Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medical Specialties (37)
- Medical Sciences (24)
- Radiology (9)
- Diseases (7)
- Life Sciences (7)
-
- Public Health (7)
- Biomedical Informatics (6)
- Medical Education (6)
- Pediatrics (6)
- Analytical, Diagnostic and Therapeutic Techniques and Equipment (5)
- Natural Products Chemistry and Pharmacognosy (5)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (5)
- Bioethics and Medical Ethics (4)
- Cardiology (4)
- Diagnosis (4)
- Medical Humanities (4)
- Neurology (4)
- Rehabilitation and Therapy (4)
- Surgery (4)
- Chemicals and Drugs (3)
- Community Health and Preventive Medicine (3)
- Dentistry (3)
- Education (3)
- Hematology (3)
- Infectious Disease (3)
- Laboratory Medicine (3)
- Orthopedics (3)
- Other Medical Sciences (3)
- Physiotherapy (3)
- Keyword
-
- Depression (35)
- Anxiety (21)
- Children (18)
- Prevalence (18)
- Elderly (16)
-
- Quality of life (16)
- Stress (16)
- Children. (15)
- Thailand (15)
- Treatment. (15)
- Breast cancer (14)
- Diagnosis (13)
- Reliability (13)
- Thai (13)
- AIDS (12)
- HIV (12)
- Stroke (12)
- Attitude (10)
- Mental health (10)
- Prevalence. (10)
- Ultrasound (10)
- ภาวะซึมเศร้า (10)
- Chemotherapy (9)
- Knowledge (9)
- Risk factors (9)
- Treatment (9)
- Methamphetamine (8)
- Thai. (8)
- ความเครียด (8)
- Adolescent (7)
Articles 511 - 540 of 4154
Full-Text Articles in Medicine and Health Sciences
Neutral Wrist Splint For Mild To Moderate Carpal Tunnel Syndrome, Jariya Boonhong, Sirikwan Panyasriwanit
Neutral Wrist Splint For Mild To Moderate Carpal Tunnel Syndrome, Jariya Boonhong, Sirikwan Panyasriwanit
Chulalongkorn Medical Journal
Background : Carpal tunnel syndrome (CTS) is the most common entrapment neuropathy. Neutral wrist splint has been recommended for mild to moderate symptoms CTS. There is insufficient evidence regarding the effectiveness of splinting in longer periods of time (at least 3 months).Objective : To evaluate the effects of 3 months neutral wrist splint on neurophysiologic condition, symptoms and functions for mild to moderate carpal tunnel syndrome (CTS).Methods : Fifty-four patients with clinical symptoms, nerve conduction study (NCS), and diagnosed as mild to moderate CTS. During the 3-month duration of the study, the treatment group received day and night time, neutral …
Effects Of Mirror Therapy In Recovering Strength And Function Of The Upper Limbs In Chronic Stroke Patients: A Randomized Controlled Trial, Jirapa Champaiboon, Rames Rueangyu, Vonphadet Sontim, Krisna Piravej
Effects Of Mirror Therapy In Recovering Strength And Function Of The Upper Limbs In Chronic Stroke Patients: A Randomized Controlled Trial, Jirapa Champaiboon, Rames Rueangyu, Vonphadet Sontim, Krisna Piravej
Chulalongkorn Medical Journal
Background : Stroke is one of the biggest healthcare problems in developing countries.Majority of the stroke patients have persistent upper limbs motorimpairment. One of the promising methods to assist motor improvementis mirror therapy. However, the evidence supporting efficacy of thisintervention in chronic stroke patients is limited, due to small samplesize and non-RCTs in most currently available studies.Objective : To investigate whether mirror therapy, as an adjunct program, can helpchronic stroke survivors regain their upper limbs’ motor functions, handrelatedfunctions and reduce spasticity.Methods : Forty-four chronic stroke patients were divided into 2 groups, whounderwent clinical assessment for adjunct mirror therapy versus placebo.Clinical …
Comparison Between Effects Of Radial Extracorporeal Shock Wave Therapy And Progressive Resistive Exercise In Treatments Of Chronic Lateral Elbow Tendinosis, Worawan Soonsuwan, Sarissa Rangkla
Comparison Between Effects Of Radial Extracorporeal Shock Wave Therapy And Progressive Resistive Exercise In Treatments Of Chronic Lateral Elbow Tendinosis, Worawan Soonsuwan, Sarissa Rangkla
Chulalongkorn Medical Journal
Background : Elbow tendinosis is the most common cause of elbow pain. Both radial extracorporeal shock wave therapy (rESWT) and progressive resistive exercise (PRE) are widely used and share evidences of effectiveness intreating elbow tendinosis. So far, there have not been any evidence that confirms better effectiveness of one treatment over the other.Objective : To compare the effects between rESWT and PRE in chronic lateral elbow tendinosis regarding the improvement of pain, The Disabilities of the Arm, Shoulder and Hand (DASH) score, pressure pain threshold and pain-free handgrip strength.Methods : Eighteen chronic lateral elbow tendinosis patients that had failed other …
ความไวและความจำเพาะของการทดสอบโดยยกมือเหนือศีรษะในโรคเส้นประสาทมีเดียนถูกกดรัดบริเวณอุโมงค์ข้อมือ, กุลยา เศรษฐมงคล, สิริขวัญ ปัญญาศรีวณิช
ความไวและความจำเพาะของการทดสอบโดยยกมือเหนือศีรษะในโรคเส้นประสาทมีเดียนถูกกดรัดบริเวณอุโมงค์ข้อมือ, กุลยา เศรษฐมงคล, สิริขวัญ ปัญญาศรีวณิช
Chulalongkorn Medical Journal
ปัญหา : การตรวจ hand elevation test นำมาใช้ในการวินิจฉัยโรคเส้นประสาทมีเดียนถูกกดรัดบริเวณอุโมงค์ข้อมือ (carpal tunnel syndrome, CTS) ได้ดีหรือไม่วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความไวและความจำเพาะของการตรวจ hand elevation test ในการวินิจฉัยโรค CTS และเปรียบเทียบกับการตรวจอื่นวิธีการศึกษา : ผู้ป่วยที่มีอาการเข้าได้กับโรค CTS มารับการตรวจที่ห้องตรวจไฟฟ้าวินิจฉัยโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ผู้ป่วยที่มีอาการเข้าได้กับโรค CTS 48 ราย ได้รับการตรวจ hand elevation test, Tinel’s test, modified Phalen’s test และcarpal compression test ร่วมกับตรวจไฟฟ้าวินิจฉัยเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคCTS แล้ววิเคราะห์ค่าความไว และความจำเพาะของการตรวจแต่ละประเภทผลการศึกษา hand elevation test, Tinel’s test, modified Phalen’s test และ carpalcompression test ความไว คิดเป็นร้อยละ 74, 24.7, 46.8 และ 64.9ความจำเพาะ คิดเป็นร้อยละ 52.6, 89.5, 57.9 และ 73.7 ตามลำดับ การแปลผลแบบร่วมของ hand elevation test และ carpal compression test มีความไวสูงสุด ร้อยละ 80.5สรุป : การตรวจ hand elevation test มีความไวสูงสุด เหมาะในการใช้วินิจฉัยโรคเส้นประสาทมีเดียนถูกกดรัดบริเวณอุโมงค์ข้อมือ และการแปลผลร่วมกันของ hand elevation test และ carpal compression test ความไวสูงสุด ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในการวินิจฉัยได้.
