Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Medicine and Health Sciences Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 181 - 210 of 3086

Full-Text Articles in Medicine and Health Sciences

Safety And Efficacy Of Bispecific Antibodies In Hematologic Neoplasms: A Systematic Review, Khanittha Lommuang Jan 2024

Safety And Efficacy Of Bispecific Antibodies In Hematologic Neoplasms: A Systematic Review, Khanittha Lommuang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Introduction: The global burden of hematologic neoplasms is rising. Despite advances in therapy, relapse, resistance, and limited options persist. Bispecific antibodies (BsAbs) offer a novel approach by targeting multiple antigens. This systematic review assesses their efficacy and safety. Methods: We conducted this systematic review following the PRISMA 2020 guidelines. Articles published up to 1 February 2025 were searched across PubMed, Scopus, Web of Science, and Embase. The clinical trials, focusing on SAEs, grade ≥ 3 AEs, hematologic and non-hematologic toxicities, and efficacy outcomes (ORR, CR, OS, and PFS), were included. Results were summarized qualitatively. Results: Twenty-three studies evaluating fifteen different …


Developemnt Of Hyaluronic Acid Grafted With Poly N-Isopropyl Acrylamide Nanogel Incorporating Hemp Extract Containing Cbd, May Thu Thu Kyaw Jan 2024

Developemnt Of Hyaluronic Acid Grafted With Poly N-Isopropyl Acrylamide Nanogel Incorporating Hemp Extract Containing Cbd, May Thu Thu Kyaw

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Cannabidiol (CBD), a major phytocannabinoid present in Cannabis sativa, possesses multiple effective pharmacological activities, such as neuroprotective, cardioprotective and anti-inflammatory properties. However, its hydrophobic nature and rapid degradation mechanisms limit its clinical usefulness. Encapsulation of lipophilic compounds inside modified polymers with hydrophilic properties can improve the aqueous solubility and stability of drugs in specific environments. Therefore, this study focused on self-assembled poly N-isopropyl acrylamide (pNIPAM) grafted hyaluronic acid (HA) nanogels for encapsulating CBD. At the highest concentration 0.25 % w/w of HA-g-pNIPAM, encapsulation efficiency (% EE) of CBD 87.57 % was achieved compared to other two formulations 0.15 % w/w …


การประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ คุณภาพชีวิตด้านการใช้ยา และความเต็มใจที่จะจ่ายในผู้ป่วยโรคเพมฟิกัสและผู้ป่วยโรคบูลลัสเพมฟิกอยด์, อริสรา เหลืองสุขฤกษ์ Jan 2024

การประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ คุณภาพชีวิตด้านการใช้ยา และความเต็มใจที่จะจ่ายในผู้ป่วยโรคเพมฟิกัสและผู้ป่วยโรคบูลลัสเพมฟิกอยด์, อริสรา เหลืองสุขฤกษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ คุณภาพชีวิตด้านการใช้ยา และความเต็มใจที่จะจ่าย รวมถึงศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ คุณภาพชีวิตด้านการใช้ยา และความเต็มใจที่จะจ่ายในผู้ป่วยโรคเพมฟิกัสและผู้ป่วยโรคบูลลัสเพมฟิกอยด์ วิธีการศึกษา: การศึกษาวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางในผู้ป่วยโรคเพมฟิกัสและผู้ป่วยโรคบูลลัสเพมฟิกอยด์ที่มีอายุ 18-90 ปีที่เข้ารับการรักษาในสถาบันโรคผิวหนัง ระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2568 จำนวน 178 ราย โดยใช้แบบสอบถามคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ EQ-5D-5L และ Dermatology Life Quality Index (DLQI) แบบสอบถามคุณภาพชีวิตด้านการใช้ยา Patient-Reported Outcomes Measure of Pharmaceutical Therapy (PROMPT) และแบบสอบถามความเต็มใจที่จะจ่าย ผลการศึกษา: ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพและด้านการใช้ยาในระดับดี โดยมิติที่มีผู้ป่วยรายงานปัญหามากที่สุดในแบบสอบถาม EQ-5D-5L คือ มิติอาการเจ็บปวดหรือไม่สบายตัว ขณะที่มิติอาการและความรู้สึกในแบบสอบถาม DLQI เป็นมิติที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด สำหรับแบบสอบถาม PROMPT พบว่ามิติผลกระทบทางด้านจิตใจของการใช้ยามีคะแนนต่ำที่สุด ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา ระดับความรุนแรงของโรค และจำนวนโรคร่วม ส่วนเพศ อายุ ระดับการศึกษา และสภาวะโรคปัจจุบันสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านการใช้ยา ขณะที่รายได้ต่อเดือนและระดับการศึกษามีความสัมพันธ์กับมูลค่าความเต็มใจที่จะจ่ายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปผล: ผู้ป่วยโรคเพมฟิกัสและผู้ป่วยโรคบูลลัสเพมฟิกอยด์ได้รับผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในหลายมิติ ทั้งจากตัวโรค การรักษา และการใช้ยา ข้อมูลที่ได้สามารถใช้ประโยชน์ในการวางแผนการรักษา การให้คำปรึกษาด้านยา และสนับสนุนการกำหนดนโยบายเพื่อเพิ่มการเข้าถึงยาที่จำเป็นให้แก่ผู้ป่วยมากยิ่งขึ้น


In Silico And In Vitro Studies On Ha-G-Pnipam Modified Liposomal Curcumin For Cancer Treatment, Abd. Umar Jan 2024

In Silico And In Vitro Studies On Ha-G-Pnipam Modified Liposomal Curcumin For Cancer Treatment, Abd. Umar

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Cancer remains the leading cause of global mortality, with conventional chemotherapy drugs often limited by poor selectivity, side effects, and drug resistance. As a promising alternative and adjuvant, curcumin offers potent anticancer properties, but its low bioavailability highlights the need for targeted delivery systems to enhance its therapeutic potential. This study designs a targeted delivery system for curcumin using hyaluronic acid-grafted pNIPAM (HA-g-pNIPAM) modified liposomes, characterized both experimentally and computationally. The results show that the nanoparticle system has a size range of 80-120 nm, a PDI of 0.12-0.3, a zeta potential of -13.2 to -50.8 mV, and an absorption efficiency …


Bioactive Extracts Of The Roots Of Cannabis Sativa L. Against Dental Pathogens, Pattarapol Udomlarp Jan 2024

Bioactive Extracts Of The Roots Of Cannabis Sativa L. Against Dental Pathogens, Pattarapol Udomlarp

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The roots of Cannabis sativa L. are often underutilized and regarded as agricultural waste, despite reports of bioactive compounds with potential pharmaceutical applications. This study focused on developing an ecofriendly method for extracting triterpenoids and investigating the oral antimicrobial activity of cannabis root extracts. The primary objectives were to optimize an extraction process yielding high triterpenoid content and evaluate the potential of extracts to inhibit dental pathogens, thereby promoting the value of cannabis roots for future applications.The efficiency of Soxhlet solvent extraction, ultrasonic-assisted extraction (UAE), subcritical water extraction, and subcritical dimethyl ether extraction (SDMEE) was compared for yielding triterpenoids, particularly …


การพัฒนารายการยาที่มีแนวโน้มไม่เหมาะสมสำหรับพระภิกษุอาพาธสูงอายุ (Pim-Bhikkhu), พัชรินทร์ ประภัสสรกุล Jan 2024

