Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Medicine and Health Sciences Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 151 - 180 of 3086

Full-Text Articles in Medicine and Health Sciences

ผลของการฝึกรำไทยแอโรบิกบนตาราง 25 ช่องต่อการทำงานของหลอดเลือดสมองและพุทธิปัญญาในผู้สูงอายุที่มีภาวะพุทธิปัญญาบกพร่องเล็กน้อย, สญชัย พลเสน Jan 2024

ผลของการฝึกรำไทยแอโรบิกบนตาราง 25 ช่องต่อการทำงานของหลอดเลือดสมองและพุทธิปัญญาในผู้สูงอายุที่มีภาวะพุทธิปัญญาบกพร่องเล็กน้อย, สญชัย พลเสน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของกลุ่มฝึกรำไทยแอโรบิกบนตาราง 25 ช่อง ระยะเวลา 12 สัปดาห์ ที่มีต่อตัวแปรด้านสรีรวิทยา การทำงานของหลอดเลือดสมอง พุทธิปัญญา ระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในสมอง การทำงานของระบบหายใจ สุขสมรรถนะและสารชีวเคมีในเลือดในผู้สูงอายุที่มีภาวะพุทธิปัญญาบกพร่องเล็กน้อยกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่มีภาวะพุทธิปัญญาบกพร่องเล็กน้อย อายุ 60-79 ปี จำนวน 40 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มควบคุม ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ไม่ได้รับการฝึกใด ๆ จำนวน 20 คน และกลุ่มที่ 2 กลุ่มทดลอง ที่ได้รับฝึกรำไทยแอโรบิกบนตาราง 25 ช่อง ครั้งละ 60 นาที 3 วันต่อสัปดาห์ 12 สัปดาห์ โดยการและหลังการทดลองทำการทดสอบตัวแปรทางสรีรวิทยา การทำงานของหลอดเลือดสมอง พุทธิปัญญา ระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในสมอง การทำงานของระบบหายใจ สุขสมรรถนะและสารชีวเคมีในเลือด จากนั้นนำมาวิเคราะห์ผลทางสถิติ นำมาเปรียบเทียบระหว่างก่อนการทดลองและหลังการทดลองของแต่ละกลุ่ม และระหว่างกลุ่มการทดลองทั้ง 2 กลุ่ม โดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ หากพบความแตกต่างจึงทำการเปรียบเทียบแบบรายคู่ โดยใช้สถิติแอลเอชดี ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.5ผลการทดลองพบว่าหลังการทดลอง 12 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยตัวแปรทางสรีรวิทยา ได้แก่ ค่าของน้ำหนักตัว ดัชนีมวลกาย และอัตราการเต้นของหัวใจขณะพักลดลงที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.5 และมีการพัฒนาของตัวแปรด้านสุขสมรรถนะ จากการทดสอบการนั่งเก้าอี้แล้วเอื้อมแตะปลายเท้า ระยะการเอื้อมแตะหลัง การลุกนั่งใน 30 วินาที การงอแขนใน 30 วินาที การยกขาซอยเท้าอยู่กับที่ 2 นาที และระยะทางในการเดิน 6 นาที การเดินและกลับตัว 3 เมตร ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.5 กลุ่มทดลองยังมีการเพิ่มขึ้นของตัวแปรด้านการทำงานของระบบหายใจ ได้แก่ ค่าปริมาตรสูงสุดของอากาศที่หายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าปริมาตรของอากาศที่ถูกขับออกในวินาทีแรกของการหายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าปริมาตรของอากาศจากการหายใจเข้า-ออกเต็มที่ในเวลา 1 นาที ค่าแรงดันการหายใจเข้าสูงสุด ค่าแรงดันการหายใจออกสูงสุด รวมไปถึงระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในสมองด้านซ้าย ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.5 …


ผลของการผสมผสานการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางที่มีต่อสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาและความสามารถแบบแอนแอโรบิกในนักกีฬาแฮนด์บอลเยาวชนเพศหญิง, สราลี วุฒิพิทยาธร Jan 2024

ผลของการผสมผสานการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางที่มีต่อสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาและความสามารถแบบแอนแอโรบิกในนักกีฬาแฮนด์บอลเยาวชนเพศหญิง, สราลี วุฒิพิทยาธร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental research design) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการผสมผสานการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางที่มีต่อสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาและความสามารถแบบแอนแอโรบิกในนักกีฬาแฮนด์บอลเยาวชนเพศหญิง เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เป็นนักกีฬาแฮนด์บอลระดับเยาวชนเพศหญิง อายุระหว่าง 15 - 18 ปี จากทีมแฮนด์บอลโรงเรียนสตรีสมุทรปราการ จำนวน 16 คน แบ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 8 คน ด้วยวิธีการจับคู่ (Matched pair) จากผลการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวของอิลลินอยส์ อยู่ในช่วง 17 - 19 วินาที กลุ่มทดลองทำการฝึกผสมผสานการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทาง และกลุ่มควบคุมทำการฝึกพลัยโอเมตริกและการฝึกเปลี่ยนทิศทาง ทั้งสองกลุ่มฝึก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ทำการทดสอบด้านสรีรวิทยา ได้แก่ อายุ ส่วนสูง น้ำหนัก และมวลกล้ามเนื้อ และทดสอบทางด้านสมรรถภาพทางกาย ได้แก่ พลังสูงสุด เวลาในการสปริ๊นท์ระยะ 5 เมตร และ 10 เมตร ความคล่องแคล่วว่องไว และความสามารถแบบแอนแอโรบิก ก่อนการฝึก หลังการฝึก 4 สัปดาห์ และหลังการฝึก 8 สัปดาห์ หลังจากนั้นวิเคราะห์ความแตกต่างภายในกลุ่มด้วยสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวชนิดวัดซ้ำ (One-way ANOVA with repeated measures) และเมื่อพบความแตกต่างจึงทำการเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ Bonferroni และวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยการวิเคราะห์สถิติ Independent Sample t-test กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า หลังการฝึก 4 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความคล่องแคล่วว่องไวแตกต่างกับกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยเวลาสปริ๊นท์ระยะ 5 เมตร และ 10 เมตร ความสามารถแบบแอนแอโรบิกและดัชนีความล้าแตกต่างกับกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และไม่พบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยพลังสูงสุดและพลังแบบแอนแอโรบิกระหว่างกลุ่ม หลังการฝึก 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยค่าเฉลี่ยพลังสูงสุด …


การวิเคราะห์ลักษณะทางสรีรวิทยาและกิจกรรมในการแข่งขันจำลองของกีฬายูยิตสูประเภทต่อสู้ชายรุ่นน้ำหนักไม่เกิน 62 กิโลกรัม, สมัญญา เข็มทอง Jan 2024

