Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medical Sciences (830)
- Nursing (445)
- Dentistry (357)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Sports Sciences (286)
-
- Veterinary Medicine (284)
- Public Health (272)
- Mental and Social Health (145)
- Other Mental and Social Health (143)
- Geriatric Nursing (98)
- Medical Specialties (92)
- Prosthodontics and Prosthodontology (74)
- Medical Microbiology (70)
- Radiation Medicine (59)
- Dental Materials (56)
- Radiology (48)
- Movement and Mind-Body Therapies (47)
- Physical Therapy (47)
- Rehabilitation and Therapy (47)
- Life Sciences (46)
- Oral and Maxillofacial Surgery (45)
- Medical Biochemistry (42)
- Nursing Administration (37)
- Oral Biology and Oral Pathology (35)
- Animal Sciences (33)
- Pediatric Dentistry and Pedodontics (31)
- Psychiatric and Mental Health Nursing (28)
- Dental Public Health and Education (26)
- Orthodontics and Orthodontology (21)
- Keyword
Articles 121 - 150 of 3086
Full-Text Articles in Medicine and Health Sciences
การเปลี่ยนแปลงของระดับ Gdf-15 และ Fgf-21 ในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงที่ได้รับการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก, กนกวรรณ เกษรปทุมานันท์
การเปลี่ยนแปลงของระดับ Gdf-15 และ Fgf-21 ในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงที่ได้รับการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก, กนกวรรณ เกษรปทุมานันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background : ภาวะอ้วนเป็นสาเหตุสำคัญและมีความสัมพันธ์กับโรคทางเมตาบอลิกรวมทั้งโรคหัวใจและหลอดเลือด และจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนักในกรณีที่ไม่สามารถลดน้ำหนักได้ด้วยการปรับพฤติกรรม และการใช้ยาลดน้ำหนักโดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรง โกรทดิฟเฟอเรนชิเอชันแฟกเตอร์ 15 (GDF-15) และไฟโบรบลาสต์โกรทแฟกเตอร์ 21 (FGF-21) มีส่วนเกี่ยวข้องกับการควบคุมความอยากอาหารและเมตาบอลิซึม โดยมีระดับสูงขึ้นในภาวะอ้วน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของระดับ GDF-15 และ FGF-21 ที่ 1, 3 และ 6 เดือนหลังการผ่าตัดกระเพาะอาหาร และความสัมพันธ์กับการลดน้ำหนัก การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และการหายของโรคเบาหวาน Method : การศึกษานี้เป็นการศึกษาติดตามไปข้างหน้าในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงอายุ 18–70 ปี (ดัชนีมวลกาย ≥ 30 กิโลกรัม/ตร.ม.) ที่เข้ารับการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนักในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ถึงมิถุนายน พ.ศ. 2567 ได้รับการเจาะเก็บเลือดเพื่อตรวจระดับพลาสมาของ GDF-15 และ FGF-21 ร่วมกับพารามิเตอร์เมตาบอลิกอื่นๆ รวมไปถึงน้ำหนักและดัชนีมวลกายเพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เมตาบอลิกและน้ำหนักที่เปลี่ยนแปลงระหว่างก่อนการผ่าตัด และที่ 1, 3 และ 6 เดือนหลังการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก Result: ในผู้ป่วย 47 รายที่เข้ารับการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก ระดับ GDF-15 ที่หลังผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนักที่ 6 เดือนไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับก้อนผ่าตัด แต่มีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ 1 และ 3 เดือนเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนผ่าตัด ส่วนระดับ FGF-21 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ 1 และ 3 เดือน โดยไม่มีความแตกต่างที่ 6 เดือน การผ่าตัดบายพาสกระเพาะอาหารแบบรู-เอ็น-วายผ่านกล้อง (RYGB) พบมีการเปลี่ยนแปลงของ GDF-15 และ FGF-21 มากกว่าการผ่าตัดกระเพาะอาหารแบบสลีฟผ่านกล้อง (LSG) โดยระดับ GDF-15 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ 1 และ 3 เดือน และระดับ FGF-21 เพิ่มขึ้นที่ 3 เดือนอย่างมีนัยสำคัญ …
Efficacy Of Adjunctive Low-Level Light Therapy (Lllt) To Intense Pulsed Light (Ipl) For Meibomian Gland Dysfunction (Mgd): A Randomized Controlled Trial. (Allt+Ipl Study), Chatchada Kharuhayothin
Efficacy Of Adjunctive Low-Level Light Therapy (Lllt) To Intense Pulsed Light (Ipl) For Meibomian Gland Dysfunction (Mgd): A Randomized Controlled Trial. (Allt+Ipl Study), Chatchada Kharuhayothin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aimed to evaluate the efficacy of low-level light therapy (LLLT) combined with intense pulsed light (IPL) compared to IPL alone in the treatment of meibomian gland dysfunction (MGD). In this prospective, double-blind, randomized controlled trial, 58 patients were randomized to receive either IPL with adjunctive LLLT or IPL alone across four weekly sessions. The primary outcome was lipid layer thickness (LLT), measured at baseline and at weeks 2, 4, 12, and 24. Secondary outcomes included meibum quality, gland expressibility, meiboscore, non-invasive tear breakup time (NIBUT), Ocular Surface Disease Index (OSDI), corneal and conjunctival staining, and tear cytokines (IL-1β, …
The Efficacy Of Distance Training In Movement Disorders Among Lao Final Year Medical Students Using Chulalongkorn Center For Excellence For Parkinson’S Disease And Related Disorders Curriculum, Appasone Phoumindr
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Medical education in the Lao People’s Democratic Republic (Lao PDR) is limited and supported by only one medical University, the University of Health Sciences. Despite the rising prevalence of neurological disorders, Laos has only nine neurologists and one movement disorder neurologist to care for patients. (Table 1).We implemented a pilot distance training programme to teach the movement disorders curriculum to undergraduate medical students, evaluating its effectiveness in enhancing their understanding and confidence in treating movement disorders. This programme utilised the Chulalongkorn Centre of Excellence for Parkinson’s Disease and Related Disorders curriculum (www.chulapd.org).A six-month distance training programme, integrating synchronous and asynchronous …