การพัฒนารายการยาที่มีแนวโน้มไม่เหมาะสมสำหรับพระภิกษุอาพาธสูงอายุ (Pim-Bhikkhu), พัชรินทร์ ประภัสสรกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนารายการยาที่มีแนวโน้มไม่เหมาะสมสำหรับพระภิกษุอาพาธสูงอายุ (PIM-BHIKKHU) โดยใช้เทคนิคเดลฟาย และเปรียบเทียบความชุกของการใช้ยาที่มีแนวโน้มไม่เหมาะสมซึ่งประเมินโดยเกณฑ์ที่พัฒนาขึ้นกับ Beers ปี 2023 และ STOPP version 3 ปี 2023 วิธีการศึกษา: ระยะที่ 1 การศึกษาเชิงคุณภาพเพื่อพัฒนารายการ PIM-BHIKKHU โดยใช้เทคนิคเดลฟายกับผู้เชี่ยวชาญรวม 18 คน ประกอบด้วยแพทย์และเภสัชกร ระยะที่ 2 การศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางย้อนหลัง โดยทบทวนรายการยาของพระภิกษุอาพาธที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และรับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก โดยมีรายการยาที่ได้รับร่วมกันอย่างน้อย 5 รายการ จากโรงพยาบาลสงฆ์ ผลการศึกษา: จากกระบวนการเดลฟาย 2 รอบในระยะที่ 1 ได้ข้อยุติเกณฑ์ PIM-BHIKKHU จำนวน 89 รายการยา/กลุ่มยา ในระยะที่ 2 จากพระภิกษุอาพาธสูงอายุ 225 รูป พบความชุกของการใช้ยาที่มีแนวโน้มไม่เหมาะสมตามเกณฑ์ Beers ปี 2023, STOPP version 3 ปี 2023 และ PIM-BHIKKHU ปี 2024 เท่ากับร้อยละ 60.0, 45.33 และ 86.7 ตามลำดับ โดยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ทั้งนี้ ความชุกของการใช้ PIMs สูงกว่าในกลุ่มอายุ ≥75 ปีเมื่อเทียบกับกลุ่มอายุ 65–74 ปีในทุกเกณฑ์ สรุป: รายการยาที่มีแนวโน้มไม่เหมาะสมที่พัฒนาขึ้น มีความจำเพาะกับบริบทของพระภิกษุอาพาธสูงอายุนิกายเถรวาทในประเทศไทย ทั้งนี้ ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อประเมินประสิทธิผลทางคลินิกเมื่อมีการใช้ในในเวชปฏิบัติจริง


คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ ภาวะซึมเศร้า และคุณภาพการนอนหลับในผู้ป่วยไทยโรคสมองขาดเลือด, รัตยาภรณ์ ใจกุศล Jan 2024

คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ ภาวะซึมเศร้า และคุณภาพการนอนหลับในผู้ป่วยไทยโรคสมองขาดเลือด, รัตยาภรณ์ ใจกุศล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ (HRQOL)ในผู้ป่วยโรคสมองขาดเลือดด้วยเครื่องมือ EQ-5D-5L, เพื่อประเมินภาวะซึมเศร้า (PSD) ด้วยเครื่องมือ PSDS-T, เพื่อประเมินคุณภาพการนอนหลับด้วยเครื่องมือ T- PSQI เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่าง HRQOL, PSD, คุณภาพการนอนหลับกับปัจจัยด้านประชากรศาสตร์และทางคลินิก วิธีดำเนินการวิจัย: การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางเก็บข้อมูลจากผู้ป่วยนอกโรคสมองขาดเลือดที่คลินิกโรคหลอดเลือดสมองและอายุรกรรมประสาท 2 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เครื่องมือที่ใช้: 1) EQ-5D-5L ฉบับภาษาไทย 2) PSDS-T 3) T- PSQI ผลการวิจัย: ผู้ป่วยทั้งหมด 360 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย(ร้อยละ 54.2) ค่าเฉลี่ยอายุ 64 ± 13.8 ปี และโรคสมองขาดเลือดมีค่าเฉลี่ยระยะเวลา 4.8 ± 3.8 เดือน. การประเมิน HRQOL ด้วยเครื่องมือ EQ-5D-5L พบปัญหาส่วนใหญ่ด้านอาการเจ็บปวด (ร้อยละ 32.0) ค่าเฉลี่ยอรรถประโยชน์ EQ-5D-5L (0.67 ± 0.31) และ EQ-VAS (0.72 ± 0.18) และพบ 5 ปัจจัยที่ส่งผลต่อ HRQOL .การประเมิน PSD ด้วยเครื่องมือ PSDS-T พบความชุก PSD (ร้อยละ 8.1) คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพผู้ป่วยที่มีภาวะ PSD แย่กว่าอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.001) และพบ 2 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับ PSD คือจำนวนยาโรคประจำตัวที่ได้รับ (p=0.035). และการเกิดโรค สมองขาดเลือดซ้ำภายใน 1 ปี (p<0.001). การประเมินคุณภาพการนอนหลับด้วยเครื่องมือ TPSQI พบผู้ป่วยร้อยละ 57.2 คะแนนเฉลี่ย (PSQI>5) 8.21 ± 2.33 คะแนน และพบ 3 ปัจจัยที่ ส่งผลได้แก่ ประวัติการได้รับยานอนหลับ (p<0.001) ระดับความ mRS ≥3 คะแนน (p<0.008) และ PSD (คะแนน PSDS-T>6) (p<0.001). สรุปผลการวิจัย:การเกิดโรคสมองขาดเลือดส่งผลต่อ คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ ภาวะซึมเศร้าหลังเกิดโรคสมองขาดเลือด และคุณภาพการนอนหลับของผู้ป่วย


คุณภาพชีวิตของบุคลากรสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิมพ์วิสาข์ เอี่ยมลาภะ Jan 2024

คุณภาพชีวิตของบุคลากรสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิมพ์วิสาข์ เอี่ยมลาภะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตโดยรวมและรายด้านของบุคลากรสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยจำแนกตามตัวแปรเพศ อายุ รายได้ ระดับการศึกษา อายุการทำงานในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหน่วยงาน กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรสายปฏิบัติการที่ปฏิบัติงานอยู่ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในเขตปทุมวัน ทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุ 18 – 60 ปี และมีตำแหน่งงานระดับ P3 – P8 จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและแบบสอบถามคุณภาพชีวิต WHOQOL–BREF–THAI วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Independent – Sample T Test เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลตามตัวแปรเพศ One-way ANOVA เพื่อเปรียบข้อมูลตามตัวแปรอายุ รายได้ ระดับการศึกษา อายุงานในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หน่วยงาน หากพบว่ามีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย จึงค่อยไปทำการเปรียบเทียบรายคู่ (Multiple comparison) ด้วยวิธีของ Scheffé โดยกำหนดค่าความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัย พบว่า คุณภาพชีวิตโดยรวมและรายด้าน ได้แก่ ด้านสุขภาพกาย ด้านจิตใจ ด้านสัมพันธภาพทางสังคม และด้านสิ่งแวดล้อมของบุคลากรสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อจำแนกตามตัวแปรเพศ อายุ รายได้ อายุการทำงานในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหน่วยงานที่แตกต่างกัน พบว่า มีคุณภาพชีวิตที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ไม่พบความแตกต่างในตัวแปรระดับการศึกษา สรุปได้ว่า คุณภาพชีวิตของบุคลากรสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ในระดับปานกลาง


Osteoporosis In Androgen Deficient Rats And Monkeys And Preventive Effects Of Pueraria Mirifica On Bone Loss, Thaweechai Saetae Jan 2024

Osteoporosis In Androgen Deficient Rats And Monkeys And Preventive Effects Of Pueraria Mirifica On Bone Loss, Thaweechai Saetae

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Androgen deficiency is a common cause of bone loss in males. However, determining the exact timing of significant declines in androgen levels and the associated bone loss during this period is challenging. To understand this phenomenon, the first set of experiments was conducted in male rats to observe changes in bone following both a gradual and abrupt decline in testosterone levels. Four-month-old male rats were sham-operated (SH) and orchidectomized (ODX). After 9 days, 2, 4, 6, and 8 months, the rats were euthanized, and bone quantity (mass) and quality (geometry) were measured at the 4th lumbar vertebra (L4), tibia metaphysis …


ผลของการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดต่อสมรรถภาพด้านแอโรบิกและความสามารถในการพายเรือกรรเชียงระยะ 2,000 เมตรในนักกีฬาเรือกรรเชียงระดับเยาวชน, สุภัทรา ศิลปบรรเลง Jan 2024

ผลของการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดต่อสมรรถภาพด้านแอโรบิกและความสามารถในการพายเรือกรรเชียงระยะ 2,000 เมตรในนักกีฬาเรือกรรเชียงระดับเยาวชน, สุภัทรา ศิลปบรรเลง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาเป็นรูปแบบการฝึกที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาสมรรถภาพความทนทานของร่างกายในนักกีฬาประเภททนทาน อย่างไรก็ตามการศึกษาผลของการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดยังมีจำนวนจำกัด ดังนั้นงานวิจัยเรื่องนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดในนักกีฬาเรือกรรเชียงเยาวชนต่อสมรรถภาพด้านแอโรบิกและความสามารถในการพายเรือกรรเชียง 2,000 เมตร การศึกษาที่1 มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแรงดันที่ใช้จำกัดการไหลเวียนเลือดที่เหมาะสมสำหรับใช้ร่วมกับการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบา นักกีฬาเรือกรรเชียงเพศชายและหญิง อายุ 15-18 ปี จำนวน 14 คน เวียนเข้ารับการดึงกรรเชียงบก 4 รูปแบบ ได้แก่ การดึงกรรเชียงบกแบบความหนักสูงสลับเบาและการดึงกรรเชียงบกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดที่ระดับ 40%, 50% และ 60% ของการปิดกั้นของหลอดเลือด (AOP) โดยเว้นระยะห่างแต่ละรูปแบบ 1 สัปดาห์ ทำการวัดระดับออกซิเจนในกล้ามเนื้อ, การทำงานของระบบหัวใจไหลเวียนเลือด, ระดับความรู้สึกเหนื่อย, ระดับความเจ็บปวดและความสามารถในการดึงกรรเชียงบก โดยพบว่า ระดับแรงดันที่ 50%AOP มีประสิทธิภาพที่สุดที่ทำให้ระดับออกซิเจนในกล้ามเนื้อลดลงต่ำที่สุดในขณะออกกำลังกาย ขณะที่ไม่ส่งผลต่อการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือดและความสามารถในการดึงกรรเชียงบกแตกต่างจากระดับแรงดันอื่น การศึกษาที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดต่อสมรรถภาพด้านแอโรบิกและความสามารถในการพายเรือกรรเชียง 2,000 เมตร นักกีฬาเรือกรรเชียงเพศชายและหญิง อายุ 15-18 ปี จำนวน 16 คน ได้รับการสุ่มด้วยวิธีการจับคู่แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มการฝึกด้วยความหนักสูงสลับเบาอย่างเดียว (HIIT) ประกอบด้วยการฝึก 4 เซทๆละ 2 นาที ที่ระดับความหนัก 90% ของพลังสูงสุด พักระหว่างเซท 2 นาที และ กลุ่มการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือด (HIIT+BFR) ทั้งสองกลุ่มทำการฝึก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ ก่อนและหลังการฝึก 6 สัปดาห์ ทำการวัดองค์ประกอบร่างกาย, ความแข็งแรงสูงสุดของรยางค์แขนและขา (1RM), ความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุด (VO2max), จุดวิกฤตการหายใจ (VT1 และ VT2) พลังวิกฤต (CP) ความสามารถในการทำงานแบบไม่ใช้ออกซิเจน (AWC) จลนพลศาสตร์การใช้ออกซิเจน (Oxygen kinetic), ระดับออกซิเจนในกล้ามเนื้อ (SmO2) และเวลาในการพายเรือ 2,000 เมตร จากนั้นทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความแปรปรวนสองทางแบบผสมผสานและทำการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีบอนเฟอร์โรนี …


โปรแกรมการออกมาเล่นเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางกายด้านสมรรถนะทางกายสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน, ชรินทร์ทิพย์ มั่นยืน Jan 2024

โปรแกรมการออกมาเล่นเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางกายด้านสมรรถนะทางกายสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน, ชรินทร์ทิพย์ มั่นยืน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโปรแกรมการออกมาเล่นเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางกายด้านสมรรถนะทางกายสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน และเพื่อเปรียบเทียบความฉลาดรู้ทางกายด้านสมรรถนะทางกายก่อนและหลังการทำกิจกรรมด้วยโปรแกรมการออกมาเล่น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนอายุ 10–11 ปี จำนวน 61 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 31 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการออกมาเล่น 60 นาทีต่อวัน จำนวน 16 ครั้ง รวม 6 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมดำเนินกิจวัตรตามปกติ ผลการวิจัยพบว่า เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังการทดลอง ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านสมรรถภาพทางแอโรบิก ความอดทนของกล้ามเนื้อ และระดับคะแนนรวม ยกเว้นความสามารถทางกลไกในทักษะการกระโดดสองเท้าและการก้าวสลับขาของกลุ่มทดลองที่ดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ภายในกลุ่มทดลอง พบว่าด้านความสามารถทางกลไกและระดับคะแนนดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อพิจารณาเป็นรายทักษะ กลุ่มทดลองมีทักษะการก้าวสลับขา กระโดดขาเดียว และการเตะ ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนกลุ่มควบคุมมีเพียงทักษะการก้าวสลับขาที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า โปรแกรมการออกมาเล่นสามารถส่งเสริมความสามารถทางกลไกในทักษะพื้นฐานบางด้าน เช่น การกระโดดสองเท้าและการก้าวสลับขา สำหรับนักเรียนที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วนได้ดีขึ้น


ผลของการดื่มนมถั่วลูกไก่ที่มีต่อสมรรถภาพความอดทนในนักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนหญิง, ภารวี หิรัญเจริญ Jan 2024

ผลของการดื่มนมถั่วลูกไก่ที่มีต่อสมรรถภาพความอดทนในนักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนหญิง, ภารวี หิรัญเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของนมถั่วลูกไก่ที่มีผลต่อสมรรถภาพความอดทนในการวิ่งของนักวิ่ง ฮาล์ฟมาราธอนหญิง และเปรียบเทียบผลของการดื่มนมถั่วลูกไก่และนมถั่วเหลืองที่ส่งผลต่อการตอบสนองสารชีวเคมีในร่างกายและสมรรถภาพความอดทนของนักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนหญิง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนหญิง อายุระหว่าง 25 – 35 ปี จำนวน 14 คน ทำการทดลองในลักษณะแบบไขว้ สุ่มลำดับ และอำพรางสองฝ่าย เพื่อสุ่มลำดับการรับประทานเครื่องดื่ม ได้แก่ ครั้งที่ 1 นมถั่วลูกไก่ ครั้งที่ 2 นมถั่วเหลือง และครั้งที่ 3 สารหลอก ตัวแปรที่ทำการศึกษา ได้แก่ น้ำตาลในเลือด แลคเตทในเลือด กรดไขมันอิสระ และครีเอทีนไคเนส อาสาสมัครดื่มเครื่องดื่มและพัก 30 นาที แล้วขึ้นวิ่งบนลู่วิ่งกล อาสาสมัครได้รับการทดสอบอัตราการใช้ออกซิเจนสูงสุดของร่างกาย (VO2max) เพื่อกำหนดความเร็ว 60% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด (VT1) วิ่งเป็นเวลา 60 นาที และปรับความเร็วเป็น 80% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด (VT2) วิ่งจนเหนื่อยหมดแรง ระหว่างการวิ่ง มีการเก็บผลน้ำตาลในเลือด แลคเตทในเลือด ระดับอัตราการแลกเปลี่ยนก๊าซ ระดับความรับรู้ต่อความเหนื่อยล้า และ อัตราการเต้นของหัวใจ เมื่ออาสาสมัครวิ่งจนเหนื่อยหมดแรง ทำการคลายความหนัก 5 นาทีและพัก 5 นาที ก่อนเก็บตัวอย่างเลือด หลังการทดสอบนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานทดสอบความแปรปรวนแบบเกี่ยวข้องกันสองทาง ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05ผลการวิจัย ผลของการดื่มเครื่องดื่มทั้ง 3 ชนิด ไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในตัวแปรแลคเตทในเลือด กรดไขมันอิสระ ครีเอทีนไคเนส ระดับอัตราการแลกเปลี่ยนก๊าซ ระดับความรับรู้ต่อความเหนื่อยล้า และระยะเวลาของการออกกำลังกายจนเหนื่อยหมดแรง แต่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในน้ำตาลในเลือด ระหว่างกลุ่มนมถั่วลูกไก่ นมถั่วเหลือง และสารหลอกสรุปผลการวิจัย ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในตัวแปรแลคเตทในเลือด กรดไขมันอิสระ ครีเอทีนไคเนส ระดับอัตราการแลกเปลี่ยนก๊าซ ระดับความรับรู้ต่อความเหนื่อยล้า และระยะเวลาของการออกกำลังกายจนเหนื่อยหมดแรง ในระหว่างกลุ่มนมถั่วลูกไก่ นมถั่วเหลืองและสารหลอก แต่ภายในกลุ่มนมถั่วลูกไก่ มีแนวโน้มที่ดีในระดับน้ำตาลในเลือด แลคเตทในเลือด กรดไขมันอิสระและครีเอทีนไคเนส ดังนั้น …


