Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medical Sciences (830)
- Nursing (445)
- Dentistry (357)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Sports Sciences (286)
-
- Veterinary Medicine (284)
- Public Health (272)
- Mental and Social Health (145)
- Other Mental and Social Health (143)
- Geriatric Nursing (98)
- Medical Specialties (92)
- Prosthodontics and Prosthodontology (74)
- Medical Microbiology (70)
- Radiation Medicine (59)
- Dental Materials (56)
- Radiology (48)
- Movement and Mind-Body Therapies (47)
- Physical Therapy (47)
- Rehabilitation and Therapy (47)
- Life Sciences (46)
- Oral and Maxillofacial Surgery (45)
- Medical Biochemistry (42)
- Nursing Administration (37)
- Oral Biology and Oral Pathology (35)
- Animal Sciences (33)
- Pediatric Dentistry and Pedodontics (31)
- Psychiatric and Mental Health Nursing (28)
- Dental Public Health and Education (26)
- Orthodontics and Orthodontology (21)
- Keyword
Articles 91 - 120 of 3086
Full-Text Articles in Medicine and Health Sciences
การศึกษาผลของน้ำมันปลาต่อประสิทธิศักย์และผลข้างเคียงของยาไอโซเตรทติโนอินขนาดต่ำ ในการรักษาสิวปานกลางถึงรุนแรง เปรียบเทียบกับการรับประทานยาไอโซเตรทติโนอินอย่างเดียว, ปานเพชร สังขสัญญา
การศึกษาผลของน้ำมันปลาต่อประสิทธิศักย์และผลข้างเคียงของยาไอโซเตรทติโนอินขนาดต่ำ ในการรักษาสิวปานกลางถึงรุนแรง เปรียบเทียบกับการรับประทานยาไอโซเตรทติโนอินอย่างเดียว, ปานเพชร สังขสัญญา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ไอโซเตรทติโนอินเป็นยารักษาสิวชนิดปานกลางถึงรุนแรง แต่มีข้อจำกัดจากผลข้างเคียง ปัจจุบันพบว่า น้ำมันปลาช่วยลดผลข้างเคียงของยาได้ และการละลายในไขมันได้ดียังอาจช่วยเพิ่มการดูดซึมของยา ทำให้ผลการรักษาสิวดีขึ้น การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิศักย์ของยาไอโซเตรทติโนอินขนาดต่ำที่รับประทานร่วมกับน้ำมันปลาในการรักษาสิวปานกลางถึงรุนแรง และผลต่อผลข้างเคียงของยา โดยเป็นการศึกษาแบบสุ่ม เปรียบเทียบแบบปกปิดสองฝ่าย และออกแบบเพื่อพิสูจน์ความไม่ด้อยกว่า (ขอบเขตความไม่ด้อยกว่า = 5) ผู้เข้าร่วมวิจัยอายุ 18–25 ปี ซึ่งมีสิวปานกลางถึงรุนแรง (Investigator Global Assessment; IGA ≥ 3) จะถูกสุ่มให้รับยาไอโซเตรทติโนอิน ขนาด 10 มิลลิกรัม ร่วมกับน้ำมันปลา 1 กรัม หรือยาหลอก รับประทานวันละครั้ง เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตัวชี้วัดประสิทธิศักย์ ได้แก่ จำนวนสิว และคะแนน IGA ส่วนผลข้างเคียง ได้แก่ ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ค่าเอนไซม์ตับ และผลข้างเคียงทางผิวหนังและเยื่อเมือก จากผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 75 คน (กลุ่มน้ำมันปลา = 37 คน; กลุ่มยาหลอก = 38 คน) พบว่ากลุ่มที่ได้รับน้ำมันปลาสามารถลดจำนวนสิวทั้งหมดได้ไม่ด้อยกว่ากลุ่มยาหลอก (-6.4; 95%CI: -17.5 ถึง 4.6) และมีการสูญเสียความชุ่มชื้นของผิวน้อยกว่า (ค่าความแตกต่างของ corneometer เฉลี่ย = 8.97; 95% CI: 2.76 ถึง 15.18) นอกจากนี้ ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดของกลุ่มน้ำมันปลายังเพิ่มขึ้นน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (–12.6 มก./ดล.; 95% CI: –23.0 ถึง –2.1) สรุป: การใช้น้ำมันปลาร่วมกับยาไอโซเตรทติโนอินขนาดต่ำให้ผลไม่ด้อยกว่ายาเพียงอย่างเดียวในการรักษาสิว อีกทั้งยังมีประโยชน์ในการควบคุมระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดและรักษาความชุ่มชื้นของผิว จึงสนับสนุนบทบาทของน้ำมันปลาเป็นการรักษาเสริม โดยเฉพาะในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงที่มีแนวโน้มจะเกิดไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง
ความตั้งใจมีบุตร บุคลิกภาพ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้หญิงทำงานที่ยังไม่มีบุตร ในกรุงเทพมหานคร, ปิยาภัสร์ แผ่นทอง
ความตั้งใจมีบุตร บุคลิกภาพ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้หญิงทำงานที่ยังไม่มีบุตร ในกรุงเทพมหานคร, ปิยาภัสร์ แผ่นทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของความตั้งใจมีบุตร ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพกับความตั้งใจมีบุตร และปัจจัยที่สามารถทำนายความตั้งใจมีบุตร กลุ่มตัวอย่างคือผู้หญิงทำงานที่ยังไม่มีบุตร อายุ 18–49 ปี ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 110 คน โดยตอบแบบสอบถามออนไลน์เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลพื้นฐาน ทัศนคติเรื่องคุณค่าของบุตร อิทธิพลทางสังคม ลำดับความสำคัญของปัจจัยสนับสนุน และแบบวัดบุคลิกภาพ IPIP-NEO ฉบับภาษาไทย จำนวน 30 ข้อ ซึ่งครอบคลุมบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Chi-square, t-test และ Logistic Regressionผลการวิจัยพบว่า กลุ่มที่ตั้งใจไม่มีบุตรหรือน่าจะไม่มีบุตรมีความชุกสูงที่สุด (ร้อยละ 55.5) บุคลิกภาพทั้ง 5 ด้านไม่สามารถทำนายความตั้งใจมีบุตรได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม พบว่า อายุ ทัศนคติว่าบุตรทำให้ครอบครัวสมบูรณ์ และอิทธิพลจากบุคคลรอบข้าง สามารถทำนายความตั้งใจมีบุตรได้อย่างมีนัยสำคัญสำหรับปัจจัยสนับสนุนกลุ่มที่ตั้งใจจะมีบุตรให้ความสำคัญสูงสุดกับ นโยบายของที่ทำงาน รองลงมาคือ บริการดูแลเด็ก ขณะที่กลุ่มที่ตั้งใจจะไม่มีบุตรให้ความสำคัญกับ ปัจจัยอื่น ๆ เช่น ความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ และ นโยบายของที่ทำงานผลการศึกษานี้สะท้อนความซับซ้อนของการตัดสินใจมีบุตรในกลุ่มผู้หญิงทำงาน และสามารถใช้เป็นแนวทางในการวางแผนเชิงนโยบายด้านครอบครัวและแรงงานในอนาคต
ความรอบรู้สุขภาพด้านอาชีวอนามัยของช่างซ่อมบำรุงอากาศยานของหน่วยซ่อมบำรุงอากาศยานแห่งหนึ่งในประเทศไทย, ปุญญิศา ผลพันธิน
ความรอบรู้สุขภาพด้านอาชีวอนามัยของช่างซ่อมบำรุงอากาศยานของหน่วยซ่อมบำรุงอากาศยานแห่งหนึ่งในประเทศไทย, ปุญญิศา ผลพันธิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรอบรู้สุขภาพด้านอาชีวอนามัยและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของช่างซ่อมบำรุงอากาศยานของหน่วยซ่อมบำรุงอากาศยานแห่งหนึ่งในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างคือช่างซ่อมบำรุงอากาศยานจำนวน 706 คนโดยไม่มีการสุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามชนิดตอบด้วยตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยเฉลี่ยอยู่ที่ 143.56±10.54 คะแนน จัดอยู่ในระดับมาก ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยที่ดี ได้แก่ เพศชาย เมื่อเปรียบเทียบกับเพศหญิง (β= - 3.52; 95%CI: -6.19 ถึง -0.85) อายุงานมากกว่า 11 ปีขึ้นไป เมื่อเปรียบเทียบกับอายุงาน 11-20 ปี (β= 9.68; 95%CI: 8.15 ถึง 11.21) อายุงาน 21-30 ปี (β= 15.45; 95%CI: 13.73 ถึง 17.16) และ และอายุงานมากกว่า 31 ปี (β= 19.43; 95%CI: 17.77 ถึง 21.09) แผนกโรงซ่อม (Hangar) เมื่อเปรียบเทียบกับแผนก Shop maintenance (β= - 4.34; 95%CI: -6.53 ถึง -2.15) และแผนกลานจอด (β= -9.17; 95%CI: -10.59 ถึง -7.76) และการรับทราบนโยบายด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เมื่อเปรียบเทียบกับการไม่รับทราบนโยบายฯ (β= -2.78; 95%CI: -5.50 ถึง -0.06) (p < 0.05) จากผลการศึกษา การสร้างเสริมความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยให้กลุ่มช่างซ่อมบำรุงอากาศยานควรเน้นทักษะการรู้เท่าทันสื่อ รวมถึงการประชาสัมพันธ์ถึงนโยบายให้ช่างซ่อมบำรุงอากาศยานรับทราบและมีความเข้าใจเนื้อหาและแนวทางการปฏิบัติที่ตรงกัน เพื่อเพิ่มระดับความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยให้มากขึ้นไปอีก
การศึกษาความหนาแน่นและขนาดของเส้นผมในแต่ละบริเวณของศีรษะในผู้หญิงไทยอายุ 20-69 ปีที่มีภาวะผมบางจากพันธุกรรมเปรียบเทียบกับผู้ที่มีผมปกติ,การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวาง, ปัณณิกา ปฐมพาณิชย์พงศ์
