Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Medicine and Health Sciences Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type

Articles 301 - 330 of 11369

Full-Text Articles in Medicine and Health Sciences

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความร่วมมือในการรักษา ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีโรคร่วมวัณโรค, ปริญญดา เปการี, ศิรินภา จิตติมณี, สุรีพร ธนศิลป์ Jan 2025

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความร่วมมือในการรักษา ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีโรคร่วมวัณโรค, ปริญญดา เปการี, ศิรินภา จิตติมณี, สุรีพร ธนศิลป์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: ศึกษาความร่วมมือในการรักษาของผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีโรคร่วมวัณโรค และศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ กับความร่วมมือในการรักษาของผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีโรคร่วมวัณโรค

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงบรรยายแบบหาความสัมพันธ์

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อเอชไอวีและเป็นวัณโรค มีอายุตั้งแต่ 20 -59 ปี จำนวน 84 ราย จากคลินิกยาต้านเอชไอวีและคลินิกโรคปอด ณ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่งในจังหวัดกรุงเทพมหานคร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความร่วมมือในการรักษา แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม แบบประเมินปัญหาการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แบบประเมินความรู้เกี่ยวกับการรักษาด้วยยาต้านเอชไอวีและยารักษาวัณโรค และแบบประเมินการตีตราภายในตนเองในผู้ติดเชื้อเอชไอวี เก็บรวมรวมข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม ถึงเดือนพฤษภาคม 2567 โดยกลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามขณะมารับการรักษา ณ คลินิกยาต้านเอชไอวี วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย สถิติสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และสถิติสหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน

ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างจำนวน 84 ราย มีระดับความร่วมมือในการรักษาโดยรวมในระดับสูง (  =  56.23, SD  =  6.81) การสนับสนุนทางสังคม มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความร่วมมือในการรักษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r  =  .218) และ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีความสัมพันธ์ทางลบกับความร่วมมือในการรักษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (rs  =  -.311) แต่ความรู้เกี่ยวกับการรักษาด้วยยา ต้านเอชไอวีและยารักษาวัณโรค (r  =  .189) และ การตีตราภายในตนเอง (r  =  -.119) ไม่มีความสัมพันธ์กับความร่วมมือในการรักษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

สรุป: ผลการศึกษานี้สามารถเป็นแนวทางในการพัฒนาโปรแกรมในการพยาบาล การส่งเสริมพฤติกรรมการให้ความร่วมมือในการรักษาของผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีโรคร่วมวัณโรค


ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุ โรคหลอดเลือดสมอง, ณิรินทร์ญา ปิยะพีรกาญจน์, ศิริพันธุ์ สาสัตย์ Jan 2025

ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุ โรคหลอดเลือดสมอง, ณิรินทร์ญา ปิยะพีรกาญจน์, ศิริพันธุ์ สาสัตย์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรรกับความเข้มเข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง

แบบแผนงานวิจัย: การวิจัยเชิงบรรยาย

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองครั้งแรก จำนวน 93 คน ที่มาติดตามการรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลระดับตติยภูมิของรัฐ ในเขตกรุงเทพมหานคร สุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินกิจวัตรประจำวันดัชนีบาร์เธลเอดีแอล แบบประเมินความเศร้าในผู้สูงอายุไทย แบบสอบถามความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย แบบประเมินความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง และแบบสอบถามความเข้มแข็งทางใจสำหรับผู้สูงอายุไทย ค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .84, .85, .87, .80 และ .93 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา สถิติสหสัมพันธ์อีต้า สหสัมพันธ์สเปียร์แมนและสหสัมพันธ์เพียร์สัน

ผลการวิจัย: 1) ความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมองโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( = 72.83, SD = 0.64) 2) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่ ระดับการศึกษา ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน (r = .659, .620, .265 ตามลำดับ) ส่วนภาวะซึมเศร้า และความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยมีความสัมพันธ์ทางลบกับความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง (r = -.310, -.603 ตามลำดับ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) เพศและสถานภาพสมรส ไม่มีความสัมพันธ์กับความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง

สรุป: การส่งเสริมความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง อาจพิจารณานำปัจจัยที่มีความสัมพันธ์จากการค้นพบในการศึกษานี้ เป็นแนวทางในการสร้างโปรแกรมส่งเสริมความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมองต่อไป


การพัฒนาและทดลองใช้โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่าน แอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและ ระดับไขมันความหนาแน่นต่ำของผู้ที่มีภาวะหัวใจขาดเลือดเรื้อรัง, ชัชพงศ์ สมุทรอาลัย, รัตน์ศิริ ทาโต Jan 2025

การพัฒนาและทดลองใช้โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่าน แอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและ ระดับไขมันความหนาแน่นต่ำของผู้ที่มีภาวะหัวใจขาดเลือดเรื้อรัง, ชัชพงศ์ สมุทรอาลัย, รัตน์ศิริ ทาโต

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาและทดลองโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจขาดเลือดเรื้อรัง

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยและพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาผลของโปรแกรมที่มีต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและระดับไขมัน LDL-C ในกลุ่มผู้ป่วยภาวะหัวใจขาดเลือดเรื้อรัง

วิธีการดำเนินการวิจัย: กระบวนการพัฒนาโปรแกรมแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1) การศึกษาสภาพปัญหาของผู้ที่มีภาวะหัวใจขาดเลือดเรื้อรังร่วมกับการทบทวนวรรณกรรม 2) การออกแบบและพัฒนาโปรแกรมส่งเสริม ความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์และ 3) การทดลองใช้โปรแกรมในกลุ่มผู้ที่มีภาวะหัวใจขาดเลือดเรื้อรัง โปรแกรมถูกประเมิน ในด้านความเหมาะสม ความต่อเนื่องของเนื้อหา และความถูกต้องทางภาษา กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่มีภาวะหัวใจขาดเลือดเรื้อรังที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเลิดสิน จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษา: โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์มีคะแนนเฉลี่ยด้านความสะดวกในการใช้งาน 4.6 (±0.48) คะแนนเฉลี่ยด้านการใช้ประโยชน์ได้จริงของโปรแกรม 5 (±0.00) คะแนนเฉลี่ยด้านความปลอดภัยในการใช้งาน 4.53 (±0.51) และคะแนนเฉลี่ยด้านความพึงพอใจในการใช้โปรแกรม 4.8 (±0.35) ชี้ให้เห็นว่าโปรแกรมดังกล่าวมีความเหมาะสมที่จะนำไปใช้ในการศึกษากับกลุ่มตัวอย่างที่มีขนาดใหญ่ขึ้นในอนาคต


ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ติดเชื้อโควิด-19 หลังจำหน่ายออกจากระบบ, จิรารัตน์ ขันติยะบุตร, ปิ่นหทัย ศุภเมธาพร, สุรีพร ธนศิลป์ Jan 2025

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ติดเชื้อโควิด-19 หลังจำหน่ายออกจากระบบ, จิรารัตน์ ขันติยะบุตร, ปิ่นหทัย ศุภเมธาพร, สุรีพร ธนศิลป์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพและความสัมพันธ์ระหว่าง อายุ เพศ โรคร่วม ดัชนีมวลกาย อาการ และสภาวะการทำหน้าที่ กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ติดเชื้อโควิด-19 หลังจำหน่ายออกจากระบบ