ผลของการฝึกการยับยั้งการตอบสนองที่มีต่อความสามารถในการรับลูกตบของนักกีฬาวอลเลย์บอล, จิดาภา ศิริวรรณ์ Jan 2024

ผลของการฝึกการยับยั้งการตอบสนองที่มีต่อความสามารถในการรับลูกตบของนักกีฬาวอลเลย์บอล, จิดาภา ศิริวรรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การรับลูกตบของนักกีฬาวอลเลย์บอลต้องอาศัยอาศัยการประมวล การตัดสินใจ การเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว และรวมถึงความสามรถในการยับยั้งการ ตอบสนองที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งความสามารถในการควบคุมยับยั้งนั้นสนับสนุนให้เกิดพฤติกรรมที่ยืดหยุ่น (flexible behavior) จากสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงไป เมื่อการตอบสนองต่อสิ่งเร้ารูปแบบเดิมไม่สามารถกระทำได้อีกต่อไป จึงจำเป็นจะต้องมีความสามารถการควบคุมยับยั้งให้มากขึ้นเพื่อจะส่งผลต่อความสามารถในการรับลูกตบที่มีผล ต่อกีฬาวอลเลย์บอล การวิจัยในครั้งนี้จึงมุ่งศึกษาการควบคุมยับยั้งในนักกีฬาวอลเลย์บอลและการฝึกควบคุมยับยั้งในนักกีฬาวอลเลย์บอล โดยแบ่งออกเป็นสองการศึกษา ดังนี้ การศึกษาที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถการควบคุมยับยั้งในนักกีฬาวอลเลย์บอลมืออาชีพและนักกีฬามือสมัครเล่น โดยทำการทดสอบความสามารถด้านการควบคุมยับยั้งในนักกีฬาวอลเลย์บอลมืออาชีพ 13 คนและนักกีฬาวอลเลย์บอลมือสมัครเล่น 13 คน ซึ่งใช้การทดสอบการควบคุมยับยั้งด้วย Spatial Stroop test ชุดทดสอบ Flanker task ชุดทดสอบ motor go no-go task with FitLight™ และชุดการทดสอบรับลูกตบด้วยงาน Spatial Stroop โดยเครื่องยิงลูกวอลเลย์บอล พบว่า ผลทางด้านลักษณะทางกายภาพของกลุ่มตัวอย่าง ความถี่ในการฝึกซ้อมกลุ่มนักกีฬามืออาชีพมีค่าเฉลี่ยมากกว่านักกีฬามือสมัครเล่นอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติ(p =<.001) ผลการทดสอบชุดการทดสอบรับลูกตบด้วยงาน Spatial Stroop โดยเครื่องยิงลูกวอลเลย์บอล กลุ่มนักกีฬาอาชีพมีการตอบสนองเวลาปฏิกิริยาในสถานการณ์สิ่งเร้ากับการตอบสนองสอดคล้องกับเวลาปฏิกิริยาสถานการณ์สิ่งเร้ากับการตอบสนองไม่สอดคล้องกัน ผลของคะแนนรับลูกตบ จำนวนครั้งที่รับลูกได้ในสถานการณ์สอดคล้องกัน และร้อยละของความถูกต้องในการตอบสนองนักกีฬามืออาชีพที่มีค่าเฉลี่ยสูงกว่านักกีฬามือสมัครเล่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p =.001, p =.002, p =.005, p =.008, p =.019 ตามลำดับ) การศึกษาที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกควบคุมยับยั้งในนักกีฬาวอลเลย์บอล เพื่อเปรียบเทียบผลการทดสอบก่อนและหลังจากการฝึกควบคุมยับยั้ง กลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลระดับอุดมศึกษา สังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 14 คน เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างได้รับการบาดเจ็บจากการฝึกซ้อมจำนวน 1 คน จึงถูก คัดออกจากการศึกษาในครั้งนี้ดังนั้นกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น คือ 13 คน โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มฝึกควบคุมยับยั้ง จำนวน 7 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 6 คน พบว่า ภายหลังฝึกควบคุมยับยั้งต่อเนื่อง 4 สัปดาห์ผลการทดสอบ Flanker task ภายในกลุ่มทดลองความเร็วในการตอบสนองในสถานการณ์ไม่สอดคล้องกันมีความแตกต่างกันอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติ(p =.016) หลังฝึกควบคุมยับยั้งผลการทดสอบ motor go no-go task with FitLight™ ผลของเวลาการตอบสนองและการทดสอบด้วยการรับลูกตบด้วย งาน Spatial Stroop โดยเครื่องยิงลูกวอลเลย์บอล พบว่าผลจำนวนครั้งในการรับลูกได้ในสถานการณ์สอดคล้องกับร้อยละความถูกต้องของกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยที่มากกว่ากลุ่ม ควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p =.031, p =.002, p =.003 ตามลำดับ) ภายหลังการฝึกพบว่าในกลุ่มทดลองมีเวลาปฏิกิริยาในสถานการณ์สอดคล้องกัน (S-R con) กับ เวลาปฏิกิริยาในสถานการณ์ไม่สอดคล้องกัน (S-R incon) เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p =.039, p =.013 ตามล าดับ) และภายหลังการฝึกควบคุมยับยั้งระหว่างกลุ่ม ทดลอง กลุ่มควบคุมและนักกีฬามืออาชีพ พบว่าเวลาปฏิกิริยาในสถานการณ์สอดคล้องกันและไม่สอดคล้องกัน คะแนนการรับลูก จำนวนครั้งรับลูกได้ในสถานการณ์สอดคล้อง กัน และร้อยละความถูกต้อง ระหว่างกลุ่มนักกีฬามืออาชีพเทียบกับกลุ่มควบคุม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p = .005, p = .033, p = .005, p = .027, p =. 019 ตามลำดับ) จากผลการทดลองพบว่านักกีฬาวอลเลย์บอลมืออาชีพมีความสามารถด้านการควบคุมยับยั้งที่สูงกว่านักกีฬามือสมัครเล่นในการรับข้อมูลและประมวลผลไปยังการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว ทั้งในด้านการเคลื่อนไหวที่เป็นรูปแบบอัตโนมัติและการเคลื่อนไหวที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ของเกม ซึ่งการฝึกควบคุม ยับยั้งนั้นสามารถเพิ่มความสามารถในการควบคุมยับยั้งและส่งผลต่อการพัฒนาการรับลูกตบในนักกีฬาวอลเลย์บอล


ผลของการฝึกรำไทยแอโรบิกบนตาราง 25 ช่องต่อการทำงานของหลอดเลือดสมองและพุทธิปัญญาในผู้สูงอายุที่มีภาวะพุทธิปัญญาบกพร่องเล็กน้อย, สญชัย พลเสน Jan 2024