ความชุกของอาการวิตกกังวลและอาการซึมเศร้าในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ได้รับการเยี่ยมบ้าน และผลต่อการฟื้นตัวของระบบสั่งงานกล้ามเนื้อ และความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน, วีระชัย จิตภักดี, สมรักษ์ สันติเบ็ญจกุล, กฤษณา พิรเวช
ความชุกของอาการวิตกกังวลและอาการซึมเศร้าในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ได้รับการเยี่ยมบ้าน และผลต่อการฟื้นตัวของระบบสั่งงานกล้ามเนื้อ และความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน, วีระชัย จิตภักดี, สมรักษ์ สันติเบ็ญจกุล, กฤษณา พิรเวช
Chulalongkorn Medical Journal
เหตุผลของการวิจัย : โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke หรือ Cerebrovascular disease: CVD)เป็นภาวะความเจ็บป่วยเฉียบพลันที่พบได้มากในผู้ป่วยกลุ่มอาการทางระบบประสาทและยังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของโลกผู้ป่วยต้องตกอยู่ในสภาวะความพิการ บกพร่องหรือสูญเสียการทำหน้าที่ของแขนและขา ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรในการฟื้นฟูสภาพร่างกายความพิการส่งผลต่อสุขภาพจิตของผู้ป่วยในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะอาการวิตกกังวลและอาการซึมเศร้าวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความชุกของอาการวิตกกังวลและอาการซึมเศร้าในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ได้รับการเยี่ยมบ้าน และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของอาการวิตกกังวลและอาการซึมเศร้าต่อการฟื้นตัวของระบบสั่งงานกล้ามเนื้อ และความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตัวอย่างและวิธีการศึกษา : เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่เข้าร่วมโครงการเยี่ยมผู้ป่วยที่บ้าน ผ่านเกณฑ์การคัดเข้า และยินยอมที่จะเข้าร่วมการวิจัยจำนวน 52 ราย จากนั้นจะทำการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลทางการแพทย์ แบบวัดอาการวิตกกังวลและอาการซึมเศร้าของผู้ป่วยฉบับภาษาไทย แบบประเมินความสามารถในการเคลื่อนไหวแบบประเมินดัชนี บาร์เธล เอ ดี แอล และพิสัยข้อไหล่ เมื่อผ่านไป 1 เดือนผู้วิจัยได้เข้าเยี่ยมผู้ป่วยที่บ้านอีกครั้งหนึ่งและทำการประเมินครั้งที่ 2ด้วยแบบประเมินชุดเดียวกับที่ใช้ในครั้งแรก ข้อมูลที่ได้วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาในรูปของร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานใช้ไค-สแควร์ และสถิติการถดถอยโลจิสติกเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้นกับตัวแปรตามผลการศึกษา : พบว่าร้อยละ 55.8 มีอาการวิตกกังวลและอาการซึมเศร้าจากการเยี่ยมในครั้งแรก (คิดเป็นอาการวิตกกังวลร้อยละ 19.2 และอาการซึมเศร้าร้อยละ 51.9) เมื่อผู้ป่วยเข้าร่วมโครงการเยี่ยมผู้ป่วยที่บ้านเป็นเวลา1 เดือน พบว่ามีอาการวิตกกังวลและอาการซึมเศร้าเพียงร้อยละ 25.0(คิดเป็นอาการวิตกกังวลร้อยละ 9.6 และอาการซึมเศร้าร้อยละ 21.2)นอกจากนี้ยังพบว่าอาการวิตกกังวลและอาการซึมเศร้ามีความสัมพันธ์กับการฟื้นตัวของระบบสั่งงานกล้ามเนื้อ ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันและพิสัยข้อไหล่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับP <0.05 และเมื่อวิเคราะห์ด้วยสถิติการถดถอยโลจิสติก พบว่าปัจจัยทำนายการฟื้นตัวของระบบสั่งงานกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหว คือนักกายภาพบำบัดส่วนตัวที่จ้างเพิ่มเติมเพื่อมาทำให้ที่บ้าน, ตำแหน่งพยาธิสภาพของสมองซีกซ้าย, อาการวิตกกังวลและอาการซึมเศร้า(P <0.05) ปัจจัยทำนายความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันคืออายุ, รายได้ อาการวิตกกังวลและอาการซึมเศร้า(P <0.05) และปัจจัยทำนายพิสัยข้อไหล่ข้างอ่อนแรงคือ รายได้, อาการปวดไหล่, และนักกายภาพบำบัดส่วนตัว (P <0.05)สรุป : ความชุกของอาการวิตกกังวลและอาการซึมเศร้าในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองค่อนข้างสูง แต่ความชุกของอาการวิตกกังวลและอาการซึมเศร้าลดลงเมื่อผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองได้เข้าร่วมโครงการเยี่ยมผู้ป่วยที่บ้าน นอกจากนี้อาการวิตกกังวลและอาการซึมเศร้ายังมีความสัมพันธ์กับการฟื้นตัวของระบบสั่งงานกล้ามเนื้อ การทำกิจวัตรประจำวัน และพิสัยข้อไหล่ด้วยเช่นกัน.
ความชุกของภาวะ Nomophobia ในกลุ่มนิสิตนักศึกษาไทยระดับปริญญาตรีที่ใช้สมาร์ทโฟนในมหาวิทยาลัยภาครัฐ, ชีวรัตน์ ปราสาร, สรันยา เฮงพระพรหม, ณภัควรรต บัวทอง, ธนะภูมิ รัตนานุพงศ์
ความชุกของภาวะ Nomophobia ในกลุ่มนิสิตนักศึกษาไทยระดับปริญญาตรีที่ใช้สมาร์ทโฟนในมหาวิทยาลัยภาครัฐ, ชีวรัตน์ ปราสาร, สรันยา เฮงพระพรหม, ณภัควรรต บัวทอง, ธนะภูมิ รัตนานุพงศ์
Chulalongkorn Medical Journal
ที่มาของงานวิจัย : ผลกระทบจากการใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะภาวะ nomophobiaคือ ภาวะวิตกกังวลกลัวการขาดสมาร์ทโฟน ซึ่งพบมากขึ้นในกลุ่มเยาวชนในประเทศไทย การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องยังมีจำกัดขณะที่ในหลายประเทศศึกษาวิจัยในประเด็นนี้กันแพร่หลายวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความชุกของภาวะ nomophobia ในกลุ่มนิสิตนักศึกษาไทยระดับปริญญาตรีทั่วประเทศวิธีวิจัย : รวบรวมข้อมูลในกลุ่มนิสิตนักศึกษาไทยระดับปริญญาตรีจำนวน 3,045 คนที่ถูกสุ่มเลือกด้วยเทคนิคการสุ่มแบบหลายขั้นตอนจากมหาวิทยาลัยภาครัฐทั้งหมด 9 แห่งทั่วประเทศ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามแบบตอบด้วยตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการทดสอบไคว์สแควร์ผลการศึกษา : ร้อยละ 99.5 ของกลุ่มตัวอย่างมีภาวะ nomophobia ส่วนใหญ่อยู่ในระดับความรุนแรงปานกลาง (ร้อยละ 60.6) ลักษณะอาการที่แสดงออกมาอย่างเด่นชัดมากที่สุด คือ กลุ่มตัวอย่างรู้สึกวิตกกังวลใจเมื่อสมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนไม่สามารถติดต่อกับตนเองได้อีกทั้งพบว่าเกมส์เป็นโปรแกรมที่กลุ่มตัวอย่างดาวน์โหลดมาใช้เป็นประจำมากที่สุด (ร้อยละ 98.5) และเป็นกิจกรรมที่กลุ่มตัวอย่างทำมากที่สุดเมื่อรู้สึกเบื่อหน่ายและเมื่ออยู่คนเดียว(P < 0.05)สรุป : การศึกษาการใช้สมาร์ทโฟนควรต้องมีการดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อป้องกันภาวะ nomophobia ซึ่งหากอาการรุนแรงมากอาจนำไปสู่ภาวะทางจิตเวชต่อไปได้.
พฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สุมาลี พงศดิลก, ภีมศักดิ์ เอ้งฉ้วน
พฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สุมาลี พงศดิลก, ภีมศักดิ์ เอ้งฉ้วน
Chulalongkorn Medical Journal
เหตุผลของการทำวิจัย : การศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาเป็นการศึกษาเพื่อมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้พัฒนาองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะทางทำให้ผู้เรียนต้องศึกษาค้นคว้าหาความรู้ จากแหล่งสารสนเทศต่าง ๆ ด้วยตนเองเพื่อนำมาใช้ในศึกษาค้นคว้า วิจัย และสร้างองค์ความรู้ใหม่ จึงจำเป็นต้องแสวงหาสารสนเทศจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อให้ได้สารสนเทศตรงตามความต้องการ ผู้วิจัยจึงศึกษาพฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศของนิสิตในระดับบัณฑิตศึกษาเพื่อนำมาเป็นแนวทางในการจัดบริการการสร้างเสริมพฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศ หรือการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองของนิสิตวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาพฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและเพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจำแนกตามสาขาวิชาและระดับการศึกษากลุ่มตัวอย่างและวิธีการศึกษา : นิสิตระดับบัณฑิตศึกษา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาคการศึกษาต้นปีการศึกษา 2558 จำนวน187 ราย ได้รับแบบสอบถามกลับคืน 169 ชุด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามที่ผ่านการประเมินความเที่ยงตรงจากผู้เชี่ยวชาญ และวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยวิธีของคอรนบาค สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ค่าร้อยละ ค่าความถี่ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t – test และ one way ANOVAผลการศึกษา : นิสิตส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์/จุดมุ่งหมายในการแสวงหาสารสนเทศเพื่อทำวิทยานิพนธ์/ดุษฎีนิพนธ์ มีพฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศ ดังนี้ 1. เริ่มต้นจากวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง/บรรณานุกรม 2. สำรวจเลือกดูสารสนเทศจากฐานข้อมูลออนไลน์ในห้องสมุด 3. เชื่อมโยงสารสนเทศจากรายการอ้างอิงหรือบรรณานุกรม 4. แยกแยะสารสนเทศจากความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มาความเกี่ยวข้องกันของเนื้อหาสารสนเทศ5. ตรวจตราสารสนเทศจากสื่อสังคมออนไลน์ 6. ดึงสารสนเทศออกมาใช้จากบทคัดย่อ/ผลการศึกษา/ผลการวิจัย/ระเบียบวิธีวิจัยเอกสาร หนังสือ วารสาร อ้างอิงแหล่งที่มา 7. ตรวจสอบสารสนเทศจากแหล่งที่มา/การอ้างอิงของข้อมูล 8. ขั้นตอนสุดท้ายนำสารสนเทศที่ได้ไปใช้งานตามวัตถุประสงค์ที่แสวงหาผลเปรียบเทียบพฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศพบว่านิสิตที่มีสาขาวิชาและระดับการศึกษาต่างกันมีพฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศไม่แตกต่างกันสรุป : นิสิตระดับบัณฑิตศึกษา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์มีการแสวงหาสารสนเทศเพื่อทำวิทยานิพนธ์/ดุษฎีนิพนธ์ มีพฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศประกอบด้วย การเริ่มต้น การสำรวจเลือกดู การเชื่อมโยงสารสนเทศ การแยกแยะ การตรวจตรา การดึงสารสนเทศออกมาใช้ การตรวจสอบการจบ นิสิตที่มีสาขาวิชาและระดับการศึกษาต่างกันมีพฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศโดยรวมที่ไม่แตกต่างกัน.
ย่อวารสาร, จตุธนัย สะวิคามิน, สิทธิศักดิ์ หรรษาเวก
ย่อวารสาร, จตุธนัย สะวิคามิน, สิทธิศักดิ์ หรรษาเวก
Chulalongkorn Medical Journal
บทความทบทวนนี้ได้ทำการคัดเลือกการศึกษาวิจัยในฐานข้อมูล PubMed โดยทำการเลือกบทความที่ตีพิมพ์ในพ.ศ. 2558 และ 2559 ที่ได้นำเสนอในการประชุมOsteoarthritis Research Society International (OARSI)สรุปใจความสำคัญของบทความโดยแบ่งตามหัวข้อดังนี้.
การผ่าตัดปลูกถ่ายเส้นผม, พูนพิศมัย สุวะโจ, พรเทพ พึ่งรัศมี, รัชต์ธร ปัญจประทีป, สหทัศ เหตานุรักษ์
การผ่าตัดปลูกถ่ายเส้นผม, พูนพิศมัย สุวะโจ, พรเทพ พึ่งรัศมี, รัชต์ธร ปัญจประทีป, สหทัศ เหตานุรักษ์
Chulalongkorn Medical Journal
ปัญหาผมร่วง (hair fall) ผมบาง (thinning of hair or hair loss) พบได้บ่อยทั้งในผู้หญิงและผู้ชายส่วนใหญ่เป็น androgenetic alopecia (AGA) ซึ่งเกิดจากพันธุกรรมและฮอร์โมนแอนโดรเจนโดยมีการศึกษาในประเทศไทยพบว่าความชุกของภาวะผมบาง (permanent hair loss) เพิ่มขึ้นตามอายุโดยชายที่อายุ 50 ปี พบได้ร้อยละ 34 และพบได้ร้อยละ 67.7 เมื่ออายุ 80 ปี สาเหตุอื่นของภาวะผมร่วง (hair fall) ได้แก่ โรคผิวหนัง อุบัติเหตุ และรอยแผลเป็น ภาวะผมร่วง ผมบางนี้แม้มีผลกระทบต่อสุขภาพทางกายน้อยแต่มีผลมากต่อจิตใจ ทำให้เกิดความเครียด ขาดความมั่นใจ และมีปัญหาต่อการเข้าสังคม การรักษาในปัจจุบันมีทั้งการใช้ยา หวีเลเซอร์ รวมไปถึงการปลูกถ่ายเส้นผมซึ่งการผ่าตัดปลูกถ่ายเส้นผมนี้เป็นส่วนเพิ่มเติมจากศัลยกรรมตกแต่งดั้งเดิม โดยมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องและซับซ้อน เทคโนโลยีการปลูกถ่ายเส้นผมในยุคใหม่ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี เป็นธรรมชาติยั่งยืน และมีความปลอดภัยสูง การพัฒนาที่เกิดขึ้นเกิดจากความเข้าใจต่อลักษณะทางชีวภาพและสรีรวิทยาของเส้นผมที่ดีขึ้น ประกอบกับวิธีการผ่าตัดที่ทันสมัย กุญแจสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จของการปลูกถ่ายเส้นผม ได้แก่ การเลือก graft ที่เหมาะสม ตำแหน่งที่ปลูกถ่าย ความหนาแน่นที่เลือกใช้ และการเลือก donor พัฒนาการขั้นต่อไปในอนาคตมีพื้นฐานอยู่บนการผ่าตัดที่ไร้รอยแผลและการรักษาในระดับเซลล์.
Assessment Of Radiation-Induced Salivary Gland Change In Nasopharyngeal Carcinoma: Correlation Between Clinical Xerostomia Grade And Contrast-Enhanced Ct Density Change, Netsiri Dumrongpisutikul, Kansinee Sapantupong, Pun Janthanimi
Assessment Of Radiation-Induced Salivary Gland Change In Nasopharyngeal Carcinoma: Correlation Between Clinical Xerostomia Grade And Contrast-Enhanced Ct Density Change, Netsiri Dumrongpisutikul, Kansinee Sapantupong, Pun Janthanimi
Chulalongkorn Medical Journal
Background : Radiation-induced xerostomia is the most common complication in patients with nasopharyngeal carcinoma (NPC) after radiation therapy (RT).Objective : To correlate salivary dysfunction as assessed by clinical xerostomia grade with change in computed tomography (CT) density of the salivary glands on contrast-enhanced CT in patients with NPC treated with RT.Methods : Seventeen patients with NPC, who had contrast-enhanced CT before and after radiation therapy (70 - 75 Gy) were assessed retrospectively. CT density change was calculated using difference in attenuation (Δ attenuation) and ratio of attenuation (Δ ratio). The ratio of attenuation was: parotid or submandibular attenuation (HUs) / …
ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะตีบตันเฉียบพลันของหลอดเลือดเทียมในผู้ป่วยเด็กอายุต่ำกว่า 3 เดือนที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดเขียว หลังการผ่าตัดใส่หลอดเลือดเทียมเพื่อให้เลือดไปเลี้ยงปอดมากขึ้น (Modifiedblalock-Taussig Shunt; Mbts)ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, วิทวัส ลออคุณ, สรวิชญ์ พงศ์พิทยุตม์, พรเทพ เลิศทรัพย์เจริญ
ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะตีบตันเฉียบพลันของหลอดเลือดเทียมในผู้ป่วยเด็กอายุต่ำกว่า 3 เดือนที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดเขียว หลังการผ่าตัดใส่หลอดเลือดเทียมเพื่อให้เลือดไปเลี้ยงปอดมากขึ้น (Modifiedblalock-Taussig Shunt; Mbts)ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, วิทวัส ลออคุณ, สรวิชญ์ พงศ์พิทยุตม์, พรเทพ เลิศทรัพย์เจริญ
Chulalongkorn Medical Journal
เหตุผลของการทำวิจัย : ปัญหาหลอดเลือดเทียมตีบตันเฉียบพลัน (acute shunt occlusion orblockage) ในผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดเขียว ที่เข้ารับการผ่าตัด modified Blalock-Taussig shunt (MBTS) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ซึ่งอาจนำไปสู่การเสียชีวิตของผู้ป่วยได้วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาหาปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดเทียมตีบตันเฉียบพลัน อันอาจเป็นประโยชน์ในการช่วยวินิจฉัยและวางแผนป้องกันภาวะหลอดเลือดเทียมตีบตันเฉียบพลัน ซึ่งอาจช่วยลดภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดตามมาได้วิธีดำเนินการวิจัย : เก็บรวบรวมข้อมูลของผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดเขียวอายุ 0 – 3 เดือนที่เข้ารับการผ่าตัด MBTS ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2545 - 31 ธันวาคม พ.ศ. 2553จำนวน 123 ราย โดยแบ่งเป็นข้อมูลทั่วไป ข้อมูลก่อนและหลังการผ่าตัดข้อมูลการผ่าตัด แล้วนำมาวิเคราะห์ทางสถิติ เพื่อหาความสัมพันธ์ต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดเทียมตีบตันเฉียบพลันผลการวิจัย : ผู้ป่วยจำนวนทั้งหมด 123 ราย อายุเฉลี่ย 28 วัน น้ำหนักตัวเฉลี่ย 3.17กิโลกรัม ขนาดของหลอดเลือดเทียมที่ใช้อยู่ระหว่าง 2.5 - 5.0 มิลลิเมตรพบอุบัติการณ์การเกิดภาวะหลอดเลือดเทียมตีบตันเฉียบพลันจำนวน22 ราย (17.9%) โดยพบว่าปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับภาวะหลอดเลือดเทียมตีบตันเฉียบพลันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ น้ำหนักตัวของผู้ป่วย, ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของ subclavian artery, ขนาดของหลอดเลือดเทียมที่ใช้, และการให้ PGE1 เป็นระยะเวลานานในผู้ป่วยที่มีpatent ductus arteriosus (PDA) ก่อนการทำผ่าตัด (P value = 0.007,0.00, 0.042 และ 0.001 ตามลำดับ) การเปลี่ยนแปลงของความเข้มข้นของออกซิเจน (SpO2) ที่ลดลง 4 ชั่วโมงหลังผ่าตัดเป็นสิ่งที่บ่งชี้อย่างหนึ่งว่าอาจเริ่มมีภาวะหลอดเลือดเทียมตีบตันเกิดขึ้น (P value = 0.012)ผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดเทียมตีบตันเฉียบพลันจำนวน 22 ราย ได้รับการรักษาโดยการทำ cardiac catheterization with interventionเพียงอย่างเดียว 13 ราย, ทำ cardiac catheterization …
