Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Dance Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2,447 Full-Text Articles 1,428 Authors 1,662,360 Downloads 144 Institutions

All Articles in Dance

Faceted Search

2,447 full-text articles. Page 22 of 69.

Trauma-Informed Performance Art Education, Yvonne Houy, Kymberly Mellen, Alethea Inns, Morgan Iommi 2022 University of Nevada, Las Vegas

Trauma-Informed Performance Art Education, Yvonne Houy, Kymberly Mellen, Alethea Inns, Morgan Iommi

Creative Collaborations

Trauma is the emotional response to a disturbing event or series of events, and can cause symptoms such as unpredictable emotions, flashbacks, headaches, and nausea, according to the American Psychological Association (2022). Learning activities in the performing arts - such as adjusting the body through touch, or the emotional content of scenes - can retraumatize students unintentionally. In contrast, creating the conditions for emotional states that enhance learning is a science, and an art, that can support conditions for optimal performance including Flow states

Performing arts educators can proactively support students and performances by becoming trauma-informed and actively using intimacy …


“มาตุยะ เมตตา” การสร้างสรรค์ละครรำชวาจากเรื่องพระลอ, โอกี บิมา เรซ่า อาฟริตา 2022 คณะศิลปกรรมศาสตร์

“มาตุยะ เมตตา” การสร้างสรรค์ละครรำชวาจากเรื่องพระลอ, โอกี บิมา เรซ่า อาฟริตา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสร้างสรรค์ละครรำชวา โดยการนำบทละครรำของไทย มาทดลองทำการจัดแสดงเป็นนาฏกรรมข้ามวัฒนธรรมจากไทยสู่อินโดนีเซีย โดยเลือกบทละครรำเรื่อง พระลอ ตอนเสี่ยงน้ำ มาเป็นต้นแบบในการศึกษาทดลองแปลงเป็นละครรำ เซินดราตารี ของราชสำนักยกยาการ์ตา เนื่องจากละครรำทั้งสองนี้มีองค์ประกอบการแสดงและมีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกัน และมี วายังกุลิต คือหนังชวาซึ่งคล้ายหนังตะลุงก็นำมาแสดงในส่วนที่ต้องการดำเนินเรื่องที่เป็นมายาการ การแสดงใช้เวลาการแสดง 25 นาที แสดงนำโดยตัวละครสำคัญสองตัวคือพระลอกับพระนางบุญเหลือ คือมารดาของพระลอ มีการประพันธ์บทเป็นภาษาอินโดนีเซีย จึงตั้งชื่อการแสดงตอนนี้ว่า มาตุยะ เมตตา แปลว่า ความรักของมารดา ใช้วงดนตรี เครื่องแต่งกายและการรำตามจารีตของราชสำนักยกยาการ์ตา โดยแทรกท่ารำทำบทของไทยในบางแห่งที่เหมาะสมเพื่อให้มีกลิ่นอายของไทย ผลการวิจัยพบว่าการทดลองสร้างสรรค์ละครรำชวาเรื่อง พระลอ ตอน มาตุยะ เมตตา ได้ประสบความสำเร็จ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ ผู้ร่วมงานและคนดู ทั้งฝ่ายไทยและอินโดนีเซีย ได้รับความรู้ความเข้าใจ ความพึงพอใจและให้ความเห็นชอบ ทั้งนี้เป็นเพราะวัฒนธรรมและจารีตการแสดงละครรำแบบราชสำนักของไทยและของยกยาการ์ตาคล้ายคลึงกันมาก ทั้งโดยเนื้อเรื่อง บุคลิกลักษณะของตัวละคร ประเพณีและความเชื่อในเรื่องจิตวิญญาณ ตลอดจนการร้อง การรำ การดำเนินเรื่อง จึงทำให้การแสดงข้ามวัฒนธรรมเป็นไปได้ด้วยดี จึงสมควรมีการทำวิจัยทดลองสร้างสรรค์เช่นนี้เพื่อต่อยอดให้เสร็จสมบูรณ์ตามท้องเรื่องของพระลอ และสามารถนำแนวทางจากข้อค้นพบในวิทยานิพนธ์นี้ไปพัฒนาและทดลองสร้างสรรค์นาฏกรรมข้ามวัฒนธรรมชาติอื่นๆ ได้อย่างเหมาะสม เพื่อความก้าวหน้าของวงวิชาการนาฏยศิลป์ต่อไปในอนาคต