ภาวะซึมเศร้าวิตกกังวลและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย 3 เดือน หลังป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ศุภนิดา โกยสมบูรณ์
ภาวะซึมเศร้าวิตกกังวลและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย 3 เดือน หลังป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ศุภนิดา โกยสมบูรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการศึกษาภาคตัดขวางในผู้ป่วยที่มีอาการโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันเพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลภายหลังป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองมา 3 เดือน โดยใช้ Hospital Anxiety and Depression Scale คัดกรองภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล แบบวัดคุณภาพชีวิตเฉพาะผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (SS-QoL-12)ประเมินคุณภาพชีวิต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Fisher’s Exact Test และ Forward Conditional Binary Logistic Regression ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่าง 101 คน อายุเฉลี่ย 64.06 ± 11.11 ปี พบภาวะซึมเศร้าร้อยละ 9 และภาวะวิตกกังวลร้อยละ 8 มีคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับดีร้อยละ 95 ปัจจัยที่ทำนายภาวะซึมเศร้า ได้แก่ การไม่ได้ประกอบอาชีพ (OR = 64.276; 95%CI = 2.464 - 1677.010) การมีประวัติเจ็บป่วยทางจิตเวชในครอบครัว (OR = 72.476; 95%CI = 3.089 – 1700.640) การมีพยาธิสภาพบริเวณ Caudate Nucleus (OR = 25.345; 95%CI = 1.975 – 325.268) การมีอาการอ่อนแรง (OR = 17.665; 95%CI = 1.017 – 306.765) และมีอาการชา (OR =15.417; 95%CI = 1.360 – 174.837) ปัจจัยทำนายภาวะวิตกกังวล ได้แก่ มีประวัติโรคหลอดเลือดสมองในครอบครัว (OR =7.522; 95%CI = 1.200 – 47.156) การมีค่าคะแนน MOCA ผิดปกติ (OR = …
Association Between Antenatal Covid-19 Vaccination And Neonatal Outcomes, Napatsorn Thewaran
Association Between Antenatal Covid-19 Vaccination And Neonatal Outcomes, Napatsorn Thewaran
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The coronavirus disease 2019 (COVID-19) pandemic has increased risks for pregnant women. In Thailand, a diverse range of COVID-19 vaccines is available, including mRNA vaccines, viral vector vaccines, and inactivated vaccines. This variety makes the Thai vaccination situation unique. This study aims to assess the association between antenatal COVID-19 vaccination and neonatal outcomes in Thailand, focusing on adverse outcomes such as preterm birth, small for gestational age (SGA), stillbirth, abortion, congenital anomalies, 5-minute Apgar score
Immunotherapeutic Properties Of Virus Like Particles Displaying Allergens In A Mouse Model Of House Dust Mite Allergy, Piyachat Patniboon
Immunotherapeutic Properties Of Virus Like Particles Displaying Allergens In A Mouse Model Of House Dust Mite Allergy, Piyachat Patniboon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
House dust mite (HDM) represents one of the most prominent sources of allergens. The rising prevalence of HDM-induced allergic diseases such as allergic rhinitis, allergic asthma or atopic dermatitis is a major global health challenge. Allergen immunotherapy (AIT), by frequent administrations of HDM allergen extracts, is the unique treatment capable of alleviating the Th2-biased allergic response through the induction of immune tolerance. However, AIT faces limitations in terms of duration, efficacy and safety, explaining the poor patient adherence. Clinical efficacy of HDM extract-based AIT was shown to be dependent on the selection of patients sensitized to the two major HDM …
The Study On Elderly Hip Fracture, An Initial Management And Effect Of Sarcopenia In Elderly Hip Fracture, Sanzhar Artykbay
The Study On Elderly Hip Fracture, An Initial Management And Effect Of Sarcopenia In Elderly Hip Fracture, Sanzhar Artykbay
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทนำ: ภาวะกระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุถือเป็นปัญหาสุขภาพระดับโลกที่สำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบต่ออัตราการเจ็บป่วย อัตราการเสียชีวิต และภาระค่าใช้จ่ายทางการแพทย์อย่างมหาศาล วิธีการตรึงกระดูกก่อนผ่าตัดและภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (Sarcopenia) ซึ่งเป็นภาวะที่สูญเสียมวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรง ส่งผลกระทบสำคัญต่อผลลัพธ์ของการผ่าตัดและการฟื้นฟู การศึกษานี้จึงมุ่งเน้นการประเมิน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ประสิทธิภาพของรองเท้าบูทรักษาการหมุนเมื่อเทียบกับการดึงผิวหนังเพื่อลดความเจ็บปวด และความสัมพันธ์ระหว่างภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยกับการฟื้นฟูสมรรถภาพหลังการผ่าตัดกระดูกสะโพก วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินความไม่ด้อยกว่าของรองเท้าบูทรักษาการหมุนเมื่อเทียบกับการดึงผิวหนังในการลดความเจ็บปวดและเพิ่มความสบายของผู้ป่วย เพื่อศึกษาผลกระทบของภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยต่อผลลัพธ์ด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพหลังการผ่าตัดในผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักสูงอายุ วิธีการ: การศึกษาที่ 1 ใช้การทดลองแบบสุ่มที่ควบคุมหลายศูนย์ในผู้ป่วย 97 รายเพื่อเปรียบเทียบรองเท้าบูทรักษาการหมุนกับการดึงผิวหนังในผู้ป่วยที่มีกระดูกสะโพกหักแบบอินเตอร์โทรแคนเทอริก การศึกษาที่ 2 ศึกษาผู้ป่วยสูงอายุ 60 รายที่เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกแบบ Bipolar Hemiarthroplasty โดยประเมินภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยตามเกณฑ์ของกลุ่มทำงานในเอเชีย (AWGS) ผลลัพธ์การฟื้นฟูสมรรถภาพถูกประเมินด้วยดัชนี Barthel, การทดสอบ SPPB, คะแนน HHS และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสะโพกภายหลัง 3 เดือน การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ใช้ Structural Equation Modeling (SEM) ผลการศึกษา: รองเท้าบูทรักษาการหมุนมีประสิทธิภาพไม่ด้อยกว่าการดึงผิวหนังในการลดความเจ็บปวดภายใน 24 ชั่วโมง และเพิ่มความสบายได้ดีกว่า (คะแนน ICQ: 82.0 เทียบกับ 76.8, p=0.0015) ในขณะที่ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยส่งผลกระทบเชิงลบต่อผลลัพธ์ทุกด้าน ได้แก่ ดัชนี Barthel (β=−17.53 ...
