Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Medicine and Health Sciences Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn Medical Journal

Discipline
Keyword
Publication Year

Articles 541 - 570 of 4154

Full-Text Articles in Medicine and Health Sciences

ความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของเด็กสมาธิสั้นที่มารับการตรวจรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอก หน่วยจิตเวชเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, เทิมสัทธา เข็มจินดา, อลิสา วัชรสินธ Sep 2016

ความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของเด็กสมาธิสั้นที่มารับการตรวจรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอก หน่วยจิตเวชเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, เทิมสัทธา เข็มจินดา, อลิสา วัชรสินธ

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : โรคสมาธิสั้นเป็นโรคทางจิตเวชเด็กที่มีความชุกประมาณร้อยละ 5ความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง มีความสำคัญต่อการประสบความสำเร็จของเด็ก จากการศึกษาพบว่าเด็กสมาธิสั้นมีความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองต่ำกว่าเด็กปกติทั่วไป ซึ่งมีหลายปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองของเด็กสมาธิสั้นวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองของเด็กสมาธิสั้น ที่มารับการตรวจรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอก หน่วยจิตเวชเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์รูปแบบการวิจัย : การวิจัยเชิงพรรณนา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งสถานที่ทำการศึกษา : แผนกผู้ป่วยนอก หน่วยจิตเวชเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตัวอย่างและวิธีการศึกษา : เก็บรวบรวมข้อมูลจากเด็กสมาธิสั้นที่มารับการตรวจรักษา และบิดามารดา หรือผู้ปกครองของเด็กสมาธิสั้น จำนวน 103 ชุด ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2558 ถึง เดือนมกราคม พ.ศ. 2559 โดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และแบบวัดความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองของCoopersmith S.ผลการศึกษา : 54.4% ของกลุ่มตัวอย่าง มีความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองปานกลางค่อนไปทางสูง (ค่าเฉลี่ย = 53.98, ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 13.30)พบว่าปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ การถูกบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือคุณครูทำโทษและการได้รับการรักษาด้วยยาสรุป : กลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่ง มีความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองปานกลางค่อนไปทางสูง ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองได้แก่ การถูกทำโทษโดยผู้ปกครอง และคุณครู และการได้รับการรักษาด้วยยา ผลเสียของการทำโทษที่มีต่อความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองเป็นประเด็นสำคัญที่ควรเน้นในการให้ความรู้แก่ บิดา มารดาผู้ปกครอง คุณครู และประชาชนทั่วไปความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับการรักษาด้วยยา และความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองของเด็กสมาธิสั้น จำเป็นต้องมีการศึกษาต่อไป.


ภาวะเหนื่อยหน่ายในการทำงานและกลวิธีในการเผชิญปัญหาของพนักงานองค์การเภสัชกรรม, สสิพรรธน์ นิลสงวนเดชะ, ณภัควรรต บัวทอง Sep 2016

ภาวะเหนื่อยหน่ายในการทำงานและกลวิธีในการเผชิญปัญหาของพนักงานองค์การเภสัชกรรม, สสิพรรธน์ นิลสงวนเดชะ, ณภัควรรต บัวทอง

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : ความเหนื่อยหน่ายในการทำงานจะเกิดขึ้นกับการประกอบอาชีพที่มีความเครียด ส่งผลให้พนักงานหมดกำลัง และขาดแรงจูงใจในการปฏิบัติงานวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาระดับภาวะเหนื่อยหน่ายในการทำงาน ระดับกลวิธีในการเผชิญปัญหา และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะเหนื่อยหน่ายในการทำงานของพนักงานองค์การเภสัชกรรมรูปแบบการวิจัย : การศึกษาวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งสถานที่ทำการศึกษา : องค์การเภสัชกรรม กรุงเทพมหานครตัวอย่างและวิธีการศึกษา : เก็บรวบรวมข้อมูลจากพนักงานองค์การเภสัชกรรมตั้งแต่เดือนสิงหาคม ถึง เดือนตุลาคม พ.ศ. 2558 กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 360 คนทำการตอบแบบสอบถาม 4 ส่วน ดังนี้ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป2) แบบสอบถามปัจจัยลักษณะสภาพแวดล้อมในการทำงาน 3) แบบวัดความเหนื่อยหน่ายในการทำงาน 4) แบบวัดการเผชิญปัญหาสถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบIndependent t-test One way ANOVA และ Multiple LinearRegressionผลการศึกษา : ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีภาวะเหนื่อยหน่ายในการทำงานใน3 มิติ ได้แก่ด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์อยู่ในระดับต่ำ (ค่าเฉลี่ย = 2.70ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 1.43) การลดค่าความเป็นบุคคลในผู้อื่นอยู่ในระดับต่ำ (ค่าเฉลี่ย = 2.48 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 1.06) และด้านความรู้สึกไร้ประสิทธิภาพ อยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย = 3.48ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.50) เมื่อวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ พบว่าปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะเหนื่อยหน่ายในการทำงาน ด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ เพศ อายุ ปัจจัยลักษณะสภาพแวดล้อมในการทำงานด้านลักษณะงานที่รับผิดชอบปัจจัยลักษณะสภาพแวดล้อมในการทำงานด้านสัมพันธภาพในหน่วยงาน ตำแหน่งงาน ลักษณะงานที่ปฏิบัติ และกลวิธีในการเผชิญปัญหาแบบหลีกหนี ส่วนปัจจัยลักษณะแวดล้อมในการทำงานด้านสัมพันธภาพในหน่วยงาน, ลักษณะงานที่รับผิดชอบ ตำแหน่งงานและกลวิธีในการเผชิญปัญหาแบบหลีกหนีเกี่ยวข้องกับด้านการลดค่าความเป็นบุคคลในผู้อื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ตำแหน่งงานมีความสัมพันธ์กับความรู้สึกไร้ประสิทธิภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติสรุป : ผลการศึกษานี้เป็นประโยชน์ต่อแผนกทรัพยากรบุคคล ช่วยสร้างมาตรการพัฒนาวิธีการรับมือกับภาวะเหนื่อยหน่ายในการทำงาน และส่งเสริมการใช้กลวิธีการเผชิญปัญหาเชิงบวก เพื่อป้องกันให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีในการทำงาน.


ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดในมารดาที่มีภาวะแทรกซ้อนทางสูติศาสตร์ ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, กัลพร ยังดี, ชุติมา หรุ่มเรืองวงษ์ Sep 2016

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดในมารดาที่มีภาวะแทรกซ้อนทางสูติศาสตร์ ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, กัลพร ยังดี, ชุติมา หรุ่มเรืองวงษ์

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : มีการศึกษามากมายที่พบว่าภาวะแทรกซ้อนทางสูติศาสตร์ของหญิงตั้งครรภ์มีผลกระทบต่อภาวะซึมเศร้าหลังคลอดอย่างไรก็ตามการศึกษาภาวะซึมเศร้าหลังคลอดในมารดาที่มีภาวะแทรกซ้อนทางสูติศาสตร์ในประเทศไทยยังไม่ได้มีการศึกษาวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความชุก ตลอดจนปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอดในมารดาที่มีภาวะแทรกซ้อนทางสูติศาสตร์ ที่เข้ารับบริการในแผนกหลังคลอด โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์รูปแบบการวิจัย : การศึกษาวิจัยเชิงพรรณนา ณ เวลาใดเวลาหนึ่งสถานที่ทำการศึกษา : โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตัวอย่างและวิธีการศึกษา : เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยที่มารับบริการที่แผนกหลังคลอด จำนวน116 คน ในช่วง 1 สัปดาห์หลังคลอด และ 4 - 6 สัปดาห์หลังคลอดโดยใช้แบบสอบถามแบบตอบด้วยตนเอง ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป 2) ข้อมูลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์และการคลอด3) แบบวัดภาวะซึมเศร้า Edinburgh Postnatal Depression Scale(EPDS) 4) แบบสอบถามแรงสนับสนุนทางสังคม Personal ResourceQuestionnaire (PRQ-part II) 5) แบบประเมินสัมพันธภาพระหว่างคู่สมรส Dyadic Adjustment scale (DAS) 6) แบบสอบถามข้อมูลหลังคลอด โดยใช้ Univariate Analysis ได้แก่ t-Test, Chi-squareเพื่อหาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอดในมารดาที่มีภาวะแทรกซ้อนทางสูติศาสตร์ผลการศึกษา : มารดาหลังคลอดในช่วง 1 สัปดาห์หลังคลอด มีภาวะซึมเศร้าร้อยละ13.7 โดยมีปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ได้แก่ เวลาเฉลี่ยที่ทารกเข้านอน, ค่าดัชนีมวลกายของมารดาก่อนตั้งครรภ์,ค่าดัชนีมวลกายของมารดาในปัจจุบัน, สัมพันธภาพระหว่างคู่สมรสที่ไม่ดี และการได้รับการสนับสนุนทางสังคมที่น้อย ส่วนมารดาหลังคลอดในช่วง 4 - 6 สัปดาห์หลังคลอด มีภาวะซึมเศร้าร้อยละ 6.1โดยมีปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ได้แก่ ระดับการศึกษา, รายได้, การมีประจำเดือนล่าช้า, การมีระยะเวลาในการคลอดที่ยาวนาน, การตื่นเป็นเวลานานในช่วงกลางคืนของทารก, สัมพันธภาพระหว่างคู่สมรสที่ไม่ดี และการได้รับการสนับสนุนจากสังคมน้อยสรุป : ความชุกของภาวะซึมเศร้าหลังคลอดลดลงตามระยะเวลาหลังคลอดที่1 และ 4 - 6 สัปดาห์ โดยความชุกของภาวะซึมเศร้าในการศึกษานี้มีความใกล้เคียงกับการศึกษาอื่น ๆ และมีปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าหลังคลอดหลายปัจจัย การทราบปัจจัยที่เกี่ยวข้องจะช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถวางแผนการดูแล และให้ความช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสมต่อไป.


