Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Architecture Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

23,797 Full-Text Articles 21,848 Authors 15,811,539 Downloads 301 Institutions

All Articles in Architecture

Faceted Search

23,797 full-text articles. Page 148 of 748.

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดัดแปลงอาคารสำนักงานเป็นอาคารอยู่อาศัยรวมประเภทอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษ กรณีศึกษาอาคารชุด บ้านสาทร-เจ้าพระยา, ทรงพล สุระเดช 2024 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดัดแปลงอาคารสำนักงานเป็นอาคารอยู่อาศัยรวมประเภทอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษ กรณีศึกษาอาคารชุด บ้านสาทร-เจ้าพระยา, ทรงพล สุระเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ภายหลังการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 แนวโน้มการทำงานของประชาชนเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะรูปแบบ Hybrid Working และ Work from Home ส่งผลให้ความต้องการใช้พื้นที่สำนักงานลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ความต้องการที่อยู่อาศัยในเมืองยังมีในระดับสูง การปรับเปลี่ยนอาคารสำนักงานให้เป็นอาคารอยู่อาศัยจึงเป็นแนวทางหนึ่งในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในเมืองอย่างคุ้มค่า งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดัดแปลงอาคารสำนักงานเป็นอาคารอยู่อาศัยรวม โดยใช้การวิจัยเชิงเอกสารและสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้วิจัยได้แบ่งหมวดหมู่ข้อกฎหมายออกเป็น 8 ด้านได้แก่ (1) แนวและระยะอาคาร (2) ลักษณะกายภาพอาคาร (3) ที่จอดรถยนต์ (4) ห้องน้ำและห้องส้วม (5) การรับน้ำหนักและเปลือกอาคาร (6) อัคคีภัย (7) ประปา ไฟฟ้าและแสงสว่าง และ (8) ระบบระบายอากาศและการจัดการขยะมูลฝอย โดยทำการเปรียบเทียบข้อกฎหมายระหว่างอาคารสองประเภท ได้แก่ อาคารสำนักงานและอาคารอยู่อาศัยรวม โดยมีโครงการกรณีศึกษาเพื่อวิเคราะห์รายละเอียดให้เกิดความชัดเจน พร้อมทั้งจัดกลุ่มข้อกฎหมายตามความแตกต่าง และเสนอแนวทางปฏิบัติในการใช้ข้อกฎหมาย ผลการศึกษาสามารถจำแนกความแตกต่างออกเป็น 3 กลุ่มหลักคือ (1) กลุ่มที่อาคารอยู่อาศัยรวมมีพื้นที่น้อยกว่าอาคารสำนักงาน เช่น จำนวนที่จอดรถยนต์ น้ำหนักบรรทุกจร และการจัดการขยะ ส่งผลให้สามารถใช้องค์ประกอบอาคารเดิมได้ (2) กลุ่มที่พื้นที่มีพื้นที่อาคารมากกว่า เช่น ที่ว่างนอกอาคาร หรือห้องน้ำ ห้องส้วม ส่งผลให้ต้องดัดแปลง พิจารณาพื้นที่ใช้สอยเพิ่มเติมจากพื้นที่อาคารเดิม และ (3) กลุ่มที่ข้อกฎหมายเหมือนกัน หรือใช้ร่วมกันทั้ง 2 ประเภทอาคาร เช่น อัคคีภัย, ระบบสาธารณูปโภค อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอาคารสำนักงานที่นำมาดัดแปลงได้รับอนุญาตก่อสร้างภายใต้ข้อกฎหมายที่ใช้บังคับในช่วงเวลาหนึ่ง อาจแตกต่างจากข้อกฎหมายปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องตรวจสอบลักษณะของอาคารเดิมเพื่อระบุข้อกฎหมายที่ใช้ในขณะก่อสร้าง และดำเนินการดัดแปลงหรือปรับปรุงเฉพาะในส่วนที่ไม่สอดคล้องกับข้อกฎหมายในปัจจุบัน หรือพิจารณาการวินิจฉัยในส่วนที่ไม่สามารถดัดแปลงได้


Biomimetic Kinetic Facade Design For Enhanced Daylighting: A Leed V4 Based Approach For A Reading Room Of A Dormitory In Chittagong, Bangladesh, Gourav Dey 2024 Faculty of Architecture

Biomimetic Kinetic Facade Design For Enhanced Daylighting: A Leed V4 Based Approach For A Reading Room Of A Dormitory In Chittagong, Bangladesh, Gourav Dey

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigates the role of biomimetic kinetic façades in improving the daylighting performance of a reading room in Chittagong, Bangladesh. This design is inspired by the thigmonastic behavior of Mimosa pudica plants which adapts to environmental changes. The design focuses on a kinetic façade that adjusts based on sunlight and environmental conditions, maximizing daylight access, while decreasing glare and heat gain to enhance occupant comfort. As the space performance addressed with relative standard, the study explores critical aspects including Spatial Daylight Autonomy (sDA) and Annual Sunlight Exposure (ASE) aligned with other vital parameters via LEED v4 rating system, confirms …


การจำแนกลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ชายน้ำสะแกกรังที่มีผลต่อการตั้งถิ่นฐานของเรือนแพในเขตเมืองเก่าอุทัยธานี, สุพิชญา สุรโชคสิริพร 2024 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

การจำแนกลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ชายน้ำสะแกกรังที่มีผลต่อการตั้งถิ่นฐานของเรือนแพในเขตเมืองเก่าอุทัยธานี, สุพิชญา สุรโชคสิริพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แม่น้ำสะแกกรังเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญของเมืองเก่าอุทัยธานี มีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตของชุมชนเรือนแพที่สอดคล้องกับพลวัตของแม่น้ำสืบทอดกันมาตั้งแต่อดีต เกิดเป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าทางภูมิทัศน์วัฒนธรรม ปัจจุบันเกิดความเปลี่ยนแปลงกับพื้นที่ชายน้ำ อันอาจส่งผลกระทบต่อลักษณะการตั้งถิ่นฐานและการดำรงชีวิตของชุมชน วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากายภาพของพื้นที่ชายน้ำตามแนวตลิ่งแม่น้ำสะแกกรัง ที่ส่งผลต่อการตั้งถิ่นฐานของเรือนแพ และจำแนกลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ชายน้ำ เพื่อทำความเข้าใจและชี้ให้เห็นความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน พืชพรรณสิ่งมีชีวิต และพลวัตของน้ำในบริเวณพื้นที่ชายน้ำที่เป็นรากฐานสำคัญในการคงอยู่ของภูมิทัศน์วัฒนธรรมเรือนแพสะแกกรัง การวิจัยทำโดยการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์องค์ประกอบของพื้นที่ชายน้ำ อันได้แก่ (1) ธรณีสัณฐานและภูมิประเทศ (2) อุทกวิทยาและพลวัตตามธรรมชาติ (3) สิ่งปกคลุมดิน รูปแบบลักษณะของตลิ่งที่เป็นพื้นที่ธรรมชาติและที่มีการจัดการโดยมนุษย์ และ (4) บริบทบนฝั่งบกที่มีผลต่อวิถีชีวิต ตำแหน่งของเรือนแพ โครงสร้างเรือนแพ และกิจกรรมของชาวแพที่สอดคล้องต่อลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ชายน้ำ ผลการวิจัยสามารถจำแนก ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ชายน้ำที่ส่งผลต่อการตั้งถิ่นฐานของชุมชนเรือนแพสะแกกรัง ได้เป็น 4 ประเภท คือ (1) พื้นที่ชายน้ำธรรมชาติที่อำนวยต่อการตั้งเรือนแพ (2) พื้นที่ชายน้ำธรรมชาติที่ตั้งเรือนแพได้อย่างจำกัด (3) พื้นที่เขื่อนป้องกันตลิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการตั้งเรือนแพ และ (4) พื้นที่โครงสร้างยกลอยและลานที่เป็นอุปสรรคต่อการตั้งเรือนแพอย่างมาก โดยพื้นที่แต่ละประเภทต้องการการจัดการด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟู พัฒนาพื้นที่ชายน้ำที่แตกต่างกัน อันจะนำไปสู่การอนุรักษ์ภูมิทัศน์วัฒนธรรมชุมชนเรือนแพอย่างยั่งยืน