Depletion Of Oxalate In High-Oxalate Beverages By Positively Charged Particles, Sukrita Aungsuthan
Depletion Of Oxalate In High-Oxalate Beverages By Positively Charged Particles, Sukrita Aungsuthan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Excessive dietary intake of oxalate is a key risk factor of calcium oxalate (CaOx) nephrolithiasis. Therefore, limiting daily oxalate intake is recommended to prevent CaOx stone formation. Black tea and coffee are commonly consumed beverages that are rich in oxalate, and avoidance of tea and coffee consumption is relatively hard. In this study, therefore, we aimed to develop a novel tool for depleting oxalate in black tea and coffee. Since oxalate is negatively charged, we hypothesized that positively charged particles would be an effective tool for capturing and removing oxalate. Hydroxyapatite (HA) and calcium alginate (Ca-Alg) beads were fabricated and …
Visual Acuity Change In Non- Arteritic Anterior Ischemic Optic Neuropathy, Parinee Kemchoknatee
Visual Acuity Change In Non- Arteritic Anterior Ischemic Optic Neuropathy, Parinee Kemchoknatee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Purpose: :To assess the potential influence of serum biochemical factors, specifically lipid profile parameters, on visual outcomes in patients with NAION. Patients And Methods :All patients diagnosed with NAION at Rajavithi Hospital between 1 January 2011and 31 December 2020 were retrospectively reviewed .The primary wutcome was defined as visual recovery, measured by an improvement of at least 0.2 logarithm of the minimal angle of resolution (logMAR) in their best corrected visual acuity (BCVA) at the 12 weeks follow up visit compared to the initial visit and determine whether those lipid profiles parameters are predictive of 12 weeks visual outcomes. Results: …
การแยกและการเพาะเลี้ยงสาหร่ายขนาดเล็กและความหลากหลายของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในกระเพาะอาหารของลูกน้ำและแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายบ้าน Aedes Aegypti, จีริสุดา พรหมเพรา
การแยกและการเพาะเลี้ยงสาหร่ายขนาดเล็กและความหลากหลายของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในกระเพาะอาหารของลูกน้ำและแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายบ้าน Aedes Aegypti, จีริสุดา พรหมเพรา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ยุงลายบ้านเป็นพาหะสำคัญของโรคที่เกิดจากไวรัส เช่น โรคไข้เลือดออก โรคชิคุนกุนยา และโรคซิกา ก่อให้เกิดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตทั่วโลก ไม่กี่ปีที่ผ่านมามีรายงานว่าสาหร่ายขนาดเล็กสามารถยับยั้งการเจริญของลูกน้ำยุงและส่งผลต่อจุลินทรีย์ในกระเพาะอาหารของยุง ซึ่งเป็นแนวทางในการพัฒนากลยุทธ์ใหม่สำหรับควบคุมพาหะนำโรค เพื่อแยก เพาะเลี้ยง และตรวจสอบความสัมพันธ์และความหลากหลายของสาหร่ายขนาดเล็กและจุลินทรีย์ในกระเพาะอาหารของลูกน้ำยุงและน้ำจากแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายบ้าน จากจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยใช้กล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสงและเทคนิคเมตาบาร์โค้ด พบสาหร่ายขนาดเล็ก 10 สกุล ด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง และด้วยเทคนิคเมตาบาร์โค้ด 25 สกุล รวมถึงไดอะตอมในอันดับ Achnanthales โดยพบสาหร่ายขนาดเล็กจากทั้ง 2 วิธี 4 สกุล ได้แก่ Tetradesmus, Nannochloropsis, Monoraphidium และ Leptolyngbya และมี 2 สกุล คือ Tetradesmus และ Leptolyngbya ที่พบจากทั้งกระเพาะอาหารและแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายบ้าน ส่วนจุลินทรีย์พบทั้งหมด 18 ไฟลัม โดยพบมากที่สุดทั้งในกระเพาะอาหารลูกน้ำและในน้ำจากแหล่งเพาะพันธุ์ยุงเดียวกัน ได้แก่ ไฟลัม Proteobacteria, Planctomycetota และ Actinobacteriota ตามลำดับ สะท้อนถึงความสอดคล้องขององค์ประกอบจุลินทรีย์ระหว่างสิ่งแวดล้อมและตัวอ่อนของยุง บ่งชี้ถึงความเชื่อมโยงทางชีวภาพระหว่างสิ่งแวดล้อมและลูกน้ำยุงลายบ้าน ซึ่งนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาวิธีควบคุมลูกน้ำยุงอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้
ประสิทธิผลของการให้คลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันโทรศัพท์สมาร์ทโฟนต่อคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น, พีรวัส เตียวเจริญ
ประสิทธิผลของการให้คลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันโทรศัพท์สมาร์ทโฟนต่อคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น, พีรวัส เตียวเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการให้คลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันโทรศัพท์สมาร์ทโฟนต่อคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น โดยเก็บข้อมูลจากคนช่วงอายุ 25-45 ปี ที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองด้านสรีรวิทยาและจิตวิทยา (ผ่านแบบสอบถามข้อมูลส่วนตัว แบบสอบถาม SPST-20, แบบสอบถาม HADS และ STOP-Bang ฉบับภาษาไทย) จำนวน 70 ราย สุ่มแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย กลุ่มละ 35 ราย โดยกลุ่มทดลองได้รับคลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันที่ผู้วิจัยออกแบบและพัฒนาขึ้นก่อนเวลาเข้านอนเป็นเวลา 40 นาที ทุกคืนติดต่อกัน เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่ได้รับการแทรกแซง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามคุณภาพการนอนหลับชนิดตอบด้วยตนเอง (PSQI ฉบับภาษาไทย) ก่อนและหลังการทดลองผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองที่ได้รับคลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคมีคุณภาพการนอนหลับหลังการทดลองดีขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01) กลุ่มทดลองมีคุณภาพการนอนหลับในองค์ประกอบย่อยที่ 1, 2 และ 3 (Subjective Sleep Quality, Sleep Latency และ Sleep Duration) ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยนี้บ่งชี้ว่าคลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคมีประสิทธิผลในการส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับของ คนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ผลการศึกษานี้บ่งชี้ว่า การได้รับคลื่นเสียงชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันสมาร์ทโฟนมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น และอาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้ง่ายในการแก้ไขปัญหาการนอนหลับในประชากรกลุ่มนี้
ผลของการบำบัดด้วยแสงจ้าต่อคุณภาพการนอนและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู สวางคนิวาส สภากาชาดไทย, ฬุฎี เตชะเทพประวิทย์