นวัตกรรมการแสดงละครเพลงพื้นบ้าน, กิตติพงษ์ อินทรัศมี 2022 คณะศิลปกรรมศาสตร์

นวัตกรรมการแสดงละครเพลงพื้นบ้าน, กิตติพงษ์ อินทรัศมี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์การแสดงละครเพลงพื้นบ้าน(ภาคกลาง) จากกระบวนการสร้างชุดแบบฝึกทักษะการด้นสำหรับนักแสดงละครเพลงพื้นบ้าน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยมุ่งเน้นศึกษาข้อมูลจากเอกสารทางวิชาการ ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ภาพถ่าย สื่ออิเล็กทรอนิกส์ การสังเกตการณ์ การฝึกปฏิบัติ การสนทนากลุ่มย่อย นำมาวิเคราะห์เพื่อศึกษาแนวทางการฝึกทักษะนักแสดง และดำเนินการทดลองใช้แบบฝึกหัดพัฒนาทักษะการด้น ตลอดจนดำเนินการพัฒนา ปรับปรุง แก้ไข ทดลองสร้างสรรค์การแสดงรูปแบบละครเพลงพื้นบ้านจำนวน 5 ชุด ผลจากการวิจัยพบว่า นวัตกรรมการแสดงละครเพลงพื้นบ้าน แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นตอนการให้ความรู้ หลักการ และแนวคิดการด้นในศิลปะการละครและเพลงพื้นบ้าน 2) ขั้นตอนการพัฒนาทักษะและทดลองแบบฝึกหัดการด้น แบ่งเป็นชุดแบบฝึกหัดการด้นในศิลปะการละคร จำนวน 5 ชุด คือ บทบาทสมมติ สถานการณ์คับขัน จำลองปะทะ นิทานอารมณ์ ส่องกระจกแล้วย้อนดูเรา และการด้นในเพลงพื้นบ้าน จำนวน 5 ชุด คือ ชื่อกับคำสัมผัส นิทานคล้องจอง สัญญะอวัยวะ สถานการณ์กลอนสด โครงเรื่องกับกลอนปฏิภาณ 3) ขั้นตอนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และ4) ทดลองสร้างสรรค์การแสดงรูปแบบละครเพลงพื้นบ้านโดยใช้ทักษะการด้นร้องเพลงพื้นบ้านดำเนินเรื่องราว ผลการวิจัยยังพบว่า ผู้เข้าร่วมกระบวนการฝึกทักษะการด้นเพลงพื้นบ้าน จำนวน 30 คน มี 2 คน สามารถร้องด้นได้อย่างแคล่วคล่อง และมีไหวพริบปฎิภาณ ปัจจัยหลักที่นักแสดงส่วนใหญ่ไม่สามารถร้องด้นได้อย่างแคล่วคล่อง คือทักษะการฟัง คลังคำ และความแม่นยำของฉันทลักษณ์


การแสดง ณ ศาลาเฉลิมกรุง, จิรพัทธ์ พานพุด 2022 คณะศิลปกรรมศาสตร์

การแสดง ณ ศาลาเฉลิมกรุง, จิรพัทธ์ พานพุด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องการแสดง ณ ศาลาเฉลิมกรุง โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาการแสดง ณ ศาลาเฉลิมกรุง มีการศึกษาค้นคว้า รวบรวมข้อมูลจากเอกสารทางวิชาการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ รวมไปถึงการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ และสรุปผลการวิจัย เพื่อให้เป็นองค์ความรู้ที่สำคัญวงการนาฏยศิลป์ไทย ผลการวิจัยพบว่า ศาลาเฉลิมกรุงเป็นถาวรวัตถุที่มีอายุ 89 ปี เดิมเคยเป็นโรงภาพยนตร์ที่มีความทันสมัยมาก เมื่อเข้ายุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องหยุดฉายหนัง และมีการนำละครเวทีขึ้นมาแสดงแทนชั่วคราว เมื่อสงครามจบลงหนังจึงกลับมาฉายดังเดิม ต่อมาในปี 2535 มีการปิดปรับปรุงครั้งใหญ่ เป็นการบูรณะส่วนโครงสร้างสถาปัตยกรรม เวที ที่นั่งของผู้ชม และเทคนิคต่าง ๆ พร้อมการเปิดตัวอีกครั้งในฐานะเฉลิมกรุงรอยัลเธียเตอร์ในปี 2536 มีการแสดงคอนเสิร์ต เป็นเวทีประกาศรางวัล จัดการประกวดต่าง ๆ รวมไปถึงการจัดการแสดง โขนจินตนฤมิตร ต่อมาได้จัดการแสดงโขนศาลาเฉลิมกรุงขึ้น โดยในแต่ละปีจะจัดเนื่องในวโรกาสที่สำคัญ อาทิ เนื่องในโอกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เป็นต้น และในปัจจุบันได้จัดเป็นการแสดงโขนรอบนักท่องเที่ยว ผลการวิเคราะห์เนื้อหาพบว่า การแสดง ณ ศาลาเฉลิมกรุง แบ่งออกเป็น 5 ยุค ดังนี้ 1) ภาพยนตร์ก่อนสงคราม 2) ละครเวทีช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 3) ภาพยนตร์หลังสงคราม 4) โรงมหรสพระดับสากล 5) โขนศาลาเฉลิมกรุง จากการศึกษาของผู้วิจัยเห็นได้ชัดว่า แต่ละยุคมีทั้งการแสดงที่เหมือน และแตกต่างกัน อย่างเช่นยุคที่ 1 และ 3 จะมีการฉายภาพยนตร์เหมือนกัน และต่างกันอย่างยุคที่ 2 แสดงละครเวที ส่วนยุคที่ 5 แสดงโขน ปัจจัยแห่งการเปลี่ยนอันมีนัยสำคัญ กล่าวคือ การเกิดสงคราม และความนิยมสิ่งบันเทิงใหม่ ที่ส่งผลกระทบต่อการแสดงโดยตรง แม้ว่าศาลาเฉลิมกรุงจะมีการปรับเปลี่ยนการแสดงอยู่ตลอดนั้นเพราะว่าต้องการที่จะให้การแสดงที่จัดอยู่ในการดูแลของศาลาเฉลิมกรุงมีความเท่าทันต่อความนิยมในแต่ละยุคสมัย และอีกประเด็นหนึ่งนั้นก็คือ เพื่อเป็นการแก้ไขสถานการณ์ และสภาวะการเปลี่ยนแปลงความนิยมสิ่งบันเทิงที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เพื่อดำรงไว้ซึ่งโรงมหรสพหลวงอันรวมประวัติศาสตร์การแสดง ณ ศาลาเฉลิมกรุงสืบไป