Du Din: Architecture’S Contact With The Ground Through A Theory Of The ‘Scape’, Joshua Beanland 2024 Faculty of Architecture

Du Din: Architecture’S Contact With The Ground Through A Theory Of The ‘Scape’, Joshua Beanland

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis is an investigation into architecture’s contact with the ground. What should this relationship enable, what kind of architecture can we make by looking down? This study is a set of questions about the ground discussed around the theory of the ‘scape’, which describes systems through the arrangement of many pieces of knowledge, where their relationship is more important than any individual idea. The scape acts as at theoretical framework, narrowing the problem of this thesis to what we know about the ground – how we perceive and relate to it, instead of mechanical issues related to ecology or …


ปัจจัยที่มีผลต่อการคัดเลือกผู้ออกแบบสำหรับอาคารประเภทศูนย์การค้า, ทวินชัย เต็งเศรษฐศักดิ์ 2024 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

ปัจจัยที่มีผลต่อการคัดเลือกผู้ออกแบบสำหรับอาคารประเภทศูนย์การค้า, ทวินชัย เต็งเศรษฐศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระบบ แนวคิด และปัจจัยที่ส่งผลต่อการคัดเลือกผู้ออกแบบในโครงการศูนย์การค้า โดยมุ่งทำความเข้าใจความหลากหลายของกระบวนการที่เกิดขึ้นในแต่ละประเภทองค์กร ผ่านการเปรียบเทียบระหว่างองค์กรบริหารส่วนภาครัฐและองค์กรเอกชนสองรูปแบบในพื้นที่แขวงปทุมวัน กรุงเทพมหานคร การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลจากกรณีศึกษา 8 โครงการ การสัมภาษณ์เชิงลึกทั้งผู้ออกแบ และ ผู้ที่มีบทบาทในการคัดเลือกผู้ออกแบบ รวมไปถึงการสำรวจเชิงปริมาณจากกลุ่มผู้มีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการศูนย์การค้า ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การคัดเลือกผู้ออกแบบมิได้เป็นกระบวนการที่ตายตัวหรืออิงกับเกณฑ์ทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่มีความเชื่อมโยงกับปัจจัยเชิงกลยุทธ์ บริบทองค์กร และเป้าหมายของแต่ละโครงการอย่างหลากหลาย โดยสามารถจำแนกปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจได้ 6 ด้าน ได้แก่ ผลงานที่ผ่านมา แนวคิดการออกแบบ ศักยภาพของทีม ค่าธรรมเนียม ความสัมพันธ์ และข้อมูลพื้นฐานของบริษัทผู้ออกแบบ อย่างไรก็ตาม การให้น้ำหนักของแต่ละปัจจัยมีความแตกต่างกันตามลักษณะองค์กร วิธีคิดของผู้บริหาร และวัฒนธรรมภายใน การเปรียบเทียบระหว่างองค์กรทั้งสาม ชี้ให้เห็นว่า องค์กรบริหารส่วนภาครัฐมักใช้กระบวนการที่มีโครงสร้างชัดเจน โปร่งใส และเปิดกว้าง ขณะที่องค์กรเอกชนมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่น ความไว้วางใจในทีมงาน และความสามารถในการตีความวิสัยทัศน์ขององค์กร ซึ่งสะท้อนถึงรูปแบบการประเมินที่อิงกับความสัมพันธ์และการตัดสินใจเชิงบริบท งานวิจัยนี้มิได้มุ่งสร้างกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีแบบตายตัว หากแต่เสนอ “ความเข้าใจเชิงระบบ” ที่สังเคราะห์จากข้อมูลจริงในหลายมิติ เพื่อให้เห็นภาพรวมของกระบวนการคัดเลือกผู้ออกแบบในโครงการศูนย์การค้าอย่างรอบด้าน โดยชี้ให้เห็นว่ากระบวนการดังกล่าวมิได้มีรูปแบบเดียว หากเกิดจากการผสมผสานระหว่างโครงสร้างที่เป็นทางการ เช่น เอกสารประกอบการพิจารณาและระบบประเมิน กับความยืดหยุ่นที่สะท้อนบริบทเฉพาะของแต่ละองค์กร ทั้งในด้านเป้าหมาย กลยุทธ์ ความสัมพันธ์ และวิสัยทัศน์ งานวิจัยจึงมีคุณค่าในการช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถเข้าใจธรรมชาติของระบบการคัดเลือกผู้ออกแบบได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้หรือปรับปรุงกระบวนการให้เหมาะสมกับบริบทของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ


Climate Responsive Daylighting Design Strategies Of Co-Owned Shophouse In Phnom Penh, Cambodia, Kungkea Veasna Keo 2024 Faculty of Architecture

Climate Responsive Daylighting Design Strategies Of Co-Owned Shophouse In Phnom Penh, Cambodia, Kungkea Veasna Keo

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In the context of Cambodia’s rapid urbanization and climate challenges, the integration of climate-responsive design into residential architecture has become increasingly important. Currently, contemporary housing developments in Cambodia often neglect passive design principles, prioritizing aesthetics over energy efficiency. Many urban homes suffer from poor daylighting and glare conditions and rely heavily on artificial lighting. This thesis, therefore, explores climate-responsive daylighting strategies to improve lighting performance. First, the research surveyed thirteen residential buildings in Phnom Penh and Siem Reap to identify passive design strategies, such as building orientation and natural lighting techniques. A co-owned shophouse in Phnom Penh, Cambodia, was selected …


การประเมินวัฏจักรชีวิตอาคารแบบพลวัตเพื่อการทำนายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว: กรณีศึกษาบ้านเดี่ยวในประเทศไทย, เอกดนัย รถกิจ 2024 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

การประเมินวัฏจักรชีวิตอาคารแบบพลวัตเพื่อการทำนายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว: กรณีศึกษาบ้านเดี่ยวในประเทศไทย, เอกดนัย รถกิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การประเมินวัฏจักรชีวิตเป็นกรอบความคิดในการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามการประเมินวัฏจักรชีวิตที่ใช้กันโดยทั่วไปหรือแบบคงที่เป็นการคำนึงถึงผลกระทบเฉพาะในปีปัจจุบันและใช้เป็นค่าคงที่ตลอดวัฏจักรชีวิต อาคารซึ่งมีอายุการใช้งานที่ยาว การประเมินวัฏจักรชีวิตจึงคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง งานวิจัยนี้จึงศึกษาการประเมินวัฏจักรชีวิตแบบพลวัต ซึ่งคำนึงถึงปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา โดยพิจารณา 4 ตัวแปร ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ไฟฟ้าในอนาคต, ไฟล์ข้อมูลอากาศในอนาคต, การพัฒนาประสิทธิภาพของเทคโนโลยีอาคาร และการเสื่อมสภาพของอาคาร กรณีศึกษา คือ บ้านเดี่ยวในประเทศไทย การวิเคราะห์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากวัสดุพิจารณาการถอดปริมาณในโปรแกรม Revit และการใช้พลังงานจากโปรแกรม OpenStudio จากการศึกษาพบว่า เมื่อทำการประเมินแบบคงที่ อาคารกรณีศึกษามีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดสูงถึง 75.9% ขณะที่เมื่อทำการประเมินแบบพลวัต สัดส่วนจากการใช้พลังงานลดลงเหลือเพียง 49.8 – 67.0% ในทางกลับกัน สัดส่วนจากวัสดุเพิ่มขึ้นจาก 17.2% ในการประเมินแบบคงที่ เป็น 23.5% - 35.7% ในแบบพลวัต การกำหนดมาตรการจึงต้องให้ความสำคัญกับสัดส่วนวัสดุเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก นำไปสู่มาตรการที่เปลี่ยนไป เช่น ความหนาที่เหมาะสมของฉนวนกันความร้อนลดลง, วัสดุเปลือกอาคารอย่างไม้จะมีบทบาทมากขึ้นจากศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากวัสดุ และการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ต้องมีการติดตั้งเพิ่มขึ้นเพื่อไปสู่อาคารปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์


แนวทางการปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์พื้นที่เขตทางรถไฟจากสถานีกรุงเทพหัวลำโพงถึงสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์เพื่อเป็นพื้นที่สีเขียวสาธารณะ, อชิรญา สุขเจริญจิต 2024 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

แนวทางการปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์พื้นที่เขตทางรถไฟจากสถานีกรุงเทพหัวลำโพงถึงสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์เพื่อเป็นพื้นที่สีเขียวสาธารณะ, อชิรญา สุขเจริญจิต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พื้นที่เขตทางรถไฟเก่าภายในเขตเมืองมักถูกปล่อยทิ้งร้างหรือใช้ประโยชน์อย่างไม่เต็มศักยภาพ ทั้งที่เป็นพื้นที่ที่มีบทบาทสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์เมืองและโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาศักยภาพของพื้นที่แนวรางรถไฟเก่าระหว่างสถานีกรุงเทพหัวลำโพงถึงสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ ซึ่งมีระยะทางประมาณ 5.8 กิโลเมตร และนำเสนอแนวทางการปรับเปลี่ยนพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นสวนสาธารณะแนวยาว โดยใช้แนวคิดทางภูมิสถาปัตยกรรมที่บูรณาการการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมเข้ากับการพัฒนาเมือง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเก็บรักษาและการใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษาแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ช่วงตามลักษณะทางกายภาพของย่านและบริบทของการใช้ที่ดิน ได้แก่ (1) ช่วงใกล้เมืองเก่าและแหล่งการค้าเดิม (2) ช่วงใกล้พื้นที่วังและสวนสาธารณะ และ (3) ช่วงภายในชุมชนเมืองร่วมสมัยที่มีความหนาแน่นและพลวัตสูง การวิเคราะห์มิติทางประวัติศาสตร์ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมแสดงให้เห็นว่า พื้นที่แนวรางรถไฟนี้มีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็นสวนสาธารณะ โดยสามารถ (1) เชื่อมโยงพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และย่านเมือง (2) สนับสนุนระบบการสัญจรในเมืองด้วยการเดินเท้าและจักรยาน และ (3) เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของชุมชนเมือง แนวทางการออกแบบที่เสนอยึดหลักการสำคัญสามประการ ได้แก่ (1) การอนุรักษ์คุณค่าของมรดกรถไฟในฐานะองค์ประกอบทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ (2) การออกแบบกิจกรรมและการใช้พื้นที่ที่ตอบสนองบริบทปัจจุบัน และ (3) การเชื่อมโยงเครือข่ายพื้นที่สีเขียวและการสัญจรของเมืองเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยภาพรวม แนวทางนี้สะท้อนบทบาทของภูมิสถาปัตยกรรมในการฟื้นฟูเมืองอย่างยั่งยืน และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่เขตทางรถไฟเก่าในบริบทอื่นของประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเมืองที่เคารพต่อมรดกและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ


แนวทางการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่พักอาศัยผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่ป่าชายเลน : กรณีศึกษาชุมชนบ้านบางพัฒน์ จังหวัดพังงา, พีรพงษ์ สิริวันต์ 2024 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

แนวทางการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่พักอาศัยผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่ป่าชายเลน : กรณีศึกษาชุมชนบ้านบางพัฒน์ จังหวัดพังงา, พีรพงษ์ สิริวันต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การขาดความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่ป่าชายเลนชายฝั่งทะเลอันดามัน เป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และข้อจำกัดทางกฎหมาย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ถูกจัดให้เป็นเขตอนุรักษ์หรือป่าชายเลน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาวัสดุตามธรรมชาติอันเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างที่อยู่อาศัย งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษากระบวนการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างในกลุ่มที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่ป่าชายเลน เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเพิ่มทางเลือกด้านวัสดุให้สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของพื้นที่โดยใช้กรอบแนวคิดเรื่อง วัสดุท้องถิ่น (Local Materials), แนวคิดการก่อสร้างบ้านด้วยตนเอง (Self-Help) และแนวคิดที่อยู่อาศัยที่ทุกคนจ่ายได้ (Affordable Housing) มาเป็นฐานในการวิเคราะห์ โดยทำการเก็บข้อมูลผ่านการสำรวจ การสัมภาษณ์กับเจ้าของบ้าน การสัมภาษณ์เชิงลึกกับช่างก่อสร้าง และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่าวัสดุพื้นถิ่นที่มีการใช้งานมากที่สุดคือไม้โกงกาง เนื่องจากเป็นวัสดุที่หาได้ง่าย ไม่มีต้นทุน เป็นวัสดุที่มีความแข็งแรงทนทานต่อสภาพแวดล้อมในป่าชายเลน โดยพบการใช้งานในส่วนที่เป็น เสาเข็ม เสาตอม่อ เสา คาน ตง โครงหลังคา และพื้น นอกจากนี้ยังพบการพัฒนาไม้โกงกางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานในส่วนเสาตอม่อด้วยการพอกคอนกรีตเพื่อช่วยยืดอายุการใช้งาน รวมถึงการใช้ไม้โกงกางเสริมแรงคอนกรีตในเสาตอม่อแทนการผูกเหล็กเสริมแรงเพื่อลดต้นทุนของวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเป็นการเรียนรู้และปรับตัวเพื่อแก้ปัญหาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนในชุมชน ทั้งนี้แม้ว่าคนในชุมชนส่วนใหญ่จะสามารถก่อสร้างที่พักอาศัยด้วยตนเองได้ แต่การใช้งานวัสดุก่อสร้างในชุมชนบางพัฒน์ยังไม่ถูกต้องตามมาตรฐานการก่อสร้าง ส่งผลให้ประสิทธิภาพของการใช้วัสดุลดลงภาครัฐจึงควรจัดให้มีหน่วยงานที่มีความรู้ด้านมาตรฐานงานก่อสร้างเข้าไปให้การอบรมเพื่อให้การใช้วัสดุก่อสร้างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อันเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับบ้านพักอาศัยของคนในชุมชนป่าชายเลน


การยกระดับระบบบ้านอัจฉริยะด้วยการมีส่วนร่วมของสถาปนิก, ปฏิพล บุญสุขโชติ 2024 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