ภาวะจิตสังคมในมารดาเด็กโรคปอดเรื้อรัง, ณัฏฐนิช ทองสัมฤทธิ์, ปริชวัน จันทร์ศิริ Sep 2016

ภาวะจิตสังคมในมารดาเด็กโรคปอดเรื้อรัง, ณัฏฐนิช ทองสัมฤทธิ์, ปริชวัน จันทร์ศิริ

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : มารดาที่บุตรป่วยด้วยโรคปอดเรื้อรัง ที่ต้องใช้ความพยายามและทุ่มเทในการดูแล เนื่องจากผู้ป่วยสามารถมีปัญหาที่เกิดขึ้นได้หลายระบบในร่างกาย ผู้วิจัยเห็นว่าการวิจัยเชิงคุณภาพจะทำให้รู้ถึงอารมณ์ การรับรู้ความรู้สึกนึกคิดของมารดา เพื่อนำผลวิจัยที่ได้มาช่วยรักษา เยียวยาฟื้นฟูจิตใจของมารดาให้คลายความทุกข์วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาภาวะจิตสังคมในมารดาเด็กโรคปอดเรื้อรังรูปแบบการวิจัย : การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพสถานที่ทำการศึกษา : หอผู้ป่วยใน แผนกกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตัวอย่างและวิธีการ : ประชากรที่ศึกษา คือ มารดาเด็กโรคปอดเรื้อรัง ที่บุตรรักษาตัวในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research)โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์ส่วนบุคคลเชิงลึก (In-depth interview) ผู้ให้ข้อมูลคือ มารดาของเด็กโรคปอดเรื้อรังจำนวน 10 ราย ภาวะจิตสังคมในมารดาเด็กโรคปอดเรื้อรัง ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ ผลกระทบที่เกิดขึ้นการมองเห็นจุดแข็ง ข้อดีของตัวเอง และแหล่งสนับสนุนเมื่อบุตรป่วยตั้งแต่รู้ว่าบุตรป่วย จนถึงการรักษา และการดูแลบุตรที่เป็นโรคปอดเรื้อรังผลการศึกษา : จากการศึกษามารดาพบว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นกับมารดา ประกอบด้วย1) ด้านร่างกาย 2) ด้านจิตใจ ตั้งแต่รับรู้ว่าบุตรป่วย การตัดสินใจในการให้เจาะคอเพื่อใส่ท่อหลอดคอเทียม, การดูแลบุตร 3) ด้านสังคม4) ด้านเศรษฐกิจการมองข้อดี และจุดแข็งของตัวเองมารดาส่วนใหญ่มารดามองว่าตัวเองมีข้อดี คือ บุตรยังอยู่กับตน ถึงแม้ร่างกายจะไม่แข็งแรงแหล่งสนับสนุนทางสังคมความช่วยเหลือ การสนับสนุนจากครอบครัวและบุคคลใกล้ชิด 1) มีบุคคลที่เป็นที่พึ่งทางใจ 2) มีคนในครอบครัวช่วยดูแลบุตรกำลังใจจากคนรอบข้างตั้งแต่ที่รู้ว่าบุตรป่วยจนถึงกระบวนการรักษา นอกจากนี้มารดายังมีความต้องการด้านต่าง ๆ1) การดูแลบุตร 2) การเข้าใจในความรู้สึก 3) ข้อมูลข่าวสารสรุป : ผลการศึกษา สามารถทำให้เข้าใจปัญหา และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับมารดาได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ภาวะจิตสังคมของมารดาเด็กโรคปอดเรื้อรังด้านร่างกาย จิตใจ และด้านอื่น ๆ สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดระยะเวลาตั้งแต่รับรู้ว่าบุตรป่วย มาถึงการรักษา โดยมารดาส่วนใหญ่เรียนรู้การที่จะปรับตัวได้ โดยมองผ่านข้อดีของตนเอง และแหล่งสนับสนุนด้านต่าง ๆที่ตนเองได้รับจากครอบครัว บุคคลใกล้ชิดและทีมสุขภาพ.


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการรับรู้คุณภาพการดูแลในผู้ป่วยมะเร็งระหว่างเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล, กรรณิกา กันรัตน์, คนึงนิจ พงศ์ถาวรกมล, ดวงรัตน์ วัฒนกิจไกรเลิศ Sep 2016

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการรับรู้คุณภาพการดูแลในผู้ป่วยมะเร็งระหว่างเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล, กรรณิกา กันรัตน์, คนึงนิจ พงศ์ถาวรกมล, ดวงรัตน์ วัฒนกิจไกรเลิศ

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการวิจัย : คุณภาพการดูแลถือว่าเป็นเป้าหมายหลักในการให้บริการสุขภาพโดยให้ความสำคัญต่อมุมมองการรับรู้ และประสบการณ์ของผู้ป่วยต่อคุณภาพการดูแลที่ได้รับ ซึ่งมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้แก่ความต้องการมีส่วนร่วมในการจัดการอาการ การรับรู้ความรุนแรงของอาการเพศ จำนวนครั้งเข้ารับการรักษาวัตถุประสงค์ : ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความต้องการมีส่วนร่วมในการจัดการอาการ การรับรู้ความรุนแรงของอาการ เพศ จำนวนครั้งเข้ารับการรักษา และการรับรู้คุณภาพการดูแลของผู้ป่วยมะเร็งระหว่างเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลรูปแบบการวิจัย : การศึกษาความสัมพันธ์เชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งสถานที่ทำการศึกษา : หอผู้ป่วยมะเร็งก้อนทูมวิทยาและมะเร็งโลหิตวิทยาของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตัวอย่างและวิธีการศึกษา : ศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งจำนวน 97 ราย ใช้วิธีเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงรวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความต้องการมีส่วนร่วมในการจัดการอาการ แบบประเมินอาการที่พบบ่อยในโรคมะเร็ง 10 อาการและแบบประเมินคุณภาพการดูแลในมุมมองของผู้ป่วยผลการศึกษา : กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 61.9 ความต้องการมีส่วนร่วมในการจัดการอาการอยู่ในระดับ passive มากที่สุด(ร้อยละ 47.4) การรับรู้คุณภาพการดูแลของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับสูงตรงกับความต้องการมากที่สุด (ร้อยละ 43.3) ผลวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า การรับรู้ความรุนแรงของอาการและจำนวนครั้งเข้ารับการรักษา มีความสัมพันธ์กับการรับรู้คุณภาพการดูแลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (χ2 = 10.50, P =.03 ; χ2 = 6.79, P =.009 ) สำหรับเพศและความต้องการมีส่วนร่วมในการจัดการอาการไม่มีความสัมพันธ์กับการรับรู้คุณภาพการดูแลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(rpb= .92 และ χ2 = 8.32, P =.08) ตามลำดับสรุปผลการวิจัย : พยาบาลควรเน้นการดูแลจัดการเพี่อลดความรุนแรงของอาการในผู้ป่วยมะเร็งขณะเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาบ่อยครั้งซึ่งอาจมีการรับรู้คุณภาพการดูแลลดลง.


สมดุลงานและชีวิตของพนักงานกลุ่มวัยมิลเลนเนียลและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง, เจตน์ รัตนจีนะ, ธนะภูมิ รัตนานุพงศ์, พรชัย สิทธิศรัณย์กุล Sep 2016

สมดุลงานและชีวิตของพนักงานกลุ่มวัยมิลเลนเนียลและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง, เจตน์ รัตนจีนะ, ธนะภูมิ รัตนานุพงศ์, พรชัย สิทธิศรัณย์กุล

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : ประชากรกลุ่มมิลเลนเนียล คือกลุ่มประชากรที่เกิดช่วง พ.ศ. 2523ถึง พ.ศ. 2543 ปัจจุบันทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศพบสัดส่วนของประชากรกลุ่มดังกล่าว ในที่ทำงานต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นทุกปีการศึกษาในปัจจุบันพบว่ากลุ่มมิลเลนเนียล มีความสนใจและให้ความสำคัญกับเรื่อง สมดุลงานและชีวิตซึ่งเป็นประเด็นที่มีผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพวัตถุประสงค์ : เพื่อประเมินระดับระดับสมดุลงานและชีวิต และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับสมดุลงานและชีวิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ในพนักงานวัยทำงานกลุ่มมิลเลนเนียลรูปแบบการวิจัย : การวิจัยแบบภาคตัดขวางสถานที่ทำการศึกษา : บริษัทธุรกิจพลังงานแห่งหนึ่ง มีที่ทำการ 21 จังหวัดในประเทศไทยตัวอย่างและวิธีการศึกษา : ทำการเก็บข้อมูลพนักงานกลุ่มมิลเลนเนียลทั้งหมด 1,951 คนโดยไม่มีการสุ่มตัวอย่าง ณ บริษัทแห่งหนึ่ง โดยใช้แบบสอบถามประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล และส่วนแบบประเมินสมดุลงานและชีวิต สถิติที่ใช้วิเคราะห์ ประกอบด้วยสถิติเชิงพรรณนา Independent t-test, One-way ANOVA, Pearson’scorrelation และ Multiple linear regressionผลการศึกษา : พนักงานวัยทำงานกลุ่มมิลเลนเนียล ในกลุ่มที่ทำการศึกษา ร้อยละสมดุลงานและชีวิตเฉลี่ย 60.98 คะแนน (SD = 16.0) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อสมดุลงานและชีวิตประกอบด้วยการออกกำลังกาย การนอนหลับ และ ระดับความพึงพอใจต่องานในประเด็นเรื่อง ระยะเวลาการพักผ่อนและทีมงานขณะที่การสูบบุหรี่ ชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์ และอายุงานในบริษัท เป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อสมดุลงานและชีวิตสรุป : ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างสมดุลงานและชีวิต กับปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการศึกษาและวางแผนนโยบายที่ส่งเสริมการมีสมดุลงานและชีวิตที่ดีของพนักงานวัยทำงานกลุ่มมิลเลนเนียลต่อไป.