คุณูปการของเสรี หวังในธรรมด้านนาฏกรรม, จุฑาวัฒน์ โอบอ้อม 2022 คณะศิลปกรรมศาสตร์

คุณูปการของเสรี หวังในธรรมด้านนาฏกรรม, จุฑาวัฒน์ โอบอ้อม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องคุณูปการของเสรี หวังในธรรมด้านนาฏกรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณูปการของเสรี หวังในธรรมด้านนาฏกรรม เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพจากเอกสาร การสัมภาษณ์ สังเกตการณ์ผลงานนาฏกรรมที่เกี่ยวข้อง มานำเสนอในแบบการพรรณนาวิเคราะห์ โดยมีขอบเขตศึกษาชีวิตและผลงานนาฏกรรมของอาจารย์เสรี หวังในธรรม ตั้งแต่ พ.ศ. 2498 จนถึง 2550 ผลการวิจัยพบว่าเสรี หวังในธรรมเริ่มการศึกษาที่โรงเรียนนาฏศิลป ด้านดนตรีสากล พร้อมทั้งสนใจเรียนรู้และฝึกฝนวิชานาฏกรรมประเภทต่าง ๆ ท่านเข้ารับราชการในโรงละครแห่งชาติ กองการสังคีต กรมศิลปากร ได้สะสมประสบการณ์จากคุณครูและศิลปินผู้เชี่ยวชาญเป็นอันมาก ต่อมาจึงได้นำความรู้ความชำนาญนั้นมาสร้างสรรค์ผลงานทั้งโดยตัวท่านเองและร่วมกับผู้อื่น ได้แก่ การสร้างบท การแสดง การกำกับการแสดง การสร้างรายการใหม่ และการจัดแสดงนาฏกรรมในต่างประเทศ ผลงานนาฏกรรมของท่านเป็นทั้งการอนุรักษ์และพัฒนาโดยการนำนาฏกรรมแบบประเพณีมาปรับปรุงด้วยหลักการให้ความรู้คู่ความบันเทิงเพื่อให้คนดูรุ่นใหม่นิยมและยังธำรงไว้ซึ่งนาฏยจารีต เสรีเป็นศิลปินนักวิชาการผู้มีความรู้และความชำนาญ ถึงพร้อมด้วยไหวพริบปฏิภาณ สามารถสร้างสรรค์อนุรักษ์และพัฒนางานนาฏกรรมแบบประเพณีให้เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง กล่าวได้ว่าเสรี หวังในธรรม มีคุณูปการต่อวงการนาฏกรรม ในการสร้างการแสดงขึ้นใหม่ตามหลักนาฏยจารีต สร้างรายการแสดงใหม่ให้เป็นต้นแบบของการเพิ่มโอกาสและพื้นที่แสดง สร้างนาฏยศิลปินให้คนดูนิยมและติดตาม และสร้างคนดูให้นิยมนาฏกรรมแบบประเพณีต่อไปในอนาคต จึงได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (ศิลปะการละคร) ประจำปี 2531


รำโทนนกพิทิด จังหวัดนครศรีธรรมราช, ชวัลลักษณ์ วิเชียรแก้ว 2022 คณะศิลปกรรมศาสตร์

รำโทนนกพิทิด จังหวัดนครศรีธรรมราช, ชวัลลักษณ์ วิเชียรแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องรำโทนนกพิทิด จังหวัดนครศรีธรรมราช มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมา รูปแบบกระบวนท่าและองค์ประกอบของรำโทนนกพิทิด โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เน้นการวิจัยภาคสนามเป็นหลัก การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม การสัมภาษณ์ และข้อมูลจากเอกสารเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลเชิงลึก นำมาวิเคราะห์เป็นข้อมูล ผลการศึกษามีดังนี้ ตำบลกรุงชิง อำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช มีวัฒนธรรมการละเล่นรำวงที่สืบทอดกันมา เนื่องจากในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ส่งเสริมให้มีการเล่นรำโทนในหมู่ข้าราชการ ทหาร นายสร้วง จันทร์ชุม ทหารเกณฑ์กองหนุน จึงนำความรู้ประสบการณ์การรำและเพลงมาเผยแพร่ในพื้นที่กรุงชิง ต่อมาปี พ.ศ. 2484 ครูแนบ ล่องลือฤทธิ์ เป็นผู้มีทักษะพื้นฐานด้านการรำโนรา ได้เห็นและรับเอารำโทนจากตัวเมืองนครศรีธรรมราชมาพัฒนาและเผยแพร่ จึงส่งผลต่อรูปแบบ องค์ประกอบและความเชื่อที่มีใกล้เคียงกับโนรา คือก่อนเริ่มการแสดงจะต้องทำพิธีไหว้ครู การแสดงเริ่มจากการร้องเพลงเชิญ ตามด้วยเพลงไหว้ครู และจบด้วยเพลงลา มีกระบวนท่ารำที่ใช้แบบท่ามาจากท่าโนราและการตีบท เพลงแต่งโดยอิงจากธรรมชาติและวิถีชีวิตของคนในตำบลกรุงชิง โดยใช้โทนเป็นเครื่องดนตรีหลัก เครื่องแต่งกายจะสะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของท้องถิ่น โดยออกแบบตามภูมิปัญญาชาวบ้าน รำโทนนกพิทิดมาจากชื่อเพลงนกพิทิด เป็นเพลงเอกเน้นความตลกขบขัน ไม่เน้นความสวยงาม เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเกี้ยวพาราสีของนกพิทิดตัวผู้ที่มีต่อตัวเมีย (นกถึดทืด) จึงเรียกการละเล่นนี้ว่า “รำโทนนกพิทิด” และผู้วิจัยได้เรียนรู้ว่าธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม สามารถเป็นนาฎกรรม ที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน


ละครรำ เรื่อง พระสุริโยทัย, ขวัญฟ้า ภู่แพ่งสุทธิ์ 2022 คณะศิลปกรรมศาสตร์

ละครรำ เรื่อง พระสุริโยทัย, ขวัญฟ้า ภู่แพ่งสุทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่อง ละครรำเรื่อง พระสุริโยทัย มีวัตถุประสงค์เพื่อนำประวัติสมเด็จพระสุริโยทัยมาสร้างสรรค์เป็นละครรำทางละครในเพิ่มขึ้นใหม่อีกเรื่องหนึ่ง ด้วยการวิจัยแบบทดลอง จากการค้นคว้าเอกสารประวัติศาสตร์ สัมภาษณ์ ทดลองสร้างสรรค์ การวิพากษ์ จัดการแสดง และการประเมินสัมฤทธิ์ผล แล้วนำเสนอรายงานผลการวิจัยในแบบการพรรณนาวิเคราะห์ การวิจัยแบบทดลองสร้างสรรค์มีข้อปฏิบัติ 7 ประการดังนี้ 1. ศึกษาและนำเนื้อหาและบุคคลจากประวัติศาสตร์มาสร้างเป็นโครงเรื่อง สี่ฉากสำคัญที่เหมาะแก่การทดลองแสดงเป็นทางละครใน คือ ฉากลงสรงทรงเครื่อง ประคารม เกี้ยวพาราสี และตัดไม้ข่มนาม 2. แต่งบทและบรรจุเพลงให้เหมาะแก่การดำเนินเรื่อง บุคลิกตัวละครและการรำ 3. คัดเลือกผู้แสดงที่มีประสบการณ์ในการแสดงละครใน 4. เลือกสรรประยุกต์และออกแบบท่ารำกับกระบวนรำให้เหมาะแก่บุคลิกของตัวละคร 5. ปรับแปลงเครื่องแต่งกายยืนเครื่องและอุปกรณ์การแสดงบางรายการให้มีความสมจริงเชิงประวัติศาสตร์และความสะดวกในการรำ 6. ฝึกซ้อมและปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องในมิติต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ตามคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิ 7. จัดการแสดงและประเมินสัมฤทธิ์ผลจากผู้ร่วมงานทุกฝ่ายรวมทั้งผู้ดูและผู้ทรงคุณวุฒิ ผลการวิจัยทดลองสร้างสรรค์ครั้งนี้พบว่าการนำประวัติศาสตร์มาแสดงเป็นละครรำแนวละครในนั้นสามารถทำได้ดี เพราะเนื้อเรื่องและบุคคลที่นำมาทดลองเป็นวิถีชีวิตและวีรกรรมของพระราชวงศ์ที่คล้ายคลึงกันกับสาระของละครใน องค์ประกอบการแสดงตามจารีตละครในนั้นแม้จะมีความประณีตและเคร่งครัดในการปฏิบัติ หากทดลองสร้างสรรค์โดยผู้มีความรู้ความชำนาญในการประยุกต์ใช้อย่างรอบรู้และรอบคอบก็สามารถทำได้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ และข้อค้นพบใหม่ของการวิจัยทดลองสร้างสรรค์ฉบับนี้จะเป็นแนวทางให้เกิดการวิจัยและพัฒนาด้านเนื้อหาและรูปแบบละครรำเพื่อความก้าวหน้าทางวิชาการและวิชาชีพของนาฏกรรมไทยสืบไป


การรำปะเรเรของชาวญัฮกุร จังหวัดชัยภูมิ, ณัฐปภัสร์ พิพิธกุล 2022 คณะศิลปกรรมศาสตร์

การรำปะเรเรของชาวญัฮกุร จังหวัดชัยภูมิ, ณัฐปภัสร์ พิพิธกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องการรําปะเรเรของชาวญัฮกุร จังหวัดชัยภูมิ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมา รูปแบบ และองค์ประกอบการแสดง ผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์ และการสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม ผลการวิจัยพบว่า การรําปะเรเรของชาวญัฮกุร จังหวัดชัยภูมิ แต่เดิมเป็นการรวมตัวของชาวบ้านร้องรําทําเพลงในยามว่างหลังการทํางาน จนมีการพัฒนามาเป็นการแสดง จากการสนับสนุนของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนให้มีการเผยแพร่วัฒนธรรม ทําให้ชาวญัฮกุรมีการจัดการแสดง ในปี พ.ศ. 2566 ได้นําการแสดงพื้นเมืองญัฮกุรผสมการแสดงพื้นเมืองอีสาน และท่าเลียนแบบของมนุษย์และสัตว์ โดยแบ่งรูปแบบการแสดงออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ การแสดงบนเวที และการแสดงในขบวนแห่ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงประเพณี ศิลปวัฒนธรรม และการละเล่น มีองค์ประกอบของการแสดง คือ ผู้แสดงอายุระหว่าง 10 - 60 ปี นิยมแสดงเป็นคู่ แต่งกายโดยใช้เสื้อพ็อก ผ้าถุงสีแดง สร้อยลูกเดือยและดอกไม้ติดผม มีการร้องเพลง ตีโทนประกอบ และการเปิดไฟล์ดนตรีพื้นบ้านอีสานกับการตีโทน ระยะเวลาการแสดงบนเวที 5 - 6 นาที ส่วนในขบวน 40 - 60 นาที แสดงในงานส่งเสริมวัฒนธรรมและประเพณีแห่หอดอกผึ้ง โดยจะแสดงบนเวที ลานกว้างหรือเส้นทางในหมู่บ้าน โดยใช้หอดอกผึ้งจําลองหรืออุปกรณ์ตกแต่งรถแห่ในขบวนเป็นอุปกรณ์ประกอบฉาก มีท่ารำ 13 ท่า เริ่มรำท่าที่ 1 จนครบห้องเพลง แล้วเริ่มชุดท่ารําใหม่ตามลําดับจนจบการแสดงแถว 5 รูปแบบ ผลการวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาด้านนาฏยศิลป์ไทยเป็นการอนุรักษ์ และสืบทอดศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไป


การแสดงพระราชทานประกอบบทขับร้องพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ธมนวรรณ นุ่มกลิ่น 2022 คณะศิลปกรรมศาสตร์

