Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medical Sciences (830)
- Nursing (445)
- Dentistry (357)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Sports Sciences (286)
-
- Veterinary Medicine (284)
- Public Health (272)
- Mental and Social Health (145)
- Other Mental and Social Health (143)
- Geriatric Nursing (98)
- Medical Specialties (92)
- Prosthodontics and Prosthodontology (74)
- Medical Microbiology (70)
- Radiation Medicine (59)
- Dental Materials (56)
- Radiology (48)
- Movement and Mind-Body Therapies (47)
- Physical Therapy (47)
- Rehabilitation and Therapy (47)
- Life Sciences (46)
- Oral and Maxillofacial Surgery (45)
- Medical Biochemistry (42)
- Nursing Administration (37)
- Oral Biology and Oral Pathology (35)
- Animal Sciences (33)
- Pediatric Dentistry and Pedodontics (31)
- Psychiatric and Mental Health Nursing (28)
- Dental Public Health and Education (26)
- Orthodontics and Orthodontology (21)
- Keyword
Articles 61 - 90 of 3086
Full-Text Articles in Medicine and Health Sciences
ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวต่อภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, ปิยะธิดา คำวัง
ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวต่อภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, ปิยะธิดา คำวัง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าก่อนและหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัว และเพื่อเปรียบเทียบภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มารับบริการที่ห้องตรวจโรคจิตเวช แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จำนวน 60 คน ได้มาจากการคัดเลือกตามเกณฑ์ที่กำหนด แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัว แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะกดดันด้านจิตใจ (α=.83) และแบบวัดภาระในการดูแล (α=.93) ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และ .96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยายและสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า 1. ค่าเฉลี่ยของคะแนนภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ค่าเฉลี่ยของคะแนนภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวต่ำกว่าผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่ได้รับการดูแลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญหางสถิติที่ระดับ .05
ผลของโปรแกรมการฝึกสมองแบบผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยร่วมกับการสอนแนะ ต่อการรู้คิดของผู้สูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่อง, พิจิตรา ยอดสง่า
ผลของโปรแกรมการฝึกสมองแบบผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยร่วมกับการสอนแนะ ต่อการรู้คิดของผู้สูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่อง, พิจิตรา ยอดสง่า
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกสมองแบบผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยร่วมกับการสอนแนะ ต่อการรู้คิดของผู้สูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่อง ซึ่งเปรียบเทียบการรู้คิดในผู้สูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่อง ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมฯ และระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยกลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุที่มีการรู้คิดบกพร่อง อายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปไม่มีโรคซึมเศร้า การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐานอยู่ในเกณฑ์ปกติ มีภาวะรู้คิดบกพร่อง น้อยกว่า 25 คะแนน จำนวน 44 คน จับคู่คุณลักษณะ ด้วยเพศ อายุ โรคประจำตัว ระดับการศึกษา จัดแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 22 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมฯ โดยใช้แนวคิดกระตุ้นการรู้คิดของ Spector (2018) และแนวคิดการสอนแนะของ Girvin (1999) ประกอบด้วยการรับรู้ตามความเป็นจริง การเคลื่อนไหวร่างกาย การกระตุ้นประสาทสัมผัส และการระลึกถึงความหลัง จัดกิจกรรม 1 ครั้ง/สัปดาห์ ทั้งหมด 6 สัปดาห์ต่อเนื่องกัน ครั้งละ 90 นาที ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการฝึกสมองแบบผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ร่วมกับการสอนแนะ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินการรู้คิด วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนาและสถิติทดสอบค่าที ผลการศึกษาพบว่า คะแนนเฉลี่ยการทำหน้าที่ด้านการรู้คิดของกลุ่มทดลอง หลังการทดลอง สูงกว่าก่อนการทดลอง และผลต่างคะแนนเฉลี่ยการรู้คิด ก่อนและหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลของโปรแกรมการบำบัดด้วยการแก้ปัญหาแบบครอบครัวมีส่วนร่วมต่ออาการซึมเศร้าของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าวัยผู้ใหญ่, รัตติกาล ศรีงาม
ผลของโปรแกรมการบำบัดด้วยการแก้ปัญหาแบบครอบครัวมีส่วนร่วมต่ออาการซึมเศร้าของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าวัยผู้ใหญ่, รัตติกาล ศรีงาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบอาการซึมเศร้าก่อนและหลังได้รับโปรแกรมฯ ต่ออาการซึมเศร้าของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าวัยผู้ใหญ่ ที่มารับบริการในโรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า กลุ่มละ 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการบำบัดด้วยการแก้ปัญหาแบบครอบครัวมีส่วนร่วม และกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมการบำบัดด้วยการแก้ปัญหาแบบครอบครัวมีส่วนร่วม 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบประเมินภาวะซึมเศร้าของ Beck (BDI-II) 4) แบบสำรวจการแก้ปัญหา และ5) แบบประเมินการดูแลร่วมกัน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติ Wilcoxon Signed-Ranks Test และ Mann-Whitney U test ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1) คะแนนเฉลี่ยอาการซึมเศร้าของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการบำบัดด้วยการแก้ปัญหาแบบครอบครัวมีส่วนร่วม ( X = 18.87, S.D.= 4.35) ต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ ( X = 8.30, S.D.= 6.22) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยคะแนนอาการซึมเศร้าค่าเฉลี่ยคะแนนอาการซึมเศร้าระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการบำบัดด้วยการแก้ปัญหาแบบครอบครัวมีส่วนร่วม ( X = 8.30, S.D.= 6.22 ) ต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ ( X = 18.87, S.D.= 9.23 ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การศึกษาบทบาทพยาบาลปริศัลยกรรมในการผ่าตัดที่ใช้หุ่นยนต์, วนัสนัน ภู่ระหงษ์