การศึกษาความหนาแน่นและขนาดของเส้นผมในแต่ละบริเวณของศีรษะในผู้หญิงไทยอายุ 20-69 ปีที่มีภาวะผมบางจากพันธุกรรมเปรียบเทียบกับผู้ที่มีผมปกติ,การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวาง, ปัณณิกา ปฐมพาณิชย์พงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์:เพื่อศึกษาความแตกต่างของความหนาแน่นและขนาดเส้นผมในบริเวณต่างๆ ของศีรษะในหญิงไทยอายุ 20-69 ปี ระหว่างผู้ที่มีภาวะผมบางจากพันธุกรรม และผู้ที่มีผมปกติ รวมถึงศึกษาความหนาแน่นของเส้นผมในแต่ละบริเวณของศีรษะในผู้ที่มีภาวะผมบางจากพันธุกรรม และปัจจัยที่มีผลต่อความหนาแน่นของเส้นผมในหญิงไทยอายุ 20-69 ปี วิธีการวิจัย: การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวาง ผู้เข้าร่วมวิจัยประกอบด้วยหญิงไทยอายุ 20-69 ปี จำนวน 382 คน แบ่งเป็นกลุ่มผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคผมร่วงจากพันธุกรรมในเพศหญิงจำนวน 191 คน ซึ่งยังไม่ได้รับการรักษาแบบ Ludwig และ Olsen และกลุ่มผู้หญิงที่มีผมปกติจำนวน 191 คน โดยมีการซักประวัติ ตอบแบบสอบถาม และใช้อุปกรณ์ส่องดูสภาพผิวหนังขยายสูงเพื่อประเมินพารามิเตอร์ของเส้นผมในแต่ละบริเวณของศีรษะ ผลการศึกษา: การศึกษาในแต่ละบริเวณของศีรษะพบว่า ความหนาแน่นของเส้นผมในกลุ่มผู้ที่มีผมปกติและผู้ที่มีภาวะผมบางจากพันธุกรรมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) โดยพบการลดลงของความหนาแน่นมากที่สุดในบริเวณฟรอนทัล พาไรทัล และเวอร์เท็กซ์ ตามลำดับ ส่วนขนาดของเส้นผมในกลุ่มผู้หญิงที่มีผมปกติและผมบางจากพันธุกรรมมีความแตกต่าง กันในบริเวณฟรอนทัล (p 0.001), พาไรทัล (p 0.007) และเวอร์เท็กซ์(p 0.002) การศึกษาในด้าน จำนวนเส้นผมต่อรูเปิดและสัดส่วนของผมเส้นอ่อนพบความแตกต่างที่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ในทุกบริเวณที่ศึกษา ส่วนการศึกษาในกลุ่มผู้ที่มีภาวะผมบางจากพันธุกรรมพบว่าความ หนาแน่นของเส้นผมในแต่ละบริเวณมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติแต่ขนาดของเส้น ผมในแต่ละบริเวณส่วนใหญ่ไม่พบความแตกต่างที่มีนัยสำคัญทางสถิติและปัจจัยที่มีผลต่อความ หนาแน่นของเส้นผมที่ลดลง ได้แก่อายุและค่าดัชนีมวลกายที่สูงขึ้น (R=0.77,p=0.01)
ความชุกของการใช้สารเสพติดและคุณภาพชีวิตในบุคลากรฝ่ายสนับสนุนที่ทำงานในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่ง ในเขตกรุงเทพมหานคร, ปาณิศา กาญจนซิม
ความชุกของการใช้สารเสพติดและคุณภาพชีวิตในบุคลากรฝ่ายสนับสนุนที่ทำงานในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่ง ในเขตกรุงเทพมหานคร, ปาณิศา กาญจนซิม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาความชุกของการใช้สารเสพติดและคุณภาพชีวิตในบุคลากรฝ่ายสนับสนุนที่ทำงานในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่ง ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยดำเนินการเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์ด้วยแบบคัดกรองประสบการณ์ในการใช้ ยาสูบ สุรา และสารเสพติดตัวอื่นๆ และแบบวัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลก ในบุคลลากรฝ่ายสนับสนุนจำนวน 250 คนจากผลการศึกษาพบว่าความชุกของการใช้สารเสพติดในบุคลากรฝ่ายสนับสนุนที่เคยใช้สารเสพติดอย่างใดอย่างหนึ่งตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาคิดเป็น ร้อยละ 94.0 และ ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ร้อยละ 70.8 โดยพบว่าชนิดของสารที่มีการใช้มากที่สุด 5 อันดับแรกตลอดช่วงชีวิต และใน 3 เดือนที่ผ่านมา ได้แก่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ กัญชา ใบกระท่อม และสารผสมน้ำต้มใบกระท่อม และพบความเสี่ยงจากการใช้สารเสพติดของบุคลากรส่วนใหญ่อยู่ในระดับต่ำ ได้แก่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กัญชา ยากระตุ้นประสาทกลุ่มแอมเฟตามีน สารระเหย ใบกระท่อม สารผสมน้ำต้มใบกระท่อม สารกลุ่มฝิ่น ร้อยละ 78.02, 93.02, 87.23, 90.91, 91.25, 76.92, 71.43 ตามลำดับ ขณะที่ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบส่วนใหญ่มีความเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 55.22 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับสารเสพติดที่มีการใช้มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ เพศ อายุ และหน่วยงาน โดย เพศชาย อายุ 18-35 ปี เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการใช้สารและระดับความรุนแรงในการใช้สารมากที่สุด นอกจากนั้นยังพบว่าบุคลากรส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 51.60 แบ่งเป็น คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพร่างกายในระดับดี ร้อยละ 53.60 คุณภาพชีวิตด้านจิตใจในระดับดี ร้อยละ 64.80 คุณภาพชีวิตด้านสัมพันธภาพทางสังคมในระดับปานกลาง ร้อยละ 62.00 และคุณภาพชีวิตด้านสิ่งแวดล้อมในระดับปานกลาง ร้อยละ 68.00
การศึกษาประสิทธิผลของการใช้แอปพลิเคชั่นไลน์ (Chulacancer) ผ่านโปรแกรมส่งข้อความแบบเชิงรุกและแบบตอบกลับอัตโนมัติในการให้ข้อมูลในการดูแลตนเองเบื้องต้นเมื่อพบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากยาเคมีบำบัดเปรียบเทียบกับการดูแลแบบปกติในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด, การศึกษานำร่องแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม, นราวิชญ์ สมพรไพลิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทนำ แอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือที่ช่วยเสริมสร้างความรู้สามารถช่วยให้ผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัดสามารถจัดการกับผลข้างเคียงได้ดีขึ้นและลดการมาโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น วิธีการดำเนินการวิจัย เป็นการศึกษานำร่องแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมซึ่งจัดทำ ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ถึงวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ได้รับเคมีบำบัดแบบเสริมหรือแบบก่อนผ่าตัด ซึ่งจะถูกสุ่มแบ่งเป็นกลุ่มที่ใช้งาน ChulaCancer LINE Chat และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการดูแลตามปกติ ผลลัพธ์หลักคือจำนวนการมาพบแพทย์เพิ่มเติม (รวมถึงแผนกผู้ป่วยนอก ห้องฉุกเฉิน และการนอนโรงพยาบาล) ผลการวิจัย มีผู้ป่วยทั้งหมด 40 ราย ผู้ป่วยเป็นมะเร็งเต้านม 28 ราย (70%) และมะเร็งลำไส้ใหญ่ 12 ราย (30%) ผลลัพธ์หลักจำนวนการมาพบแพทย์เพิ่มเติมในกลุ่มที่ใช้งาน ChulaCancer LINE Chat เท่ากับ 2 ครั้ง (10%) โดยเป็น 1 ครั้งที่ผู้ป่วยนอกและ 1 ครั้งที่นอนโรงพยาบาล ในขณะที่กลุ่มควบคุมมี 4 ครั้ง (20%) ได้แก่ 3 ครั้งที่ผู้ป่วยนอกและ 1 ครั้งที่นอนโรงพยาบาล ซึ่งไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างสองกลุ่ม (P = 0.661) ส่วนอุบัติการณ์ของอาการไม่พึงประสงค์ระดับที่มากกว่าเท่ากับ 3 พบในกลุ่มควบคุม 2 ราย (10%) เพียงเท่านั้น สรุปผลการวิจัย ผู้ป่วยที่ใช้ ChulaCancer LINE Chat มีแนวโน้มที่จะลดจำนวนการมาพบแพทย์เพิ่มเติมเนื่องจากผลข้างเคียงจากเคมีบำบัดเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ แต่ยังไม่ถึงระดับที่มีนัยสำคัญทางสถิติ จึงควรมีการศึกษาต่อในประชากรที่มากขึ้นและในบริบทของโรคระยะลุกลามเพื่อการนำไปใช้จริงในวงกว้าง
ความเครียดจากงานและภาวะติดงานของผู้ผลิตสื่อ บริษัทด้านสื่อสังคมออนไลน์ ในกรุงเทพมหานคร, นัชชา มิตรวารีสัมพันธุ์
ความเครียดจากงานและภาวะติดงานของผู้ผลิตสื่อ บริษัทด้านสื่อสังคมออนไลน์ ในกรุงเทพมหานคร, นัชชา มิตรวารีสัมพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความเครียดจากงาน ภาวะติดงาน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเครียดจากงาน ของผู้ผลิตสื่อ บริษัทด้านสื่อสังคมออนไลน์ ในกรุงเทพมหานครวิธีการศึกษา : การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นผู้ผลิตสื่อจากบริษัทด้านสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 295 คน โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน โดยผู้เข้าร่วมการศึกษาทำการตอบแบบสอบถามทั้งหมดด้วยตัวเองอย่างสมัครใจ แบบสอบถามทั้งหมดได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามด้านการทำงาน 3) แบบสอบถามความเครียดจากงาน (Work Stress Scale) 4) แบบสอบถามภาวะติดงาน (Bergen Work Addiction Scale, BWAS) 5) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม (Social Support Questionnaire) 6) แบบสอบถามความสุขในการทำงาน (Work Happiness Questionnaire) นำเสนอความเครียดจากงานและภาวะติดงาน โดยใช้สัดส่วน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้วจึงทำการวิเคราะห์ปัจจัยระหว่างความเครียดจากงานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยใช้สถิติไคสแควร์ และการวิเคราะห์ความถดถอยลอจิสติกเพื่อระบุปัจจัยทำนายความเครียดจากงานระดับสูงถึงสูงมากของผู้ผลิตสื่อ โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติไว้ที่ต่ำกว่า 0.5ผลการศึกษา : มากกว่าครึ่ง (ร้อยละ 56.3) ของผู้ผลิตสื่อมีความเครียดอยู่ในระดับสูง โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ยของค่าคะแนนความเครียดเท่ากับ 53.71 ± 12.35 และมีผู้ที่มีภาวะติดงานร้อยละ 23.1 จากการวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่าการมีภาวะติดงานมีความสัมพันธ์กับความเครียดจากงานในระดับสูงถึงสูงมากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การสนับสนุนทางสังคมระดับต่ำถึงปานกลาง ความสุขในการทำงานระดับต่ำมากถึงปานกลาง และการทำงานมากกว่า 9 ชั่วโมงต่อวัน (p<0.01) ซึ่งปัจจัย เหล่านี้เองก็เป็นปัจจัยทำนายของความเครียดจากงานระดับสูงถึงสูงมากเช่นกัน สรุปผลการศึกษา : ผู้ผลิตสื่อ บริษัทด้านสื่อสังคมออนไลน์ในกรุงเทพมหานคร โดยส่วนมาก (ร้อยละ 56.3) มีความเครียดจากงานระดับสูง และพบภาวะติดงานร้อยละ 23.1 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องและเป็นปัจจัยทำนายของความเครียดจากงานระดับสูงถึงสูงมาก คือ ภาวะติดงาน การสนับสนุนทางสังคมระดับต่ำถึงปานกลาง ความสุขในการทำงานระดับต่ำมากถึงปานกลาง และการทำงานมากกว่า 9 ชั่วโมงต่อวัน
