Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Dramatic Literature, Criticism and Theory Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

1,050 Full-Text Articles 871 Authors 1,493,762 Downloads 147 Institutions

All Articles in Dramatic Literature, Criticism and Theory

Faceted Search

1,050 full-text articles. Page 11 of 41.

Analysis Of A Doll's House, Matthew Gilleran 2023 Belmont University

Analysis Of A Doll's House, Matthew Gilleran

[Archive] Belmont University Research Symposium (BURS)

A Doll’s House by Henrik Ibson is, first and foremost, a play about freedom. I outline how this theme is portrayed in the general plot, the structure of said plot, the language (and imagery within said language), as well as how this theme is portrayed in the characters themselves. This want for freedom ties all the characters together in an uncomfortably spun spider web; none of them can have what they want without taking something from another. Almost every character is aware of this, as well, which makes for a very tense setting within the play. This web of conflict …


Elizabeth Robins Portrays Working Women In Suffragette Literature: A Reflection Through The Lens Of The 2015 Film, Suffragette, Joanne E. Gates 2023 Jacksonville State University

Elizabeth Robins Portrays Working Women In Suffragette Literature: A Reflection Through The Lens Of The 2015 Film, Suffragette, Joanne E. Gates

Presentations, Proceedings & Performances

I place the 2015-released film Suffragette within a context of the efforts Elizabeth Robins made to document and, by witnessing, to advocate, the early phases of the British Women’s Suffrage Movement in England. Robins wrote and participated across margins. An expatriate American living in England, she had no personal advantage to gain with a franchise. In her late forties and in ill health, she took perhaps only "safe" opportunities to thrust herself into the fray. But as Jane Marcus points out, with her research on the play that became Votes for Women, she took efforts to experience how working-class …


A Methodology Of Paradoxes: Investigating Authenticity In The Representation Of Queerness On The Contemporary Stage, Kendall C. Walker 2023 Virginia Commonwealth University

A Methodology Of Paradoxes: Investigating Authenticity In The Representation Of Queerness On The Contemporary Stage, Kendall C. Walker

Theses and Dissertations

In my experience as a queer theatre practitioner, performer, and student, I have always had questions of ownership and authenticity when it comes to LGBTQIA+ narratives on the contemporary theatre stage. The question of: “Who is allowed to tell what story?” and the many complex ideas that this leads to, is what has inspired this thesis and my own pedagogy of intersectionality and inclusivity.

The purpose of this thesis is to investigate the relationship between authenticity and queerness on the contemporary stage in order to develop a methodology for how all theatre practitioners—no matter their identity—can effectively tell queer-identifying stories …


“They Hurt Me Pauley:” Applying Queer Performance Theory Within L.B. Hamilton’S Play A Midnight Clear To Understand Gendered Violence And Prejudice Against Feminine Msm, Skyllar M. Schoening 2023 South Dakota State University

“They Hurt Me Pauley:” Applying Queer Performance Theory Within L.B. Hamilton’S Play A Midnight Clear To Understand Gendered Violence And Prejudice Against Feminine Msm, Skyllar M. Schoening

Schultz-Werth Award Papers

This essay uses the theoretical lens of queer performance theory to analyze L.B. Hamilton’s play, A Midnight Clear, to increase awareness of gendered violence and prejudice against feminine men-seeking-men (MSM). I first contextualize existing literature about sexual assault and the limited research about feminine men regarding sexual violence and assault. Then, I examine the components of queer performance theory, positing a metaphorical equation of combining both queer theory and performance theory to further understand the roots of queer performance theory. In this section, I also suggest the importance of representation and identity within a dramaturgical and theatrical-based lens from both …


การศึกษากระบวนการฝึกฝนการใช้จินตนาการเพื่อสร้างตัวละคร เอ็มม่า ในละครเพลงเรื่อง เทล มี ออน อะ ซันเดย์ โดย แอนดรูว์ ลอยด์ เวบเบอร์ และดอน แบล็ค ในปีค.ศ. 1979, ชนิสรา ศรแผลง 2023 คณะอักษรศาสตร์

การศึกษากระบวนการฝึกฝนการใช้จินตนาการเพื่อสร้างตัวละคร เอ็มม่า ในละครเพลงเรื่อง เทล มี ออน อะ ซันเดย์ โดย แอนดรูว์ ลอยด์ เวบเบอร์ และดอน แบล็ค ในปีค.ศ. 1979, ชนิสรา ศรแผลง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสังเคราะห์กระบวนการฝึกฝนการใช้จินตนาการในการแสดงที่จะสามารถนำไปพัฒนาและสร้างตัวละคร เอ็มม่า ในละครเพลงเรื่อง เทล มี ออน อะ ซันเดย์ (Tell Me on a Sunday) อีกทั้งเพื่อฝึกฝนและพัฒนาทักษะการร้องเพลงเพื่อนำเสนอตัวละคร เอ็มม่า ผ่านบทละครเพลงดังกล่าว โดยผู้วิจัยได้ศึกษาทฤษฎีการแสดง และฝึกซ้อมการแสดงควบคู่กับการฝึกฝนแบบฝึกหัดทางด้านการแสดงเพื่อนำไปพัฒนาและสร้างตัวละคร เอ็มม่า ซึ่งความท้าทายของละครเพลงข้างต้นคือ จะมีเพียง 1 ตัวละคร ที่นำเสนอเรื่องราวบนเวที โดยมีการพูดคุยกับตัวละครอื่นที่ไม่ปรากฏบนเวที ดังนั้นนักแสดงจึงต้องใช้จินตนาการในการแสดงอย่างมากเพื่อทำให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกร่วม และเข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น วิธีการหลักที่ถูกใช้ในการพัฒนาและสร้างตัวละครในงานวิจัยนี้คือมนต์สมมติ (Magic If) โดยคอนสแตนติน สตานิสลาฟสกี (Constantin Stanislavski) ควบคู่ไปกับทฤษฎีการแสดงเกี่ยวกับการใช้จินตนาการ (Imagination) ของ สเตลลา แอดเลอร์ (Stella Adler) ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการจดบันทึก การบันทึกวิดีโอการฝึกซ้อมและการแสดง ซึ่งมีการประเมินผลหลังจากนำเสนอผลงานการแสดงแล้วโดยการเก็บรวบรวมแบบสอบถามจากผู้ชมทั้งหมด 50 ชุด การประเมินการแสดงจากอาจารย์ที่ปรึกษาในรอบก่อนการแสดงจริง และมีการวิเคราะห์จากการพูดคุยจากการเสวนากับผู้ทรงคุณวุฒิหลังจบการแสดง กระบวนที่สังเคราะห์ได้คือการฝึกฝนตามลำดับดังนี้ Magic If, Given Circumstances, Super Objective และการใช้แบบฝึกหัดเข้ามาช่วยพัฒนาระหว่างการฝึกซ้อม ซึ่งผลจากการฝึกฝนตามกระบวนการที่ได้มาทำให้ผู้วิจัยสามารถทำให้ผู้ชมเชื่อในสถานการณ์ของตัวละครได้ ผู้ชมเกิดความรู้สึกร่วมไปกับเหตุการณ์ที่ตัวละครกำลังประสบอยู่ และเห็นพัฒนาการของการเปลี่ยนแปลงของตัวละครเอ็มม่า ในส่วนของผลของการฝึกฝนการร้องเพลงคือผู้วิจัยเกิดความมั่นใจในการร้องเพลงเพื่อที่จะสื่อสารเรื่องราวของตัวละครสู่ผู้ชมมากขึ้น และผู้วิจัยไม่เกิดความกังวลขณะที่กำลังแสดงอยู่เนื่องจากการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอก่อนการแสดงจริง