ผลของการฝึกรำไทยแอโรบิกบนตาราง 25 ช่องต่อการทำงานของหลอดเลือดสมองและพุทธิปัญญาในผู้สูงอายุที่มีภาวะพุทธิปัญญาบกพร่องเล็กน้อย, สญชัย พลเสน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของกลุ่มฝึกรำไทยแอโรบิกบนตาราง 25 ช่อง ระยะเวลา 12 สัปดาห์ ที่มีต่อตัวแปรด้านสรีรวิทยา การทำงานของหลอดเลือดสมอง พุทธิปัญญา ระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในสมอง การทำงานของระบบหายใจ สุขสมรรถนะและสารชีวเคมีในเลือดในผู้สูงอายุที่มีภาวะพุทธิปัญญาบกพร่องเล็กน้อยกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่มีภาวะพุทธิปัญญาบกพร่องเล็กน้อย อายุ 60-79 ปี จำนวน 40 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มควบคุม ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ไม่ได้รับการฝึกใด ๆ จำนวน 20 คน และกลุ่มที่ 2 กลุ่มทดลอง ที่ได้รับฝึกรำไทยแอโรบิกบนตาราง 25 ช่อง ครั้งละ 60 นาที 3 วันต่อสัปดาห์ 12 สัปดาห์ โดยการและหลังการทดลองทำการทดสอบตัวแปรทางสรีรวิทยา การทำงานของหลอดเลือดสมอง พุทธิปัญญา ระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในสมอง การทำงานของระบบหายใจ สุขสมรรถนะและสารชีวเคมีในเลือด จากนั้นนำมาวิเคราะห์ผลทางสถิติ นำมาเปรียบเทียบระหว่างก่อนการทดลองและหลังการทดลองของแต่ละกลุ่ม และระหว่างกลุ่มการทดลองทั้ง 2 กลุ่ม โดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ หากพบความแตกต่างจึงทำการเปรียบเทียบแบบรายคู่ โดยใช้สถิติแอลเอชดี ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.5ผลการทดลองพบว่าหลังการทดลอง 12 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยตัวแปรทางสรีรวิทยา ได้แก่ ค่าของน้ำหนักตัว ดัชนีมวลกาย และอัตราการเต้นของหัวใจขณะพักลดลงที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.5 และมีการพัฒนาของตัวแปรด้านสุขสมรรถนะ จากการทดสอบการนั่งเก้าอี้แล้วเอื้อมแตะปลายเท้า ระยะการเอื้อมแตะหลัง การลุกนั่งใน 30 วินาที การงอแขนใน 30 วินาที การยกขาซอยเท้าอยู่กับที่ 2 นาที และระยะทางในการเดิน 6 นาที การเดินและกลับตัว 3 เมตร ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.5 กลุ่มทดลองยังมีการเพิ่มขึ้นของตัวแปรด้านการทำงานของระบบหายใจ ได้แก่ ค่าปริมาตรสูงสุดของอากาศที่หายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าปริมาตรของอากาศที่ถูกขับออกในวินาทีแรกของการหายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าปริมาตรของอากาศจากการหายใจเข้า-ออกเต็มที่ในเวลา 1 นาที ค่าแรงดันการหายใจเข้าสูงสุด ค่าแรงดันการหายใจออกสูงสุด รวมไปถึงระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในสมองด้านซ้าย ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.5 …


ผลของการผสมผสานการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางที่มีต่อสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาและความสามารถแบบแอนแอโรบิกในนักกีฬาแฮนด์บอลเยาวชนเพศหญิง, สราลี วุฒิพิทยาธร Jan 2024

ผลของการผสมผสานการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางที่มีต่อสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาและความสามารถแบบแอนแอโรบิกในนักกีฬาแฮนด์บอลเยาวชนเพศหญิง, สราลี วุฒิพิทยาธร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental research design) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการผสมผสานการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางที่มีต่อสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาและความสามารถแบบแอนแอโรบิกในนักกีฬาแฮนด์บอลเยาวชนเพศหญิง เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เป็นนักกีฬาแฮนด์บอลระดับเยาวชนเพศหญิง อายุระหว่าง 15 - 18 ปี จากทีมแฮนด์บอลโรงเรียนสตรีสมุทรปราการ จำนวน 16 คน แบ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 8 คน ด้วยวิธีการจับคู่ (Matched pair) จากผลการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวของอิลลินอยส์ อยู่ในช่วง 17 - 19 วินาที กลุ่มทดลองทำการฝึกผสมผสานการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทาง และกลุ่มควบคุมทำการฝึกพลัยโอเมตริกและการฝึกเปลี่ยนทิศทาง ทั้งสองกลุ่มฝึก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ทำการทดสอบด้านสรีรวิทยา ได้แก่ อายุ ส่วนสูง น้ำหนัก และมวลกล้ามเนื้อ และทดสอบทางด้านสมรรถภาพทางกาย ได้แก่ พลังสูงสุด เวลาในการสปริ๊นท์ระยะ 5 เมตร และ 10 เมตร ความคล่องแคล่วว่องไว และความสามารถแบบแอนแอโรบิก ก่อนการฝึก หลังการฝึก 4 สัปดาห์ และหลังการฝึก 8 สัปดาห์ หลังจากนั้นวิเคราะห์ความแตกต่างภายในกลุ่มด้วยสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวชนิดวัดซ้ำ (One-way ANOVA with repeated measures) และเมื่อพบความแตกต่างจึงทำการเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ Bonferroni และวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยการวิเคราะห์สถิติ Independent Sample t-test กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า หลังการฝึก 4 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความคล่องแคล่วว่องไวแตกต่างกับกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยเวลาสปริ๊นท์ระยะ 5 เมตร และ 10 เมตร ความสามารถแบบแอนแอโรบิกและดัชนีความล้าแตกต่างกับกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และไม่พบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยพลังสูงสุดและพลังแบบแอนแอโรบิกระหว่างกลุ่ม หลังการฝึก 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยค่าเฉลี่ยพลังสูงสุด …


การวิเคราะห์ลักษณะทางสรีรวิทยาและกิจกรรมในการแข่งขันจำลองของกีฬายูยิตสูประเภทต่อสู้ชายรุ่นน้ำหนักไม่เกิน 62 กิโลกรัม, สมัญญา เข็มทอง Jan 2024

การวิเคราะห์ลักษณะทางสรีรวิทยาและกิจกรรมในการแข่งขันจำลองของกีฬายูยิตสูประเภทต่อสู้ชายรุ่นน้ำหนักไม่เกิน 62 กิโลกรัม, สมัญญา เข็มทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางสรีรวิทยาและกิจกรรมในการแข่งขันของนักกีฬายูยิตสูประเภทต่อสู้ชาย รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 62 กิโลกรัม คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เป็นนักกีฬายูยิตสู ประเภทต่อสู้ชาย จำนวน 8 คน อายุ 18 – 24 ปี ที่มีสายสีน้ำตาลขึ้นไป จากอันดับ 1 – 8 ของสมาคมกีฬายูยิตสูแห่งประเทศไทย ทดสอบสมรรถภาพทางกายก่อนการแข่งขัน 2 วัน ในวันแข่งขันได้ทำการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ความเข้มข้นของแลคเตทในเลือดและระดับออกซิเจนในเลือด ทั้งก่อนและหลังการแข่งขันแต่ละครั้ง วิเคราะห์กิจกรรมในการแข่งขัน ได้แก่ ทักษะที่ใช้ เวลาในการแข่งขัน และวิธีการชนะจากวิดีโอบันทึกการแข่งขันจำนวน 16 วิดีโอ หลังจากนั้นนำผลการทดสอบมาวิเคราะห์เชิงสถิติ การวิเคราะห์สถิติภายในกลุ่มใช้สถิติ Paired sample T – test และการวิเคราะห์สถิติระหว่างกลุ่มใช้สถิติ Independent sample T - test กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า หลังการแข่งขันอัตราการเต้นของหัวใจและความเข้มข้นของแลคเตทในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ระดับออกซิเจนในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.05) ในกลุ่มผู้ชนะทั้งสามตัวแปรมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ในกลุ่มผู้แพ้มีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะอัตราการเต้นของหัวใจและความเข้มข้นของแลคเตทในเลือดเท่านั้น อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างผู้ชนะและผู้แพ้ ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านการตอบสนองทางสรีรวิทยา สำหรับวิธีการชนะที่พบมากที่สุดคือการชนะด้วยการทำคะแนนหลังหมดเวลา (ร้อยละ 50) โดยมีอัตราส่วนการทำงานต่อการพักอยู่ที่ 4:1 ในส่วนของทักษะส่วนที่ 1 (การชก การเตะและการตั้งรับ) พบว่า หมัดตรงและท่าเตะเหวี่ยงเป็นท่าที่ใช้มากที่สุดแต่มีประสิทธิผลต่ำ ขณะที่การตั้งรับที่ใช้มากที่สุดคือการปัดป้องด้านล่าง ทักษะส่วนที่ 2 (การทุ่ม) พบว่า การทุ่มด้วยไหล่และสะโพกเป็นท่าที่ใช้มากที่สุดและมีประสิทธิผลสูง ส่วนทักษะที่มีประสิทธิผลต่ำคือการเกี่ยวขาด้านในและการทุ่มแบบนอนตะแคง ทักษะส่วนที่ 3 (การล็อค รัด หักหรือบิดข้อ) พบว่า การรัดคอด้วยลำตัวเป็นท่าที่มีประสิทธิผล ส่วนการรัดคอรูปสามเหลี่ยมและการล็อคข้อศอกหักแขนถึงแม้จะใช้มากแต่มีประสิทธิผลต่ำ กลุ่มผู้ชนะสามารถใช้ทักษะที่หลากหลายรูปแบบและแม่นยำพร้อมทั้งมีการวางแผนกลยุทธ์ที่ดีกว่า ขณะที่ผู้แพ้ใช้ทักษะซ้ำ ๆ และมีประสิทธิผลต่ำ สรุปได้ว่ากีฬายูยิตสูประเภทต่อสู้ เป็นกีฬาที่ต้องการการตอบสนองทางสรีรวิทยาสูงและความหลากหลายทางทักษะ แม้การตอบสนองทางสรีรวิทยาระหว่างผู้ชนะและผู้แพ้จะไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่รูปแบบที่หลากหลาย ประสิทธิผลของทักษะ และสมรรถภาพทางกายที่ดีคือปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จ


การพัฒนาผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงต่อการเพิ่มขนาดของกล้ามเนื้อ ในนักเพาะกายชายเพื่อนันทนาการ, ณฐมน เปียแก้ว Jan 2024

การพัฒนาผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงต่อการเพิ่มขนาดของกล้ามเนื้อ ในนักเพาะกายชายเพื่อนันทนาการ, ณฐมน เปียแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

กัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจที่กำลังได้รับความนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมล็ดกัญชงอุดมไปด้วยโปรตีนและกรดไขมัน จึงมีความเป็นไปได้ว่าจะสามารถช่วยลดการอักเสบและเพิ่มมวลกล้ามเนื้อได้ การวิจัยในครั้งนี้จึงต้องการพัฒนาผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงและศึกษาผลการนำไปใช้ในนักเพาะกายชายเพื่อนันทนาการ โดยแบ่งเป็น 2 ขั้นตอนดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณค่าทางโภชนาการในผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชง และความชื่นชอบผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงในนักเพาะกายชายเพื่อนันทนาการ พบว่าผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงที่พัฒนาได้ปริมาณ 1 หน่วยบริโภค (40 กรัม) ประกอบด้วยโปรตีนจากเมล็ดกัญชง ร้อยละ 83 – 93 มอลโทเด็กซ์ทริน ร้อยละ 5 – 15 ซูคราโลส น้อยกว่าร้อยละ 1 และวัตถุเจือปนอาหาร (สารแต่งกลิ่นรส, สารแต่งสี) น้อยกว่าร้อยละ 1 และนำส่งตรวจคุณค่าทางโภชนาการพบว่ามีโปรตีน 20.03 กรัม กรดอะมิโนแบบโซ่กิ่ง 3.26 กรัม และไขมันทั้งหมด 5.16 กรัม จากนั้นให้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเพาะกายชายเพื่อนันทนาการ อายุระหว่าง 20 - 30 ปี ที่รับประทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมประเภทโปรตีนเป็นปกติ จำนวน 30 คน ให้คะแนนความชอบแบบ 9-Point Hedonic Scale พบว่ามีคะแนนเฉลี่ยระหว่าง 5.00-7.99 แปลผลได้ว่ากลุ่มตัวอย่างรู้สึกเฉยๆ สามารถยอมรับผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงได้ ขั้นตอนที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลฉับพลันของผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงที่มีต่อการอักเสบของกล้ามเนื้อ และเพื่อเปรียบเทียบผลในช่วง 8 สัปดาห์ ระหว่างผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชง ผงชงดื่มโปรตีนจากถั่วเหลือง และผงชงดื่มจากเวย์โปรตีนที่มีต่อการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อที่เกิดจากการออกกำลังกายและการเพิ่มขนาดของกล้ามเนื้อ ประกอบไปด้วย 3 ระยะ แบ่งกลุ่มตัวอย่างดังกล่าวออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน ได้แก่ กลุ่ม A บริโภคผงชงบริโภคโปรตีนจากเมล็ดกัญชง กลุ่ม B บริโภคผงชงดื่มโปรตีนจากถั่วเหลือง และ กลุ่ม C บริโภคผงชงดื่มโปรตีนจากเวย์โปรตีน ทดสอบผลฉับพลันของผงชงดื่มโปรตีน (ระยะที่ 1) ที่มีต่อสารชีวเคมีในเลือดและแรงหดตัวสูงสุดของกล้ามเนื้อ โดยทดสอบก่อนการทดลอง หลังการทดลองทันที หลังการทดลอง 24 และ 48 …


การประเมินการต้านทานการแตกหักในฟันหน้าที่ผ่านการเหนี่ยวนำให้ปลายรากฟันปิดด้วยเอ็มทีเอและได้รับการเสริมความแข็งแรงของคลองรากฟัน: การศึกษาในห้องทดลอง, ธัญพฤฒ อุตมวาทิน Jan 2024

การประเมินการต้านทานการแตกหักในฟันหน้าที่ผ่านการเหนี่ยวนำให้ปลายรากฟันปิดด้วยเอ็มทีเอและได้รับการเสริมความแข็งแรงของคลองรากฟัน: การศึกษาในห้องทดลอง, ธัญพฤฒ อุตมวาทิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การแตกของรากฟันเป็นความล้มเหลวที่พบได้บ่อยในฟันที่ได้รับการเหนี่ยวนำให้ปลายรากฟันปิดด้วยเอ็มทีเอ งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวัสดุเสริมความแข็งแรงที่เหมาะสมภายหลังการเหนี่ยวนำให้ปลายรากฟันปิดด้วยเอ็มทีเอภายใต้สภาวะจำลองในช่องปาก โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ตอน ตอนที่ 1: เพื่อศึกษาผลของความหนาของเนื้อฟัน ฟันจำนวน 24 ซี่ (n=8) ถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มควบคุมที่มีรากฟันสมบูรณ์ กลุ่มที่จำลองให้มีความหนาเนื้อฟัน 2.0 มม. และ 1.5 มม. โดยใช้ Peeso reamer ขยายโพรงรากจนได้ความหนาตามที่กำหนด ตอนที่ 2: เพื่อศึกษาผลของวัสดุเสริมความแข็งแรง รากฟันจำนวน 40 ซี่ถูกเตรียมให้มีลักษณะรากอ่อนแอโดยจำลองความหนาเนื้อฟัน 1.5 มม. และปิดปลายรากด้วยเอ็มทีเอจากนั้นแบ่งเป็น 5 กลุ่ม (n=8) ได้แก่ กลุ่มกัตทาเพอร์ชา, เอ็มทีเอ, เรซินคอมโพสิตชนิดบ่มตัวร่วม, เดือยฟันเสริมเส้นใย และเดือยฟันเสมือนรากฟัน ทุกกลุ่มตัวอย่างผ่านกระบวนการเปลี่ยนอุณหภูมิร้อนเย็นแบบเป็นจังหวะและการลงแรงแบบเป็นวัฏจักร ก่อนทดสอบการรับแรงกดจนแตก บันทึกลักษณะการแตกและแรงสูงสุดก่อนการแตก วิเคราะห์ข้อมูลด้วย one-way ANOVA และ Tukey’s test รวมถึง Weibull regression เพื่อวิเคราะห์ความน่าจะเป็นของการอยู่รอด พบว่ากลุ่มที่มีความหนาเนื้อฟัน 1.5 มม. มีความทนต่อแรงแตกหักต่ำกว่ากลุ่มควบคุมและกลุ่มที่มีความหนา 2.0 มม. อย่างมีนัยสำคัญ พบการแตกของรากในแนวเฉียงในตัวอย่างทั้งหมด สำหรับกลุ่มเดือยฟันเสริมเส้นใย พบการแตกบ่อยที่บริเวณรอยต่อระหว่างเอ็มทีเอกับเดือยฟัน ขณะที่กลุ่มเรซินคอมโพสิตชนิดบ่มตัวร่วมมีค่าความทนต่อแรงแตกหักและความน่าจะเป็นในการอยู่รอดใกล้เคียงกับกลุ่มควบคุมที่มีรากฟันสมบูรณ์ ดังนั้นภายใต้ขอบเขตของการศึกษานี้ พบว่าสามารถใช้เรซินคอมโพสิตแบบบ่มตัวร่วมในการเสริมความแข็งแรงของฟันที่ได้รับการเหนี่ยวนำให้ปลายรากฟันปิดด้วยเอ็มทีเอได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การเพาะเลี้ยงเซลล์ 3 มิติด้วยแม่เหล็กของเซลล์ต้นกำเนิดจากเซลล์เนื้อเยื่อในฟันมนุษย์และศักยภาพในการนำไปใช้ในทันตกรรมฟื้นฟู, นิก้า จอร์เจีย ซาลาซ่าร์ Jan 2024

