Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Medicine and Health Sciences Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 3061 - 3086 of 3086

Full-Text Articles in Medicine and Health Sciences

ประสิทธิศักย์และความปลอดภัยของยาทาโครลิมัสรูปแบบออกฤทธิ์นานเปรียบเทียบกับรูปแบบออกฤทธิ์ทันทีในผู้ได้รับการปลูกถ่ายไต : อภิวิเคราะห์, วรางคณา แสงราม Jan 2017

ประสิทธิศักย์และความปลอดภัยของยาทาโครลิมัสรูปแบบออกฤทธิ์นานเปรียบเทียบกับรูปแบบออกฤทธิ์ทันทีในผู้ได้รับการปลูกถ่ายไต : อภิวิเคราะห์, วรางคณา แสงราม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาและความสำคัญ: ทาโครลิมัสเป็นยาในกลุ่ม calcineurin inhibitor ที่ได้รับการแนะนำให้ใช้เป็นตัวเลือกแรกในผู้ได้รับการปลูกถ่ายไต ปัจจุบันมียา 2 รูปแบบคือ รูปแบบออกฤทธิ์ทันทีที่รับประทานวันละ 2 ครั้ง และรูปแบบออกฤทธิ์นานที่รับประทานวันละ 1 ครั้ง เพื่อเพิ่มความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วย การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิศักย์และความปลอดภัยของยาทาโครลิมัสรูปแบบออกฤทธิ์นานเปรียบเทียบกับรูปแบบออกฤทธิ์ทันที วิธีการศึกษา: เป็นการอภิวิเคราะห์โดยสืบค้นข้อมูลงานวิจัยที่เป็นการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมที่เปรียบเทียบผลลัพธ์ทางการรักษาระหว่างยาทาโครลิมัสรูปแบบออกฤทธิ์นานกับรูปแบบออกฤทธิ์ทันที โดยสืบค้นงานวิจัยจนถึงวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561 ในฐานข้อมูล ได้แก่ PubMed, EMBASE, Cochrane Register of Controlled Trials, Scopus, Web of Science และ CINAHL โดยไม่มีการจำกัดภาษาในการตีพิมพ์ ทั้งนี้มีผู้วิจัยสองคนคัดเลือกงานวิจัย สกัดข้อมูลและประเมินความเสี่ยงของอคติอย่างเป็นอิสระต่อกัน ผลการศึกษา: พบงานวิจัยที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกจำนวน 13 การศึกษา จำนวนประชากรรวม 3,101 ราย ผลการศึกษาไม่พบความแตกต่างของอัตราการปฏิเสธไตเฉียบพลันระหว่างการได้รับยาทั้งสองรูปแบบที่ระยะเวลาภายใน 6 เดือนและ 12 เดือนหลังจากได้รับยา (RR 1.04 [0.83, 1.29] และ RR 1.09 [0.86, 1.37] ตามลำดับ) ไม่พบความแตกต่างของทั้งอัตราการรอดของไต การรอดชีวิตของผู้ป่วยและค่าการทำงานของไต (eGFR) ที่ระยะเวลาภายใน 6 เดือนและ 12 เดือนหลังจากได้รับยา นอกจากนี้ผลการศึกษาในระยะยาวมากกว่า 1 ปี ไม่พบความแตกต่างของอัตราการรอดของไตและอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยเช่นเดียวกัน สรุปผลการศึกษา: ยาทาโครลิมัสรูปแบบออกฤทธิ์นานมีประสิทธิศักย์และความปลอดภัยเทียบเคียงกับยาทาโครลิมัสรูปแบบออกฤทธิ์ทันทีทั้งการศึกษาในระยะสั้นและในระยะยาว


แผนกำหนดการใช้ยาแวนโคมัยซินในผู้ป่วยวิกฤต โดยใช้การวิเคราะห์เภสัชจลนศาสตร์ประชากร และการจำลองเภสัชจลนศาสตร์/เภสัชพลศาสตร์, ภูมิปรัชญ์ แก้วมหานิล Jan 2017

แผนกำหนดการใช้ยาแวนโคมัยซินในผู้ป่วยวิกฤต โดยใช้การวิเคราะห์เภสัชจลนศาสตร์ประชากร และการจำลองเภสัชจลนศาสตร์/เภสัชพลศาสตร์, ภูมิปรัชญ์ แก้วมหานิล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: เพื่อวิเคราะห์หาค่าเภสัชจลนศาสตร์ประชากร และประเมินหาแผนกำหนดการใช้ยาที่เหมาะสมของยาแวนโคมัยซิน ในผู้ป่วยวิกฤต โดยใช้การจำลองค่าดัชนีทางเภสัชจลนศาสตร์/เภสัชพลศาสตร์ วิธีดำเนินการศึกษา: เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์ โดยเก็บข้อมูลย้อนหลัง ระหว่างเดือน มกราคม พ.ศ. 2557 ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2559 ในผู้ป่วยวิกฤตที่ได้รับการตรวจวัดระดับยาแวนโคมัยซินจากงานประจำ ใช้โปรแกรม nonlinear mixed effect model (NONMEM) วิเคราะห์หาค่าเภสัชจลนศาสตร์ประชากรของยาแวนโคมัยซิน และประเมินหาแผนกำหนดการใช้ยาที่เหมาะสมของยาแวนโคมัยซิน โดยใช้การจำลองมอนติคาร์โล คำนวณหาค่า probability of target attainment (PTA) และ cumulative fraction of response (CFR) มีเป้าหมายของค่าดัชนีทางเภสัชจลนศาสตร์/เภสัชพลศาสตร์ คือ ค่า AUC24h/MIC ≥ 400 ผลการศึกษา: ข้อมูลระดับยาทั้งหมด 398 ตัวอย่าง ถูกนำมาสร้างแบบจำลองทางเภสัชจลนศาสตร์ประชากรของยาแวนโคมัยซิน พบว่าอัตราการกำจัดของครีเอตินิน การมีโรคเบาหวาน และการมีภาวะพิษเหตุติดเชื้อที่ไม่ทราบแหล่งติดเชื้อร่วม มีผลต่อค่าอัตราการกำจัดยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนค่าปริมาตรการกระจายตัวของยา พบว่าปัจจัยที่มีผล คือ ระดับครีเอตินินในซีรั่ม และเพศ ค่าเฉลี่ยของอัตราการกำจัดยา และปริมาตรการกระจายตัวของยาของแวนโคมัยซินที่ได้จากแบบจำลองสุดท้าย เท่ากับ 3.63 ลิตร/ชม. และ 106.8 ลิตร ตามลำดับ จากข้อมูลที่จำลองได้พบว่าแผนกำหนดการใช้ยาแบบเริ่มต้นที่เหมาะสม คือ loading dose 20 มก./กก. ตามด้วยการหยดยาอย่างต่อเนื่อง 20 มก./กก./วัน และ loading dose 25 มก./กก. ตามด้วยการหยดยาอย่างต่อเนื่อง 25 มก./กก./วัน ในการรักษาการติดเชื้อ MRSA และ Enterococcus spp ที่มีค่า MIC ≤ 1 มก./ลิตร ตามลำดับ ส่วนแผนกำหนดการใช้ยาแบบพยุงที่เหมาะสม คือ การหยดยาแบบเป็นระยะ 20 และ …


การควบคุมอาการชักและคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยโรคลมชักวัยสูงอายุ, อัจฉราภรณ์ ทองเย็น Jan 2017

การควบคุมอาการชักและคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยโรคลมชักวัยสูงอายุ, อัจฉราภรณ์ ทองเย็น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาแบบ unmatched case-control study นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการควบคุมอาการชัก เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ และคุณภาพชีวิตระหว่างผู้ป่วยโรคลมชักวัยสูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) และวัยผู้ใหญ่ (18-59 ปี) ศึกษาในผู้ป่วยที่มารับการรักษาต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 18 เดือน ณ ศูนย์ความเป็นเลิศโรคลมชักครบวงจร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 ถึงมิถุนายน พ.ศ. 2560 โดยเก็บข้อมูลทั่วไป ข้อมูลเกี่ยวกับโรคและการรักษา และให้ผู้ป่วยประเมินเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคลมชัก (QOLIE-31 ฉบับภาษาไทย) ด้วยตนเอง ผลการศึกษาพบว่า มีผู้ป่วยเข้าร่วมการวิจัยจำนวน 120 คน แบ่งเป็นผู้ป่วยวัยสูงอายุและวัยผู้ใหญ่กลุ่มละ 60 คน ผู้ป่วยวัยสูงอายุมีสัดส่วนของผู้ป่วยที่ปลอดจากอาการชักในช่วง 12 เดือนมากกว่าวัยผู้ใหญ่ (ร้อยละ 65 และ 45 ตามลำดับ, P=0.028) เมื่อประเมินเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา พบว่า ผู้ป่วยวัยสูงอายุรายงานการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ในหัวข้อรู้สึกไม่มั่นคงด้านการเคลื่อนไหวมากกว่าผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่ (P<0.05) ในขณะที่ผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่รายงานการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ในหัวข้อมีปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง, น้ำหนักเพิ่ม และง่วงนอนมากกว่าวัยสูงอายุ (P<0.05) ผู้ป่วยโรคลมชักวัยสูงอายุมีคะแนนคุณภาพชีวิตมากกว่าวัยผู้ใหญ่ในมิติด้านความวิตกกังวลเกี่ยวกับอาการชัก ด้านคุณภาพชีวิตโดยรวม ด้านบทบาทหน้าที่ทางสังคม และคะแนนเฉลี่ยรวม (P<0.05) การวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติก พบปัจจัยที่มีผลต่อการควบคุมอาการชักในผู้ป่วยวัยสูงอายุเพียงปัจจัยเดียวคือ จำนวนยากันชักที่เคยได้รับ โดยผู้ป่วยที่มีจำนวนยากันชักที่เคยได้รับตั้งแต่ 2 รายการขึ้นไปจะสามารถควบคุมอาการชักได้แย่กว่าผู้ป่วยที่เคยได้รับยากันชัก 1 รายการ (OR=0.154, 95% CI 0.045-0.528) โดยสรุปผู้ป่วยโรคลมชักวัยสูงอายุตอบสนองต่อยากันชักและสามารถควบคุมอาการชักได้ดีกว่า มีคุณภาพชีวิตดีกว่า รวมทั้งรายงานการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์น้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่


ผลของน้ำส้มโอต่อเภสัชจลนศาสตร์ของยา Simvastatin การทำงานของเอนไซม์ไซโทโครมพี3เอ2 และการแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็นเอ Mdr1a, Mdr1b และ Slc21a5 ในหนูแรท, กฤษกรณ์ ระย้าศิลป์ Jan 2017

ผลของน้ำส้มโอต่อเภสัชจลนศาสตร์ของยา Simvastatin การทำงานของเอนไซม์ไซโทโครมพี3เอ2 และการแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็นเอ Mdr1a, Mdr1b และ Slc21a5 ในหนูแรท, กฤษกรณ์ ระย้าศิลป์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ส้มโอ (Citrus grandis L. Osbeck) เป็นผลไม้ประเภท citrus ด้วยความคล้ายคลึงกันทางพฤกษศาสตร์กับเกรปฟรุต (Citrus paradisi) ที่มีรายงานว่าก่อให้เกิดการรบกวนเภสัชจลนศาสตร์ของยาหลายชนิดรวมถึงยา simvastatin ที่ใช้รักษาโรคภาวะไขมันในเลือดสูงแต่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายได้โดยเฉพาะต่อกล้ามเนื้อ งานวิจัยนี้จึงศึกษาผลของน้ำส้มโอต่อเภสัชจลนศาสตร์ของยา simvastatin และผลต่อการทำงานของเอนไซม์ไซโทโครมพี3a2 (CYP3a2) และการแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็นเอ Mdr1a, Mdr1b และ Slc21a5 ในหนูแรทเพศผู้ โดยแบ่งหนูแรทออกเป็น 4 กลุ่มคือ กลุ่มควบคุม กลุ่มที่ได้รับน้ำส้มโอ (2ml/kg) เท่านั้นวันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 7 วัน กลุ่มที่ได้รับยา simvastatin เท่านั้น (ขนาดยา 20 mg/kg) และกลุ่มที่ได้น้ำส้มโอ (2ml/kg) วันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 7 วันร่วมกับยา simvastatin (20mg/kg) โดยทำการเก็บตัวอย่างเลือดในหนูกลุ่มที่ได้ยา simvastatin เป็นเวลาทั้งหมด 12 ชั่วโมงเพื่อวัดระดับ simvastatin และ simvastatin acid ด้วยเทคนิค LC-MS/MS และศึกษาการแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็นเอ Mdr1a, Mdr1b และ Slc21a5 ในเซลล์ตับและลำไส้เล็กของหนูแรทด้วยเทคนิค real-time polymerase chain reaction (RT-PCR) รวมถึงศึกษาการทำงานของเอนไซม์ไซโทโครมพี3เอ2 ด้วยเทคนิค HPLC ผลการทดลองพบว่าหนูกลุ่มที่ได้รับน้ำส้มโอร่วมกับยา simvastatin มีค่า AUC0-∞ ของ simvastatin เพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่า (p<0.01) และ simvastatin acid เป็น 3 เท่า (p<0.01) เมื่อเทียบกับหนูกลุ่มที่ได้รับยา simvastatin อย่างเดียว ค่าความเข้มข้นสูงสุดเฉลี่ยของยา (Cmax) เพิ่มขึ้น 3.9 เท่า (p<0.01) และ simvastatin acid เพิ่ม 3.6 เท่า (p<0.01) เมื่อเทียบกับหนูกลุ่มที่ได้รับยา simvastatin อย่างเดียว ส่วนค่า Kel, t1/2 และ Tmax ไม่แตกต่างกันในทั้งสองกลุ่ม พบการแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็นเอ Mdr1a ในเซลล์ลำไส้เล็กในกลุ่มที่ได้รับน้ำส้มโอเท่านั้นและกลุ่มที่ได้รับน้ำส้มโอร่วมกับยา simvastatin ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 79.8% (p<0.01) และ 84.3% (p<0.01) ตามลำดับเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม เช่นเดียวกับการแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็นเอ Mdr1b ในลำไส้ของหนูทั้งสองกลุ่มลดลง 52.6% (p<0.05) และ 56.9% (p<0.05) ตามลำดับ ส่วนกลุ่มที่ได้รับยา simvastatin เท่านั้นมีการแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็นเอ Mdr1a และ Mdr1b ในเซลล์ลำไส้เล็กไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากกลุ่มควบคุม ขณะที่การแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็นเอ Slc21a5 ในลำไส้เล็กของหนูทุกกลุ่มไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม ในเซลล์ตับของหนูแรทกลุ่มที่ได้รับน้ำส้มโอเท่านั้นและกลุ่มที่ได้รับน้ำส้มโอร่วมกับยา simvastatin พบว่ามีการแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็นเอ Slc21a5 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม แต่กลุ่มที่ได้รับยา simvastatin อย่างเดียวไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม ในขณะที่การแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็ เอ Mdr1a และ Mdr1b ในเซลล์ตับของหนูแรททุกกลุ่มไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม ผลการศึกษาการทำงานของเอนไซม์ไซโทโครมพี3เอ2 พบว่าหนูกลุ่มที่ได้รับน้ำส้มโอเท่านั้น และกลุ่มที่ได้รับน้ำส้มโอร่วมกับยา simvastatin มีการทำงานของเอนไซม์ไซโทโครมพี3เอ2 ลดลงถึง 51.77% (p<0.01) และ 49.17% (p<0.01) ตามลำดับ แต่ในหนูที่ได้รับยา simvastatin เท่านั้นไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม โดยสรุปน้ำส้มโอมีผลต่อการเพิ่มระดับยา simvastatin และ simvastatin acid ในพลาสมาของหนูแรท และมีผลลดการแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็นเอ Slc21a5 ในตับและลดการแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็นเอ Mdr1a และ Mdr1b ในลำไส้เล็กของหนูแรท รวมถึงมีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไซโทโครมพี3เอ2 ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นความเสี่ยงของการเกิดอันตรกิริยาระหว่างน้ำส้มโอกับยา simvastatin


ผลยับยั้งของไซพริพีดินต่อการเปลี่ยนแปลงจากเซลล์เยื่อบุผิวไปเป็นเซลล์มีเซนไคม์ในเซลล์มะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็กผ่านวิถีของเอเคที, สุรัสวดี ตรีสุวรรณ Jan 2017