Validity Of Thai Version Of Mood Disorder Questionnaire (T- Mdq), Paul Thisayakorn, Sookjareon Tangwongchai, Puangsoy Worakul Sep 2016

Validity Of Thai Version Of Mood Disorder Questionnaire (T- Mdq), Paul Thisayakorn, Sookjareon Tangwongchai, Puangsoy Worakul

Chulalongkorn Medical Journal

Background : Bipolar disorder is a severe, chronic relapsing disorder with high morbidity. A valid screening tool of this disorder is useful for early detection and treatment to reduce the morbidity of the patients. Unfortunately, there is no screening questionnaire for bipolar disorder in Thai language. The mood disorder questionnaire (MDQ), a quick selfreport screening questionnaire for bipolar disorder, was developed by Robert M.A. Hirchfeld et al. in 2002. The MDQ was translated into Thai language and validated by the authors.Objective : This descriptive cross-sectional study has the objective to examine the validity of the Thai version of the mood …


Differentiation Of Papillary Renal Cell Carcinoma Subtypesby Imaging Features Of Ct Scan, Porjai Techanitisawad, Wipawee Kittikowit, Kewalee Sasiwimonphan Sep 2016

Differentiation Of Papillary Renal Cell Carcinoma Subtypesby Imaging Features Of Ct Scan, Porjai Techanitisawad, Wipawee Kittikowit, Kewalee Sasiwimonphan

Chulalongkorn Medical Journal

Objective : To identify imaging features of CT scan for type 1 and type 2 papillary renal cell carcinomas (pRCCs); and, to define the findings that can be used to differentiate between these two subtypes.Materials and Methods : Nineteen pRCC tumors recruited into this study were classified as pathology type 1 or type 2. The CT scans of these tumors were reviewed. Imaging features such as tumor size, margins, heterogeneity and enhancement were assessed; and, the findings of type 1 and type 2 tumors were compared.Results : There were 7 type 1 and 12 type 2 tumors. On CT, type …


Staged Operation For Large Malignant Proliferating Trichilemmal Tumor Of The Scalp: A Case Report, Kraisri Chantra, Apichai Angspatt, Supparerk Prichayudh Sep 2016

Staged Operation For Large Malignant Proliferating Trichilemmal Tumor Of The Scalp: A Case Report, Kraisri Chantra, Apichai Angspatt, Supparerk Prichayudh

Chulalongkorn Medical Journal

The authors report a case of large malignant proliferating trichilemmal tumor of thescalp with calvarial destruction undergoing a successful staged operation to completelyexcise the tumor. The reconstruction of the scalp was delayed due to considerable amountof intraoperative blood loss and the negative pressure wound therapy was applied to thewound. The reconstruction with a free an anticoagulant thigh flap was subsequently performed5 days later. Five weeks postoperatively, the patient had transient visual impairment fromdural venous sinus thrombosis that was successfully treated with anticoagulation. On 1 yearfollow up, there was no evidence of tumor recurrence.


ความเครียดและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของนิสิตชั้นปีที่ 1 ระดับปริญญาตรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นภัสกร ขันธควร, ธีรยุทธ รุ่งนิรันดร Jul 2016

ความเครียดและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของนิสิตชั้นปีที่ 1 ระดับปริญญาตรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นภัสกร ขันธควร, ธีรยุทธ รุ่งนิรันดร

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : การศึกษาในระดับอุดมศึกษาจะมีการเรียนและการใช้ชีวิตที่แตกต่างจากระดับมัธยมศึกษาอย่างมาก เนื่องจากผู้เรียนจะต้องมีความรับผิดชอบที่สูงขึ้น ทั้งนี้หากนิสิตนักศึกษาเกิดความเครียดอย่างผิดปกติ ย่อมจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในหลาย ๆ ด้านวัตถุประสงค์ของการวิจัย : เพื่อศึกษาระดับความเครียดและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเครียดของนิสิตชั้นปีที่ 1 ระดับปริญญาตรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรูปแบบการวิจัย : การวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งสถานที่ในการวิจัย : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทั้ง 19 คณะตัวอย่างและวิธีการศึกษา : กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นิสิตชั้นปีที่ 1 ระดับปริญญาตรีจาก 19 คณะปีการศึกษา 2558 โดยทำการสุ่มอย่างง่ายในทุกคณะ รวมจำนวนทั้งสิ้น 418 คน โดยใช้เครื่องมือแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล, แบบสอบถามแหล่งความเครียด และแบบประเมินความเครียดสวนปรุง (ฉบับปรับปรุง) โดยเสนอค่าความเครียดเป็นค่าเฉลี่ย,ค่าสัดส่วน และร้อยละ และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างระดับความเครียดและปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยใช้การทดสอบไคสแควร์แล้วทำการวิเคราะห์ความถดถอยแบบลอจิสติกเพื่อหาปัจจัยทำนายความเครียดในระดับสูงถึงรุนแรงผลการศึกษา : พบว่าค่าเฉลี่ยคะแนนความเครียดโดยรวมของนิสิต ทั้งหมดเท่ากับ48.2 (SD = 27.2, Min = 0, Max = 132) โดยนิสิตส่วนใหญ่มีความเครียดอยู่ในระดับรุนแรง (ร้อยละ 32.1) ทั้งนี้ปัจจัยที่ทำนายความเครียดในระดับสูงถึงรุนแรงของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ การที่ไม่สามารถเข้าใจเนื้อหาที่เรียนได้อย่างชัดเจน (OR = 2.00, 95%C.I.= 1.26 – 3.18, P = 0.003), การที่มีเวลาพักผ่อนไม่เพียงพอ(OR=1.47, 95% C.I.= 1.48 - 3.39, P = <0.001), และการมีความขัดแย้งกับคนในครอบครัว (OR = 12.74, 95% C.I.= 1.65 –98.53, P = 0.015)สรุปผลการศึกษา : นิสิตส่วนใหญ่มีความเครียดระดับสูงถึงรุนแรง โดยปัจจัยที่ทำนายความเครียดในระดับสูงถึงรุนแรง ได้แก่ การไม่สามารถเข้าใจเนื้อหาที่เรียนได้อย่างชัดเจน การพักผ่อนไม่เพียงพอ และการมีความขัดแย้งกับคนในครอบครัว.


Validation Of The Thai Version Of The Incontinence Impactquestionnaire (Iiq-7) And The Urogenital Distressinventory (Udi-6), Soarawee Weerasopone, Apirak Santingamkul Jul 2016

Validation Of The Thai Version Of The Incontinence Impactquestionnaire (Iiq-7) And The Urogenital Distressinventory (Udi-6), Soarawee Weerasopone, Apirak Santingamkul

Chulalongkorn Medical Journal

Background : The incontinence impact questionnaire (IIQ-7) and the urogenital distress inventory (UDI-6) have been developed to assess the impact of urinary incontinence on quality of life. The measure has to be tested for validity and reliability in particular populations before being officially used.Objective : To validate the Thai versions of IIQ-7 and UDI-6 for use in Thai-speaking populations.Design : An observational study.Setting : Division of Urology, Department of Surgery, Faculty of Medicine, Chulalongkorn University, Bangkok, Thailand.Materials and Methods : The translation into Thai followed the standard procedure. Forty-six patients with urinary incontinence were recruited to the study. Participants completed …


ความเครียด และปัจจัยที่เกี่ยวข้องของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังณ แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ณัฐพงศ์ เป็นลาภ, ธีรยุทธ รุ่งนิรันดร Jul 2016

ความเครียด และปัจจัยที่เกี่ยวข้องของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังณ แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ณัฐพงศ์ เป็นลาภ, ธีรยุทธ รุ่งนิรันดร