การศึกษาบทบาทพยาบาลปริศัลยกรรมในการผ่าตัดที่ใช้หุ่นยนต์, วนัสนัน ภู่ระหงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทพยาบาลปริศัลยกรรมในการผ่าตัดที่ใช้หุ่นยนต์ โดยใช้เทคนิคการวิจัยแบบเดลฟาย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถามปลายเปิด และแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ การดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับบทบาทพยาบาล ปริศัลยกรรมในการผ่าตัดที่ใช้หุ่นยนต์ ขั้นตอนที่ 2 นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วสร้างเป็นแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญประมาณค่าบทบาทพยาบาลปริศัลยกรรมในการผ่าตัดที่ใช้หุ่นยนต์ และขั้นตอนที่ 3 นำข้อมูลที่ได้จากรอบที่ 2 มาคำนวณหาค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และส่งแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มเดิมยืนยันคำตอบ จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาคำนวณค่ามัธยฐาน และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์อีกครั้ง เพื่อสรุปเป็นบทบาทพยาบาลปริศัลยกรรมในการผ่าตัดที่ใช้หุ่นยนต์ ผลการวิจัยพบว่า บทบาทพยาบาลปริศัลยกรรมในการผ่าตัดที่ใช้หุ่นยนต์ ประกอบด้วย 6 บทบาท ดังนี้ 1) ด้านผู้ปฏิบัติการพยาบาลปริศัลยกรรมในการผ่าตัดที่ใช้หุ่นยนต์ จำนวน 31 ข้อ 2) ด้านผู้จัดการทรัพยากร จำนวน 9 ข้อ 3) ด้านผู้พัฒนาคุณภาพและงานวิจัย จำนวน 17 ข้อ 4) ด้านผู้ประสานงานและการสื่อสาร จำนวน 10 ข้อ 5) ด้านผู้จัดการความปลอดภัยและบริหารความเสี่ยง จำนวน 7 ข้อ และ 6) ด้านผู้สอนและให้คำปรึกษา จำนวน 5 ข้อ
ปัจจัยทำนายความร่วมมือในการรับประทานอาหารของผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, วรัมพร เซี่ยงฉิน
ปัจจัยทำนายความร่วมมือในการรับประทานอาหารของผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, วรัมพร เซี่ยงฉิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบความสัมพันธ์เชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความร่วมมือในการรับประทานอาหารและอำนาจทำนายของปัจจัย อายุ ความรู้ด้านโภชนาการ ระยะเวลาเป็นโรคไตเรื้อรัง ระยะเวลารักษาโดยการฟอกเลือด สถานะเศรษฐกิจและสังคม การสนับสนุนทางสังคม และสัมพันธภาพกับบุคลากรสุขภาพ ในผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมจำนวน 121 ราย ซึ่งมารับบริการที่โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่งในกรุงเทพมหานคร คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติถดถอยพหุคูณแบบ stepwise ผลการวิจัยพบว่า ความร่วมมือในการรับประทานอาหารโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x̅ = 52.76, SD = 14.67) ปัจจัยที่ทำนายได้ดีที่สุดคือการสนับสนุนทางสังคม สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 10.6 (R² = .106, p< .001) เมื่อเพิ่มปัจจัยสัมพันธภาพกับบุคลากรสุขภาพ สามารถอธิบาย เพิ่มเติมได้ร้อยละ 10.1 (R² Change = .101) ระยะเวลาการฟอกเลือดอธิบายเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 (R² Change = .071) ระยะเวลาเป็นโรคไตเรื้อรังอธิบายเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 (R² Change = .037) อายุอธิบาย เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 (R² Change = .029) ความรู้ด้านโภชนาการอธิบายเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 (R² Change = .031) และสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอธิบายเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 (R² Change = .031) รวมกัน สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ทั้งหมดร้อยละ 40.6 (R² = .406, F = 5.971, p < .05) โดยพบว่า การ สนับสนุนทางสังคมเป็นปัจจัยทำนายที่สำคัญที่สุด (β = .270, p < .01) รองลงมาคือสัมพันธภาพกับ บุคลากรสุขภาพ (β = .269, p < .01) ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้ให้บริการด้านสุขภาพรวมถึงพยาบาลใน การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความร่วมมือในการรับประทานอาหารของผู้ป่วยที่ได้รับการฟอกเลือดด้วย เครื่องไตเทียม โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างการสนับสนุนทางสังคม และส่งเสริมสัมพันธภาพที่ดีระหว่าง ผู้ป่วยกับบุคลากรสุขภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลรักษาโดยรวมต่อไป
ผลของโปรแกรมการจัดการอาการต่ออาการปากแห้งในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, วริษฐา หวลกระโทก
ผลของโปรแกรมการจัดการอาการต่ออาการปากแห้งในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, วริษฐา หวลกระโทก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง แบบ 2 กลุ่มวัดผลก่อนทดลองและหลังทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการอาการต่ออาการปากแห้งในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม โดยเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ และกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการจัดการอาการ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม จำนวน 80 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 40 คนใช้ระยะเวลาการศึกษา 4 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินอาการปากแห้งและโปรแกรมการจัดการอาการปากแห้ง เก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังการทดลองด้วยแบบประเมินอาการปากแห้ง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์เปรียบเทียบผลต่างค่าคะแนนอาการปากแห้งในกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังการทดลองด้วยสถิติ Paired t-test และเปรียบเทียบค่าคะแนนอาการปากแห้งระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังการทดลองด้วยสถิติ ด้วยสถิติ Independent T-testโดยควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนโดยการจับคู่ (Matched Pair) ให้กลุ่มตัวอย่างแต่ละคู่มีคุณสมบัติเหมือนกันหรือใกล้เคียงกันมากที่สุด ได้แก่ อายุ (ต่างกันไม่เกิน 5 ปี) ระยะเวลาในการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ( 3 ปี) ความถี่ในการฟอกไตต่อสัปดาห์เท่ากันและระดับความรุนแรงของอาการปากแห้งอยู่ในระดับเดียวกัน ผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยอาการปากแห้งของกลุ่มทดลองหลังการทดลอง(M=13.68, SD=7.624) น้อยกว่าก่อนการทดลอง (M=24.85, SD=4.985) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยอาการปากแห้งของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (t=6.646) สรุป โปรแกรมการจัดการอาการต่ออาการปากแห้งในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมมีประสิทธิผลในการจัดการอาการต่ออาการปากแห้งของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ในผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย, ศศิธร ทันดร