ผลยับยั้งของไซพริพีดินต่อการเปลี่ยนแปลงจากเซลล์เยื่อบุผิวไปเป็นเซลล์มีเซนไคม์ในเซลล์มะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็กผ่านวิถีของเอเคที, สุรัสวดี ตรีสุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

มะเร็งปอดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งอันดับต้นๆ ของผู้ป่วยจากทั่วโลกและยังคงมีผู้ป่วยเสียชีวิตมากขึ้นในทุกปี สาเหตุเนื่องมาจากการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง การแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งเป็นกระบวนการหลายขั้นตอนที่ส่งเสริมให้เซลล์มะเร็งหลุดออกจากอวัยวะต้นกำเนิดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งกลไกที่สำคัญของการแพร่กระจายคือ กระบวนการเปลี่ยนแปลงจากเซลล์เยื่อบุผิวไปเป็นเซลล์มีเซนไคม์ การรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบันยังไม่สามารถยับยั้งกระบวนการเปลี่ยนแปลงจากเซลล์เยื่อบุผิวไปเป็นเซลล์มีเซนไคม์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการศึกษาพัฒนายาใหม่โดยมีเป้าหมายในการยับยั้งกระบวนการนี้ จึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยในการรักษามะเร็งให้เกิดประสิทธิภาพ ในผลการศึกษาครั้งนี้พบว่าสารไซพริพีดินซึ่งเป็นสารเคมีในกลุ่มฟีแนนทรีนควิโนน สกัดได้จากกล้วยไม้สกุล Dendrobium densiflorum สามารถยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งปอดชนิดเอช 460 และเอช 23 ได้ โดยลดจำนวนของเส้นใยแอคตินสเตรสไฟเบอร์ และ โฟคอลแอดฮีชัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ภายใต้สภาวะไร้การยึดเกาะได้ การศึกษาในเชิงกลไกแสดงให้เห็นว่าสารไซพริพีดินยับยั้บกระบวนการเปลี่ยนแปลงจากเซลล์เยื่อบุผิวไปเป็นเซลล์มีเซนไคม์ และลดการแสดงออกของโปรตีนบ่งชี้ ได้แก่ สลัก เอ็น-แคดฮีริน และไวเมนติน ผ่านการยับยั้งการทำงานของวิถีเอเคที ซึ่งส่งผลต่อการกระตุ้นการทำงานของจีเอสเค-3เบตาในการเพิ่มการทำลายโปรตีนสลัก งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงผลของสารไซพริพีดินสามารถยับยั้งการเคลื่อนที่ของเซลล์มะเร็งปอดโดยผ่านการยับยั้งกระบวนการเปลี่ยนแปลงจากเซลล์เยื่อบุผิวไปเป็นเซลล์มีเซนไคม์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวิจัยและพัฒนาสารดังกล่าวเพื่อใช้ในการรักษาโรคมะเร็งปอดต่อไปในอนาคต


ผลของการกระตุ้นสมองด้วยไฟฟ้ากระแสตรงผ่านกะโหลกศีรษะร่วมกับการฝึกการทรงตัวในผู้สูงอายุที่มีประวัติล้ม, ณิชาภา คุ้มพะเนียด Jan 2017

ผลของการกระตุ้นสมองด้วยไฟฟ้ากระแสตรงผ่านกะโหลกศีรษะร่วมกับการฝึกการทรงตัวในผู้สูงอายุที่มีประวัติล้ม, ณิชาภา คุ้มพะเนียด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทางด้านประสบการณ์ส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการเข้าสู่อาชีพ พริตตี้ และกระบวนการรับและปรับใช้วัฒนธรรมของพริตตี้เพื่อให้ตนดำรงอยู่ในกลุ่มอาชีพและสังคมได้ โดยใช้แนวคิดเรื่องฮาบิทัส และทุน ของปิแอร์ บูร์ดิเยอร์ การศึกษานี้ ผู้วิจัยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์กลุ่มบุคคลที่ศึกษาแบบเจาะลึก (In-depth interview) และมีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) โดยมีพริตตี้ในเขตกรุงเทพมหานคร เป็นกรณีศึกษา จำนวน 11 คน ผลการศึกษาพบว่า ประสบการณ์ส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อแนวจริตของพริตตี้ เกิดจากการเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อมที่มีลักษณะการให้อิสระ และฝึกฝนการเอาตัวรอดให้อยู่ด้วยตนเองได้ รวมถึงการเติบโตท่ามกลางการแสดงออกในเวทีสาธารณะตั้งแต่อายุยังน้อย พริตตี้จึงมีลักษณะเด่นคือ มีความคุ้นชินกับพื้นที่สาธารณะ มีความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มีความช่างสังเกต และมีการวางท่วงท่าในการตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเหมาะสม เหล่านี้คือฮาบิทัส ที่ได้พัฒนากลายไปเป็นทักษะหรือทุนวัฒนธรรมประเภทที่มีอยู่ในตัวบุคคล (Embodied form) ซึ่งสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นทุนเศรษฐกิจ ทุนสังคม และทุนสัญลักษณ์ ต่อไป เมื่อเข้าสู่อาชีพพริตตี้แล้ว แนวจริตดังกล่าว จะเข้าไปมีผลตั้งแต่การเลือกรับงาน การเลือกลูกค้า โดยในระหว่างการทำงาน พริตตี้จะให้ความสำคัญกับการวางตัวให้เหมาะสมกับลูกค้ามากที่สุด เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ลูกค้าสามารถเพิ่มระดับความเข้มข้นของรูปแบบงานที่ตนไม่ได้เลือกรับได้ โดยมีความสวยงามของรูปร่างหน้าตาและการพูด เป็นทักษะรองลงมา ความมั่นใจและความกล้าแสดงออก เป็นอันดับสุดท้าย นอกจากนี้ ฮาบิทัสยังส่งผลต่อการเลือกคู่รักของพริตตี้ ที่จะต้องให้อิสระและมีทักษะในการพึ่งตนเองได้เช่นเดียวกับตน รวมถึงการประกอบอาชีพในอนาคตหลังจากเลิกอาชีพพริตตี้แล้ว พริตตี้จะยังคงไว้ซึ่งกลุ่มอาชีพอิสระ เช่น เปิดร้านค้า หรือทำธุรกิจส่วนตัว ต่อไป


การทำงานของกล้ามเนื้อรอบข้อสะโพกและความสูงจากพื้นของเท้าขณะวิ่งเปลี่ยนทิศทางในคนที่มีและไม่มีภาวะความไม่มั่นคงของข้อเท้าเรื้อรัง, วรพงษ์ คงทอง Jan 2017

การทำงานของกล้ามเนื้อรอบข้อสะโพกและความสูงจากพื้นของเท้าขณะวิ่งเปลี่ยนทิศทางในคนที่มีและไม่มีภาวะความไม่มั่นคงของข้อเท้าเรื้อรัง, วรพงษ์ คงทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ภาวะความไม่มั่นคงของข้อเท้าเรื้อรัง (CAI) เป็นผลมาจากการเกิดข้อเท้าแพลงซ้ำ และคนที่มีภาวะ CAI ยิ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดข้อเท้าแพลงซ้ำได้อีก การระบุถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบริเวณรอบข้อสะโพกร่วมกับการระบุตำแหน่งของเท้าในคนที่มีภาวะ CAI ขณะมีการเคลื่อนไหว จะเป็นประโยชน์ในการฟื้นฟูคนที่มีภาวะ CAI ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นในการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาการทำงานของกล้ามเนื้อรอบข้อสะโพก (hip muscle activities) และความสูงจากพื้นของเท้า (foot clearance) ในช่วง terminal swing phase ขณะวิ่งเปลี่ยนทิศทางในคนที่มีและไม่มีภาวะ CAI โดยมีผู้เข้าร่วมวิจัยเป็นนักกีฬาที่มีภาวะ CAI 22 คน และนักกีฬาที่ไม่มีภาวะ CAI 22 คน ทุกคนจะได้รับการติด surface electrode EMG ที่กล้ามเนื้อรอบข้อสะโพกข้างที่มีภาวะ CAI ในกลุ่ม CAI และข้างถนัดในกลุ่ม control เพื่อบันทึกข้อมูล muscle activity และติด reflective marker ที่ขาท่อนล่างและเท้าทั้งสองข้าง เพื่อบันทึกความสูงจากพื้นของเท้า จากนั้นผู้เข้าร่วมวิจัยวิ่งเปลี่ยนทิศทางด้วยความเร็ว 3.5 - 5 เมตรต่อวินาที ผลการศึกษาพบว่า percent change of muscle activation ของกล้ามเนื้อ Adductor Magnus กล้ามเนื้อ Gluteus Medius และกล้ามเนื้อ Tensor Fascia Latae มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ระหว่างกลุ่ม CAI และกลุ่ม control และค่าความสูงจากพื้นของเท้าในกลุ่ม CAI มีค่าน้อยกว่ากลุ่ม control อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ผลการศึกษาทำให้ทราบว่า คนที่มีภาวะ CAI มีความสูงจากพื้นของเท้าต่ำกว่าคนที่ไม่มีภาวะ CAI ขณะวิ่งเปลี่ยนทิศทาง ส่งผลให้กล้ามเนื้อรอบข้อสะโพกทำงานมากขึ้นเพื่อชดเชยภาวะดังกล่าว และเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดข้อเท้าแพลงซ้ำ ดังนั้นในโปรแกรมการฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีภาวะ CAI จึงควรให้ความสำคัญกับการฝึกกล้ามเนื้อรอบข้อสะโพก รวมถึงการให้ความสำคัญกับตำแหน่งของเท้าในขณะเคลื่อนไหวด้วย