การแสดงพระราชทานประกอบบทขับร้องพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ธมนวรรณ นุ่มกลิ่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์หัวข้อ การแสดงพระราชทานประกอบบทขับร้องพระราชนิพนธ์ ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการออกแบบการแสดงพระราชทานประกอบบทพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปี พ.ศ. 2559 - พ.ศ. 2565 ผู้วิจัยใช้กระบวนการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัย และสัมภาษณ์ผู้ที่มีส่วนร่วมในงาน ตลอดจนสังเกตการณ์ และร่วมแสดงในงานดังกล่าว ผู้วิจัยพบว่าการแสดงงานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ การบรรเลงวงดนตรีไทยปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ และการบรรเลงดนตรีไทยวงสายใยจามจุรี ประกอบบทพระราชนิพนธ์ การแสดงประกอบบทพระราชนิพนธ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 - พ.ศ. 2565 มีทั้งหมด 12 ชุดการแสดง โดยในปี พ.ศ. 2559 - พ.ศ. 2565 ภาควิชานาฏยศิลป์ ได้รับมอบหมายจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ดำเนินการออกแบบ และจัดการแสดงประกอบบทพระราชนิพนธ์ รวมทั้งสิ้น 5 ชุดการแสดง การแสดงประกอบบทพระราชนิพนธ์ ให้ความบันเทิง และแฝงข้อคิดเตือนใจผู้ชมให้นำไปปฏิบัติตนได้อย่างทันสมัยตลอดเวลา พระองค์ท่านโปรดให้ใส่สำเนียงเพลงออกภาษา ในการประพันธ์ดนตรี และทรงพระราชทาน พระราชวินิจฉัย ตลอดการแสดง แนวดนตรีเน้นการประพันธ์เพลง ร่วมสมัย ผสมผสานเพลงไทยเดิมของโบราณกับประพันธ์ขึ้นใหม่ ร่วมกับวงดนตรีสากล ซียูแบรนด์ การแสดงประกอบบทพระราชนิพนธ์ ตีความตามบท และเลือกนำเสนอในฉากที่มีเนื้อหาโดดเด่น มีทั้งการแสดงทั้งเรื่อง ได้แก่ นเรนทราทิตย์ : วีรกษัตริย์ผู้ทรงคุณธรรม การแสดงบางช่วง ได้แก่ เพลงภาษาพาสนุก และรูปสลักหินวีรบุรุษโบราณ การแสดงระบำตอนท้าย ได้แก่ เที่ยวไปในแดนชวา การออกแบบท่ารำประกอบการแสดง มีทั้งรำใช้บท และสร้างสรรค์ท่าทางขึ้นใหม่ โดยทุกขั้นตอนการสร้างงานอยู่ในพระราชวินิจฉัย และการกำกับของกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีโดยตลอด นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีพระเมตตาพระราชทานบทพระราชนิพนธ์ และการแสดงประกอบ แสดงถึงพระอัจฉริยภาพอันสูงยากที่จะเปรียบได้ การแสดงประกอบบทพระราชนิพนธ์นับว่ามีคุณค่าทางด้านวิชาการ การดำเนินชีวิต และสามารถนำข้อคิดไปพัฒนาตนเองได้ตลอดเวลา อย่างไม่ล้าสมัย


พัฒนาการของการแสดงในงานพระนครคีรี, ธีวรา วิโนทกะ 2022 คณะศิลปกรรมศาสตร์

พัฒนาการของการแสดงในงานพระนครคีรี, ธีวรา วิโนทกะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่อง พัฒนาการของการแสดงในงานพระนครคีรี เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการของการแสดงในงานพระนครคีรี โดยมีขอบเขตของการศึกษาในครั้งนี้คือ พัฒนาการของการแสดงในงานพระนครคีรี ครั้งที่ 1 ถึงครั้งที่ 34 (ปี พ.ศ. 2529-2563) โดยศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และสรุปผล ผลการวิจัยพบว่า การแสดงในงานพระนครคีรีมีการปรับเปลี่ยนและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยยังยึดการแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นในจังหวัดเพชรบุรีเป็นหลัก รูปแบบของการแสดงที่พบในงานพระนครคีรี คือ 1) โขน 2) ละคร 3) รำ 4) ระบำ 5) การแสดงพื้นบ้าน 6) การแสดงสร้างสรรค์ 7) การแสดงดนตรี 8) มหรสพต่าง ๆ โดยการแสดงจะปรากฏอยู่ในจุดต่าง ๆ ภายในงานพระนครคีรี ซึ่งผู้วิจัยจำแนกพัฒนาการของศิลปะการแสดงออกเป็น 3 ช่วง โดยแบ่งจากหน่วยงานที่ปฏิบัติงานด้านการจัดการแสดงและรูปแบบการแสดงที่ถูกปรับเปลี่ยนไปในแต่ละปี คือ ช่วงที่ 1 พ.ศ. 2529-2548 ยุคทดลอง ช่วงที่ 2 พ.ศ. 2549-2557 ยุคพัฒนา ช่วงที่ 3 พ.ศ. 2558-2563 ยุคปัจจุบัน ซึ่งงานวิจัยฉบับนี้ถือเป็นการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นและส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับจังหวัดเพชรบุรี รวมไปถึงยังเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจจะศึกษาต่อไป