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ในผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย, ศศิธร ทันดร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไรในผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย และศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมดังกล่าว โดยปัจจัยประกอบด้วย 1) อายุ 2) สถานะทางสังคมและเศรษฐกิจ 3) ความรุนแรงของโรคอาหารไม่ย่อย 4) ความรู้ 5) ทัศนคติ 6) แหล่งข้อมูลสุขภาพ และ 7) ประวัติการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ของสมาชิกในครอบครัว กลุ่มตัวอย่างคือผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย อายุ 20–59 ปี จำนวน 168 คน ในโรงพยาบาลตติยภูมิ 2 แห่งในจังหวัดปทุมธานี ซึ่งเลือกสถานที่เก็บข้อมูลแบบเจาะจง และเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีเรียงลำดับการมารับบริการ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามประกอบด้วย 5 ส่วน ได้ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา 0.83–0.91 และค่าความเชื่อมั่นของครอนบาคแอลฟา 0.70–0.89 กลุ่มตัวอย่างตอบได้ด้วยตนเอง วิเคราะห์ด้วยสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สันและอีต้า และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อโดยรวมอยู่ในระดับดี (x̄=8.88, SD=1.89) ในขณะที่กลุ่มที่ติดเชื้อมีคะแนนพฤติกรรมการป้องกันต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ติดเชื้ออย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในด้านสุขอนามัย ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ความรู้ (r=.215, p<.05) ทัศนคติ (r=–.155, p<.05) และแหล่งข้อมูลสุขภาพ (F=3.213, p<.05) อย่างไรก็ตาม อายุ ความรุนแรงของโรคอาหารไม่ย่อย สถานะทางสังคมและเศรษฐกิจ และประวัติ ก า ร ติ ด เชื้ อใน ค รอบ ค รั วไม่ มี ค วาม สั ม พั น ธ์กับ พ ฤติ กรรม ดั งกล่ า ว การศึกษานี้นำมาใช้ประโยชน์ในการประเมินพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไรในกลุ่มเสี่ยง เพื่อให้คำแนะนำดูแลที่เหมาะสม และเป็นแนวทางศึกษาปัจจัยทำนาย พฤติกรรมดังกล่าวต่อไป
การศึกษาสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก โรงพยาบาลตติยภูมิ, ศศิพิมล แม้นจิต
การศึกษาสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก โรงพยาบาลตติยภูมิ, ศศิพิมล แม้นจิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก โรงพยาบาลตติยภูมิ โดยใช้เทคนิคเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจำนวน 20 คน วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ 1) สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก 2) วิเคราะห์ข้อมูล และสร้างแบบสอบถามเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินระดับความสำคัญ และ3) คำนวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์เพื่อสรุปผล ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก โรงพยาบาลตติยภูมิ ประกอบด้วย 9 ด้าน รวมจำนวน 143 ข้อรายการสมรรถนะ ดังนี้ 1) ด้านการพยาบาลผู้ป่วยแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกในภาวะวิกฤต จำนวน 24 ข้อ 2) ด้านการควบคุมการติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อน จำนวน 14 ข้อ 3) ด้านการดูแลบาดแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก จำนวน 18 ข้อ 4) ด้านการบริหารจัดการความปวดจำนวน 17 ข้อ 5) ด้านการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ จำนวน 12 ข้อ 6) ด้านการจัดการโภชนาการ จำนวน 9 ข้อ 7) ด้านการวางแผนจำหน่ายและการดูแลระยะท้าย จำนวน 17 ข้อ 8) การสื่อสารและการทำงานร่วมกับทีมสหวิชาชีพ จำนวน 17 ข้อ และ9) การใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ทางการแพทย์ จำนวน 15 ข้อ ซึ่งพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยแต่ละระดับมีสมรรถนะทั้ง 9 ด้าน แต่สมรรถนะย่อยมีความแตกต่างกัน การศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการประเมินสมรรถนะและมอบหมายงานตามความสามารถของพยาบาลแต่ละระดับ
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู้ติดเชื้อเอชไอวี, อนุชา ชลเทพ
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู้ติดเชื้อเอชไอวี, อนุชา ชลเทพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้ มีรูปแบบการศึกษาเชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู้ติดเชื้อเอชไอวี และอำนาจทำนายของปัจจัยทำนาย ได้แก่ ระดับการศึกษา การรับรู้ความรุนแรงของวัณโรค การรับรู้โอกาสเสี่ยงการเป็นวัณโรค การรับรู้ความคาดหวังในประสิทธิผลเมื่อมีพฤติกรรมป้องกันวัณโรค และการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการป้องกันวัณโรคกับพฤติกรรมการป้องกันวัณโรค กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นวัณโรค จำนวน 215 คน ที่มารับบริการ ณ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2 แห่ง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามชนิดตอบด้วยตนเอง และวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดยรวมอยู่ในระดับที่เหมาะสม ( x̄ = 6.40 , SD =1.14) โดยเฉพาะพฤติกรรมด้านการป้องกันระดับปฐมภูมิ หรือการป้องกันการรับเชื้อวัณโรคอยู่ในระดับเหมาะสม อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมด้านการป้องกันระดับทุติยภูมิ หรือการป้องกันไม่ให้ผู้ที่ติดเชื้อวัณโรคแล้วป่วยเป็นวัณโรคพบว่าบางข้ออยู่ในระดับที่ไม่เหมาะสม เช่น ร้อยละ 53.5 ไม่เข้ารับการตรวจคัดกรองวัณโรค และร้อยละ 77.2 ไม่รับการรักษาวัณโรคระยะแฝง ปัจจัยที่สามารถทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู้ติดเชื้อเอชไอวี ได้แก่ระดับการศึกษาประถมศึกษา และการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการป้องกันวัณโรคสามารถร่วมกันทำนายความแปรปรวนต่อพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้ ร้อยละ 5.6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
ผลของโปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่อความคิดฆ่าตัวตายในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, อรณิชา สดศรีประเวศ
ผลของโปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่อความคิดฆ่าตัวตายในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, อรณิชา สดศรีประเวศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองใช้รูปแบบการศึกษาสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่อความคิดฆ่าตัวตายในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้า อายุระหว่าง 20-59 ปี ที่เข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 40 ครอบครัว โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามเกณฑ์คุณสมบัติที่ผู้วิจัยกำหนด แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 20 ครอบครัว และกลุ่มควบคุม 20 ครอบครัว กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วม และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วม 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบประเมินความคิดฆ่าตัวตาย 4) แบบประเมินความหวัง เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน เครื่องมือชุดที่ 3 และ 4 มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1 มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ .87 และ .88 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1. ค่าคะแนนเฉลี่ยความคิดฆ่าตัวตายของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในกลุ่มทดลอง หลังเข้าร่วมโปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ( t=16.88, df=19, p<.001 ) 2. ค่าคะแนนเฉลี่ยความคิดฆ่าตัวตายของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในกลุ่มทดลองที่เข้าร่วมโปรแกรมการ บ าบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่ ากว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 ( t=10.47, df=31.66, p<.001 )