การวิเคราะห์ลักษณะทางสรีรวิทยาและกิจกรรมในการแข่งขันจำลองของกีฬายูยิตสูประเภทต่อสู้ชายรุ่นน้ำหนักไม่เกิน 62 กิโลกรัม, สมัญญา เข็มทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางสรีรวิทยาและกิจกรรมในการแข่งขันของนักกีฬายูยิตสูประเภทต่อสู้ชาย รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 62 กิโลกรัม คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เป็นนักกีฬายูยิตสู ประเภทต่อสู้ชาย จำนวน 8 คน อายุ 18 – 24 ปี ที่มีสายสีน้ำตาลขึ้นไป จากอันดับ 1 – 8 ของสมาคมกีฬายูยิตสูแห่งประเทศไทย ทดสอบสมรรถภาพทางกายก่อนการแข่งขัน 2 วัน ในวันแข่งขันได้ทำการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ความเข้มข้นของแลคเตทในเลือดและระดับออกซิเจนในเลือด ทั้งก่อนและหลังการแข่งขันแต่ละครั้ง วิเคราะห์กิจกรรมในการแข่งขัน ได้แก่ ทักษะที่ใช้ เวลาในการแข่งขัน และวิธีการชนะจากวิดีโอบันทึกการแข่งขันจำนวน 16 วิดีโอ หลังจากนั้นนำผลการทดสอบมาวิเคราะห์เชิงสถิติ การวิเคราะห์สถิติภายในกลุ่มใช้สถิติ Paired sample T – test และการวิเคราะห์สถิติระหว่างกลุ่มใช้สถิติ Independent sample T - test กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า หลังการแข่งขันอัตราการเต้นของหัวใจและความเข้มข้นของแลคเตทในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ระดับออกซิเจนในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.05) ในกลุ่มผู้ชนะทั้งสามตัวแปรมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ในกลุ่มผู้แพ้มีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะอัตราการเต้นของหัวใจและความเข้มข้นของแลคเตทในเลือดเท่านั้น อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างผู้ชนะและผู้แพ้ ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านการตอบสนองทางสรีรวิทยา สำหรับวิธีการชนะที่พบมากที่สุดคือการชนะด้วยการทำคะแนนหลังหมดเวลา (ร้อยละ 50) โดยมีอัตราส่วนการทำงานต่อการพักอยู่ที่ 4:1 ในส่วนของทักษะส่วนที่ 1 (การชก การเตะและการตั้งรับ) พบว่า หมัดตรงและท่าเตะเหวี่ยงเป็นท่าที่ใช้มากที่สุดแต่มีประสิทธิผลต่ำ ขณะที่การตั้งรับที่ใช้มากที่สุดคือการปัดป้องด้านล่าง ทักษะส่วนที่ 2 (การทุ่ม) พบว่า การทุ่มด้วยไหล่และสะโพกเป็นท่าที่ใช้มากที่สุดและมีประสิทธิผลสูง ส่วนทักษะที่มีประสิทธิผลต่ำคือการเกี่ยวขาด้านในและการทุ่มแบบนอนตะแคง ทักษะส่วนที่ 3 (การล็อค รัด หักหรือบิดข้อ) พบว่า การรัดคอด้วยลำตัวเป็นท่าที่มีประสิทธิผล ส่วนการรัดคอรูปสามเหลี่ยมและการล็อคข้อศอกหักแขนถึงแม้จะใช้มากแต่มีประสิทธิผลต่ำ กลุ่มผู้ชนะสามารถใช้ทักษะที่หลากหลายรูปแบบและแม่นยำพร้อมทั้งมีการวางแผนกลยุทธ์ที่ดีกว่า ขณะที่ผู้แพ้ใช้ทักษะซ้ำ ๆ และมีประสิทธิผลต่ำ สรุปได้ว่ากีฬายูยิตสูประเภทต่อสู้ เป็นกีฬาที่ต้องการการตอบสนองทางสรีรวิทยาสูงและความหลากหลายทางทักษะ แม้การตอบสนองทางสรีรวิทยาระหว่างผู้ชนะและผู้แพ้จะไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่รูปแบบที่หลากหลาย ประสิทธิผลของทักษะ และสมรรถภาพทางกายที่ดีคือปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จ


การพัฒนาผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงต่อการเพิ่มขนาดของกล้ามเนื้อ ในนักเพาะกายชายเพื่อนันทนาการ, ณฐมน เปียแก้ว Jan 2024

การพัฒนาผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงต่อการเพิ่มขนาดของกล้ามเนื้อ ในนักเพาะกายชายเพื่อนันทนาการ, ณฐมน เปียแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

กัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจที่กำลังได้รับความนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมล็ดกัญชงอุดมไปด้วยโปรตีนและกรดไขมัน จึงมีความเป็นไปได้ว่าจะสามารถช่วยลดการอักเสบและเพิ่มมวลกล้ามเนื้อได้ การวิจัยในครั้งนี้จึงต้องการพัฒนาผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงและศึกษาผลการนำไปใช้ในนักเพาะกายชายเพื่อนันทนาการ โดยแบ่งเป็น 2 ขั้นตอนดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณค่าทางโภชนาการในผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชง และความชื่นชอบผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงในนักเพาะกายชายเพื่อนันทนาการ พบว่าผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงที่พัฒนาได้ปริมาณ 1 หน่วยบริโภค (40 กรัม) ประกอบด้วยโปรตีนจากเมล็ดกัญชง ร้อยละ 83 – 93 มอลโทเด็กซ์ทริน ร้อยละ 5 – 15 ซูคราโลส น้อยกว่าร้อยละ 1 และวัตถุเจือปนอาหาร (สารแต่งกลิ่นรส, สารแต่งสี) น้อยกว่าร้อยละ 1 และนำส่งตรวจคุณค่าทางโภชนาการพบว่ามีโปรตีน 20.03 กรัม กรดอะมิโนแบบโซ่กิ่ง 3.26 กรัม และไขมันทั้งหมด 5.16 กรัม จากนั้นให้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเพาะกายชายเพื่อนันทนาการ อายุระหว่าง 20 - 30 ปี ที่รับประทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมประเภทโปรตีนเป็นปกติ จำนวน 30 คน ให้คะแนนความชอบแบบ 9-Point Hedonic Scale พบว่ามีคะแนนเฉลี่ยระหว่าง 5.00-7.99 แปลผลได้ว่ากลุ่มตัวอย่างรู้สึกเฉยๆ สามารถยอมรับผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงได้ ขั้นตอนที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลฉับพลันของผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงที่มีต่อการอักเสบของกล้ามเนื้อ และเพื่อเปรียบเทียบผลในช่วง 8 สัปดาห์ ระหว่างผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชง ผงชงดื่มโปรตีนจากถั่วเหลือง และผงชงดื่มจากเวย์โปรตีนที่มีต่อการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อที่เกิดจากการออกกำลังกายและการเพิ่มขนาดของกล้ามเนื้อ ประกอบไปด้วย 3 ระยะ แบ่งกลุ่มตัวอย่างดังกล่าวออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน ได้แก่ กลุ่ม A บริโภคผงชงบริโภคโปรตีนจากเมล็ดกัญชง กลุ่ม B บริโภคผงชงดื่มโปรตีนจากถั่วเหลือง และ กลุ่ม C บริโภคผงชงดื่มโปรตีนจากเวย์โปรตีน ทดสอบผลฉับพลันของผงชงดื่มโปรตีน (ระยะที่ 1) ที่มีต่อสารชีวเคมีในเลือดและแรงหดตัวสูงสุดของกล้ามเนื้อ โดยทดสอบก่อนการทดลอง หลังการทดลองทันที หลังการทดลอง 24 และ 48 …


การประเมินการต้านทานการแตกหักในฟันหน้าที่ผ่านการเหนี่ยวนำให้ปลายรากฟันปิดด้วยเอ็มทีเอและได้รับการเสริมความแข็งแรงของคลองรากฟัน: การศึกษาในห้องทดลอง, ธัญพฤฒ อุตมวาทิน Jan 2024