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบพรรณนาเชิงความสัมพันธ์

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง เป็นผู้ป่วยที่เคยติดเชื้อโควิด-19 และได้รับการจำหน่ายจากโรงพยาบาลรามาธิบดี จำนวน 113 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบประเมินอาการ แบบประเมินสภาวะการทำหน้าที่ และแบบประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา ได้ .80 1.0 และ .88 และความเที่ยงได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค .83 .83 และ .81 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา สัมประสิทธิ์อีต้า และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน

ผลการศึกษา: พบว่า คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ติดเชื้อโควิด-19 หลังจำหน่ายออกจากระบบโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (M = 23.38, SD = 3.55) โดยสภาวะการทำหน้าที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ติดเชื้อโควิด-19 หลังจำหน่ายออกจากระบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .257) และอาการมีความสัมพันธ์ทางลบกับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของกลุ่มตัวอย่าง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยอาการที่มีความสัมพันธ์ ได้แก่เจ็บหน้าอก/ใจสั่น อาการอ่อนเพลีย/เหนื่อยล้า
อาการหายใจลำบาก/หอบเหนื่อย อาการปวดศีรษะ/เวียนศีรษะ อาการนอนไม่หลับ อาการมึนงง/คิดไม่ออก อาการปวดเจ็บในข้อ และปัญหาด้านอารมณ์ (r = -.363, -.292, -.247, -.250, -.281, -.295, -.229 และ -.198 ตามลำดับ) ส่วนอายุ เพศ โรคร่วม และดัชนีมวลกาย ไม่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ติดเชื้อโควิด-19 หลังจำหน่ายออกจากระบบ

สรุป: ผลของการศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ติดเชื้อโควิด-19 หลังจำหน่ายออกจากระบบจะเป็นข้อมูลในการเตรียมการดูแลผู้ติดเชื้อกลุ่มนี้ ต่อไป


มะเร็งจอประสาทตา : บทบาทพยาบาลทางคลินิกกับการพยาบาลผู้ป่วยโรคมะเร็งจอประสาทตา, ปิยาณี ณ นคร, พนิดา ตึกหิน Jan 2025

มะเร็งจอประสาทตา : บทบาทพยาบาลทางคลินิกกับการพยาบาลผู้ป่วยโรคมะเร็งจอประสาทตา, ปิยาณี ณ นคร, พนิดา ตึกหิน

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

มะเร็งจอประสาทตา เป็นมะเร็งที่พบบ่อยในเด็ก เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ต้นกำเนิดในชั้นจอประสาทตา เนื่องจากโครโมโซมคู่ที่ 13 เกิดการผ่าเหล่าที่ผิดปกติ เซลล์จึงมีลักษณะการเจริญไปเป็นเซลล์มะเร็ง ส่งผลกระทบรุนแรงต่อการมองเห็นและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากวินิจฉัยล่าช้า การดูแลรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องอาศัยทีมสหสาขาวิชาชีพ พยาบาลทางคลินิกจึงมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งจอประสาทตา โดยมีบทบาทการประเมินปัญหาและการวางแผนการดูแล ตั้งแต่การประเมินปัญหาภาวะสุขภาพ การดูแลและให้การช่วยเหลือเพื่อให้ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถปรับตัวได้ การดูแลผู้ป่วยขณะรักษาตัวในโรงพยาบาล ทั้งก่อนและหลังผ่าตัด การดูแลให้การพยาบาลตามแผนการรักษาของแพทย์ นอกจากนี้พยาบาลทางคลินิกยังมีบทบาทในการให้แนวทางการป้องกันภาวะแทรกซ้อน การเตรียมผู้ป่วยเพื่อการฟื้นฟูและแนวทางการสร้างเสริมสุขภาพ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ป่วยเด็กมะเร็งจอประสาทตาและครอบครัวสามารถดูแลตนเองทั้งด้านร่างกายและจิตใจเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนและนำเสนอวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งจอประสาทตา รวมทั้งอธิบายบทบาทเชิงวิชาชีพของพยาบาลทางคลินิกในการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งจอประสาทตา เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติการพยาบาลสำหรับพยาบาลทางคลินิกในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้อย่างมีประสิทธิภาพ


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อ ไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ, ศรัณย์พร ศรีใจอินทร์, ศิริพันธุ์ สาสัตย์ Jan 2025

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อ ไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ, ศรัณย์พร ศรีใจอินทร์, ศิริพันธุ์ สาสัตย์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง อายุ เพศ ภาวะอ้วน การสูบบุหรี่ โรคประจำตัว ประวัติการรับวัคซีนป้องกันโควิค-19 ก่อนการติดเชื้อ ความรุนแรงของอาการติดเชื้อโควิด-19 การรักษาที่ได้รับระหว่างพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ความเครียด และกิจกรรมทางกายกับอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ

รูปแบบการวิจัย: เชิงพรรณนาและหาความสัมพันธ์

วิธีการดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปทั้งเพศชายและหญิงที่มีประวัติติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นเวลาอย่างน้อย 4 สัปดาห์ขึ้นไป โดยนับตั้งแต่วันแรกของการติดเชื้อ และเคยเข้ารับการรักษาทั้งเป็นผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน หรือหอผู้ป่วยเฉพาะกิจโควิด-19 (Hospitel) ในโรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลตำรวจ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 87 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดความรู้สึกเครียด แบบสอบถามกิจกรรมทางกายระดับสากล และแบบสอบถามอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อ ไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ โดยเครื่องมือมีคุณภาพทั้งความตรงตามเนื้อหาและความเที่ยง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อีต้า สถิติสหสัมพันธ์สเปียร์แมน และสถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน

ผลการศึกษา: 1) อาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ พบมากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ อ่อนเพลีย/เหนื่อยล้า ไอ นอนไม่หลับ มีเสมหะ เจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อ มีน้ำมูก หายใจลำบาก ปวดตามข้อ และปวดหลัง 2) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p<.05 ประกอบด้วย ภาวะอ้วน (rp = .69) เพศ ( = .31) ความเครียด (rp = .33) โรคประจำตัว ( = .23) อายุ (rs = -.23) และประวัติการรับวัคซีนป้องกันโควิค-19 ก่อนการติดเชื้อ (rp = -.16) ส่วนการสูบบุหรี่ ความรุนแรงของอาการติดเชื้อโควิด-19 การรักษาที่ได้รับระหว่างพักรักษาตัวในโรงพยาบาล และกิจกรรมทางกาย ไม่มีความสัมพันธ์กับอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ

สรุป: สามารถนำผลการวิจัยที่ได้รับไปพัฒนาโปรแกรมการดูแลผู้สูงอายุที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 เพื่อลดปัจจัยการเกิดอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ได้ต่อไป


ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับการยอมรับความตายของผู้ที่เป็นไตระยะสุดท้าย, จันจิรา เพ็ญ, สุรีพร ธนศิลป์ Jan 2025

ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับการยอมรับความตายของผู้ที่เป็นไตระยะสุดท้าย, จันจิรา เพ็ญ, สุรีพร ธนศิลป์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง อายุ ชนิดการรักษา ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย ความเชื่อทางศาสนาพุทธเกี่ยวกับความตาย ภาระที่ค้างคา และการรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเองกับการยอมรับความตายของผู้ที่เป็นโรคไตระยะสุดท้าย

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงบรรยายหาความสัมพันธ์

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าป่วยเป็นโรคไตระยะสุดท้าย ที่เข้ามารับบริการ ณ ศูนย์โรคไตและหน่วยไตเทียมคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาลมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และหน่วยไตเทียม มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย จำนวน 125 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล การยอมรับความตายวิถีพุทธ ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย ความเชื่อทางศาสนาเกี่ยวกับความตาย ภาระที่ค้างคา และการรับรู้ในความสามารถของตนเอง มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .85, .87, .80, .73, และ .74 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงบรรยายและค่าสัมประสิทธ์ของเพียร์สัน

ผลการศึกษา: ผู้ที่เป็นโรคไตระยะสุดท้ายมีการยอมรับความตายในระดับสูง (Mean = 39.20, SD = 5.16) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับการยอมรับความตายของผู้ที่โรคเป็นไตระยะสุดท้าย ได้แก่ อายุ ความเชื่อทางศาสนาพุทธเกี่ยวกับความตาย (r = .74 , r =.77, p<.05) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลาง ได้แก่ การรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเอง (r =.65, p<.05) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางลบในระดับสูง ได้แก่ ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย (r = -.78, p<.05) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางลบในระดับปานกลาง ได้แก่ ภาระที่ค้างคา (r = -.66, p<.05) และชนิดการรักษาไม่มีความสัมพันธ์กับการยอมรับความตาย

สรุป: การยอมรับความตายของผู้ที่เป็นโรคไตระยะสุดท้ายมีความสัมพันธ์กับหลายปัจจัย ดังนั้นควรนำปัจจัยดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเชื่อทางศาสนาพุทธเกี่ยวกับความตาย ไปใช้เป็นฐานข้อมูลในการสร้างโปรแกรมการวางแผนการพยาบาลเพื่อส่งเสริมการตายดีในผู้ป่วยกลุ่มนี้ต่อไป


การประเมินคุณภาพและประสิทธิผลของหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2562) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามโดยใช้กรอบแนวคิด Cipp Model, อุมาภรณ์ กั้วสิทธิ์, ถิรนันท์ ทิพย์ชาติ, อาริยา สอนบุญ, เลอลักษณ์ แทนเกษม, จตุพร จำรองเพ็ง, พรทิพย์ เวียงสมุทร, อภิสิทธิ์ จันทร์เกตุ Jan 2025

การประเมินคุณภาพและประสิทธิผลของหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2562) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามโดยใช้กรอบแนวคิด Cipp Model, อุมาภรณ์ กั้วสิทธิ์, ถิรนันท์ ทิพย์ชาติ, อาริยา สอนบุญ, เลอลักษณ์ แทนเกษม, จตุพร จำรองเพ็ง, พรทิพย์ เวียงสมุทร, อภิสิทธิ์ จันทร์เกตุ

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินคุณภาพและประสิทธิผลของหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2562) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยใช้กรอบแนวคิด CIPP Model ซึ่งประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ บริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลผลิต

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณนาแบบผสานวิธี

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย นิสิตพยาบาล อาจารย์ประจำหลักสูตรฯ ผู้บริหาร ศิษย์เก่า และผู้ใช้บัณฑิต เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา

ผลการวิจัย: พบว่าคุณภาพของหลักสูตรอยู่ในระดับ “ดีมาก” ด้านบริบท ( = 4.46, SD =  .41) ด้านปัจจัยนำเข้า ( = 4.35, SD =  .42) ด้านกระบวนการ ( = 4.63, SD =  .45) และ ด้านผลผลิต ( = 4.53, SD =  .39) ความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียระดับมาก ( = 4.13, SD =  .59) สะท้อนว่าหลักสูตรฯ มีความ
เหมาะสม มีประสิทธิผลสูง และตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้บัณฑิต

สรุป: หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตมีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร กระบวนการเรียนรู้ และผลลัพธ์ทางวิชาชีพ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายคือ การพัฒนาศักยภาพอาจารย์และนิสิตด้านเทคโนโลยีดิจิทัล การสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายบริการสุขภาพ และการประเมินคุณภาพหลักสูตรตามกรอบ CIPP อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษาพยาบาลให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและรองรับการเปลี่ยนแปลงของระบบสุขภาพในอนาคต


ผลของโปรแกรมส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต่อความสามารถในการทำกิจกรรมของผู้ป่วยหลังผ่าตัดสะโพก, อิสริยา ทับทิม, นรลักขณ์ เอื้อกิจ Jan 2025

ผลของโปรแกรมส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต่อความสามารถในการทำกิจกรรมของผู้ป่วยหลังผ่าตัดสะโพก, อิสริยา ทับทิม, นรลักขณ์ เอื้อกิจ

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต่อความสามารถใน
การทำกิจกรรมของผู้ป่วยหลังผ่าตัดสะโพก

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยหลังผ่าตัดสะโพก อายุ 30-84 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยจาก
แพทย์ศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ว่า มีภาวะกระดูกสะโพกหัก ได้รับการผ่าตัดสะโพก และเข้าพักรักษาตัวใน
หอผู้ป่วยศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลเลิดสิน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามคุณสมบัติ โดยการเลือก
กลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จับคู่กลุ่มตัวอย่างด้วยตัวแปร อายุ ระดับการศึกษา และความปวด
แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 22 คน กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ และ
กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความสามารถในการทำกิจกรรม ประเมินโดยใช้แบบบันทึกระยะทางที่ผู้ป่วยเดินได้บนพื้นราบภายในเวลา 6 นาที (Six-minute walk test) โปรแกรมส่งเสริม
ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ตารางบันทึกการส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเป็นเครื่องมือกำกับ
การทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ และสถิติทดสอบค่าที

ผลการวิจัย:    1.           ผู้ป่วยหลังผ่าตัดสะโพกภายหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
มีความสามารถในการทำกิจกรรมสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อใน
ระยะก่อนจำหน่าย สัปดาห์ที่ 2 และสัปดาห์ที่ 6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

  1. 2.  ผู้ป่วยหลังผ่าตัดสะโพกที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมความของแรงของกล้ามเนื้อมีความสามารถในการทำกิจกรรมสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติในระยะก่อนจำหน่าย สัปดาห์ที่ 2 และสัปดาห์ที่ 6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมการสื่อสารในครอบครัวต่อการเสพสารเสพติดของวัยรุ่นผู้เสพติดสารกลุ่มโอปิออยด์ด้วยวิธีฉีด, ธารทิพย์ สุภาทิต, สุนิศา สุขตระกูล Jan 2025