การทำงานในวิชาชีพพยาบาลของพยาบาลรุ่นอายุแซดที่ลาออกไปประกอบอาชีพอื่น: การวิจัยเชิงคุณภาพแบบเล่าเรื่อง, อุมาพร จันทมาตย์
การทำงานในวิชาชีพพยาบาลของพยาบาลรุ่นอายุแซดที่ลาออกไปประกอบอาชีพอื่น: การวิจัยเชิงคุณภาพแบบเล่าเรื่อง, อุมาพร จันทมาตย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายประสบการณ์การทำงานของพยาบาลรุ่นอายุแซดที่ลาออกไปประกอบอาชีพอื่น โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบเล่าเรื่อง ผู้ให้ข้อมูลคือพยาบาลรุ่นอายุแซดจำนวน 17 คน มีอายุระหว่าง 23-29 ปี ซึ่งเคยปฏิบัติงานในโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธี Thematic analysis ผลการวิจัยพบประสบการณ์ 5 ระยะ ดังต่อไปนี้ ระยะที่ 1 : การเริ่มต้นเข้าสู่วิชาชีพพยาบาล ประกอบด้วย 1) เหตุผลในการเลือกเรียนพยาบาล และ 2) มุมมองหลังสำเร็จการศึกษา ระยะที่ 2 : การเข้าสู่การทำงานเป็นพยาบาลวิชาชีพ ประกอบด้วย 1) การการเผชิญโลกการทำงานจริงครั้งแรก 2) การรับบทบาทพยาบาลเต็มตัว และ ความจริงของภาระงานพยาบาล ระยะที่ 3 : ความท้าทายเมื่อทำงานในโลกของความเป็นจริง ประกอบด้วย 1) ความซับซ้อนของงานพยาบาล 2) ความคาดหวังจากหัวหน้างานและเพื่อนร่วมงาน 3) ความไม่ยุติธรรมในระบบบริหาร 4) ความเหนื่อยล้าและภาระทางอารมณ์ 5) เวรผลัดที่ไม่มิตรกับชีวิตส่วนตัว 5) การไม่ถูกยอมรับจากทีม และ 6) การเรียนรู้งานเพื่อการอยู่รอดในวิชาชีพ ระยะที่ 4 : การตัดสินใจลาออกจากงานพยาบาล ประกอบด้วย 1) แรงผลักดันให้ตัดสินใจลาออก และ 2) แรงดึงดูดจากอาชีพอื่น ระยะที่ 5 : มุมมองต่อวิชาชีพพยาบาลและการทำงานอาชีพอื่น ประกอบด้วย 1) ภาพอนาคตในงานพยาบาล และ 2) การพิจารณากลับเข้าสู่วิชาชีพพยาบาล การศึกษานี้ทำให้เกิดความเข้าใจถึงบริบทที่นำไปสู่การลาออกจากวิชาชีพของพยาบาลรุ่นอายุแซด ผลการวิจัยสามารถใช้เป็นข้อมูลสำหรับผู้บริหารทางการพยาบาลกำหนดนโยบายและพัฒนากลยุทธ์การบริหารทรัพยากรบุคคลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อบริหารองค์กรที่บุคลากรขาดแคลนในปัจจุบันและธำรงรักษาพยาบาลไว้ในวิชาชีพต่อไป
A Path Analysis Of Predictive Factors Affecting Kangaroo Mother Care Practice Among Mothers In Communities In Upper East Region, Ghana, Francis Anaba Agana
A Path Analysis Of Predictive Factors Affecting Kangaroo Mother Care Practice Among Mothers In Communities In Upper East Region, Ghana, Francis Anaba Agana
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This cross-sectional descriptive correlational study aimed to explore the level of KMC practice among the mothers in communities in Upper East Region, Ghana, and to explore the direct and indirect effects of socioeconomic status, social support, maternal autonomy, self -efficacy and sociocultural norms on the practice of KMC in communities in Upper East Region, Ghana. The sample were 300 mothers of preterm and/low birth weight babies recruited by using stratified random sampling technique. This study applied the Socio-Ecological Model as a theoretical framework. Data were collected using questionnaires including socioeconomic status, social support, maternal autonomy, self-efficacy, sociocultural norms and KMC …
The Effects Of An Integrated Application Supported Mindfulness-Based Cognitive Therapy Program On Depression Among Adolescents With Non Suicidal Self-Injury, Russunan Jantarapakdee
The Effects Of An Integrated Application Supported Mindfulness-Based Cognitive Therapy Program On Depression Among Adolescents With Non Suicidal Self-Injury, Russunan Jantarapakdee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This randomized controlled trial with repeated measures aimed to evaluate the effectiveness of an integrated application supported MBCT program in reducing depression among adolescents with NSSI. The sample consisted of 96 participants who met the inclusion criteria and were randomly assigned to either the experimental group or control group, with 48 participants in each group. The experimental group received the program, was developed based on the MBCT framework proposed by Segal et al. (2013) once a week for 60 minutes over eight weeks. Sessions were delivered through both on-site activities at schools and online meetings via the LINE application, supplemented …
Molecular Investigation Of Clade Classification, Knockdown Resistance And Pathogen Detection Of The Head Louse (Pediculus Humanus Capitis) Collected From Children In Ang Thong, Thailand, Urooj Gul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Human head lice (Pediculus humanus capitis) are medically significant ectoparasites due to their capacity to harbor pathogenic bacteria and the increasing prevalence of insecticide resistance. A total of 112 head lice specimens were collected from children in Ang Thong, central Thailand. Phylogenetic analysis of the mitochondrial cytb gene identified two well-supported clades, with clade A (69.2%) predominating over clade C (30.8%) in the studied population. Molecular screening revealed a high incidence of bacterial associations, with Staphylococcus aureus detected in 96.4% of specimens and Acinetobacter spp. in 2.7%. Furthermore, genotypic analysis of the voltage-sensitive sodium channel (VSSC) gene demonstrated a strikingly …
Recommendations For The Novel Assessment System In The Doctor Of Medicine Program From The Medical Students’ And The Educators’ Perspectives, Tanat Tabtieang
Recommendations For The Novel Assessment System In The Doctor Of Medicine Program From The Medical Students’ And The Educators’ Perspectives, Tanat Tabtieang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The 2024 Doctor of Medicine curriculum at Chulalongkorn University introduced a new assessment system comprising outcome-based assessment system with milestones, a non-tiered grading model with recognition of excellence, a professional development dashboard (PDD), remediation with re-examination, and a faculty-level student profile (FLSP). This study employed a quantitative cross-sectional survey design, complemented by a sequential exploratory element, to compare student and faculty perspectives using a questionnaire across five themes, analyzed with descriptive statistics, Mann-Whitney U tests, and effect sizes (ES). A total of 490 students and 285 faculty responded. When analyzed by theme, students showed greater confidence than faculty in the …