การเพาะเลี้ยงเซลล์ 3 มิติด้วยแม่เหล็กของเซลล์ต้นกำเนิดจากเซลล์เนื้อเยื่อในฟันมนุษย์และศักยภาพในการนำไปใช้ในทันตกรรมฟื้นฟู, นิก้า จอร์เจีย ซาลาซ่าร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้พัฒนาระบบไฮโดรเจลอัลจิเนตที่ถูกออกซิไดซ์ เพื่อส่งผ่านปัจจัยกระตุ้นการเจริญของเซลล์ประสาททั้งแบบต่อเนื่องและทางอ้อม เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ประสาทของสเต็มเซลล์ที่ได้จากจากเนื้อเยื่อในฟันของมนุษย์ โดยได้ทำการวิเคราะห์ลักษณะของไฮโดรเจลในด้านระดับการออกซิไดซ์ การดูดซับน้ำ การย่อยสลาย และการปลดปล่อยโปรตีน ผลแสดงให้เห็นถึงการปลดปล่อยโปรตีนต้นแบบและ ปัจจัยกระตุ้นการเจริญของเซลล์ประสาทได้ตามช่วงเวลา ในการเพาะเลี้ยงเซลล์แบบ สองมิติ การร่วมเลี้ยงแบบทางอ้อมกับไฮโดรเจลที่พัฒนา พบว่าการแสดงออกของยีนและโปรตีนของตัวบ่งชี้เซลล์ประสาท (เนสติน, ดีซีเอกซ์และ เบต้าทรี ทุบูลิน) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ความมีชีวิตของเซลล์ยังคงสูงตลอดการทดลอง แสดงถึงความเข้ากันได้ทางชีวภาพของไฮโดรเจลนี้ สำหรับการเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์ประสาทในระบบ สามมิติ ได้มีการสร้างสเฟียร์รอยด์ที่มีชีวิตและมีโครงสร้างแน่นหนาสำเร็จด้วยเทคนิค การปรินต์สามมิติด้วยแม่เหล็กผลการทดลองพบว่าสเฟียร์รอยด์ที่ใช้จำนวน10,000 เซลล์จะมีรูปร่างและความมีชีวิตที่เหมาะสมที่สุด นอกจากนี้ผลการทดลองปัจจุบันแสดงให้เห็นว่ามีศักยภาพของไฮโดรเจลในฐานะเป็นแพลตฟอร์มในการส่งผ่านโปรตีนเพื่อกระตุ้นการพัฬนาไปเป็นเซลล์ประสาทโดย ไม่ต้องใช้โครงร่างและสนับสนุนการประยุกต์ใช้งานในอนาคตกับงานวิจัยสเต็มเซลล์ระดับสามมิติและในระดับคลินิกในเชิงเวชศาสตร์ฟื้นฟูในสาขาทันตกรรมเอนโดดอนต์


The Comparison Of Learning Outcome Between Implant Placement Training With Xguide Vs Iris100 Navigation In Different Anatomical Situations, Supichaya Thanasanpaiboon Jan 2024

The Comparison Of Learning Outcome Between Implant Placement Training With Xguide Vs Iris100 Navigation In Different Anatomical Situations, Supichaya Thanasanpaiboon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aimed to evaluate the learning outcomes, accuracy, efficiency, and user perceptions of two dynamic navigation systems, X-Guide and IRIS-100, in implant placement training for novice dentists across varying anatomical complexities.Fourteen novice dentists were initially recruited, with 12 completing the full training program. Participants underwent implant placement training on models representing straightforward and advanced cases using two training sequences: X-Guide followed by IRIS-100, and IRIS-100 followed by X-Guide. Accuracy was assessed by measuring angular, coronal, and apical deviations, as well as operation time, across pre-test, post-test 1, and post-test 2 phases using the freehand technique, followed by repeated measures …


Biological Effects Of Photobiomodulation On C2c12 Cell Culture Under Inflammatory Environment, Duong Le Dai Jan 2024

Biological Effects Of Photobiomodulation On C2c12 Cell Culture Under Inflammatory Environment, Duong Le Dai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Backgrounds: In the last decade, photobiomodulation (PBM) has been utilized as a complementary therapeutic option for the management of musculoskeletal disorders such as temporomandibular disorders (TMD). However, its mechanism of action in skeletal muscle cells like the C2C12 myoblasts remains poorly understood. Thus, this study aimed to investigate the effects of PBM, using low-level light therapy (LLLT), on the proliferation and differentiation capacity of C2C12 cells cultured under normal media and compared with cells under proinflammatory environments. Materials and Methods: PBM treatment consisted of the following LLLT dose regimens: 1-day of 3, 5, and 7 J/cm2/day single doses and 2-day …


ความแตกต่างของความต้านทานความสึกของเฝือกสบฟันที่ใช้มุมการพิมพ์แบบสามมิติที่ต่างกัน, จรินทร์ทิพย์ สุวรรณบุตร Jan 2024

ความแตกต่างของความต้านทานความสึกของเฝือกสบฟันที่ใช้มุมการพิมพ์แบบสามมิติที่ต่างกัน, จรินทร์ทิพย์ สุวรรณบุตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เนื่องจากแนวโน้มในปัจจุบันของวัสดุทางทันตกรรมมุ่งเน้นไปที่การนำกระบวนการทางดิจิทัลมาใช้ในทางคลินิกอย่างเป็นรูปธรรม ตัวอย่างเช่น การใช้เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติในการผลิตอุปกรณ์ต่าง ๆ การศึกษาครั้งนี้จึงมุ่งเน้นการประเมินความทนต่อการสึกหรอของชิ้นงานที่ผลิตจากวัสดุสำหรับอุปกรณ์เฝือกสบฟัน (occlusal splint) โดยการพิมพ์สามมิติที่มุมการพิมพ์ต่างกัน เพื่อตรวจสอบมุมที่เหมาะสมที่สุดในการต้านทานการสึกหรอ เนื่องจากความทนต่อการสึกหรอและความแข็งของผิววัสดุเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่ออายุการใช้งานของอุปกรณ์เฝือกสบฟัน อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่ผ่านมาเกี่ยวกับการพิมพ์สามมิติมักมุ่งเน้นไปที่คุณสมบัติอื่น เช่น ความหยาบผิวขณะพิมพ์ (as-built surface roughness) หรือชนิดของวัสดุที่ใช้เป็นหลัก ดังนั้น การศึกษาครั้งนี้จึงให้ความสนใจในประเด็นดังกล่าว ตัวอย่างการทดลองจำนวน 6 ชิ้นต่อกลุ่มถูกสร้างขึ้นภายใต้ข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO 14569-2 โดยชิ้นงานแต่ละชิ้นถูกกดด้วยเครื่องไฮดรอลิกด้วยแรงประมาณเท่ากับแรงบดเคี้ยวสูงสุดของผู้ป่วย bruxism (225 นิวตัน) ที่ความถี่ 1 เฮิรตซ์ จำนวน 840 ครั้ง ความหยาบผิวของชิ้นงานก่อนและหลังการทดสอบวัดด้วยเครื่องโปรฟิโลมิเตอร์แบบสัมผัส (contact profilometer) จากนั้นจึงทำการทดสอบความแข็งผิวด้วยเครื่องทดสอบไมโครฮาร์ดเนส (microhardness testing machine) ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าชิ้นงานที่พิมพ์ด้วยมุม 90 องศามีค่าความลึกของการสึกหรอต่ำที่สุด โดยค่าการสึกหรอเพิ่มขึ้นตามลำดับที่มุม 60, 30 และ 0 องศา ซึ่งมีความสัมพันธ์กับผลการทดสอบความแข็งของผิววัสดุ อย่างไรก็ตาม ในการนำผลการศึกษานี้ไปประยุกต์ใช้จริง ควรพิจารณาคุณสมบัติอื่น ๆ ที่อาจส่งผลต่อการใช้งานในแต่ละมุมการพิมพ์ร่วมด้วยอย่างรอบคอบ