Neutrophil-To-Lymphocyte Ratio At Admission And Development Of Epilepsy After Ischemic Stroke, Pannaporn Imemkamon
Neutrophil-To-Lymphocyte Ratio At Admission And Development Of Epilepsy After Ischemic Stroke, Pannaporn Imemkamon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ABSTRACTBackground: Post-stroke epilepsy (PSE) is associated with increased morbidity and mortality, yet reliable predictors for its occurrence remain undefined. The systemic immune-inflammation index (SII), an inflammatory marker, has shown promise in other inflammatory diseases, but its association with PSE is not well established.Objective: This study aimed to investigate the relationship between the SII, measured during hospitalization, and the development of PSE in patients who suffered from ischemic stroke.Methods: This retrospective cohort study included the patients aged 18 and above, who were hospitalized for ischemic stroke at our center between 1 Jan 2014 to 31 Dec 2017 and followed until the …
ผลการรักษาทางคลินิกของภาวะขาดเหล็กในผู้ป่วยความดันหลอดเลือดสู่ปอดสูงในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, นพรุจ ยุทธนา
ผลการรักษาทางคลินิกของภาวะขาดเหล็กในผู้ป่วยความดันหลอดเลือดสู่ปอดสูงในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, นพรุจ ยุทธนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทนำ: ธาตุเหล็กมีหน้าที่สำคัญในการขนส่งออกซิเจนและการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ภาวะขาดธาตุเหล็กพบเป็นโรคร่วมที่สำคัญซึ่งสัมพันธ์กับผลการักษาทางคลินิกที่แย่ลง ในภาวะหัวใจด้านซ้ายล้มเหลวเรื้อรัง, ภาวะหัวใจล้มเหลวด้านขวาจากความดันหลอดเลือดปอดสูง (pulmonary arterial hypertension; PAH) และโรคความดันหลอดเลือดปอดสูงจากลิ่มเลือดอุดตันเรื้อรัง (chronic thromboembolic pulmonary hypertension; CTEPH) แม้ในปัจจุบันมีหลายการศึกษาที่แสดงความชุกภาวะขาดธาตุเหล็ก และความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ทางคลินิกที่แย่ลง ในผู้ป่วย PAH และ CTEPH อย่างไรก็ตามข้อมูลเกี่ยวกับความชุกและผลการรักษาทางคลินิกในผู้ป่วยความดันหลอดเลือดปอดสูงที่ขาดเหล็กในประเทศไทยยังมีจำกัด การศึกษานี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษา ความแตกต่างของผลการรักษาทางคลินิกในผู้ป่วยความดันหลอดเลือดปอดสูง คือ Right ventricular-Pulmonary arterial coupling (RV-PA coupling) ด้วยพารามิเตอร์ Tricuspid annular plane systolic excursion (TAPSE) to Systolic pulmonary arterial pressure (sPAP) ratio; TAPSE/sPAP ในผู้ป่วยที่มีและไม่มีภาวะขาดเหล็กวิธีการศึกษา: การศึกษาเป็นแบบรวบรวมข้อมูลย้อนหลังโดยมีกลุ่มเปรียบเทียบ ดำเนินการ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย (Single center retrospective cohort study) รวบรวมข้อมูลผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันหลอดเลือดปอดสูง (pulmonary arterial hypertension group 1; PAH) ที่ไม่มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด และผู้ป่วยโรคความดันหลอดเลือดปอดสูงจากลิ่มเลือดอุดตันเรื้อรัง ในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2564 ถึงธันวาคม พ.ศ. 2567 โดยผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาด้วยยาลดความดันเลือดปอดขนาดคงที่มาแล้วอย่างน้อย 8 สัปดาห์ และมีข้อมูลการตรวจระดับธาตุเหล็กในเลือดรวมถึงการตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (echocardiography) ภายในระยะเวลา 12 เดือน การนิยามภาวะขาดธาตุเหล็กใช้การตรวจ serum iron
ปัจจัยทำนายการเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันหลังการปลูกถ่ายไต, ธนวัฒน์ สุขสมบูรณ์
ปัจจัยทำนายการเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันหลังการปลูกถ่ายไต, ธนวัฒน์ สุขสมบูรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทนำ: โรคไตเรื้อรังเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจจะเพิ่มขึ้นตามอัตราการกรองไต (eGFR) ที่ลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย การปลูกถ่ายไตเป็นการรักษาที่ดีที่สุดและช่วยลดโอกาสการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ยังฟอกไตอยู่ อย่างไรก็ตามอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะภาวะหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันในผู้ป่วยปลูกถ่ายไตยังคงสูงกว่าเมื่อเทียบกับประชากรปกติ และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งหลังการปลูกถ่ายไต วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายการเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันหลังการปลูกถ่ายไต วิธีการศึกษา: การศึกษาจากข้อมูลย้อนหลังในผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ระหว่าง วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2561 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ.2566 จำนวน 250 ราย โดยเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนของผู้ป่วย ฐานข้อมูลของคลินิกปลูกถ่ายไต และในผู้ป่วยปลูกถ่ายไตที่เกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันจะมีการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมจากฐานข้อมูลผู้ป่วยห้องปฏิบัติการสำหรับการตรวจสวนหัวใจและหลอดเลือด ผลการศึกษา: ผู้ป่วยปลูกถ่ายไตจำนวน 250 ราย พบผู้ป่วยเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน จำนวน 12 ราย (ร้อยละ 4.8) จากการศึกษาพบปัจจัยทางคลินิกที่สัมพันธ์กับภาวะหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ประวัติโรคหลอดเลือดหัวใจ (adjusted OR=8.71, 95%CI 1.45-52.42, p=0.018), ระดับน้ำตาลในเลือด (adjusted OR=1.03, 95%CI 1.01-1.05, p=0.001) และอัตราการกรองของไต (eGFR) (adjusted OR0.94, 95%CI 0.93-0.98, p=0.002) ลักษณะของผู้ป่วยที่เกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันหลังการปลูกถ่ายไตเป็น NSTEMI ร้อยละ 66.7 และ STEMI ร้อยละ 33.3 โดยผู้ป่วยร้อยละ 66.7 มีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตั้งแต่ 2 เส้นขึ้นไป (multivessel disease) ข้อมูลการรักษาเกี่ยวกับการเปิดเส้นเลือดหัวใจ (revascularization) พบว่าเป็น PCI ร้อยละ 66.7 CABG ร้อยละ 25.0 และการรักษาแบบอนุรักษ์ (conservative management) พบร้อยละ 8.3 สรุปผลการศึกษา: ผู้ป่วยปลูกถ่ายไตโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่มีประวัติโรคหลอดเลือดหัวใจเดิม มีอัตราการกรองของไต (eGFR) ที่ต่ำ และภาวะน้ำตาลในเลือดสูง มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันหลังการปลูกถ่ายไต
การศึกษาการใช้เลเซอร์พัลส์ดายความยาวคลื่น 595 นาโนเมตรเพื่อเป็นการรักษาเสริมในภาวะอักเสบเรื้อรังของขอบเล็บจากยาต้านมะเร็ง, ธัญญพร เปรื่องเมธางกูร