การประเมินการต้านทานการแตกหักในฟันหน้าที่ผ่านการเหนี่ยวนำให้ปลายรากฟันปิดด้วยเอ็มทีเอและได้รับการเสริมความแข็งแรงของคลองรากฟัน: การศึกษาในห้องทดลอง, ธัญพฤฒ อุตมวาทิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การแตกของรากฟันเป็นความล้มเหลวที่พบได้บ่อยในฟันที่ได้รับการเหนี่ยวนำให้ปลายรากฟันปิดด้วยเอ็มทีเอ งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวัสดุเสริมความแข็งแรงที่เหมาะสมภายหลังการเหนี่ยวนำให้ปลายรากฟันปิดด้วยเอ็มทีเอภายใต้สภาวะจำลองในช่องปาก โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ตอน ตอนที่ 1: เพื่อศึกษาผลของความหนาของเนื้อฟัน ฟันจำนวน 24 ซี่ (n=8) ถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มควบคุมที่มีรากฟันสมบูรณ์ กลุ่มที่จำลองให้มีความหนาเนื้อฟัน 2.0 มม. และ 1.5 มม. โดยใช้ Peeso reamer ขยายโพรงรากจนได้ความหนาตามที่กำหนด ตอนที่ 2: เพื่อศึกษาผลของวัสดุเสริมความแข็งแรง รากฟันจำนวน 40 ซี่ถูกเตรียมให้มีลักษณะรากอ่อนแอโดยจำลองความหนาเนื้อฟัน 1.5 มม. และปิดปลายรากด้วยเอ็มทีเอจากนั้นแบ่งเป็น 5 กลุ่ม (n=8) ได้แก่ กลุ่มกัตทาเพอร์ชา, เอ็มทีเอ, เรซินคอมโพสิตชนิดบ่มตัวร่วม, เดือยฟันเสริมเส้นใย และเดือยฟันเสมือนรากฟัน ทุกกลุ่มตัวอย่างผ่านกระบวนการเปลี่ยนอุณหภูมิร้อนเย็นแบบเป็นจังหวะและการลงแรงแบบเป็นวัฏจักร ก่อนทดสอบการรับแรงกดจนแตก บันทึกลักษณะการแตกและแรงสูงสุดก่อนการแตก วิเคราะห์ข้อมูลด้วย one-way ANOVA และ Tukey’s test รวมถึง Weibull regression เพื่อวิเคราะห์ความน่าจะเป็นของการอยู่รอด พบว่ากลุ่มที่มีความหนาเนื้อฟัน 1.5 มม. มีความทนต่อแรงแตกหักต่ำกว่ากลุ่มควบคุมและกลุ่มที่มีความหนา 2.0 มม. อย่างมีนัยสำคัญ พบการแตกของรากในแนวเฉียงในตัวอย่างทั้งหมด สำหรับกลุ่มเดือยฟันเสริมเส้นใย พบการแตกบ่อยที่บริเวณรอยต่อระหว่างเอ็มทีเอกับเดือยฟัน ขณะที่กลุ่มเรซินคอมโพสิตชนิดบ่มตัวร่วมมีค่าความทนต่อแรงแตกหักและความน่าจะเป็นในการอยู่รอดใกล้เคียงกับกลุ่มควบคุมที่มีรากฟันสมบูรณ์ ดังนั้นภายใต้ขอบเขตของการศึกษานี้ พบว่าสามารถใช้เรซินคอมโพสิตแบบบ่มตัวร่วมในการเสริมความแข็งแรงของฟันที่ได้รับการเหนี่ยวนำให้ปลายรากฟันปิดด้วยเอ็มทีเอได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การเพาะเลี้ยงเซลล์ 3 มิติด้วยแม่เหล็กของเซลล์ต้นกำเนิดจากเซลล์เนื้อเยื่อในฟันมนุษย์และศักยภาพในการนำไปใช้ในทันตกรรมฟื้นฟู, นิก้า จอร์เจีย ซาลาซ่าร์ Jan 2024

การเพาะเลี้ยงเซลล์ 3 มิติด้วยแม่เหล็กของเซลล์ต้นกำเนิดจากเซลล์เนื้อเยื่อในฟันมนุษย์และศักยภาพในการนำไปใช้ในทันตกรรมฟื้นฟู, นิก้า จอร์เจีย ซาลาซ่าร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้พัฒนาระบบไฮโดรเจลอัลจิเนตที่ถูกออกซิไดซ์ เพื่อส่งผ่านปัจจัยกระตุ้นการเจริญของเซลล์ประสาททั้งแบบต่อเนื่องและทางอ้อม เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ประสาทของสเต็มเซลล์ที่ได้จากจากเนื้อเยื่อในฟันของมนุษย์ โดยได้ทำการวิเคราะห์ลักษณะของไฮโดรเจลในด้านระดับการออกซิไดซ์ การดูดซับน้ำ การย่อยสลาย และการปลดปล่อยโปรตีน ผลแสดงให้เห็นถึงการปลดปล่อยโปรตีนต้นแบบและ ปัจจัยกระตุ้นการเจริญของเซลล์ประสาทได้ตามช่วงเวลา ในการเพาะเลี้ยงเซลล์แบบ สองมิติ การร่วมเลี้ยงแบบทางอ้อมกับไฮโดรเจลที่พัฒนา พบว่าการแสดงออกของยีนและโปรตีนของตัวบ่งชี้เซลล์ประสาท (เนสติน, ดีซีเอกซ์และ เบต้าทรี ทุบูลิน) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ความมีชีวิตของเซลล์ยังคงสูงตลอดการทดลอง แสดงถึงความเข้ากันได้ทางชีวภาพของไฮโดรเจลนี้ สำหรับการเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์ประสาทในระบบ สามมิติ ได้มีการสร้างสเฟียร์รอยด์ที่มีชีวิตและมีโครงสร้างแน่นหนาสำเร็จด้วยเทคนิค การปรินต์สามมิติด้วยแม่เหล็กผลการทดลองพบว่าสเฟียร์รอยด์ที่ใช้จำนวน10,000 เซลล์จะมีรูปร่างและความมีชีวิตที่เหมาะสมที่สุด นอกจากนี้ผลการทดลองปัจจุบันแสดงให้เห็นว่ามีศักยภาพของไฮโดรเจลในฐานะเป็นแพลตฟอร์มในการส่งผ่านโปรตีนเพื่อกระตุ้นการพัฬนาไปเป็นเซลล์ประสาทโดย ไม่ต้องใช้โครงร่างและสนับสนุนการประยุกต์ใช้งานในอนาคตกับงานวิจัยสเต็มเซลล์ระดับสามมิติและในระดับคลินิกในเชิงเวชศาสตร์ฟื้นฟูในสาขาทันตกรรมเอนโดดอนต์