การยกระดับระบบบ้านอัจฉริยะด้วยการมีส่วนร่วมของสถาปนิก, ปฏิพล บุญสุขโชติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเข้าสู่ยุคของเทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลมหัต (Big Data) ได้ส่งผลกระทบต่อรูปแบบในด้านที่อยู่อาศัย แนวคิดบ้านอัจฉริยะ (Smart Home) จึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพในการใช้อาคารผ่านการผสานเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม ในบริบทของประเทศไทย การประยุกต์ใช้ระบบบ้านอัจฉริยะยังเผชิญกับข้อจำกัดด้านการบูรณาการระบบ การจัดการข้อมูล และความเข้าใจเชิงพื้นที่ ส่งผลให้การใช้งานจริงไม่สามารถบรรลุศักยภาพได้อย่างแท้จริง งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาช่องว่างดังกล่าว วิเคราะห์บทบาทของสถาปนิกในการแก้ปัญหา และนำเสนอแนวทางในการยกระดับระบบบ้านอัจฉริยะให้ตอบสนองการดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างกับผู้ให้บริการเทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะจำนวน 10 ราย และการวิเคราะห์เชิงกรอบ (Framework Analysis) เพื่อสังเคราะห์ปัญหาและความท้าทายที่เกิดขึ้น รวมถึงออกแบบส่วนต่อประสานผู้ใช้ (UI) เพื่อพัฒนาแบบจำลองเชิงแนวคิด (Conceptual Modeling) บนพื้นฐานระเบียบวิธีแบบจำลองสถานการณ์ (Simulation-Based Approach) ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าปัจจุบันการพัฒนาระบบบ้านอัจฉริยะในไทยส่วนใหญ่ผู้ให้บริการเทคโนโลยี (IoT Vendors) มีบทบาทสำคัญมากที่สุดผ่านการเลือกใช้ระบบบ้านอัจฉริยะซึ่งมีลักษณะเป็นระบบปิดและขาดความสามารถในการบูรณาการเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน (Integration Performance) ขณะเดียวกันสถาปนิกในปัจจุบันที่มีศักยภาพของข้อมูลอาคาร (BIM) แต่ก็ไม่ได้นำไปใช้เพื่อเชื่อมโยงเข้ากับระบบ อีกทั้งยังขาดความเข้าใจในการนำองค์ความรู้เข้าร่วมในกระบวนการออกแบบระบบบ้านอัจฉริยะ ส่งผลให้ระบบบ้านอัจฉริยะกลายเป็นเพียง Gadget Home ซึ่งไม่สามารถตอบสนองชีวิตอัจฉริยะได้อย่างแท้จริง (Pseudo-Smart) การผสานความรู้ทางสถาปัตยกรรมเข้าไปยังระบบอัจฉริยะบนพื้นฐานของข้อมูลอาคาร (BIM) จะนำไปสู่การควบคุมอุปกรณ์ให้ทำงานอย่างสอดคล้องและอัตโนมัติ (Smart Controlling) การบูรณาการดังกล่าวยังช่วยให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงพื้นที่บนระบบเวลาจริง (Real-time) สถาปนิกจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยกระดับสู่ Smart Architect ที่เข้าใจทั้งระบบและกระบวนการของการสร้างบ้านอัจฉริยะตั้งแต่ในระดับของการกำหนดเป้าหมายของระบบบ้านอัจฉริยะ (IoT Objective) ระดับของอุปกรณ์ (Physical) ระดับของการจัดการชุดข้อมูล (Database) ระดับของการจัดการฐานข้อมูลอาคาร (BIM) และระดับของกระบวนการทำงานของระบบ (Flowchart) ผ่านการเลือกใช้เครื่องมือในการออกแบบและความเข้าใจด้าน BIM ในฐานะของข้อมูลอาคาร อย่างไรก็ตามการยกระดับนี้ไม่ได้จำกัดเพียงสถาปนิก แต่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้ง 3 ฝ่าย คือ สถาปนิก เจ้าของบ้าน และผู้ให้บริการ จะต้องมีความเข้าใจร่วมกันถึงความสำคัญของข้อมูล เพื่อกำหนดเป้าหมายเดียวกัน อันจะนำไปสู่การพัฒนาบ้านอัจฉริยะในบริบทไทยที่สามารถบูรณาการข้อมูลและตอบสนองผู้ใช้งานได้อย่างยั่งยืน


การจัดเตรียมและการใช้งานที่จอดรถยนต์ในโครงการผสมผสานการใช้งานสามย่านมิตรทาวน์, อรพัชร จูฬะติดตะ 2024 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

การจัดเตรียมและการใช้งานที่จอดรถยนต์ในโครงการผสมผสานการใช้งานสามย่านมิตรทาวน์, อรพัชร จูฬะติดตะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การพัฒนาและก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ผสมผสานการใช้งานจำเป็นต้องมีการจัดเตรียมที่จอดรถยนต์ตามข้อกำหนดกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ กฎกระทรวงฉบับที่ 7 (พ.ศ.2517) และข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องควบคุมอาคาร พ.ศ. 2544 แต่เนื่องด้วยข้อกำหนดกฎหมายที่บังคับใช้มานาน อาจไม่สอดคล้องกับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันที่มีการพัฒนาในรูปแบบโครงการผสมผสานการใช้งานมากขึ้นกว่าอดีต ดังนั้นการจัดสรรพื้นที่จอดรถยนต์จำเป็นต้องศึกษาจำนวนที่จอดรถยนต์ที่ต้องจัดเตรียม ศึกษาการใช้งานที่จอดรถของผู้ใช้บริการแต่ละพื้นที่ และวิเคราะห์หาสัดส่วนจำนวนการใช้งานที่จอดรถยนต์เฉลี่ยในแต่ละช่วงเวลาเทียบกับจำนวนที่จอดรถยนต์ที่โครงการต้องจัดเตรียมตามข้อกำหนดกฎหมายของแต่ละประเภทอาคาร โดยงานวิจัยนี้เลือกโครงการสามย่านมิตรทาวน์ในการศึกษา มีขั้นตอนการศึกษา ได้แก่ ทบทวนวรรณกรรม กฎหมาย รวบรวมข้อมูลจากรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) รวบรวมรายงานการใช้ที่จอดรถยนต์จำนวน 556,953 ข้อมูล และนำมาแยกประเภทการใช้งานทั้ง 5 ประเภท ประมวลผลโดยใช้โปรแกรมวิเคราะห์และสร้างภาพข้อมูล (Power BI) จากนั้นทำการวิเคราะห์หาสัดส่วนการใช้งานที่จอดรถยนต์ด้วยการใช้โปรแกรมตารางคำนวณ (Excel) สรุปผลการศึกษาและอภิปรายผล จากการศึกษาพบว่าจำนวนการจัดที่จอดรถยนต์ของโครงการถูกจัดเตรียมอยู่ที่ 1,648 คัน และมีการจัดเพิ่มเติมซ้อนคันอยู่ที่ 131 คัน รวมทั้งหมดที่ทางโครงการได้จัดเตรียมคือ 1,779 คัน ซึ่งมีปริมาณมากกว่าข้อกำหนดกฎหมายคิดตามประเภทอาคารที่คำนวณได้ว่าต้องจัดเตรียมที่จอดรถอยู่ที่ 1,638 คัน ซึ่งการใช้งานที่จอดรถยนต์คงค้างเฉลี่ยสูงสุดในวันธรรมดาเกิดขึ้นที่ช่วงเวลา 13.00 น. คิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ 81% จำนวนที่จอดรถยนต์ที่โครงการต้องจัดเตรียมตามข้อกำหนดกฎหมายของแต่ละประเภทอาคาร โดยในช่วงเวลาดังกล่าวการใช้ที่จอดรถยนต์ของพื้นที่สำนักงานมีการใช้งานที่จอดรถยนต์ลดลงอย่างต่อเนื่องแต่พื้นที่พาณิชยกรรมมีการใช้งานที่จอดรถยนต์เพิ่มขึ้นสวนทางกันอย่างเห็นได้ชัด ในส่วนการใช้งานที่จอดรถยนต์คงค้างเฉลี่ยสูงสุดในวันเสาร์อาทิตย์เกิดขึ้นช่วงเวลา 13.00 น. คิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ 63% และการใช้งานที่จอดรถยนต์เฉลี่ยสูงสุดในวันหยุดตามประเพณีเกิดขึ้นช่วงเวลา 14.00 น. คิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ 57% โดยการใช้ที่จอดรถยนต์ของวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดตามประเพณี พื้นที่สำนักงานและพื้นที่พาณิชยกรรมมีการใช้ที่จอดรถยนต์เพิ่มขึ้นและลดลงอย่างต่อเนื่องไปในทิศทางเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด ข้อค้นพบในการศึกษาครั้งนี้สะท้อนและสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานที่จอดรถยนต์ที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลาของแต่ละพื้นที่หรือยังใช้งานไม่เต็มตามจำนวนที่จอดรถยนต์ที่โครงการจัดเตรียม สนับสนุนแนวคิดการใช้ที่จอดรถยนต์ร่วมกันที่ให้สามารถลดจำนวนที่จอดรถยนต์ที่โครงการจัดเตรียมลงได้ ส่งผลให้เพิ่มประสิทธิภาพของการใช้งานพื้นที่และรองรับความต้องการที่หลากหลายได้อย่างเหมาะสม