ผลของการออกกำลังกายต่อการไหลเวียนเลือดที่แขนในภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหลังรับประทานอาหารในผู้ที่มีความดันโลหิตปกติซึ่งเป็นทายาทของผู้ที่มีความดันโลหิตสูง, วิไลวรรณ จุฑาภักดีกุล Jan 2017

ผลของการออกกำลังกายต่อการไหลเวียนเลือดที่แขนในภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหลังรับประทานอาหารในผู้ที่มีความดันโลหิตปกติซึ่งเป็นทายาทของผู้ที่มีความดันโลหิตสูง, วิไลวรรณ จุฑาภักดีกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการออกกำลังกายที่ระดับความหนักสูงสลับกับปานกลาง ต่อการไหลเวียนเลือดที่แขนในชายสุขภาพดีที่มีความดันโลหิตปกติและเป็นทายาทของผู้ที่มีความดันโลหิตปกติ (ONT) (n=13) เปรียบเทียบกับชายสุขภาพดีที่มีความดันโลหิตปกติและเป็นทายาทของผู้ที่มีความดันโลหิตสูง (OHT) (n=13) ซึ่งการวิจัยเป็นเชิงทดลองแบบสุ่มข้ามกลุ่ม โดยสุ่มแยกอาสาสมัครในแต่ละกลุ่มออกเป็น 2 แบบ โดยแบบที่ 1 ออกกำลังกายก่อนรับประทานน้ำตาล จากนั้นอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ตามด้วยการรับประทานน้ำตาลเพียงอย่างเดียว ซึ่งการทดสอบแบบที่ 2 ทำสลับกับแบบที่ 1 โดยอาสาสมัครทั้งหมดได้รับการวัดระดับสูงสุดของการไหลเวียนเลือดที่แขน ก่อนและภายหลังการรับประทานน้ำตาลทุกๆ 30 นาทีจนครบ 4 ชั่วโมงพบว่า หลังการรับประทานน้ำตาลอย่างเดียว ระดับสูงสุดของการไหลเวียนเลือดที่แขนลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในกลุ่ม OHT (23.82±1.39 ml/100ml/min เป็น 20.61±1.75 ml/100ml/min, p<0.01) และในกลุ่ม ONT (26.84±2.47 ml/100ml/min เป็น 24.29±2.58 ml/100ml/min, p<0.01) และการออกกำลังกายก่อนรับประทานน้ำตาลพบว่า ระดับสูงสุดของการไหลเวียนเลือดที่แขนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในกลุ่ม OHT (23.72±1.68 ml/100ml/min เป็น 27.25±1.91 ml/100ml/min, p<0.01) และในกลุ่ม ONT (26.74±2.86 ml/100ml/min เป็น 34.07±2.14 ml/100ml/min, p<0.01) ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่าเมื่อกลุ่ม OHT มีค่าระดับสูงสุดของการไหลเวียนเลือดที่แขนเพิ่มขึ้นน้อยกว่ากลุ่ม ONT อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) จึงสรุปได้ว่าการออกกำลังกายที่ระดับความหนักสูงสลับกับปานกลาง สามารถเพิ่มระดับสูงสุดของการไหลเวียนเลือดที่แขนในภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหลังรับประทานน้ำตาล ในคนที่มีความดันโลหิตปกติทั้งที่มีและไม่มีประวัติความดันโลหิตในครอบครัว


การเปรียบเทียบผลของการฝึกออกกำลังกายโดยการปั่นจักรยานสองชนิดต่อระดับความรู้สึกกดเจ็บขั้นต่ำ การทำงานของกล้ามเนื้อและจลนศาสตร์การเคลื่อนไหวบริเวณลำตัวส่วนบนในพนักงานออฟฟิศเพศหญิงที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อพังผืด, อาทิตา ก่อการรวด Jan 2017

การเปรียบเทียบผลของการฝึกออกกำลังกายโดยการปั่นจักรยานสองชนิดต่อระดับความรู้สึกกดเจ็บขั้นต่ำ การทำงานของกล้ามเนื้อและจลนศาสตร์การเคลื่อนไหวบริเวณลำตัวส่วนบนในพนักงานออฟฟิศเพศหญิงที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อพังผืด, อาทิตา ก่อการรวด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการฝึกออกกำลังกายโดยการปั่นจักรยานสองชนิดเป็นเวลา 12 สัปดาห์ต่อระดับความรู้สึกกดเจ็บขั้นต่ำ การทำงานของกล้ามเนื้อ และจลนศาสตร์บริเวณลำตัวส่วนบนในพนักงานออฟฟิศเพศหญิงที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อพังผืด อายุเฉลี่ย 29.5?4.09ปี สุ่มแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 15 คน ได้แก่ กลุ่มควบคุม (ยืดกล้ามเนื้อ) กลุ่มปั่นจักรยาน A (นั่งหลังตรงบนจักรยานอยู่กับที่) และกลุ่มปั่นจักรยาน B (นั่งก้มตัวไปด้านหน้าบนจักรยานไฮบริดจ์) อาสาสมัครจะได้รับการวัดระดับความรู้สึกกดเจ็บขั้นต่ำและระดับความรุนแรงของอาการปวด หลังทดสอบพิมพ์งานหรือปั่นจักรยาน รวมถึงวัดการทำงานของกล้ามเนื้อและจลนศาสตร์การเคลื่อนไหวขณะพิมพ์งานหรือปั่นจักรยาน โดยทดสอบในวันแรกหลัง 6 สัปดาห์ 12 สัปดาห์ และติดตามผล 2 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมจะได้รับโปรแกรมการยืดกล้ามเนื้อ ขณะที่กลุ่มปั่นจักรยานจะออกกำลังกายระดับปานกลางถึงหนัก 30นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่า ระดับความรู้สึกกดเจ็บขั้นต่ำทั้ง 3 กลุ่มเพิ่มขึ้น และระดับความรุนแรงของอาการปวดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ส่วนการทำงานของกล้ามเนื้อ พบว่าขณะพิมพ์งานและปั่นจักรยาน กล้ามเนื้อ cervical erector spinae ทำงานมากกว่ากล้ามเนื้อ upper trapezius และ lower trapezius อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) และพบว่าในกลุ่มปั่นจักรยาน A มีมุมศีรษะและลำตัวมากกว่ากลุ่มปั่นจักรยาน B แต่มีมุมช่วงไหล่น้อยกว่า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ซึ่งสัมพันธ์กับท่าทางในการปั่นจักรยานแต่ละชนิด จึงสรุปได้ว่า การปั่นจักรยานทั้งสองชนิดที่ระดับความหนักปานกลางถึงหนัก (50-70%HRR) เป็นเวลา 12 สัปดาห์ สามารถเพิ่มระดับความรู้สึกกดเจ็บขั้นต่ำ และลดระดับความรุนแรงของอาการปวดได้เช่นเดียวกับการยืดกล้ามเนื้อซึ่งเป็นการรักษาพื้นฐานในพนักงานออฟฟิศเพศหญิงที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อพังผืด


ระดับของแลคโตเฟอรินในรอยโรคไลเคนแพลนัสและรอยโรคไลเคนอยด์ช่องปากที่รับการรักษาด้วยยาสเตียรอยด์เฉพาะที่, ณัฐพงศ์ แสงประสิทธิโชค Jan 2017

