Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Medicine and Health Sciences Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn Medical Journal

Discipline
Keyword
Publication Year

Articles 571 - 600 of 4154

Full-Text Articles in Medicine and Health Sciences

การศึกษาเปรียบเทียบความภาคภูมิใจในตนเอง และแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ระหว่างในนักศึกษาสายอาชีพและนักเรียนสายสามัญ, กฤษฎา สารทอง, ณัทธร ทิพยรัตน์เสถียร Mar 2016

การศึกษาเปรียบเทียบความภาคภูมิใจในตนเอง และแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ระหว่างในนักศึกษาสายอาชีพและนักเรียนสายสามัญ, กฤษฎา สารทอง, ณัทธร ทิพยรัตน์เสถียร

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : ความภาคภูมิใจในตนเอง และแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์มีส่วนเกี่ยวเนื่องในการพัฒนาวัยรุ่น ซึ่งถ้าหากวัยรุ่นกลุ่มดังกล่าวเป็นบุคคลที่มีความภาค ภูมิใจในตนเองที่ดีและมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ที่ดี ซึ่งส่งผลให้เด็กมีคุณภาพในการใช้ชีวิตที่ดี และมีสุขภาพจิตที่ดีวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความภาคภูมิใจในตนเอง และแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ รวมถึงศึกษาปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องระหว่างนักศึกษาสายอาชีพ และนักเรียนสายสามัญรูปแบบการวิจัย : การวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งสถานที่ทำการศึกษา : วิทยาลัยอาชีวศึกษาสันติราษฎร์ ในพระอุปถัมภ์ฯ และโรงเรียนหอวังตัวอย่างและวิธีการศึกษา : ประชากรกลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาจากระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือ ปวช. ทุกสาขาวิชาในวิทยาลัยอาชีวศึกษาสันติราษฎร์ในพระอุปถัมภ์ฯ และนักเรียนที่กำลังศึกษาระดับชั้นมัธยมตอนปลายที่โรงเรียนหอวัง ประจำปีการศึกษา 2557 ที่มีอายุระหว่าง 16 -18 ปีกลุ่มละ 60 คน รวมทั้งสิ้น 120 คน โดยวิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบง่ายประเมิน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บ ประกอบด้วย 1)แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐาน 2) แบบสอบถามความภาคภูมิใจในตนเอง 3) แบบสอบถามการแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ Independent t-test, One-way ANOVA และLeast SignificantDifference (LSD)ผลการศึกษา : พบว่านักเรียนสายสามัญมีระดับความภาคภูมิใจในตนเองอยู่น้อยกว่านักศึกษาสายอาชีพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (p <0.05)นักเรียนสายสามัญ ที่มีเพศแตกต่างกันมีระดับความภาคภูมิใจในตนเองต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (p <0.05) นักศึกษาสายอาชีพ และนักเรียนสายสามัญส่วนใหญ่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์อยู่ในระดับมาก (ร้อยละ 70.00 และ 76.67 ตามลำดับ) หากใช้เกณฑ์ค่าเฉลี่ยในการแปลผล พบว่าทั้ง 2 กลุ่ม มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์อยู่ในระดับมาก (= 58.12 และ 57.33 ตามลำดับ) นักศึกษาสายอาชีพที่มีอาชีพของผู้ปกครองแตกต่างกันมีระดับแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ (p <0.05)สรุป : ระดับความภาคภูมิใจในตนเองทั้งสองรูปแบบการศึกษานั้นต่างกันและพบว่าปัจจัยเรื่องเพศมีผลต่อระดับความภาคภูมิใจในตนเองในส่วนของแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทั้งสองรูปแบบการศึกษาอยู่ในระดับปานกลางที่ไม่แตกต่างกัน และพบว่าปัจจัยเรื่องของอาชีพผู้ปกครองของนักศึกษาสายอาชีพมีผลต่อระดับแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ซึ่งการทราบถึงปัจจัยและผลการศึกษาเหล่านี้จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นเข้าใจในตัวเด็กวัยรุ่นมากขึ้น และนำมาปรับใช้ในการพัฒนาเด็กวัยรุ่นให้เป็นบุคลากรที่ดีมีคุณภาพเพื่อพัฒนาสังคมในอนาคตต่อไป.


The Outcome Of Vasectomy Reversal With Microsurgical One-Layer Technique At King Chulalongkorn Memorial Hospital, Varathon Lumyai, Kavirach Tantiwongse, Julin Opanuruk Mar 2016

The Outcome Of Vasectomy Reversal With Microsurgical One-Layer Technique At King Chulalongkorn Memorial Hospital, Varathon Lumyai, Kavirach Tantiwongse, Julin Opanuruk

Chulalongkorn Medical Journal

Background : Vasectomy reversal with microscopic one-layer technique was one of the method tore-anastomosis vasectomized tube. Objective : To evaluate the effectiveness of vasectomy reversal with microscopic one layer technique. Setting : King Chulalongkorn Memorial Hospital. Research design : Descriptive study Material and Method : Data were collected from OPD cards, IPD cards and operative note. We conducted a retrospective review of 108 patients who underwent vasectomy reversal with microscopic one-layer technique between 2004 and 2014. The effectiveness was interpreted by pregnancy and patency rate. Patient's age, underlying diseases, alcohol consumption, smoking, history of STD, wife's age, duration after vasectomy, …


Cytomegalovirus Gastrointestinal Disease In Patients With Aids: A Case Series, Akarin Hiransuthikul, Narin Hiransuthikul Mar 2016

Cytomegalovirus Gastrointestinal Disease In Patients With Aids: A Case Series, Akarin Hiransuthikul, Narin Hiransuthikul

Chulalongkorn Medical Journal

Cytomegalovirus (CMV) is an important opportunistic infection in patients with acquired immunodeficiency syndrome (AIDS), usually in those with low CD4 cell counts. CMV colitis is the most common CMV end-organ diseases after CMV retinitis, though cytomegalovirus the gastrointestinal disease (CMV-GID) can occur at any region of gastrointestinal tract. Its clinical manifestations depend on the region of gastrointestinal tract involved. However, due to indistinguishable clinical features from other diseases, further investigations, preferably endoscopy and histopathological testing, are necessary for diagnosis. Prompt diagnosis and treatment are vital to decrease mortality and reduce morbidity in an otherwise fatal disease. Our case series consist …


สายพันธุ์ของโปรโตซัวบลาสโตซิสทิสและความสัมพันธ์กับการก่อโรคในคน, วิวรพรรณ สรรประเสริฐ, สุรางค์ นุชประยูร Mar 2016

สายพันธุ์ของโปรโตซัวบลาสโตซิสทิสและความสัมพันธ์กับการก่อโรคในคน, วิวรพรรณ สรรประเสริฐ, สุรางค์ นุชประยูร