ผลของการบำบัดด้วยแสงจ้าต่อคุณภาพการนอนและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู สวางคนิวาส สภากาชาดไทย, ฬุฎี เตชะเทพประวิทย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมักมีปัญหาการนอนหลับ ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และคุณภาพชีวิตลดลง การบำบัดด้วยแสงจ้า (Bright Light Therapy) จึงเป็นทางเลือกที่มีศักยภาพในการส่งเสริมสุขภาพการนอนและจิตใจ ระเบียบวิธีวิจัย - เป็นการศึกษาวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจำนวน 25 คน ที่เข้ารับการฟื้นฟู ณ ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู สภากาชาดไทย โดยได้รับการดูแลตามมาตรฐาน 14 วัน หลังจากนั้นได้รับการบำบัดด้วยแสงจ้าขนาด 7,500 ลักซ์ เป็นเวลา 45 นาทีต่อวันควบคู่ไปด้วยเป็นเวลา 14 วัน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินได้แก่ แบบประเมิน PSQI เพื่อประเมินคุณภาพการนอน แบบประเมินคุณภาพชีวิต WHOQOL-BREF แบบประเมินภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล HADS และใช้นาฬิกา Garmin เก็บข้อมูลการนอนเชิงลึกและอัตราการเต้นของหัวใจ วิเคราะห์ทางสถิติเพื่อหาค่าสถิติเชิงพรรณาและหาค่าความเปลี่ยนแปลงของผลลัพธ์การศึกษาด้วยสถิติ Generalized Estimating Equations (GEE) ผลการศึกษา - การบำบัดด้วยแสงจ้าให้ผลลัพธ์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติต่อคุณภาพการนอนหลับที่ดีขึ้น (p < .001) เพิ่มคุณภาพชีวิต (p = .004) ลดภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล (p < .001) รวมทั้งพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในโครงสร้างการนอน เช่น เพิ่มระยะเวลาการนอนหลับลึกและการหลับฝัน REM-sleep ลดการนอนหลับตื้น และลดอัตราการเต้นของหัวใจขณะตื่นและขณะหลับได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการการบำบัดด้วยแสงจ้า (p = .001) สรุป - การบำบัดด้วยแสงจ้าเป็นแนวทางการบำบัดที่มีประสิทธิภาพต่อคุณภาพการนอนของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูและปลอดภัย สามารถส่งเสริมคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง
ภาวะหมดไฟจากการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เขตกรุงเทพมหานคร, ธมลวรรณ กุลเลิศจริยา
ภาวะหมดไฟจากการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เขตกรุงเทพมหานคร, ธมลวรรณ กุลเลิศจริยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันบุคลากรทางการแพทย์มีความเสี่ยงการเกิดภาวะหมดไฟสูง โดยเฉพาะในโรงพยาบาลเอกชน ที่ต้องคํานึงถึงการแข่งขันในตลาด ทำให้บุคลากรเกิดความกดดัน ความเครียด ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน นำไปสู่การเกิดภาวะหมดไฟได้ในที่สุด การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณา เพื่อหาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเก็บข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล จำนวน 500 คน ใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมิน Maslach Burnout Inventory แบบสอบถามความพึงพอใจในงาน แบบวัดความเครียดสวนปรุง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Independent t test , Chi-squared, Fisher's Exact Test, Binary logistic regression analysis เพื่อหาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีสัดส่วนเป็นเพศหญิง(81%) มีอายุช่วง 20 – 29 ปี (64.8%) ระดับการศึกษาปริญญาตรี (81.8%) เป็นพยาบาลวิชาชีพ (42%) โดยมีภาวะหมดไฟด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์และการลดความเป็นบุคคลระดับต่ำ ร้อยละ 87.4 และ 98.8 ตามลำดับ ด้านความสำเร็จส่วนบุคคลระดับปานกลาง ร้อยละ 36.8 ส่วนภาวะหมดไฟโดยรวมระดับต่ำ ร้อยละ 55.9 และระดับปานกลาง ร้อยละ 42.7 และพบว่าปัจจัยด้านความเครียดสูง อยู่แผนกผู้ป่วยนอก ภาระงานมาก เวลาพักน้อย เวลาในการเดินทางมาทำงาน > 30 นาที การใกล้ชิดกับผู้รับบริการ ความยากลำบากช่วง Covid-19 การดื่มแอลกอฮอล์และชั่วโมงการนอนหลับต่อวัน ≤6 ชั่วโมง มีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟในการทำงานปานกลาง-สูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) เมื่อวิเคราะห์ด้วย logistic regression analysis พบว่าปัจจัยที่ทำนายการมีภาวะหมดไฟ ระดับสูงได้แก่การทำงานแผนกผู้ป่วยนอก ใกล้ชิดกับผู้รับบริการ ระยะเวลาพักน้อย การดื่มแอลกอฮอล์บางครั้ง และชั่วโมงการนอนหลับเฉลี่ยต่อวัน ≤6 ชั่วโมง บุคลากรทางการแพทย์ในการศึกษาส่วนใหญ่มีภาวะหมดไฟในระดับต่ำ-ปานกลาง ซึ่งเกี่ยวข้อง กับลักษณะงานที่ทำ ระยะเวลาในการพักผ่อนนอนหลับและการใช้แอลกอฮอล์
Zinc Chloride Molten Salt Carbonization And Activation For Conversion Of Plastic Waste Into Porous Carbon, Theerawat Waiyaka
Zinc Chloride Molten Salt Carbonization And Activation For Conversion Of Plastic Waste Into Porous Carbon, Theerawat Waiyaka
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research focuses on the development of a prototype of a continuous molten salt carbonization and activation process to convert plastic waste into porous carbon by improving the immersion of zinc chloride molten at 350°C under atmospheric conditions. The plastic wastes used in the study include polypropylene (PP) from plastic cups, polylactic acid (PLA) from plastic glasses, and polyethylene terephthalate (PET) from plastic bottles with a ZnCl2 to plastic waste ratio of 10:1 by mass. The experimental results showed that PET plastic yielded the highest amount of mesoporous carbon yield of 14.1% of the initial mass, followed by PLA at …
Regulation Amendment To Improve Thai Drug Importation Control System, Neeranart Potiyanon
Regulation Amendment To Improve Thai Drug Importation Control System, Neeranart Potiyanon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Drug importation is critical for ensuring access to essential medicines in Thailand. However, the current system faces significant challenges, including outdated regulations, inefficient processes, and limited use of modern technology. This study aimed to identify regulatory and operational gaps and propose improvements to enhance the effectiveness of Thailand’s drug importation control. Methods: A two-phase mixed-methods study was conducted in Bangkok from 2019 to 2021. Phase 1 employed the Context, Input, Process, and Product (CIPP) model to analyze content from semi-structured interviews with 19 key informants representing both government and private sectors. In Phase 2, the Multi-Criteria Decision Analysis (MCDA) …
Thermally Conductive Adhesive Based On Carbon Quantum Dots/Graphene Nanoplatelets-Epoxy Composites For Electronic Packaging, Thanayuth Jongrungrotbaworn
Thermally Conductive Adhesive Based On Carbon Quantum Dots/Graphene Nanoplatelets-Epoxy Composites For Electronic Packaging, Thanayuth Jongrungrotbaworn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Conventional bottom-up synthesis of carbon quantum dots (CQDs) often requires extended reaction times, high energy input, and specialized equipment, limiting scalability and sustainability. In this study, we present an eco-friendly and energy-efficient method for synthesizing CQDs using H₂CO₃ as a carbon precursor at just 72 °C for 1 hour—representing one of the lowest reported synthesis temperatures and shortest reaction times using simple apparatus. Graphene oxide vacancies act as catalytic and nucleation sites, promoting the formation of CQDs under these mild conditions. The resulting CQD solution exhibits strong yellow photoluminescence, with a maximum emission at 533 nm and excitation-independence across the …