ผลของโปรแกรมการสื่อสารในครอบครัวต่อการเสพสารเสพติดของวัยรุ่นผู้เสพติดสารกลุ่มโอปิออยด์ด้วยวิธีฉีด, ธารทิพย์ สุภาทิต, สุนิศา สุขตระกูล

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการสื่อสารในครอบครัวการเสพสารเสพติดของวัยรุ่นผู้เสพติดสารกลุ่มโอปิออยด์ด้วยวิธีฉีด

รูปแบบการวิจัย: เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ศึกษาสองกลุ่มแบบวัดซ้ำ

วิธีการดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง วัยรุ่นชายเสพติดสารกลุ่มโอ ปิออยด์ด้วยวิธีฉีด อายุ 18-24 ปี และพ่อ/แม่ ที่เข้ารับการบำบัด สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนีจำนวน 50 ครอบครัว กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมรวม 6 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยได้แก่ 1) โปรแกรมการสื่อสารในครอบครัว 2) แบบประเมินปริมาณการเสพสารกลุ่มโอปิออยด์ 3) แบบประเมินการสื่อสารในครอบครัว วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติ ได้แก่ Wilcoxon signed-rank test, และ Mann-Whitney U Test กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

ผลการวิจัย: วัยรุ่นผู้เสพติดสารกลุ่มโอปิออยด์ด้วยวิธีฉีดที่ได้รับโปรแกรมการสื่อสารในครอบครัว มีการเสพสารกลุ่มโอปิออยด์ในระยะหลังการทดลองทันที และหลังการทดลอง 1 เดือน ลดลงกว่าก่อนการทดลอง และ มีการเสพสารกลุ่มโอปิออยด์ลดลงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการดูแลตามปกติ ในระยะหลังการทดลองทันที และหลังการทดลอง 1 เดือนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

สรุป: โปรแกรมการสื่อสารในครอบครัวทำให้การเสพสารเสพติดมีความแตกต่างกันซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน


ผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตแบบชี่กงต่ออาการเหนื่อยล้า อาการนอนไม่หลับและอาการ วิตกกังวล ในผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับยาเคมีบำบัดแบบเสริม, อรุณศรี สารธิมา, นพมาศ พัดทอง Jan 2025

ผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตแบบชี่กงต่ออาการเหนื่อยล้า อาการนอนไม่หลับและอาการ วิตกกังวล ในผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับยาเคมีบำบัดแบบเสริม, อรุณศรี สารธิมา, นพมาศ พัดทอง

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตแบบชี่กงต่ออาการเหนื่อยล้า นอนไม่หลับและอาการวิตกกังวล ในผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัดแบบเสริม

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Research)

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมในระยะที่ 1-3 อายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ได้รับยาเคมีบำบัดเสริม จำนวน 42 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 21 คน กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ในขณะที่กลุ่มทดลองได้รับการพยาบาลตามปกติร่วมกับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตแบบชี่กง ตามแนวคิดการจัดการอาการของ Dodd และคณะ (2001) และแนวคิดการบริหารกาย-จิตแบบชี่กง ของ เทอดศักดิ์ เดชคง (2545) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ 1.แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 2. แบบบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็ง 3. แบบประเมินอาการ ได้แก่ แบบประเมินอาการเหนื่อยล้า แบบประเมินอาการนอนไม่หลับ แบบประเมินอาการวิตกกังวล วิเคราะห์หาค่าความเที่ยงของเครื่องมือโดยหาค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาครอนบาค ได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ .96, .81, และ .80 ตามลำดับ และ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที


ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวโดยบูรณาการกับแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, ศิริพร พึ่งตน, สุดาพร สถิตยุทธการ Jan 2025

ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวโดยบูรณาการกับแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, ศิริพร พึ่งตน, สุดาพร สถิตยุทธการ

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาการเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมฯ และเพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนที่เข้าได้รับโปรแกรมฯกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยจิตเภทและผู้ดูแลในชุมชนที่มารับบริการแผนกจิตเวชและยาเสพติดของโรงพยาบาลองครักษ์ จำนวน 40 คน จับคู่ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันด้วยอายุและเพศ เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย  1) โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวโดยบูรณาการกับแอปพลิเคชันไลน์  2) แบบวัดพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษา  3) แบบวัดความรู้ความเข้าใจผู้ป่วยจิตเภทและผู้ดูแล เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบความตรงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ  5 ท่าน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงแบบมาตรฐานและสถิติทดสอบที

ผลการศึกษา: 1) พฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนที่ได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวโดยบูรณาการกับแอปพลิเคชันไลน์สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ  .05

2) พฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนที่ได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวโดยบูรณาการกับแอปพลิเคชันไลน์สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .05

สรุป: โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวโดยบูรณาการกับแอปพลิเคชันไลน์ช่วยให้ผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนมีพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาสูงขึ้น


ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาล, นวภัทร คงดี, ศิริพันธุ์ สาสัตย์ Jan 2025

ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาล, นวภัทร คงดี, ศิริพันธุ์ สาสัตย์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

รูปแบบการวิจัยเชิงบรรยายวิเคราะห์ความสัมพันธ์ วัตถุประสงค์: 1) เพื่อศึกษาความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาล 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง เพศ ภาวะเปราะบาง ภาวะโภชนาการ ภาวะซึมเศร้า และจำนวนชนิดของยาที่ใช้ประจำ กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาล กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปที่พ้นระยะเฉียบพลัน มีสภาวะทางการแพทย์คงที่และมีสัญญาณชีพปกติ ทั้งเพศชายและเพศหญิงที่มารับบริการในแผนกผู้ป่วยในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่ง โรงพยาบาลเลิดสิน โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 93 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความสามารถในกิจวัตรขั้นพื้นฐานของผู้สูงอายุ แบบประเมินภาวะรู้คิด แบบประเมินภาวะเปราะบางอย่างง่าย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติสหสัมพันธ์อีต้า และสถิติสหสัมพันธ์ของ สเปียร์แมน

ผลการศึกษา: พบว่า 1) ผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาลมีความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพในระดับปานกลาง (mean = 55.04, SD = 10.55) 2) ภาวะเปราะบาง มีความสัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (=.259, p< .05) 3) ภาวะโภชนาการ มีความสัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (rs = 313, p< .05) 4) ภาวะซึมเศร้า มีความสัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (rs = -247, p< .05) 5) จำนวนชนิดของยาที่ใช้ประจำ มีความสัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (rs = -264, p< .05) และ 6) เพศ ไม่มีความสัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาล

สรุป: ควรจัดทำกิจกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพเป็นรายบุคคลตามความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพทั้งด้านร่างกายด้านจิตใจ และจัดให้มีกิจกรรมนันทนาการเพิ่มจากการบริการขั้นพื้นฐานการดูแลระยะกลาง เพื่อมุ่งเน้นให้ผู้ป่วยได้เข้าใจคุณค่าที่สำคัญของชีวิตและรับรู้ถึงประโยชน์ของการฟื้นฟูสมรรถภาพ


ผลของโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหย ต่อภาวะซึมเศร้า ในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน, รดา วงษ์ศรี, ระพิณ ผลสุข Jan 2025

ผลของโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหย ต่อภาวะซึมเศร้า ในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน, รดา วงษ์ศรี, ระพิณ ผลสุข

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์การวิจัย: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหย ต่อภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

รูปแบบการวิจัย: วิจัยกึ่งทดลอง

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ขณะเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จำนวน 44 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามคุณสมบัติที่มีภาวะซึมเศร้าที่ได้รับการประเมินด้วยแบบคัดกรองภาวะซึมเศร้า แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 22 คนคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงจับคู่ให้มีความใกล้เคียงกัน ในเรื่องเพศ และอายุ กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลปกติ ในขณะที่กลุ่มทดลองได้รับการพยาบาลปกติร่วมกับโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหย ระยะเวลา 4 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินแบบสอบถามภาวะซึมเศร้า และ เครื่องมือกำกับการทดลอง คือ แบบบันทึกการใช้น้ำมันหอมระเหย มีค่าสัมประสิทธิ์ของครอนบาค 0.82 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติ t-test

ผลการวิจัย: 1. คะแนนภาวะซึมเศร้าในกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหยต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. คะแนนภาวะซึมเศร้าในกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

สรุปผลของ: ผลของโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหย สามารถลดภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้ และดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ


บทบาทพยาบาลผู้สูงอายุในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันภาวะเปราะบางของผู้สูงอายุในคลินิกผู้สูงอายุ, แพรศิริ อยู่สุข, วราภรณ์ ทิพย์สุมานันท์ Jan 2025

บทบาทพยาบาลผู้สูงอายุในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันภาวะเปราะบางของผู้สูงอายุในคลินิกผู้สูงอายุ, แพรศิริ อยู่สุข, วราภรณ์ ทิพย์สุมานันท์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

บทความฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอบทบาทพยาบาลผู้สูงอายุในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันภาวะเปราะบางของผู้สูงอายุในคลินิกผู้สูงอายุ ภาวะเปราะบางเป็นกลุ่มอาการสูงอายุชนิดหนึ่งซึ่งเป็นผลของร่างกายเปลี่ยนจากสภาพที่แข็งแรงสู่ภาวะอ่อนแอ เป็นปัญหาสุขภาพสำคัญที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ส่งผลให้ผู้สูงอายุมีความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันลดลง ต้องพึ่งพาผู้อื่น รวมทั้งมีความเสี่ยงต่อการหกล้ม กระดูกหัก และอาจนำไปสู่ภาวะทุพพลภาพและเพิ่มอัตราการเสียชีวิต อย่างไรก็ตามภาวะเปราะบางมีสาเหตุการเกิดที่เกี่ยวข้องหลายปัจจัยร่วมกัน ซึ่งการป้องกันที่มีประสิทธิภาพจะต้องอาศัยการป้องกันที่หลากหลายทั้งด้านร่างกาย จิต และสังคม พยาบาลผู้สูงอายุเป็นหนึ่งในทีมสหวิชาชีพที่ช่วยดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ ดังนั้นพยาบาลจึงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุและครอบครัวป้องกันภาวะเปราะบาง โดยบทบาทหลัก ประกอบด้วย 1) บทบาทผู้ประเมินภาวะสุขภาพ 2) บทบาทผู้จัดการการดูแล 3) บทบาทผู้สอนและให้คำแนะนำ 4) บทบาทผู้ให้คำปรึกษา และ 5) บทบาทผู้ประสานงาน ทั้งนี้การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันภาวะเปราะบางจะช่วยชะลอภาวะพึ่งพิง นำมาซึ่งสุขภาวะที่ดี


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก, ชมพูนุช ไชยยะ, ศิริพันธุ์ สาสัตย์ Jan 2025

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก, ชมพูนุช ไชยยะ, ศิริพันธุ์ สาสัตย์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: การวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

แบบแผนงานวิจัย: เชิงพรรณนาและหาความสัมพันธ์

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้สูงอายุจำนวน 94 คน ซึ่งเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลรัฐระดับตติยภูมิในกรุงเทพมหานคร โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะโรคร่วม แบบสอบถามอาการวิตกกังวลและซึมเศร้า แบบสอบถามกิจกรรมทางกาย แบบประเมินกิจวัตรประจำวัน แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม และแบบประเมินคุณภาพชีวิตสำหรับผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเที่ยงตามมาตรฐาน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและสเปียร์แมน

ผลการวิจัย: พบว่า คุณภาพชีวิตอยู่ในระดับปานกลาง ( = 2.26, SD = 1.24) ภาวะโรคร่วมมีความสัมพันธ์เชิงลบกับคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = –.134) ระยะของโรค กิจกรรมทางกาย การสนับสนุนทางสังคม และความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 (r = .757, .323, .608 และ .222 ตามลำดับ) ส่วนภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้าไม่พบความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิต

สรุป: ภาวะโรคร่วม ระยะของโรค กิจกรรมทางกาย ความสามารถในการทำกิจวัตร และการสนับสนุน
ทางสังคมเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่เป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักอย่างมีนัยสำคัญ


ผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียด กล้ามเนื้อต่ออาการปวดในผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง, วชิราภรณ์ ชาติครบุรี, ปชาณัฏฐ์ นันไทยทวีกุล Jan 2025

ผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียด กล้ามเนื้อต่ออาการปวดในผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง, วชิราภรณ์ ชาติครบุรี, ปชาณัฏฐ์ นันไทยทวีกุล

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบอาการปวดในผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และเปรียบเทียบคะแนนอาการปวดในผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างหลังได้รับโปรแกรมฯ กับผู้ที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง ทั้งเพศชายและเพศหญิง คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ที่กำหนดแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลปกติจำนวน 21 คนและกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อต่ออาการปวด จำนวน 21 คน ผู้วิจัยพัฒนาโปรแกรมโดยได้นำกรอบแนวคิดการจัดการอาการของ Dodd et al. (2001) ร่วมกับเทคนิคการยืดเหยียดกล้ามเนื้อสำหรับผู้ป่วยปวดหลังส่วนล่าง การประเมินอาการปวด ใช้แบบประเมินมาตรวัดความปวดด้วยสายตา (Visual analog scale: VAS) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยอาการปวดของผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างก่อนและหลังการทดลอง ในกลุ่มทดลอง และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยอาการปวดหลังการทดลองระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง

ผลการวิจัย:    1. ผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง หลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ มีอาการปวดต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

  1. 2. ผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง หลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ มีอาการปวดต่ำกว่าก่อนได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

สรุป: โปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อสามารถลดอาการปวดในผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้


ผลของโปรแกรมการจัดการความรู้สึกถูกตีตราร่วมแบบกลุ่ม โดยการสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตของผู้ดูแลต่ออาการออทิสติก ของเด็กออทิสติกวัยเรียน, พีรวิทย์ พันธ์ฤทธิ์ดำ, สุนิศา สุขตระกูล Jan 2025

ผลของโปรแกรมการจัดการความรู้สึกถูกตีตราร่วมแบบกลุ่ม โดยการสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตของผู้ดูแลต่ออาการออทิสติก ของเด็กออทิสติกวัยเรียน, พีรวิทย์ พันธ์ฤทธิ์ดำ, สุนิศา สุขตระกูล