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : โรคไตเรื้อรังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่พบได้ทั่วโลก ซึ่งการเจ็บป่วยในโรคไตเรื้อรังของผู้ป่วยไม่เพียงแต่ ทำให้ผู้ป่วยต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยทั้งทางด้านร่างกายหรือทางจิตใจ แต่ยังมีผลกระทบทางลบไปยังสมาชิกในครอบครัวโดยเฉพาะผู้ดูแลผู้ป่วยด้วยวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความเครียด และปัจจัยที่เกี่ยวข้องของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ณ แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์รูปแบบการวิจัย : การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งสถานที่ทำการศึกษา : แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กรุงเทพมหานครตัวอย่างและวิธีการศึกษา : ผู้ดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่มารับบริการตรวจรักษาแผนกผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ณ แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ รวมทั้งสิ้น107 ราย เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบบันทึกข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยและผู้ดูแลผู้ป่วย, แบบวัดความเครียดของผู้ดูแลและแบบประเมินการสนับสนุนทางสังคมผลการศึกษา : ผลการศึกษาพบว่าผู้ดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังโดยมีความเครียดร้อยละ44.9 ปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับความเครียดแบ่งออกเป็นปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ป่วย ได้แก่ โรคประจำตัวอื่น ๆ นอกจากโรคไตเรื้อรังการรักษาที่ได้รับของผู้ป่วย จำนวนยาที่รับประทาน และปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ดูแลผู้ป่วย ได้แก่ ความเพียงพอของรายได้ โรคประจำตัวของผู้ดูแล สถานภาพสมรส จำนวนชั่วโมงที่ใช้ในการดูแลผู้ป่วย อายุของผู้ดูแล และการสนับสนุนทางสังคม โดยมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ P < 0.05 และปัจจัยที่สามารถทำนายความเครียดของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ได้แก่การมีโรคประจำตัวอื่น ๆ นอกจากโรคไตเรื้อรังของผู้ป่วย การรักษาโดยการล้างไตหรือผ่าตัดเปลี่ยนไต ร่วมกับการทานยา และความไม่เพียงพอของรายได้สรุปผลการศึกษา : ผลการศึกษาวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ในการเป็นแนวทางให้ทุกภาคส่วนได้เห็นความสำคัญของผู้ดูแล เพื่อให้ผู้ดูแลผู้ป่วยสามารถลดความเครียดที่เกิดขึ้น.


สมดุลงานและชีวิตในมิติด้านสุขภาพ, เจตน์ รัตนจีนะ, พรชัย สิทธิศรัณย์กุล Jul 2016

สมดุลงานและชีวิตในมิติด้านสุขภาพ, เจตน์ รัตนจีนะ, พรชัย สิทธิศรัณย์กุล

Chulalongkorn Medical Journal

สมดุลงานและชีวิต (Work-life balance) คือ แนวความคิดเกี่ยวกับสมดุลระหว่างงานและชีวิตมีแนวทางในการจัดการทั้งระดับตัวบุคคลและระดับนโยบายสมดุลงานและชีวิตมีผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพบทความนี้เป็นการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับสมดุลงานและชีวิตในประเด็นของที่มาและความสำคัญ ความหมาย การจัดการ สมดุลงานและชีวิตในมิติด้านสุขภาพ การประเมิน และข้อเสนอแนะสำหรับการศึกษาเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวในอนาคต.


Benign And Malignant Papillary Lesions Of The Breast: Radiographic Differentiation By Mammography And Sonography, Thiti Thongsongsom, Jatuporn Chayakulkheeree Jul 2016

Benign And Malignant Papillary Lesions Of The Breast: Radiographic Differentiation By Mammography And Sonography, Thiti Thongsongsom, Jatuporn Chayakulkheeree

Chulalongkorn Medical Journal

Background : There has been limited data regarding the radiographic features related to malignant papillary lesions and no features to definitely differentiate between benign and malignant papillary lesions. Objective : To determine the mammographic and sonographic features and their detection rate for differentiation of benign and malignant papillary lesions. Design : A retrospective analytic study Setting : Department of Radiology, Faculty of Medicine, Chulalongkorn University, Bangkok, Thailand Methods : We retrospectively reviewed mammography and sonography of 89 surgically proven benign papillary lesions and 44 malignant papillary lesions from January 1, 2005 to December 31, 2014 at our institution. Radiographic findings …


แอมเฟตามีน: นิติเวชปริทัศน์, อานนท์ จำลองกุล Jul 2016

แอมเฟตามีน: นิติเวชปริทัศน์, อานนท์ จำลองกุล

Chulalongkorn Medical Journal

แอมเฟตามีนและสารอนุพันธ์เป็นสารเสพติดที่สามารถก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจสังคม และทรัพยากรมนุษย์ในระดับโลก แม้ว่าประเทศไทยจะมีมาตรการปราบปรามและป้องกันมาเป็นเวลานาน แต่ปัญหาเหล่านี้ยังคงมีอยู่และยากที่จะกำจัดให้หมดไปได้ ผู้เสพสารเสพติดมักถูกส่งตัวมาโรงพยาบาลในหลายสถานะ เช่น ผู้ป่วย ผู้ต้องสงสัย และผู้ต้องหา เป็นต้น ส่วนศพที่ตายผิดธรรมชาติและสงสัยเรื่องการใช้สารเสพติดเกินขนาด จะถูกนำมาผ่าชันสูตรและส่งตรวจหาระดับแอมเฟตามีนบทความนี้จึงมีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา ประเภทของสารกลุ่มแอมเฟตามีน คุณสมบัติทางฟิสิกส์และเคมี พิษจลนศาสตร์และเภสัชจลนศาสตร์ ความเป็นพิษ ประโยชน์ในการรักษาโรค การเก็บสิ่งส่งตรวจ การตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์สำหรับแพทย์นิติเวชและแพทย์สาขาอื่นในการนำไปประยุกต์ใช้กับการทำงาน.


การเห็นคุณค่าในตนเองและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ป่วยหญิงที่มารับการรักษา ณ คลินิกมีบุตรยาก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, อรวรรณ เหมียดไธสง, ชุติมา หรุ่มเรืองวงษ์, ทัศน์วรรณ รังรักษ์ศิริวร Jul 2016

การเห็นคุณค่าในตนเองและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ป่วยหญิงที่มารับการรักษา ณ คลินิกมีบุตรยาก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, อรวรรณ เหมียดไธสง, ชุติมา หรุ่มเรืองวงษ์, ทัศน์วรรณ รังรักษ์ศิริวร

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : ภาวะมีบุตรยากส่งผลกระทบอย่างมากต่อสุขภาพจิต การรักษาภาวะมีบุตรยากมีค่าใช้จ่ายที่สูงและใช้เวลามาก แต่ก็ไม่สามารถคาดหวังผลการรักษาที่แน่นอนได้ การที่ไม่สามารถมีบุตรได้ อาจนำไปสู่ความรู้สึกบกพร่อง ไม่สมบูรณ์ในฐานะเพศหญิง ซึ่งที่ผ่านมาการศึกษาในเรื่องการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้ป่วยหญิงกลุ่มนี้ยังมีน้อยมากวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาระดับการเห็นคุณค่าในตนเองและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ป่วยหญิงที่มีภาวะมีบุตรยากรูปแบบการวิจัย : การศึกษาวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งสถานที่ทำการศึกษา : คลินิกมีบุตรยาก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตัวอย่างและวิธีการศึกษา : เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยหญิง ที่มารับการรักษา ณ คลินิกมีบุตรยากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จำนวน 113 ราย โดยให้กลุ่มตัวอย่างกรอกแบบประเมินด้วยตนเองทั้งหมด 4 ชุด ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามข้อมูลของภาวะมีบุตรยาก 3) แบบประเมินการเห็นคุณค่าในตนเอง The Rosenberg’s Self Esteem Scale (RSE)ฉบับภาษาไทย และ 4) แบบประเมินพฤติกรรมการเผชิญปัญหาของJalowiec Coping Scale ฉบับภาษาไทย สถิติที่ใช้ ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา และ Univariate analysisผลการศึกษา : พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีค่าคะแนนการเห็นคุณค่าเฉลี่ย 31.87 (S.D. = 4.09)ซึ่งเมื่อใช้ค่าจุดตัดที่ Mean -1 S.D. จะพบว่ามีกลุ่มตัวอย่างที่มีการเห็นคุณค่าในตนเองต่ำจำนวน 13 ราย (ร้อยละ11.5) โดยมี 7 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเห็นคุณค่าในตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจากUnivariate analysis ได้แก่ รายได้ส่วนตัวต่อเดือน การพักอาศัย ส่วนสูงอายุที่เริ่มมีรอบเดือนครั้งแรก จำนวนวันที่มีรอบเดือน วิธีที่เคยรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยการฉีดสีเอ็กซเรย์เพื่อดูท่อนำไข่ และการใช้พฤติกรรมการเผชิญปัญหาแบบการจัดการกับอารมณ์ และเมื่อทำการวิเคราะห์แบบ Logistic Regression Analysis พบว่าเหลือเพียง3 ปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับการเห็นคุณค่าในตนเอง ได้แก่ อายุที่เริ่มมีรอบเดือนครั้งแรก จำนวนวันที่มีรอบเดือน และการใช้พฤติกรรมการเผชิญปัญหาแบบการจัดการกับอารมณ์สรุป : ระดับการเห็นคุณค่าในตนเองจากการศึกษานี้ มีค่าต่ำกว่าผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ทั่วไป แต่มีค่าใกล้เคียงกับการศึกษาในผู้ป่วยหญิงที่มีบุตรยากจากการศึกษาก่อนหน้า โดยมีความเกี่ยวข้องกับทั้งปัจจัยทางชีวภาพ และปัจจัยทางด้านพฤติกรรมการเผชิญปัญหา.