60 ปี จุฬาลงกรณ์เวชสาร: รากฐานจากอดีตสู่การพัฒนา ในปัจจุบันและความก้าวไกลในอนาคตอย่างยั่งยืน, สิทธิศักดิ์ หรรษาเวก
60 ปี จุฬาลงกรณ์เวชสาร: รากฐานจากอดีตสู่การพัฒนา ในปัจจุบันและความก้าวไกลในอนาคตอย่างยั่งยืน, สิทธิศักดิ์ หรรษาเวก
Chulalongkorn Medical Journal
ตลอด 60 ปีที่ผ่านมา จุฬาลงกรณ์เวชสารและวารสาร Asian Biomedicine สามารถเจริญรุดหน้าจากอดีตสู่ปัจจุบันได้อย่างสง่างามและน่าภาคภูมิใจ เพราะคุณูปการของบรรดาอาจารย์ทั้งหลาย ตลอดจนผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์และบุคลากรอื่นอีกมากที่ไม่ได้กล่าวถึง จากอดีตถึงปัจจุบัน ได้ช่วยกันพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง การที่วารสารทั้ง 2 จะก้าวไกลไปสู่อนาคตอย่างยั่งยืนได้ ย่อมต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจ รวบรวมพละกำลังกาย กำลังใจและสติปัญญา รวมทั้งการเสียสละอุทิศเวลาของทุกคนในคณะแพทยศาสตร์ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตลอดจนนิสิตแพทย์ แพทย์ประจำบ้าน นิสิตระดับปริญญาโท/เอก อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ทุกระดับ สามารถส่งบทความวิชาการเพื่อเข้ารับการพิจารณาตีพิมพ์ได้ตลอดเวลา อันจะทำให้กิจการของวารสารดำเนินไปได้ขอขอบคุณบุคลากรในหน่วยวารสารทุกคน ซึ่งช่วยกันทำงานอย่างเต็มความสามารถการได้รับการสนับสนุนบุคลากรและงบประมาณจากทางคณะ จะช่วยให้วารสารทั้ง 2 ได้ดำเนินก้าวหน้ามั่นคงถาวรไปในอนาคตอย่างยั่งยืน.
Comparison Between Formaldehyde And Salt Solutions For Preservation Of Human Liver And Brain Slices, Arnon Jumlongkul, Pongpon Traithepchanapai
Comparison Between Formaldehyde And Salt Solutions For Preservation Of Human Liver And Brain Slices, Arnon Jumlongkul, Pongpon Traithepchanapai
Chulalongkorn Medical Journal
Background : Formaldehyde exposure leads to increased risk of cancer. Recentstudies reveal that salt solution can preserve human and animal tissuesfor analysis with high quality equal to formaldehyde.Objective : To compare the effectiveness of formaldehyde and sodium chloride saltsolutions in various concentrations for preservation by quantitativemeasurement of tissue discoloration, volume and weight of human liverand brain slices.Methods : Sections of liver and brain were obtained from ten deceased subjects,and preserved in 10%, 20%, 26% sodium chloride salt solution (weight/weight) and 10% formaldehyde (volume/volume). The discoloration,volume and weight of each sample were quantitatively measured bycolorimeter on the 1st day (before the …
Comparison Of The Analgesic Effects Of Multimodal Approach And Fentanyl Alone During Shock Wave Lithotripsy, Non Wongvittavas
Comparison Of The Analgesic Effects Of Multimodal Approach And Fentanyl Alone During Shock Wave Lithotripsy, Non Wongvittavas
Chulalongkorn Medical Journal
Background : So far, there has been no consensus on pain control during extracorporeal shock wave lithotripsy (ESWL).Objective : To compare the analgesic effects of etoricoxib plus fentanyl with placebo plus fentanyl during ESWL in a prospective, randomized clinical trial.Methods : Ninety-four patients were randomized into two groups: group A (n = 48) received etoricoxib 90 mg orally 1 hour and fentanyl 50 μg intravenously 15 minutes before procedure; group B (n = 46), placebo drug weregiven orally 1 hour and fentanyl 50 μg intravenously 15 minutes before procedure. Pain assessment was done with the 10-score linear visual analogue pain …
Effect Of Orthosiphon Stamineus Plant Extract On In Vitro Dermal Papilla Cell Proliferation And Ex Vivo Hair Growth, Isariya Somsukskul, Wanchai De-Eknamkul, Parkpoom Tengamnuay
Effect Of Orthosiphon Stamineus Plant Extract On In Vitro Dermal Papilla Cell Proliferation And Ex Vivo Hair Growth, Isariya Somsukskul, Wanchai De-Eknamkul, Parkpoom Tengamnuay
Chulalongkorn Medical Journal
Background : The study of Orthosiphon stamineus (OSE) on hair growth is still limited. The potential use of OSE as hair growth promotion in both human dermal papilla cells and androgenic alopecia (AGA) patient hair follicle model may be used to develop a novel hair promoting products derived from Thai natural resources.Objective : The objective of this study was to investigate the effect of Orthosiphon stamineus plant extract on in vitro dermal papilla cell proliferation and ex vivo hair growth.Methods : Dermal papilla cell lines were cultured with medium and OSE at concentration 25 - 250 μg/mL for 24 hr …
ความชุกและปัจจัยเสี่ยงของอาการปวดหลังส่วนล่างในพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, รัญชิดา ภิมาล, วทันยา วงศ์มติกุล
ความชุกและปัจจัยเสี่ยงของอาการปวดหลังส่วนล่างในพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, รัญชิดา ภิมาล, วทันยา วงศ์มติกุล
Chulalongkorn Medical Journal
เหตุผลของการวิจัย : พยาบาลเป็นอาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดอาการปวดหลังส่วนล่าง(Low back pain) โดยอาการปวดหลังส่วนล่างนั้นมีผลกระทบต่อระดับคุณภาพชีวิต ทำให้สมรรถภาพของร่างกายและความสามารถในการทำงานลดลง คุณภาพในการดูแลผู้ป่วยลดลง และส่งผลต่อการขาดงาน รวมถึงส่งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและการบริหารบุคลากรวัตถุประสงค์ : ศึกษาความชุกและปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กับอาการปวดหลังส่วนล่างในพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยตัวอย่างและวิธีการศึกษา : เก็บรวบรวมข้อมูลจากพยาบาลวิชาชีพที่ปฎิบัติงานในหอผู้ป่วยในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ผ่านเกณฑ์การคัดเข้าและยินยอมเข้าร่วมการวิจัย จำนวน 311 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามชนิดตอบด้วยตนเอง ประกอบด้วย4 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 ข้อมูลส่วนบุคคล ส่วนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะงานประจำที่ทำ ส่วนที่ 3 ข้อมูลเกี่ยวกับอาการปวดหลังที่จำกัดความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน ประเมินโดยใช้แบบสอบถามออสเวสทรีฉบับภาษาไทย ส่วนที่ 4 ข้อมูลสภาวะความเครียด ประเมินโดยแบบวัดความเครียด กรมสุขภาพจิต ข้อมูลที่ได้วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาในรูปของความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้ไค-สแควร์และสถิติการถดถอยโลจิสติก เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสี่ยงกับอาการปวดหลังส่วนล่างผลการศึกษา : พบว่าความชุกของอาการปวดหลังส่วนล่างในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมาของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เท่ากับร้อยละ 39.2 ซึ่งอาการปวดหลังจำกัดความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันเล็กน้อย และพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความเครียดอยู่ในระดับปานกลาง ผลการวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กับอาการปวดหลังส่วนล่าง ด้วยสถิติการถดถอยโลจิสติกพบว่าปัจจัยที่มีผลต่ออาการปวดหลังส่วนล่าง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ P <0.05 ได้แก่ การยกของหนัก (OR = 5.597, 95%CI = 3.275-9.565) การอยู่ในท่าทางที่ไม่ดีหรือไม่ถูกต้องขณะทำงาน(OR = 2.447, 95%CI = 1.185-5.053) และความเครียดระดับสูงถึงรุนแรง (OR = 2.312, 95%CI = 1.341-3.985)สรุป : ความชุกของอาการปวดหลังส่วนล่างในพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ค่อนข้างสูง ซึ่งปัจจัยเสี่ยงของอาการปวดหลังส่วนล่าง คือ การยกของหนัก รวมถึงการอยู่ในท่าทางที่ไม่ดีหรือไม่ถูกต้องขณะทำงาน และระดับความเครียด จากผลการศึกษาปัจจัยเสี่ยงของอาการปวดหลังส่วนล่าง ทำให้ได้แนวทางในการป้องกันการเกิดอาการปวดหลังส่วนล่างในพยาบาลวิชาชีพ ตามสาเหตุที่เกี่ยวข้องได้.
คุณภาพชีวิตและการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยสูงอายุของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลเอกชนเขตกรุงเทพมหานคร, นลินี ทิพย์วงศ์, ศิริลักษณ์ ศุภปีติพร
คุณภาพชีวิตและการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยสูงอายุของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลเอกชนเขตกรุงเทพมหานคร, นลินี ทิพย์วงศ์, ศิริลักษณ์ ศุภปีติพร
Chulalongkorn Medical Journal
เหตุผลของการทำวิจัย : จากการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการเตรียมตัวก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุของพยาบาลวิชาชีพที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นข้าราชการหรือปฏิบัติงานในกลุ่มสังกัดกระทรวงสาธารณสุขผลการศึกษาจึงอยู่ในบริบทที่อยู่ในวงจำกัดและอาจแตกต่างจากภาคเอกชน ผู้วิจัยจึงสนใจประเด็นคุณภาพชีวิต และการเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่วัยสูงอายุของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในภาคเอกชน ซึ่งการศึกษานี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเป็นข้อมูลพื้นฐานในการศึกษาค้นคว้าแก่ผู้ที่สนใจต่อไปวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตและการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยสูงอายุของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลเอกชน เขตกรุงเทพมหานครตัวอย่างและวิธีการศึกษา : ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 165 คน โดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม แบบสอบถามคุณภาพชีวิตและแบบสอบถามการเตรียมพร้อมเข้าสู่วัยสูงอายุวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม SPSS ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ t-test,F-test (One-way ANOVA), Pearson product moment correlationcoefficient และทำนายปัจจัยโดยใช้การวิเคราะห์ถดถอยพหุแบบขั้นตอน (Stepwise multiple regression analysis)ผลการศึกษา : พยาบาลวิชาชีพส่วนใหญ่ (ร้อยละ 74.5) มีคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับปานกลางการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยสูงอายุ พบคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลางทั้ง 6 ด้าน ได้แก่ ด้านจิตใจ ด้านการเงิน ด้านบทบาทในครอบครัว ด้านสุขภาพกาย ด้านการใช้เวลา และด้านที่อยู่อาศัยปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ0.05 ได้แก่ ระดับการศึกษา ตำแหน่งงาน ปัจจัยการสนับสนุนทางสังคม และการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยสูงอายุมีความสัมพันธ์ทางบวกกับคุณภาพชีวิต อย่างมีนัยสำคัญ ที่ระดับ P <0.01 ปัจจัยที่สามารถทำนายคุณภาพชีวิตของพยาบาลวิชาชีพ ได้แก่ การสนับสนุนทางสังคมจากผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน ครอบครัว ร่วมกับการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยสูงอายุ (r2 = 0.593, P <0.01)สรุปผลการวิจัย : พยาบาลวิชาชีพส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับปานกลางการตระหนักถึงปัจจัยการสนับสนุนทางสังคมจากผู้บังคับบัญชาเพื่อนร่วมงาน ครอบครัวและการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยสูงอายุน่าจะเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของพยาบาลวิชาชีพให้ดียิ่งขึ้นได้.
กิจกรรมสร้างงานศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กนักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษากรุงเทพมหานคร, ภรินธร วินิจฉายะจินดา, วัลย์ฐิภา วิทยาศัย
กิจกรรมสร้างงานศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กนักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษากรุงเทพมหานคร, ภรินธร วินิจฉายะจินดา, วัลย์ฐิภา วิทยาศัย
Chulalongkorn Medical Journal
เหตุผลของการทำวิจัย : จากผลการสำรวจพบว่าทักษะการคิดวิเคราะห์สร้างสรรค์ของเด็กไทยอยู่ในเกณฑ์ต่ำ แต่ทักษะการคิดสร้างสรรค์นี้เป็นสิ่งที่สามารถฝึกให้พัฒนาขึ้นได้ด้วยการจัดกิจกรรมที่กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาการคิดที่เหมาะสมวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาผลของกิจกรรมสร้างงานศิลปะผ่านการเล่นที่มีต่อความคิดสร้างสรรค์ของเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาตัวอย่างและวิธีการศึกษา : เด็กนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และ 3 ในโรงเรียนประถมศึกษา แบ่งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 21 คนวัดผลก่อนและหลังการทดลองด้วยแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์จากการวาดภาพ (TCT-DP) ให้กลุ่มทดลองทำกิจกรรม 10 ครั้งก่อนจากนั้นจึงให้กลุ่มควบคุมได้ทำ สถิติที่ใช้ ได้แก่ descriptive statisticanalysis, Non – parametric Mann – Whitney Test และ Non –parametric Wilcoxon Signed Ranks Testผลการศึกษา : หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีผลคะแนนเฉลี่ยความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (P = 0.002) และกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับกิจกรรมใด ๆ มีคะแนนความคิดสร้างสรรค์เฉลี่ยสูงขึ้น แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (P = 0.08) หลังจากให้กลุ่มควบคุมได้ทำกิจกรรม พบว่ากลุ่มควบคุมมีคะแนนความคิดสร้างสรรค์เฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (P < 0.001) เช่นเดียวกับในกลุ่มทดลองสรุป : เด็กนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาทั้งกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมมีคะแนนความคิดสร้างสรรค์เฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการเพิ่มขึ้นรวดเร็วอย่างเห็นได้ชัดหลังได้ทำกิจกรรมสร้างงานศิลปะ แสดงว่ากิจกรรมสร้างงานศิลปะ มีผลต่อความคิดสร้างสรรค์ของเด็กนักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษา.