การพัฒนาเกณฑ์การประเมินค่าการส่งถ่ายความร้อนผ่านเปลือกอาคาร (Ottv) ภายใต้สถานการณ์ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ, พีรพัฒน์ หริเลิศรัฐ 2024 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

การพัฒนาเกณฑ์การประเมินค่าการส่งถ่ายความร้อนผ่านเปลือกอาคาร (Ottv) ภายใต้สถานการณ์ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ, พีรพัฒน์ หริเลิศรัฐ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การประเมินค่าการส่งถ่ายความร้อนผ่านเปลือกอาคาร (OTTV) เป็นปัจจัยหนึ่งที่กระทรวงพลังงานมีข้อกำหนดและเกณฑ์การประเมินเอาไว้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม วิธีการประเมินค่า OTTV โดยใช้สมการที่ใช้ในปัจจุบัน ค่าสัมประสิทธิ์ในสมการ OTTV ซึ่งได้แก่ TDeq ∆T และ ESR ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ จึงเป็นที่มาของงานวิจัยนี้ ที่ต้องการพัฒนาสมการ OTTV และสมการคำนวณการใช้พลังงานโดยรวมของอาคาร ภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เพื่อปรับตัวเข้าสู่การปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยมีอาคารสำนักงานเป็นกรณีศึกษา ผลการศึกษาพบว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ส่งผลให้ค่าสัมประสิทธิ์สมการ OTTV ภายใต้แบบจำลองสภาพอากาศปี ค.ศ. 2050 หรือ สมการ OTTV2050 มีค่า TDeq ∆T และ ESR เท่ากับ 2.23 °C, 3.37 °C, และ 239.56 W/m2 ตามลำดับ ในขณะที่ค่าสัมประสิทธิ์ในสมการที่ใช้ในปัจจุบัน หรือสมการ OTTV2004 มีค่า TDeq ∆T และ ESR เท่ากับ 13.46 °C, 4.47 °C, และ 172.99 W/m2 ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศส่งผลให้สมการ OTTV อ่อนไหวต่อการแผ่รังสีของกระจกมากขึ้น และอ่อนไหวต่อการนำความร้อนจากผนังทึบและกระจกลดลง และการศึกษาเกณฑ์การใช้พลังงานในแผนอนุรักษ์พลังงานด้วยสมการ OTTV2050 พบว่า ค่า OTTV ที่จะทำให้อาคารมีประสิทธิภาพในระดับ Net zero energy building (NZEB) มีค่าลดลงจาก 15 W/m2 เหลือ 8.33 W/m2 แต่อย่างไรก็ตาม แม้อาคารจะสามารถใช้พลังงานได้ตามเกณฑ์ในแผนอนุรักษ์พลังงาน ก็ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 หากปราศจากการชดเชยพลังงานที่เพียงพอ


Bangkok Vernacular Making As A Tool For Fostering Inspiration And Creative Thinking In Design: A Practice-Based Approach, Romrawin Pipatnudda 2024 Faculty of Architecture

Bangkok Vernacular Making As A Tool For Fostering Inspiration And Creative Thinking In Design: A Practice-Based Approach, Romrawin Pipatnudda

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research explores the everyday creativity found on Bangkok’s streets—creative, resourceful, improvised solutions created by ordinary people in response to urban challenges. It is based on the hypothesis that Bangkok’s vernacular making can serve as a tool for fostering inspiration and creative thinking in design. Through photo ethnography, literature review, and a practice-based research methodology, the project investigates two key questions: What are the defining characteristics of Bangkok's vernacular making? And how can it be translated into a tool that inspires creative thinking? 10101-101 Pieces of 1 City (Bangkok Edition) is an outcome of the research, which consists of three …


แนวทางการจัดการที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุกรณีศึกษาโครงการสวางคนิเวศ สภากาชาดไทย, รัชภคิน ห่วงสีทอง 2024 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

แนวทางการจัดการที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุกรณีศึกษาโครงการสวางคนิเวศ สภากาชาดไทย, รัชภคิน ห่วงสีทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงการสวางคนิเวศภายใต้การดูแลของสภากาชาดไทยเริ่มเปิดทำการระยะที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2539 นับเป็นโครงการที่พักอาศัยผู้สูงอายุต้นแบบของประเทศไทย แต่จากบริบทที่เปลี่ยนไปของสภาพแวดล้อมและความต้องการของผู้สูงอายุ ทำให้ในปัจจุบันแม้จะมีผู้สูงอายุบริจาคเงินเพื่อสิทธิ์ในการเข้าพักอาศัยถึงร้อยละ 90 แต่เข้าอยู่อาศัยประจำในโครงการเพียงร้อยละ 42 เท่านั้น แสดงให้เห็นถึงปัญหาและข้อจำกัดที่จำเป็นต้องทบทวนความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมและการบริการของโครงการให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน ประเด็นข้างต้นจึงกลายเป็นที่มาและความสำคัญของการศึกษาในครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหา ข้อจำกัด และความต้องการของผู้สูงอายุ เพื่อวิเคราะห์วิธีการจัดการที่พัก สภาพแวดล้อม และรูปแบบพื้นที่จัดกิจกรรมของโครงการสวางคนิเวศ โดยเปรียบเทียบกับโครงการที่พักผู้สูงอายุประเภทอยู่อิสระที่อื่นอีกหนึ่งแห่ง รวมถึงเสนอแนะแนวทางการจัดการที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในโครงการสวางคนิเวศ ผลการศึกษา พบว่ารูปแบบการเข้าพักอาศัยของทั้ง 3 โครงการมีแนวโน้มคล้ายกัน โดยกลุ่มพักประจำในโครงการสวางคนิเวศให้ความสำคัญกับบริการน้อยกว่ากลุ่มอื่น ปัญหาพื้นที่ใช้งานส่วนใหญ่เกิดจากความไม่สะดวก และขาดการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการขาดบุคลากรที่เพียงพอ ข้อค้นพบคือ การปรับพื้นที่กิจกรรมช่วยกระตุ้นให้กลุ่มพักไม่ประจำสนใจเข้าพักบ่อยขึ้น ต่างจากกลุ่มไม่พักอาศัยที่ไม่ได้รับผลจากการปรับปรุง อย่างไรก็ตาม ทุกกลุ่มเห็นด้วยกับการจัดกิจกรรมประจำ โดยเฉพาะกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ พร้อมข้อเสนอให้เพิ่มกิจกรรมแบบมีสันทนาการและจัดหาอุปกรณ์ออกกำลังกายให้ครบทุกด้านส่วนการบริหาร โครงการสวางคนิเวศมีแนวทางปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงข้อจำกัดทางงบประมาณ และมีแนวคิดประสานความร่วมมือภายนอกเพื่อเสริมกิจกรรม กระตุ้นการมีปฏิสัมพันธ์ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว


แนวทางในการออกแบบบ้านเดี่ยวสำหรับโครงการหมู่บ้านจัดสรร ระดับราคา 3.00-7.00 ล้านบาทในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และ ปริมณฑล, ชัยวัฒน์ พนอำพน 2024 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

