมูลทางคลินิก และ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ ก่อน และ ภายใน 12 ชั่วโมงหลังการเปิดหลอดเลือดหัวใจ ผลการศึกษา: ผู้ป่วยจำนวน 282 ราย อายุเฉลี่ย 60.15 ± 12.5 ปี, เพศชายร้อยละ 76.24 พบว่า ระยะคิวที(corrected QT interval) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังการเปิดหลอดเลือดหัวใจ โดยเพิ่มจากมัธยฐาน 425 มิลลิวินาที (IQR …
การทดลองแบบสุ่มเพื่อศึกษาผลของการส่องกล้องใส่ท่อระบายถุงน้ำดีผ่านรูเปิดท่อน้ำดีในผู้ป่วยที่มีนิ่วในถุงน้ำดีร่วมกับภาวะท่อน้ำดีอักเสบเฉียบพลันและมีระยะเวลารอการผ่าตัดถุงน้ำดีนาน, ณัฎฐ์สิดา รัตนวิริยะชัย
การทดลองแบบสุ่มเพื่อศึกษาผลของการส่องกล้องใส่ท่อระบายถุงน้ำดีผ่านรูเปิดท่อน้ำดีในผู้ป่วยที่มีนิ่วในถุงน้ำดีร่วมกับภาวะท่อน้ำดีอักเสบเฉียบพลันและมีระยะเวลารอการผ่าตัดถุงน้ำดีนาน, ณัฎฐ์สิดา รัตนวิริยะชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: การส่องกล้องใส่ท่อระบายถุงน้ำดีผ่านรูเปิดท่อน้ำดี (endoscopic transpapillary gallbladder stenting; ETGS) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการกลับเป็นซ้ำในผู้ป่วยที่มีภาวะถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน (acute cholecystitis) และมีระยะเวลารอผ่าตัดถุงน้ำดีนาน อย่างไรก็ตามข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการส่องกล้องใส่ท่อระบายถุงน้ำดีผ่านรูเปิดท่อน้ำดีในผู้ป่วยที่มีภาวะท่อน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน (acute cholangitis) โดยไม่มีภาวะถุงน้ำดีอักเสบร่วมด้วยนั้นยังมีจำกัด การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบสุ่มเพื่อเปรียบเทียบอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนในทางเดินน้ำดีและตับอ่อนที่ 3 เดือน ในผู้ป่วยที่มีภาวะท่อน้ำดีอักเสบเฉียบพลันโดยไม่มีถุงน้ำดีอักเสบและมีระยะเวลารอผ่าตัดถุงน้ำดีนาน ระหว่างกลุ่มที่ได้รับและไม่ได้รับการส่องกล้องใส่ท่อระบายถุงน้ำดีผ่านรูเปิดท่อน้ำดี วิธีการวิจัย: ในช่วงเดือนมิถุนายน 2567 ถึงเดือนมีนาคม 2568 ผู้ป่วยที่มีภาวะท่อน้ำดีอักเสบเฉียบพลันโดยไม่มีถุงน้ำดีอักเสบและมีระยะเวลารอผ่าตัดถุงน้ำดีนาน ซึ่งเข้าได้กับเกณฑ์คัดเลือกในการศึกษาได้รับการสุ่มแบ่งเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเอ (กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการส่องกล้องใส่ท่อระบายถุงน้ำดีผ่านรูเปิดท่อน้ำดี) และกลุ่มบี (กลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการส่องกล้องใส่ท่อระบายถุงน้ำดีผ่านรูเปิดท่อน้ำดี) โดยทำการเปรียบเทียบอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนในทางเดินน้ำดีและตับอ่อนที่ 3 เดือนระหว่างผู้ป่วยทั้งสองกลุ่ม ผลการวิจัย: ผู้ป่วยทั้งหมด 140 ราย ที่เข้าได้กับเกณฑ์คัดเลือกได้รับการสุ่มแบ่งออกเป็น กลุ่มเอ จำนวน 70 ราย และกลุ่มบี จำนวน 70 ราย ผู้ป่วยทุกรายประสบความสำเร็จในการส่องกล้องตรวจรักษาท่อน้ำดีและตับอ่อน (ERCP) เพื่อกำจัดนิ่วในท่อน้ำดี สำหรับกลุ่มเอ อัตราความสำเร็จในทางเทคนิคและอัตราความสำเร็จทางคลินิกของการส่องกล้องใส่ท่อระบายถุงน้ำดีผ่านรูเปิดท่อน้ำดีเท่ากับร้อยละ 90 และร้อยละ 100 ตามลำดับ โดยอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังทำหัตถการไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างกลุ่มเอ และกลุ่มบี (ร้อยละ 5.7 เทียบกับร้อยละ 1.4; p = 0.17) แต่อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนในทางเดินน้ำดีและตับอ่อนที่ 3 เดือนต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มเอ เมื่อเทียบกับกลุ่มบี (ร้อยละ 0 เทียบกับร้อยละ 10; p = 0.01) การวิเคราะห์ Kaplan-Meier