Antimicrobial Activity Of Silver Nanoparticles Synthesized Using Thai Herbal Extracts, Charuwan Pradabsang
Antimicrobial Activity Of Silver Nanoparticles Synthesized Using Thai Herbal Extracts, Charuwan Pradabsang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Synthesis of silver nanoparticles (SNP) using Thai herbal plants, namely Garcinia cowa Roxb. ex Choisy (S1), Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. (S2), Curcuma mangga Valeton & Zijp (S3), Momordica charantia L. forma abbreviata (Ser.) W. J. de Wilde & Duyfjes (S4), Persicaria odorata (Lour.) Soják (S5), Litsea elliptica Blume (S6), Gnetum gnemon Linn. var. tenerum Markgr (S7), Phaleria macrocarpa (Scheff.) Boerl. (S8), Salacia chinensis Linn. (S9) and Brachypterum scandens (Roxb.) Miq. (S10), is considerably economical and safe. Plants and preparation methods can affect properties and bioactivity such as controlled temperature of SNP. This study aimed to assess the ability of aqueous …
The Development Of Surveillance And Monitoring Tools For Pharmaceutical Supply Chain Management System For Public Health Emergencies, Kakanang Tosanguan
The Development Of Surveillance And Monitoring Tools For Pharmaceutical Supply Chain Management System For Public Health Emergencies, Kakanang Tosanguan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Thailand frequently experiences public health emergencies (PHEs) that severely disrupt pharmaceutical supply chain (PSC) management. This study addresses the urgent need for a specialized assessment tool to identify system weaknesses, support timely risk management, and enhance national preparedness planning.Methods: Utilizing a sequential exploratory mixed-methods design (July 2022–July 2024), the study began with a scoping review to identify existing frameworks. Following this, in-depth interviews with 36 key stakeholders synthesized conceptual domains. The draft tool underwent rigorous content validity assessment by 63 experts and was then pilot tested with 62 participants to confirm reliability (Cronbach’s alpha).Results: The evidence synthesis resulted in …
Optimization And Efficacy Of Car T Cells Derived From Newly Generated Anti-Cd22 Monoclonal Antibody For Blood Cancer Treatment, Wipawadee Ruengdej
Optimization And Efficacy Of Car T Cells Derived From Newly Generated Anti-Cd22 Monoclonal Antibody For Blood Cancer Treatment, Wipawadee Ruengdej
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Chimeric antigen receptor (CAR) T-cell therapy has revolutionized the treatment of B-cell malignancies. Nevertheless, relapse due to loss of CD19 expression remains a major clinical challenge. CD22 serves as an alternative target because of its consistent expression on malignant B cells, even in CD19-negative disease. Optimization of CD22-directed CAR design is therefore critical to enhance antitumor potency and persistence. Two novel anti-CD22 CAR constructs were generated from monoclonal antibody clones 24A7G6 and 29H9C8, each incorporating either a 4-1BB or CD28 costimulatory domain. The resulting CAR T cells were evaluated for proliferation, phenotype, and cytotoxicity against CD22-positive (Raji, Nalm-6) and CD22-negative …
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของผู้ใช้สารเสพติด หลายชนิดร่วมกันในภาคใต้ของประเทศไทย, เตชินี สิทธิอำนวย
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของผู้ใช้สารเสพติด หลายชนิดร่วมกันในภาคใต้ของประเทศไทย, เตชินี สิทธิอำนวย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สถานการณ์และรูปแบบการใช้สารเสพติดร่วมของผู้ใช้สารเสพติดที่รับการบำบัดสารเสพติดในโรงพยาบาลรัฐบาลในเขต ภาคใต้ และ 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรร ได้แก่ อายุ เพศ อาชีพ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส อายุที่เริ่มใช้สารเสพติด ระยะเวลาการใช้สารเสพติด การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวลขณะปัจจุบัน การวิตกกังวลประจำบุคคล การเผชิญความเครียดด้านการมุ่งแก้สาเหตุปัญหา การเผชิญความเครียดด้านการจัดการกับอารมณ์ และสัมพันธภาพในครอบครัว กับพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของผู้ใช้สารเสพติดหลายชนิดร่วมกันในภาคใต้ กลุ่มตัวอย่างเพื่อตอบวัตถุประสงค์วิจัยข้อ 1 คือ ผู้ใช้สารเสพติด จำนวน 111 คน และกลุ่มตัวอย่างเพื่อตอบวัตถุประสงค์วิจัยข้อ 2 คือ ผู้ใช้สารเสพติดหลายชนิดร่วมกัน จำนวน 211 คน ทั้งเพศชายและหญิง ที่มีอายุ 20 – 59 ปี ที่ได้รับการคัดเลือกตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนดไว้ ซึ่งเข้ารับการบำบัดรักษายาเสพติดแบบผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลรัฐบาลในเขตภาคใต้ ได้แก่ โรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา โรงพยาบาลมหาราช นครศรีธรรมราช โรงพยาบาลสิชล และโรงพยาบาลพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 5 ชุด คือ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามพฤติกรรมการใช้สารเสพติด 3) แบบประเมินภาวะซึมเศร้า 9Q 4) แบบวัดความวิตกกังวล STAI 5) แบบวัดการเผชิญความเครียต และ 6) แบบสอบถามสัมพันธภาพในครอบครัว สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูลได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติไคสแคว์ และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สันผลการวิจัยพบว่า 1. จากผลการศึกษาสถานการณ์และรูปแบบการใช้สารเสพติดในภาคใต้ พบว่า ผู้ใช้สารเสพติดเพียงชนิดเดียวมีเพียง 23 คน (ร้อยละ 20.7) และผู้ใช้สารเสพติดส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการใช้สารเสพติดหลายชนิดร่วมกัน 88 คน (ร้อยละ 79.3) จำแนกเป็นใช้สารเสพติดสองชนิดร่วมกัน 76 คน (ร้อยละ 68.5) และใช้สารเสพติดสามชนิดร่วมกัน …
ผลของการฝึกการเพ่งความตั้งใจที่มีต่อความสามารถในการเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางทางด้านข้าง ในนักกีฬารักบี้ฟุตบอลเพศหญิง, เอนด้า อลีนา ปรียอซูซีลอ