Antibacterial And Anti-Inflammatory Activities Of Herbal Formulas And Its Components: Ya-Kao Formula And The Formula Of Propolis Extract And Hemp Extract, Naruemon Perstwong
Antibacterial And Anti-Inflammatory Activities Of Herbal Formulas And Its Components: Ya-Kao Formula And The Formula Of Propolis Extract And Hemp Extract, Naruemon Perstwong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The COVID-19 pandemic has prompted the Thai government to explore herbal medicines grounded in Traditional Thai Medicine (TTM) knowledge and review literature. Highlighted herbs formula, including Ya-Kao formula and propolis extract, have been recommended as supportive treatments for non-symptomatic COVID-19 patients. Additionally, Cannabis sativa (C. sativa) has gained recognition for its pharmacological properties, such as analgesic effects, pain relief, and anti-SARS-CoV-2 activity. One formula, Ya-Kao, traditionally used for fever relief, is documented in TTM textbook. The second formula is propolis extract (PE) was combined with C. sativa extract (CS). However, the efficacy and effectiveness require further scientific investigation. This study …
Safety And Efficacy Of Bispecific Antibodies In Hematologic Neoplasms: A Systematic Review, Khanittha Lommuang
Safety And Efficacy Of Bispecific Antibodies In Hematologic Neoplasms: A Systematic Review, Khanittha Lommuang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Introduction: The global burden of hematologic neoplasms is rising. Despite advances in therapy, relapse, resistance, and limited options persist. Bispecific antibodies (BsAbs) offer a novel approach by targeting multiple antigens. This systematic review assesses their efficacy and safety. Methods: We conducted this systematic review following the PRISMA 2020 guidelines. Articles published up to 1 February 2025 were searched across PubMed, Scopus, Web of Science, and Embase. The clinical trials, focusing on SAEs, grade ≥ 3 AEs, hematologic and non-hematologic toxicities, and efficacy outcomes (ORR, CR, OS, and PFS), were included. Results were summarized qualitatively. Results: Twenty-three studies evaluating fifteen different …
Developemnt Of Hyaluronic Acid Grafted With Poly N-Isopropyl Acrylamide Nanogel Incorporating Hemp Extract Containing Cbd, May Thu Thu Kyaw
Developemnt Of Hyaluronic Acid Grafted With Poly N-Isopropyl Acrylamide Nanogel Incorporating Hemp Extract Containing Cbd, May Thu Thu Kyaw
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Cannabidiol (CBD), a major phytocannabinoid present in Cannabis sativa, possesses multiple effective pharmacological activities, such as neuroprotective, cardioprotective and anti-inflammatory properties. However, its hydrophobic nature and rapid degradation mechanisms limit its clinical usefulness. Encapsulation of lipophilic compounds inside modified polymers with hydrophilic properties can improve the aqueous solubility and stability of drugs in specific environments. Therefore, this study focused on self-assembled poly N-isopropyl acrylamide (pNIPAM) grafted hyaluronic acid (HA) nanogels for encapsulating CBD. At the highest concentration 0.25 % w/w of HA-g-pNIPAM, encapsulation efficiency (% EE) of CBD 87.57 % was achieved compared to other two formulations 0.15 % w/w …
การประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ คุณภาพชีวิตด้านการใช้ยา และความเต็มใจที่จะจ่ายในผู้ป่วยโรคเพมฟิกัสและผู้ป่วยโรคบูลลัสเพมฟิกอยด์, อริสรา เหลืองสุขฤกษ์
การประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ คุณภาพชีวิตด้านการใช้ยา และความเต็มใจที่จะจ่ายในผู้ป่วยโรคเพมฟิกัสและผู้ป่วยโรคบูลลัสเพมฟิกอยด์, อริสรา เหลืองสุขฤกษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ คุณภาพชีวิตด้านการใช้ยา และความเต็มใจที่จะจ่าย รวมถึงศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ คุณภาพชีวิตด้านการใช้ยา และความเต็มใจที่จะจ่ายในผู้ป่วยโรคเพมฟิกัสและผู้ป่วยโรคบูลลัสเพมฟิกอยด์ วิธีการศึกษา: การศึกษาวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางในผู้ป่วยโรคเพมฟิกัสและผู้ป่วยโรคบูลลัสเพมฟิกอยด์ที่มีอายุ 18-90 ปีที่เข้ารับการรักษาในสถาบันโรคผิวหนัง ระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2568 จำนวน 178 ราย โดยใช้แบบสอบถามคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ EQ-5D-5L และ Dermatology Life Quality Index (DLQI) แบบสอบถามคุณภาพชีวิตด้านการใช้ยา Patient-Reported Outcomes Measure of Pharmaceutical Therapy (PROMPT) และแบบสอบถามความเต็มใจที่จะจ่าย ผลการศึกษา: ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพและด้านการใช้ยาในระดับดี โดยมิติที่มีผู้ป่วยรายงานปัญหามากที่สุดในแบบสอบถาม EQ-5D-5L คือ มิติอาการเจ็บปวดหรือไม่สบายตัว ขณะที่มิติอาการและความรู้สึกในแบบสอบถาม DLQI เป็นมิติที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด สำหรับแบบสอบถาม PROMPT พบว่ามิติผลกระทบทางด้านจิตใจของการใช้ยามีคะแนนต่ำที่สุด ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา ระดับความรุนแรงของโรค และจำนวนโรคร่วม ส่วนเพศ อายุ ระดับการศึกษา และสภาวะโรคปัจจุบันสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านการใช้ยา ขณะที่รายได้ต่อเดือนและระดับการศึกษามีความสัมพันธ์กับมูลค่าความเต็มใจที่จะจ่ายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปผล: ผู้ป่วยโรคเพมฟิกัสและผู้ป่วยโรคบูลลัสเพมฟิกอยด์ได้รับผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในหลายมิติ ทั้งจากตัวโรค การรักษา และการใช้ยา ข้อมูลที่ได้สามารถใช้ประโยชน์ในการวางแผนการรักษา การให้คำปรึกษาด้านยา และสนับสนุนการกำหนดนโยบายเพื่อเพิ่มการเข้าถึงยาที่จำเป็นให้แก่ผู้ป่วยมากยิ่งขึ้น
In Silico And In Vitro Studies On Ha-G-Pnipam Modified Liposomal Curcumin For Cancer Treatment, Abd. Umar
In Silico And In Vitro Studies On Ha-G-Pnipam Modified Liposomal Curcumin For Cancer Treatment, Abd. Umar
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Cancer remains the leading cause of global mortality, with conventional chemotherapy drugs often limited by poor selectivity, side effects, and drug resistance. As a promising alternative and adjuvant, curcumin offers potent anticancer properties, but its low bioavailability highlights the need for targeted delivery systems to enhance its therapeutic potential. This study designs a targeted delivery system for curcumin using hyaluronic acid-grafted pNIPAM (HA-g-pNIPAM) modified liposomes, characterized both experimentally and computationally. The results show that the nanoparticle system has a size range of 80-120 nm, a PDI of 0.12-0.3, a zeta potential of -13.2 to -50.8 mV, and an absorption efficiency …