ระดับของแลคโตเฟอรินในรอยโรคไลเคนแพลนัสและรอยโรคไลเคนอยด์ช่องปากที่รับการรักษาด้วยยาสเตียรอยด์เฉพาะที่, ณัฐพงศ์ แสงประสิทธิโชค

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แลคโตเฟอรินเป็นปัจจัยสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันแต่กำเนิด ซึ่งมีฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพหลายชนิด ทั้งเชื้อรา ไวรัส และแบคทีเรียขอบเขตกว้าง มีการศึกษาเกี่ยวกับกลไกและบทบาททางชีวภาพของแลคโตเฟอรินออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการศึกษาที่ผ่านมา ที่พบความสัมพันธ์ของระดับแลคโตเฟอรินที่ลดลงและการติดเชื้อราในช่องปาก อย่างไรก็ดี ยังไม่เคยมีการศึกษาถึงความสัมพันธ์ของระดับแลคโตเฟอรินในน้ำลายของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยาสเตียรอยด์เฉพาะที่ ซึ่งทราบกันดีว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่เป็นช่องทางให้เกิดการติดเชื้อราแคนดิดาในช่องปาก การวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบระดับของแลคโตเฟอรินในน้ำลายก่อนและหลังการรักษาด้วยยาฟลูโอซิโนโลน อะเซทโทไนด์ ความเข้มข้นร้อยละ 0.1 ชนิดขี้ผึ้งป้ายปาก ในผู้เข้าร่วมโครงการที่เป็นกลุ่มผู้ป่วยโรคไลเคนแพลนัสช่องปาก และกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นรอยโรคไลเคนอยด์ช่องปากสาเหตุจากยา ผลการทดลองไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของระดับแลคโตเฟอรินในน้ำลายเปรียบเทียบก่อนและหลังการรักษาด้วยยาสเตียรอยด์เฉพาะที่ทั้งในผู้เข้าร่วมโครงการที่เป็นกลุ่มผู้ป่วยโรคไลเคนแพลนัสช่องปาก และกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นรอยโรคไลเคนอยด์ช่องปากสาเหตุจากยา (p = 0.100 และ 0.099 ตามลำดับ) นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์ทางสถิติยังไม่พบความแตกต่างของอัตราการไหลของน้ำลาย และอัตราการไหลของแลคโตเฟอรินเปรียบเทียบก่อนและหลังการรักษาด้วยยาสเตียรอยด์เฉพาะที่ทั้งในผู้เข้าร่วมโครงการที่เป็นกลุ่มผู้ป่วยโรคไลเคนแพลนัสช่องปาก และกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นรอยโรคไลเคนอยด์ช่องปากสาเหตุจากยา และจำนวนเชื้อราแคนดิดาในผู้เข้าร่วมโครงการที่เป็นกลุ่มผู้ป่วยโรคไลเคนแพลนัสช่องปาก อย่างไรก็ดี ผลการนับจำนวนโคโลนีของราแคนดิดาก่อนและหลังการรักษาด้วยยาสเตียรอยด์เฉพาะที่ในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นรอยโรคไลเคนอยด์ช่องปากสาเหตุจากยามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.028)


การแสดงออกของซีดี 146 ในรอยโรคไลเคน แพลนัสและมะเร็งช่องปากในผู้ป่วยไทย, สรินธร ปริยะวาที Jan 2017

การแสดงออกของซีดี 146 ในรอยโรคไลเคน แพลนัสและมะเร็งช่องปากในผู้ป่วยไทย, สรินธร ปริยะวาที

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการแสดงออกของซีดี 146 ในเยื่อเมือกช่องปากปกติ (NOM) ไลเคน แพลนัสช่องปาก (OLP) อีพิทีเลียล ดิสเพลเซียช่องปาก (OED) และมะเร็งเยื่อบุผิวเซลล์สควอมัสช่องปาก (OSCC) ในผู้ป่วยไทย โดยนำชิ้นเนื้อจากกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มละ 20 ชิ้นมาทำการศึกษาด้วยวิธีทางอิมมูโนฮิสโตเคมี เพื่อประเมินจำนวนเคอราติโนไซต์ที่มีการแสดงออกของซีดี 146 และความเข้มในการติดสี พบว่ามีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของค่าเฉลี่ยร้อยละของจำนวนเคอราติโนไซต์ที่มีการแสดงออกของซีดี 146 ในกลุ่ม OLP (P < 0.001) และกลุ่ม OED (P < 0.001) เมื่อเทียบกับกลุ่ม NOM โดยกลุ่ม NOM, OLP, OED มีค่าเฉลี่ยร้อยละของจำนวนเคอราติโนไซต์ที่มีการแสดงออกของซีดี 146 เท่ากับ 19.04±15.32, 59.40±24.48, 60.04±28.87 ตามลำดับ พบการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของค่าเฉลี่ยร้อยละของจำนวนเคอราติโนไซต์ที่มีการแสดงออกของซีดี 146 ในกลุ่ม OSCC เมื่อเทียบกับกลุ่ม OED (P<0.001) โดยค่าเฉลี่ยร้อยละของจำนวนเคอราติโนไซต์ที่มีการแสดงออกของซีดี 146 ในกลุ่ม OSCC เท่ากับ 22.13±21.03 พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของความเข้มในการติดสีระหว่างกลุ่ม NOM กับกลุ่ม OLP (P<0.05) กลุ่ม NOM กับกลุ่ม OED (P<0.05) กลุ่ม OLP กับกลุ่ม OED (P<0.05) กลุ่ม OLP กับกลุ่ม OSCC (P<0.05) และกลุ่ม OED กับกลุ่ม OSCC (P<0.05) ชิ้นเนื้อส่วนใหญ่ของกลุ่ม NOM และกลุ่ม OSCC ติดสีเข้มระดับจาง กลุ่ม OLP ติดสีเข้มปานกลาง และกลุ่ม OED ติดสีเข้ม ผลการศึกษานี้พบว่าซีดี 146 อาจมีบทบาทหลายด้านในรอยโรคข้างต้น โดยมีการแสดงออกที่เพิ่มขึ้นในไลเคน แพลนัสและอีพิทีเลียล ดิสเพลเซียช่องปาก แต่มีการแสดงออกลดลงในมะเร็งเยื่อบุผิวเซลล์สควอมัสช่องปาก ซีดี 146 จึงอาจเกี่ยวข้องกับพยาธิกำเนิดของโรคไลเคน แพลนัสช่องปาก และการสูญเสียการแสดงออกของซีดี 146 อาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงจากอีพิเลียล ดิสเพลเซียไปเป็นมะเร็งเยื่อบุผิวเซลล์สควอมัสช่องปากได้


การประเมินทางพันธุกรรมของลักษณะการอยู่รอดของลูกสุกรที่สัมพันธ์กับขนาดครอกและน้ำหนักแรกเกิดรายตัว, ทิตยา วรวัฒนธรรม Jan 2017