กระบวนการสอนการแสดงสำหรับนักร้องเพลงไทยลูกกรุงโดยใช้หลักการของลี สตราสเบิร์กและแซนฟอร์ด ไมส์เนอร์, สิริจุฑา รักชาติเจริญ 2023 คณะอักษรศาสตร์

กระบวนการสอนการแสดงสำหรับนักร้องเพลงไทยลูกกรุงโดยใช้หลักการของลี สตราสเบิร์กและแซนฟอร์ด ไมส์เนอร์, สิริจุฑา รักชาติเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เล่มนี้ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับกระบวนการสอนการแสดงสำหรับนักร้องเพลงลูกกรุง โดยใช้หลักการและแบบฝึกหัดลี สตราสเบิร์กและแซนฟอร์ด ไมส์เนอร์มาปรับใช้สำหรับการสอน โดยมีวัตถุประสงค์คือเพื่อค้นหาแนวทางการสอนการแสดงและแบบฝึกหัดทางการแสดงที่เหมาะสมในการถ่ายทอดความรู้สึกผ่านบทเพลงสำหรับนักร้อง และเพื่อให้ผู้วิจัยได้ศึกษากระบวนการสอนการแสดงสำหรับนักร้องอย่างลึกซึ้ง ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินการในฐานะครูสอนการแสดง และได้เลือกศึกษากับผู้เข้ารับวิจัยจำนวน 5 คน โดยมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ 1) เป็นบุคคลกลุ่มเพศใดก็ได้ 2) เป็นผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป 3) เป็นผู้ที่มีพื้นฐานการร้องเพลงอยู่แล้ว 4) เป็นผู้ที่ต้องการพัฒนาศักยภาพของตนเองในด้านถ่ายทอดความรู้สึกผ่านบทเพลง ผู้วิจัยได้ออกแบบแผนการสอนที่เน้นใช้แบบฝึกหัดของลี สตราสเบิร์ก และแซนฟอร์ด ไมส์เนอร์ให้ผู้เข้ารับวิจัยได้ฝึกไว้เป็นหลัก ซึ่งมีระยะเวลาการสอนทั้งหมดจำนวน 12 ครั้ง ครั้งละ 3 ชั่วโมง และเมื่อผู้เข้ารับวิจัยเรียนครบตลอดแผนการสอนแล้วจึงได้จัดคอนเสิร์ตประกอบวิทยานิพนธ์เพื่อแสดงต่อหน้าผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อนำข้อเสนอแนะรวมถึงแบบสอบถามจากผู้ชมมาประเมินผล ผลการวิจัยพบว่าแบบฝึกหัดและหลักการของทั้งลี สตราสเบิร์กและแซนฟอร์ด ไมส์เนอร์ ที่ผู้วิจัยนำสอนสามารถใช้พัฒนาผู้เข้ารับวิจัยได้เป็นอย่างดี ซึ่งผู้วิจัยค้นพบว่าหลักการของลีสตราสเบิร์กในเรื่องของการสร้างความจริงจากภายในโดยใช้จิตนาการแห่งการรื้อฟื้นความทรงจำในอดีตนั้น สามารถทำให้ผู้เข้ารับการวิจัยสามารถถ่ายทอดและสื่อสารความรู้สึกออกมาได้อย่างจริงใจได้จริง รวมถึงแบบฝึกหัดการพูดซ้ำ (Repetition) ในหลักการของแซนฟอร์ด ไมส์เนอร์ที่เน้นให้ผู้เข้ารับวิจัยอยู่กับมีสติปัจจุบันขณะแม้อยู่ภายใต้สถานการณ์สมมตินั้นก็สามารถทำให้ผู้เข้ารับวิจัยอยู่กับปัจจุบันขณะ (Moment) ได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาเสถียรภาพการอยู่กับปัจจุบันขณะให้มั่นคงจนสามารถนำสามารถมาใช้ได้เป็นเองโดยอัตโนมัติ การทำวิจัยครั้งนี้ทำให้ผู้วิจัยค้นพบการที่จะช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้นแบบฝึกหัดอย่างเดียวอาจจะไม่พอ จะต้องขึ้นอยู่กับความตั้งใจของผู้เรียนเองเพราะพลังแห่งความตั้งใจนี้จะส่งผลให้ผู้เรียนไม่ทำอะไรอย่างครึ่งๆ กลางๆ และสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างก้าวกระโดด อีกประการหนึ่งคือทักษะด้านการร้องเพลงของผู้เรียนเอง ผู้เรียนควรมีทักษะการร้องที่ดีอยู่แล้วจึงจะต่อยอดทักษะทางด้านนี้ต่อไปได้ เพราะหากยังพะวงเกี่ยวกับการร้องเพลงของตนเองอยู่ จะส่งผลทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่าสมาธิผิดที่ได้โดยง่าย นอกจากนี้ครูผู้สอนจำเป็นจะต้องมีความรู้ทางด้านการแสดงที่แม่นยำเพื่อที่จะได้ฝึกผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพอันนำไปสู่การพัฒนาอย่างสูงสุด


Women Play Football Too: Feminist Theory And Uk Football, Mikayla Kummer 2023 Arcadia University

Women Play Football Too: Feminist Theory And Uk Football, Mikayla Kummer

Capstone Showcase

Women's Football in the UK has constantly overshadowed by Men's Football and with the popularity of social media it may have complicated the issue. The way women have been treated in the media has always been different to how men were treated. Gender can be considered a performance and how women are treated by the press demands a performance from them. Through Offside, a play by Hollie Poetry and Sabrina Mahfouz, this essay explores the relationship between feminist theory, women's football and social media. Women athletes have consistently been asked about their personal lives, bodies, relationships and anything besides the …