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการความรู้สึกถูกตีตราร่วมแบบกลุ่มโดยการสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตของผู้ดูแลต่ออาการออทิสติก

แบบแผนงานวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง

วิธีการศึกษา: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลเด็กออทิสติกวัยเรียนที่มีอายุ 6-12 ปี ได้แก่ บิดา มารดา จำนวน40 คน มีคุณสมบัติตามเกณฑ์และเข้ารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอก สถาบันราชานุกูล ได้รับการจับคู่ระยะเวลาการดูแลและระดับอาการออทิสติก แล้วสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จำนวน 20 คู่ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมฯ เป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินอาการออทิสติกของโรคออทิสซึม โปรแกรมการจัดการความรู้สึกถูกตีตราร่วมแบบกลุ่มโดยการสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตของผู้ดูแล และแบบประเมินความรู้สึกถูกตีตราร่วม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบที

ผลการศึกษา: 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนอาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยเรียนที่ได้รับโปรแกรมฯ น้อยกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <.001 2) ผลต่างค่าเฉลี่ยคะแนนอาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยเรียนระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมฯ และกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

สรุป: โปรแกรมการจัดการความรู้สึกถูกตีตราร่วมแบบกลุ่มโดยการสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตของผู้ดูแลช่วยให้อาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยเรียนลดลงได้


ผลของโปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนแบบบูรณาการ ต่อการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภท, ศจิกา ขุนบำรุง, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์, สุดาพร สถิตยุทธการ Jan 2025

ผลของโปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนแบบบูรณาการ ต่อการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภท, ศจิกา ขุนบำรุง, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์, สุดาพร สถิตยุทธการ

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนแบบบูรณาการต่อการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภท

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรังที่เข้ารับบริการที่แผนกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ จำนวน 40 คน ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดและเข้ารับการรักษาแผนกผู้ป่วยในโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนแบบบูรณาการ 2) แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยจิตเภท 3) แบบประเมินทักษะการทำหน้าที่ทางสังคม 4) แบบวัดการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการจัดการอาการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที

ผลการศึกษา: การทำหน้าที่ทางสังคมของกลุ่มทดลองหลังรับโปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนแบบบูรณาการสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และการทำหน้าที่ทางสังคมของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

สรุป: บุคลากรทางสุขภาพควรนำรูปแบบของโปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนแบบบูรณาการเพื่อส่งเสริมการทำหน้าที่ทางสังคมเตรียมความพร้อมผู้ป่วยกลับสู่ชุมชน


ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, พรรณทิวา สุขรอด, นรลักขณ์ เอื้อกิจ Jan 2025

ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, พรรณทิวา สุขรอด, นรลักขณ์ เอื้อกิจ

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความต้องการของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจภายหลังออกจากโรงพยาบาล และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัย ได้แก่ อายุ ภาวะโรคร่วม ความทุกข์ทรมานจากอาการ ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน การสนับสนุนทางสังคม ความปวด กับความต้องการของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจภายหลังออกจากโรงพยาบาล

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจภายหลังออกจากโรงพยาบาล ทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มาตรวจตามนัดในสัปดาห์ที่ 2 จนถึง 1 ปี ณ ผู้ป่วยนอกห้องตรวจศัลยกรรมหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่ง ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 94 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ 1) แบบทดสอบสมองเบื้องต้นฉบับภาษาไทย ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบสอบถามความต้องการของผู้ป่วย 4) แบบประเมินภาวะโรคร่วม 5) แบบสอบถามความทุกข์ทรมานจากอาการ  6) แบบประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน 7) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม และ 8) มาตรวัดความปวดแบบตัวเลข เครื่องมือได้ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน แบบสอบถามที่ 3, 5, และ 7 เท่ากับ 0.80, 1.00 และ 0.88 ตามลำดับ ซึ่งแบบสอบถามที่ 4, 6 และ 8 เป็นเครื่องมือมาตรฐาน ตรวจสอบความเที่ยงค่าแบบสอบถามที่ 3 - 7 เท่ากับ 0.89, 0.81, 0.92, 0.80, 0.85, และ 0.97 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติสหสัมพันธ์สเปียร์แมน

ผลการศึกษา:1) ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจมีความต้องการภายหลังออกจากโรงพยาบาล โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 104.32 (S.D. = 13.56) …


การศึกษาสมรรถนะพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล โดยใช้เทคนิคเดลฟาย, กัลย์ญาณ์มาส ศรีสุวรรณ, ยุพิน อังสุโรจน์ Jan 2025

การศึกษาสมรรถนะพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล โดยใช้เทคนิคเดลฟาย, กัลย์ญาณ์มาส ศรีสุวรรณ, ยุพิน อังสุโรจน์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์:เพื่อศึกษาสมรรถนะพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล
รูปแบบการวิจัย:การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงบรรยายโดยใช้เทคนิคแบบเดลฟาย
วิธีดำเนินการวิจัย:กลุ่มผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้เชี่ยวชาญจำนวน 19 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล 5 คน คณาจารย์ทางการศึกษา 5 คน และพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม 3 รอบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่ามัธยฐาน (Md) และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ (IR)
ผลการศึกษา:กลุ่มผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นสอดคล้องกันเกี่ยวกับสมรรถนะพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล ประกอบด้วย สมรรถนะพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล มีทั้งหมด 9 ด้าน รวม 55 รายการ ประกอบด้วย ด้านธุรกิจการจัดการศึกษา จำนวน 4 ข้อ ด้านกลยุทธ์เชิงธุรกิจการจัดการศึกษา จำนวน 7 ข้อ ด้านการบริหารองค์กรสถานศึกษา จำนวน 8 ข้อ ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรสถานศึกษา จำนวน 7 ข้อ ด้านการจัดการส่วนผสมการตลาดทางการศึกษา จำนวน 5 ข้อ ด้านสัมพันธภาพระหว่างบุคคล จำนวน 5 ข้อ ด้านภาวะผู้นำและคุณลักษณะส่วนบุคคล จำนวน 8 ข้อ ด้านจริยธรรม กฎหมายธุรกิจ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา จำนวน 6 ข้อ และด้านการบูรณาการวิชาชีพทางการพยาบาล จำนวน 5 ข้อ โดยสมรรถนะทุกด้านมีระดับความสำคัญตั้งแต่มากถึงมากที่สุด (Mdn = 4.60 , IQR = 0.26-1.10)
สรุป:ผลการวิจัยสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาสมรรถนะการจัดทำหลักสูตรและการกำหนดมาตรฐานพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาลอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน


ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองแบบครอบครัวมีส่วนร่วมผ่านแอปพลิเคชัน, ปทุมวดี พัฒนเรืองกุล, รัชนีกร อุปเสน, สุดาพร สถิตยุทธการ Jan 2025

ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองแบบครอบครัวมีส่วนร่วมผ่านแอปพลิเคชัน, ปทุมวดี พัฒนเรืองกุล, รัชนีกร อุปเสน, สุดาพร สถิตยุทธการ