แนวทางในการออกแบบบ้านเดี่ยวสำหรับโครงการหมู่บ้านจัดสรร ระดับราคา 3.00-7.00 ล้านบาทในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และ ปริมณฑล, ชัยวัฒน์ พนอำพน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันในตลาดการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้านอุปทานของตลาดพบว่า สถานการณ์โครงการจัดสรรบ้านเดี่ยวในปัจจุบันนั้นมีแนวโน้มที่สูงขึ้น เนื่องจากจำนวนการเปิดโครงการใหม่เพิ่มมากขึ้นมากกว่าที่อยู่อาศัยประเภทอื่น ๆ โดยงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางในการออกแบบบ้านเดี่ยวสำหรับโครงการหมู่บ้านจัดสรรระดับราคา 3.00-7.00 ล้านบาท ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และ ปริมณฑล โดยข้อมูลกรณีศึกษามีทั้งหมด 8 โครงการประกอบไปด้วย แบบบ้านเดี่ยว 17 แบบ ที่เปิดโครงการ ปี 2565 – 2567 โดยทำการรวบรวมข้อมูลการวัดผลความพึงพอใจจากผู้อาศัยในบ้านเดี่ยวทั้งหมด 251 คน, ผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการจำนวน 5 ท่าน ผลการศึกษาพบว่า (1) บ้านเดี่ยวจากโครงการกรณีศึกษานั้นพบว่ามีรูปแบบ ดังนี้ ขนาดที่ดินเฉลี่ย 52.32 ตารางวา, ขนาดพื้นที่ใช้สอยเฉลี่ย 161.00 ตารางเมตร และ ประกอบไปด้วย 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ การออกแบบสถาปัตยกรรมเป็นรูปแบบ โมเดิร์นสไตล์ และ ใช้โทนสี ขาว, เทา, ดำ เป็นหลัก (2) ความพึงพอใจของผู้อยู่อาศัยบ้านเดี่ยวในโครงการจัดสรรนั้นพบว่า ผู้อยู่อาศัยมีความพึงพอใจต่อขนาดที่ดิน และ ขนาดพื้นที่ใช้สอยของบ้านมากที่สุดโดยความเห็นส่วนมากของผู้อาศัยนั้นให้ความสำคัญกับการออกแบบบ้านเดี่ยวที่ให้ความรู้สึก กว้าง/โปร่ง/โล่ง การออกแบบวางผังบ้านที่มีความยืดหยุ่น และ รองรับการขยายตัวของครอบครัวรวมถึงการต่อเติมในอนาคต (3) ผู้เชี่ยวชาญ และ ผู้ประกอบการ ระบุว่าการออกแบบและพัฒนาบ้านเดี่ยวให้คำแนะนำเกี่ยวกับการออกแบบที่มุ่งเน้นไปยังการใช้งานที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าโดยตรงไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของพฤติกรรมการใช้งาน และ ความคาดหวังกับความพึงพอใจในการออกแบบรูปแบบและพื้นที่ใช้สอยของบ้านเดี่ยว รวมถึง การออกแบบอย่างยั่งยืนโดยการนำเทคโนโลยีที่มีการตอบโจทย์เรื่องประหยัดพลังงาน รวมถึงการคำนึงถึงต้นทุนในการพัฒนานั้นก็ส่งผลถึงการออกแบบรูปแบบ และ พื้นที่ใช้สอยเช่นกัน ผลการวิเคราะห์การศึกษาพบว่าผู้อาศัยบ้านเดี่ยวในโครงการจัดสรรมีความพึงพอใจต่อการออกแบบรูปแบบและพื้นที่ใช้สอยอยู่ในระดับที่ มาก โดยบ้านระดับราคาที่สูงจะมีระดับความพึงพอใจเฉลี่ยที่สูงกว่าระดับราคาที่ต่ำกว่า และ พบว่าผู้อาศัยในความสำคัญของประเด็นในการพัฒนาและออกแบบที่พักอาศัยบ้านเดี่ยวตามลำดับดังนี้ (1) ขนาดที่ดิน (2) ขนาดพื้นที่ใช้สอย (3) การออกแบบวางผังบ้าน ในส่วนของรูปแบบและพื้นที่ใช้สอยนั้นผู้อาศัยคาดหวังให้รูปแบบนั้นมีจำนวน 3ห้องนอน/3ห้องน้ำ/3ที่จอดรถ เป็นอย่างน้อยซึ่งยังไม่สอดคล้องกับค่าเฉลี่ยของรูปแบบในโครงการกรณีศึกษา ในส่วนความเห็นต่อการออกแบบ้านขนาดเล็กนั้นผู้อาศัยมีความเห็นที่สอดคล้องกับทฤษฎีในเรื่องขนาดทางสัญจรภายใน, แปลนเปิด, แสงธรรมชาติ และมีความเห็นที่ไม่สอดคล้องในส่วนของตำแหน่งของบันไดหลักภายในบ้าน ในส่วนของผู้เชี่ยวชาญนั้นได้ให้ระดับความสำคัญของประเด็นในการพัฒนาและออกแบบที่พักอาศัยบ้านเดี่ยวตามลำดับดังนี้ (1) การออกแบบวางผังบ้าน (2) ขนาดพื้นที่ใช้สอย (3) ขนาดที่ดิน โดยให้ความเห็นว่าการพัฒนาโครงการนั้นจำเป็นต้องมีแนวโน้มในการออกแบบให้ขนาดพื้นที่ใช้สอยและขนาดที่ดินเล็กลง …


การตัดสินใจลงทุนเพื่อพัฒนาคลังสินค้าให้เช่า : กรณีศึกษาบริษัทพัฒนาคลังสินค้าในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ, ธนิศรา เลื่อนสุขสันติ์ 2024 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

การตัดสินใจลงทุนเพื่อพัฒนาคลังสินค้าให้เช่า : กรณีศึกษาบริษัทพัฒนาคลังสินค้าในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ, ธนิศรา เลื่อนสุขสันติ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

คลังสินค้าให้เช่าเป็นหนึ่งในอสังหาริมทรัพย์ภาคอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาศึกษาการตัดสินใจลงทุนพัฒนาคลังสินค้าให้เช่าในพื้นที่ดังกล่าว โดยรวบรวมข้อมูลจากการศึกษาเอกสาร รวมถึงการสัมภาษณ์ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์กรณีศึกษาจำนวน 4 ราย และบริษัทที่ปรึกษาจำนวน 3 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยเปรียบเทียบเพื่อศึกษาการตัดสินใจลงทุนและการจัดลำดับความสำคัญของปัจจัย ผลการศึกษาพบว่า 1) แนวคิดและนโยบายการลงทุน ผู้พัฒนามีมุมมองสอดคล้องกันว่าคลังสินค้าให้เช่าเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว ทั้งจากการขยายตัวของอีคอมเมิร์ซ การย้ายฐานการผลิต และความสามารถในการเป็นศูนย์กระจายสินค้าระดับภูมิภาค 2) กระบวนการในการพัฒนามี 4 ขั้นตอนหลัก คือ 1. สำรวจตลลาด 2. สรุปกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย 3. หาที่ดิน 4. ศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการ 3) ปัจจัยในการตัดสินใจลงทุนที่ทั้งกลุ่มผู้พัฒนาในและนอกตลาดหลักทรัพย์ให้ความสำคัญมากที่สุดคือ ประกอบด้วย 8 ปัจจัย ได้แก่ ศักยภาพทำเลที่ตั้ง การเข้าถึงที่ตั้ง ความพร้อมของระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ข้อกำหนดทางกฎหมายและผังเมือง ทำเลที่ตั้งใกล้กลุ่มการผลิต สภาวะอุปทานคลังสินค้าให้เช่าในพื้นที่ ต้นทุนที่ดิน และอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า การตัดสินใจลงทุนพัฒนาคลังสินค้าให้เช่าในจังหวัดสมุทรปราการได้รับอิทธิพลจากปัจจัยหลายด้าน โดยปัจจัยระดับจุลภาคมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะศักยภาพทำเลที่ตั้ง ความสะดวกในการเข้าถึง ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และข้อกำหนดทางกฎหมายและผังเมือง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ผู้พัฒนาพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน ปัจจัยระดับมหภาค เช่น นโยบายภาครัฐ และภาวะเศรษฐกิจ ก็ยังคงมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ แม้อาจไม่ได้เป็นตัวกำหนดหลัก ทั้งนี้ แนวโน้มการพัฒนาคลังสินค้าให้เช่าในอนาคตมุ่งเน้นการออกแบบโครงการที่ทันสมัย ยืดหยุ่น และรองรับเทคโนโลยีใหม่ เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันและตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้เช่าในยุคปัจจุบัน