Chulalongkorn Medical Journal

โปรโตซัวบลาสโตซิสทิส เป็นหนึ่งในโปรโตซัวในลำไส้ที่พบได้ทั่วไปในมนุษย์และสัตว์ต่าง ๆทั่วโลก แม้ว่าจะมีการค้นพบโปรโตซัวชนิดนี้มานานกว่าร้อยปีแล้ว แต่ความสามารถในการก่อโรคของเชื้อยังคงไม่ชัดเจนและเป็นคำถามที่สำคัญในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังพบการติดเชื้อบลาสโตซิสทิสจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งก่อให้เกิดอาการทางระบบทางเดินอาหารได้หลากหลาย ผู้ติดเชื้อส่วนมากอาจไม่ปรากฎอาการ หรือปรากฎอาการได้ทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง จากการศึกษาทางอณูชีววิทยาพบว่าโปรโตซัวบลาสโตซิสทิสมีความหลากหลายทางพันธุกรรมเป็นอย่างมาก จนถึงปัจจุบันนี้มีรายงานสายพันธุ์ต่าง ๆ แล้วถึง 17 สายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ที่ติดเชื้อในคนคือสายพันธุ์ที่ 1 - 9 อย่างไรก็ตาม ความชุกและการกระจายตัวของสายพันธุ์ต่าง ๆ มีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ จากความหลากหลายทางพันธุกรรมนี้ จึงสันนิษฐานว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดอาการทางคลินิกที่หลากหลายของผู้ติดเชื้อโปรโตซัวบลาสโตซิสทิสบทความฟื้นฟูวิชาการนี้ จึงรวบรวมความรู้ปัจจุบันของชีววิทยาของโปรโตซัวบลาสโตซิสทิส รวมถึงความชุกและการกระจายตัวของสายพันธุ์ต่าง ๆ ในแต่ละประเทศทั่วโลก ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างสายพันธุ์ของโปรโตซัวบลาสโตซิสทิสกับอาการทางคลินิกของผู้ติดเชื้อ ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่สำคัญเพื่อความเข้าใจความสามารถและบทบาทในการก่อโรคของโปรโตซัวบลาสโตซิสทิส และจะนำไปสู่การวางแผนการรักษาของแพทย์ ซึ่งจะทำให้สามารถป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อและป้องกันการเกิดการดื้อยาของเชื้อได้ต่อไป.


Prevalence And Associated Factors Of Low Back Pain Among Motorcycle Taxi Drivers In Sriracha, Nahatai Jongprasitkul, Komwudh Konchalard, Kunakorn Sinthoppong Jan 2016

Prevalence And Associated Factors Of Low Back Pain Among Motorcycle Taxi Drivers In Sriracha, Nahatai Jongprasitkul, Komwudh Konchalard, Kunakorn Sinthoppong

Chulalongkorn Medical Journal

Background : Low back pain (LBP) is a common disorder associated with muscle and the skeleton structure. It is also generally found in all age groups and professions. LBP also affects the financial loss in society and activity of daily living. Motorcycle taxi drivers (MTD) are mainly focused in the study because it is one of the most common careers which tends to grow rapidly in the future. There is no study in this topic before. Objective : To determine the prevalence and associated factors of low back pain among the motorcycle taxi drivers in Sriracha District, Chonburi, Thailand. Setting …


Modified Bilateral Sagittal Split Osteotomy For Correction Of Severe Anterior Open Bite: Technical Note And Case Report, Prasarn Tangarturonrasme, Laddawun Sununliganon Jan 2016

Modified Bilateral Sagittal Split Osteotomy For Correction Of Severe Anterior Open Bite: Technical Note And Case Report, Prasarn Tangarturonrasme, Laddawun Sununliganon

Chulalongkorn Medical Journal

Bilateral sagittal split osteotomy (BSSO) is a common procedure used for the correction of mandibular anomalies. This procedure has been through various modifications that aims to increase skeletal stability and reduce possible complications. So far, the limitation of BSSO technique remains a concern in certain circumstances, such as skeletal relapse after closing of anterior open bite, especially in severe cases. Also, there is a risk of facial paralysis following a large amount of mandibular setback in a severe mandibular prognathism. Therefore, concomitant surgery such as segmented osteotomy and/or maxillary osteotomy may be used for correction of the deformity in order …


Perioperative Outcomes Of Open Radical Cystectomy In Bladder Carcinoma: King Chulalongkorn Memorial Hospital Experiences, Sillawat Boonnam, Kamol Panumatrassamee, Julin Opanuraks, Apirak Santi-Ngamkun, Kavirach Tantiwongse, Supoj Ratchanon, Chanatee Bunyaratavej, Manint Usawachintachit, Kriangsak Prasopsanti Jan 2016

Perioperative Outcomes Of Open Radical Cystectomy In Bladder Carcinoma: King Chulalongkorn Memorial Hospital Experiences, Sillawat Boonnam, Kamol Panumatrassamee, Julin Opanuraks, Apirak Santi-Ngamkun, Kavirach Tantiwongse, Supoj Ratchanon, Chanatee Bunyaratavej, Manint Usawachintachit, Kriangsak Prasopsanti

Chulalongkorn Medical Journal

Background : Radical cystectomy is the treatment of choice for muscle-invasive and refractory superficial bladder carcinoma. Objectives : To report the perioperative outcomes and complications of open radical cystectomy. Materials and Methods : We retrospectively reviewed all medical records of patients who underwent open radical cystectomy for bladder carcinoma at our hospital between January 2003 and June 2013. Patients' demographic data, operative outcomes and pathological study were recorded. Thirty-day postoperative complications were classified by modified Clavien Classification. Results : One hundred and forty-four patients with mean age of 64 years were included. There were 115 males and 29 females in …


Cost-Utility Analysis Of Lifestyle Modification Program For Thai Patients With Metabolic Syndrome, Anut Sakulsupsiri, Phantipa Sakthong Jan 2016

Cost-Utility Analysis Of Lifestyle Modification Program For Thai Patients With Metabolic Syndrome, Anut Sakulsupsiri, Phantipa Sakthong

Chulalongkorn Medical Journal

Background : Several foreign trials indicated clinical benefits and cost-effectiveness of the lifestyle programs for patients with metabolic syndrome (MetS) but the economic benefit of such programs has not yet been evaluated in Thailand. Objective : This study was aimed to assess the cost-effectiveness of the lifestyle modification program for Thai MetS patients compared with the usual care. Design : Secondary data analysis with modelling design. Setting : Department of Pharmacy Practice, Faculty of Pharmaceutical Sciences, Chulalongkorn University Methods A cost-utility analysis was performed based on Praphasil and colleagues' study of 90 MetS patients randomly allocated to the lifestyle modification …


ผลข้างเคียงของยาแอสไพรินต่อระบบทางเดินอาหารและการป้องกันการดูแลรักษา, ฐิรดา ทองใบ Jan 2016

ผลข้างเคียงของยาแอสไพรินต่อระบบทางเดินอาหารและการป้องกันการดูแลรักษา, ฐิรดา ทองใบ

Chulalongkorn Medical Journal

ยาแอสไพริน เป็นยาที่มีการใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก เพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมองตีบตัน อย่างไรก็ตามประโยชน์ของยาแอสไพรินถูกจำกัดด้วยความเสี่ยงของยาที่มีต่อระบบทางเดินอาหารทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ตั้งแต่มีอาการเล็กน้อย จนถึงภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงดังนั้นองค์ความรู้เกี่ยวกับผลข้างเคียงของยาแอสไพรินจึงมีความสำคัญ เพื่อช่วยกระตุ้นเตือนแพทย์เกี่ยวกับการป้องกัน วินิจฉัยและรักษาได้อย่างเหมาะสม ในที่สุดเพื่อที่ผู้ป่วยจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการใช้ยาและมีคุณภาพชีวิตที่ดี.