Re-Imagining Rehearsals: A Survey Of Improvisational Principles And Practices That Foster Ethical Caring, Michael McNamara 2023 Rollins College

Re-Imagining Rehearsals: A Survey Of Improvisational Principles And Practices That Foster Ethical Caring, Michael Mcnamara

Honors Program Theses

Theatre has the potential to champion important ideas and compel audiences to reject mistreatment or injustice. Unfortunately, the history of theatre illustrates an industry that has struggled to embody the values it espouses onstage in its offstage practices. While theatre brings together all types of artists from a diversity of backgrounds, it sometimes fails to guarantee those artists a healthy space to collaborate within. Specifically, I analyze the relationship between a director and their actors during the rehearsal process, and how the power disparity of that relationship has led to actors’ safety being disregarded, their boundaries being violated, and their …


Emergent Trends Of Contemporary Dramatic Recontextualization: An Exploration Utilizing Eugene O'Neill's Mourning Becomes Electra, Cameron M. Nickel 2023 Virginia Commonwealth University

Emergent Trends Of Contemporary Dramatic Recontextualization: An Exploration Utilizing Eugene O'Neill's Mourning Becomes Electra, Cameron M. Nickel

Theses and Dissertations

The art of adaptation in the realm of drama has undergone an easily recognizable evolution in the past couple of decades, from the work of Sarah Ruhl to Branden Jacobs-Jenkins. This evolution has opened doors to an altogether new form of adaptation in the theatre: dramatic recontextualization. While the two forms are built upon a foundation of shared aspects, there are certain observable and quantifiable delineations between the two artistic forms. As this trend continues to grow exponentially in the world of theatre, it is important to further research the origins and methodologies of contemporary dramatic recontextualization, both to provide …


Inhumanity Restored: Digital Play & Poetic Drama, Ali Emir Dağlar 2023 Dartmouth College

Inhumanity Restored: Digital Play & Poetic Drama, Ali Emir Dağlar

Comparative Literature M.A. Essays

This essay addresses the relationship of digital games to absurdism through a comparison of the 2011 video game Dark Souls with Samuel Beckett’s absurdist play Waiting for Godot. Staked in this comparison is the rhetoric not only of Dark Souls but of the contemporary digital game as a medium; establishing an analogy that speaks to the broader genealogy of modern media, my argument implicates the underemphasized yet critically meaningful kinship of computer games and poetic theater. I argue that understanding the digital game vis-a-vis absurdism means explicating how the 20th century stage, particularly that of Beckett, prefigures contemporary digital worlds …


การสร้างแนวคิดใหม่ให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองภาพยนตร์ดิจิทัล : การใช้วิถีนิเวศวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาแผนยุทธศาสตร์การเป็นเมืองภาพยนตร์ที่ยั่งยืน, เทพฤทธิ์ มณีกุล 2023 คณะอักษรศาสตร์

การสร้างแนวคิดใหม่ให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองภาพยนตร์ดิจิทัล : การใช้วิถีนิเวศวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาแผนยุทธศาสตร์การเป็นเมืองภาพยนตร์ที่ยั่งยืน, เทพฤทธิ์ มณีกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ได้ดำเนินการในสามส่วนหลัก ๆ ได้แก่ การวิเคราะห์กิจกรรมต่าง ๆ ในการผลิตภาพยนตร์ในจังหวัดเชียงใหม่ในฐานะระบบนิเวศทางวัฒนธรรม โดยการวิเคราะห์อุตสาหกรรมภาพยนตร์และโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดเชียงใหม่ในฐานะระบบวัฒนธรรมที่พึ่งพาอาศัยกันของผู้คนที่เชื่อมโยงกับองค์กร สถาบัน ธุรกิจ ระบบเทคโนโลยี และปฏิบัติการเชิงสร้างสรรค์ในการผลิตภาพยนตร์ดิจิทัล ส่วนต่อมา คือ การรวบรวมข้อมูลและประเมินทรรศนะของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบนิเวศทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับสภาพการณ์ปัจจุบัน ปัญหาสำคัญ และความต้องการในอนาคต เพื่อรักษาและเสริมสร้างระบบในงานด้านภาพยนตร์ดิจิทัลของจังหวัดเชียงใหม่ และส่วนสุดท้าย คือ การออกแบบแผนยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาและปรับปรุงระบบนิเวศของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ดิจิทัลของจังหวัดเชียงใหม่ตามวิถีของความยั่งยืน แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวนี้ได้ระบุถึงโอกาสสำหรับจังหวัดเชียงใหม่ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรบุคคลในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ดิจิทัลผ่านการดำเนินการสองระยะ ได้แก่ ระยะแรกเป็นการมุ่งเน้นและเสริมจุดแข็งเพื่อการเป็น “เมืองที่เป็นมิตรกับภาพยนตร์” ผ่านการจัดงานและกิจกรรมต่าง ๆ และระยะหลังเป็นการพัฒนาคุณลักษณะเฉพาะของระบบนิเวศในงานด้านภาพยนตร์ดิจิทัลของจังหวัดเชียงใหม่ไปสู่ความเป็นเมืองภาพยนตร์ที่ยั่งยืนผ่านโครงการและแผนงานที่มีขนาดใหญ่ขึ้นผู้วิจัยได้ใช้วิธีดำเนินการวิจัยแบบผสานวิธี คือใช้ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนในท้องถิ่น การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลจากหนังสือ วารสาร เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องผลการศึกษาพบว่า คุณลักษณะเฉพาะของระบบนิเวศของจังหวัดเชียงใหม่ที่ส่งผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ดิจิทัล และนับเป็นจุดแข็งที่ชัดเจน ได้แก่ ทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้และความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะบุคลากรที่มีมากขึ้นในอุตสาหกรรมนี้ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ และรองลงมาคือสภาพการณ์ปัจจุบันของพื้นที่ซึ่งมีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนจังหวัดอื่น ๆ ทั้งด้านคุณภาพชีวิต โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่ทันสมัย ความพร้อมในธุรกิจภาพยนตร์ดิจิทัล สถานที่ถ่ายทำที่หลากหลาย และเครือข่ายระดับนานาชาติ อีกทั้งประชาชนในท้องถิ่นยังมีความต้องการให้มุ่งเน้นการพัฒนาคนรวมถึงการสร้างเสริมโอกาสงานเป็นอันดับแรก เพื่อให้คนเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาในมิติอื่น ๆ ต่อไปส่วนประเด็นสำคัญในการสร้างแผนยุทธศาสตร์นี้มี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การกำหนดแนวทางแผนปฏิบัติการเร่งรัดสำหรับการจัดกิจกรรมทางภาพยนตร์ในพื้นที่เพื่อสร้างความตื่นตัวและการมีส่วนร่วมภาคประชาชนให้แก่ผู้คนในท้องถิ่นตามวิถีนิเวศวัฒนธรรม 2) การจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะ องค์กร หรือเครือข่ายขึ้นเพื่อดูแลรับผิดชอบงานด้านภาพยนตร์ในพื้นที่ ตลอดจนการอัปเดตข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง 3) ความสอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัดและเชื่อมต่อกับนโยบายภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยอาศัยโอกาสในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลและโครงสร้างพื้นฐานของพื้นที่จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมไมซ์ ซึ่งสามารถช่วยสร้างเสริมอัตลักษณ์ของจังหวัดเชียงใหม่ให้มีเสน่ห์และความโดดเด่นยิ่งขึ้นในฐานะ “เมืองที่เป็นมิตรกับภาพยนตร์” ด้วยระบบนิเวศทางวัฒนธรรมที่สร้างสรรค์สำหรับงานด้านภาพยนตร์ดิจิทัลดังนั้น ผู้วิจัยจึงได้กำหนดประเด็นพัฒนาในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ดิจิทัลจังหวัดเชียงใหม่ตามวิถีนิเวศวัฒนธรรมไว้ 4 ด้านด้วยกัน ได้แก่ ด้านศักยภาพของคน ศักยภาพของพื้นที่ การจัดการ และการมีส่วนร่วม โดยมีเป้าหมายในระยะสั้นไปสู่การเป็นเมืองที่เป็นมิตรกับภาพยนตร์ และปูทางไปสู่เป้าหมายระยะยาวในการเป็นเมืองภาพยนตร์ที่ยั่งยืนต่อไป