พบว่าอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนในทางเดินน้ำดีและตับอ่อนในกลุ่มเอ ต่ำกว่ากลุ่มบี อย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.004) ในช่วงระยะเวลาการติดตามผล 150.5 วัน (ช่วง 91-291 วัน) สรุป: การส่องกล้องใส่ท่อระบายถุงน้ำดีผ่านรูเปิดท่อน้ำดีมีประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนในทางเดินน้ำดีและตับอ่อนที่ 3 เดือน ในผู้ป่วยที่มีภาวะท่อน้ำดีอักเสบเฉียบพลันโดยไม่มีภาวะถุงน้ำดีอักเสบและมีระยะเวลารอผ่าตัดถุงน้ำดีนาน ซึ่งผู้ป่วยในกลุ่มที่ไม่ได้รับการส่องกล้องใส่ท่อระบายถุงน้ำดีผ่านรูเปิดท่อน้ำดีจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลซ้ำจากการเกิดภาวะแทรกซ้อนในทางเดินน้ำดีและตับอ่อนนี้
ความชุกและปัจจัยเกี่ยวข้องกับภาวะเสียงผิดปกติในครูอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี, ชนม์นิภา ประดิษฐ
ความชุกและปัจจัยเกี่ยวข้องกับภาวะเสียงผิดปกติในครูอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี, ชนม์นิภา ประดิษฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะเสียงผิดปกติในครูอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี กลุ่มตัวอย่างเป็นครูในโรงเรียนสังกัดอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จำนวน 373 คน ซึ่งสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิและสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลในช่วง เดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2567 โดยใช้แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลปัจจัยด้านการทำงาน และแบบสอบถาม Voice Handicap Index (VHI) ฉบับภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสองตัวแปร และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบโลจิสติก ผลการศึกษาพบว่า ครูส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 31-40 ปี สมรสแล้ว และมีประสบการณ์การสอนมากกว่า 10 ปี ความชุกของภาวะเสียงผิดปกติในกลุ่มตัวอย่างอยู่ที่ร้อยละ 25.7 โดยครูที่สอนทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษามีความชุกของภาวะเสียงผิดปกติสูงถึงร้อยละ 63.6 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะเสียงผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การเป็นหวัดบ่อยครั้ง (Adjusted OR = 3.75, 95% CI = 1.74-8.10), สถานะโสด (Adjusted OR = 2.61, 95% CI = 1.51-4.52), การดื่มสุราเป็นครั้งคราว (Adjusted OR = 2.07, 95% CI = 1.21-3.54) และการมีประวัติเสียงผิดปกติในครอบครัว (Adjusted OR = 6.10, 95% CI = 1.60-23.27) ในทางตรงกันข้าม ครูที่รู้วิธีป้องกันเสียงแหบมีความเสี่ยงต่อภาวะเสียงผิดปกติน้อยลง (Adjusted OR = 0.44, 95% CI = 0.26-0.76) จากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าภาวะเสียงผิดปกติในครูเป็นปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม และควรมีการพัฒนามาตรการเฝ้าระวังและส่งเสริมความรู้ในการป้องกันการเกิดภาวะเสียงผิดปกติในครูต่อไป
Cytokine Levels In Malignant Pleural Effusion: Comparison Between Expandable And Non-Expandable Lung, Jarudul Phocharoen
Cytokine Levels In Malignant Pleural Effusion: Comparison Between Expandable And Non-Expandable Lung, Jarudul Phocharoen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Lung expandability is crucial for successful pleurodesis in malignant pleural effusion (MPE); however, pleurodesis failure can occur despite meeting expandability criteria. Objectives: To study pleural fluid cytokines as potential biomarkers for predicting lung expandability and pleurodesis outcomes in MPE. Methods: Sixty-eight patients with MPE were enrolled and classified into expandable (n = 34; pleural elastance ≤ 14.5 cmH2O/L or pleural apposition ≥ 75%) and non-expandable (n = 34; pleural elastance > 14.5 cmH2O/L and pleural apposition < 75%) lung groups. Pleural fluid cytokine levels were measured using multiplex assays and compared. Pleurodesis outcomes were assessed in the expandable lung group, and the diagnostic performance of these cytokines in predicting pleurodesis success was evaluated. Results: Pleural fluid cytokine levels, including transforming growth factor-β1 (TGF-β1), did not significantly differ between patients with expandable and non-expandable lungs, nor did they correlate with pleural elastance. However, within the expandable lung group, where 25% of patients experienced pleurodesis failure, TGF-β1 levels were significantly higher in the failure group (median [IQR]: 5,779.83 [3,924.54–9,705.53]) than in the success group (2,598.93 [1,425.35–3,294.35]; p = 0.003). A TGF-β1 cutoff of < 3,743.04 pg/mL demonstrated 90.48% sensitivity and 85.71% specificity for predicting pleurodesis success. Conclusion: Pleural fluid TGF-β1 may predict pleurodesis success in expandable lung, but its limited correlation with lung expandability and pleural elastance suggests complex biological and mechanical interactions.
สุขภาพจิตและกลไกทางจิตของเจ้าหน้าที่ขนขยะมูลฝอยสังกัดกรุงเทพมหานคร, จิรทีปต์ ชอบทำกิจ
สุขภาพจิตและกลไกทางจิตของเจ้าหน้าที่ขนขยะมูลฝอยสังกัดกรุงเทพมหานคร, จิรทีปต์ ชอบทำกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์ภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะสุขภาพจิต กลไกทางจิต และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะสุขภาพจิตของเจ้าหน้าที่ขนขยะมูลฝอยสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าหน้าที่ขนขยะมูลฝอยสังกัดกรุงเทพมหานครจำนวน 265 ราย ซึ่งคัดเลือกโดยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม พ.ศ. 2567 ด้วยแบบสอบถามที่ประกอบด้วยปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านการทำงาน แบบสอบถามกลไกทางจิตฉบับภาษาไทย และแบบสอบถามวัดสุขภาพจิตคนไทยฉบับสมบูรณ์ 55 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน รวมถึงการวิเคราะห์ความสัมพันธ์แบบสองตัวแปรและพหุตัวแปรโดยใช้สถิติการถดถอยโลจิสติกเชิงพหุ ผลการศึกษาพบว่า เจ้าหน้าที่ขนขยะมูลฝอยร้อยละ 39.6 มีภาวะสุขภาพจิตต่ำกว่าคนทั่วไป และเมื่อควบคุมปัจจัยอื่น พบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะสุขภาพจิตต่ำกว่าคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การใช้กลไกทางจิตประเภทบิดเบือนภาพลักษณ์ตนเองหรือผู้อื่น (OR=3.50, 95%CI 1.64-7.46) การใช้กลไกทางจิตประเภทที่ช่วยลดความรู้สึกที่ไม่พึงประสงค์ (OR=2.86, 95%CI 1.49-5.48) ระดับการศึกษาประถมศึกษา/มัธยมศึกษาตอนต้น (OR=1.91, 95%CI 1.12-3.26) และความพึงพอใจต่อตารางการปฏิบัติงานในระดับต่ำ (OR=2.22, 95%CI 1.04-4.73) จากผลการศึกษาดังกล่าว องค์กรควรมีมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังสุขภาพจิต โดยกำหนดนโยบายคัดกรองสุขภาพจิตประจำปี และจัดให้มีระบบรายงานปัญหาสุขภาพจิตแก่หัวหน้างาน รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิต เช่น การให้ความรู้เรื่องการจัดการความเครียด ควรเสริมสร้างกลไกทางจิตที่เหมาะสมโดยฝึกอบรมให้เจ้าหน้าที่ใช้กลไกทางจิตเชิงบวก และปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงานเพื่อลดแรงกดดัน