แรงจูงใจอาสา บุคลิกภาพ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในอาสาสมัครคุมประพฤติ กรุงเทพมหานคร, ทิพาพร ม่วงไหมทอง, ณภัควรรต บัวทอง Jul 2016

แรงจูงใจอาสา บุคลิกภาพ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในอาสาสมัครคุมประพฤติ กรุงเทพมหานคร, ทิพาพร ม่วงไหมทอง, ณภัควรรต บัวทอง

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : อาสาสมัครคุมประพฤติเป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญในการช่วยเหลืองานของกรมคุมประพฤติ โดยการออกสอดส่อง ฟื้นฟู ผู้ที่ถูกคุมประพฤติ เพื่อคืนคนดีสู่สังคม ซึ่งยังไม่มีการศึกษาแรงจูงใจอาสาและบุคลิกภาพของอาสาสมัครคุมประพฤติในประเทศไทยวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาแรงจูงใจอาสา บุคลิกภาพ และความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจอาสาบุคลิกภาพ รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจอาสาในอาสาสมัครคุมประพฤติ กรุงเทพมหานครรูปแบบการวิจัย : การศึกษาวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งสถานที่ทำการศึกษา : สำนักงานคุมประพฤติ กรุงเทพมหานครตัวอย่างและวิธีการศึกษา : กลุ่มตัวอย่างคืออาสาสมัครคุมประพฤติ กรุงเทพมหานครที่ปฏิบัติงานในปีพ.ศ. 2558 จำนวน 266 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิเก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่เดือนสิงหาคม ถึง เดือนธันวาคมพ.ศ. 2558 โดยใช้แบบสอบถามจำนวน 5 ส่วน ประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป แบบสอบถามด้านการปฏิบัติงาน แบบวัดลักษณะแรงจูงใจอาสาแบบวัดบุคลิกภาพ และแบบวัดความภาคภูมิใจในตนเองของโรเซนเบิร์ก ฉบับปรับปรุงวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบจำแนกทางเดียว สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และสถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนผลการศึกษา : กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับแรงจูงใจอาสาอยู่ในระดับสูง(ร้อยละ 72.6) โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีแรงจูงใจอาสาด้านการให้คุณค่าสูงที่สุดและแรงจูงใจอาสาด้านหน้าที่การงานต่ำที่สุด และกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีบุคลิกภาพแบบแสดงออก-มั่นคง(ร้อยละ 59.3) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระดับแรงจูงใจอาสาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ เพศ อาชีพ บุคลิกภาพ scale-E ประเภทบุคลิกภาพ และความภาคภูมิใจในตนเอง โดยบุคลิกภาพ scale-Eมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับระดับแรงจูงใจอาสา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และปัจจัยที่สามารถทำนายระดับแรงจูงใจอาสาได้คือ บุคลิกภาพ scale-E อาชีพรับจ้าง เพศชาย และความภาคภูมิใจในตนเอง โดยปัจจัยดังกล่าวสามารถร่วมกันทำนายได้ร้อยละ 8.5สรุป : อาสาสมัครคุมประพฤติ กรุงเทพมหานคร ส่วนใหญ่มีแรงจูงใจอาสาด้านการให้คุณค่า และมีบุคลิกภาพแบบแสดงออก-มั่นคงโดยปัจจัย บุคลิกภาพ scale-E อาชีพรับจ้าง เพศชาย และความภาคภูมิใจในตนเอง สามารถทำนายระดับแรงจูงใจอาสาได้ร้อยละ 8.5.


การพัฒนาแบบสอบถามปัญหาการนอนของเด็กฉบับภาษาไทย, พัทธ์ธีรา ดิษยวรรณวัฒน์, ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร May 2016

การพัฒนาแบบสอบถามปัญหาการนอนของเด็กฉบับภาษาไทย, พัทธ์ธีรา ดิษยวรรณวัฒน์, ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : การนอนให้เพียงพอและคุณภาพของการนอนนั้นสำคัญต่อสุขภาพของเด็กและวัยรุ่น การนอนที่ไม่เพียงพอนั้นส่งผลต่อชีวิตของเด็กในหลายด้าน ตั้งแต่ด้านพุทธิปัญญา (cognitive function) ด้านสมาธิ(attention) และความสามารถในการจดจ่อ (concentration) และส่งผลต่อการเรียน การควบคุมอารมณ์ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาพฤติกรรมและพยาธิสภาพและยังส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพ โดยอาจจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุและอาจจะส่งผลต่อโรคระบบหัวใจและหลอดเลือดแบบสอบถามปัญหาการนอนของเด็ก (CSHQ) นั้นถูกออกแบบมาเพื่อคัดกรองปัญหาการนอนที่พบบ่อยในเด็ก โดยมีข้อคำถามที่มีคะแนนทั้งหมด 33 ข้อวัตถุประสงค์ : งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและแปลแบบสอบถาม CSHQเป็นฉบับภาษาไทย ซึ่งใช้ในเด็กอายุ 4 - 10 ปี และได้ทำการตรวจสอบความเที่ยงตรงตามเนื้อหา (Content validity) และวัดค่าความเชื่อมั่น(Reliability)รูปแบบการวิจัย : การวิจัยเชิงพรรณนาสถานที่ : โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และโรงเรียนสมาคมสตรีไทยวิธีการศึกษา : การดำเนินการแปลโดยผู้วิจัยแปลแบบสอบถามเป็นภาษาไทย หลังจากนั้นตรวจสอบความหมายและแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษผู้วิจัยได้ปรับปรุงก่อนทำการตรวจสอบความเที่ยงตรงตามเนื้อหา(Content validity) โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน และหลังจากปรับปรุงแล้วได้นำไปวัดค่าความเชื่อมั่น (Reliability) จากกลุ่มตัวอย่างผู้ปกครองของเด็กจำนวน 60 คนโดยหาค่าสัมประสิทธิ์ครอนแบคอัลฟาผลการศึกษา : จากผลการวิจัยพบว่าค่าความเชื่อมั่นภาพรวมมีค่า 0.83 และรายด้านอยู่ระหว่าง 0.392 - .776 โดยด้านพฤติกรรมก่อนเข้านอนมีค่า 0.47 ด้านระยะเวลาในการนอนมีค่า 0.49 ด้านความวิตกกังวลในการเข้านอนมีค่า0.615 ด้านการตื่นระหว่างหลับมีค่า 0.776 ด้านปัญหาพฤติกรรมการนอนในช่วงระหว่างการนอนมีค่า 0.736 ด้านปัญหาการนอนที่เกี่ยวข้องกับการหายใจมีค่า 0.392 ด้านการตื่นในตอนเช้าและความง่วงระหว่างวันมีค่า 0.742สรุป : ค่าความเชื่อมั่นภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ที่เชื่อถือได้ แต่ความเชื่อมั่นรายด้านคือด้านเวลาการเข้านอนและด้านการตื่นในช่วงกลางคืนยังคงต้องพัฒนาต่อไป.


ภาวะสุขภาพจิตและอาการผิดปกติทางจิตภายหลังเผชิญภยันตรายของผู้ป่วยทหารราชการสนามที่รับการรักษาในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า, กังสดาล เพ็งล่อง, เดชา ลลิตอนันต์พงศ์ May 2016

ภาวะสุขภาพจิตและอาการผิดปกติทางจิตภายหลังเผชิญภยันตรายของผู้ป่วยทหารราชการสนามที่รับการรักษาในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า, กังสดาล เพ็งล่อง, เดชา ลลิตอนันต์พงศ์

Chulalongkorn Medical Journal

ที่มาของปัญหาวิจัย : การศึกษาเกี่ยวกับภาวะสุขภาพจิตและอาการผิดปกติทางจิตภายหลังเผชิญภยันตรายในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ในการนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการวางแผน กำหนดแนวทาง ส่งเสริมให้ทหารราชการสนามมีสุขภาพจิตที่ดีวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาสุขภาพจิต อาการผิดปกติทางจิตภายหลังเผชิญภยันตราย และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับสุขภาพจิตและอาการผิดปกติทางจิตภายหลังเผชิญภยันตรายของผู้ป่วยทหารราชการสนามที่มารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้ารูปแบบการวิจัย : การศึกษาเชิงพรรณนา โดยศึกษา ณ จุดเวลาใด เวลาหนึ่งประเภทโรงพยาบาล : แผนกผู้ป่วยทหารราชการสนาม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กรุงเทพมหานครวิธีวิจัย : รวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยทหารราชการสนาม จำนวน 108 คน โดยการใช้แบบสอบถาม 3 ส่วน คือ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบวัดสุขภาพจิตSCL.90 และแบบประเมินภาวะสุขภาพจิตหลังภาวะวิกฤต GHQ 12Plus-R ส่วนที่ 2PTSD Screening Test ใช้การวิเคราะห์ Univariate Analysisเพื่อหาปัจจัยที่เกี่ยวข้องและมีความสัมพันธ์กับสุขภาพจิตและอาการผิดปกติทางจิตภายหลังเผชิญภยันตรายผลการศึกษา : ผู้ป่วยทหารราชการสนามส่วนใหญ่มีปัญหาสุขภาพจิต ร้อยละ 73.1 ซึ่งมีปัญหาสุขภาพจิตด้านการย้ำคิดย้ำทำมากที่สุด ร้อยละ 50.0 โดยพบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต คือสาเหตุที่ทำให้ได้รับบาดเจ็บในขณะปฏิบัติภารกิจราชการสนามด้วยการถูกสะเก็ดระเบิด ส่วนอาการผิดปกติทางจิตภายหลังเผชิญภยันตรายนั้น พบว่าผู้ป่วยทหารราชการสนามส่วนใหญ่ไม่มีอาการผิดปกติทางจิตภายหลังเผชิญภยันตราย ร้อยละ 77.8 โดยพบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับอาการผิดปกติทางจิตภายหลังเผชิญภยันตราย ได้แก่ อายุและสถานภาพสมรสสรุป : ผู้ป่วยทหารราชการสนามส่วนใหญ่มีปัญหาสุขภาพจิต แต่ไม่มีอาการผิดปกติทางจิตภายหลังเผชิญภยันตราย.