การสร้างสรรค์ละครแบบร่วมสร้างเพื่อพัฒนาความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตนเอง: กรณีศึกษาเรื่องเงือกในวรรณกรรมและสื่อหลากมิติ, วรเชษฐ์ มูฮัมหมัดสอิ๊ด 2023 คณะอักษรศาสตร์

การสร้างสรรค์ละครแบบร่วมสร้างเพื่อพัฒนาความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตนเอง: กรณีศึกษาเรื่องเงือกในวรรณกรรมและสื่อหลากมิติ, วรเชษฐ์ มูฮัมหมัดสอิ๊ด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิจัยเชิงสร้างสรรค์เน้นการค้นคว้าปฏิบัติการทางศิลปะ​ ผ่านการทำละครแบบร่วมสร้างที่เกี่ยวข้องกับ “ภาวะเงือก” ​หรือ​ภาวะครึ่ง ๆ ​กลาง ๆ ของร่างกาย​เงือก งานวิจัยจึงได้ศึกษาตัวละครเงือก​ซึ่งเป็นตัวละครครึ่งคนครึ่งปลาในวรรณกรรมหลายเรื่องและสื่อต่างรูปแบบ​ จากนั้นตีความและเทียบเคียง กับสภาวะทางจิตใจของผู้ใหญ่วัยเริ่ม ที่ขาดความมั่นใจและการเห็นคุณค่าในตนเอง เพราะเติบโตในสังคมที่มีค่านิยมที่แตกต่าง จากสิ่งที่เป็นทั้งในชาติพันธุ์​ เพศสภาพ และวิถีชีวิตจากความเข้าใจเบื้องต้นผู้วิจัยได้คัดเลือกผู้มีส่วนร่วมในกระบวนการละคร​ 3 คน เพื่อพัฒนาละครร่วมสร้าง​เรื่อง “ภาวะเงือก” ขึ้นจากการรวบรวมผู้วิจัยเรียนรู้ว่าตัวละครเงือก​เป็นตัวอย่างของการเปิดโอกาสให้ตนเองได้ทำตามความปรารถนาหรือความฝัน ผู้วิจัยคาดหวังว่าการสร้างสรรค์และนำเสนอละครเวทีเรื่อง“ภาวะเงือก” จะทำให้ผู้วิจัยและผู้มีส่วนร่วมในละครร่วมสร้างที่สนใจในตัวละครเงือก​และสภาวะครึ่ง ๆ กลาง ๆ ของตัวละคร​ ได้พัฒนาความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตนเองได้ ทั้งในด้านศักยภาพการแสดง และการใช้ชีวิตงานวิจัยเชิงสร้างสรรค์นี้เป็นการค้นคว้าเชิงปฏิบัติการ ด้วยกระบวนการฝึกซ้อมละครร่วมสร้าง โดยผู้วิจัยร่วมสร้างผลงานในฐานะกระบวนกร และผู้มีส่วนร่วมในฐานะนักแสดง ผลการวิจัยพบว่า​ การได้พัฒนาละครในพื้นที่สร้างสรรค์​ ช่วยให้ผู้วิจัยและผู้มีส่วนร่วม​ รวมถึงทีมงานเบื้องหลัง เกิดความความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตนเอง จากการที่ได้แลกเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิด​ แบ่งปันประสบการณ์​​ ร่วมแสดงผลงาน​ และร่วมสะท้อนทัศนะ ในระหว่างกระบวนการสร้างสรรค์ละครร่วมสร้างกระบวนการพัฒนาละครร่วมสร้างในครั้งนี้ มุ่งเน้นที่การเคารพความแตกต่าง การแสดงความคิดเห็น ทัศนคติ และประสบการณ์ของผู้มีส่วนร่วม สนับสนุนการร่วมแรงร่วมใจในการพัฒนาผลงานการแสดงให้เกิดขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ร่วมกันได้ ผู้วิจัยและผู้มีส่วนร่วมจึง สามารถสร้างความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตนเองได้จากการร่วมงานกันในครั้งนี้ กระบวนการละครร่วมสร้างนี้สามารถประยุกต์ใช้กับประเด็นที่น่าสนใจอื่น ๆ รวมถึงประเด็นทางสังคมต่าง ๆ เพื่อพัฒนาให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีในอนาคตต่อไป


การสร้างสรรค์การแสดงลำหมู่ร่วมสมัยเรื่อง นางไอ่, พชญ อัคพราหมณ์ 2023 คณะอักษรศาสตร์