ผลของการฝึกการเพ่งความตั้งใจที่มีต่อความสามารถในการเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางทางด้านข้าง ในนักกีฬารักบี้ฟุตบอลเพศหญิง, เอนด้า อลีนา ปรียอซูซีลอ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงทดลองฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลฉับพลันของ การเพ่งความตั้งใจแบบภายใน (internal focus) และการเพ่งความตั้งใจแบบภายนอก (external focus) ที่มีต่อความสามารถในการเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางทางด้านข้าง (Side-step cutting: SSC) ตัวแปรทางชีวกลศาสตร์ และความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของเอ็นไขว้หน้าหัวเข่า (cutting Movement Assessment Score: CMAS) ในกลุ่มนักกีฬารักบี้ฟุตบอลเพศหญิง จำนวน 13 คน อายุระหว่าง 18–24 ปี โดยให้ผู้เข้าร่วมทำการเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางด้วยขาข้างถนัดและขาข้างที่ไม่ถนัด ภายใต้เงื่อนไขการเพ่งความตั้งใจแบบภายใน การเพ่งความตั้งใจแบบภายนอก และเงื่อนไขควบคุม ใช้รูปแบบการถ่วงดุลลำดับ (counterbalance design) เพื่อกำหนดลำดับเงื่อนไขการทดสอบ โดยเว้นระยะห่าง 7 วันระหว่างแต่ละครั้ง วิเคราะห์ความแตกต่างทางสถิติของค่าเฉลี่ยของความสามารถในการเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางชีวกลศาสตร์การเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทาง และความเสี่ยงในการเกิดการบาดเจ็บของเอ็นไขว้หน้าหัวเข่า ด้วยสถิติ paired-sample t-test และ one-way ANOVA with repeated measures ที่ระดับนัยสำคัญ .05 ผลการวิจัยพบว่า ผู้เข้าร่วมงานวิจัยสามารถเพ่งความตั้งใจไปยังตำแหน่งที่กำหนดได้อย่างถูกต้องตามเงื่อนไขการเพ่งความตั้งใจที่ได้รับ อย่างไรก็ตาม ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของระยะทาง ความเร็ว และตัวแปรทาง ชีวกลศาสตร์ภายใต้เงื่อนไขการเพ่งความตั้งใจที่ต่างกัน ส่วนคะแนน CMAS ของขาข้างที่ไม่ถนัดภายใต้การเพ่งความตั้งใจแบบภายนอก (3.25±1.15) มีค่าต่ำที่สุด (p = 0.07) แสดงถึงคุณภาพการเคลื่อนไหวที่ดีและความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บที่ลดลงสรุปผลการวิจัย การเพ่งความตั้งใจแบบภายนอกแม้ไม่ส่งผลต่อผลลัพธ์ด้านความสามารถในการเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางและตัวแปรทางชีวกลศาสตร์โดยรวม แต่แสดงแนวโน้มที่ช่วยให้คุณภาพการเคลื่อนไหวของขาข้างที่ไม่ถนัดดีขึ้น โดยสะท้อนผ่านคะแนน CMAS ที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับเงื่อนไขอื่น ชี้ให้เห็นว่าคำชี้แจงการเพ่งความตั้งใจแบบภายนอกอาจมีศักยภาพในการพัฒนารูปแบบการเคลื่อนไหวในขาข้างที่ไม่ถนัด ทั้งนี้ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมด้วยการเพิ่มขนาดของกลุ่มตัวอย่างและศึกษาผลของการเพ่งความตั้งใจในระยะยาวเพื่อยืนยันผลลัพธ์ของการใช้คำชี้แจงการเพ่งความตั้งใจ
การศึกษาสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลตติยภูมิขั้นสูง, อาภาภรณ์ ธนากรพรสวัสดิ์
การศึกษาสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลตติยภูมิขั้นสูง, อาภาภรณ์ ธนากรพรสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงพรรณนานี้ ศึกษาสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลตติยภูมิขั้นสูง ด้วยเทคนิคการวิจัยแบบเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจำนวน 18 คน แบ่งเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ 1) พยาบาลผู้เชี่ยวชาญการดูแลผู้ป่วยวิกฤตโรคหลอดเลือดสมองจำนวน 6 คน 2) หัวหน้าหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหลอดเลือดสมองจำนวน 4 คน 3) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการรักษาผู้ป่วยวิกฤตโรคหลอดเลือดสมอง จำนวน 3 คน 4) พยาบาลผู้ปฏิบัติการขั้นสูงด้านอายุรศาสตร์และศัลยศาสตร์จำนวน 3 คน และ 5) อาจารย์พยาบาลผู้เชี่ยวชาญการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตโรคหลอดเลือดสมองจำนวน 2 คน ดำเนินการวิจัย 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) สัมภาษณ์เกี่ยวกับสมรรถนะพยาบาลตามบันไดวิชาชีพ ซึ่งประกอบด้วย พยาบาลระดับปฏิบัติการ ชำนาญการ ชำนาญการพิเศษ และเชี่ยวชาญ 2) วิเคราะห์ข้อมูล และสร้างแบบสอบถามเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินระดับความสำคัญ และ 3) คำนวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์เพื่อสรุปผล ผลการศึกษาพบว่า สมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลตติยภูมิขั้นสูง ประกอบด้วย 8 ด้าน ดังนี้ 1) การปฏิบัติการพยาบาลในระยะวิกฤต 2) การบริหารยาความเสี่ยงสูงที่ใช้ในผู้ป่วยวิกฤต 3) การป้องกันภาวะแทรกซ้อน 4) การฟื้นฟูสภาพหลังพ้นวิกฤต 5) การสื่อสารและประสานงานเพื่อการรักษาพยาบาล 6) การพยาบาลระยะท้าย 7) การใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลทางการแพทย์ และ 8) การจัดการและพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วย ซึ่งพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยประกอบด้วยพยาบาลระดับปฏิบัติการ ชำนาญการ ชำนาญการพิเศษ และเชี่ยวชาญที่มีสมรรถนะทั้ง 8 ด้าน แต่สมรรถนะย่อยมีความแตกต่างกัน ดังนี้ 1) ระดับปฏิบัติการ เน้นงานพื้นฐานภายใต้การดูแล 2) ระดับชำนาญการ สามารถดูแลผู้ป่วยซับซ้อนและทำงานเป็นทีมได้ 3) ระดับชำนาญการพิเศษ สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ และ 4) ระดับเชี่ยวชาญ สามารถพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ทำให้คุณภาพการดูแลผู้ป่วยดีขึ้น การศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการประเมินสมรรถนะและมอบหมายงานตามความสามารถของพยาบาลแต่ละระดับ
ผลของโปรแกรมการให้ข้อมูล การเสริมสร้างแรงจูงใจ และการพัฒนาทักษะต่อพฤติกรรมการใช้ยาฉีดอินซูลินของวัยรุ่นเบาหวานชนิดที่ 1, ศุจิกา คมจักรพันธุ์
ผลของโปรแกรมการให้ข้อมูล การเสริมสร้างแรงจูงใจ และการพัฒนาทักษะต่อพฤติกรรมการใช้ยาฉีดอินซูลินของวัยรุ่นเบาหวานชนิดที่ 1, ศุจิกา คมจักรพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้ข้อมูล การเสริมสร้างแรงจูงใจ และการพัฒนาทักษะ ต่อพฤติกรรมการใช้ยาฉีดอินซูลินของวัยรุ่นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 โดยอิงตามกรอบแนวคิดของ Fisher และคณะ (2003) กลุ่มตัวอย่างเป็นวัยรุ่นอายุ 12–18 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และได้รับการรักษาที่คลินิกโรคเบาหวาน สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี มาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน และใช้ปากกาอินซูลิน จำนวน 24 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 12 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือวิจัยคือแบบประเมินพฤติกรรมการใช้ยาฉีดอินซูลิน ซึ่งมีค่าความตรงเชิงเนื้อหา 0.96 และค่าความเที่ยงรวม 0.76 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Wilcoxon Signed-Rank Test และ Mann-Whitney U Test ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมการใช้ยาฉีดอินซูลินสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหลังเข้าร่วมโปรแกรม (W = 4.5, p = .01) อย่างไรก็ตาม คะแนนระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการทดลองไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (U = 83.0, p = .54)
ผลของการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดที่มีต่อพลังกล้ามเนื้อและความสามารถทางกีฬาฟันดาบสากลในนักกีฬาฟันดาบมือสมัครเล่น, นวินทร์ สุนทรเกตุ
ผลของการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดที่มีต่อพลังกล้ามเนื้อและความสามารถทางกีฬาฟันดาบสากลในนักกีฬาฟันดาบมือสมัครเล่น, นวินทร์ สุนทรเกตุ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกพลัยโอเมตริก และการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือด ที่มีต่อสมรรถภาพทางกีฬาฟันดาบสากล พลังกล้ามเนื้อ ความสามารถในการใช้พลังงานแบบแอโรบิกและแอนแอโรบิก รวมถึงการทรงตัวในนักกีฬาฟันดาบสากลสมัครเล่น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาฟันดาบสากลอายุเฉลี่ย 21.3 ± 3 ปี จำนวน 46 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มควบคุม (CON) จำนวน 14 คน 2) กลุ่มฝึกพลัยโอเมตริก (PLY) จำนวน 16 คน และ 3) กลุ่มฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือด (PLY+BFR) จำนวน 16 คน ทั้งสามกลุ่มได้รับการฝึกฟันดาบ 3 วันต่อสัปดาห์ โดยมีการควบคุมปริมาณการฝึกฟันดาบแบ่งเป็นการฝึกการเคลื่อนไหว การฝึกทักษะ และการฝึกแข่งขัน รวมระยะเวลาการฝึกฟันดาบ 1.5 - 2 ชั่วโมงต่อวัน กลุ่ม PLY และ PLY+BFR มีการฝึกเสริมด้วยการฝึกพลัยโอเมตริก 2 วันต่อสัปดาห์ ฝึก 4 ท่าในแต่ละวัน ซึ่งเป็นท่าฝึกที่เน้นการเคลื่อนไหวในแนวนอน (horizontal motion) เพื่อจำลองการเคลื่อนไหวในกีฬาฟันดาบ ในขณะฝึกพลัยโอเมตริกกลุ่ม PLY+BFR จะใส่อุปกรณ์เพื่อจำกัดการไหลเวียนเลือดแดงบริเวณส่วนต้นของรยางค์ล่างทั้ง 2 ข้าง และใช้แรงดันในการจำกัดการไหลเวียนเลือดที่ 60 เปอร์เซ็นต์ของแรงดันที่หลอดเลือดแดงถูกปิดกั้น (arterial occlusion pressure) ก่อนและหลังการฝึก ทุกกลุ่มได้รับการประเมินตัวแปรด้านสรีรวิทยาการออกกำลังกาย ประกอบด้วย ข้อมูลสรีรวิทยาทั่วไปและองค์ประกอบร่างกาย สมรรถภาพทางแอโรบิก สมรรถภาพทางกีฬาฟันดาบ พลังกล้ามเนื้อเชิงทักษะ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ระบบประสาทกล้ามเนื้อ และการทรงตัว การวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบใช้การทดสอบความแปรปรวนแบบผสม 2x3 (กลุ่ม x เวลา) และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยใช้วิธีการทดสอบของแอลเอสดี (LSD) ภายหลังการฝึก 8 สัปดาห์ พบว่า ทั้งกลุ่ม PLY และ PLY+BFR มีการพัฒนาพลังกล้ามเนื้อเชิงทักษะ ความแข็งแรง …
ผลของการฝึกรำไทยสมาธิต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและการทำงานของไตในผู้สูงอายุโรคไตจากเบาหวาน, ศุภลักษณ์ จันคำ
ผลของการฝึกรำไทยสมาธิต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและการทำงานของไตในผู้สูงอายุโรคไตจากเบาหวาน, ศุภลักษณ์ จันคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกรำไทยสมาธิต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การทำงานของไต สมรรถภาพทางกาย ตัวบ่งชี้ทางชีวเคมีในเลือด และคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่เป็นโรคไตจากเบาหวาน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุโรคไตเรื้อรังจากเบาหวาน อายุระหว่าง 60-75 ปี ถูกสุ่มแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มที่ไม่ได้รับการฝึก (CON) จำนวน 19 คน และ 2) กลุ่มฝึกรำไทยสมาธิ (TDM) จำนวน 17 คน ที่ได้รับการฝึกรำไทยสมาธิ ที่ความหนัก 40-60 เปอร์เซ็นต์ของอัตราการเต้นหัวใจสำรอง ครั้งละ 50 นาที จำนวน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ทำการทดสอบตัวแปรด้านสรีรวิทยา สารชีวเคมีในเลือด สมรรถภาพทางกาย การทำงานของหลอดเลือด ความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจ ความเครียดและคุณภาพชีวิต ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบก่อนและหลังการฝึก และเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มด้วยการทดสอบความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ (2 กลุ่ม x 2 เวลา) และเปรียบเทียบความแตกต่างแบบรายคู่โดยใช้วิธีการทดสอบแอลเอสดี ภายหลังการฝึก 12 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มรำไทยสมาธิมีน้ำหนักตัว ไขมันในช่องท้อง ความดันโลหิตช่วงหัวใจบีบตัวและคลายตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ระดับไกลโคซิเลทฮีโมโกลบิน ยูเรียไนโตรเจน มาลอนไดอัลดีไฮด์ ทูเมอร์ เนโครซิส แฟกเตอร์-อัลฟา และ อินเตอร์ลิวคิน-6 ลดลง ในขณะที่ค่าอัตราการกรองของไต ซูเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเทส และไนตริก ออกไซด์ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ ค่าการขยายตัวของหลอดเลือดหลังการปิดกั้นการไหลเวียน ซึ่งเป็นการวัดการขยายตัวของหลอดเลือดที่ขึ้นอยู่กับเอนโดทีเลียมเพิ่มขึ้น ความแข็งของหลอดเลือดแดงและดัชนีความต้านทานของไตลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อีกทั้งกลุ่มรำไทยสมาธิยังมีค่าความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจความถี่สูงเพิ่มขึ้น ระดับความเครียดและความวิตกกังวลลดลง และมีคุณภาพชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า การฝึกรำไทยสมาธิมีประโยชน์หลากหลายด้านต่อผู้สูงอายุที่เป็นโรคไตจากเบาหวาน อันได้แก่ส่งเสริมการทำงานของไตและหลอดเลือด ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เพิ่มการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระ และลดสารอนุมูลอิสระ ความเครียด และความวิตกกังวล
ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของอาการผิดปกติทางระบบกล้ามเนื้อและโครงร่างในช่างติดตั้งนั่งร้าน จังหวัดระยอง, ณภัทร อภิญญาชน
ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของอาการผิดปกติทางระบบกล้ามเนื้อและโครงร่างในช่างติดตั้งนั่งร้าน จังหวัดระยอง, ณภัทร อภิญญาชน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับอาการผิดปกติทางระบบกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่างในกลุ่มช่างติดตั้งนั่งร้านจากบริษัทรับติดตั้งนั่งร้านในจังหวัดระยองทั้งหมด 4 บริษัท เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นจำนวน 429 คน ในระหว่างวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2567 ถึงวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2567 โดยใช้แบบสอบถาม Nordic Musculoskeletal Questionnaire (NMQ) และแบบสอบถาม Body Discomfort Questionnaire วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Multiple logistic regression ผลการศึกษาพบความชุกของอาการผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่างในตำแหน่งใดอย่างน้อย 1 ตำแหน่ง ในระยะเวลา 7 วัน และ 12 เดือน เท่ากับร้อยละ 60.5 และ 57.5 ตามลำดับ โดยบริเวณที่มีความชุกสูงที่สุดคือหลังส่วนล่างและไหล่ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับอาการเหล่านี้ ได้แก่ ระดับการศึกษา รายได้ สถานภาพสมรส เพศ และชั่วโมงการทำงาน จากผลการศึกษานี้ สะท้อนให้เห็นว่าช่างติดตั้งนั่งร้านมีความชุกของอาการผิดปกติทางระบบกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่างค่อนข้างสูง สถานประกอบการควรดำเนินโครงการสร้างเสริมสุขภาพ ให้ความรู้เกี่ยวกับท่าทางการทำงานที่ถูกต้องตามหลักการยศาสตร์ และส่งเสริมการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันการเกิดอาการผิดปกติ
การศึกษาบทบาทพยาบาลเวชศาสตร์การบิน, ศุภธิดา ผลแย้ม