รูปแบบความผูกพันของมารดาในวัยเด็กและเมื่อเป็นมารดาเองที่แผนกผู้ป่วยนอกจิตเวชเด็ก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ชนม์นิภา แก้วพูลศรี, ปริชวัน จันทร์ศิริ Jan 2016

รูปแบบความผูกพันของมารดาในวัยเด็กและเมื่อเป็นมารดาเองที่แผนกผู้ป่วยนอกจิตเวชเด็ก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ชนม์นิภา แก้วพูลศรี, ปริชวัน จันทร์ศิริ

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : รูปแบบความผูกพันที่มารดามีมาตั้งแต่ในวัยเด็ก ส่งผลให้มารดาเกิดรูปแบบความคิด อารมณ์ พฤติกรรม และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นตามลักษณะประสบการณ์ความผูกพันเดิมของมารดาซึ่งการศึกษาการดำเนินไปของรูปแบบความผูกพันในประเทศไทยมีน้อยวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาการดำเนินไปของรูปแบบความผูกพันตั้งแต่เมื่อมารดาเป็นเด็กและเมื่อมารดาเป็นผู้เลี้ยงดูบุตรเองรูปแบบการวิจัย : ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพสถานที่ทำการศึกษา : แผนกผู้ป่วยนอกจิตเวชเด็ก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์กลุ่มตัวอย่างและวิธีการศึกษา : เก็บข้อมูลในมารดาผู้ป่วยจิตเวชเด็ก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์จำนวน 12 คน โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview)ร่วมกับการใช้ข้อคำถาม (semi-structured questionnaire) ของAdult Attachment Interview และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลแบบสามเส้าด้านข้อมูล (Data triangulation) ร่วมกับวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis)ผลการศึกษา : จากการสัมภาษณ์มารดา 12 คน พบว่าส่วนใหญ่ในช่วงวัยเด็กมีความผูกพันแบบวิตกกังวลไม่แน่ใจ (Insecure ambivalentattachment) และความผูกพันแบบมั่งคง (Secure attachment)และเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ พบว่าส่วนใหญ่มารดามีความผูกพันแบบหมางเมิน (Dismissing)สรุป : รูปแบบความผูกพันของมารดาในวัยเด็ก มีที่มาจากการรับรู้ประสบการณ์ที่ผู้ดูแลมีต่อตนเอง เช่น พฤติกรรมการตอบสนองหรือความเข้มข้นของความ สัมพันธ์ที่ผู้ดูแลมีต่อตนเอง จากการศึกษาพบว่าความผูกพันในวัยเด็กมี การเปลี่ยนแปลงเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งมีปัจจัยเกี่ยวข้อง เช่น มีประสบการณ์ การสูญเสียบุคคลที่ผูกพัน ไม่มีเครือข่ายทางสังคมอื่น ๆ ไม่มีที่ปรึกษาเมื่อตนเองมีความเครียด ไม่สามารถมีความรู้สึกเป็นตัวของตัวเองได้อย่างชัดเจน หรือเคยถูกคุกคามทางร่างกายและทางเพศ.


ความเครียดของนักศึกษาซึ่งศึกษา ณ สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา, เชิงชาย ถาวรยุธร, รัศมน กัลยาศิริ Jan 2016

ความเครียดของนักศึกษาซึ่งศึกษา ณ สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา, เชิงชาย ถาวรยุธร, รัศมน กัลยาศิริ

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : ในปีพ.ศ. 2551 ได้มีการศึกษาความเครียดของนักศึกษาซึ่งศึกษากฎหมาย ณ สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา พบว่านักศึกษาร้อยละ 58.7 มีความเครียดในระดับสูงถึงรุนแรง เวลาและสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป อาจทำให้พบความเครียดที่แตกต่างไปจากเดิมวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความเครียดของนักศึกษาซึ่งศึกษา ณ สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ในปีพ.ศ. 2557รูปแบบการวิจัย : การศึกษาวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งสถานที่ทำการศึกษา : สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาตัวอย่างและวิธีการศึกษา : เก็บรวบรวมข้อมูลจาก นักศึกษาซึ่งศึกษา ณ สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา จำนวน 435 คน โดยใช้แบบสอบถามแบบตอบด้วยตนเอง ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลพื้นฐาน 2) แบบทดสอบความเครียดสวนปรุงชุด 20 ข้อ 3) แบบสอบถามวิธีจัดการความเครียดของนักศึกษาซึ่งศึกษา ณ สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาผลการศึกษา : พบว่ากลุ่มตัวอย่างจำนวนร้อยละ 41.6 มีความเครียดในระดับสูงและร้อยละ 14.3 มีความเครียดในระดับรุนแรง โดยมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเครียด ได้แก่ โรคทางกาย ที่มาของรายได้หลัก ความเพียงพอของรายได้ การมีรายได้เหลือเก็บ การมีหนี้สิน สถานภาพสมรส และการใช้พฤติกรรมเชิงลบเพื่อจัดการความเครียด โดยพบว่าปัจจัยที่ทำนายความเครียดของนักศึกษา ได้แก่ ความเพียงพอของรายได้ปัญหาสุขภาพ และสถานภาพสมรสสรุป : นักศึกษาซึ่งศึกษา ณ สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภามีความเครียดในระดับสูงถึงรุนแรง รวมกันเกินกว่าครึ่งหนึ่งของนักศึกษาที่เข้าร่วมการวิจัย คิดเป็นจำนวนร้อยละ 55.9 โดยสัดส่วน ผู้ที่มีความเครียดสูงและรุนแรงลดลงเล็กน้อยกว่าปีพ.ศ. 2551 ปัจจัยที่ทำนายความเครียด ได้แก่ ความเพียงพอของรายได้ ปัญหาสุขภาพและสถานภาพสมรส.


การผลิตน้ำยาตรวจหมู่โลหิต Anti-M ด้วยวิธี Human Hybridoma Technology, สมพงศ์ บุญให้, กาญจนา เอี่ยมอัมพร, อุดม ติ่งต้อย Jan 2016

การผลิตน้ำยาตรวจหมู่โลหิต Anti-M ด้วยวิธี Human Hybridoma Technology, สมพงศ์ บุญให้, กาญจนา เอี่ยมอัมพร, อุดม ติ่งต้อย

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : ปัจจุบันน้ำยาตรวจหมู่โลหิต anti-M ของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ผลิตขึ้นมาจากการฉีดกระตุ้นกระต่าย (rabbit polyclonal antibody) แอนติบอดีที่ผลิตได้มีความจำเพาะไม่คงที่และความแรงที่ได้ ค่อนข้างต่ำ วัตถุประสงค์ : เพื่อพัฒนาการผลิตน้ำยาตรวจหมู่โลหิตโมโนโคลนัล anti-M วัสดุและวิธีการ : ใช้เทคนิคการเชื่อมเซลล์ระหว่าง B-lymphocyte ที่มีการสร้าง anti-M กับเซลล์มะเร็งสายพันธุ์เดียวกัน (JMS-3) ทำให้ได้เซลล์สายพันธุ์ที่คงทน ในการสร้าง anti-M จากนั้นนำน้ำเลี้ยงเซลล์ที่ได้จากโคลนใหม่ (clone 1F9) มาศึกษาคุณสมบัติต่าง ๆ โดยเปรียบเทียบกับ rabbit polyclonal anti-M ของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติเดิม และ monoclonal anti-M ของบริษัท ต่างประเทศ ผลการศึกษา : พบว่าน้ำยา human monoclonal anti-M (clone 1F9) ที่พัฒนาขึ้นใหม่ มีความแรงของแอนติบอดี (potency) ดีกว่าน้ำยาตรวจหมู่โลหิต rabbit polyclonal anti-M ของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติเดิมและเทียบเท่าหรือ ดีกว่า monoclonal anti-M ของบริษัทต่างประเทศ ด้านความเร็วของ แอนติบอดี (avidity) ในการเกิดปฏิกิริยากับเม็ดเลือดแดงหมู่โลหิตที่มี M-antigen positive บนสไลด์ พบว่ามีความเร็วเฉลี่ย 1 - 2 วินาที ซึ่งไม่แตกต่างกันในน้ำยาทั้ง 3 ชนิด ด้านความจำเพาะของแอนติบอดี (specificity) พบว่าให้ผลถูกต้องแม่นยำร้อยละ 100 โดยให้ปฏิกิริยา ผลบวกกับเม็ดเลือดแดงหมู่โลหิตที่มี M-antigen positive จำนวน 800 ราย ให้ปฏิกิริยาผลลบกับเม็ดเลือดแดงหมู่โลหิตที่มี M-antigen negative จำนวน 400 ราย และยังให้ปฏิกิริยาผลลบทั้งหมดกับ papainized identification panel cells (Lot …