จริยธรรมและจรรยาบรรณการวิจัยในคน, อานนท์ จำลองกุล May 2016

จริยธรรมและจรรยาบรรณการวิจัยในคน, อานนท์ จำลองกุล

Chulalongkorn Medical Journal

การสร้างสรรค์งานวิจัยนับเป็นเครื่องชี้วัดที่สำคัญของการพัฒนาประเทศ ด้วยเหตุนี้ประเทศต่าง ๆ จึงได้กำหนดมาตรฐานการวิจัยขึ้นมา เพื่อให้งานวิจัยแต่ละชิ้นมีคุณภาพและมีคุณค่าเพียงพอสิ่งหนึ่งที่มัก ถูกพูดถึง คือ จริยธรรมและจรรยาบรรณของการวิจัย ซึ่งถือเป็นข้อปฏิบัติขั้นพื้นฐานสำหรับนักวิจัยทุกคนที่ ต้องทำการเรียนรู้ก่อนเริ่มทำวิจัย และเพื่อให้นักวิจัยด้านสาธารณสุขได้มีความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวมากยิ่งขึ้น บทความนี้จึงได้กล่าวถึงความหมายของคำต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมและจรรยาบรรณการวิจัยในคน ปัญหาการขาดจริยธรรมการวิจัย บทลงโทษสำหรับนักวิจัยที่ประพฤติผิดจรรยาบรรณวิชาชีพ พร้อมทั้งอุทาหรณ์การละเมิดงานวิจัย เพื่อให้นักวิจัยสามารถสร้างสรรค์งานวิจัยได้อย่างถูกต้อง.


Comparison Between Direct Smear, Formalin-Ethyl Acetate Concentration, And Mini Parasep® Solvent-Free Concentrator For Screening Of Intestinal Parasitic Infections Among School-Age Children, Vivornpun Sanprasert, Sarit Charuchaibovorn, Uthaitip Bunkasem, Siriporn Srirungruang, Surang Nuchprayoon May 2016

Comparison Between Direct Smear, Formalin-Ethyl Acetate Concentration, And Mini Parasep® Solvent-Free Concentrator For Screening Of Intestinal Parasitic Infections Among School-Age Children, Vivornpun Sanprasert, Sarit Charuchaibovorn, Uthaitip Bunkasem, Siriporn Srirungruang, Surang Nuchprayoon

Chulalongkorn Medical Journal

Background : Most patients infected with intestinal parasites are asymptomatic and usually undiagnosed. The sensitivity of stool examination by direct smear is quite low. Formalin-ethyl acetate concentration technique (FECT) is the method used to increase the sensitivity. However, FECT is considered to be a dangerous method because of the use of toxic solvent in the process. Mini Parasep® Solvent-Free (SF) Concentrator is a new diagnostic tool used as routine stool examination for parasitic infections in several countries worldwide. Objective : To evaluate the efficacy of Mini Parasep® SF concentrator compared with the direct smear method and FECT for screening of …


Prevalence Of High Risk For Obstructive Sleep Apnea Using Stop-Bang Questionnaire In Urban Thai Population: A Pilot Study, Natamon Charakorn, Prakobkiat Hirunwiwatkul, Apasee Suksamran, Busarakum Chaitusaney, Naricha Chirakalwasan May 2016

Prevalence Of High Risk For Obstructive Sleep Apnea Using Stop-Bang Questionnaire In Urban Thai Population: A Pilot Study, Natamon Charakorn, Prakobkiat Hirunwiwatkul, Apasee Suksamran, Busarakum Chaitusaney, Naricha Chirakalwasan

Chulalongkorn Medical Journal

Background : The STOP-Bang is a widely used simple questionnaire that was validated to screen obstructive sleep apnea (OSA) in many groups of patients. It can be beneficial for determining the prevalence of high risk for OSA in urban Thai population. Objective To determine the prevalence of high risk for obstructive sleep apnea (OSA) in urban Thai population by utilizing the STOP-Bang questionnaire. Material and Method : Anonymous survey on adult at least 18 years of age was conducted at Health & Wellness exhibition, Bangkok, Thailand. The STOP-Bang questionnaire was utilized in the survey. The questionnaire consists of four simple …


เอทิลแอลกอฮอล์ในมุมมองนิติเวชศาสตร์, อานนท์ จำลองกุล May 2016

เอทิลแอลกอฮอล์ในมุมมองนิติเวชศาสตร์, อานนท์ จำลองกุล

Chulalongkorn Medical Journal

เอทิลแอลกอฮอล์เป็นสารเสพติดที่มีผู้ใช้อย่างแพร่หลายที่สุดในโลก ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ อุบัติเหตุจราจร แพทย์สาขาต่าง ๆมักเข้าไปมีส่วนร่วมทั้งในการรักษาผู้ป่วยจากพิษเฉียบพลันและเรื้อรัง บางครั้งยังรวมถึงการให้ความเห็นต่อผลการตรวจวัดแอลกอฮอล์เพื่อตอบประเด็นทางกฎหมาย บทความนี้ได้กล่าวถึงความรู้เบื้องต้นของเอทิลแอลกอฮอล์ การคำนวณระดับความเข้มข้นของเอทิลแอลกอฮอล์ที่มีในเครื่องดื่มต่าง ๆพิษจลนศาสตร์ของเอทิลแอลกอฮอล์ ผลกระทบของแอลกอฮอล์ต่อสุขภาพ การเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ และกฎหมายไทยบางมาตราที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์.


ผลการนวดไทยต่อระดับความวิตกกังวล ความซึมเศร้าและอาการปวดของผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืดที่มารับบริการนวดแผนไทย ณ คลินิกแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, จิรภรณ์ แนวบุตร, บุรณี กาญจนถวัลย์ May 2016

ผลการนวดไทยต่อระดับความวิตกกังวล ความซึมเศร้าและอาการปวดของผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืดที่มารับบริการนวดแผนไทย ณ คลินิกแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, จิรภรณ์ แนวบุตร, บุรณี กาญจนถวัลย์

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและพังผืด (Myofascial Pain Syndrome)เป็นกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อที่พบได้บ่อยมากในกลุ่มประชากรวัยกลางคน หรือวัยทำงานเป็นสาเหตุหนึ่งของกลุ่มอาการปวดเรื้อรังที่พบบ่อยที่สุดปัจจัยทางด้านจิตใจ ความเครียด วิตกกังวลและความเศร้า เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการเกิดโรค การนวดไทยเป็นอีกหนึ่งแนวทางรักษาที่มีผลทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาผลของการนวดแผนไทยต่อระดับความวิตกกังวล ความซึมเศร้า และอาการปวดของผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อ และเยื่อพังผืดที่มารับบริการนวดแผนไทย ณ คลินิกแพทย์แผนไทยประยุกต์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รูปแบบการวิจัย : การวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental : pre-post study inone group)สถานที่ทำการศึกษา : คลินิกแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตัวอย่างและวิธีการศึกษา : ศึกษาในผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืดที่มารับบริการนวดแผนไทย จำนวน 20 คน กลุ่มตัวอย่างจะได้รับการรักษาโดยการนวด แผนไทยติดต่อกัน 3 ครั้ง ในวันจันทร์ พุธ และศุกร์ของสัปดาห์ กลุ่มตัวอย่าง จะได้รับการประเมินระดับความวิตกกังวลความซึมเศร้า และระดับความปวด ก่อนและหลังการนวดไทย 3 ครั้งวิเคราะห์โดยใช้การทดสอบ Paired t-test และการทดสอบ WilcoxonSinged rank test เพื่อเปรียบเทียบผลการนวดแผนไทย ก่อนและหลังการรักษาผลการศึกษา : ในกลุ่มตัวอย่างที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืดมีระดับคะแนนความวิตกกังวล ความซึมเศร้า และระดับความปวดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหลังรับการนวดแผนไทย 3 ครั้ง โดยมีคะแนนเฉลี่ยของระดับความวิตกกังวลก่อนการรักษา เป็น 10.60 และ 5.53 หลังการรักษาคะแนนเฉลี่ยระดับความซึมเศร้าก่อนรักษา เป็น 8.4 และ 4.5หลังการรักษา และคะแนนเฉลี่ยระดับความปวดก่อนการรักษา เป็น2.46 และ 1.8 หลังการรักษาสรุป : การรักษาโดยการนวดแผนไทยสามารถลดระดับความวิตกกังวลความซึมเศร้าและระดับความปวดได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.01).