การสร้างสรรค์การแสดงลำหมู่ร่วมสมัยเรื่อง นางไอ่, พชญ อัคพราหมณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเน้นปฏิบัติการสร้างการแสดงลำหมู่ในรูปแบบร่วมสมัย ซึ่งลำหมู่เป็นการแสดงหมอลำประเภทหนึ่งในภาคอีสานของประเทศไทย และในประชาชนลาว เป็นมหรสพประชานิยม หรือหมอลำกระแสหลัก ที่มุ่งนำเสนอความยิ่งใหญ่อลังการของเวที ฉาก แสง สี เสียง และโชว์ต่าง ๆ ที่มีความทันสมัย ในขณะที่ การแสดงลำหมู่แบบดั้งเดิมมีแนวโน้มที่ผู้ชมจะให้ความสนใจลดน้อยลง เพราะการฟังเรื่องราว ไม่เป็นที่นิยมเหมือนในอดีต ผู้วิจัยเห็นว่า แก่นสำคัญของการแสดงลำหมู่ คือ เรื่องราว กลอนลำ การลำ และการแสดง เป็นคุณค่าหลักของการแสดงประเภทนี้ จึงสนใจที่จะหากลวิธีสร้างการแสดงลำหมู่ร่วมสมัย ที่สามารถสื่อสารความคิดทั้งด้านคติธรรม และวิถีชีวิตจากวรรณกรรมอีสานเรื่อง ผาแดง-นางไอ่ รวมถึง รูปแบบการนำเสนอที่เหมาะสมกับผู้ชมอีสานรุ่นใหม่ โดยใช้แนวทางของละครดีไวซ์ เป็นเครื่องมือทำงานแบบร่วมสร้างกับศิลปินมือสมัครเล่นที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับหมอลำ และใช้องค์ประกอบของการแสดงลำหมู่ผสานกับศิลปะการละครตะวันตกสมัยใหม่ ผ่านกระบวนการวิจัยปฏิบัติการ ผลการวิจัยพบว่า วิจัยในลักษณะ ‘ปฏิบัติ-นำ-วิจัย’ และการบูรณาการศาสตร์ภายใต้แนวทางละครดีไวซ์ นำไปสู่กระบวนการทดลองสร้าง และลงมือค้นหาวิธีสร้างการแสดงที่มุ่งตอบโจทย์วิจัยเป็นหลัก จนเกิดเป็นการแสดงลำหมู่ร่วมสมัยแนวทางใหม่ 2 รูปแบบ ได้แก่ 1. หมอลำอินเธียเตอร์ และ 2. หมอลำลูกผสม โดยทั้งสองรูปแบบให้ความสำคัญกับแก่นของการแสดงลำหมู่ ซึ่งมีวิธีการเล่าเรื่อง และรูปแบบ การนำเสนอที่เน้นการสื่อสารความคิดจากเรื่องเดิมไปยังผู้ชม กลอนลำที่สื่อสารเรื่องราว และการกระทำตัวละคร การลำที่สัมพันธ์ความรู้สึกภายในของผู้แสดง การแสดง (acting) ที่มุ่งเสนอความสมจริง และเป็นธรรมชาติ รวมถึง การใช้ลีลาร่วมสมัยที่เน้นสื่อสารเรื่องราวแทนการเต้น และภาพอลังการของมหรสพประชานิยม ผ่านกระบวนการทำงานที่ใช้หลักการกำกับการแสดงในการตีความเรื่อง โดยเชื่อมโยงกับ แก่นความคิด และสื่อสารผ่านองค์ประกอบต่าง ๆ บนเวที การแสดงทั้ง 2 รูปแบบ สามารถเข้าถึง กลุ่มผู้ชมกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักศึกษา และคนอีสานรุ่นใหม่ ตลอดจนเป็นการสร้างพื้นที่การแสดงหมอลำแนวใหม่ เพื่อขยายมิติของศิลปะการแสดงหมอลำให้มีความหลากหลาย และเป็นทางเลือกใหม่ของผู้ชม ที่สนใจศิลปะการแสดงหมอลำ


การสร้างสรรค์ละครร่วมสมัยจากบทคำพรัดโนรา, สายฝน ไฝเส้ง 2023 คณะอักษรศาสตร์

การสร้างสรรค์ละครร่วมสมัยจากบทคำพรัดโนรา, สายฝน ไฝเส้ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายในการศึกษา เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์บทร้องคำพรัดโนรา ถอดองค์ความรู้และหาแก่นสาระหลักคำสอนอันเป็นหลักปฏิบัติที่โนรายึดถือในการดำเนินชีวิต และออกแบบและสร้างสรรค์ละครร่วมสมัยเพื่อสื่อสารหลักคำสอนที่แฝงฝังอยู่ในวิถีของโนรา อันมีความโดดเด่นในเรื่องการให้คติสอนใจ คุณธรรมจริยธรรม หลักการใช้ชีวิตตามแบบฉบับของโนรา ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสร้างสรรค์ทางศิลปะการแสดงที่เน้นการลงมือปฏิบัติ (Practice as Research) ด้วยกระบวนการละครแบบร่วมสร้างเป็นส่วนสำคัญ โดยเก็บข้อมูลจากผู้มีส่วนร่วมซึ่งเป็นนิสิตสาขาวิชาศิลปะการแสดง มีกระบวนการสร้างงานแบ่งออกเป็น 5 ระยะ คือ การพัฒนาประเด็น พัฒนาเรื่อง/บท พัฒนาการแสดง และนำเสนอผลงาน เพื่อนำเสนอแก่นสาระหลักของเรื่องคือ ความกตัญญู นำเสนอในรูปแบบละครลูกผสม (Hybrid Performance) ขนาดสั้นจำนวน 3 เรื่อง คือ บ้าน ครู และธรรมชาติ ใช้โครงสร้างการเล่นคำพรัดโนราแบบวิถีเดิมผสมผสานกับการเล่าเรื่องในวิถีใหม่ มาถ่ายทอดในมุมมองของความเป็นปัจจุบัน ผ่านประสบการณ์ ภูมิรู้ และทักษะของนักแสดง ด้วยการตีความใหม่ที่มีความลึกซึ้ง สร้างวิถีคิดใหม่ ที่มีความสัมพันธ์กันระหว่างนักแสดงกับผู้ชม ในลักษณะของละครเล่าเรื่องผสมผสานการรำ การร้อง แบบโนรา ใช้องค์ประกอบของดนตรีเพื่อเชื่อมการเปลี่ยนเรื่อง มีกลุ่มผู้ชมเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ในจังหวัดสงขลา ทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินด้วยการสนทนากลุ่ม จากการศึกษาพบว่า เนื้อหาและรูปแบบของการแสดงมีความสอดคล้องและสัมพันธ์กับบริบทในปัจจุบัน ทำให้ผู้ชมเกิดการเรียนรู้เรื่องราวของโนราที่มาจากบทคำพรัดได้ง่ายขึ้น ด้วยวิธีการเล่าที่สั้นและกระชับ ผสมผสานกับการนำองค์ประกอบของการแสดงโนรา ทั้งท่ารำ การร้องบท และดนตรี ทำให้ชวนติดตาม และในขณะเดียวกันละครก็สามารถสื่อสารแก่นเรื่องความกตัญญูได้ถึงแม้จะถูกนำเสนอผ่านการสร้างความหมายใหม่ก็ตาม นอกจากนี้ การนำบทคำพรัดมาวิเคราะห์ สังเคราะห์อีกครั้งเป็นกระบวนการหนึ่งที่จะยังทำให้บทคำพรัดยังมีการใช้-ดำรงอยู่ ทำซ้ำและขยายความเข้าใจในวงกว้าง เกิดการตีความ เรียนรู้ความหมายที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่