การพัฒนาเครื่องมือวัดประสบการณ์การเผชิญเหตุการณ์รบกวนใจสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา, นวพรรษ เชื้อต่าย, ปริชวัน จันทร์ศิริ
การพัฒนาเครื่องมือวัดประสบการณ์การเผชิญเหตุการณ์รบกวนใจสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา, นวพรรษ เชื้อต่าย, ปริชวัน จันทร์ศิริ
Chulalongkorn Medical Journal
เหตุผลของการทำวิจัย : บาดแผลทางใจมีผลกระทบต่อสุขภาพจิตเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะบาดแผลทางใจที่เกิดจากเหตุการณ์รบกวนใจ ที่สามารถเกิดขึ้นได้บ่อยในชีวิตประจำวัน การสร้างเครื่องมือสนใจศึกษาดังกล่าวขึ้นเพื่อใช้สำรวจทำความเข้าใจเกี่ยวกับเหตุการณ์รบกวนใจในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา จะสามารถนำผลการวิจัยไปใช้เป็นแนวทางในการป้องกันแก้ไข ปัญหาที่เกิดจากเหตุการณ์รบกวนใจวัตถุประสงค์ : เพื่อสร้างเครื่องมือที่สามารถแบ่งนักเรียนที่มีประสบการณ์การเผชิญเหตุการณ์รบกวนใจเป็นกลุ่มที่มีประสบการณ์มาก ปานกลาง น้อยและเพื่อศึกษาเหตุการณ์รบกวนใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตัวอย่างและวิธีการศึกษา : กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาเพศหญิง จำนวน 660 คน ซึ่งได้จากการคำนวณขนาดของกลุ่มตัวอย่างตามจำนวนของข้อคำถามที่ใช้วิเคราะห์องค์ประกอบ (Factor analysis)โดยใช้เครื่องมือแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามประสบการณ์การเผชิญเหตุการณ์รบกวนใจ และวิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือ โดยใช้ค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ค่าความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง ค่าความเชื่อมั่น ค่าอำนาจจำแนก และวิเคราะห์ค่าตำแหน่ง percentile เพื่อกำหนดจุดตัดค่าคะแนนผลการศึกษา : พบว่านักเรียนส่วนใหญ่มีประสบการณ์การเผชิญเหตุการณ์รบกวนใจในระดับน้อย ( = 105.46) โดยปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับประสบการณ์การเผชิญเหตุการณ์รบกวนใจมีเพียงเพศ กับสถานภาพครอบครัว(Chi-square; P = 0.006 และ 0.019) ในส่วนของคุณภาพเครื่องมือพบว่าแบบสอบถามมีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ค่าความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง ค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s Alpha = 0.936) ค่าอำนาจจำแนกอยู่ในเกณฑ์ดีสรุป : นักเรียนส่วนใหญ่มีประสบการณ์การเผชิญเหตุการณ์รบกวนใจในระดับน้อยโดยปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับประสบการณ์การเผชิญเหตุการณ์รบกวนใจ มีเพียงเพศกับสถานภาพครอบครัว ส่วนของคุณภาพเครื่องมือพบว่าแบบสอบถามมีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ดี.
ย่อวารสาร, สิทธิศักดิ์ หรรษาเวก
ความเครียดและพฤติกรรมการจัดการความเครียดของผู้ประกันตนกรณีว่างงานของสำนักงานประกันสังคมในกรุงเทพมหานคร, พัตราพร ปัญญายงค์, ศิริลักษณ์ ศุภปีติพร
ความเครียดและพฤติกรรมการจัดการความเครียดของผู้ประกันตนกรณีว่างงานของสำนักงานประกันสังคมในกรุงเทพมหานคร, พัตราพร ปัญญายงค์, ศิริลักษณ์ ศุภปีติพร
Chulalongkorn Medical Journal
เหตุผลของการทำวิจัย : ผู้ว่างงานย่อมเผชิญกับสภาวะความเครียด ซึ่งเป็นผลมาจากการขาดรายได้หลักที่เคยได้รับอย่างต่อเนื่องทุก ๆ เดือน รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ผู้ว่างงานต้องรับภาระและความกดดันจากสังคมรอบข้าง และจากการทบทวนวรรณกรรมที่ผ่านมา ผู้วิจัยพบว่ามีการศึกษาเกี่ยวกับความเครียดและพฤติกรรมการจัดการความเครียดของผู้ประกันตนกรณีว่างงานค่อนข้างน้อยวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาระดับและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเครียด และพฤติกรรมการจัดการความเครียดของผู้ประกันตนกรณีว่างงานของสำนักงานประกันสังคมในกรุงเทพมหานครรูปแบบการวิจัย : การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาศึกษา ณ เวลาใดเวลาหนึ่งสถานที่ทำการศึกษา : สำนักงานจัดหางานในกรุงเทพมหานครจำนวน 3 แห่งตัวอย่างและวิธีการศึกษา : ศึกษาจากผู้ประกันตนที่มาขอรับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานของสำนักงานประกันสังคมในกรุงเทพมหานคร จำนวน 225 คนโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป แบบประเมินและวิเคราะห์ความเครียดด้วยตนเอง และแบบสอบถามพฤติกรรมการจัดการความเครียดวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ t-test,One-way ANOVA และทำนายปัจจัยโดยใช้ stepwise multipleregression analysisผลการศึกษา : พบว่าประมาณร้อยละ 57 ของผู้ประกันตนกรณีว่างงานมีระดับความเครียดอยู่ในเกณฑ์ปกติ ร้อยละ 23 มีความเครียดต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ ร้อยละ 15 มีความเครียดสูงกว่าปกติเล็กน้อยและร้อยละ 3.1มีความเครียดสูงกว่าปกติมาก ซึ่งพบว่าเพศหญิงมีระดับความเครียดสูงกว่าเพศชายอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ ในส่วนของพฤติกรรมการจัดการความเครียดพบว่าผู้ประกันตนกรณีว่างงาน ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการจัดการความเครียดระดับปานกลาง (ร้อยละ 85.8)ส่วนปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการจัดการความเครียด ได้แก่ เพศอายุ ระดับการศึกษา รายได้ก่อนว่างงาน และการสูบบุหรี่ โดยกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเพศหญิง, ผู้ที่มีอายุน้อย, ผู้ที่มีระดับการศึกษาปริญญาตรี, ผู้ที่มีรายได้ก่อนว่างงานสูงกว่า 25,000 บาท และผู้ที่ไม่สูบบุหรี่มีพฤติกรรมการจัดการความ เครียดที่ดีกว่า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ ในปัจจัยเดียวกันสรุปผลการวิจัย : ผู้ประกันตนกรณีว่างงานส่วนใหญ่ มีระดับความเครียดอยู่ในเกณฑ์ปกติ และมีพฤติกรรมการจัดการความเครียดระดับปานกลางเนื่องจากกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ประกันตนที่มาขอรับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานที่สำนักจัดหางาน ซึ่งยังว่างงานมาไม่นานนัก (อยู่ในระหว่าง1 เดือนถึง 6 เดือน) และยังมีรายได้จากสิทธิประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานหรือเลิกจ้าง ส่วนปัจจัยทำนายพฤติกรรมการจัดการความเครียดได้แก่ รายได้ก่อนว่างงานอายุและเพศ.
ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับควันบุหรี่มือสองจากที่บ้านหรือที่ทำงานในระหว่างตั้งครรภ์, พิชชนันท์ อุยยานุกูล, รัศมน กัลยาศิริ
ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับควันบุหรี่มือสองจากที่บ้านหรือที่ทำงานในระหว่างตั้งครรภ์, พิชชนันท์ อุยยานุกูล, รัศมน กัลยาศิริ
Chulalongkorn Medical Journal
เหตุผลของการทำวิจัย : การสูบบุหรี่ถือเป็นปัญหาในทุกสังคม ที่ส่งผลเสียต่อตนเองและคนรอบข้าง ซึ่งคนรอบข้างยังจะได้รับสารพิษที่มาจากควันบุหรี่ โดยที่ตนเองไม่ได้เป็นผู้สูบและไม่สามารถเลือกปฏิเสธได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับควันบุหรี่ อาจส่งผลกระทบในหลาย ๆ ด้านวัตถุประสงค์ : เพื่อทราบค่าความชุกของหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับควันบุหรี่มือสองในระหว่างตั้งครรภ์และศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการได้รับควันบุหรี่มือสองในระหว่างตั้งครรภ์รูปแบบการวิจัย : การวิจัยเชิงพรรณา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งสถานที่ทำการศึกษา : โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยตัวอย่างและวิธีการศึกษา : เก็บข้อมูลจากหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ระหว่าง 13 - 24 สัปดาห์ที่มารับบริการฝากครรภ์แผนกสูตินรีเวชกรรม ที่โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย โดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนตัว และตรวจปัสสาวะโดยชุดตรวจ Direct barbituric acid (DBA) method สถิติที่ใช้ ได้แก่descriptive statistic, Chi – square test และ logistic regressionanalysisผลการศึกษา : หญิงตั้งครรภ์ที่ศึกษาทั้งหมด 296 คน หญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับควันบุหรี่มือสองจากที่บ้านและที่ทำงานในระหว่างตั้งครรภ์มีจำนวน 116 คนร้อยละ 39.19 สำหรับปัจจัยที่สัมพันธ์กับการได้รับควันบุหรี่มือสองในระหว่างตั้งครรภ์ ได้แก่ อายุน้อย รายได้ไม่เพียงพอ ระดับการศึกษาที่ต่ำกว่าปริญญาตรี รวมถึงการมีสมาชิกในบ้านที่สูบบุหรี่ และสูบบุหรี่ในบ้าน โดยสมาชิกเป็นญาติใกล้ชิด เช่น สามี บิดา มารดา ญาติใกล้ชิดที่สูบบุหรี่ การสัมผัสการสูบบุหรี่เป็นเวลา 30 นาทีหรือมากกว่าและที่ความถี่อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งเกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่มือสองสรุป : จากการศึกษาพบว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับควันบุหรี่มือสองมีค่าความชุกร้อยละ 39.19 โดยปัจจัยที่สัมพันธ์กับการได้รับควันบุหรี่มือสองในระหว่างตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ปัจจัยส่วนบุคคลงานวิจัยนี้พบว่าคนในครอบครัวที่สูบบุหรี่เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้หญิงตั้งครรภ์ได้สัมผัสควันบุหรี่มือสอง.