การศึกษาเกี่ยวกับการตัดสินใจและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการเลือกสถานที่ดูแลระยะสุดท้ายและสถานที่เสียชีวิตในผู้ป่วยมะเร็งของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, ปรารถนา โกศลนาคร May 2016

การศึกษาเกี่ยวกับการตัดสินใจและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการเลือกสถานที่ดูแลระยะสุดท้ายและสถานที่เสียชีวิตในผู้ป่วยมะเร็งของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, ปรารถนา โกศลนาคร

Chulalongkorn Medical Journal

ความเป็นมา : ในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคองนั้น ให้ความสำคัญกับความต้องการ ของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก แต่ปัญหาคือบุคลากรทางการแพทย์มักไม่ทราบความต้องการที่แท้จริงของผู้ป่วย เนื่องจากด้วยวัฒนธรรมและความเชื่อของคนไทยไม่นิยมพูดกันเรื่องความตาย รวมถึงเรื่องสถานที่ที่ต้องการใช้ชีวิตในวาระสุดท้ายหรือเสียชีวิตทำให้มีโอกาสที่จะได้รับการรักษาที่อาจขัดกับความต้องการที่แท้จริงได้วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาเกี่ยวกับการตัดสินใจเลือกสถานที่ในการดูแลระยะสุดท้ายและสถานที่เสียชีวิตในผู้ป่วยโรคมะเร็งของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการตัดสินใจนั้น ๆวิธีดำเนินการศึกษา : Cross sectional descriptive study เก็บข้อมูลโดยวิธี convenient samplingในประชากรผู้ป่วยมะเร็งที่เข้ารับการรักษาในแผนกรังสีรักษาของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระหว่างเดือนมีนาคม - มิถุนายน พ.ศ. 2555 โดยใช้แบบสอบถามเพื่อทำการสัมภาษณ์ความคิดเห็นผู้ป่วย ใช้สถิติ univariate analysis สำหรับเปรียบเทียบข้อมูลเชิงคุณภาพระหว่างกลุ่มประชากรและใช้ binary logisticregression analysis เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรกับผลการตัดสินใจผลการศึกษา : มีประชากรเข้าร่วมการศึกษาจำนวน 96 ราย สำหรับสถานที่ที่ต้องการได้รับการดูแลในระยะสุดท้ายนั้น ผู้ป่วย 57 ราย (ร้อยละ 59.4) เลือกสถานที่ส่วนตัว (เช่น บ้าน) อีก 35 ราย (ร้อยละ 36.5) เลือกสถานพยาบาล สำหรับสถานที่ที่ต้องการเสียชีวิตนั้น มีผู้ป่วยจำนวน 58 ราย (ร้อยละ 60.4) เลือกสถานที่ส่วนตัว อีก 33 ราย (ร้อยละ 34.4) เลือกสถานพยาบาล โดยทั้งสองหัวข้อมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการตัดสินใจที่คล้ายกัน ได้แก่ ความต้องการยาและการรักษาพยาบาล ความเป็นส่วนตัว การได้อยู่กับคนที่เป็นที่รักกลัวการเจ็บป่วยในเวลากลางคืน ความรู้สึกปลอดภัยและควบคุมได้ และพบตัวแปรด้านข้อมูลพื้นฐานประชากรที่มีความเกี่ยวข้องกับการเลือกสถานที่เสียชีวิตได้แก่ ตัวแปรด้านที่อยู่อาศัยในปัจจุบันสรุปผล : ประชากรส่วนใหญ่ต้องการได้รับการดูแลระยะสุดท้ายและเสียชีวิตที่บ้านโดยที่อยู่อาศัยมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ ผู้ที่อยู่ต่างจังหวัดมีแนวโน้มจะเลือกสถานพยาบาลเป็นสถานที่ดูแลระยะสุดท้ายและสถานที่เสียชีวิตน้อยกว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งจุดนี้อาจนำมาประยุกต์ใช้ในการวางนโยบายการให้การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในแต่ละชุมชน เช่นการลงไปเยี่ยมผู้ป่วยที่บ้าน หรือการสร้างสถานพยาบาลแบบประคับประคอง(hospice) ซึ่งอาจแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ที่ให้การดูแล.


Multi-Detector Computed Tomography Evaluation Of Suspected Acute Blunt Cervical Spine Trauma In Adult Patients At King Chulalongkorn Memorial Hospital, Chuthaporn Surawech, Sasitorn Petcharunpaisan Mar 2016

Multi-Detector Computed Tomography Evaluation Of Suspected Acute Blunt Cervical Spine Trauma In Adult Patients At King Chulalongkorn Memorial Hospital, Chuthaporn Surawech, Sasitorn Petcharunpaisan

Chulalongkorn Medical Journal

Background : According to the American College of Radiology (ACR) appropriateness criteria for imaging of suspected spine trauma, multi-detector computed tomography (MDCT) is the recommended screening imaging procedure in adult patients with high-risk criteria by national emergency x-radiography utilization study (NEXUS) criteria and the Canadian cervical spines rule (CCR). Objectives : To evaluate imaging features of cervical spine fracture and to assess the anappropriateness of performing cervical spine CT according to NEXUS criteria and CCR at the emergency room of King Chulalongkorn Memorial Hospital (KCMH). Design : Retrospective study. Setting : King Chulalongkorn Memorial Hospital. Material and Methods : Our …


Prevalence And Factors Influencing Smoking Behaviors Among Vocational And Technical Students In A North-Eastern Province Of Thailand, Anun Chaikoolvatana, Mereerat Manwong, Choladda Chaikoolvatana, Nawaporn Saisingh, Sukwasan Wongthanu, Mattana Kwangtong Mar 2016

Prevalence And Factors Influencing Smoking Behaviors Among Vocational And Technical Students In A North-Eastern Province Of Thailand, Anun Chaikoolvatana, Mereerat Manwong, Choladda Chaikoolvatana, Nawaporn Saisingh, Sukwasan Wongthanu, Mattana Kwangtong

Chulalongkorn Medical Journal

Background : Since 2009, cigarette smoking among Thai population aged between 15 and 24 has been increasing. These people may have more chances of some disease complications caused by cigarette smoking thannon-smokers. Noticeably, these young smoking population are currently studying in high school, vocational, and technical levels. The previous surveys indicated no current data available regarding the prevalence of smoking among these vocational and technical students in the area.Objective : The study aims to evaluate the prevalence and factors influencing smoking behavior of students in these two institutes.Research : Design A cross sectional, descriptive study.Setting : Technical and Vocational Ubon …


ประสบการณ์การสูญเสียคู่สมรสหลังจากการเสียชีวิตของผู้ป่วยระยะสุดท้าย ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, รัสรินทร์ เสถียรภัทรนันท์, พีรพนธ์ ลือบุญธวัชชัย, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์ Mar 2016

ประสบการณ์การสูญเสียคู่สมรสหลังจากการเสียชีวิตของผู้ป่วยระยะสุดท้าย ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, รัสรินทร์ เสถียรภัทรนันท์, พีรพนธ์ ลือบุญธวัชชัย, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : คู่สมรสของผู้ป่วยระยะสุดท้าย เช่น ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย เป็นผู้ที่ประสบกับอารมณ์เศร้าโศกจากการสูญเสีย เนื่องจากต้องเผชิญกับประสบการณ์หลายอย่าง ปฏิกิริยาต่าง ๆ ของการสูญเสีย และการปรับตัวหลังจากการสูญเสียวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาประสบการณ์จากการสูญเสีย การจัดการกับการสูญเสียและการสนับสนุนทางสังคมของคู่สมรสหลังจากการเสียชีวิตของผู้ป่วยระยะสุดท้ายรูปแบบการวิจัย : การศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพสถานที่ทำการศึกษา : โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยตัวอย่างและวิธีการศึกษา : ศึกษาจากคู่สมรสของผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่เสียชีวิตแล้ว ที่ส่งปรึกษาศูนย์ชีวาภิบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คัดเลือกตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง โดยเป็นคู่สมรสที่ให้การดูแลผู้ป่วยเป็นเวลามากกว่า 6 เดือนจนผู้ป่วยเสียชีวิต เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ส่วนบุคคลเชิงลึกใช้เวลา 60 - 90 นาที เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลและแนวคำถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์ระดับลึก และ 2) แบบประเมินอารมณ์เศร้าโศกที่ผิดปกติจากการสูญเสียฉบับภาษาไทย ข้อมูลอิ่มตัวอยู่ที่จำนวน 10 รายใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปรากฏการณ์วิทยาของโคไลซ์ซี่ (Colaizzi)ผลการศึกษา : คู่สมรสของผู้ป่วยระยะสุดท้าย 10 ราย เป็นเพศหญิง 7 รายและเป็นเพศชาย 3 ราย มีอายุเฉลี่ย 50.2 ปี ผู้ป่วยทุกรายเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งมีคู่สมรสที่ประสบกับอารมณ์เศร้าโศกจากการสูญเสียที่ผิดปกติจำนวน 6 ราย โดยใช้ ICG พบว่าประสบการณ์การสูญเสียของคู่สมรสในผู้ป่วยระยะสุดท้ายไม่ต่างจากปฏิกิริยาการสูญเสียของบุคคลใกล้ชิดทั่ว ๆ ไป ซึ่งประกอบ ด้วย1)ระยะมึนชา 2) ระยะซึมเศร้า และ3) ระยะกลับคืนสู่ปกติ ผู้ที่ประสบกับอารมณ์เศร้าโศกจากการสูญเสียที่ผิดปกติ เป็นผู้ที่มีความรักความผูกพันกันมาก พึ่งพิงกับผู้ที่เสียชีวิตอย่างสูง ปิดบัง ไม่กล้าบอกความจริง การสูญเสียเกิดขึ้นโดยฉับพลันกะทันหัน ไม่ทันคาดคิด หรือไม่ทันได้เตรียมความพร้อมที่ดี คู่สมรสที่ผ่านพ้นอารมณ์เศร้าโศกจากการสูญเสียไปได้ เป็นผู้ที่มีการจัดการกับการสูญเสียที่ดี และมีการสนับสนุนทางสังคมที่ดสรุป : การช่วยเหลือคู่สมรสของผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้จัดการกับการสูญเสียต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนการเสียชีวิตและหลังการเสียชีวิตของผู้ป่วยการเตรียมความพร้อมให้คู่สมรสเผชิญกับการสูญเสีย การจัดการกับการสูญเสียและได้รับการสนับสนุนทางสังคมจะช่วยให้คู่สมรสผ่านพ้นอารมณ์เศร้าโศกหลังจากการเสียชีวิตของผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้.