Clinical Success Rate Of Percutaneous Management In The Thrombosed Hemodialysis Graft At King Chulalongkorn Memorial Hospital, Nisachon Chatangam, Nutcha Pincharoen Nov 2015

Clinical Success Rate Of Percutaneous Management In The Thrombosed Hemodialysis Graft At King Chulalongkorn Memorial Hospital, Nisachon Chatangam, Nutcha Pincharoen

Chulalongkorn Medical Journal

Background : Percutaneous thrombolysis can be the effective method fortreatment of the hemodialysis graft.Objective : To retrospectively determine the clinical success rate ofpercutaneous management in thrombosed hemodialysis graft,the primary and secondary patency periods of graft afterpercutaneous management and complication at KingChulalongkorn Memorial Hospital from 1 January, 2007 to 30November, 2014.Materials and Methods : Twenty-nine PTFE grafts in 29 patients were referred to InterventionRadiology Unit for the percutaneous management of thrombosedhemodialysis graft. Angiographic reports and hospital medicalrecords were analyzed for the clinical success rate, proceduralrecord, angiographic finding, complication, and patency periodof the graft after treatment. Clinical success rate was determinedby complete …


คำขอบคุณ, N/A Nov 2015

คำขอบคุณ, N/A

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


การผ่าตัดปลูกถ่ายมือ, ภพ เหลืองจามีกร, ประวิทย์ กิติดำรงสุข Nov 2015

การผ่าตัดปลูกถ่ายมือ, ภพ เหลืองจามีกร, ประวิทย์ กิติดำรงสุข

Chulalongkorn Medical Journal

การผ่าตัดปลูกถ่ายมือ (Hand transplantation, Vascularized Composite Allotransplantation)ประสบความสำเร็จตั้งแต่ ปี 1998 ปัจจุบันทั่วโลกมีการผ่าตัดปลูกถ่ายมือไปแล้วถึง 89 ครั้ง ซึ่งผลการรักษาที่ยาวนานที่สุดถึง 14 ปี โดยผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดยังสามารถใช้งานมือที่ปลูกถ่ายได้เป็นอย่างดีจนถึงปัจจุบัน โดยเฉลี่ยการผ่าตัดปลูกถ่ายมือมีอัตราความสำเร็จสูงมาก (5-year survivalของมือที่ปลูกถ่าย มากกว่าร้อยละ 90) และการใช้งานของมือที่ปลูกถ่ายก็สามารถใช้งานได้มากถึงร้อยละ65-75 ของมือปรกติ นอกจากนั้นข้อได้เปรียบที่ชัดเจนของการผ่าตัดปลูกถ่ายมือเทียบกับการใช้มือเทียมคือผู้ป่วยสามารถรับความรู้สึกได้ด้วยมือข้างที่ปลูกถ่ายแม้การผ่าตัดปลูกถ่ายมือจะประสบความสำเร็จมามากกว่า 10 ปี แต่ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดชนิดนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ถึงความคุ้มค่าในการผ่าตัดกับความเสี่ยงที่ต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกันในระยะยาว เนื่องจากการผ่าตัดปลูกถ่ายมือนั้นเป็นการผ่าตัดเพื่อ “ เพิ่มคุณภาพชีวิต “ ซึ่งแตกต่างจากการผ่าตัดเปลี่ยน solid organ เช่น หัวใจ ตับ ไต ซึ่งเป็นการผ่าตัดเพื่อช่วยชีวิตของผู้ป่วยทำให้แพทย์บางกลุ่มยังลังเลกับการรักษาด้วยวิธีนี้อยู่จนถึงปัจจุบัน.


การศึกษาการสนับสนุนทางสังคมและการปรับตัวของมารดาเด็กออทิสติกที่นำเด็กมารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก ณ สถาบันราชานุกูล, ศรสลัก นิ่มบุตร, อลิสา วัชรสินธุ Nov 2015

การศึกษาการสนับสนุนทางสังคมและการปรับตัวของมารดาเด็กออทิสติกที่นำเด็กมารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก ณ สถาบันราชานุกูล, ศรสลัก นิ่มบุตร, อลิสา วัชรสินธุ

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : มารดาเด็กออทิสติกได้รับผลกระทบทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ ตลอดจนเศรษฐกิจสังคม ดังนั้นการดูแลบุตรออทิสติกมารดาจึงต้องมีการปรับตัวและได้รับการสนับสนุนทางสังคม ผู้วิจัยจึงทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสนับสนุนทางสังคมและการปรับตัวของมารดาเด็กออทิสติกเพื่อให้หน่วยงานหรือบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือเด็กออทิสติกและมารดาต่อไปวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาการสนับสนุนทางสังคมและการปรับตัวของมารดาเด็กออทิสติก ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวของมารดาเด็กออทิสติก และความสัมพันธ์ของการสนับสนุนทางสังคมกับการปรับตัวของมารดาเด็กออทิสติกรูปแบบการวิจัย : การศึกษานี้เป็นวิจัยเชิงพรรณนาโดยศึกษา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งสถานที่ทำการศึกษา : สถาบันราชานุกูล กรุงเทพมหานครตัวอย่างและวิธีการ : มารดาเด็กออทิสติก อายุ 3 - 7 ปี ที่นำเด็กมารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอกณ สถาบันราชานุกูล จำนวน 92 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของมารดาและบุตร 2) แบบสอบถามการปรับตัวของมารดาเด็กออทิสติกสร้างขึ้นโดยประพา หมายสุขตามหลักแนวคิดของ Roy & Andrew และ Bobak & Jensen3) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม The Personal Resource Questionnaire : PRQ Part II ของ Brand and Weinert แปลเป็นฉบับภาษาไทย โดยสุภาพ ชุณวิรัตน์ ใช้สถิติเชิงพรรณนาในการอธิบายลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมานในการทดสอบความสัมพันธ์ของการสนับสนุนทางสังคมกับการปรับตัวของมารดาเด็กออทิสติกปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัว และปัจจัยพยากรณ์ โดยใช้สถิติPearson correlation, Independent samples t-test, One way ANOVAและ Multiple linear regression.ผลการศึกษา : การสนับสนุนทางสังคมและการปรับตัวของมารดาเด็กออทิสติกอยู่ในระดับปานกลาง(68.5%) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวของมารดาเด็กออทิสติกคือ อายุของบุตรออทิสติก และอายุของมารดา โดยพบว่ามารดาที่มีบุตรอายุที่อายุ 6 ปี ขึ้นไป มีค่าคะแนนเฉลี่ยของการปรับตัวโดยรวม และด้านความสามารถในการเลี้ยงดูเด็กมากกว่าอายุของบุตรออทิสติกที่อายุมากกว่า 4 ปี – น้อยกว่า 6 ปี (p <0.05) และมารดาที่มีบุตรอายุ 6 ปี ขึ้นไป มีการปรับตัวด้านการยอมรับต่อสภาพบุตรมากกว่ามารดาที่มีบุตรอายุน้อยกว่าหรือเท่ากับ 4 ปี (p <0.05) และมารดาที่มีอายุมากกว่า 30 –น้อยกว่า 40 ปี มีการปรับตัวด้านการรับผิดชอบต่ออนาคตบุตรมากกว่ามารดาที่อายุน้อยกว่าหรือเท่ากับ 30 ปี(p <0.05) การสนับสนุนทางสังคมของมารดาเด็กออทิสติกมีความสัมพันธ์กับการปรับตัวของมารดาเด็กออทิสติก (p <0.01) และการสนับสนุนทางสังคมเป็นปัจจัยที่สามารถพยากรณ์การปรับตัวของมารดา ซึ่งสามารถพยากรณ์ได้ ร้อยละ 17 (p <0.05)สรุป : จากการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของอายุบุตรและมารดารวมทั้งการสนับ สนุนทางสังคมที่มีผลต่อการปรับตัวของมารดาเด็กออทิสติก ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในทางปฏิบัติและงานวิจัยต่อไป.