การศึกษาบทบาทพยาบาลเวชศาสตร์การบิน, ศุภธิดา ผลแย้ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทพยาบาลเวชศาสตร์การบิน โดยใช้เทคนิคเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การบิน จำนวน 19 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการหรือผู้บริหารด้านเวชศาสตร์การบิน จำนวน 3 คน แพทย์เวชศาสตร์การบิน จำนวน 3 คน คณะกรรมการหลักสูตรหรืออาจารย์ผู้สอนในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับงานด้านเวชศาสตร์การบิน จำนวน 3 คน หัวหน้าพยาบาลเวชศาสตร์การบินหรือลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ จำนวน 4 คน และพยาบาลเวชศาสตร์การบินหรือลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยแบบสอบถามแบบปลายเปิด และแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ การดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ 1) สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรวบรวมความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทพยาบาลเวชศาสตร์การบิน 2) นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาและนำมาสร้างแบบสอบถามเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญประมาณค่าระดับความสำคัญ 3) นำข้อมูลที่ได้จากการตอบแบบสอบถามประมาณค่าความสำคัญมาคำนวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และส่งแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มเดิมยืนยันความคิดเห็นอีกครั้ง ผลการวิจัย พบว่า บทบาทพยาบาลเวชศาสตร์การบิน ประกอบด้วย 6 บทบาท ดังนี้ 1) ด้านผู้ปฏิบัติการพยาบาลเวชศาสตร์การบินจำนวน 16 ข้อ 2) ด้านผู้จัดการนิรภัยการบินและนิรภัยภาคพื้น จำนวน 8 ข้อ 3) ด้านผู้จัดการความปลอดภัยและจัดการความเสี่ยง จำนวน 16 ข้อ 4) ด้านผู้ประสานงานและสื่อสาร จำนวน 11 ข้อ 5) ด้านผู้นำการทำงานเป็นทีม การจัดการ และการให้คำปรึกษา จำนวน 18 ข้อ และ 6) ด้านผู้พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการบริการ จำนวน 11 ข้อ
Evaluating The Severity Of Disc Herniation : A Comparative Analysis Of Standing Spine Radiographs And Mri Findings, Suttinont Surapuchong
Evaluating The Severity Of Disc Herniation : A Comparative Analysis Of Standing Spine Radiographs And Mri Findings, Suttinont Surapuchong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Objective: The degree of spinal canal compromise in lumbar disc herniation (LDH) significantly influences treatment outcomes. Although magnetic resonance imaging (MRI) remains the gold standard for assessing LDH severity, limited access in primary and secondary care settings can delay diagnosis and referral. This study aimed to determine whether radiological parameters observed on standing spine radiographs can predict the severity of LDH and support timely referral for advanced care. Methods: In this retrospective cross-sectional study, patients diagnosed with LDH who underwent both standing whole-spine radiographs and lumbar MRI between June 2014 and January 2024 were included. Radiographic parameters evaluated included disc …
Participatory Training On Health Literacy To Improve Body Composition Among Female Overweight And Obese-High School Students, Phatthalung Province, Thailand : A Quasi Experimental Study, Chamaiporn Thongphet
Participatory Training On Health Literacy To Improve Body Composition Among Female Overweight And Obese-High School Students, Phatthalung Province, Thailand : A Quasi Experimental Study, Chamaiporn Thongphet
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Children and adolescents aged 5-19 over 340 million were overweight and obese, the prevalence has risen dramatically. Overweight and obesity are linked to more deaths worldwide than underweight. Using health literacy-focused strategies, the intervention was robust in achieving reductions for participants of varying health literacy status. This study aimed to evaluate the effect of “Participatory Training Health Literacy” on reducing risk behavior and improving body composition among the female overweight and obese high school students, Phatthalung province, Thailand. The study design was 2 designs including cross-sectional study (n=572) design and quasi- experimental research (intervention=36 and control=31). The assessment had conducted …
The Effect Of The Individual And Family Self-Mannagement Program On Medication Adherence Among School-Aged Children With Epilepsy., Chutimaporn Kangwal
The Effect Of The Individual And Family Self-Mannagement Program On Medication Adherence Among School-Aged Children With Epilepsy., Chutimaporn Kangwal
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This randomized controlled trial with repeated measures compared medication adherence among school-aged children with epilepsy who received the Individual and Family Self-Management (IFSM) program versus standard nursing care at baseline, post-test, week 8, and week 12. Sixty-two eligible children and their families were randomly assigned to experimental (n=31) and control groups (n=31) using block randomization. The 12-week IFSM program, based on Ryan and Sawin's (2009) Individual and Family Self-Management theory, focused on (1) accurate knowledge and beliefs, (2) self-regulation skills, and (3) social facilitation. The intervention included face-to-face sessions, activities via the “KanChak” LINE Official Account, and booster sessions with …
การศึกษาการสึกระหว่างโคบอลต์โครเมียมและวัสดุเซรามิกที่ใช้ในงานทันตกรรมดิจิตอล, มรกต ไทยรัตน์
การศึกษาการสึกระหว่างโคบอลต์โครเมียมและวัสดุเซรามิกที่ใช้ในงานทันตกรรมดิจิตอล, มรกต ไทยรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: ทำการศึกษาสภาวะจำลองเพื่อวัดการสูญเสียปริมาตรจากการสึกหลังจากจำลองการขัดถู 250,000 รอบของโลหะผสมโคบอลต์โครเมียม (CoCr) กับวัสดุที่ใช้ทำการบูรณะฟันหลักห้าชนิด วัสดุและวิธีการ: เตรียมตัวอย่างทดสอบตัดเป็นสี่เหลี่ยมจำนวนชนิดละ 8 ชิ้น (5 x 5 x 2 มิลลิเมตร) จากโลหะผสมที่ไม่มีทองผสม (NP), ลิเธียมไดซิลิเกต (EM) เธียมไดซิลิเกตเสริมความแข็งแรง (TR) เซรามิคที่มีเรซินเป็นฐาน (CM) และเซอร์โคเนีย (ZR) ตัวอย่าง EM TR และ ZR ได้รับการเผาตามคำแนะนำของผู้ผลิต แท่งโลหะผสมโคบอลต์โครเมียมสร้างขึ้นโดยการหล่อโลหะแบบไล่ขี้ผึ้ง จำลองการสึกแบบสององค์ประกอบด้วยเครื่องจำลองการสึกจากการขัดถู จำนวน 250,000 รอบ วัดการสูญเสียปริมาตรของชิ้นงานทดสอบโดยใช้เครื่องวัดความหยาบพื้นผิว การสูญเสียปริมาตรของแท่งโลหะผสมคำนวณโดยการความยาวที่ลดลงและรัศมีของพื้นที่ที่เกิดบริเวณที่สึก วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยใช้ MANOVA (pNP>ZR) การสูญเสียปริมาตรของแท่งโลหะหลังการสึกในกลุ่ม CM น้อยกว่าในกลุ่ม EM และ NP ในขณะที่กลุ่มอื่น ๆ ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