Evaluation Of Cytotoxicity And Gene Expression Of Primary Human Periodontal Ligament Cells Against The Newly-Developed Bioceramic Sealer, Chanathip Chatphatthanasiri Jan 2024

Evaluation Of Cytotoxicity And Gene Expression Of Primary Human Periodontal Ligament Cells Against The Newly-Developed Bioceramic Sealer, Chanathip Chatphatthanasiri

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aimed to compare the biological properties of a newly developed cockle shell-derived bioceramic sealer (NDBS) with those of iRoot SP in relation to human periodontal ligament (hPDL) cells. NDBS was prepared according to previous study, and both sealers were extracted in complete medium and diluted into four concentrations (non-diluted, 1:2, 1:4, and 1:8). Biocompatibility testing followed ISO 7405 standards, using the MTT assay to assess cytotoxicity and proliferation at 1, 3, and 7 days. pro-inflammatory (IL-6, IL-8, TNF-α) and mineralization (ALP and OCN) gene expression analysis were performed using RT-qPCR on cells treated with 1:4 diluted extracts. MTT …


Inflammatory Responses Of Peri-Implant Crevicular Fluid On Different Dental Implant Abutment Materials After 6-Months Functional Loading: A Randomized Clinical Controlled Trial, Penkamol Wongrattanapasson Jan 2024

Inflammatory Responses Of Peri-Implant Crevicular Fluid On Different Dental Implant Abutment Materials After 6-Months Functional Loading: A Randomized Clinical Controlled Trial, Penkamol Wongrattanapasson

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Different abutment materials induce different immune responses in peri-implant soft tissues. Previous study showed that Ti base abutments without loading demonstrated comparable soft tissue-reaction to titanium abutments (Sampatanukul et al., 2018). Inflammatory responses after functional loading had not been elucidated in the previous study. This study investigates the inflammatory responses of peri-implant crevicular fluid around two abutment materials; titanium and titanium base (Ti base) after 6-months functional loading and identifies suitable abutment material which can induce stable inflammatory response in the peri-implant soft tissue. Sixteen implants of either Neodent or Straumann single implants were placed in sixteen patients in anterior …


Effects Of Fluocinolone Acetonide Treatment On Lps-Stimulated Human Dental Pulp Cells: An In Vitro Study, Supphachart Chayawatto Jan 2024

Effects Of Fluocinolone Acetonide Treatment On Lps-Stimulated Human Dental Pulp Cells: An In Vitro Study, Supphachart Chayawatto

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The inflammatory status of pulp tissue is one of the factors influencing the outcome of vital pulp therapy. Corticosteroids are well known for their anti-inflammatory properties and their role in promoting mineralization-related differentiation in human dental pulp cells (HDPCs). However, studies investigating the effects of corticosteroids under inflammatory conditions in HDPCs remain limited. This study aimed to compare the effect of fluocinolone acetonide (FA), mineral trioxide aggregate (MTA), and their combination on inflamed HDPCs, focusing on cell viability, expression of inflammatory and mineralization-related genes, and mineralization-related differentiation. HDPCs were treated with 20 µg/mL lipopolysaccharide (LPS) alone or in combination with …


Effect Of Different Surface Characterizations On Color Stability And Surface Roughness Of Provisional Materials After Toothbrushing, Sarasinee Sattawatthamrong Jan 2024

Effect Of Different Surface Characterizations On Color Stability And Surface Roughness Of Provisional Materials After Toothbrushing, Sarasinee Sattawatthamrong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aimed to evaluate the surface roughness of 5 provisional materials with different surface characterization methods after simulating 1 year of toothbrushing. Specimens were fabricated from autopolymerized polymethyl methacrylate (UNIFAST Trad), autopolymerized bis-acryl composite resin (Protemp 4), light-activated composite resin (REVOTEK LC), milled polymethyl methacrylate block (DD provi P HI), and 3-dimensionally printed methacrylate oligomer (Nextdent C&B MFH). Each material was divided into 3 groups: polishing, application of Lite Art and Resin Glaze, and application of OPTIGLAZE color. After 5,000 and 10,000 toothbrushing cycles, surface roughness was measured. A 3-way repeated measures ANOVA was conducted to analyze the effects …


P2x7r And P2x4r Expression Of Mice Submandibular Gland In High‑Fat Diet/Streptozotocin‑Induced Type 2 Diabetes, Jiratchaya Srisutha Jan 2024

P2x7r And P2x4r Expression Of Mice Submandibular Gland In High‑Fat Diet/Streptozotocin‑Induced Type 2 Diabetes, Jiratchaya Srisutha

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Type 2 diabetes mellitus (T2DM) is a chronic inflammatory disease that can compromise the functioning of various organs, including the salivary glands (SG). The purinergic system is one of the most important inflammatory pathways in T2DM condition, and P2X7R and P2X4R are the primary purinergic receptors in SG that regulate inflammatory homeostasis. This study aimed to evaluate P2X7R and P2X4R expression, and morphological changes in the submandibular gland (SMG) in T2DM. Twenty‑four 5‑week‑old mice were randomly assigned to control (CON) and diabetes mellitus (DM) groups (n = 12 each). Body weight, diet, and blood glucose levels were monitored weekly. The …


Roles Of B-Cell Lymphoma 6 In Orthodontic Tooth Movement Of Rat Molars, Wasupol Sodsook Jan 2024

Roles Of B-Cell Lymphoma 6 In Orthodontic Tooth Movement Of Rat Molars, Wasupol Sodsook

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

B-cell lymphoma 6 (Bcl6) inhibits osteoclast differentiation in vitro; however, its role in orthodontic tooth movement (OTM) remains unclear. This study aimed to investigate the role of Bcl6 in OTM of rat molars.Materials and Methods: OTM was performed on the maxillary first molars of male rats using nickel-titanium coil springs (25 gf) for 14 days with or without local injection of FX1 (50 mg/kg), a Bcl6 inhibitor (n = 10 per group). Micro-computed tomography (CT) images were used to analyse OTM distance and bone morphometric parameters. Immunohistochemistry (IHC) determined Bcl6 expression and tartrate-resistant acid phosphatase staining (TRAP)staining assessed osteoclast differentiation. …


The Effect Of Cement Thickness On Shear Bond Strength Of Zirconia With Three Different Self-Adhesive Resin Cements, Thofun Ieamsuwantada Jan 2024

The Effect Of Cement Thickness On Shear Bond Strength Of Zirconia With Three Different Self-Adhesive Resin Cements, Thofun Ieamsuwantada

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Objective: This study aimed to evaluate the influence of resin cement thickness on the shear bond strength (SBS) to zirconia using different self-adhesive resin cements (SAC). Materials and Methods: One hundred twenty irconia specimens were prepared, air abraded with 50 μm aluminium oxide particles and divided into 12 groups (n  = 10), according to the cement thickness (50, 100, 150, and 200 μm) and SAC (RelyXTM U200, PANAVIATM SA LUTING Multi, MaxcemTM Elite Chroma). The specimens were cemented to resin composite blocks with SAC, stored in water at 37°C for 24 hours and subjected to the SBS test. Mode of …


Evaluating The Efficacy Of An Early Vaccination Strategy After Farrowing Using A Modified Live Prrs Vaccine And Post-Weaning Challenge With Thai Hp-Prrs, Apichart Prapattanakullawong Jan 2024

Evaluating The Efficacy Of An Early Vaccination Strategy After Farrowing Using A Modified Live Prrs Vaccine And Post-Weaning Challenge With Thai Hp-Prrs, Apichart Prapattanakullawong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Porcine reproductive and respiratory syndrome virus (PRRSV) is a major pathogen responsible for substantial economic losses in the global swine industry, adversely affecting both reproductive and respiratory health. In Thailand, early PRRSV infections in suckling and nursery pigs are commonly observed, necessitating the implementation of early vaccination strategies. However, early vaccination in young piglets has been controversial due to concerns about interfering maternal-derived antibodies (MDA) and the competency of the piglets' immune system. The objective of this study is to evaluate the efficacy of a modified-live virus (MLV) PRRS vaccination in early-age piglets from PRRSV-positive farms by assessing immune responses …