ภาวะซึมเศร้าและปัจจัยทางจิตสังคมที่เกี่ยวข้องของผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุสังกัดศูนย์บริการสาธารณสุข 48 นาควัชระอุทิศ, นิรัชรา ศศิธร, พีรพนธ์ ลือบุญธวัชชัย Nov 2015

ภาวะซึมเศร้าและปัจจัยทางจิตสังคมที่เกี่ยวข้องของผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุสังกัดศูนย์บริการสาธารณสุข 48 นาควัชระอุทิศ, นิรัชรา ศศิธร, พีรพนธ์ ลือบุญธวัชชัย

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : ภาวะซึมเศร้าเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ ซึ่งมักพบว่ามี ปัจจัยทางจิตสังคมที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ เหตุการณ์ความเครียดในชีวิต การสนับสนุนทางสังคมและการมีส่วนร่วมในชุมชน ผู้วิจัยจึงทำการศึกษาภาวะซึมเศร้า และปัจจัยทางจิตสังคม เพื่อที่จะเข้าใจภาวะซึมเศร้า และช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพวัตถุประสงค์ : เพื่อหาความชุกของภาวะซึมเศร้า และศึกษาปัจจัยทางจิตสังคมที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุสังกัดศูนย์บริการสาธารณสุข 48 นาควัชระอุทิศรูปแบบการวิจัย : การศึกษาวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งสถานที่ทำการศึกษา : ชมรมผู้สูงอายุสังกัดศูนย์บริการสาธารณสุข 48 นาควัชระอุทิศตัวอย่างและวิธีการศึกษา : ศึกษาในผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุสังกัดศูนย์บริการสาธารณสุข 48นาควัชระอุทิศ จำนวน 240 คน โดยให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถาม5 แบบสอบถาม ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบวัดความเศร้า ในผู้สูงอายุของไทย (Thai Geriatric Depression Scale -TGDS) 3) แบบสอบถามเหตุการณ์ความเครียดในชีวิตในช่วง 1 ปี(1 – Year Life Event Questionnaire) 4) แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม (Social Support Questionnaire) และ 5) แบบสอบถามการมีส่วนร่วมในสังคมของผู้สูงอายุ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ กับภาวะซึมเศร้า โดยใช้การทดสอบไคสแควร์และวิเคราะห์ความถดถอยแบบลอจิสติกเพื่อหาปัจจัยทำนายภาวะซึมเศร้าผลการศึกษา : ความชุกของภาวะซึมเศร้า พบได้ร้อยละ 15.4 โดยปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้า มี 6 ปัจจัย ได้แก่ สถานภาพสมรสโสด/หม้าย/หย่าร้าง/แยกกันอยู่ ความไม่เพียงพอของรายได้ ประวัติโรคทางจิตเวชเหตุการณ์ความเครียดในชีวิตระดับสูง การสนับสนุนทางสังคมระดับต่ำและการมีส่วนร่วมในชุมชนระดับต่ำและพบว่าปัจจัยที่ทำนายภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุ มี 4 ปัจจัย ได้แก่ สถานภาพโสด/หม้าย/หย่าร้าง/แยกกันอยู่ ประวัติโรคทางจิตเวช เหตุการณ์ความเครียดในชีวิตระดับสูง และการมีส่วนร่วมในชุมชนระดับต่ำสรุป : ความชุกของภาวะซึมเศร้าในการศึกษานี้ ใกล้เคียงกับผลการศึกษาอื่น ๆ ที่ผ่านมา ซึ่งปัจจัยทางจิตสังคมที่สัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าได้แก่ เหตุการณ์ความเครียดในชีวิต การสนับสนุนทางสังคม และการมีส่วนร่วมในชุมชน การสนับสนุนให้ผู้สูงอายุได้มีส่วนร่วมในชุมชน เช่น การเข้าร่วมชมรมผู้สูงอายุ น่าจะมีส่วนช่วยในการลดภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ.


ดรรชนีบทความจุฬาลงกรณ์เวชสาร 2015, N/A Nov 2015

ดรรชนีบทความจุฬาลงกรณ์เวชสาร 2015, N/A

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Blood Types Of Minorities In Bangkok: A Study In Thai Sikhs And The Burmese Blood Donors, Kallaya Kerdkaewngam, Issarang Nuchprayoon, Phuraya Ovataga, Dussadee Pooreekul, Nootchanat Premprayoon, Udom Tingtoy Nov 2015

Blood Types Of Minorities In Bangkok: A Study In Thai Sikhs And The Burmese Blood Donors, Kallaya Kerdkaewngam, Issarang Nuchprayoon, Phuraya Ovataga, Dussadee Pooreekul, Nootchanat Premprayoon, Udom Tingtoy

Chulalongkorn Medical Journal

Background : Blood types are unique to each ethnic groups. In Thailand, Sikhsare one of established ethnic minorities. They are known to havecertain rare blood types which have not been systematicallystudied. Therefore, we studied nine blood group systems ofthe Sikh and Burmese blood donors in Bangkok, Thailand.Objectives : To assess the proportion of alleles of nine blood group antigensamong Thai Sikhs and Burmese blood donors.Materials and Methods : A total of 122 samples of Thai Sikhs blood donors at Sri GuruSingh Association Mobile Unit and 189 samples of the Burmeseand Mons blood donors at Jia Hong Garment Factory Mobile Unitwere …


Pharmacokinetic, Safety And Tolerability Studies After Single And Multiple Oral Administration Of Phenethyl Isothiocyanate In Nutri Jelly, Narueporn Sutthisawad, Dunyaporn Trachootham, Aroonwan Lam-Ubol, Thitima Wattanavijitkul Nov 2015

Pharmacokinetic, Safety And Tolerability Studies After Single And Multiple Oral Administration Of Phenethyl Isothiocyanate In Nutri Jelly, Narueporn Sutthisawad, Dunyaporn Trachootham, Aroonwan Lam-Ubol, Thitima Wattanavijitkul

Chulalongkorn Medical Journal

Background : Phenethyl isothiocyanate (PEITC) is a dietary phytochemical with anticancerproperties. Recently, it was added to Nutri Jelly, a nutritious geldeveloped for cancer patients with eating and swallowing problems.Objectives : To evaluate pharmacokinetics, safety and tolerability of isothiocyanatesafter single- and multiple-oral administrations of 40 mg of PEITC in NutriJelly in healthy volunteers.Methods : This was an open-label, single- and multiple-dose study. Ten subjectsreceived a single dose of 40 mg of PEITC in Nutri Jelly and continued withthis dose once daily for 5 days. Serial plasma samples at various timesafter the administration on day 1 and 5 were collected to determine …