รำลึกพระคุณ ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์บุญรักษ์ กาญจนะโภคิน, สิทธิศักดิ์ หรรษาเวก
รำลึกพระคุณ ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์บุญรักษ์ กาญจนะโภคิน, สิทธิศักดิ์ หรรษาเวก
Chulalongkorn Medical Journal
นับตั้งแต่ก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ และสืบเนื่องต่อมาเป็นคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปัจจุบันศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์บุญรักษ์ กาญจนะโภคิน หรือท่านอาจารย์หมอบุญรักษ์ กาญจนะโภคิน ได้เข้ารับราชการในสถาบันแห่งนี้ในฐานะอาจารย์กายวิภาคศาสตร์ ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2490 โดยสอนศิษย์แพทย์จุฬาฯ ตั้งแต่รุ่น 1 ท่านอาจารย์หมอบุญรักษ์เป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาคณะแพทยศาสตร์จุฬาฯ ด้วยระยะเวลายาวนาน ตราบกระทั่งท่านเกษียณอายุราชการ แม้ภายหลังจากเกษียณอายุราชการแล้ว ท่านอาจารย์ได้อุทิศตนและทุ่มเทในการสอนตลอดมาอย่างต่อเนื่อง.
Compliance And Satisfaction Of Lower Limb Amputees Toward Basic Prostheses, Kawee Anannub, Pattarapol Yotnuengnit, Jariya Boonhong
Compliance And Satisfaction Of Lower Limb Amputees Toward Basic Prostheses, Kawee Anannub, Pattarapol Yotnuengnit, Jariya Boonhong
Chulalongkorn Medical Journal
Background : King Chulalongkorn Memorial Hospital (KCMH) has been providing prosthetic services for more than 30 years. Due to the financial limitation of patients, most of the components prescribed for the lower limb prostheses were conditioned by the National Insurance allowance. These basic components have limitation regarding biomechanical properties that do little to restore the complex biomechanics of human walking, especially among patients, who are routinely active in daily life or need prostheses to work.Objective To explore compliance and satisfaction of lower limb amputees toward prostheses.Study Design : Descriptive and analytical study.Setting : Prosthetic-Orthotic (PO) Unit, Department of Rehabilitation Medicine, …
Postoperative Outcomes Of Robot-Assisted Laparoscopic Radical Prostatectomy From Initial 100 Cases At King Chulalongkorn Memorial Hospital, Suvapong Tantasutthanon, Kamol Panumatrassamee, Kavirach Tantiwongse, Julin Opanuraks, Supoj Ratchanon, Apirak Santi-Ngamkun
Postoperative Outcomes Of Robot-Assisted Laparoscopic Radical Prostatectomy From Initial 100 Cases At King Chulalongkorn Memorial Hospital, Suvapong Tantasutthanon, Kamol Panumatrassamee, Kavirach Tantiwongse, Julin Opanuraks, Supoj Ratchanon, Apirak Santi-Ngamkun
Chulalongkorn Medical Journal
Background : Prostate cancer is the second most frequently diagnosed cancer and the sixth leading cause of cancer death in males. Robot-assisted laparoscopic radical prostatectomy (RALP) is an evolving minimally invasive treatment for localized prostate cancer.Objective : We analyzed the perioperative outcomes of RALP from our initial 100 cases experience. Patients andMethods : From May 2011 to February 2015, 100 consecutive patients with clinical localized prostate cancer underwent RALP at our institution. All patients’ demographic data, postoperative parameters and pathological results were recorded and analyzed.Results : The mean age of the patients was 64 (45 - 80) years; mean preoperative …
Influence Of Beam Pitch And Tube Current On Lung Nodule 64- Mdct - Chest Protocol : A Phantom Study, Chatnapa Nuntue, Anchali Krisanachinda
Influence Of Beam Pitch And Tube Current On Lung Nodule 64- Mdct - Chest Protocol : A Phantom Study, Chatnapa Nuntue, Anchali Krisanachinda
Chulalongkorn Medical Journal
Background : Multi-Detector Computed Tomography (MDCT) is a powerful modality to detect small pulmonary nodules while the benefits of CT exceed the harmful effects of radiation exposure in patients; thus, CT doses should be kept as low as reasonably achievable. The way to reduce radiation dose is based on modification ofscanning parameters.Objective : The purpose of this study is to investigate the radiation dose and image quality affected by beam pitch and tube current for chest CT scan using a lung man phantom with lung nodules.Designs : Experimental study (in vitro).Setting : Department of Radiology, King Chulalongkorn Memorial hospital, Bangkok.Material …
แนวทางการจำแนกชนิดของความผิดปกติและการรักษาโรคกระดูกสันหลังเคลื่อน Isthmic Spondylolisthesis, นรา จารุวังสันติ
แนวทางการจำแนกชนิดของความผิดปกติและการรักษาโรคกระดูกสันหลังเคลื่อน Isthmic Spondylolisthesis, นรา จารุวังสันติ
Chulalongkorn Medical Journal
Isthmic spondylolisthesis ในรายที่เป็น high grade สามารถทำให้เกิดความผิดปกติของsacro – pelvic orientation ซึ่งส่งผลให้เกิดความผิดปกติต่อ spine-pelvic orientation ร่วมด้วยในบทความนี้กล่าวถึง Spinal Deformity Study Group (SDSG) โดยการจำแนกแจกแจงความผิดปกติของ spino-pelvic และ sacro-pelvic orientation และแนวทางการรักษา โดยจะต้องคำนึงถึงระยะการเคลื่อน (slip), sacro-pelvic balance และ sagittal balance ของโครงสร้างกระดูกทั้งตัวและในบทความยังกล่าวถึงอาการต่าง ๆ ที่แสดงให้เห็นจากการถ่ายภาพรังสี ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกถึงความเสี่ยงที่กระดูกเคลื่อนผิดแนวได้มากขึ้น.