การศึกษาการใช้เลเซอร์พัลส์ดายความยาวคลื่น 595 นาโนเมตรเพื่อเป็นการรักษาเสริมในภาวะอักเสบเรื้อรังของขอบเล็บจากยาต้านมะเร็ง, ธัญญพร เปรื่องเมธางกูร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภาวะขอบเล็บอักเสบ (Paronychia) เป็นอาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้บ่อยจากการใช้ยารักษาโรคมะเร็ง โดยเฉพาะในกลุ่มยามุ่งเป้า เช่น Epidermal Growth Factor Receptor Inhibitors: EGFRIs) แม้ว่าการรักษามาตรฐาน เช่น ยาสเตียรอยด์ชนิดทา (topical corticosteroids: TCS) ร่วมกับยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน จะสามารถช่วยบรรเทาอาการได้ในระดับหนึ่ง แต่อาการขอบเล็บอักเสบยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่อาจนำไปสู่การหยุดใช้ยารักษามะเร็ง เลเซอร์ชนิดพัลส์ดาย (Pulsed Dye Laser: PDL) ที่มีความยาวคลื่น 595 นาโนเมตร มีคุณสมบัติในการทำลายโครงสร้างหลอดเลือด ต้านการอักเสบ และส่งเสริมการสมานแผล จึงอาจเป็นทางเลือกเสริมที่มีศักยภาพในการรักษาภาวะดังกล่าว วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินประสิทธิภาพของการรักษาเสริมด้วย PDL ในการลดความแดง อาการบวม ความรุนแรงของโรค อาการปวด รวมถึงประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วย วิธีการศึกษา: การศึกษานี้เป็นการเปรียบเทียบก่อน–หลังโดยไม่มีการสุ่มหรือกลุ่มควบคุม (pre-post study) ในผู้ป่วย 10 ราย รวมทั้งหมด 70 นิ้วมือและนิ้วเท้าที่มีอาการขอบเล็บอักเสบระดับ 1–2 ตามเกณฑ์ CTCAE v5.0 โดยผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วย PDL สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ตัวชี้วัดหลักคือค่าดัชนีความแดงของผิวหนัง (erythema index: EI) ที่วัดด้วยอุปกรณ์มาตรฐาน ส่วนตัวชี้วัดรอง ได้แก่ คะแนนการประเมินความรุนแรงแบบปรับปรุง (modified SPOT score), อาการปวด, อาการบวม, การประเมินโดยแพทย์ (Physician Global Assessment: PGA), ความพึงพอใจของผู้ป่วยและเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ โดยมีการประเมินผลในแต่ละสัปดาห์ระหว่างการรักษาและอีกครั้ง 2 สัปดาห์หลังสิ้นสุดการรักษา ผลการศึกษา: หลังการรักษาด้วย PDL พบว่าค่าเฉลี่ยของความแดงลดลงจาก 1.63 เหลือ 1.42 (P < 0.001) และปริมาตรความบวมลดลงจาก 1.67 เหลือ 1.45 (P < 0.001) คะแนน modified SPOT ดีขึ้นจาก 3.61 เหลือ 1.99 (P < 0.001) โดยอาการปวดลดลงอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ช่วงแรกของการรักษา (จาก 4.40 เหลือ 1.25; P < 0.001) คะแนน PGA แสดงถึงการฟื้นตัวของเล็บที่ดีขึ้นตั้งแต่สัปดาห์ที่ 3 และความพึงพอใจของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจาก 0 เป็น 100 ภายในสัปดาห์ที่ 5 (P < 0.001) สรุปผล: การรักษาด้วย PDL แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการลดความแดง อาการบวม ความรุนแรงของโรค และอาการปวดในภาวะขอบเล็บอักเสบที่เกิดจากยาต้านมะเร็ง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความพึงพอใจของผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญทั้งในทางสถิติและทางคลินิก
Microbiota Diversity And Composition In Gastric Cancer By Gastric Mucosal Brushing : A Cross-Sectional Case-Control Study, Thanrada Vimonsuntirungsri
Microbiota Diversity And Composition In Gastric Cancer By Gastric Mucosal Brushing : A Cross-Sectional Case-Control Study, Thanrada Vimonsuntirungsri
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: The dysbiosis of the gastric microbiota has been implicated in gastric carcinogenesis. However, previous studies showed a large heterogeneity of the gastric microbiota profiles in various sampling methods which impacted the diagnostic yield. Currently, the specific method for assessing non-Helicobacter pylori microbiota associated with gastric cancer remain unidentified. This study aimed to compare the diagnostic yield of gastric mucosal brushing and conventional biopsy sampling methods to identify gastric microbiota in patients with gastric cancer and controls. Methods: This study, conducted from February 2024 to January 2025, included patients with treatment-naive gastric cancer and asymptomatic controls with normal esophagogastroduodenoscopy findings. …
การศึกษาอุบัติการณ์ และปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องต่อการติดเชื้อราแบบรุกรานในผู้ป่วยมะเร็ง เม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดมัยอิลอยด์ ระหว่างได้รับยาโพซาโคนาโซลใน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ณัฐภัทร นิตินัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มาของปัญหางานวิจัย: การติดเชื้อราเชิงรุกราน (Invasive Fungal Infection: IFI) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญในผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันชนิดมัยอิลอยด์ (Acute Myeloid Leukemia: AML) ที่ได้รับเคมีบำบัดระยะเข้มข้น โดยมีอุบัติการณ์ของการติดเชื้อสูงถึงร้อยละ 10 และมีอัตราการเสียชีวิตสูง เชื้อที่พบได้บ่อยคือกลุ่มเชื้อราสาย โดยเฉพาะ Aspergillus spp. ปัจจุบัน ยา posaconazole ถือเป็นยาป้องกันเชื้อรามาตรฐาน เนื่องจากมีคุณสมบัติเหมาะสมทั้งด้านเภสัชจลนศาสตร์และประสิทธิภาพครอบคลุมเชื้อรา อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อราเชิงรุกรานที่เกิดขึ้นระหว่างได้รับยาป้องกัน (Breakthrough IFI: bIFI) ยังคงพบได้ และอาจสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตที่สูงถึงร้อยละ 41 การศึกษาก่อนหน้านี้ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์รายงานอุบัติการณ์ของ bIFI อยู่ที่ร้อยละ 6 แต่ยังไม่สามารถระบุปัจจัยเสี่ยงที่แน่ชัดได้ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุก ลักษณะทางคลินิก และปัจจัยเสี่ยงของ bIFI ในผู้ป่วย AML ที่ได้รับยา posaconazole เพื่อป้องกันการติดเชื้อราสายขณะได้ยาเคมีบำบัด ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อพัฒนายุทธศาสตร์ในการป้องกันและดูแลรักษาที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นระเบียบวิธีการวิจัย: ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาแบบย้อนหลัง (Retrospective Cohort Study) โดยรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันชนิดมัยอิลอยด์ที่ได้รับยา posaconazole เพื่อป้องกันการติดเชื้อราในระหว่างได้เคมีบำบัดระยะเข้มข้นระหว่างปี พ.ศ. 2561 ถึง 2566 โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกคือผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปที่ได้รับ posaconazole เป็นการป้องกันเชื้อราอย่างต่อเนื่องมากกว่า 7 วัน และมีข้อมูลระดับยาใน 7 วันแรกหลังเริ่มยา โดยตัดผู้ป่วยที่ได้รับยาน้อยกว่า 7 วันหรือไม่มีข้อมูลระดับยาออกจากการศึกษาผลการศีกษา: จากผู้ป่วยที่เข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 243 ราย มีผู้ที่เข้าเกณฑ์การศึกษา 236 ราย พบว่ามีการเกิด bIFI จำนวน 19 ราย (ร้อยละ 8.0) โดยข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วยได้การศึกษานี้ ร้อยละ 49.5 เป็นเพศชาย อายุมัธยฐาน 50 ปี และผู้ป่วยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 83.4) เป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันชนิดมัยอิลอยด์ที่ได้รับเคมีบำบัดระยะเข้มข้น (ร้อยละ 78.2) โดยมีระดับยา …
การศึกษาการใช้ค่าดัชนีความตึงตัวของหลอดเลือดดำ Internal Jugular และการเปลี่ยนแปลงของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ช่วงหายใจออก เพื่อประเมินการตอบสนองต่อสารน้ำในผู้ป่วยที่ใส่เครื่องช่วยหายใจและมีภาวะช็อค, ไตรรงค์ ชูทรงเดช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มาและความสำคัญ: การตอบสนองต่อสารน้ำ (fluid responsiveness) คือการเปลี่ยนแปลงของปริมาตรเลือดที่หัวใจสูบฉีดออกจากหัวใจห้องล่างซ้ายต่อนาที (cardiac output, CO) ที่เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 15% ภายหลังการให้สารน้ำคริสตัลลอยด์ (crystalloid) ขนาด 4 มิลลิลิตรต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัว การประเมินการตอบสนองต่อสารน้ำเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลผู้ป่วยวิกฤต โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (sepsis) เนื่องจากส่งผลต่อการปรับปริมาณสารน้ำให้ผู้ป่วยอย่างเหมาะสม และหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากการให้สารน้ำมากหรือน้อยเกินไป โดยการประเมินการตอบสนองต่อสารน้ำทำได้โดยการใช้สายสวนหลอดเลือดแดงเข้าไปที่เส้นเลือด Pulmonary artery เพื่อทำ thermodilution หรือการวัดระยะเวลาความเร็วการไหลออกของหัวใจห้องซ้าย (left ventricular outflow tract velocity time integral, LVOT VTI) ด้วยการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงผ่านทางผนังทรงอก (transthoracic echocardiography, TTE) ซึ่งเป็นมาตรฐานในการวัดปริมาตรเลือดที่หัวใจสูบฉีดออกจากหัวใจห้องล่างซ้ายต่อนาที อย่างไรก็ตามวิธีการประเมินการตอบสนองต่อสารน้ำดังกล่าว มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในการทำหัตถการ ปัจจุบันจึงมีการใช้วิธีการทำหัตถการภายนอกร่างกายไม่รุกล้ำผู้ป่วย เพื่อประเมินการตอบสนองต่อสารน้ำ เช่น การอัลตราซาวด์เพื่อวัดค่าดัชนีความตึงตัวของหลอดเลือดดำ Internal jugular vein (Internal jugular vein distensibility index, IJVDi) หรือ การวัดความเปลี่ยนแปลงของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ช่วงหายใจออก (Change in end-tidal Carbon dioxide, ΔETCO2)วัตถุประสงค์ของการศึกษา: การศึกษานี้จึงมีเป้าหมายเพื่อประเมินประสิทธิผลของการวัดค่าดัชนีความตึงตัวของหลอดเลือดดำ Internal jugular vein และ การเปลี่ยนแปลงของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ช่วงหายใจออก ในการทำนายการตอบสนองต่อสารน้ำในผู้ป่วยภาวะช็อคที่ใส่เครื่องช่วยหายใจ (mechanical ventilator) โดยวัดปริมาตรเลือดที่หัวใจสูบฉีดออกจากหัวใจห้องล่างซ้ายต่อนาที โดยเครื่อง FloTrac™ ในการกำหนดการตอบสนองต่อการให้สารน้ำวิธีการศึกษา: การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงวินิจฉัย ในผู้ป่วยที่มีภาวะช็อคและใส่เครื่องช่วยหายใจ ในหอผู้ป่วยวิกฤตทางอายุรกรรม ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จำนวน 80 ราย โดยเก็บข้อมูลทางคลินิกต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานก่อนการทดสอบการให้สารน้ำ (fluid challenge test, FCT) ได้แก่ สัญญาณชีพต่างๆ (vital signs) ค่าดัชนีความตึงตัวของหลอดเลือดดำ Internal jugular vein (IJVDi), ค่าความแปรผันของความดันชีพจร (pulse …
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระยะคิวทีหลังการเปิดหลอดเลือดหัวใจ กับ การเกิดผลลัพธ์ทางหัวใจและหลอดเลือด ในผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดชนิด เอสทียก เฉียบพลัน, ธนโชติ ชัยพัฒนานนท์
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระยะคิวทีหลังการเปิดหลอดเลือดหัวใจ กับ การเกิดผลลัพธ์ทางหัวใจและหลอดเลือด ในผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดชนิด เอสทียก เฉียบพลัน, ธนโชติ ชัยพัฒนานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มาของปัญหางานวิจัย: การยืดออกของระยะคิวที (QT interval prolongation) สามารถพบได้ในผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ได้รับการเปิดหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นผลมาจากการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจได้รับบาดเจ็บหลังเปิดหลอดเลือด (reperfusion injury) และเป็นตัวบ่งชี้ความไม่เสถียรทางไฟฟ้าในกล้ามเนื้อหัวใจ (electrical instability in the myocardium) อย่างไรก็ตาม ผลของการยืดออกของระยะคิวที ต่อผลลัพธ์ทางคลินิกที่ ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง การยืดออกของระยะคิวที หลังการเปิดหลอดเลือดหัวใจ กับ อัตราการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุที่ 1 ปี (1 year all-cause mortality) รวมถึง ผลลัพธ์ทางหัวใจและหลอดเลือดที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลในผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดชนิด เอสทียก เฉียบพลัน (acute ST segment elevated myocardial infarction) ระเบียบวิธีการวิจัย: การศึกษาแบบย้อนหลังเชิงพรรณนาชนิด cohort (Retrospective cohort study) ในผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดชนิด เอสทียก เฉียบพลัน (acute ST segment elevated myocardial infarction) ที่ได้รับการรักษาด้วยการสวนหลอดเลือดหัวใจและเปิดขยายหลอดเลือดหัวใจชนิดปฐมภูมิ (primary percutaneous coronary intervention) ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ระหว่าง เดือน มกราคม พ.ศ. 2563 ถึง เดือน ธันวาคม พ.ศ. 2565 โดยเก็บข้อมูลทางคลินิก และ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ ก่อน และ ภายใน 12 ชั่วโมงหลังการเปิดหลอดเลือดหัวใจ ผลการศึกษา: ผู้ป่วยจำนวน 282 ราย อายุเฉลี่ย 60.15 ± 12.5 ปี, เพศชายร้อยละ 76.24 พบว่า ระยะคิวที(corrected QT interval) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังการเปิดหลอดเลือดหัวใจ โดยเพิ่มจากมัธยฐาน 425 มิลลิวินาที (IQR …
การทดลองแบบสุ่มเพื่อศึกษาผลของการส่องกล้องใส่ท่อระบายถุงน้ำดีผ่านรูเปิดท่อน้ำดีในผู้ป่วยที่มีนิ่วในถุงน้ำดีร่วมกับภาวะท่อน้ำดีอักเสบเฉียบพลันและมีระยะเวลารอการผ่าตัดถุงน้ำดีนาน, ณัฎฐ์สิดา รัตนวิริยะชัย
การทดลองแบบสุ่มเพื่อศึกษาผลของการส่องกล้องใส่ท่อระบายถุงน้ำดีผ่านรูเปิดท่อน้ำดีในผู้ป่วยที่มีนิ่วในถุงน้ำดีร่วมกับภาวะท่อน้ำดีอักเสบเฉียบพลันและมีระยะเวลารอการผ่าตัดถุงน้ำดีนาน, ณัฎฐ์สิดา รัตนวิริยะชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: การส่องกล้องใส่ท่อระบายถุงน้ำดีผ่านรูเปิดท่อน้ำดี (endoscopic transpapillary gallbladder stenting; ETGS) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการกลับเป็นซ้ำในผู้ป่วยที่มีภาวะถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน (acute cholecystitis) และมีระยะเวลารอผ่าตัดถุงน้ำดีนาน อย่างไรก็ตามข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการส่องกล้องใส่ท่อระบายถุงน้ำดีผ่านรูเปิดท่อน้ำดีในผู้ป่วยที่มีภาวะท่อน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน (acute cholangitis) โดยไม่มีภาวะถุงน้ำดีอักเสบร่วมด้วยนั้นยังมีจำกัด การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบสุ่มเพื่อเปรียบเทียบอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนในทางเดินน้ำดีและตับอ่อนที่ 3 เดือน ในผู้ป่วยที่มีภาวะท่อน้ำดีอักเสบเฉียบพลันโดยไม่มีถุงน้ำดีอักเสบและมีระยะเวลารอผ่าตัดถุงน้ำดีนาน ระหว่างกลุ่มที่ได้รับและไม่ได้รับการส่องกล้องใส่ท่อระบายถุงน้ำดีผ่านรูเปิดท่อน้ำดี วิธีการวิจัย: ในช่วงเดือนมิถุนายน 2567 ถึงเดือนมีนาคม 2568 ผู้ป่วยที่มีภาวะท่อน้ำดีอักเสบเฉียบพลันโดยไม่มีถุงน้ำดีอักเสบและมีระยะเวลารอผ่าตัดถุงน้ำดีนาน ซึ่งเข้าได้กับเกณฑ์คัดเลือกในการศึกษาได้รับการสุ่มแบ่งเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเอ (กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการส่องกล้องใส่ท่อระบายถุงน้ำดีผ่านรูเปิดท่อน้ำดี) และกลุ่มบี (กลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการส่องกล้องใส่ท่อระบายถุงน้ำดีผ่านรูเปิดท่อน้ำดี) โดยทำการเปรียบเทียบอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนในทางเดินน้ำดีและตับอ่อนที่ 3 เดือนระหว่างผู้ป่วยทั้งสองกลุ่ม ผลการวิจัย: ผู้ป่วยทั้งหมด 140 ราย ที่เข้าได้กับเกณฑ์คัดเลือกได้รับการสุ่มแบ่งออกเป็น กลุ่มเอ จำนวน 70 ราย และกลุ่มบี จำนวน 70 ราย ผู้ป่วยทุกรายประสบความสำเร็จในการส่องกล้องตรวจรักษาท่อน้ำดีและตับอ่อน (ERCP) เพื่อกำจัดนิ่วในท่อน้ำดี สำหรับกลุ่มเอ อัตราความสำเร็จในทางเทคนิคและอัตราความสำเร็จทางคลินิกของการส่องกล้องใส่ท่อระบายถุงน้ำดีผ่านรูเปิดท่อน้ำดีเท่ากับร้อยละ 90 และร้อยละ 100 ตามลำดับ โดยอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังทำหัตถการไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างกลุ่มเอ และกลุ่มบี (ร้อยละ 5.7 เทียบกับร้อยละ 1.4; p = 0.17) แต่อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนในทางเดินน้ำดีและตับอ่อนที่ 3 เดือนต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มเอ เมื่อเทียบกับกลุ่มบี (ร้อยละ 0 เทียบกับร้อยละ 10; p = 0.01) การวิเคราะห์ Kaplan-Meier พบว่าอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนในทางเดินน้ำดีและตับอ่อนในกลุ่มเอ ต่ำกว่ากลุ่มบี อย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.004) ในช่วงระยะเวลาการติดตามผล 150.5 วัน (ช่วง 91-291 วัน) สรุป: การส่องกล้องใส่ท่อระบายถุงน้ำดีผ่านรูเปิดท่อน้ำดีมีประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนในทางเดินน้ำดีและตับอ่อนที่ 3 เดือน ในผู้ป่วยที่มีภาวะท่อน้ำดีอักเสบเฉียบพลันโดยไม่มีภาวะถุงน้ำดีอักเสบและมีระยะเวลารอผ่าตัดถุงน้ำดีนาน ซึ่งผู้ป่วยในกลุ่มที่ไม่ได้รับการส่องกล้องใส่ท่อระบายถุงน้ำดีผ่านรูเปิดท่อน้ำดีจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลซ้ำจากการเกิดภาวะแทรกซ้อนในทางเดินน้ำดีและตับอ่อนนี้
ความวิตกกังวล และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ป่วยก่อนผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหัก ที่รับไว้ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, ณัฐธิดา รัชตารมย์