การสร้างสรรค์บทละครเวทีประเภทกอธิกเพื่อนำเสนอประเด็นอคติทางเพศที่มีต่อความสัมพันธ์แบบหญิงรักหญิง, อภิสรา ชั้วทอง 2023 คณะอักษรศาสตร์

การสร้างสรรค์บทละครเวทีประเภทกอธิกเพื่อนำเสนอประเด็นอคติทางเพศที่มีต่อความสัมพันธ์แบบหญิงรักหญิง, อภิสรา ชั้วทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการเขียนบทละครหญิงรักหญิงและศึกษาการสร้างสรรค์บทละครประเภทกอธิก (gothic) ที่นำเสนอประเด็นอคติทางเพศที่มีต่อหญิงรักหญิง ผู้วิจัยใช้แนวคิดองค์ประกอบวรรณกรรมกอธิกของ โรเบิร์ต แฮร์ริส (Robert Harris) เป็นแนวคิดหลักในการสร้างสรรค์บทละคร เนื่องจากผู้วิจัยต้องการนำเสนอประเด็นอคติทางเพศผ่านสัญญะความเป็น ‘ผี’ และ ‘การหลอกหลอน’ โดยกระบวนการเขียนบทละครนั้นผู้วิจัยตั้งต้นจากการศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาอคติทางเพศที่หญิงรักหญิงประสบในชีวิตประจำวันทั้งอดีตและปัจจุบันในการกำหนดแก่นเรื่อง (theme) จากนั้นผู้วิจัยจึงสร้างบทละครเรื่อง ใครในบ้าน โดยแบ่งตัวเรื่องออกเป็นสองเส้นเรื่อง เส้นเรื่องหลักนำเสนอความรักของหญิงรักหญิงในปัจจุบัน ส่วนเส้นเรื่องรองนำเสนอเรื่องราวความรักของหญิงรักหญิงในอดีตที่กลายเป็นโศกนาฎกรรม ซึ่งผู้วิจัยใช้วิธีการเชื่อมสองเส้นเรื่องนี้ด้วยสิ่งของสำคัญที่ปรากฎในอดีตและยังคงอยู่มาจนปัจจุบันเพื่อแสดงให้เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นยังคงมีอยู่ แม้ว่าในปัจจุบันปัญหาที่หญิงรักหญิงประสบจะไม่ร้ายแรงเท่าในอดีตแต่อคติที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นยังไม่หายไปและยังสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้ที่เป็นหญิงรักหญิงอยู่ บทละครเรื่องนี้ได้ถูกนำไปจัดแสดงและเก็บข้อมูลผู้ชมผ่านแบบสอบถาม ผลการศึกษาพบว่า บทละครสามารถสื่อสารประเด็นความรักของหญิงรักหญิงและอคติทางเพศกับผู้ชมได้ แต่สัญญะความเป็น ‘ผี’ ที่ผู้วิจัยต้องการสื่อสารถึงอคติทางเพศนั้นยังไม่สามารถสื่อถึงผู้ชมได้อย่างชัดเจน อันเนื่องมาจากกลวิธีในการสื่อสารบทสนทนาต่าง ๆ ผ่านตัวละครนั้น ผู้วิจัยยังนำเสนอด้วยน้ำเสียงที่ประนีประนอมเกินไป ตัวละครเอกของเรื่องควรเจอสภาวะเจ็บปวดมากกว่านี้เพื่อสื่อเรื่องของอคติทางเพศซึ่งเป็นเรื่องที่จริงจังและเจ็บปวดของหญิงรักหญิง และองค์ประกอบศิลป์เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากในการช่วยนำเสนอความเป็นกอธิกและช่วยให้ประเด็นที่ต้องการนำเสนอชัดเจนขึ้น


New Approaches For Classical Theatre Performance Through The Application Of The Principles Of No.60 :A Case Study Of August Strinderg’S Miss Julie (1888), Sarinya Inger Olsson 2023 Faculty of Arts

New Approaches For Classical Theatre Performance Through The Application Of The Principles Of No.60 :A Case Study Of August Strinderg’S Miss Julie (1888), Sarinya Inger Olsson

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objective of this study is to examine the practical application of the principle of No.60 in acting techniques to effectively embody and portray the intricate nature of the character Miss Julie. The researcher's identified issue in their acting practice is the lack of freedom in utilizing their body to convey the character's emotions during performances, leading to a sense of internal conflict that hinders their expressive abilities. Consequently, the researcher tends to rely more on their upper body rather than fully utilizing their entire physique while performing. The researcher believes that the principles of No.60 can significantly enhance their …


การใช้เทคนิคของ อูทา ฮาเก็น และ รูดอล์ฟ ฟอน ลาบานในการพัฒนาทักษะการแสดงละครสุขนาฏกรรม : กรณีศึกษาตัวละครผู้หญิงในเรื่อง ลาฟฟิ่ง ไวลด์ ของ คริสโตเฟอร์ ดูแรงต์ (1987), ชญาณี วรพงศ์พินิจ 2023 คณะอักษรศาสตร์