Prevalence Of Potassium, Phosphate And Acid-Base Abnormalities Among Ckd Patients In Central Northeast Of Thailand, Kamonwan Tangvoraphonkchai Nov 2015

Prevalence Of Potassium, Phosphate And Acid-Base Abnormalities Among Ckd Patients In Central Northeast Of Thailand, Kamonwan Tangvoraphonkchai

Chulalongkorn Medical Journal

Background : Hyperkalemia, hyperphosphatemiaand metabolic acidosis arecommon complications among chronic kidney disease (CKD)patients. However, there were several reports of hypokalemia inpopulation resides in the northeast of Thailand. The prevalence ofelectrolyte imbalance in CKD patients in this region was still unknown.Objective : To study the prevalence of potassium, phosphate and acid-baseimbalance in CKD patients in the central northeast of Thailand.Design : Cross-sectional descriptive studySetting : Roi-et, Mahasarakham, Khonkaen and Kalasin Provincial publichealth offices.Material and Method : We used specific My SQL query command for retrieving laboratorydata between Jan 1st - Dec 31st, 2014 from the databases of fourprovincial public health offices …


Skin-Only Closure For Surgical Closure Of The Difficult Abdomen With Massive Visceral Edema :A Case Report, Wisuttiluk Satawathananont Nov 2015

Skin-Only Closure For Surgical Closure Of The Difficult Abdomen With Massive Visceral Edema :A Case Report, Wisuttiluk Satawathananont

Chulalongkorn Medical Journal

A 51-year-old woman presented with anemia and cholangitis. Abdominal computedtomography scan was done; the result revealed a periampullary mass and distal obstructionof the common bile duct. Exploratory laparotomy was performed and an unresectableperiampullary tumor that invaded the branches of the mesenteric vein was found. Accidentally,intra–abdominal bleeding from the branches of the mesenteric vein occurred during theoperation; the bleeding was stopped by suturing. The patient received a large amount offluids resuscitation and bowel edema also developed so much that the fascia could not beclosed. The skin-only closure was performed as an alternative method of abdominal wallclosure. Postoperatively, the patient did not …


การสั่งหยุดยา Psychostimulantsในวันหยุดในการรักษาผู้ป่วยเด็กโรคสมาธิสั้นของกุมารแพทย์ และแพทย์ประจำบ้านต่อยอดสาขาพัฒนาการและพฤติกรรมเด็กในประเทศไทย, ศศิธร ปรีชาวุฒิเดช, วัลย์ฐิภา วิทยาศัย Nov 2015

การสั่งหยุดยา Psychostimulantsในวันหยุดในการรักษาผู้ป่วยเด็กโรคสมาธิสั้นของกุมารแพทย์ และแพทย์ประจำบ้านต่อยอดสาขาพัฒนาการและพฤติกรรมเด็กในประเทศไทย, ศศิธร ปรีชาวุฒิเดช, วัลย์ฐิภา วิทยาศัย

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : โรคสมาธิสั้นเป็นโรคจิตเวชเด็กที่พบได้บ่อย ปัจจุบันมีการใช้ยาpsychostimulantsในการรักษามากขึ้น และมีการหยุดยาในช่วงวันหยุด (drug holidays) เพื่อประโยชน์ต่าง ๆ เช่น ลดผลข้างเคียงจากยา เป็นต้น แต่ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลชัดเจนเกี่ยวกับการสั่งหยุดยาดังกล่าวในช่วงวันหยุดวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาพฤติกรรมและปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจสั่งหยุดยาpsychostimulants ในช่วงวันหยุด รวมถึงเจตคติของแพทย์ต่อการใช้ยาดังกล่าวในการรักษาผู้ป่วยเด็กโรคสมาธิสั้นรูปแบบการวิจัย : การศึกษาวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งตัวอย่างและวิธีการศึกษา : ผู้วิจัยพัฒนาแบบสอบถาม เกี่ยวกับปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหยุดยาในช่วงวันหยุด โดยส่งแบบสอบถามทาง e-mailและไปรษณีย์ไปยังกลุ่มเป้าหมายทุกคนรวม 106 คน ประกอบด้วยกุมารแพทย์สาขาพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก 91 คน และแพทย์ประจำบ้านต่อยอดพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก 15 คน ตั้งแต่1 ธันวาคม 2557 จนถึง 30 พฤศจิกายน 2558 ได้รับการตอบกลับแบบสอบถามรวม 76 คน (ร้อยละ 71.7) ทำการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ผลทางสถิติผลการศึกษา : ส่วนใหญ่แพทย์พิจารณาหยุดยาในช่วงวันหยุดเป็นราย ๆ แล้วแต่กรณีจำนวน 54 คน (ร้อยละ 71.1), ให้กินยาต่อเนื่องทุกวัน 20 คน(ร้อยละ 26.3) แนะนำให้หยุดยาในวันหยุด 2 คน (ร้อยละ 2.6), โดยปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจหยุดยา 5 อันดับแรกได้แก่ความรุนแรงของอาการโรคสมาธิสั้น, ปัญหาสัมพันธภาพระหว่างผู้ป่วยกับสมาชิกครอบครัวจากอาการโรคสมาธิสั้น,การมี oppositional defiant disorder,conduct disorder เป็นโรคร่วม, ความร่วมมือของผู้ปกครองในการปรับพฤติกรรมร่วมในการรักษา เจตคติต่อการใช้ยาค่อนข้างเป็นไปในทางบวก ซึ่งผลการศึกษาบางส่วนมีความแตกต่างจากจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นสรุป : กุมารแพทย์พัฒนาการและพฤติกรรมเด็กส่วนใหญ่พิจารณาหยุดยาpsychostimulants เป็นราย ๆ แล้วแต่กรณีในการรักษาผู้ป่วยเด็กโรคสมาธิสั้น อย่างไรก็ตามยังมีความคิดเห็นหลากหลายเกี่ยวกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่อการสั่งหยุดยา ควรมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อหาข้อมูลสรุปผล พัฒนาเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนต่อไป.


ความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่มีทวารเทียมทางหน้าท้อง ณ. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, วิลาสินี พิพัฒน์ผล, โสฬพัทธ์ เหมรัญช์โรจน์ Nov 2015

ความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่มีทวารเทียมทางหน้าท้อง ณ. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, วิลาสินี พิพัฒน์ผล, โสฬพัทธ์ เหมรัญช์โรจน์