นาฏยวิถีของภัทราวดี มีชูธน, นภัสรัญชน์ มิตรธีรโรจน์ 2022 คณะศิลปกรรมศาสตร์

นาฏยวิถีของภัทราวดี มีชูธน, นภัสรัญชน์ มิตรธีรโรจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่อง นาฏยวิถีของภัทราวดี มีชูธน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดการสร้างสรรค์ผลงานของภัทราวดี มีชูธน ศิลปินแห่งชาติ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยระเบียบวิธีวิจัยเอกสาร การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์ การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม ผลวิจัยพบว่า ชีวิตและผลงานของภัทราวดีแบ่งได้เป็น 7 ช่วงคือ (1)สั่งสมศิลปวัฒนธรรมและนาฏยศิลป์ไทยจากการเรียนและประสบการณ์ในครอบครัว (2)จากการเรียนและการแสดงในต่างประเทศ (3)การซึมซับและแสวงหาความแปลกใหม่จากการมองต่างมุมในวงการแฟชั่น (4)การสร้างความชำนาญด้วยการเข้าสู่วงการแสดงอาชีพ (5)การสร้างอาชีพการแสดงของตนเอง (6)การสร้างนักแสดงรุ่นใหม่กับแนวคิดใหม่ๆด้วยโรงเรียนการแสดงและโรงละครซึ่งเป็นพื้นที่ทดลองสร้างสรรค์ (7)สร้างแนวคิดและวิธีแสดงใหม่ด้วยการนำคุณค่าของเนื้อหารูปแบบและจารีตเดิมมาศึกษาพัฒนาจนเกิดเป็นมิติใหม่ในวงการนาฏกรรมไทย จากการวิเคราะห์ผลงานตัวอย่าง 8 เรื่องพบว่า นาฏยวิถีของภัทราวดี มีชูธน มี 10 ประการดังนี้ (1)การสร้างสรรค์โดยทำให้แตกต่างจากการแสดงจารีตเดิม (2)การใช้ปัจจัยสากลมาผสมผสานกับ"รากไทย" (3)การสร้างเนื้อหาจากวรรณกรรม เหตุการณ์ในชีวิตจริงและปัญหาสังคมรวมถึงธรรมะมาพัฒนาเป็นปัจจัยในการสร้างสรรค์ (4)การดำเนินเรื่องโดยนำสารเดิมมาตีความใหม่ด้วยมุมมองใหม่อย่างมีเหตุผล (5)การยึดหลักความสมจริงตามธรรมชาติของมนุษย์สอดคล้องกับความเป็นจริงตามธรรมชาติของโลก (6)การทำงานด้วยประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญและผู้ร่วมงานทำให้เกิดคุณภาพในการสร้างงาน (7)การคำนึงถึงความประหยัดแต่ทรงคุณค่าทางศิลปกรรม (8)การประยุกต์ใช้พหุวัฒนธรรมโดยดำรงคุณค่าเดิมไว้ในผลงานใหม่ (9)การสร้างงานที่คำนึงถึงภูมิธรรมของคนดูเป็นหลัก (10)การสร้างงานที่สอดคล้องกับพุทธธรรมที่ว่าด้วยปรโตโฆสะและโยนิโสมนสิการ ผลวิจัยนี้สามารถนำไปพัฒนาเพื่อศึกษาชีวิตและผลงานของศิลปินผู้บุกเบิกแนวทางใหม่ ๆ ในวงการนาฏกรรมต่อไป


แนวคิดการเขียนหน้าและการแต่งหน้าในนาฏกรรมไทย, พหลยุทธ กนิษฐบุตร 2022 คณะศิลปกรรมศาสตร์

แนวคิดการเขียนหน้าและการแต่งหน้าในนาฏกรรมไทย, พหลยุทธ กนิษฐบุตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่อง แนวคิดการเขียนหน้าและการแต่งหน้าในนาฏกรรมไทย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ จากเอกสาร การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์ การมีส่วนร่วม ผลวิจัยพบว่า หน้ามีความสำคัญในการแสดงอัตลักษณ์ของมนุษย์ดังปรากฏในบัตรประจำตัวประชาชนทั่วโลก มนุษย์นิยมแต่งหน้าเพื่อความงดงามของตนและการแต่งหน้าเพื่อสร้างบุคลิกของตัวละคร ส่วนการเขียนหน้าเสริมจากการแต่งหน้าในนาฏกรรมก็เพื่อเน้นบุคลิกตัวละครตามจารีตนาฏยศิลป์ ได้แก่ กถักฬิของอินเดีย อุปรากรจีน คาบูกิของญี่ปุ่น และวายังวองของอินโดนีเซีย กับการแต่งหน้าและเขียนหน้าในนาฏกรรมไทยอันได้แก่ พระ นาง ยักษ์ และอมนุษย์ต่าง ๆ นั้น การวิจัยพบว่าแนวคิดนี้เริ่มต้นด้วยการคัดเลือกผู้แสดงที่มีรูปหน้ามีสัดส่วนใกล้เคียงกับใบหน้าของตัวละคร จากนั้นก็แต่งหน้าเพื่อเพิ่มและลดส่วนต่าง ๆ ทั้ง 7 ส่วนของใบหน้าตามหลักสากลให้ได้ใกล้เคียงกับเค้าหน้าของตัวละครให้มากที่สุด โดยทำการรองพื้นผิวหน้าด้วยครีมและแป้งฝุ่นสีต่าง ๆ เพื่อแรเงาปรับส่วนนูนและส่วนลึกของใบหน้าจนได้เค้าหน้าที่ต้องการเมื่อพิจารณาจากแสงไฟในมุมต่าง ๆ และขั้นสุดท้ายคือการบรรจงวาดเส้นลายกระหนกสีเข้มเพื่อเน้นส่วนต่างๆของใบหน้า อาทิ คิ้ว ตา ปาก คาง จอนหู และเพิ่มสัญลักษณ์เช่นอุณาโลมที่หว่างคิ้วเพื่อแสดงความเป็นเทพ กระบวนการเลือกรูปทรงของใบหน้า การแต่งเพื่อปรับรูปหน้าและการวาดเส้นบนส่วนต่างๆของหน้า ยังต้องสัมพันธ์กับรูปทรงสีสันของศิราภรณ์และพัสตราภรณ์ของตัวละครนั้นๆอีกด้วยจึงจะทำให้การแต่งหน้าและการเขียนหน้าในนาฏกรรมไทยสำหรับตัวละครนั้นๆมีผลสมบูรณ์ทุกประการ ผลการวิจัยนี้จะเป็นแนวทางในการวิจัยแนวทางสร้างเสริมความงามในนาฏกรรมไทยในมิติอื่นๆทางศิลปกรรมไทยต่อไปอย่างกว้างขวาง