Bioactive Extracts Of The Roots Of Cannabis Sativa L. Against Dental Pathogens, Pattarapol Udomlarp
Bioactive Extracts Of The Roots Of Cannabis Sativa L. Against Dental Pathogens, Pattarapol Udomlarp
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The roots of Cannabis sativa L. are often underutilized and regarded as agricultural waste, despite reports of bioactive compounds with potential pharmaceutical applications. This study focused on developing an ecofriendly method for extracting triterpenoids and investigating the oral antimicrobial activity of cannabis root extracts. The primary objectives were to optimize an extraction process yielding high triterpenoid content and evaluate the potential of extracts to inhibit dental pathogens, thereby promoting the value of cannabis roots for future applications.The efficiency of Soxhlet solvent extraction, ultrasonic-assisted extraction (UAE), subcritical water extraction, and subcritical dimethyl ether extraction (SDMEE) was compared for yielding triterpenoids, particularly …
การพัฒนารายการยาที่มีแนวโน้มไม่เหมาะสมสำหรับพระภิกษุอาพาธสูงอายุ (Pim-Bhikkhu), พัชรินทร์ ประภัสสรกุล
การพัฒนารายการยาที่มีแนวโน้มไม่เหมาะสมสำหรับพระภิกษุอาพาธสูงอายุ (Pim-Bhikkhu), พัชรินทร์ ประภัสสรกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนารายการยาที่มีแนวโน้มไม่เหมาะสมสำหรับพระภิกษุอาพาธสูงอายุ (PIM-BHIKKHU) โดยใช้เทคนิคเดลฟาย และเปรียบเทียบความชุกของการใช้ยาที่มีแนวโน้มไม่เหมาะสมซึ่งประเมินโดยเกณฑ์ที่พัฒนาขึ้นกับ Beers ปี 2023 และ STOPP version 3 ปี 2023 วิธีการศึกษา: ระยะที่ 1 การศึกษาเชิงคุณภาพเพื่อพัฒนารายการ PIM-BHIKKHU โดยใช้เทคนิคเดลฟายกับผู้เชี่ยวชาญรวม 18 คน ประกอบด้วยแพทย์และเภสัชกร ระยะที่ 2 การศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางย้อนหลัง โดยทบทวนรายการยาของพระภิกษุอาพาธที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และรับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก โดยมีรายการยาที่ได้รับร่วมกันอย่างน้อย 5 รายการ จากโรงพยาบาลสงฆ์ ผลการศึกษา: จากกระบวนการเดลฟาย 2 รอบในระยะที่ 1 ได้ข้อยุติเกณฑ์ PIM-BHIKKHU จำนวน 89 รายการยา/กลุ่มยา ในระยะที่ 2 จากพระภิกษุอาพาธสูงอายุ 225 รูป พบความชุกของการใช้ยาที่มีแนวโน้มไม่เหมาะสมตามเกณฑ์ Beers ปี 2023, STOPP version 3 ปี 2023 และ PIM-BHIKKHU ปี 2024 เท่ากับร้อยละ 60.0, 45.33 และ 86.7 ตามลำดับ โดยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ทั้งนี้ ความชุกของการใช้ PIMs สูงกว่าในกลุ่มอายุ ≥75 ปีเมื่อเทียบกับกลุ่มอายุ 65–74 ปีในทุกเกณฑ์ สรุป: รายการยาที่มีแนวโน้มไม่เหมาะสมที่พัฒนาขึ้น มีความจำเพาะกับบริบทของพระภิกษุอาพาธสูงอายุนิกายเถรวาทในประเทศไทย ทั้งนี้ ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อประเมินประสิทธิผลทางคลินิกเมื่อมีการใช้ในในเวชปฏิบัติจริง
คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ ภาวะซึมเศร้า และคุณภาพการนอนหลับในผู้ป่วยไทยโรคสมองขาดเลือด, รัตยาภรณ์ ใจกุศล
คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ ภาวะซึมเศร้า และคุณภาพการนอนหลับในผู้ป่วยไทยโรคสมองขาดเลือด, รัตยาภรณ์ ใจกุศล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ (HRQOL)ในผู้ป่วยโรคสมองขาดเลือดด้วยเครื่องมือ EQ-5D-5L, เพื่อประเมินภาวะซึมเศร้า (PSD) ด้วยเครื่องมือ PSDS-T, เพื่อประเมินคุณภาพการนอนหลับด้วยเครื่องมือ T- PSQI เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่าง HRQOL, PSD, คุณภาพการนอนหลับกับปัจจัยด้านประชากรศาสตร์และทางคลินิก วิธีดำเนินการวิจัย: การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางเก็บข้อมูลจากผู้ป่วยนอกโรคสมองขาดเลือดที่คลินิกโรคหลอดเลือดสมองและอายุรกรรมประสาท 2 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เครื่องมือที่ใช้: 1) EQ-5D-5L ฉบับภาษาไทย 2) PSDS-T 3) T- PSQI ผลการวิจัย: ผู้ป่วยทั้งหมด 360 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย(ร้อยละ 54.2) ค่าเฉลี่ยอายุ 64 ± 13.8 ปี และโรคสมองขาดเลือดมีค่าเฉลี่ยระยะเวลา 4.8 ± 3.8 เดือน. การประเมิน HRQOL ด้วยเครื่องมือ EQ-5D-5L พบปัญหาส่วนใหญ่ด้านอาการเจ็บปวด (ร้อยละ 32.0) ค่าเฉลี่ยอรรถประโยชน์ EQ-5D-5L (0.67 ± 0.31) และ EQ-VAS (0.72 ± 0.18) และพบ 5 ปัจจัยที่ส่งผลต่อ HRQOL .การประเมิน PSD ด้วยเครื่องมือ PSDS-T พบความชุก PSD (ร้อยละ 8.1) คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพผู้ป่วยที่มีภาวะ PSD แย่กว่าอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.001) และพบ 2 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับ PSD คือจำนวนยาโรคประจำตัวที่ได้รับ (p=0.035). และการเกิดโรค สมองขาดเลือดซ้ำภายใน 1 ปี (p<0.001). การประเมินคุณภาพการนอนหลับด้วยเครื่องมือ TPSQI พบผู้ป่วยร้อยละ 57.2 คะแนนเฉลี่ย (PSQI>5) 8.21 ± 2.33 คะแนน และพบ 3 ปัจจัยที่ ส่งผลได้แก่ ประวัติการได้รับยานอนหลับ (p<0.001) ระดับความ mRS ≥3 คะแนน (p<0.008) และ PSD (คะแนน PSDS-T>6) (p<0.001). สรุปผลการวิจัย:การเกิดโรคสมองขาดเลือดส่งผลต่อ คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ ภาวะซึมเศร้าหลังเกิดโรคสมองขาดเลือด และคุณภาพการนอนหลับของผู้ป่วย
คุณภาพชีวิตของบุคลากรสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิมพ์วิสาข์ เอี่ยมลาภะ
คุณภาพชีวิตของบุคลากรสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิมพ์วิสาข์ เอี่ยมลาภะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตโดยรวมและรายด้านของบุคลากรสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยจำแนกตามตัวแปรเพศ อายุ รายได้ ระดับการศึกษา อายุการทำงานในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหน่วยงาน กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรสายปฏิบัติการที่ปฏิบัติงานอยู่ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในเขตปทุมวัน ทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุ 18 – 60 ปี และมีตำแหน่งงานระดับ P3 – P8 จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและแบบสอบถามคุณภาพชีวิต WHOQOL–BREF–THAI วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Independent – Sample T Test เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลตามตัวแปรเพศ One-way ANOVA เพื่อเปรียบข้อมูลตามตัวแปรอายุ รายได้ ระดับการศึกษา อายุงานในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หน่วยงาน หากพบว่ามีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย จึงค่อยไปทำการเปรียบเทียบรายคู่ (Multiple comparison) ด้วยวิธีของ Scheffé โดยกำหนดค่าความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัย พบว่า คุณภาพชีวิตโดยรวมและรายด้าน ได้แก่ ด้านสุขภาพกาย ด้านจิตใจ ด้านสัมพันธภาพทางสังคม และด้านสิ่งแวดล้อมของบุคลากรสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อจำแนกตามตัวแปรเพศ อายุ รายได้ อายุการทำงานในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหน่วยงานที่แตกต่างกัน พบว่า มีคุณภาพชีวิตที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ไม่พบความแตกต่างในตัวแปรระดับการศึกษา สรุปได้ว่า คุณภาพชีวิตของบุคลากรสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ในระดับปานกลาง