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์:เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการตนเองแบบครอบครัวมีส่วนร่วมผ่าน แอพพลิเคชั่นต่อพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน


รูปแบบการวิจัย:การวิจัยแบบกึ่งทดลองแบบศึกษาสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง

วิธีดำเนินการวิจัย:กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนและครอบครัวที่มารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลสามชุกจังหวัดสุพรรณบุรีซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์แล้วสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ23ครอบครัวกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองร่วมการครอบครัวมีส่วนร่วมผ่านแอพลิเคชั่นเป็นระยะเวลา5สัปดาห์ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือ โปรแกรมการจัดการตนเองแบบครอบครัวมีส่วนร่วมผ่านแอพลิเคชั่นเก็บข้อมูลโดยใช้แบบวัดพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษามีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ1มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที

ผลการวิจัย:พฤติกรรมการใช้ยาตามแผนตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน หลังจากได้รับโปรแกรมโปรแกรมการจัดการตนเองแบบครอบครัวมีส่วนร่วมผ่านแอปพลิเคชันสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 และพฤติกรรมการใช้ยาตามแผนตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนที่ได้รับโปรแกรมฯสูงกว่าผู้ที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


สรุป:การใช้โปรแกรมการจัดการตนเองแบบครอบครัวมีส่วนร่วมผ่านแอปพลิเคชันทำให้ผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนมีพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาตามสมมติฐานที่ตั้งไว้


ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของผู้ใช้สารเสพติด หลายชนิดร่วมกันในภาคใต้ของประเทศไทย, เตชินี สิทธิอำนวย Jan 2025

ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของผู้ใช้สารเสพติด หลายชนิดร่วมกันในภาคใต้ของประเทศไทย, เตชินี สิทธิอำนวย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สถานการณ์และรูปแบบการใช้สารเสพติดร่วมของผู้ใช้สารเสพติดที่รับการบำบัดสารเสพติดในโรงพยาบาลรัฐบาลในเขต ภาคใต้ และ 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรร ได้แก่ อายุ เพศ อาชีพ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส อายุที่เริ่มใช้สารเสพติด ระยะเวลาการใช้สารเสพติด การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวลขณะปัจจุบัน การวิตกกังวลประจำบุคคล การเผชิญความเครียดด้านการมุ่งแก้สาเหตุปัญหา การเผชิญความเครียดด้านการจัดการกับอารมณ์ และสัมพันธภาพในครอบครัว กับพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของผู้ใช้สารเสพติดหลายชนิดร่วมกันในภาคใต้ กลุ่มตัวอย่างเพื่อตอบวัตถุประสงค์วิจัยข้อ 1 คือ ผู้ใช้สารเสพติด จำนวน 111 คน และกลุ่มตัวอย่างเพื่อตอบวัตถุประสงค์วิจัยข้อ 2 คือ ผู้ใช้สารเสพติดหลายชนิดร่วมกัน จำนวน 211 คน ทั้งเพศชายและหญิง ที่มีอายุ 20 – 59 ปี ที่ได้รับการคัดเลือกตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนดไว้ ซึ่งเข้ารับการบำบัดรักษายาเสพติดแบบผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลรัฐบาลในเขตภาคใต้ ได้แก่ โรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา โรงพยาบาลมหาราช นครศรีธรรมราช โรงพยาบาลสิชล และโรงพยาบาลพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 5 ชุด คือ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามพฤติกรรมการใช้สารเสพติด 3) แบบประเมินภาวะซึมเศร้า 9Q 4) แบบวัดความวิตกกังวล STAI 5) แบบวัดการเผชิญความเครียต และ 6) แบบสอบถามสัมพันธภาพในครอบครัว สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูลได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติไคสแคว์ และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สันผลการวิจัยพบว่า 1. จากผลการศึกษาสถานการณ์และรูปแบบการใช้สารเสพติดในภาคใต้ พบว่า ผู้ใช้สารเสพติดเพียงชนิดเดียวมีเพียง 23 คน (ร้อยละ 20.7) และผู้ใช้สารเสพติดส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการใช้สารเสพติดหลายชนิดร่วมกัน 88 คน (ร้อยละ 79.3) จำแนกเป็นใช้สารเสพติดสองชนิดร่วมกัน 76 คน (ร้อยละ 68.5) และใช้สารเสพติดสามชนิดร่วมกัน …


ผลของการฝึกการเพ่งความตั้งใจที่มีต่อความสามารถในการเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางทางด้านข้าง ในนักกีฬารักบี้ฟุตบอลเพศหญิง, เอนด้า อลีนา ปรียอซูซีลอ Jan 2025

ผลของการฝึกการเพ่งความตั้งใจที่มีต่อความสามารถในการเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางทางด้านข้าง ในนักกีฬารักบี้ฟุตบอลเพศหญิง, เอนด้า อลีนา ปรียอซูซีลอ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงทดลองฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลฉับพลันของ การเพ่งความตั้งใจแบบภายใน (internal focus) และการเพ่งความตั้งใจแบบภายนอก (external focus) ที่มีต่อความสามารถในการเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางทางด้านข้าง (Side-step cutting: SSC) ตัวแปรทางชีวกลศาสตร์ และความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของเอ็นไขว้หน้าหัวเข่า (cutting Movement Assessment Score: CMAS) ในกลุ่มนักกีฬารักบี้ฟุตบอลเพศหญิง จำนวน 13 คน อายุระหว่าง 18–24 ปี โดยให้ผู้เข้าร่วมทำการเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางด้วยขาข้างถนัดและขาข้างที่ไม่ถนัด ภายใต้เงื่อนไขการเพ่งความตั้งใจแบบภายใน การเพ่งความตั้งใจแบบภายนอก และเงื่อนไขควบคุม ใช้รูปแบบการถ่วงดุลลำดับ (counterbalance design) เพื่อกำหนดลำดับเงื่อนไขการทดสอบ โดยเว้นระยะห่าง 7 วันระหว่างแต่ละครั้ง วิเคราะห์ความแตกต่างทางสถิติของค่าเฉลี่ยของความสามารถในการเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางชีวกลศาสตร์การเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทาง และความเสี่ยงในการเกิดการบาดเจ็บของเอ็นไขว้หน้าหัวเข่า ด้วยสถิติ paired-sample t-test และ one-way ANOVA with repeated measures ที่ระดับนัยสำคัญ .05 ผลการวิจัยพบว่า ผู้เข้าร่วมงานวิจัยสามารถเพ่งความตั้งใจไปยังตำแหน่งที่กำหนดได้อย่างถูกต้องตามเงื่อนไขการเพ่งความตั้งใจที่ได้รับ อย่างไรก็ตาม ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของระยะทาง ความเร็ว และตัวแปรทาง ชีวกลศาสตร์ภายใต้เงื่อนไขการเพ่งความตั้งใจที่ต่างกัน ส่วนคะแนน CMAS ของขาข้างที่ไม่ถนัดภายใต้การเพ่งความตั้งใจแบบภายนอก (3.25±1.15) มีค่าต่ำที่สุด (p = 0.07) แสดงถึงคุณภาพการเคลื่อนไหวที่ดีและความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บที่ลดลงสรุปผลการวิจัย การเพ่งความตั้งใจแบบภายนอกแม้ไม่ส่งผลต่อผลลัพธ์ด้านความสามารถในการเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางและตัวแปรทางชีวกลศาสตร์โดยรวม แต่แสดงแนวโน้มที่ช่วยให้คุณภาพการเคลื่อนไหวของขาข้างที่ไม่ถนัดดีขึ้น โดยสะท้อนผ่านคะแนน CMAS ที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับเงื่อนไขอื่น ชี้ให้เห็นว่าคำชี้แจงการเพ่งความตั้งใจแบบภายนอกอาจมีศักยภาพในการพัฒนารูปแบบการเคลื่อนไหวในขาข้างที่ไม่ถนัด ทั้งนี้ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมด้วยการเพิ่มขนาดของกลุ่มตัวอย่างและศึกษาผลของการเพ่งความตั้งใจในระยะยาวเพื่อยืนยันผลลัพธ์ของการใช้คำชี้แจงการเพ่งความตั้งใจ