แนวคิดการรำละครไทยตัวพระผู้หญิง, สุภาวดี โพธิเวชกุล 2022 คณะศิลปกรรมศาสตร์

แนวคิดการรำละครไทยตัวพระผู้หญิง, สุภาวดี โพธิเวชกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดการรำละครไทยตัวพระผู้หญิง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสาร การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์ การทดลองและการสนทนากลุ่มย่อยประกอบกับประสบการณ์ของผู้วิจัยในการสอนรำไทยมากว่า 40 ปี สรุปผลการวิจัยด้วยรูปแบบพรรณนาวิเคราะห์ โดยศึกษาจากการฝึกทักษะเพลงช้าเพลงเร็ว(แบบเต็ม)และการสวมบทบาทเป็นตัวละคร(พระ)ในเรื่องอิเหนาของกรมศิลปากร ผลการวิจัยพบว่า ตัวพระผู้หญิงเริ่มเป็นตัวละครรำของหลวงในปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาและรับแสดงได้ทั่วไปในรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน สำหรับการฝึกผู้หญิงให้เป็นตัวละครพระนั้นความสำคัญอยู่ที่การจัดระเบียบร่างกายที่ใช้ในการรำ 8 ส่วน ได้แก่ ศีรษะ ไหล่ ลำตัว แขน มือ นิ้วมือ ขาและเท้าให้ได้ในแบบของตัวละครพระตั้งแต่การทรงตัวตรงโดยกำหนด 5 จุดสำคัญของร่างกายได้แก่ กลางหน้าผาก ระหว่างอก สะดือและหัวไหล่ทั้ง 2 ข้างให้อยู่แนวเดียวกัน หากอยู่ในท่าผสมเท้าไหล่ที่เอียงลงมาด้านข้างจะไม่เกินเข่าที่ยืน แต่หากเป็นการก้าวเท้าปลายไหล่ที่เอียงจะไม่เกินปลายเท้าที่ก้าวหรือที่ยืน ระดับมือสูงที่สุดอยู่ที่แง่ศีรษะส่วนระดับล่างสุดมือจะอยู่ด้านหลังประมาณสะโพกและหากมีการรวมมือเข้าหาลำตัวด้านหน้าต้องกันแขนให้มีช่องว่างระหว่างข้อศอกกับลำตัวอย่างน้อย 1 ฝ่ามือ ในการเคลื่อนไหวให้ร่างกายส่วนล่างตั้งแต่สะโพกลงไปต้องตั้งตรงและนิ่งไว้สามารถย่อให้เกิดเหลี่ยมมุมกว้างตรงเข่าและยืดตัวขึ้นได้โดยมีสามัญลักษณะเฉพาะของรำไทยคือการห่มตัวหรือที่เรียกว่า “ห่มเข่า” ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนท่ารำในขณะที่ร่างกายส่วนบนจะเอนไปทางขวาหรือซ้าย จากนั้นจึงเป็นการฝึกรำเพลงช้าและเพลงเร็ว ลา ซึ่งพบว่ามีองค์ความรู้ที่เป็นหลักการรำไทย 5 ประการ คือ 1.แบบท่าขององคาพยพในการรำ 2.รูปแบบโครงสร้างท่ารำหลักและท่ารำรอง 3.วิธีการเชื่อมท่ารำ 4.วิธีการเคลื่อนไหวอย่างรำไทยและ5.การใช้พลังในการรำไทย ขั้นต่อไปเป็นการฝึกรำตีบทเพื่อพัฒนาให้สามารถสวมบทบาทเป็นตัวละครพระในการแสดงละครรำประกอบด้วยทักษะการรำอย่างตัวพระผู้หญิงจากการรำเพลงช้าเพลงเร็วและวิธีการสวมบทบาทเป็นตัวละครด้วยการตีบทแบบมีและไม่มีเนื้อร้องในบทบรรยาย บทเจรจาและบทแสดงอารมณ์รวมถึงการใช้ใบหน้าร่วมกับท่ารำเพื่อสร้างอรรถรสในการชม แนวคิดการรำไทยนี้จึงนับเป็นรากฐานและคุณูปการแก่บุคลากรในงานวิทยาการและวิชาชีพศิลปะการแสดงในสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน


การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยที่สะท้อนความรักของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ, อดิศร มหาสัทธา 2022 คณะศิลปกรรมศาสตร์

การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยที่สะท้อนความรักของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ, อดิศร มหาสัทธา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยที่สะท้อนความรักของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศเป็นวิจัยแบบผสมผสานประกอบด้วยการค้นคว้าเอกสาร การสัมภาษณ์ การสังเกต และการสร้างสรรค์ผลงานนาฏยศิลป์ ผลการศึกษาพบว่าปัจจุบันนอกจากการครองคู่กันระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงยังปรากฏการครองคู่กันระหว่างบุคคลเพศเดียวกันซึ่งจัดอยู่ในความหลากหลายทางเพศ การครองรักกันระหว่างผู้ชายกับผู้ชายได้ถูกเปิดเผยให้เป็นที่รับรู้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะสื่อความบันเทิงรูปแบบละครชุดหรือเรียกว่า “ซีรีส์วาย” ส่วนความเชื่อเรื่อง “ด้ายแดง” ที่กล่าวถึงผู้เฒ่าจันทราผู้กำหนดชะตาชีวิตใช้ด้ายแดงเชื่อมโยงดวงจิตของ 2 คนให้ผูกพันธ์และรักกัน แม้ทั้งคู่สิ้นชีวิตลงไปเกิดในภพภูมิใหม่ด้ายแดงนี้ก็ยังเชื่อมโยงให้ทั้งคู่กลับมารักและครองคู่กัน ในประเทศไทยได้มีการนำความเชื่อเรื่อง “ด้ายแดง” มาประพันธ์เป็นบทละครและสร้างขึ้นเป็น “ซีรีย์วาย” ผู้วิจัยได้นำข้อมูลการครองรักระหว่างผู้ชายกับผู้ชายและนำแรงบันดาลใจจากความเชื่อเรื่อง “ด้ายแดง” มาผนวกเข้าด้วยกันเพื่อสร้างสรรค์เป็นนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยเรื่อง “ลิขิต” มีกระบวนการสร้างสรรค์ประกอบด้วย 1) การสร้างแนวคิดเพื่อกำหนดขอบเขตเนื้อหาและรูปแบบการแสดง 2) การกำหนดโครงเรื่องโดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วง 3) การกำหนดตัวละครและคัดเลือกนักแสดง 4) การออกแบบดนตรี 5) การออกแบบลีลาท่าทาง 6) การออกแบบเครื่องแต่งกาย 7) การเผยแพร่การแสดง การแสดงเรื่อง “ลิขิต” เป็นการเปิดมิติใหม่สำหรับการทำความเข้าใจประเด็นความหลากหลายทางเพศ โดยเฉพาะการครองคู่กันของบุคคลเพศเดียวกันผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ทางนาฏยศิลป์ เป็นหนึ่งในแนวทางการนำเสนอข้อมูลหรือความคิดอันเป็นนามธรรมให้กลายเป็นรูปธรรมที่สามารถสัมผัสรับรู้และเป็นที่เข้าใจได้


Silent And Accessible Theatre, Nicole Line 2021 Bowling Green State University

Silent And Accessible Theatre, Nicole Line

Honors Projects

Silent and Deaf accessible theatre challenges the stereotypes many people have of theatre and introduces audiences to new perceptions of the artform. When it comes to theatre, one often thinks of long, multi-act plays with lots of spoken dialogue. While this is the most common style of theatrical performance, there is more to theatre than staged language. When deciding my project’s concept this past year, I brainstormed many different ways to include all areas of my studies here at BGSU including theatre, dance, and American Sign Language (ASL). I am very passionate about these aspects and wanted my project to …


Fall Dance Concert, Jennifer Backhaus, Alicia Guy 2021 Chapman University

Fall Dance Concert, Jennifer Backhaus, Alicia Guy

Dance Programs

No abstract provided.


Dance In Public Space, Rachel Cruzan 2021 University of Arkansas, Fayetteville

Dance In Public Space, Rachel Cruzan

Architecture Undergraduate Honors Theses

Dance is a universal cultural phenomenon that provides physical, emotional, and social benefits. Public Space, when well-utilized, provides people with opportunities to meet various needs. In this way, Dance and Public Space have the potential for a mutually beneficial relationship, Public Space providing a way for people to meet certain needs through Dance, while Dance improves the quality of Public Space. This relationship is already in existence worldwide. This paper explores seven case studies globally where Dance occurs in Public Space. Written research is combined with diagrams developed to study key aspects of these spaces. The diagrams study Dance and …


Mind Over Matter: How A Dancer’S Mind Affects The Physical Body, Kayla Johnson 2021 Pace University

Mind Over Matter: How A Dancer’S Mind Affects The Physical Body, Kayla Johnson

Honors College Theses

This thesis is an exploration of how a dancer’s mind can affect its physical body. Undoubtedly, there is a strong connection in every human between their mind and their body, but for an artist whose entire career depends on the ability of their body to create movement, there must be extra emphasis placed on their mental health care. Dance is just as mentally demanding as it is physically. To begin this project I collected research articles relating to injury, anxiety, self-confidence, body image and eating disorders performed on dancers. I noticed throughout my research that there was a lack of …


Blackfriars Dance Concert 2021 Playbill, Providence College 2021 Providence College

Blackfriars Dance Concert 2021 Playbill, Providence College

Playbill and Promotion

Providence College Department of Theatre, Dance & Film

Angell Blackfriars Theatre

Blackfriars Dance Concert 2021

Friday, November 19, 7:30pm and Saturday, November 20, 2:00pm

Choreographers: Carlos Jones, Marissa Masson, Kathleen Nasti, Wendy Oliver, Nancy Peters, Sokeo Ros

Dancers: Lexi Delano, Katherine Gurley, Olivia Krupa, Allison Lynch, Julianna Martin, Bridget Maynard, Justice A’Vant, Olivia Carroll, Kate Doner, Mollie Giancola, Kellie Johnson, Emma Lowery, Katelyn Salvato, Olivia Dailey, Dea Ferguson, Grace Heffernan, Katie Kudla, Grace McEvoy, Shaila Murthy, Elizabeth Hawley, Kaitlyn Novarro, Allison Renaud, Kellie Greene, McKenzie Maude, Mary McDonald, Sokeo Ros, Bianca LaBella


Blackfriars Dance Concert 2021 Poster, Providence College 2021 Providence College

Blackfriars Dance Concert 2021 Poster, Providence College

Playbill and Promotion

Providence College Department of Theatre, Dance & Film

Angell Blackfriars Theatre

Blackfriars Dance Concert 2021

Friday, November 19, 7:30pm and Saturday, November 20, 2:00pm

Choreographers: Carlos Jones, Marissa Masson, Kathleen Nasti, Wendy Oliver, Nancy Peters, Sokeo Ros


Digital Commons powered by bepress