Osteoporosis In Androgen Deficient Rats And Monkeys And Preventive Effects Of Pueraria Mirifica On Bone Loss, Thaweechai Saetae
Osteoporosis In Androgen Deficient Rats And Monkeys And Preventive Effects Of Pueraria Mirifica On Bone Loss, Thaweechai Saetae
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Androgen deficiency is a common cause of bone loss in males. However, determining the exact timing of significant declines in androgen levels and the associated bone loss during this period is challenging. To understand this phenomenon, the first set of experiments was conducted in male rats to observe changes in bone following both a gradual and abrupt decline in testosterone levels. Four-month-old male rats were sham-operated (SH) and orchidectomized (ODX). After 9 days, 2, 4, 6, and 8 months, the rats were euthanized, and bone quantity (mass) and quality (geometry) were measured at the 4th lumbar vertebra (L4), tibia metaphysis …
ผลของการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดต่อสมรรถภาพด้านแอโรบิกและความสามารถในการพายเรือกรรเชียงระยะ 2,000 เมตรในนักกีฬาเรือกรรเชียงระดับเยาวชน, สุภัทรา ศิลปบรรเลง
ผลของการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดต่อสมรรถภาพด้านแอโรบิกและความสามารถในการพายเรือกรรเชียงระยะ 2,000 เมตรในนักกีฬาเรือกรรเชียงระดับเยาวชน, สุภัทรา ศิลปบรรเลง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาเป็นรูปแบบการฝึกที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาสมรรถภาพความทนทานของร่างกายในนักกีฬาประเภททนทาน อย่างไรก็ตามการศึกษาผลของการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดยังมีจำนวนจำกัด ดังนั้นงานวิจัยเรื่องนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดในนักกีฬาเรือกรรเชียงเยาวชนต่อสมรรถภาพด้านแอโรบิกและความสามารถในการพายเรือกรรเชียง 2,000 เมตร การศึกษาที่1 มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแรงดันที่ใช้จำกัดการไหลเวียนเลือดที่เหมาะสมสำหรับใช้ร่วมกับการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบา นักกีฬาเรือกรรเชียงเพศชายและหญิง อายุ 15-18 ปี จำนวน 14 คน เวียนเข้ารับการดึงกรรเชียงบก 4 รูปแบบ ได้แก่ การดึงกรรเชียงบกแบบความหนักสูงสลับเบาและการดึงกรรเชียงบกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดที่ระดับ 40%, 50% และ 60% ของการปิดกั้นของหลอดเลือด (AOP) โดยเว้นระยะห่างแต่ละรูปแบบ 1 สัปดาห์ ทำการวัดระดับออกซิเจนในกล้ามเนื้อ, การทำงานของระบบหัวใจไหลเวียนเลือด, ระดับความรู้สึกเหนื่อย, ระดับความเจ็บปวดและความสามารถในการดึงกรรเชียงบก โดยพบว่า ระดับแรงดันที่ 50%AOP มีประสิทธิภาพที่สุดที่ทำให้ระดับออกซิเจนในกล้ามเนื้อลดลงต่ำที่สุดในขณะออกกำลังกาย ขณะที่ไม่ส่งผลต่อการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือดและความสามารถในการดึงกรรเชียงบกแตกต่างจากระดับแรงดันอื่น การศึกษาที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดต่อสมรรถภาพด้านแอโรบิกและความสามารถในการพายเรือกรรเชียง 2,000 เมตร นักกีฬาเรือกรรเชียงเพศชายและหญิง อายุ 15-18 ปี จำนวน 16 คน ได้รับการสุ่มด้วยวิธีการจับคู่แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มการฝึกด้วยความหนักสูงสลับเบาอย่างเดียว (HIIT) ประกอบด้วยการฝึก 4 เซทๆละ 2 นาที ที่ระดับความหนัก 90% ของพลังสูงสุด พักระหว่างเซท 2 นาที และ กลุ่มการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือด (HIIT+BFR) ทั้งสองกลุ่มทำการฝึก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ ก่อนและหลังการฝึก 6 สัปดาห์ ทำการวัดองค์ประกอบร่างกาย, ความแข็งแรงสูงสุดของรยางค์แขนและขา (1RM), ความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุด (VO2max), จุดวิกฤตการหายใจ (VT1 และ VT2) พลังวิกฤต (CP) ความสามารถในการทำงานแบบไม่ใช้ออกซิเจน (AWC) จลนพลศาสตร์การใช้ออกซิเจน (Oxygen kinetic), ระดับออกซิเจนในกล้ามเนื้อ (SmO2) และเวลาในการพายเรือ 2,000 เมตร จากนั้นทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความแปรปรวนสองทางแบบผสมผสานและทำการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีบอนเฟอร์โรนี …
โปรแกรมการออกมาเล่นเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางกายด้านสมรรถนะทางกายสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน, ชรินทร์ทิพย์ มั่นยืน
โปรแกรมการออกมาเล่นเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางกายด้านสมรรถนะทางกายสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน, ชรินทร์ทิพย์ มั่นยืน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโปรแกรมการออกมาเล่นเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางกายด้านสมรรถนะทางกายสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน และเพื่อเปรียบเทียบความฉลาดรู้ทางกายด้านสมรรถนะทางกายก่อนและหลังการทำกิจกรรมด้วยโปรแกรมการออกมาเล่น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนอายุ 10–11 ปี จำนวน 61 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 31 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการออกมาเล่น 60 นาทีต่อวัน จำนวน 16 ครั้ง รวม 6 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมดำเนินกิจวัตรตามปกติ ผลการวิจัยพบว่า เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังการทดลอง ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านสมรรถภาพทางแอโรบิก ความอดทนของกล้ามเนื้อ และระดับคะแนนรวม ยกเว้นความสามารถทางกลไกในทักษะการกระโดดสองเท้าและการก้าวสลับขาของกลุ่มทดลองที่ดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ภายในกลุ่มทดลอง พบว่าด้านความสามารถทางกลไกและระดับคะแนนดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อพิจารณาเป็นรายทักษะ กลุ่มทดลองมีทักษะการก้าวสลับขา กระโดดขาเดียว และการเตะ ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนกลุ่มควบคุมมีเพียงทักษะการก้าวสลับขาที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า โปรแกรมการออกมาเล่นสามารถส่งเสริมความสามารถทางกลไกในทักษะพื้นฐานบางด้าน เช่น การกระโดดสองเท้าและการก้าวสลับขา สำหรับนักเรียนที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วนได้ดีขึ้น
ผลของการดื่มนมถั่วลูกไก่ที่มีต่อสมรรถภาพความอดทนในนักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนหญิง, ภารวี หิรัญเจริญ