การประเมินทางพันธุกรรมของลักษณะการอยู่รอดของลูกสุกรที่สัมพันธ์กับขนาดครอกและน้ำหนักแรกเกิดรายตัว, ทิตยา วรวัฒนธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ประเมินค่าพารามิเตอร์ทางพันธุกรรมของลักษณะการอยู่รอดของลูกสุกรแรกเกิด (PSB) และการอยู่รอดของลูกสุกรก่อนหย่านม (PSW) ร่วมกับลักษณะน้ำหนักแรกเกิดรายตัว (IBW) และลักษณะขนาดครอก (LS) จากข้อมูลการอยู่รอดของลูกสุกรจำนวน 14,389 บันทึก (1,413 ครอก) จากแม่สุกร 705 ตัว ข้อมูลการอยู่รอดของลูกสุกรพันธุ์แลนด์เรซ ยอร์กเชียร์ และดูร็อก บันทึกในฟาร์มที่เลี้ยงสุกรในโรงเรือนเปิดที่ไม่มีระบบระบายความร้อน เป็นข้อมูลของลูกสุกรที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2549 ถึง 2560 ประมาณค่าองค์ประกอบความแปรปรวนด้วยวิธี Gibbs sampling สำหรับลักษณะแบบไบนารี่และวิธี Average Information Restricted Maximum Likelihood (AIREML) สำหรับลักษณะแบบต่อเนื่อง ผลการศึกษาพบว่า ลำดับท้อง ระยะเวลาการอุ้มท้องของแม่สุกร และกลุ่มของโรงเรือน-ปี-เดือนที่ลูกสุกรเกิด มีอิทธิพลต่อ PSB, PSW และ IBW อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) นอกจากนี้ PSW และ IBW ยังได้รับอิทธิพลจากพันธุ์ และเพศของสุกร (p<0.05) สำหรับ LS พบว่าขึ้นอยู่กับอิทธิพลของพันธุ์ของลูกสุกร และกลุ่มของโรงเรือน-ปี-เดือนที่ลูกสุกรเกิด (p<0.05) ค่าอัตราพันธุกรรมของ PSB, PSW, IBW และ LS มีค่าเท่ากับ 0.23 ± 0.02, 0.36 ± 0.03, 0.38 ± 0.03 และ 0.22 ± 0.01 ตามลำดับ ค่าสหสัมพันธ์ทางพันธุกรรมระหว่าง IBW กับ PSB และ PSW มีค่าสูงเท่ากับ 0.77 ± 0.05 และ 0.85 ± 0.05 ตามลำดับ ในขณะที่ค่าสหสัมพันธ์ทางพันธุกรรมระหว่าง PSB กับ PSW มีค่าปานกลางเท่ากับ 0.69 ± 0.14 สำหรับลักษณะรายครอกพบว่าค่าสหสัมพันธ์ทางพันธุกรรมระหว่าง LS กับลักษณะเปอร์เซ็นต์การอยู่รอดของลูกสุกรแรกเกิด (%PSB) เปอร์เซ็นต์การอยู่รอดของลูกสุกรก่อนหย่านม (%PSW) และน้ำหนักแรกเกิดเฉลี่ย (ABW) มีค่าเป็นลบเท่ากับ -0.16 ± 0.03 -0.64 ± 0.02 และ -0.99 ± 0.001 ตามลำดับ จากค่าสหสัมพันธ์ทางพันธุกรรมแสดงให้เห็นว่า การคัดเลือกเพื่อเพิ่มน้ำหนักแรกเกิดของลูกสุกรอาจมีผลทำให้ PSB และ PSW เพิ่มขึ้น แต่หากคัดเลือกเพื่อเพิ่ม LS จะมีผลทำให้ %PSB, %PSW และ ABW ลดลง


Bioactive Compounds From Aquilalia Crassna, Garcinia Gracilis And Hydnocarpus Ilicifolia With Antioxidant, Dna Protective And Α-Glucosidase Inhibitory Activities, Chonlakan Supasuteekul Jan 2016

Bioactive Compounds From Aquilalia Crassna, Garcinia Gracilis And Hydnocarpus Ilicifolia With Antioxidant, Dna Protective And Α-Glucosidase Inhibitory Activities, Chonlakan Supasuteekul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Phytochemical study of the leaves of Aquilaria crassna Pierre ex Lecomte (Thymelaeaceae) led to the isolation of three major constituents, namely, genkwanin 5-O-β-primeveroside, iriflophenone 3,5-C-β-D-diglucoside and iriflophenone 3-C-β-D-glucoside. The leaves of Garcinia gracilis Pierre (Clusiaceae) yielded 5-hydroxymethyl-2-furaldehyde, vanillic acid and apigenin-8-C-α-L-rhamnopyranosyl-(1→2)-β-D-glucopyranoside. The fruits of Hydnocarpus ilicifolia King (Achariaceae) afforded five compounds, namely, chrysoeriol, schweinfurthinol, luteolin, luteolin 5,3'-dimethyl ether and D-pinitol. Their structures were determined by an analysis of spectroscopic data (NMR and HR-ESI-MS) and comparison with previously reported data. Each of these compounds was evaluated for its antioxidant activity using DPPH and superoxide anion radical scavenging assays. Iriflophenone 3-C-β-D-glucoside from …


การพัฒนาการเตรียมตัวอย่างแบบง่ายสำหรับการตรวจวิเคราะห์สายพันธุ์และการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิลโลมาโดยวิธี High-Throughput Sequencing, อุกฤษฏ์ ทองภูมิ Jan 2016

การพัฒนาการเตรียมตัวอย่างแบบง่ายสำหรับการตรวจวิเคราะห์สายพันธุ์และการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิลโลมาโดยวิธี High-Throughput Sequencing, อุกฤษฏ์ ทองภูมิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

มะเร็งปากมดลูกมีสาเหตุหลักมาจากการติดเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิลโลมาในกลุ่ม high risk genotype แต่สามารถพบการติดเชื้อในกลุ่ม low risk genotype ในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกด้วย ซึ่งเทคนิคที่ใช้ในปัจจุบันไม่สามารถตรวจพบได้ ในขณะที่เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงอย่าง high-throughput sequencing สามารถตรวจพบสายพันธุ์ของไวรัสได้คลอบคลุมมากกว่าแต่มีข้อเสียในเรื่องค่าใช้จ่ายในการเตรียมตัวอย่างนั้นค่อนข้างสูง งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการเตรียมตัวอย่างสำหรับการตรวจวิเคราะห์สายพันธุ์ของเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิลโลมาโดยเทคนิค high throughput sequencing ที่ง่ายและใช้ต้นทุนต่ำกว่าการเตรียมตัวอย่างแบบเดิมรวมถึงเพื่อตรวจหาการกลายพันธุ์บนยีน L1 โดยใช้เทคนิคการเตรียมตัวอย่างที่พัฒนาขึ้น ในการศึกษาสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิลโลมานั้นจะใช้ความแตกต่างบนยีน L1 ในการจำแนกสายพันธุ์ ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ได้ปรับแต่ง primer MY09/11 ให้มีโครงสร้างของ sequencing primer, index และ adapter ที่จำเป็นสำหรับการศึกษาด้วยเทคนิค high-throughput sequencing ผลการศึกษาพบว่าเทคนิคการเตรียมตัวอย่างที่พัฒนาขึ้นนั้นมีความสามารถในการตรวจพบสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิลโลมาได้ทั้งสองกลุ่มโดยปริมาณสารพันธุกรรมน้อยที่สุดที่เทคนิคนี้สามารถตรวจพบคือ 100 copies/µl มีความไวเท่ากับ 100% และความจำเพาะเท่ากับ 87.23% โดยสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสส่วนใหญ่ที่พบในทุกระยะคือสายพันธุ์ 16 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีอุบัติการณ์สูงในประเทศไทย นอกจากนี้สามารถตรวจพบการกลายพันธุ์บนยีน L1 ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกรดอะมิโนขึ้นและอาจส่งผลให้เชื้อไวรัสสามารถหลบเลี่ยงระบบภูมิคุ้มกันได้ โดยสรุปเทคนิคการเตรียมตัวอย่างที่พัฒนาขึ้นนี้นอกจากจะมีความสามารถในการตรวจพบสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิลโลมาทุกสายพันธุ์และตรวจพบการกลายพันธุ์บนยีน L1 แล้วยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเตรียมตัวอย่างสำหรับการตรวจหาสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิลโลมาลงได้อีกด้วย


Roles Of Nitric Oxide On Epithelial To Mesenchymal Transition And Cancer Stem Cell Phenotypes In Anoikis-Resistant Lung Cancer Cells, Phattrakorn Powan Jan 2016

Roles Of Nitric Oxide On Epithelial To Mesenchymal Transition And Cancer Stem Cell Phenotypes In Anoikis-Resistant Lung Cancer Cells, Phattrakorn Powan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The interconversion between epithelial and mesenchymal is proposed to be a key machinery responsible for metastasis-related deaths. Likewise, cancer stem cells (CSCs) have been proposed to be a key driver of tumor metastasis. The gaseous biological mediator nitric oxide (NO) is also reported to mediate metastasis. However, the linkage between the three events and their control mechanisms under detachment condition are unclear. Since an increase of E-cadherin was frequently found in mesenchymal to epithelial transition (MET) process, we used anoikis resistance H460 lung cancer cells (AR_H460) and a 3D tumor spheroid assay and other CSC-indicating assays to investigate the role …


Social Determinants And Oral Health Related Behaviors Among Thai Adolescents During 2003 - 2013, Araya Tienkon Jan 2015