การศึกษานำร่องผลของการผ่อนคลายกล้ามเนื้อแบบโพรเกรสซีฟต่อความอยากบุหรี่ในผู้ป่วยจิตเวช, เกษวรรณ แช่มช้อย, รัศมน กัลยาศิริ Mar 2016

การศึกษานำร่องผลของการผ่อนคลายกล้ามเนื้อแบบโพรเกรสซีฟต่อความอยากบุหรี่ในผู้ป่วยจิตเวช, เกษวรรณ แช่มช้อย, รัศมน กัลยาศิริ

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการวิจัย : ผู้ป่วยจิตเวชจะมีความผิดปกติในด้านของความรู้สึก จิตใจ อารมณ์และหากเป็นผู้ที่สูบบุหรี่เมื่อต้องเข้ารับบริการในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นสถานที่ห้ามสูบบุหรี่ ก่อให้เกิดความอยากบุหรี่และความเครียดขึ้นทำให้ร่วมมือทางการรักษาได้น้อย จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่าการฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อแบบโพรเกรสซีฟ สามารถช่วยลดความเครียดและความอยากบุหรี่ในบุคคลทั่วไปได้ ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะนำวิธีการผ่อนคลายกล้ามเนื้อแบบโพรเกรสซีฟนี้มาทดลองใช้กับผู้ป่วยจิตเวช เพื่อลดความเครียดและความอยากบุหรี่ส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพทางการรักษาผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้นวัตถุประสงค์ : 1) เพื่อเปรียบเทียบระดับความอยากบุหรี่ก่อนและหลังการฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อแบบโพรเกรสซีฟในผู้ป่วยจิตเวช 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับความอยากบุหรี่ระหว่างกลุ่มที่ฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อกับกลุ่มควบคุมรูปแบบการวิจัย : เป็นการศึกษาวิจัยเชิงทดลอง วัดผลก่อนและหลังทดลอง โดยมีกลุ่มควบคุมแบบสุ่มสถานที่ทำการศึกษา : โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรงพยาบาลรามาธิบดีตัวอย่างและวิธีการศึกษา : เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยที่มารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอกจิตเวชและผู้ป่วยในจิตเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และโรงพยาบาลรามาธิบดีจำนวน 34 คน โดยใช้แบบสอบถาม 1. แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2. แบบสอบถามเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ โดยใช้แบบทดสอบการติดนิโคตินของ Fagerstrom 3. แบบวัดระดับความอยากสูบบุหรี่(PACS – tobacco) ฉบับภาษาไทย 4. แบบวัดความเครียดสำหรับคนไทย Thai Stress Test (TST) 5. แบบวัดความรู้สึก Visual AnalogScale (VAS) 6. เทปเสียงการผ่อนคลายกล้ามเนื้อของกรมสุขภาพจิต7. เครื่องวัดสัญญาณชีพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Fisher’s exacttest เพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลส่วนบุคคลและสถิติ non –Parametric Mann – Whitney U test วิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยก่อนและหลังการทดลอง การฟังเทปเสียงผ่อนคลายกล้ามเนื้อแบบโพรเกรสซีฟและการฟังเทปเสียงทั่วไป ต่อความอยากบุหรี่ ความเครียดความรู้สึก 10 ด้าน และระดับสัญญาณชีพของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมผลการศึกษา : ภายหลังการทดลองพบว่าความอยากสูบบุหรี่ความเครียด และความรู้สึก 10 ด้าน ไม่มีความแตกต่างกัน (p >0.05) ระหว่างก่อนและหลังการทดลองของทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมสรุป : ผลการศึกษาของผู้ป่วยทั้ง 2 กลุ่ม ไม่มีความแตกต่างกัน ควรทำการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ขึ้นและในกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชที่มีความจำเพาะ เช่นโรคบางโรคที่ให้ความร่วมมือได้ดีในอนาคต.


ความชุกของการมีประสบการณ์ทางเพศและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกของนักเรียนหญิงอาชีวศึกษาในจังหวัดนนทบุรี, นฎาประไพ สาระ, ชุติมา หรุ่มเรืองวงษ์ Mar 2016

ความชุกของการมีประสบการณ์ทางเพศและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกของนักเรียนหญิงอาชีวศึกษาในจังหวัดนนทบุรี, นฎาประไพ สาระ, ชุติมา หรุ่มเรืองวงษ์

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : จากการศึกษาก่อนหน้านี้พบว่ากลุ่มนักเรียนอาชีวศึกษาเพศหญิงนั้นมีประสบการณ์ทางเพศแล้ว ถึงร้อยละ 40.0 ซึ่งสูงกว่านักเรียนหญิงมัธยมปลายในสายสามัญอย่างชัดเจน ซึ่งการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรนี้ นำมาซึ่งปัญหาต่าง ๆ มากมาย เช่น การติดเชื้อ HIV โรคติดต่อทางเพศ สัมพันธ์และการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ซึ่งก่อนหน้านี้ ยังไม่มีการศึกษาใด ที่พูดถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการมีเพศสัมพันธ์ในนักเรียนกลุ่มนี้ ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาเรื่องนี้เพื่อจะนำผลการศึกษาที่ได้ไปวางแผนปรับปรุงนโยบายและแผนทางสาธารณสุขในการป้องกันปัญหาตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ในวัยรุ่นระดับประเทศในอนาคตวัตถุประสงค์ : 1. เพื่อศึกษาความชุกของการมีประสบการณ์ทางเพศของนักเรียนหญิงอาชีวศึกษาในจังหวัดนนทบุรี2. เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการมีประสบการณ์ทางเพศครั้งแรกของนักเรียนหญิงอาชีวศึกษาในจังหวัดนนทบุรีรูปแบบการวิจัย : การศึกษาวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งสถานที่ทำการศึกษา : โรงเรียนอาชีวศึกษา 3 แห่งโรงเรียน ในจังหวัดนนทบุรีตัวอย่างและวิธีการศึกษา : กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนหญิงในระดับชั้น ปวช.1 - 3 และระดับชั้นปวส. 1 - 2 จำนวน 375 ราย จาก 3 โรงเรียนในจังหวัดนนทบุรีโดยกลุ่มตัวอย่างจะได้ตอบแบบสอบถามจำนวน 7 ชุด ได้แก่ 1)แบบสอบถามข้อมูลส่วนตัว และ ข้อมูลทางเพศ 2) แบบประเมินความรู้เรื่องเพศจำนวน 22 ข้อ 3) แบบประเมินความคิดเห็นเกี่ยวกับการคบเพื่อนต่างเพศ 4) แบบประเมินความสัมพันธ์ภายในครอบครัว 5) แบบประเมินการคล้อยตามกลุ่มเพื่อน 6) แบบประเมินพฤติกรรมเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์และ 7) แบบประเมินการเห็นคุณค่าในตนเองRosenberg Self-esteem Scale ฉบับภาษาไทย. สถิติที่ใช้ ได้แก่สถิติเชิงพรรณนา และ Univariate analysis.ผลการศึกษา : พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีประสบการณ์ทางเพศแล้ว ร้อยละ 66.1 โดยปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการมีประสบการณ์ทางเพศครั้งแรกที่วิเคราะห์จากUnivariate analysis อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ มี 21 ปัจจัย ได้แก่ อายุสถาบัน เกรดเฉลี่ยสะสม คะแนนความรู้เรื่องเพศ บุคคลที่พักอาศัยด้วยประวัติการดื่มแอลกอฮอล์ ผู้เลี้ยงดูหลักในช่วงวัยประถมและวัยรุ่นทัศนคติเรื่องเพศ บุคคลที่ได้พูดคุยปรึกษาเรื่องเพศ การสืบค้นข้อมูลเรื่องเพศ การคล้อยตามเพื่อน และการเคยมีประวัติหนีออกจากบ้านในช่วงวัยรุ่นและเมื่อทำการวิเคราะห์แบบ Logistic RegressionAnalysis พบว่าเหลือเพียง 8 …