ภาวะซึมเศร้า และพฤติกรรมรุนแรง ของผู้ป่วยโรคจิตเภททั่วไปและผู้ป่วยโรคจิตเภทที่มีคดีที่เข้ามารับการรักษาในสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์, จอมขวัญ นามสูตร, ชัยชนะ นิ่มนวล
ภาวะซึมเศร้า และพฤติกรรมรุนแรง ของผู้ป่วยโรคจิตเภททั่วไปและผู้ป่วยโรคจิตเภทที่มีคดีที่เข้ามารับการรักษาในสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์, จอมขวัญ นามสูตร, ชัยชนะ นิ่มนวล
Chulalongkorn Medical Journal
เหตุผลของการทำวิจัย : ที่ผ่านมามีการศึกษาภาวะซึมเศร้าและพฤติกรรมรุนแรงของผู้ป่วยจิตเภทเป็นจำนวนมาก แต่ยังไม่พบการศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยจิตเภทที่มีคดีในประเทศไทย อีกทั้งยังไม่พบการศึกษาที่เชื่อมโยงกันระหว่างภาวะซึมเศร้าและพฤติกรรมรุนแรงวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาหาความชุก ความสัมพันธ์ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและพฤติกรรมรุนแรง และศึกษาความแตกต่างของภาวะซึมเศร้าและพฤติกรรมรุนแรงของผู้ป่วยโรคจิตเภททั่วไปและผู้ป่วยโรคจิตเภทที่มีคดี ที่เข้ามารับการรักษาในสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์รูปแบบการวิจัย : การศึกษาวิจัยเชิงพรรณนา ณ ช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งสถานที่ทำการศึกษา : สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ตัวอย่างและวิธีการศึกษา : เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยโรคจิตเภทที่เข้ามารับการรักษาในสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ จำนวน 140 คน โดยใช้แบบคัดลอกข้อมูลจากแฟ้มประวัติผู้ป่วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลแบบสอบถามความรู้สึกหลากหลายมิติเกี่ยวกับความช่วยเหลือทางสังคม (ฉบับปรับปรุงภาษาไทย) แบบประเมินอาการซึมเศร้าในผู้ป่วยจิตเภท และแบบประเมินพฤติกรรมรุนแรง สถิติที่ใช้ ได้แก่Descriptive Statistic, Chi – Square Test และ Logistic RegressionAnalysisผลการศึกษา : ผู้ป่วยโรคจิตเภทมีภาวะซึมเศร้า (46.4%) และมีพฤติกรรมรุนแรง(32.9%) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะซึมเศร้าและพฤติกรรมรุนแรงอยู่ในระดับต่ำ มีค่า Phi เท่ากับ 0.11 และมีสัดส่วนของการมีภาวะซึมเศร้าและพฤติกรรมรุนแรงในผู้ป่วยโรคจิตเภทที่มีคดีความสูงกว่ากลุ่มผู้ป่วยจิตเภททั่วไป เป็น 1.9 (OR = 1.9, X2 = 2.76,P-value = 0.097) และ 1.3 เท่า (OR = 1.3, X2 = 0.55, P-value =0.459) แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งการมีอาการข้างเคียงของยา(OR = 3.45, P-value = 0.002) สัมพันธภาพในครอบครัว (OR = 1.68,P-value = 0.027) และการสนับสนุนทางสังคม (OR = 0.51,P-value = 0.007) สามารถทำนายการเกิดภาวะซึมเศร้าได้ และปัจจัยที่ทำนายการเกิดพฤติกรรมรุนแรง ได้แก่ การดื่มสุรา (OR = 0.90,P-value < 0.001) และประวัติการฆ่าตัวตาย (OR = 0.72,P-value = 0.014)สรุป : ผู้ป่วยโรคจิตเภทมีภาวะซึมเศร้า ร้อยละ 46.4 และมีพฤติกรรมรุนแรงร้อยละ 32.9 โดยปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า ได้แก่ อาการข้างเคียงของยา สัมพันธภาพในครอบครัว และการสนับสนุนทางสังคมและปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมรุนแรง ได้แก่ การดื่มสุรา และประวัติการฆ่าตัวตาย สำหรับการมีคดีถึงแม้เพิ่มโอกาสการมีภาวะซึมเศร้าและพฤติกรรมรุนแรง แต่ก็ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ.
ความเครียดจากการทำงาน และบุคลิกภาพของพยาบาลวิชาชีพระดับปฏิบัติการในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง, นาฏยา มณีรุ่ง, ณภัควรรต บัวทอง
ความเครียดจากการทำงาน และบุคลิกภาพของพยาบาลวิชาชีพระดับปฏิบัติการในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง, นาฏยา มณีรุ่ง, ณภัควรรต บัวทอง
Chulalongkorn Medical Journal
เหตุผลของการทำวิจัย : ความเครียดจากการทำงานเป็นอาการที่เกิดจากความไม่สมดุลในการตอบสนองของทางร่างกายและจิตใจเมื่อเจอกับความเครียดลักษณะการปฏิบัติงานโดยเฉพาะงานพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลเอกชนที่ต้องให้การบริการที่มีคุณภาพมากที่สุดแก่ผู้รับบริการวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความเครียดจากการทำงาน ลักษณะบุคลิกภาพ และปัจจัยอื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับความเครียดจากการทำงานของพยาบาลวิชาชีพระดับปฏิบัติการในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งรูปแบบการวิจัย : การศึกษาวิจัยเชิงพรรณนา ณ. จุดเวลาใดเวลาหนึ่งสถานที่ทำการศึกษา : โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิทตัวอย่างและวิธีการศึกษา : เก็บรวบรวมข้อมูลจากพยาบาลวิชาชีพระดับปฏิบัติการในโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิทจำนวน 200 คน ตั้งแต่เดือน ตุลาคม ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2558 โดยใช้แบบสอบถามแบบตอบด้วยตัวเองซึ่งมีทั้งสิ้น 3 ส่วน คือ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามความเครียดจากการทำงาน (Thai JCQ 54 ข้อคำถาม) และแบบประเมินบุคลิกภาพ MPI วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวนร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่ามัธยฐาน และวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องด้วยสถิติ Independent t- test, One way ANOVAวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้สถิติ Correlation และวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณโดยใช้สถิติ Multiple regression analysisผลการศึกษา : ความเครียดจากการทำงานของกลุ่มตัวอย่าง ด้านความอิสระในการตัดสินใจ ด้านความเครียดจากภาระงาน ด้านความเครียดจากการทำงานหนัก ด้านแรงสนับสนุนทางสังคมอยู่ในระดับปานกลางร้อยละ 78.0, 53.0, 65.0, และ 65.0 ตามลำดับ ด้านความมั่นคงในอาชีพอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 87.0 และด้านปัจจัยเสี่ยงในการทำงานอยู่ในระดับต่ำ ร้อยละ 53.0 กลุ่มตัวอย่างมีลักษณะบุคลิกภาพมิติที่ 1 scale-E ส่วนใหญ่คือแบบแสดงออก ร้อยละ 69.6 บุคลิกภาพมิติที่ 2 scale-N ส่วนใหญ่ คือ แบบมั่นคง ร้อยละ 76.1 โดยประเภทบุคลิกภาพส่วนใหญ่คือแบบแสดงออก–มั่นคง ร้อยละ 56.5 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดจากการทำงาน คือ อายุ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ความเพียงพอของรายได้ พฤติกรรมการออกกำลังกายการดื่ม เครื่องดื่มชูกำลัง การใช้ยาบรรเทาปวด แผนกงาน ตำแหน่งงาน …
มะเร็งเต้านม: ระบาดวิทยา การป้องกันและแนวทางการตรวจคัดกรอง, ภรณี เหล่าอิทธิ, นภา ปริญญานิติกูล
มะเร็งเต้านม: ระบาดวิทยา การป้องกันและแนวทางการตรวจคัดกรอง, ภรณี เหล่าอิทธิ, นภา ปริญญานิติกูล
Chulalongkorn Medical Journal
มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยที่สำคัญทั้งในประชากรไทยและทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งประเทศไทยพบอุบัติการณ์การเกิดมะเร็งเต้านมเพิ่มสูงขึ้นเป็นอันดับแรกมากกว่ามะเร็งปากมดลูกมาเกือบสิบปี ในแต่ละปีมีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั้งรายใหม่และรายเก่า ที่รับการรักษาตามระบบสาธารณสุขเป็นจำนวนมาก ซึ่งจัดเป็นปัญหาที่สำคัญของสาธารณสุขไทยและ ทั่วโลก อย่างไรก็ตามจากการที่มีความก้าวหน้าในเรื่องการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม ทำให้วินิจฉัยโรคได้ตั้งแต่ระยะแรกและการรักษาทางการแพทย์ ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมีอายุที่ยืนยาวมากขึ้นกว่าในอดีต การส่งเสริมสุขภาพและการลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมเช่น การออกกำลังกาย งดดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ ในประชากรเพศหญิงก็เป็นแนวทางที่สำคัญในการลดอุบัติการณ์มะเร็งเต้านม และยังอาจช่วยลดโรคระบบอื่น ๆ ร่วมด้วย นอกจากนี้วิธีการส่งเสริมสุขภาพดังกล่าวยังมีส่วนช่วยลดโอกาสที่โรคมะเร็งเต้านมจะกลับเป็นซ้ำอีกด้วย ดังนั้นการส่งเสริมสุขภาพ การรณรงค์ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม ในประชากรหญิงไทยทั่วไปและกลุ่มที่เสี่ยงจึงเป็นแนวทางที่สำคัญในการป้องกันและรักษาโรคมะเร็งเต้านมที่เป็นปัญหาทางสาธารณสุขอย่างมากในขณะนี้.