การใช้เทคนิคของ อูทา ฮาเก็น และ รูดอล์ฟ ฟอน ลาบานในการพัฒนาทักษะการแสดงละครสุขนาฏกรรม : กรณีศึกษาตัวละครผู้หญิงในเรื่อง ลาฟฟิ่ง ไวลด์ ของ คริสโตเฟอร์ ดูแรงต์ (1987), ชญาณี วรพงศ์พินิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสังเคราะห์เทคนิคของ อูทา ฮาเก็น และ รูดอล์ฟ ฟอน ลาบาน เพื่อนำมาใช้พัฒนาทักษะการแสดงละครสุขนาฏกรรมผ่านตัวละครผู้หญิง ในบทละครเรื่อง ลาฟฟิ่ง ไวลด์ (Laughing Wild) เนื่องจากผู้วิจัยยังมีประสบการณ์ด้านการแสดงละครสุขนาฏกรรมไม่มาก ทำให้ประสบปัญหาในการแสดง 2 ประการ คือ 1) มีความเชื่อในแบบตัวละครที่ไม่มากพอ และ 2) มักใช้ร่างกายในรูปแบบเดิม ทำให้ไม่สามารถสวมบทบาทเป็นตัวละครและถ่ายทอดออกมาได้อย่างเต็มที่ โดยมีสมมติฐานว่าเมื่อนำเทคนิคการแสดงของอูทา ฮาเก็น และรูดอล์ฟ ฟอน ลาบาน มาใช้ในการแสดงละครสุขนาฏกรรมเรื่อง ลาฟฟิ่ง ไวลด์ ผ่านตัวละครผู้หญิงจะทำให้นักแสดงมีความเชื่อในแบบตัวละครมากพอจนสามารถถ่ายทอดตัวละครผ่านร่างกายและสามารถหาพฤติกรรมของตัวละครได้ ผู้วิจัยทดลองนำ 2 เทคนิคนี้มาใช้ในงานวิจัยแบ่งเป็น 3 กระบวนการ คือ 1) วิเคราะห์บทละครและตัวละคร 2) กระบวนการซ้อม และ 3) นำเสนอผลวิจัยผ่านการจัดแสดง โดยเลือกวิธีเก็บผลวิจัย ดังนี้ จดบันทึกการทำงานของผู้วิจัย บันทึกวิดีโอฝึกซ้อมบางช่วง บันทึกวิดีโอวันแสดงจริง แบบสอบถามผู้ชม การประเมินจากผู้กำกับและผู้เชี่ยวชาญด้านการแสดง ผลการวิจัยพบว่าเทคนิคของฮาเก็นและลาบานเป็นเทคนิคที่ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อนักแสดงสามารถผ่อนคลายและปล่อยวางอันเป็นพื้นฐานของนักแสดงได้แล้ว การฝึกฝนเทคนิคของฮาเก็นจะช่วยทำให้นักแสดงมีความเชื่อในแบบตัวละครที่แข็งแรงมากพอจนนำไปสู่ความต้องการของตัวละครได้และการฝึกฝนเทคนิคของลาบานจะช่วยให้นักแสดงสามารถเชื่อมโยงความรู้สึกภายในของตัวละครกับการเคลื่อนไหวร่างกายภายนอกให้เป็นหนึ่งเดียวกันจนสามารถถ่ายทอดพฤติกรรมของตัวละครได้


การพัฒนาทักษะด้านความเชื่อและจินตนาการของนักแสดง: กรณีศึกษา แมรี่ แอนน์ ในบทละครเรื่อง ฤกษ์รัก ของ นิค เพย์น, ธัญวรัตน์ แสงสุวรรณ์ 2023 คณะอักษรศาสตร์

การพัฒนาทักษะด้านความเชื่อและจินตนาการของนักแสดง: กรณีศึกษา แมรี่ แอนน์ ในบทละครเรื่อง ฤกษ์รัก ของ นิค เพย์น, ธัญวรัตน์ แสงสุวรรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษา “การพัฒนาทักษะด้านความเชื่อและจินตนาการของนักแสดง: กรณีศึกษา แมรี่แอนน์ ในบทละคร เรื่อง ฤกษ์รัก ของ นิค เพย์น” เป็นการศึกษาหลักการแสดงที่ใช้พัฒนาทักษะการแสดงทางด้านความเชื่อ และจินตนาการแก่นักแสดง เพื่อเข้าถึงบทบาทการแสดงมากขึ้น ผู้วิจัยตั้งสมมติฐานว่า การฝึกทักษะด้านความเชื่อและจินตนาการจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการแสดง ทำให้นักแสดงเข้าถึงบทบาทของตัวละคร แมรี่แอนน์ ในบทละครเรื่อง ฤกษ์รัก ได้อย่างลึกซึ้ง ผู้วิจัยวิเคราะห์และตีความบทบาทของตัวละคร โดยฝึกซ้อมผ่านแบบฝึกหัดการแสดง ได้แก่ มนต์สมมติ ของคอนสแตนตินสตานิสลาฟสกี เทคนิคการแสดงของไมเคิล เชคอฟ และการด้นสด ผู้วิจัยใช้วิธีสังเกตพัฒนาการแสดงของตนเองผ่านการบันทึกวีดิทัศน์ทั้งช่วงซ้อม และช่วงแสดง ประกอบกับจดบันทึกในตารางฝึกซ้อม และเก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม สำรวจความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญสาขาการแสดงละคร รวมถึงประสบการณ์และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวผู้วิจัยเมื่อได้ทดลองแบบฝึกหัดดังกล่าว ผลการวิจัยจากแบบสอบถามของผู้ชมการแสดง จำนวน 65 คน พบว่า ผู้ชมเข้าใจตัวละคร ผู้วิจัยเข้าถึงเงื่อนไขของตัวละคร สามารถส่งความเชื่อและจินตนาการไปถึงผู้ชม ผู้ชมให้ค่าเฉลี่ยที่ 3.98 แสดงให้เห็นว่าแบบฝึกหัดหลักที่นำมาใช้มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้นักแสดงเกิดความเชื่อและจินตนาการ ผลจากการฝึกทักษะเชิงปฏิบัติการ พบว่า มนต์สมมติ เป็นกลวิธีที่สามารถช่วยให้นักแสดงเข้าถึงบทบาทของตัวละครมากที่สุด เมื่อใช้ร่วมกับการด้นสด และเทคนิคของการแสดงของเชคอฟ ช่วยให้นักแสดงถ่ายทอดการแสดงออกมาได้อย่างลึกซึ้ง


การพัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระกับการเสริมสร้างทักษะพลังแห่งการฟื้นตัวของวัยรุ่น, พิชญ์ไกร ไชยเดช 2023 คณะอักษรศาสตร์

การพัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระกับการเสริมสร้างทักษะพลังแห่งการฟื้นตัวของวัยรุ่น, พิชญ์ไกร ไชยเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ: (1) เพื่อพัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระโดยผสมผสานศาสตร์ศิลปะการละคร ศิลปะการแสดงเข้ากับศาสตร์การสอนเชิงบรรยาย และ (2) เพื่อเสริมสร้างทักษะพลังแห่งการฟื้นตัวของวัยรุ่น ณ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 2 จังหวัดราชบุรี ผู้เข้าร่วมจำนวน 46 คน ประเมินผลการเปลี่ยนแปลงทักษะพลังแห่งการฟื้นตัว ตามกระบวนการวิจัยกึ่งทดลอง แบบ Single-Group Pretest-Posttest Design ด้วยแบบประเมินความเข้มแข็งทางจิตใจในเด็ก Resilience Scale (RS - 48, 13 - 18 years) การพัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระฯ ครั้งนี้ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ (1) วิเคราะห์บริบทของกลุ่มเป้าหมาย (2) พัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระในฐานะเครื่องมือ (3) ทดสอบรูปแบบการแสดงสื่อสาระ (4) พัฒนาบทแสดงสื่อสาระฉบับสมบูรณ์ และ (5) กำหนดแผนงานและนำสู่การปฏิบัติ บทการแสดงออกแบบด้วยแนวทางบูรณาการโครงสร้างละครแบบ 3 องก์ ดำเนินเรื่องด้วยแนวคิดละครโศกนาฎกรรมร่วมกับการตั้งคำถามและสร้างบทสนทนาเพื่อการสืบค้นตามทฤษฎีพัฒนาการจิตสังคมและวิกฤตแห่งตัวตน ผนวกแนวคิดการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง กำหนดเป็นโปรแกรมการแสดงสื่อสาระ 4 ครั้ง (ครั้งละ 3 ชั่วโมง) รวม 12 ชั่วโมง ผลการวิจัย พบว่า หลังโปรแกรมการแสดงเสร็จสิ้นลงทักษะพลังแห่งการฟื้นตัวของวัยรุ่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (คะแนนมาตรฐาน 7.73) เมื่อประเมินด้วยแบบประเมินความเข้มแข็งทางใจในเด็ก (Resilience Scale – RS-48) และเมื่อวิเคราะห์ตามองค์ประกอบ พบว่า ความสามารถทางสังคม ความสามารถในการแก้ไขปัญหา และความสามารถในการตั้งจุดมุ่งหมายในชีวิต มีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ยกเว้น ความสามารถในการดูแลและความคุมตัวเอง ที่มีทิศทางเพิ่มขึ้นเพียงเล็นน้อย แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ การแสดงสื่อสาระฯ สามารถลดสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างที่มีทักษะแห่งการฟื้นตัวในระดับต่ำจาก ร้อยละ 13.04 เป็นร้อยละ 4.35 และลดสัดส่วนระดับปานกลางจากร้อยละ 86.96 เป็น ร้อยละ 71.74 ขณะเดียวกัน การแสดงสื่อสาระฯสามารถเพิ่มสัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างที่มีทักษะแห่งการฟื้นตัวในระดับสูง จากที่ไม่ปรากฏในการประเมินก่อนแสดง เป็นร้อยละ 23.91% …


การใช้มาส์ก เทคนิค ของ ฌาค เลอคอก เพื่อพัฒนาความสามารถของนักแสดงเพื่อเข้าสู่การเป็นตัวละคร : กรณีศึกษา เดนีซ ซาเวจ ในบทละครเรื่อง ซาเวจ อิน ลิมโบ ของ จอห์น แพทริค แชนลีย์, ภรินทร์ลดา อาภาภิรม 2023 คณะอักษรศาสตร์

การใช้มาส์ก เทคนิค ของ ฌาค เลอคอก เพื่อพัฒนาความสามารถของนักแสดงเพื่อเข้าสู่การเป็นตัวละคร : กรณีศึกษา เดนีซ ซาเวจ ในบทละครเรื่อง ซาเวจ อิน ลิมโบ ของ จอห์น แพทริค แชนลีย์, ภรินทร์ลดา อาภาภิรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ฌาค เลอคอก เป็นหนึ่งในนักการละครที่ริเริ่มนำเอาหน้ากากเข้ามาปรับใช้ในการฝึกฝนนักแสดงเพื่อเสริมสร้างทักษะทางอวัจนภาษาและพัฒนาศักยภาพร่างกายของนักแสดง เลอคอกเชื่อว่าทักษะทางอวัจนภาษาจะช่วยเพิ่มพลังให้กับคำพูดของตัวละคร หรือกล่าวโดยง่ายคือ ช่วยให้สิ่งที่ตัวละครพูดถึงมีความหมายและชัดเจนมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ตัวละครมีมิติและเป็นเอกลักษณ์อีกด้วย ผู้วิจัยได้ทดลองนำแบบฝึกหัด มาส์ก เทคนิค ของเลอคอกมาใช้ในการเข้าสู่การเป็นตัวละคร เดนีซ ซาเวจ จากบทละครเรื่อง ซาเวจ อิน ลิมโบ ซึ่งเป็นตัวละครที่แตกต่างจากผู้วิจัยอย่างมากไม่ว่าจะเป็น ปูมหลัง บุคลิก อุปนิสัย บริบททางสังคม ยุคสมัย และวัฒนธรรมที่ไกลตัว โดยมีสมมติฐานว่า การใช้ มาส์ก เทคนิค ของเลอคอกจะช่วยให้ผู้วิจัยเข้าสู่การเป็นตัวละครได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น และสื่อสารสภาวะอารมณ์ ความรู้สึกที่ซับซ้อนของตัวละครผ่านอวัจนภาษาได้อย่างชัดเจนมากขึ้น โดยผู้วิจัยใช้ มาส์ก เทคนิค ใน 4 ลักษณะคือ 1) การสร้างสรรค์ตัวละคร 2) ค้นหาแก่นของตัวละคร 3)สร้างบุคลิกและอุปนิสัยภายนอก และ 4) พัฒนาศักยภาพของร่างกายและจิตใจ ผู้วิจัยได้วิเคราะห์และประเมินผลจากการปฏิบัติจริง พร้อมทั้งบันทึกกระบวนการทำงาน การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางการแสดง แบบสอบถามจากผู้ชม และการชมวีดีโอบันทึกการแสดง ผลการวิจัยพบว่าการฝึกฝน มาส์ก เทคนิค อย่างต่อเนื่องจะช่วยขยายศักยภาพร่างกายของนักแสดง ได้ค้นพบอิสรภาพทั้งในการเคลื่อนไหวและเสียง ได้รู้จักร่างกายของตนเองมากขึ้น และเข้าใจหลักการของอวัจนภาษาบนเวทีมากขึ้น ซึ่งช่วยให้นักแสดงเข้าบทบาทเป็นตัวละครได้สมบูรณ์ขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน มาส์ก เทคนิคเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือดังนั้นก่อนที่จะเข้าสู่การใช้แบบฝึกหัด นักแสดงควรต้องวิเคราะห์ตัวละครอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อน


Digital Commons powered by bepress