ความวิตกกังวล และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ป่วยก่อนผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหัก ที่รับไว้ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, ณัฐธิดา รัชตารมย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความวิตกกังวลของผู้ป่วยสูงอายุที่รับไว้ในโรงพยาบาลเพื่อผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหัก และเพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความวิตกกังวลในผู้ป่วยก่อนได้รับการผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหัก ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย วิธีการศึกษา: เก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ป่วยผู้สูงอายุเพศชาย และเพศหญิงที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นผู้ป่วยก่อนได้รับการผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกฝ่ายออร์โธปิดิกส์ ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ซึ่งรับไว้ในโรงพยาบาลเป็นผู้ป่วยใน จำนวน 85 ราย โดยใช้แบบสอบถามรวมทั้งหมด 5 ชุด ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความวิตกกังวลแฝงและบบประเมินความวิตกกังวลขณะเผชิญ แบบประเมินระดับความวิตกกังวล (Visual Analog Scale-Anxiety: VASA) แบบประเมินความปวด และแบบวัดการสนับสนุนทางสังคม และใช้สถิติเชิงพรรณนา Mann-Whitney U Test Kruskal-Wallis Test และ Spearman’s rank correlation โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติไว้ที่น้อยกว่า 0.05 ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ย (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) ของความวิตกกังวลขณะเผชิญ ในผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักเท่ากับ 48.15 คะแนน (11.06) ค่ามัธยฐาน (ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์) เท่ากับ 47 (40.0–57.5) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 49.4 จากคะแนนเต็ม 80 คะแนน ส่วนความวิตกกังวลในผู้ป่วยก่อนผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหัก มีค่าเฉลี่ย (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) เท่ากับ 3.15 คะแนน (1.95) ค่ามัธยฐาน (ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์) เท่ากับ 3.0 (1.43–4.43) และพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวันหลังผ่าตัด ส่วนปัจจัยที่มีเกี่ยวข้องกับความวิตกกังวลในผู้ป่วยก่อนได้รับการผ่าตัดกระดูกข้อสะโพก ได้แก่ ประสบการณ์ที่ผู้ป่วยเคยได้รับการผ่าตัด ระดับความเจ็บปวด ความวิตกกังวลแฝง และการสนับสนุนทางสังคมด้านความพึงพอใจ มีความสัมพันธ์กับความวิตกกังวลขณะเผชิญ และความวิตกกังวลก่อนผ่าตัด สรุปผลการศึกษา: ความวิตกกังวลในผู้ป่วยก่อนผ่าตัดกระดูกสะโพกหักส่วนใหญ่พบว่ามีความวิตกกังวลในระดับปานกลาง และพบปัจจัยที่สัมพันธ์กับความวิตกกังวลขณะเผชิญ และความวิตกกังวลก่อนผ่าตัด ซึ่งผลการศึกษานี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถช่วยดูแลผู้ป่วยและจัดการกับความวิตกกังวลได้อย่างเหมาะสม และพัฒนาคุณภาพในการดูแลผู้ป่วยก่อนผ่าตัดกระดูกสะโพกหักทั้งในช่วงก่อนและหลังการผ่าตัด
ความชุกและปัจจัยเกี่ยวข้องกับภาวะเสียงผิดปกติในครูอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี, ชนม์นิภา ประดิษฐ
ความชุกและปัจจัยเกี่ยวข้องกับภาวะเสียงผิดปกติในครูอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี, ชนม์นิภา ประดิษฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะเสียงผิดปกติในครูอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี กลุ่มตัวอย่างเป็นครูในโรงเรียนสังกัดอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จำนวน 373 คน ซึ่งสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิและสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลในช่วง เดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2567 โดยใช้แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลปัจจัยด้านการทำงาน และแบบสอบถาม Voice Handicap Index (VHI) ฉบับภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสองตัวแปร และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบโลจิสติก ผลการศึกษาพบว่า ครูส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 31-40 ปี สมรสแล้ว และมีประสบการณ์การสอนมากกว่า 10 ปี ความชุกของภาวะเสียงผิดปกติในกลุ่มตัวอย่างอยู่ที่ร้อยละ 25.7 โดยครูที่สอนทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษามีความชุกของภาวะเสียงผิดปกติสูงถึงร้อยละ 63.6 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะเสียงผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การเป็นหวัดบ่อยครั้ง (Adjusted OR = 3.75, 95% CI = 1.74-8.10), สถานะโสด (Adjusted OR = 2.61, 95% CI = 1.51-4.52), การดื่มสุราเป็นครั้งคราว (Adjusted OR = 2.07, 95% CI = 1.21-3.54) และการมีประวัติเสียงผิดปกติในครอบครัว (Adjusted OR = 6.10, 95% CI = 1.60-23.27) ในทางตรงกันข้าม ครูที่รู้วิธีป้องกันเสียงแหบมีความเสี่ยงต่อภาวะเสียงผิดปกติน้อยลง (Adjusted OR = 0.44, 95% CI = 0.26-0.76) จากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าภาวะเสียงผิดปกติในครูเป็นปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม และควรมีการพัฒนามาตรการเฝ้าระวังและส่งเสริมความรู้ในการป้องกันการเกิดภาวะเสียงผิดปกติในครูต่อไป
Mri-Based Radiomics Model From Mesorectal Fat To Predict Perirectal Lymph Node Status And Extramural Venous Invasion In Colorectal Cancer Patients, Yaniga Swaengdee
Mri-Based Radiomics Model From Mesorectal Fat To Predict Perirectal Lymph Node Status And Extramural Venous Invasion In Colorectal Cancer Patients, Yaniga Swaengdee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Colorectal cancer (CRC) is the third most common cancer worldwide and the incidence rate is rising in Asia. Perirectal lymph node metastasis (PLN) and extramural venous invasion (EMVI) are common and associated with poor prognosis in CRC patients. While total mesorectal excision is the gold standard for confirming PLN and EMVI, MRI is keys modality for staging. Radiomics, a technique that extracts quantitative features from medical images, allows for the development of predictive models for PLN and EMVI. This study aimed to build and evaluate a predictive model based on mesorectal fat radiomics from MRI images to improve PLN and …
Cytokine Levels In Malignant Pleural Effusion: Comparison Between Expandable And Non-Expandable Lung, Jarudul Phocharoen
Cytokine Levels In Malignant Pleural Effusion: Comparison Between Expandable And Non-Expandable Lung, Jarudul Phocharoen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Lung expandability is crucial for successful pleurodesis in malignant pleural effusion (MPE); however, pleurodesis failure can occur despite meeting expandability criteria. Objectives: To study pleural fluid cytokines as potential biomarkers for predicting lung expandability and pleurodesis outcomes in MPE. Methods: Sixty-eight patients with MPE were enrolled and classified into expandable (n = 34; pleural elastance ≤ 14.5 cmH2O/L or pleural apposition ≥ 75%) and non-expandable (n = 34; pleural elastance > 14.5 cmH2O/L and pleural apposition < 75%) lung groups. Pleural fluid cytokine levels were measured using multiplex assays and compared. Pleurodesis outcomes were assessed in the expandable lung group, and the diagnostic performance of these cytokines in predicting pleurodesis success was evaluated. Results: Pleural fluid cytokine levels, including transforming growth factor-β1 (TGF-β1), did not significantly differ between patients with expandable and non-expandable lungs, nor did they correlate with pleural elastance. However, within the expandable lung group, where 25% of patients experienced pleurodesis failure, TGF-β1 levels were significantly higher in the failure group (median [IQR]: 5,779.83 [3,924.54–9,705.53]) than in the success group (2,598.93 [1,425.35–3,294.35]; p = 0.003). A TGF-β1 cutoff of < 3,743.04 pg/mL demonstrated 90.48% sensitivity and 85.71% specificity for predicting pleurodesis success. Conclusion: Pleural fluid TGF-β1 may predict pleurodesis success in expandable lung, but its limited correlation with lung expandability and pleural elastance suggests complex biological and mechanical interactions.