Social Determinants And Oral Health Related Behaviors Among Thai Adolescents During 2003 - 2013, Araya Tienkon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: risk behaviors of chronic non-communicable diseases, i.e. unhealthy diet and tobacco use are related to oral health. Moreover, dental care utilization is one of the vital components for achieving optimal oral health. Objective: To describe the distributions of oral health related behaviors among Thai adolescents across the country, in addition to determining the association of social determinants and oral health related behaviors among Thai adolescents. Materials and methods: the data were taken from the nationally representative Health & Welfare Survey (HWS) conducted by National Statistical Office of Thailand in 2003, 2005, 2006, 2009, and 2013. The data of 37,293 …


Polymorphism In And Humoral Immune Response To Thrombospondin-Related Adhesive Protein Of Plasmodium Vivax (Pvtrap), Rattiporn Kosuwin Jan 2015

Polymorphism In And Humoral Immune Response To Thrombospondin-Related Adhesive Protein Of Plasmodium Vivax (Pvtrap), Rattiporn Kosuwin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Although circumsporozoite (CSP)-derived immunogens could elicit immunity against malarial sporozoites, the subunit vaccines derived from this molecule has limited clinical efficacy in field studies. Meanwhile, experimental co-immunization of CSP with thrombospondin-related adhesive protein (TRAP) could confer complete protection against parasite challenge. Therefore, a more effective pre-erythrocytic vaccine requires incorporation of TRAP. Despite the functional importance of this molecule in gliding motility and host cell invasion of malarial sporozoites, sequence analyses revealed that TRAP of Plasmodium vivax (PvTRAP) was polymorphic among field isolates, an issue that could compromise vaccine efficacy. To further delineate the extent of diversity in PvTRAP, we analyzed …


Role Of Wnt Signaling On Proliferation And Osteogenic Differentiation Of Stem Cells From Human Exfoliated Deciduous Teeth In Vitro, Panarat Rattanaworawipa Jan 2015

Role Of Wnt Signaling On Proliferation And Osteogenic Differentiation Of Stem Cells From Human Exfoliated Deciduous Teeth In Vitro, Panarat Rattanaworawipa

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Objectives: The purpose of this study was to investigate the effect of the canonical Wnt/β-catenin signaling pathway on the proliferation and osteogenic differentiation of stem cells from human exfoliated deciduous teeth in vitro. Methods: Stem cells from human exfoliated deciduous teeth (SHED) were stimulated with human recombinant Wnt3A at various concentrations (50, 100 and 200ng/ml) in basic growth medium and osteogenic medium. Cell proliferation was determined using colony forming unit assay. The mRNA expression levels of osteogenic-related genes were determined by quantitative real time polymerase chain reaction. The osteogenic differentiation was evaluated using mineralization assays. Values were expressed as mean …


การศึกษาสมบัติทางกายภาพ และสมบัติทางชีวภาพบางประการของโครงร่างแบบก้อนซับที่ทำจากอะซีแมนแนนและเคลือบด้วยโพลีแอลไลซีน, รวิสุต จรรยพงษ์ Jan 2015

การศึกษาสมบัติทางกายภาพ และสมบัติทางชีวภาพบางประการของโครงร่างแบบก้อนซับที่ทำจากอะซีแมนแนนและเคลือบด้วยโพลีแอลไลซีน, รวิสุต จรรยพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

อะซีแมนแนนเป็นสารพอลิแซ็คคาไรด์ที่สกัดจากส่วนวุ้นว่านหางจระเข้ เมื่อนำอะซีแมนแนนมาเชื่อมขวางทางเคมีกับกรดอะดิปิกและคาร์บอนิลไดอิมิดาโซลให้มีลักษณะเป็นโครงร่างอะซีแมนแนนแบบก้อนซับ โดยใช้อัตราส่วนระหว่างอะซีแมนแนน:กรดอะดิปิก:คาร์บอนิลไดอิมิดาโซล ในปริมาณต่างๆ และใช้โซเดียมคลอไรด์เป็นสารก่อให้เกิดรูพรุน ผลจากอินฟราเรดสเปกโตรสโคปี แสดงให้เห็นว่าปริมาณสารคู่ควบมีผลต่อระดับการเชื่อมขวางของชิ้นงาน เมื่อทดสอบสมบัติทางกายภาพพบว่าระดับการเชื่อมขวางมีผลต่อการละลาย และค่าโมดูลัสแรงกดของชิ้นงาน เมื่อเพาะเลี้ยงเซลล์เอสทีทูบนโครงร่างอะซีแมนแนนแบบก้อนซับ พบว่าไม่มีความเป็นพิษเมื่อทดสอบด้วยเทคนิคเอ็มทีที และเมื่อเคลือบโครงร่างอะซีแมนแนนแบบก้อนซับด้วยพอลิแอลไลซีน พบว่าเมื่อนำมาเพาะเลี้ยงกับเซลล์เอสทีทูสามารถเพิ่มคุณสมบัติการยึดเกาะและการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนเมื่อเทียบกับการเพาะเลี้ยงเซลล์เอสทีทูบนโครงร่างอะซีแมนแนนแบบก้อนซับที่ไม่ได้เคลือบด้วยพอลิแอลไลซีน แสดงให้เห็นว่าโครงร่างอะซีแมนแนนแบบก้อนซับที่สังเคราะห์ขึ้นมีศักยภาพนำไปประยุกต์ใช้สำหรับงานด้านวิศวกรรมเนื้อเยื่อ


ความสัมพันธ์ระหว่างความหลากหลายทางพันธุกรรมบริเวณยีน Pnpla3 และยีน Ncan กับการเกิดมะเร็งตับ, มณีรัตน์ รักษายศ Jan 2015

ความสัมพันธ์ระหว่างความหลากหลายทางพันธุกรรมบริเวณยีน Pnpla3 และยีน Ncan กับการเกิดมะเร็งตับ, มณีรัตน์ รักษายศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

มะเร็งตับมีอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นในประเทศไทย เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในผู้ชายไทย และเป็นอันดับสามในผู้หญิงไทย การสะสมไขมันในตับเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งตับ และมีแนวโน้มพบผู้ป่วยจากไขมันสะสมในตับเพิ่มขึ้น ปัจจุบันเชื่อว่าความหลากหลายทางพันธุกรรมของยีนต่างๆ ส่งผลต่อการสะสมไขมันในตับ การวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความหลากหลายทางพันธุกรรมของยีน PNPLA3 ตำแหน่ง rs738409 และยีน NCAN ตำแหน่ง rs2228603 ในผู้ป่วยมะเร็งตับ กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาประกอบด้วยกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับจากไวรัสตับอักเสบบี จำนวน 302 ราย กลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับจากไวรัสตับอักเสบซี จำนวน 153 ราย กลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับจาก ASH/NASH จำนวน 116 ราย และกลุ่มควบคุมสุขภาพดี จำนวน 200 ราย งานวิจัยนี้ใช้เทคนิค TaqMan probe real-time PCR หาความหลากหลายทางพันธุกรรมของยีน ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ความถี่จีโนไทป์ GG ของยีน PNPLA3 ในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับจากไวรัสตับอักเสบบีเป็น 32 (10.6%) กลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับจากไวรัสตับอักเสบซีเป็น 17 (11.1%) กลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับจาก ASH/NASH เป็น 23 (19.8%) และกลุ่มควบคุมสุขภาพดี เป็น 22 (11.0%) โดยจีโนไทป์ GG ในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับจาก ASH/NASH สูงกว่ากลุ่มควบคุมสุขภาพดี (OR (95%CI) = 2.24 (1.12-4.47), P=0.022) นอกจากนั้นจีโนไทป์ GG ในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับจาก ASH/NASH เมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับจากไวรัสตับอักเสบบี และกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับจากไวรัสตับอักเสบซี พบว่ามีค่าสูงกว่า (OR (95%CI) = 0.45(0.24-0.86) P= 0.015 และ OR (95%CI) = 0.43(0.21-0.9), P= 0.025 ตามลำดับ) ส่วนยีน NCAN ความถี่จีโนไทป์ CC, CT และ TT ในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับจากไวรัสตับอักเสบบีเป็น 282 …


Effect Of Curcumin On Tnf-Α-Induced Cyclooxygenase-2 Gene Expression And Prostaglandin E2 Synthesis In Bone Marrow Stromal Cell Line, Varittha Thongtan Jan 2014