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการวิจัย : ปัญหาทางสุขภาพจิต เป็นปัญหาที่พบบ่อยในผู้ป่วยที่มีโรคทางกายรุนแรง แต่ยังมีการศึกษาความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักภายหลังผ่าตัดเปิดทวารเทียมทางหน้าท้องในประชากรไทยน้อยวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่มีทวารเทียมทางหน้าท้อง ณ.โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์รูปแบบการวิจัย : การศึกษาวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งสถานที่ทำการศึกษา แผนกผู้ป่วยนอกศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยตัวอย่างและวิธีการศึกษา : เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ที่ได้รับการผ่าตัดเปิดทวารเทียมทางหน้าท้อง จำนวน 80 ราย ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จนถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2557 โดยให้ผู้ป่วยตอบแบบสอบถามทั้งหมด 4 ส่วนด้วยตนเอง ได้แก่ 1) ข้อมูลทั่วไปและข้อมูลด้านการรักษา 2) แบบสอบถามความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง3) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม (The Personal ResourceQuestionnaire, PRQ 85 Part II) 4) แบบวัดภาวะวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า Thai Hospital anxiety and depression scale (Thai-HADS) การวิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้สถิติ Chi-Square test สหสัมพันธ์ของเพียรสัน (Pearson Correlation) และ Multivariate LogisticRegression analysis.ผลการศึกษา : พบว่ามีความชุกของภาวะวิตกกังวล ร้อยละ 35 และความชุกของภาวะซึมเศร้าร้อยละ 10 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะวิตกกังวลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.05) ได้แก่ อายุ ระยะเวลาในการเจ็บป่วยระยะเวลาที่มีทวารเทียม ภาวะแทรกซ้อนที่ผู้ป่วยหรือกลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญในเรื่องการเข้าสังคม ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองและการสนับสนุนทางสังคม และปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.05) ได้แก่ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองและการสนับสนุนทางสังคม และมีปัจจัยที่ทำนายภาวะวิตกกังวลได้แก่ อายุตั้งแต่ 60 ปี (OR = 5.07; 95%CI = 1.57 - 16.42) ระยะเวลาในการเจ็บป่วยน้อยกว่า 6 เดือน (OR = 5.19; 95%CI = 1.14 -23.64) ระยะเวลาที่มีทวารเทียมน้อยกว่า 3 เดือน (OR = 4.96,95%CI = 1.58 - 15.58) แต่ไม่สามารถหาปัจจัยทำนายของภาวะซึมเศร้าได้ เนื่องจากไม่ตรงตามเงื่อนไขที่มีผู้ป่วย 8 รายเท่านั้นสรุป : ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่ได้รับการผ่าตัดทวารเทียมทางหน้าท้อง ร้อยละ 35 มีภาวะวิตกกังวลและร้อยละ 10 มีภาวะซึมเศร้า และพบว่าความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองและการสนับสนุนทางสังคมเป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าดังนั้นการส่งเสริมความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองและการสนับสนุนทางสังคม อาจจะช่วยลดภาวะวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า.


ดรรชนีผู้แต่งจุฬาลงกรณ์เวชสาร 2015, N/A Nov 2015

ดรรชนีผู้แต่งจุฬาลงกรณ์เวชสาร 2015, N/A

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


ความเครียดของนิสิตระดับปริญญาตรี ภาควิชาสถาปัตยกรรมคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ภควัต วงศ์ไทย, ชัยชนะ นิ่มนวล Sep 2015

ความเครียดของนิสิตระดับปริญญาตรี ภาควิชาสถาปัตยกรรมคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ภควัต วงศ์ไทย, ชัยชนะ นิ่มนวล

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : การเรียนการสอนในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ นิสิตจะต้องใช้ความสามารถทั้งด้านศิลปะ และวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ได้ผลงานที่สมบูรณ์แบบ และในระหว่างที่กำลัง ศึกษายังมีเรื่องของเวลา คณาจารย์และสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ของคณะเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้อาจส่งผลต่อความเครียดของนิสิตวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาระดับและปัจจัยในเรื่องการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับความเครียดของนิสิตระดับปริญญาตรี ภาควิชาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรูปแบบการวิจัย : การศึกษาวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งสถานที่การทำการศึกษา : ภาควิชาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตัวอย่างและวิธีการศึกษา : เก็บรวบรวมข้อมูลจากนิสิตภาควิชาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ 1 - 5 ปีการศึกษา 2557จำนวนทั้งสิ้น 323 คน โดยใช้แบบสอบถาม ข้อมูลทั่วไปและแบบวัดความเครียด สถิติที่ใช้ได้แก่ Descriptive Statistic, Chi-Square Testและ Multiple Logistic Regression Analysisผลการศึกษา : กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ (39.7%) มีความเครียดอยู่ในระดับปานกลางมีค่าเฉลี่ยคะแนน ความเครียดรวมเท่ากับ 65.8 และค่า S.D. เท่ากับ31.1 เมื่อวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ได้พบปัจจัยที่มีผลต่อความเครียดของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ จำนวนงานที่ได้รับมอบหมาย ในแต่ละรายวิชาที่มาก (OR = 2.16, 95%C.I.= 1.23 - 3.80, p <0.01), จำนวนครั้งของ การตรวจแบบกับอาจารย์ประจำกลุ่มที่น้อย (OR = 0.61,95%C.I.= 0.38 - 0.98, p = 0.04) และอายุที่เพิ่มขึ้นของนิสิต(OR = 1.34, 95%C.I. = 1.11-1.60, p <0.01) ตามลำดับสรุป : นิสิตภาควิชาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนมากมีความเครียดรวมในระดับปานกลาง และระดับความเครียดสัมพันธ์กับจำนวนงานที่ได้รับมอบหมายที่มากจำนวนการตรวจแบบกับอาจารย์ที่น้อย และอายุของนิสิตที่เพิ่มขึ้น.


การแสดงออกทางด้านปัญหาพฤติกรรมของเด็กที่เรียนกวดวิชาชั้นประถมศึกษาตอนปลาย เขตกรุงเทพมหานคร, นิชนันท์ เนตรสง่า, ปริชวัน จันทร์ศิร Sep 2015

การแสดงออกทางด้านปัญหาพฤติกรรมของเด็กที่เรียนกวดวิชาชั้นประถมศึกษาตอนปลาย เขตกรุงเทพมหานคร, นิชนันท์ เนตรสง่า, ปริชวัน จันทร์ศิร

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : การใช้เวลาเรียนที่มากเกินไปของเด็กที่อยู่ในช่วงวัยประถมศึกษาตอนปลายเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตของเด็กซึ่งมีการแสดงออกผ่านพฤติกรรม ดังนั้น จึงได้ทำการศึกษาการแสดงออกด้านปัญหาพฤติกรรมของเด็กโดยทำการศึกษาในเด็กที่เรียนกวดวิชาและไม่เรียนกวดวิชาวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาการแสดงออกทางด้านปัญหาพฤติกรรมของเด็กประถมศึกษาตอนปลาย ศึกษาความแตกต่างของการแสดงออกทางด้านปัญหาพฤติกรรมของเด็กที่เรียนกวดวิชากับเด็กที่ไม่เรียนกวดวิชา รวมถึงศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางด้านปัญหาพฤติกรรมของเด็กที่เรียนกวดวิชาชั้นประถมศึกษาตอนปลายรูปแบบการวิจัย : การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาศึกษา ณ เวลาใดเวลาหนึ่งสถานที่ทำการศึกษา : โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)เขตกรุงเทพมหานครตัวอย่างและวิธีการ : ประชากรที่ศึกษาคือ เด็กที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ในโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 422 คน ทำการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมการกวดวิชาและแบบประเมินการแสดงออกทางพฤติกรรม (The strengths and difficultiesquestionnaire (SDQ) ฉบับภาษาไทย) และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้Pearson correlation, independent t-test, one way ANOVA และMultiple Regression Analysis ตามความเหมาะสมผลการศึกษา : จากการประเมินการแสดงออกทางพฤติกรรม (The strengthsanddifficulties questionnaire: SDQ) โดยผู้ปกครองและเด็กพบความชุกของปัญหาพฤติกรรมร้อยละ 17.5 และ 25.8 ตามลำดับ เมื่อใช้เกณฑ์การเรียนกวดวิชาพบว่าเด็กที่เรียนกวดวิชากับเด็กที่ไม่เรียนกวดวิชามีปัญหาพฤติกรรมไม่แตกต่างกัน และพบว่าความชุกของปัญหาพฤติกรรมมีค่าใกล้เคียงกับความชุกของปัญหาพฤติกรรมในเด็กทั่วไป แสดงให้เห็นว่าการเรียนกวดวิชาไม่ได้เป็นปัจจัยทีสำคัญของการเกิดปัญหาพฤติกรรมในเด็ก และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับปัญหาพฤติกรรมจากการประเมินของเด็ก ได้แก่ เพศ (p <0.05) และผลการเรียน (p <0.05) จากการประเมินของผู้ปกครอง ได้แก่ สถานภาพสมรสของบิดามารดา (p <0.01) การศึกษาของบิดามารดา (p <0.01) และผลการเรียน (p<0.01)สรุป : ปัญหาพฤติกรรมของเด็กชั้นประถมศึกษาตอนปลายโดยรวมอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปัญหาพฤติกรรมของเด็กทั่วไป และเด็กที่เรียนกวดวิชากับเด็กที่ไม่เรียนกวดวิชามีปัญหาพฤติกรรมที่ไม่แตกต่างกัน โดยมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องคือ เพศ สถานภาพสมรสของบิดามารดาการศึกษาของบิดามารดาและผลการเรียน.