ประสิทธิภาพของการคัดกรองและการบำบัดแบบย่อสำหรับความเสี่ยงจากการใช้สารเสพติดและความเครียดในทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรี, จิตรลดา รีเอี่ยม
ประสิทธิภาพของการคัดกรองและการบำบัดแบบย่อสำหรับความเสี่ยงจากการใช้สารเสพติดและความเครียดในทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรี, จิตรลดา รีเอี่ยม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการบำบัดแบบย่อ (Brief Intervention) ต่อพฤติกรรมการใช้สารเสพติด ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สารเสพติด เปรียบเทียบความเครียดและพฤติกรรมการใช้สารเสพติด ก่อนและหลังการบำบัดแบบย่อของทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรี โดยเก็บรวบรวมข้อมูล 2 ครั้ง (ก่อนและหลังการบำบัดแบบย่อ) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความเครียด แบบคัดกรองประสบการณ์ในการใช้ยาสูบ สุรา และสารเสพติดตัวอื่นๆ และการตรวจปัสสาวะ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมการใช้สารเสพติดอย่างน้อยหนึ่งชนิด ก่อนและหลังการบำบัดแบบย่อ มีสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 100.00 และ 64.40 ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมีประสิทธิภาพการบำบัดแบบย่อ โดยสารที่มีการใช้มากที่สุด 5 อันดับแรก คือ เครื่องดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ผลิตภัณฑ์ยาสูบ, ใบกระท่อม, สารผสมน้ำต้มใบกระท่อม, และกัญชา โดยมีความเสี่ยงระดับปานกลาง มีความเครียดก่อนการบําบัดแบบย่อระดับสูง (35.60%) หลังการบําบัดแบบย่อส่วนใหญ่มีความเครียดระดับน้อย (51.10%) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความเครียดก่อนการบำบัดแบบย่อระดับสูง (35.60%) หลังการบำบัดแบบย่อมีความเครียดอยู่ในระดับน้อย (51.10%) จากการทดสอบสมมติฐาน พบว่า อายุ ภูมิลำเนา รายได้ และความเครียดมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นอกจากนี้พฤติกรรมการใช้สารเสพติดและความเครียดของทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรีลดลงหลังได้รับการบำบัดแบบย่อ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
สุขภาพจิตและกลไกทางจิตของเจ้าหน้าที่ขนขยะมูลฝอยสังกัดกรุงเทพมหานคร, จิรทีปต์ ชอบทำกิจ
สุขภาพจิตและกลไกทางจิตของเจ้าหน้าที่ขนขยะมูลฝอยสังกัดกรุงเทพมหานคร, จิรทีปต์ ชอบทำกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์ภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะสุขภาพจิต กลไกทางจิต และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะสุขภาพจิตของเจ้าหน้าที่ขนขยะมูลฝอยสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าหน้าที่ขนขยะมูลฝอยสังกัดกรุงเทพมหานครจำนวน 265 ราย ซึ่งคัดเลือกโดยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม พ.ศ. 2567 ด้วยแบบสอบถามที่ประกอบด้วยปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านการทำงาน แบบสอบถามกลไกทางจิตฉบับภาษาไทย และแบบสอบถามวัดสุขภาพจิตคนไทยฉบับสมบูรณ์ 55 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน รวมถึงการวิเคราะห์ความสัมพันธ์แบบสองตัวแปรและพหุตัวแปรโดยใช้สถิติการถดถอยโลจิสติกเชิงพหุ ผลการศึกษาพบว่า เจ้าหน้าที่ขนขยะมูลฝอยร้อยละ 39.6 มีภาวะสุขภาพจิตต่ำกว่าคนทั่วไป และเมื่อควบคุมปัจจัยอื่น พบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะสุขภาพจิตต่ำกว่าคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การใช้กลไกทางจิตประเภทบิดเบือนภาพลักษณ์ตนเองหรือผู้อื่น (OR=3.50, 95%CI 1.64-7.46) การใช้กลไกทางจิตประเภทที่ช่วยลดความรู้สึกที่ไม่พึงประสงค์ (OR=2.86, 95%CI 1.49-5.48) ระดับการศึกษาประถมศึกษา/มัธยมศึกษาตอนต้น (OR=1.91, 95%CI 1.12-3.26) และความพึงพอใจต่อตารางการปฏิบัติงานในระดับต่ำ (OR=2.22, 95%CI 1.04-4.73) จากผลการศึกษาดังกล่าว องค์กรควรมีมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังสุขภาพจิต โดยกำหนดนโยบายคัดกรองสุขภาพจิตประจำปี และจัดให้มีระบบรายงานปัญหาสุขภาพจิตแก่หัวหน้างาน รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิต เช่น การให้ความรู้เรื่องการจัดการความเครียด ควรเสริมสร้างกลไกทางจิตที่เหมาะสมโดยฝึกอบรมให้เจ้าหน้าที่ใช้กลไกทางจิตเชิงบวก และปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงานเพื่อลดแรงกดดัน
ภาวะซึมเศร้า และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ในหญิงที่ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหาร จังหวัดกรุงเทพมหานคร, ขนิษฐา เมฆสวัสดิ์
ภาวะซึมเศร้า และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ในหญิงที่ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหาร จังหวัดกรุงเทพมหานคร, ขนิษฐา เมฆสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ในกลุ่มผู้ที่ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหาร ที่เพศกำเนิดเป็นหญิง ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหารในจังหวัดกรุงเทพมหานคร และรับงานผ่านแอปพลิเคชันในประเทศไทย ผู้วิจัยเข้าถึงกลุ่มตัวอย่างแบบมีเป้าหมาย โดยการประชาสัมพันธ์ผ่านทางกลุ่มสหภาพไรเดอร์และกลุ่มในเครือข่าย เก็บข้อมูลระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2567 - กุมภาพันธ์ 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1. แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2. แบบสอบถามเกี่ยวกับงานขับขี่รถส่งอาหาร 3. แบบประเมินภาวะซึมเศร้าของเบ็คฉบับที่ 1A 4. แบบสอบถามวัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อ (WHOQOL-BREF-THAI) ในการศึกษาครั้งนี้พบว่าความชุกของภาวะซึมเศร้าในหญิงที่ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหารในจังหวัดกรุงเทพมหานคร เป็นอัตราส่วน ร้อยละ 38.9 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้แก่ การประกอบอาชีพอื่นร่วมด้วย, ภาระงานบ้าน จับจ่ายซื้อของ, ความยากลำบากในการจัดหาอุปกรณ์, ผลรวมคะแนนคุณภาพชีวิตด้านจิตใจ และจำนวนชั่วโมงการนอนหลับ โดยปัจจัยทำนายภาวะซึมเศร้าในประชากรกลุ่มนี้ได้แก่ การประกอบอาชีพอื่นร่วมด้วย (AOR=4.600, 95% CI=1.172 – 18.052, p=0.029), การมีภาระงานบ้านจับจ่ายซื้อของ (AOR=7.354, 95% CI=1.616–33.460, p=0.010), ความยากลำบากในการจัดหาอุปกรณ์ (AOR=8.491, 95% CI=1.425–50.606, p=0.019), ค่าคะแนนคุณภาพชีวิตด้านจิตใจ (AOR=0.656, 95% CI=0.541-0.796, p<0.001), จำนวนชั่วโมงการนอนหลับ (AOR=0.637, 95% CI=0.407-0.995, p=0.048)
การศึกษาปัจจัยเสี่ยงและตัวแบบทำนายของการติดเชื้อในกระแสโลหิตของเคลบเซลลานิวโมเนียอีที่ดื้อต่อยากลุ่มคาร์บาพีเนมในโรงพยาบาลตติยภูมิระดับสูงประเทศไทย, กันตภพ ปัทมสิริกุล
การศึกษาปัจจัยเสี่ยงและตัวแบบทำนายของการติดเชื้อในกระแสโลหิตของเคลบเซลลานิวโมเนียอีที่ดื้อต่อยากลุ่มคาร์บาพีเนมในโรงพยาบาลตติยภูมิระดับสูงประเทศไทย, กันตภพ ปัทมสิริกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทนำ: การดื้อยาต้านจุลชีพเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพระดับโลก โดยองค์การอนามัยโลกได้จัดให้เชื้อ เอนเทอโรแบคเทราเลสที่ดื้อต่อคาร์บาพีเนม (Carbapenem-resistant Enterobacterales: CRE) เป็นเชื้อก่อโรคที่มีความสำคัญสูงสุด ในประเทศไทยอัตราการดื้อยาของ CRE มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการติดเชื้อในกระแสโลหิตของเคลบเซลลานิวโมเนียอี (Klebsiella pneumoniae) ซึ่งพบมากกว่าสามในสี่ของผู้ป่วย CRE ทั้งหมด และมีอัตราการเสียชีวิตสูง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบจำลองการพยากรณ์ความเสี่ยงของการติดเชื้อในกระแสโลหิตจากของเคลบเซลลานิวโมเนียอีที่ดื้อต่อยากลุ่มคาร์บาพีเนม (carbapenem-resistant Klebsiella pneumoniae) เพื่อช่วยในการวินิจฉัยและให้ยาต้านจุลชีพได้อย่างเหมาะสมวิธีการศึกษา: การศึกษาย้อนหลัง ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2565 ถึงธันวาคม 2567 โดยมุ่งเน้นการระบุปัจจัยเสี่ยงและพัฒนาตัวแบบการทำนายสำหรับการติดเชื้อในกระแสโลหิตจาก carbapenem-resistant Klebsiella pneumoniae ในผู้ป่วยผู้ใหญ่อายุมากกว่า 18 ปีผลการศึกษา: เพศหญิงมีความเสี่ยงต่อการดื้อยาน้อยกว่าเพศชาย (OR: 0.23, p = 0.031) ในขณะที่การติดเชื้อทะลุการได้รับยาในกลุ่มคาร์บาพีเนม (carbapenem) (OR: 617.36, p<0.001) และประวัติการติด เชื้อหรือมีการตั้งถิ่นฐานของเชื้อ carbapenem-resistant Klebsiella pneumoniae ในช่วง 90 วันก่อน (OR: 63.55, p < 0.001) เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ส าคัญที่สุด การติดเชื้อทะลุการได้รับยาในกลุ่มเบต้า-แลคแทมเมส อินฮิบิ เตอร์(β-lactam + β-lactamase inhibitors) (OR: 84.27, p = 0.004) และการมีประวัติการใช้ยาเซฟา โลสปอรินรุ่นที่ 3 หรือ 4 (3rd or 4th generation cephalosporins) (OR: 5.08, p = 0.038) ก็มีความเสี่ยงที่ เพิ่มขึ้นเช่นกัน ตัวแบบการท านายนี้มีพื้นที่ใต้ Receiver operating characteristic curve เท่ากับ 0.9441 (95% CI: 0.91–0.98) สรุป: ประวัติการติดเชื้อหรือมีการตั้งถิ่นฐานของเชื้อ carbapenem-resistant Klebsiella pneumoniae ในช่วง 90 วันก่อนการติดเชื้อ เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการดื้อยาในกลุ่ม carbapenems ตัวแบบการทำนายที่พัฒนาขึ้นนี้สามารถช่วยให้แพทย์ใช้ยาต้านจุลชีพต่อเชื้อ carbapenem-resistant Klebsiella pneumoniae ได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น
ความชุกของภาวะหมดไฟในการเรียน บุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ และการสนับสนุนทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คุณัชญ์ประเสริฐ วิฑูรเศรษฐ์