การศึกษาความแม่นยำของการจำลองเสียงในอาคารสถานศึกษาด้วยแบบจำลอง 3 มิติ ที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์, สินธุ์ แสงอินทร์ 2024 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

การศึกษาความแม่นยำของการจำลองเสียงในอาคารสถานศึกษาด้วยแบบจำลอง 3 มิติ ที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์, สินธุ์ แสงอินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เสียงในสถาปัตยกรรม (Architectural Acoustic) เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญและส่งผลต่อสุขภาวะของผู้ใช้งานอาคารโดยตรง องค์กรต่างๆ ด้านการกำหนดมาตรฐานและข้อบังคับในการออกแบบและก่อสร้างเช่น LEED และ WELL ได้ทำการบรรจุหัวข้อด้านการสร้างสุขภาวะและลดมลภาวะทางเสียงในอาคาร เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะทางเสียงที่ดีภายในอาคารที่มีการใช้งานที่มีความอ่อนไหวทางเสียง โดยเฉพาะอาคารสถานศึกษา ในขณะเดียวกัน สำหรับอาคารบางแห่งที่ไม่มีการทำแบบจำลอง 3 มิติ มาก่อน จึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยแรงงานและเวลาหากต้องมีการรังวัดสภาพของอาคารจริงเพื่อจัดทำแบบจำลอง 3 มิติเพื่อทำการจำลองเสียงงานวิจัยนี้จึงต้องการศึกษาความแม่นยำของผลจำลองเสียงแบบจำลอง 3 มิติที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์ (Point Cloud) โดยการเปรียบเทียบกับผลการจำลองเสียงจากแบบจำลอง 3 มิติที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์กับผลการจำลองเสียงด้วยแบบจำลอง 3 มิติจากแบบจำลองสารสนเทศอาคาร (BIM) โดยมีตัวแปรของเสียงที่เป็นตัวชี้วัดทั้งหมด 4 ตัวแปร ได้แก่ ระยะเวลาก้องกังวาน (RT60) เวลาสลายตัวเร็ว (EDT) ความชัดเจน (C80) และดัชนีการส่งผ่านเสียงพูด (STI)หลังจากที่ได้ทำการจำลองเสียงด้วยแบบจำลอง 3 มิติที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์ทั้งหมด 2 แบบ ได้แก่ แบบจำลอง 3 มิติ แบบ Voxel และแบบจำลอง 3 มิติ แบบ Bounding Box ของห้องที่แตกต่างภายในอาคารสถานศึกษาทั้งหมด 3 ห้อง และชุดวัสดุที่มีค่าสัมประสิทธิ์การดูดซับเสียงที่ต่างกัน 2 ชุด พบว่า ผลการจำลองเสียงด้วยด้วยแบบจำลอง 3 มิติ ที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์นั้นมีความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยในตัวแปรใดตัวแปรหนึ่งที่แตกต่างกันออกไปตั้งแต่ร้อยละ 0.663 ถึง 17.034 นอกจากนี้ การจำลองด้วยแบบจำลอง 3 มิติ Bounding Box ยังสามารถทำการจำลองได้รวดเร็วกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการจำลองด้วยแบบจำลอง 3 มิติจากแบบจำลองสารสนเทศอาคาร ซึ่งแสดงถึงศักยภาพของการประยุกต์ใช้แบบจำลอง 3 มิติที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์ในการจำลองเสียง


ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการพื้นที่ส่วนที่เปิด 24 ชั่วโมง ในโครงการผสมผสานการใช้งาน กรณีศึกษาโครงการสามย่านมิตรทาวน์, นริศรา พงษ์โสภณ 2024 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการพื้นที่ส่วนที่เปิด 24 ชั่วโมง ในโครงการผสมผสานการใช้งาน กรณีศึกษาโครงการสามย่านมิตรทาวน์, นริศรา พงษ์โสภณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงการผสมผสานการใช้งาน (mixed-use project) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากสามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายในโครงการเดียวกันและความคุ้มค่าในการพัฒนาโครงการ ประกอบกับวิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะด้านเวลาการทำงานที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคยุคใหม่มีแนวโน้มใช้บริการต่างๆ ในช่วงเวลากลางคืนเพิ่มมากขึ้น ภาคธุรกิจจึงมีการปรับตัวสู่แนวคิดธุรกิจ 24 ชั่วโมง งานวิจัยนี้เลือกโครงการสามย่านมิตรทาวน์เป็นกรณีศึกษา เนื่องจากเป็นโครงการผสมผสานการใช้งานและมีพื้นที่บางส่วนเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางสังคมเศรษฐกิจ พฤติกรรมการใช้บริการ และปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการพื้นที่ส่วนที่เปิด 24 ชั่วโมงในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งทำการรวบรวมข้อมูลแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 406 ชุดระหว่างวันที่ 19–28 เมษายน พ.ศ. 2568 ในช่วงเวลา 22.00–10.00 น. จากนั้นนำมาวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติแสดงผลออกมาในเชิงปริมาณ ค่าความถี่ ร้อยละ การทดสอบความสัมพันธ์ของกลุ่มอาชีพ และปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (7Ps) ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการพื้นที่ส่วนที่เปิด 24 ชั่วโมง ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 20–30 ปี สถานะโสด เป็นนักเรียน นิสิต หรือนักศึกษา และมีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน พฤติกรรมการใช้บริการพื้นที่ส่วนที่เปิด 24 ชั่วโมงในโครงการสามย่านมิตรทาวน์ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ใช้บริการเฉพาะศูนย์การค้าในส่วนที่เปิด 24 ชั่วโมง มากกว่าใช้บริการทั้งศูนย์การค้า สำนักงาน และที่จอดรถ และไม่พบการใช้บริการร่วมกับส่วนที่พักอาศัยรวมหรือโรงแรม โดยมักเดินทางจากที่พักอาศัยในรัศมีไม่เกิน 5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางน้อยกว่า 30 นาที ด้วยรถรับจ้างหรือรถยนต์ส่วนตัว มักใช้บริการร่วมกับเพื่อนในช่วงเวลา 22.00–00.00 น. และเลือกใช้พื้นที่ทำงานร่วม (Co-Working Space) สำหรับการทำงานหรืออ่านหนังสือ โดยเฉพาะในวันหยุดสุดสัปดาห์ ความถี่เฉลี่ยในการใช้บริการอยู่ที่ 1–2 ครั้งต่อสัปดาห์ และมีค่าใช้จ่ายต่อครั้งอยู่ในช่วง 401–600 บาท เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มอาชีพ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) นักเรียน/นิสิต/นักศึกษา และ 2) พนักงานบริษัทเอกชนหรืออื่นๆ พบว่า จากตัวแปรทั้งหมด 25 ตัวแปร มีจำนวน 22 ตัวแปรที่แสดงความสัมพันธ์กับกลุ่มอาชีพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ …


แนวทางการออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านแฝด กรณีศึกษา โครงการบ้านจัดสรรในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, นพนันทร์ วิศิษฏ์ชัยกุล 2024 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

แนวทางการออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านแฝด กรณีศึกษา โครงการบ้านจัดสรรในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, นพนันทร์ วิศิษฏ์ชัยกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บ้านแฝดเป็นที่อยู่อาศัยที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จากราคาที่ถูกกว่าบ้านเดี่ยวแต่มีพื้นที่ใช้สอยที่ใกล้เคียงกัน จึงทำให้เกิดความต้องการเพิ่มมากขึ้น งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการของการออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านแฝด โดยการรวบรวมรายละเอียดของโครงการบ้านที่เปิดขายทั้งหมดตั้งแต่ พ.ศ. 2550–2565 และนำมาวิเคราะห์แนวทางการเพิ่มศักยภาพพื้นที่ใช้สอยให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน จากผลการศึกษา พบว่า พื้นที่หลักที่ปรากฏในตั้งแต่ พ.ศ. 2550–2565 ประกอบด้วย ห้องนอนใหญ่, ห้องนอน 2, ห้องรับแขก, พื้นที่รับประทานอาหาร, ห้องเก็บของ, ห้องน้ำชั้นล่างและชั้นบน, ห้องโถงชั้นบน ถือเป็นพื้นที่มาตรฐานที่ต้องมีในบ้านแฝดทุกหลัง ส่วนพื้นที่อื่น เช่น ห้องนอน 3, ห้องน้ำในห้องนอนใหญ่, ห้องครัว, พื้นที่เตรียมอาหาร, ห้องอเนกประสงค์ และโถงชั้นล่าง ปรากฏเฉพาะในบางช่วงเวลาและบางโครงการเท่านั้น โดยพบว่าขนาดของพื้นที่แต่ละส่วน เช่น ห้องนอนใหญ่และโถงชั้นล่างปัจจุบันขนาดลดลงจากเดิม ขณะที่ห้องนอน 2, ห้องนอน 3, ห้องรับแขก และห้องครัวมีขนาดเพิ่มขึ้น โดยมีการออกแบบที่ตอบสนอง ดังนี้ 1) ห้องนอนใหญ่มีการเพิ่มห้องน้ำส่วนตัวและแยกพื้นที่แต่งตัวแม้พื้นที่นอนจะลดลงแต่ได้พื้นที่แต่งตัวเพิ่มขึ้น 2) พื้นที่โถงชั้นล่างมีขนาดลดลงโดยการใช้พื้นที่ทับซ้อนกันระหว่างห้องรับแขกและพื้นที่รับประทานอาหาร 3) ห้องครัวและพื้นที่เตรียมอาหารถูกรวมพื้นที่เข้าด้วยกันเพื่อลดการใช้พื้นที่ 4) ห้องนอน 2 และห้องนอน 3 มีพื้นที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนรูปแบบบันได 5) มีการเพิ่มพื้นที่ของห้องอเนกประสงค์มากขึ้นในช่วงหลัง แม้พื้นที่โดยรวมของบ้านจะไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ผู้พัฒนาโครงการสามารถเพิ่มพื้นที่การใช้งานภายในผ่านการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ปรับเปลี่ยนได้ให้สามารถรองรับพื้นที่ที่หลากหลายในพื้นที่เดียวกัน เช่น เตียงพับ โต๊ะซ่อนในผนัง หรือม้านั่งที่เก็บของได้ นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มศักยภาพด้วยการออกแบบพื้นที่แนวตั้ง เช่น การสร้างชั้นลอย รวมถึงการเลือกใช้วัสดุอย่างกระจกเงาและประตูบานเลื่อนเพื่อช่วยเพิ่มมิติและลดการสูญเสียพื้นที่ใช้งาน


การกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดสำหรับโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบมิกซ์ยูส : กรณีศึกษาโครงการปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ และโครงการเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์, พนิตพร พงษ์บูรณกิจ 2024 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

การกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดสำหรับโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบมิกซ์ยูส : กรณีศึกษาโครงการปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ และโครงการเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์, พนิตพร พงษ์บูรณกิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การพัฒนาโครงการประเภทมิกซ์ยูสมีแนวโน้มเกิดขึ้นมากในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้โครงการมิกซ์ยูสเป็นการผสมผสานการใช้ประโยชน์อสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่ 3 ประเภทขึ้นไป เช่น พื้นที่ค้าปลีก สำนักงาน หรือโรงแรมอยู่ในโครงการเดียวกัน นำมาซึ่งการกำหนดกลยุทธ์การตลาดที่มีความเฉพาะตัว บทความฉบับนี้จึงมุ่งศึกษา ลักษณะและรูปแบบองค์ประกอบใช้โครงการมิกซ์ยูสในกรุงเทพมหานคร ตลอดจนแนวคิดและการกำหนดกลยุทธ์การตลาดในโครงการมิกซ์ยูสผ่าน 2 กรณีศึกษา คือ ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ (PVE) และ เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ (MBK) โดยใช้วิธีรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิ รวมถึงข้อมูลปฐมภูมิผ่านการลงพื้นที่สำรวจ และการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลัก รวมถึงใช้การวิเคราะห์ผลในรูปแบบวิเคราะห์ในกรณีและวิเคราะห์ร่วมระหว่างกรณีศึกษา เพื่อแสดงการถ่ายทอดแนวคิดการพัฒนาโครงการมาสู่กลยุทธ์การตลาด ตลอดจนแสดงผลของการดำเนินกลยุทธ์ ผลการศึกษาพบว่า 1) โครงการมิกซ์ยูสในกรุงเทพมหานครมีการผสมผสานการใช้งานตั้งแต่ 2 องค์ประกอบไปจนถึง 5 องค์ประกอบ โดยมีรูปแบบการผสมผสานระหว่างองค์ประกอบทั้งหมด 19 รูปแบบ และพบมากในพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจที่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินสูง มีการคมนาคมและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน โดยพื้นที่ค้าปลีกเป็นองค์ประกอบที่ถูกนำมาใช้มากที่สุด 2) แนวคิดในการพัฒนาระดับโครงการที่มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเต็มศักยภาพผ่านรูปแบบมิกซ์ยูส จะทำหน้าที่เป็นแนวคิดหลักในการกำหนดการใช้งานในระดับองค์ประกอบ 3) พื้นที่ค้าปลีกทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อการใช้งานระหว่างองค์ประกอบในโครงการ และเชื่อมต่อภายในและภายนอกโครงการด้วยรูปแบบการใช้งานที่เปิดเป็นสาธารณะและกายภาพที่อยู่บริเวณส่วนฐานอาคาร ทั้งนี้พื้นที่ค้าปลีกส่งผลต่อลักษณะโครงการ เช่นโครงการ MBK มีพื้นที่ค้าปลีกเป็นสัดส่วนที่มาก ส่งผลให้รับรู้เป็นพื้นที่ค้าปลีก ในขณะที่โครงการ PVE มีพื้นที่ค้าปลีกน้อยแต่เน้นสำนักงาน ส่งผลให้รับรู้เป็นสำนักงาน 4) การกำหนดกลยุทธ์การตลาดโครงการมิกซ์ยูสแบ่งเป็น 2 ระดับ คือระดับองค์ประกอบและระดับโครงการ พร้อมกำหนดกลุ่มเป้าหมายสองระดับโดยกลุ่มเป้าหมายร่วมในระดับโครงการจะสะท้อนตำแหน่งโครงการ ในกรณี PVE ที่มีสำนักงานให้เช่าเป็นองค์ประกอบหลักมีกลุ่มเป้าหมายระดับพรีเมียม สะท้อนตำแหน่งสำนักงาน Ecoplex ระดับพรีเมียมของโครงการ ในขณะที่ MBK มีพื้นที่ค้าปลีกเป็นองค์ประกอบหลักมีกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายและเน้นการเข้าถึงได้ สะท้อนตำแหน่งพื้นที่ค้าปลีกที่เป็นจุดนัดพบที่ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงได้ จากผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าแนวคิดในการพัฒนาโครงการมีผลต่อการกำหนดกลยุทธ์การตลาดซึ่งจะถูกกำหนดทั้งในระดับโครงการที่สะท้อนตำแหน่งโครงการ และระดับองค์ประกอบทั้งพื้นที่ค้าปลีก สำนักงานให้เช่า และโรงแรม ที่มีการใช้งาน การกำหนดกลยุทธ์การตลาด และกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน โดยมีพื้นที่ค้าปลีกเป็นจุดเชื่อมต่อการใช้งาน ทั้งนี้งานวิจัยนี้สามารถเป็นแนวทางสำหรับผู้ประกอบการโครงการมิกซ์ยูส หรือโครงการแบบเดี่ยวที่จะพัฒนาเป็นมิกซ์ยูสในอนาคต


Digital Commons powered by bepress