Effect Of Curcumin On Tnf-Α-Induced Cyclooxygenase-2 Gene Expression And Prostaglandin E2 Synthesis In Bone Marrow Stromal Cell Line, Varittha Thongtan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objective of this study was to investigate the effect of curcumin on TNF-α-induced expression of COX-2 and PGE2 synthesis in mouse ST2 bone marrow-derived stromal cells. ST2 cells were treated with TNF-α to determine the optimum concentration and treatment duration for inducing COX-2 expression. Then, ST2 cells were treated with TNF-α in the absence or presence of various concentration of curcumin. COX-2 expression was determined using reverse transcriptase polymerase chain reaction and PGE2 level in culture medium was measured using ELISA. TNF-α at concentrations of 1-50 ng/mL significantly increased COX-2 expression, with the maximum induction at 20 ng/mL. The …


ความแข็งแรงยึดติดแบบเฉือนระดับจุลภาคของสารยึดติดระบบยูนิเวอร์แซลต่อเนื้อฟันน้ำนม, เบญจพร ธนรติกุล Jan 2014

ความแข็งแรงยึดติดแบบเฉือนระดับจุลภาคของสารยึดติดระบบยูนิเวอร์แซลต่อเนื้อฟันน้ำนม, เบญจพร ธนรติกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินค่าความแข็งแรงยึดติดแบบเฉือนระดับจุลภาคของสารเรซินคอมโพสิตต่อเนื้อฟันน้ำนมเมื่อนำสารยูนิเวอร์แซลแอดฮีซีฟมาใช้ในวิธีการของเอทช์แอนด์รินซ์และเซลฟ์เอทช์ วัสดุและวิธีการ ฟันหน้าตัดน้ำนมของมนุษย์จำนวน 40 ซี่ นำมาขัดผิวด้านริมฝีปากเพื่อให้เกิดพื้นที่เรียบของผิวเนื้อฟัน แบ่งกลุ่มอย่างสุ่มออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 10 ซี่ ตามชนิดและวิธีการใช้งานของสารยึดติด คือ สารแอดเพอร์ซิงเกิลบอนด์ทู (เอทช์แอนด์รินซ์แบบสองขั้นตอน) สารเคลียร์ฟิลเอสอีบอนด์ (เซลฟ์เอทช์แบบสองขั้นตอน) และสารซิงเกิลบอนด์ยูนิเวอร์แซล (เอทช์แอนด์รินซ์แบบสองขั้นตอนและเซลฟ์เอทช์แบบหนึ่งขั้นตอน) โดยฟันแต่ละซี่จะทำการยึดติดและอุดด้วยวัสดุเรซินคอมโพสิตตามคำแนะนำการใช้งานของบริษัทผู้ผลิต นำชิ้นงานที่ได้ไปแช่ในน้ำกลั่นที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง แล้วจึงนำมาทดสอบความแข็งแรงแบบเฉือนระดับจุลภาคที่ความเร็วหัวกด 1 มิลลิเมตรต่อนาทีจนเกิดการแตกหัก แล้วทำการตรวจสอบลักษณะความล้มเหลวในการยึดติดด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด ผลการทดลอง สารแอดเพอร์ซิงเกิลบอนด์ทูมีค่าความแข็งแรงยึดติดเฉลี่ย (19.1 ± 3.4 เมกะพาสคาล) น้อยกว่าสารซิงเกิลบอนด์ยูนิเวอร์แซลที่นำมาใช้ในวิธีการของเอทช์แอนด์รินซ์ (24.3 ± 2.7 เมกะพาสคาล) อย่างมีนัยสำคัญ แต่เมื่อเปรียบเทียบการใช้งานในระบบเซลฟ์เอทช์ พบว่าสารเคลียร์ฟิลเอสอีบอนด์และสารซิงเกิลบอนด์ยูนิเวอร์แซลให้ค่าความแข็งแรงยึดติดแบบเฉือนระดับจุลภาคไม่แตกต่างกัน (25.3 ± 2.7 และ 25.1 ± 2.3 เมกะพาสคาล ตามลำดับ) ซึ่งลักษณะความล้มเหลวส่วนใหญ่ที่พบ เกิดบริเวณรอยต่อของเนื้อฟันกับสารยึดติดในทุกกลุ่มการทดลอง สรุป วิธีการใช้งานทั้งแบบเอทช์แอนด์รินซ์และเซลฟ์เอทช์ของสารซิงเกิลบอนด์ยูนิเวอร์แซลให้ค่าความแข็งแรงยึดติดที่ดีไม่ต่างกันบนผิวเนื้อฟันน้ำนม ส่วนบริเวณรอยต่อที่มีการยึดติดในแต่ละกลุ่มจะมีความแตกต่างกันไปตามค่าความเป็นกรดด่างและวิธีการการยึดติดที่ใช้


Surface Roughness Of Feldspathic Porcelain Polished With Alumina-Zirconia Paste, ศุภรักษ์ ยมกกุล Jan 2014

Surface Roughness Of Feldspathic Porcelain Polished With Alumina-Zirconia Paste, ศุภรักษ์ ยมกกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The purpose of this study was to develop a new polishing paste composed of zirconia that was leftover from the zirconia crown/bridge fabrication process that is as effective as diamond paste when used to polish feldspathic porcelain. This study was divided into two parts. First part was to study the surface roughness of feldspathic porcelain after polishing with diamond, alumina, zirconia and alumina-zirconia paste. The result showed that porcelain polished with zirconia paste had the highest mean Ra value, porcelains polished with alumina and alumina-zirconia paste had lower Ra values than zirconia paste while porcelain polished weight diamond paste demonstrated …


Effects Of Acemannan Deacetylation On Biological Activity Of Gingival Fibroblast, Jaroenporn Chokboribal Jan 2014

Effects Of Acemannan Deacetylation On Biological Activity Of Gingival Fibroblast, Jaroenporn Chokboribal

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Acemannan extracted from Aloe vera gel is unique in the presence of acetylated mannose residues and was reported to accelerate mice buccal wound healing. In order to assert structural and biological roles of mannose acetyl groups, high-molecular-mass DeAcAM of various DDAs were prepared by alkaline hydrolysis at 80°C for 5 min using varied concentrations of NaOH. All of the DeAcAMs are not cytotoxic to HGFs and their effects on cell proliferation and VEFG and type I collagen expressions were further investigated. In general, bioactivities of the DeAcAMs were lost to some extents upon the removal of the mannose acetyl groups …


Effect Of Jagged-1 And Delta-Like1 On The Proliferation And Osteogenic Differentiation Of Primary Deciduous Pulp Cells, Karnnapas Peetiakarawach Jan 2014

Effect Of Jagged-1 And Delta-Like1 On The Proliferation And Osteogenic Differentiation Of Primary Deciduous Pulp Cells, Karnnapas Peetiakarawach

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Objectives: The purpose of the present study was to investigate the influence of Notch ligands, Jagged-1 and Delta-like1, on the proliferation and osteogenic differentiation of primary deciduous pulp cells in vitro. Methods: Jagged-1 and Delta-like1 ligands were immobilized to the tissue culture surface using indirect affinity immobilization technique. Cell proliferation was determined by a MTT assay and the mRNA expression levels of apoptosis related-genes. The osteogenic differentiation was determined by the ALP activity assay, the mineralization assay, and the mRNA expression levels of osteogenic genes. Statistical analyses were performed using Kruskal-Wallis H followed by Mann-Whitney U. Results: Cell proliferation was …


The Effect Of N-Trans-P-Coumaroyl Tyramine On Indomethacin-/Diclofenac-Mediated-Cytotoxicity In Breast Cancer Cells., Angkana Wongsakul Jan 2012

The Effect Of N-Trans-P-Coumaroyl Tyramine On Indomethacin-/Diclofenac-Mediated-Cytotoxicity In Breast Cancer Cells., Angkana Wongsakul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Indomethacin (INDO) and diclofenac (DIC) are non-steroidal anti-inflammatory (NSAIDs) have been reported their anticancer potential. Their cytotoxicity could be increased when combining with certain natural compounds such as piperine in Piper plants. N-trans-p-coumaroyltyramine (TCT) (a coumaric acid derivative) was also found at significant amount in these plants and other commonly used in traditional medicine. This study determined the potentiative effect of TCT on NSAIDs (INDO and DIC) induced cytotoxicity in MCF-7 breast cancer cells, and the underlying mechanisms. Combination of TCT with either NSAIDs or various ER stressors at their non-cytotoxic concentrations were able to reduce cell viability in MCF-7 …