ความชุกของภาวะหมดไฟในการเรียน บุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ และการสนับสนุนทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คุณัชญ์ประเสริฐ วิฑูรเศรษฐ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เหตุผลในการทำวิจัย: ภาวะหมดไฟในการเรียน เป็นปัญหาทางสุขภาพจิตที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในกลุ่มนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิก เนื่องจากประสบกับปัญหาการเรียนที่มีเนื้อหามากและเข้มข้นในเวลาที่จำกัดร่วมกับมีภาวะการแข่งขันในการเรียนสูง ต้องปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมในการเรียนของแต่ละชั้นปีที่มีความคาดหวังสูงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้เกิดภาวะเครียดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้เกิดภาวะหมดไฟในการเรียน การศึกษาที่ผ่านมาพบว่านิสิตแพทย์เป็นกลุ่มที่มีภาวะหมดไฟในการเรียนสูง และยังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยทางด้านบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบและการสนับสนุนทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟในการเรียนในประเทศไทย วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความชุกของภาวะหมดไฟในการเรียน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟของนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิธีทำการวิจัย: การศึกษาเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง ในนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิกปีการศึกษา 2566 จำนวน 340 คน ตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2567-มิถุนายน 2567 โดยการตอบแบบสอบถามด้วยตนเองจำนวน 4 ชุด ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบวัดบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ 3) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม และ 4) แบบประเมินภาวะหมดไฟ วิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟ โดยใช้ Chi-square tests และ Fishers’ exact test วิเคราะห์ปัจจัยทำนายภาวะหมดไฟ โดยใช้ Multivariable logistic regression analysis โดยกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการศึกษา: พบความชุกของภาวะหมดไฟในการเรียนสูงอย่างน้อยหนึ่งด้าน ร้อยละ 56.8 โดยภาวะหมดไฟในการเรียนสูงจำนวนด้าน 1,2 และ 3 พบร้อยละ 32.6, 17.1 และ 7.1 ตามลำดับ ในการศึกษานี้ใช้เกณฑ์ภาวะหมดไฟสูง 3 ด้าน ถือว่ามีภาวะหมดไฟในการเรียน (ร้อยละ 7.1) ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟในการเรียน ได้แก่ อายุมากกว่า 21 ปี เรียนชั้นปี2และ3 การมีโรคจิตเวช ความพึงพอใจในการเรียนแพทย์ในระดับเฉยๆถึงไม่ค่อยพึงพอใจ การชอบฟังเพลง การไม่ออกกำลังกายและไม่ค่อยออกกำลังกาย การมีปัญหาการนอน การใช้ยานอนหลับ บุคลิกภาพแบบแสดงตัวต่ำ บุคลิกภาพแบบเปิดกว้างต่ำ บุคลิกภาพแบบมีจิตสำนึกต่ำ การสนับสนุนทางสังคมด้านอารมณ์ต่ำ และการสนับสนุนทางสังคมโดยรวมต่ำ และพบว่าปัจจัยทำนายภาวะหมดไฟในการเรียน ได้แก่ การไม่ออกและไม่ค่อยออกกำลังกาย และบุคลิกภาพแบบเปิดกว้างต่ำ …
Varian Halcyon Cone Beam Computed Tomography Dose Measurement By Radiophotoluminescent Glass Dosimeter, Kantida Jittrakool
Varian Halcyon Cone Beam Computed Tomography Dose Measurement By Radiophotoluminescent Glass Dosimeter, Kantida Jittrakool
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Cone beam computed tomography (CBCT) is widely used as the primary imaging method in image-guided radiation therapy. The Varian Halcyon system (Varian Medical Systems, Palo Alto, CA, USA) requires daily imaging prior to each patient’s treatment. This study focuses on comparing the radiation doses to normal organs across all available kV-CBCT protocols on the Varian Halcyon system. Radiophotoluminescent glass dosimeters (RPLGD) were used to measure doses, placed inside an Alderson Rando phantom positioned at specific anatomical sites including the head, thorax, breast, and pelvis. CBCT scans were performed using preset protocols, with no modifications to parameters. The average organ dose …
ความชุกและการพยากรณ์โรคของโรคความผิดปกติของเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ชนิดทีเซลล์ในผู้ป่วยที่มีภาวะฮีโมฟาโกไซติกซินโดรม, กมลชนก ตันโชติกุล
ความชุกและการพยากรณ์โรคของโรคความผิดปกติของเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ชนิดทีเซลล์ในผู้ป่วยที่มีภาวะฮีโมฟาโกไซติกซินโดรม, กมลชนก ตันโชติกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภาวะฮีโมฟาโกไซติกซินโดรมเป็นภาวะการอักเสบมากผิดปกตินำไปสู่ภาวะอวัยวะล้มเหลว โดยในผู้ใหญ่มักเกิดจากโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดที ซึ่งมักจะมีการพยากรณ์โรคแย่กว่าสาเหตุอื่น การตรวจหาเม็ดเลือดขาวชนิดทีที่มีต้นกำเนิดเดียวกันจึงมีความสำคัญในการวินิจฉัยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดที งานวิจัยนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อศึกษาความชุกและการพยากรณ์โรคของโรคความผิดปกติของเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ทีเซลล์ในภาวะฮีโมฟาโกไซติกซินโดรม ที่ได้รับการวินิจฉัยจากการตรวจทางพยาธิวิทยาและการตรวจความเป็นต้นกำเนิดเดียวกันจากดีเอ็นเอ งานวิจัยรวบรวมผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยภาวะฮีโมฟาโกไซติกซินโดรมจากเกณฑ์วินิจฉัยปีค.ศ. 2004 ที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเป็นมะเร็ง อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2554 ถึงพฤศจิกายน 2567 นำชิ้นเนื้อหรือเลือดจากไขกระดูกมาสกัดดีเอนเอและใช้เทคนิคการหาลําดับนิวคลีโอไทด์แบบใหม่ (Next generation sequencing: NGS) หรือใช้ปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรสร่วมกับแคปิลารีอิเล็กโตรโฟรีซิส (PCR-CE) เพื่อตรวจหาการจัดเรียงตัวของยีนแสดงตัวรับบนผิวเซลล์ (T cell receptor gene rearrangement: TCR-beta/gamma) ส่วนการพยากรณ์โรคใช้การวิเคราะห์การรอดชีวิตแบบ Kaplan-Meier ผลการศึกษา พบผู้ป่วยที่มีภาวะฮีโมฟาโกไซติกซินโดรมทั้งหมด 109 ราย เป็นผู้ชาย 60% และมีค่ามัธยฐานอายุที่ 48 ปี มีสาเหตุของโรค ได้แก่ มะเร็ง (41.3%) การติดเชื้อ (30.3%) โรคภูมิต้านตนเอง (11.0%) ไม่ทราบสาเหตุ (9.2%) และจากการกลายพันธุ์ของยีน HAVCR2 (8.3%) พบภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดทีที่ผิดปกติ 24 คน (22%) จำแนกเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Extranodal NK/T cell lymphoma (ENKTL) (28.8%), Peripheral T cell lymphoma (PTCL) (15.5%) และ เม็ดเลือดขาวชนิดทีมีต้นกำเนิดเดียวกันแต่ยังไม่ทราบสาเหตุที่ (8.9%) ที่ระยะติดตามค่ามัธยฐาน 54 วัน กลุ่มผู้ป่วย 24 รายที่มีความผิดปกติของทีเซลล์ มีอัตราการรอดชีวิตที่ต่ำกว่ากลุ่มอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ (HR 2.012, 95%CI: 1.219-3.322, p=0.006) โดยมีค่ามัธยฐานของการรอดชีวิตอยู่ที่ 1.13 เดือน โดยมักมีระดับไฟบริโนเจนต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (1.09 เทียบกับ 2.08, p=0.018) เทียบกับกลุ่มที่ไม่มีทีเซลล์ต้นกำเนิดเดียวกัน โดยสรุป …
Utility Of Cell-Free Dna Detection In Diagnosis And Prognostication Of Diffuse Large B-Cell Lymphoma, Kamolthorn Srisuwannakit
Utility Of Cell-Free Dna Detection In Diagnosis And Prognostication Of Diffuse Large B-Cell Lymphoma, Kamolthorn Srisuwannakit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Diffuse large B-cell lymphoma (DLBCL) is the most common type of lymphoma and is potentially curable. Tissue biopsy for histopathology remains the gold standard for diagnosis. However, previous studies have demonstrated that plasma cell-free DNA (cfDNA) analysis, a non-invasive technique, is useful for the diagnosis of DLBCL. Objectives: To determine the sensitivity and specificity of IgH sequencing using plasma cfDNA from blood in DLBCL at diagnosis, and to evaluate the level of cfDNA and its clinical correlation. Methods: A single-center, case-control, prospective study was conducted at King Chulalongkorn Memorial Hospital between May 2024 and December 2024. Newly diagnosed DLBCL …
Comparison Of The Visual Clarity Between Intravenous Tranexamic Acid And Epinephrine-Diluted Irrigation During Arthroscopic Rotator Cuff Repair, Quang Son Tran
Comparison Of The Visual Clarity Between Intravenous Tranexamic Acid And Epinephrine-Diluted Irrigation During Arthroscopic Rotator Cuff Repair, Quang Son Tran
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Purpose: To compare the effects of intravenous tranexamic acid (TXA) versus epinephrine (EPN)-diluted irrigation on visual clarity, surgical outcomes, and safety during arthroscopic rotator cuff repair.Methods: Patients aged ≥ 18 years old diagnosed with rotator cuff tears were randomized 1:1 into the TXA and EPN groups. The TXA group received an intravenous infusion of TXA (15 mg/kg) over 15 minutes before surgery, with normal saline used to irrigate during arthroscopy. The EPN group received irrigation with 0.33 mg of EPN (1:1000) diluted per liter of normal saline without intravenous TXA. Both patients and surgeons were blinded to the interventions. Visual …
Effects Of High-Intensity Inspiratory Muscle Training In Patients With Heart Failure With Mildly Reduced And Preserved Ejection Fraction: A Randomized Controlled Trial, Tran Huu Dat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Inspiratory muscle weakness (IMW) associates with exercise intolerance and poor prognosis in heart failure with preserved (HF-pEF) and mildly reduced ejection fraction (HF-mrEF). Inspiratory muscle training (IMT) has shown promise in improving IMW and functional capacity, but evidence for high-intensity IMT (HI-IMT) remains limited, particularly in HF-pEF and HF-mrEF.Objective: This study aimed to assess the effects of an home-based 8-week HI-IMT program on inspiratory muscle strength, exercise capacity, echocardiographic parameters, and quality of life in patients with HF-pEF and HF-mrEF.Methods: A randomized, double-blind, controlled trial with a prospective design was performed with 40 patients. Participants were randomly allocated to …