ผลของการดื่มนมถั่วลูกไก่ที่มีต่อสมรรถภาพความอดทนในนักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนหญิง, ภารวี หิรัญเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของนมถั่วลูกไก่ที่มีผลต่อสมรรถภาพความอดทนในการวิ่งของนักวิ่ง ฮาล์ฟมาราธอนหญิง และเปรียบเทียบผลของการดื่มนมถั่วลูกไก่และนมถั่วเหลืองที่ส่งผลต่อการตอบสนองสารชีวเคมีในร่างกายและสมรรถภาพความอดทนของนักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนหญิง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนหญิง อายุระหว่าง 25 – 35 ปี จำนวน 14 คน ทำการทดลองในลักษณะแบบไขว้ สุ่มลำดับ และอำพรางสองฝ่าย เพื่อสุ่มลำดับการรับประทานเครื่องดื่ม ได้แก่ ครั้งที่ 1 นมถั่วลูกไก่ ครั้งที่ 2 นมถั่วเหลือง และครั้งที่ 3 สารหลอก ตัวแปรที่ทำการศึกษา ได้แก่ น้ำตาลในเลือด แลคเตทในเลือด กรดไขมันอิสระ และครีเอทีนไคเนส อาสาสมัครดื่มเครื่องดื่มและพัก 30 นาที แล้วขึ้นวิ่งบนลู่วิ่งกล อาสาสมัครได้รับการทดสอบอัตราการใช้ออกซิเจนสูงสุดของร่างกาย (VO2max) เพื่อกำหนดความเร็ว 60% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด (VT1) วิ่งเป็นเวลา 60 นาที และปรับความเร็วเป็น 80% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด (VT2) วิ่งจนเหนื่อยหมดแรง ระหว่างการวิ่ง มีการเก็บผลน้ำตาลในเลือด แลคเตทในเลือด ระดับอัตราการแลกเปลี่ยนก๊าซ ระดับความรับรู้ต่อความเหนื่อยล้า และ อัตราการเต้นของหัวใจ เมื่ออาสาสมัครวิ่งจนเหนื่อยหมดแรง ทำการคลายความหนัก 5 นาทีและพัก 5 นาที ก่อนเก็บตัวอย่างเลือด หลังการทดสอบนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานทดสอบความแปรปรวนแบบเกี่ยวข้องกันสองทาง ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05ผลการวิจัย ผลของการดื่มเครื่องดื่มทั้ง 3 ชนิด ไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในตัวแปรแลคเตทในเลือด กรดไขมันอิสระ ครีเอทีนไคเนส ระดับอัตราการแลกเปลี่ยนก๊าซ ระดับความรับรู้ต่อความเหนื่อยล้า และระยะเวลาของการออกกำลังกายจนเหนื่อยหมดแรง แต่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในน้ำตาลในเลือด ระหว่างกลุ่มนมถั่วลูกไก่ นมถั่วเหลือง และสารหลอกสรุปผลการวิจัย ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในตัวแปรแลคเตทในเลือด กรดไขมันอิสระ ครีเอทีนไคเนส ระดับอัตราการแลกเปลี่ยนก๊าซ ระดับความรับรู้ต่อความเหนื่อยล้า และระยะเวลาของการออกกำลังกายจนเหนื่อยหมดแรง ในระหว่างกลุ่มนมถั่วลูกไก่ นมถั่วเหลืองและสารหลอก แต่ภายในกลุ่มนมถั่วลูกไก่ มีแนวโน้มที่ดีในระดับน้ำตาลในเลือด แลคเตทในเลือด กรดไขมันอิสระและครีเอทีนไคเนส ดังนั้น …
ผลของการฝึกการยับยั้งการตอบสนองที่มีต่อความสามารถในการรับลูกตบของนักกีฬาวอลเลย์บอล, จิดาภา ศิริวรรณ์
ผลของการฝึกการยับยั้งการตอบสนองที่มีต่อความสามารถในการรับลูกตบของนักกีฬาวอลเลย์บอล, จิดาภา ศิริวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การรับลูกตบของนักกีฬาวอลเลย์บอลต้องอาศัยอาศัยการประมวล การตัดสินใจ การเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว และรวมถึงความสามรถในการยับยั้งการ ตอบสนองที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งความสามารถในการควบคุมยับยั้งนั้นสนับสนุนให้เกิดพฤติกรรมที่ยืดหยุ่น (flexible behavior) จากสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงไป เมื่อการตอบสนองต่อสิ่งเร้ารูปแบบเดิมไม่สามารถกระทำได้อีกต่อไป จึงจำเป็นจะต้องมีความสามารถการควบคุมยับยั้งให้มากขึ้นเพื่อจะส่งผลต่อความสามารถในการรับลูกตบที่มีผล ต่อกีฬาวอลเลย์บอล การวิจัยในครั้งนี้จึงมุ่งศึกษาการควบคุมยับยั้งในนักกีฬาวอลเลย์บอลและการฝึกควบคุมยับยั้งในนักกีฬาวอลเลย์บอล โดยแบ่งออกเป็นสองการศึกษา ดังนี้ การศึกษาที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถการควบคุมยับยั้งในนักกีฬาวอลเลย์บอลมืออาชีพและนักกีฬามือสมัครเล่น โดยทำการทดสอบความสามารถด้านการควบคุมยับยั้งในนักกีฬาวอลเลย์บอลมืออาชีพ 13 คนและนักกีฬาวอลเลย์บอลมือสมัครเล่น 13 คน ซึ่งใช้การทดสอบการควบคุมยับยั้งด้วย Spatial Stroop test ชุดทดสอบ Flanker task ชุดทดสอบ motor go no-go task with FitLight™ และชุดการทดสอบรับลูกตบด้วยงาน Spatial Stroop โดยเครื่องยิงลูกวอลเลย์บอล พบว่า ผลทางด้านลักษณะทางกายภาพของกลุ่มตัวอย่าง ความถี่ในการฝึกซ้อมกลุ่มนักกีฬามืออาชีพมีค่าเฉลี่ยมากกว่านักกีฬามือสมัครเล่นอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติ(p =<.001) ผลการทดสอบชุดการทดสอบรับลูกตบด้วยงาน Spatial Stroop โดยเครื่องยิงลูกวอลเลย์บอล กลุ่มนักกีฬาอาชีพมีการตอบสนองเวลาปฏิกิริยาในสถานการณ์สิ่งเร้ากับการตอบสนองสอดคล้องกับเวลาปฏิกิริยาสถานการณ์สิ่งเร้ากับการตอบสนองไม่สอดคล้องกัน ผลของคะแนนรับลูกตบ จำนวนครั้งที่รับลูกได้ในสถานการณ์สอดคล้องกัน และร้อยละของความถูกต้องในการตอบสนองนักกีฬามืออาชีพที่มีค่าเฉลี่ยสูงกว่านักกีฬามือสมัครเล่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p =.001, p =.002, p =.005, p =.008, p =.019 ตามลำดับ) การศึกษาที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกควบคุมยับยั้งในนักกีฬาวอลเลย์บอล เพื่อเปรียบเทียบผลการทดสอบก่อนและหลังจากการฝึกควบคุมยับยั้ง กลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลระดับอุดมศึกษา สังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 14 คน เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างได้รับการบาดเจ็บจากการฝึกซ้อมจำนวน 1 คน จึงถูก คัดออกจากการศึกษาในครั้งนี้ดังนั้นกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น คือ 13 คน โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มฝึกควบคุมยับยั้ง จำนวน 7 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 6 คน พบว่า ภายหลังฝึกควบคุมยับยั้งต่อเนื่อง 4 สัปดาห์ผลการทดสอบ Flanker task ภายในกลุ่มทดลองความเร็วในการตอบสนองในสถานการณ์ไม่สอดคล้องกันมีความแตกต่างกันอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติ(p =.016) หลังฝึกควบคุมยับยั้งผลการทดสอบ motor go no-go task with FitLight™ ผลของเวลาการตอบสนองและการทดสอบด้วยการรับลูกตบด้วย งาน Spatial Stroop โดยเครื่องยิงลูกวอลเลย์บอล พบว่าผลจำนวนครั้งในการรับลูกได้ในสถานการณ์สอดคล้องกับร้อยละความถูกต้องของกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยที่มากกว่ากลุ่ม ควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p =.031, p =.002, p =.003 ตามลำดับ) ภายหลังการฝึกพบว่าในกลุ่มทดลองมีเวลาปฏิกิริยาในสถานการณ์สอดคล้องกัน (S-R con) กับ เวลาปฏิกิริยาในสถานการณ์ไม่สอดคล้องกัน (S-R incon) เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p =.039, p =.013 ตามล าดับ) และภายหลังการฝึกควบคุมยับยั้งระหว่างกลุ่ม ทดลอง กลุ่มควบคุมและนักกีฬามืออาชีพ พบว่าเวลาปฏิกิริยาในสถานการณ์สอดคล้องกันและไม่สอดคล้องกัน คะแนนการรับลูก จำนวนครั้งรับลูกได้ในสถานการณ์สอดคล้อง กัน และร้อยละความถูกต้อง ระหว่างกลุ่มนักกีฬามืออาชีพเทียบกับกลุ่มควบคุม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p = .005, p = .033, p = .005, p = .027, p =. 019 ตามลำดับ) จากผลการทดลองพบว่านักกีฬาวอลเลย์บอลมืออาชีพมีความสามารถด้านการควบคุมยับยั้งที่สูงกว่านักกีฬามือสมัครเล่นในการรับข้อมูลและประมวลผลไปยังการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว ทั้งในด้านการเคลื่อนไหวที่เป็นรูปแบบอัตโนมัติและการเคลื่อนไหวที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ของเกม ซึ่งการฝึกควบคุม ยับยั้งนั้นสามารถเพิ่มความสามารถในการควบคุมยับยั้งและส่งผลต่อการพัฒนาการรับลูกตบในนักกีฬาวอลเลย์บอล