The Giant Omphalocele Contenting A Surprised Congenital Segmental Intestinal Dilatation, A Case Report And Review Literature., Sirima Liukitithara Dec 2024

The Giant Omphalocele Contenting A Surprised Congenital Segmental Intestinal Dilatation, A Case Report And Review Literature., Sirima Liukitithara

Chulalongkorn Medical Journal

This report described the characteristics and management of a rare condition, a segmental dilated small intestine, which has a mimic-liver appearance in giant omphalocele. After the dilated intestine was resected and end-to-end anastomosis was performed, the abdomen could be closed simultaneously without immediate complications. We reviewed the literature on congenital segmental intestinal dilatation. Although the nature of this condition is still unknown, all reports showed the same excellent operative outcome. Finally, awareness of congenital segmental intestinal dilatation in giant omphalocele leads to proper management.


Treatment Gaps In Preventive Treatment-Eligible Migraine Patients: A Hospital-Based Study In Thailand, Thanin Asawavichienjinda Dec 2024

Treatment Gaps In Preventive Treatment-Eligible Migraine Patients: A Hospital-Based Study In Thailand, Thanin Asawavichienjinda

Chulalongkorn Medical Journal

Background: Preventive treatment of migraine is necessary for patients with frequent migraine attacks to avoid migraine progression and medication overuse. In the literature, there have been a few studies, and all of them have demonstrated the low prevalence of preventive-eligible migraine patients having received migraine preventive treatments.

Objective: This study aimed to investigate the prevalence of using preventive migraine treatments in treatment-eligible migraine patients in Thailand[HI1] .

Methods: A hospital registry-based cross-sectional study was conducted in migraine patients between January 2007 and June 2022 at the Chulalongkorn Comprehensive Headache Center, King Chulalongkorn Memorial Hospital, Thailand. Data collected at the …


Association Of Socio-Demographic Profile And The Underlying Risk Factors Of Hypertension Among The Locals Of Prosperidad, Agusan Del Sur, Philippines, Florence Jhun F. Almadin Dec 2024

Association Of Socio-Demographic Profile And The Underlying Risk Factors Of Hypertension Among The Locals Of Prosperidad, Agusan Del Sur, Philippines, Florence Jhun F. Almadin

Chulalongkorn Medical Journal

Background: Hypertension is a leading risk factor for cardiovascular diseases, including heart disease and stroke, which are significant causes of morbidity and mortality worldwide. Its prevalence varies across regions and is influenced by genetic, environmental, and lifestyle factors.

Objectives: This study aimed to determine the socio-demographic profile, the prevalence of hypertension, and the risk factors and associate these with the prevalence of hypertension in Prosperidad, Agusan del Sur.

Methods: Data was gathered via a survey of respondents aged 25-75 from November 2022. Multivariate logistic regression was used to determine the association between the sociodemographic profile and the risk factors for …


Relationship Between Parathyroid Hormone Level And Parathyroid Gland Size And Numbers In Renal Hyperparathyroidism, Thanattha Intrarak, Netsiri Damrongpisutikul, Tunchanok Paprad Dec 2024

Relationship Between Parathyroid Hormone Level And Parathyroid Gland Size And Numbers In Renal Hyperparathyroidism, Thanattha Intrarak, Netsiri Damrongpisutikul, Tunchanok Paprad

Chulalongkorn Medical Journal

Background: Serum parathyroid hormone (PTH) is the gold standard for the diagnosis of renal hyperparathyroidism. Persistent hyperparathyroidism in chronic kidney disease patients results in hyperplasia of the parathyroid glands. Therefore, parathyroid gland size may be an alternative marker to assess the severity of hyperparathyroidism.

Objective: The aim of our study is to investigate the relationship between serum PTH levels and the size and number of parathyroid glands in patients with renal hyperparathyroidism.

Methods: We retrospectively identified patients with renal hyperparathyroidism who underwent focused ultrasound of the parathyroid glands at our institution between August 1st, 2010, and June 30th, 2019. The …


Reliability And Validation Of Thai Version Of Cosmetic Procedure Screening (Cops) Questionnaire In Thai Women, Suvit Bunyavejchevin, Thanawat Sangnucktham, Purim Ruanphoo Dec 2024

Reliability And Validation Of Thai Version Of Cosmetic Procedure Screening (Cops) Questionnaire In Thai Women, Suvit Bunyavejchevin, Thanawat Sangnucktham, Purim Ruanphoo

Chulalongkorn Medical Journal

Background: Body dysmorphic syndrome is the psychiatric disorder that can be dissatisfied with the cosmetic surgery outcome and disapproval.

Objectives: The aim of this study was to study the reliability and validate the Thai version COPS questionnaire.

Materials and methods: Fifty six Thai women attending the gynecologic outpatient clinic at King Chulalongkorn Memorial hospital were recruited between July 2017 to June 2018 in this study. Four participants dropped out because they did not answer the second questionnaire. The original English-version of COPS was translated into Thai version and backward translated by another linguist. Then the content of questionnaire …


Comparison Of Efficacy Between Thai-Made Replacement Parts (Smart Litho Plus) And Standard Electromagnetic Shock Wave Systems For Renal Stone Treatment, Supoj Ratchanon, Patranuch Noppakulsati Dec 2024

Comparison Of Efficacy Between Thai-Made Replacement Parts (Smart Litho Plus) And Standard Electromagnetic Shock Wave Systems For Renal Stone Treatment, Supoj Ratchanon, Patranuch Noppakulsati

Chulalongkorn Medical Journal

Abstract

Background: Urinary stones are one of the most common urological problems in Thailand. Extracorporeal shock wave lithotripsy (ESWL) is one of the most frequently used treatments due to its noninvasive nature and widespread availability. However, the effectiveness of lithotripters with power sources produced in Thailand (Smart Litho Plus) compared with that of standard machines is poorly established. Therefore, we aim to compare the efficacy of Thai-made replacement parts with that of standard electromagnetic shock wave systems for the treatment of renal stones.

Methods: We conducted a multicenter retrospective cohort study involving 121 patients with renal stones across three sites …