Suspicious Calcifications In Bi-Rads 4 And 5 Breast Lesions:Digital Mammographic-Pathologic Correlation, Kitirat Rattanathawornkiti, Jenjeera Prueksadee Sep 2015

Suspicious Calcifications In Bi-Rads 4 And 5 Breast Lesions:Digital Mammographic-Pathologic Correlation, Kitirat Rattanathawornkiti, Jenjeera Prueksadee

Chulalongkorn Medical Journal

Background : The calcifications are commonly observed in mammographicfeature of breast cancer. The assessment of combined descriptorsof calcification may help predict the risk of malignancy.Objective : To study the correlation and assess the accuracy of suspiciouscalcifications in BI-RADS 4 and 5 detected on digital mammographyand pathology.Design : Retrospective reviewMaterial and Methods : Of 176 breasts with suspicious calcifications in BI-RADS 4 and 5were reviewed the descriptors for morphology, distribution andother associated findings by using final category assessment byBI-RADS 5th edition. The definition was compared withhistopathology from core needle biopsy or surgery.Setting : Department of Radiology, King Chulalongkorn Memorial Hospital.Results : …


ภาวะความผิดปกติของไตหลังถูกผึ้ง ต่อและแตนต่อย, กมลวรรณ ตั้งวรพงศ์ชัย Sep 2015

ภาวะความผิดปกติของไตหลังถูกผึ้ง ต่อและแตนต่อย, กมลวรรณ ตั้งวรพงศ์ชัย

Chulalongkorn Medical Journal

ปัญหาการถูกผึ้ง ต่อและแตนต่อยยังคงพบได้ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะเขตพื้นที่ต่างจังหวัด แม้ว่าอาการและอาการแสดงที่เกิดขึ้นโดยมากจะเป็นเพียงอาการแสดงทางผิวหนังเฉพาะที่ ซึ่งบุคลากรทางการแพทย์ส่วนใหญ่มักมีประสบการณ์ในการดูแลรักษา แต่บางครั้งผู้ป่วยก็อาจมาด้วยอาการแพ้พิษรุนแรงจนเกิดภาวะช็อกหรือเสียชีวิตได้ หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องและทันท่วงที ภาวะไตวายเฉียบพลันที่เกิดจากผึ้ง ต่อและแตนต่อยเป็นอีกหนึ่งภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่พบได้ไม่บ่อยนัก แต่มีความสำคัญที่แพทย์พึงตระหนักและเฝ้าระวังเพื่อให้การรักษาได้อย่างทันท่วงทีก่อนที่การดำเนินโรคจะรุนแรงถึงขั้นต้องได้รับการบำบัดทดแทนไต ในบทความนี้จึงจะได้กล่าวถึงภาวะแทรกซ้อนทางไตที่เกิดจากผึ้ง ต่อและแตนต่อย รวมถึงแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง.


พฤติกรรมการสั่งหยุดยา Psychostimulant ในวันหยุดของจิตแพทย์และแพทย์ประจำบ้านสาขาจิตเวชเด็กและวัยรุ่นในประเทศไทยในการรักษาผู้ป่วยโรคสมาธิสั้น, ตติมา กล่อมจันทร์, ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร Sep 2015

พฤติกรรมการสั่งหยุดยา Psychostimulant ในวันหยุดของจิตแพทย์และแพทย์ประจำบ้านสาขาจิตเวชเด็กและวัยรุ่นในประเทศไทยในการรักษาผู้ป่วยโรคสมาธิสั้น, ตติมา กล่อมจันทร์, ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : โรคสมาธิสั้นเป็นโรคทางจิตเวชเด็กที่พบได้บ่อย และยากลุ่มpsychostimulant ได้รับการศึกษาว่ามีประสิทธิภาพดี ปลอดภัยและเป็นที่ยอมรับในการรักษาโรคสมาธิสั้นมานาน ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปที่บอกถึงแนวทางการบริหารยานี้ในช่วงวันหยุดเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุด แพทย์จึงยังมีความเห็นและการปฏิบัติในการสั่งยากลุ่มนี้แตกต่างกันวัตถุประสงค์ : งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาพฤติกรรมการสั่งหยุดยาในช่วงวันหยุดปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจ รวมถึงเจตคติของแพทย์ต่อการใช้ยากลุ่มpsychostimulant ในการรักษาผู้ป่วยสมาธิสั้นรูปแบบการวิจัย : การศึกษาวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งตัวอย่างและวิธีการศึกษา : ผู้วิจัยคิดแบบสอบถามเพื่อศึกษาปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและส่งแบบสอบถามไปยังกลุ่มเป้าหมายทุกคนที่สามารถติดต่อได้รวม 182 คนประกอบด้วยจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น 164 คน และแพทย์ประจำบ้านสาขาจิตเวชเด็ก และวัยรุ่น 18 คน ทำการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ผลทางสถิติผลการศึกษา : การวิจัยครั้งนี้มีผู้เข้าร่วม 132 คน แบ่งเป็น จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น114 คน และแพทย์ประจำบ้าน 18 คน ผลการวิจัยพบว่าแพทย์116 คน (ร้อยละ 87.9) มีเจตคติด้านบวกต่อการใช้ยา แพทย์ 27 คน(ร้อยละ 20.5) ให้ผู้ป่วยทุกรายรับประทานยาต่อเนื่องทุกวัน, 4 คน(ร้อยละ 3.0) ให้ผู้ป่วยทุกรายหยุดยาในช่วงวันหยุด และ 101 คน(ร้อยละ 76.5) พิจารณาการสั่งหยุดยาในวันหยุดเป็นบางกรณี โดยปัจจัยสำคัญที่แพทย์ให้น้ำหนักจากคะแนนเต็ม 5 คะแนนในการพิจารณาคือ ผลข้างเคียงเรื่องการเบื่ออาหาร (4.2 ± 0.95) ความรุนแรงของอาการสมาธิสั้น (4.1 ± 1.15) และผลข้างเคียงทั่วไปอื่น ๆ จากการใช้ยา (4.1 ± 1.12) และพบว่าปัจจัยด้านสถานศึกษาของแพทย์มีผลต่อพฤติกรรมการสั่งหยุดยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มแพทย์ประจำบ้าน (p = 0.007) และอยู่ในระดับคาบเกี่ยวที่จะมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น (p = 0.058)สรุป : แม้ว่ายังไม่พบข้อสรุปที่ชัดเจนเรื่องความเหมาะสมในการบริหารยาในช่วงวันหยุด แต่พบปัจจัยที่ควรได้รับการศึกษาต่อเพื่อหาข้อสรุปและแนวทางการปฏิบัติร่วมกันในการบริหารยา psychostimulant ในช่วงวันหยุดของกลุ่มผู้ป่วยเด็กสมาธิสั้นในประเทศไทย.