The Comparison Of Learning Outcome Between Implant Placement Training With Xguide Vs Iris100 Navigation In Different Anatomical Situations, Supichaya Thanasanpaiboon Jan 2024

The Comparison Of Learning Outcome Between Implant Placement Training With Xguide Vs Iris100 Navigation In Different Anatomical Situations, Supichaya Thanasanpaiboon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aimed to evaluate the learning outcomes, accuracy, efficiency, and user perceptions of two dynamic navigation systems, X-Guide and IRIS-100, in implant placement training for novice dentists across varying anatomical complexities.Fourteen novice dentists were initially recruited, with 12 completing the full training program. Participants underwent implant placement training on models representing straightforward and advanced cases using two training sequences: X-Guide followed by IRIS-100, and IRIS-100 followed by X-Guide. Accuracy was assessed by measuring angular, coronal, and apical deviations, as well as operation time, across pre-test, post-test 1, and post-test 2 phases using the freehand technique, followed by repeated measures …


Biological Effects Of Photobiomodulation On C2c12 Cell Culture Under Inflammatory Environment, Duong Le Dai Jan 2024

Biological Effects Of Photobiomodulation On C2c12 Cell Culture Under Inflammatory Environment, Duong Le Dai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Backgrounds: In the last decade, photobiomodulation (PBM) has been utilized as a complementary therapeutic option for the management of musculoskeletal disorders such as temporomandibular disorders (TMD). However, its mechanism of action in skeletal muscle cells like the C2C12 myoblasts remains poorly understood. Thus, this study aimed to investigate the effects of PBM, using low-level light therapy (LLLT), on the proliferation and differentiation capacity of C2C12 cells cultured under normal media and compared with cells under proinflammatory environments. Materials and Methods: PBM treatment consisted of the following LLLT dose regimens: 1-day of 3, 5, and 7 J/cm2/day single doses and 2-day …


ความแตกต่างของความต้านทานความสึกของเฝือกสบฟันที่ใช้มุมการพิมพ์แบบสามมิติที่ต่างกัน, จรินทร์ทิพย์ สุวรรณบุตร Jan 2024

ความแตกต่างของความต้านทานความสึกของเฝือกสบฟันที่ใช้มุมการพิมพ์แบบสามมิติที่ต่างกัน, จรินทร์ทิพย์ สุวรรณบุตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เนื่องจากแนวโน้มในปัจจุบันของวัสดุทางทันตกรรมมุ่งเน้นไปที่การนำกระบวนการทางดิจิทัลมาใช้ในทางคลินิกอย่างเป็นรูปธรรม ตัวอย่างเช่น การใช้เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติในการผลิตอุปกรณ์ต่าง ๆ การศึกษาครั้งนี้จึงมุ่งเน้นการประเมินความทนต่อการสึกหรอของชิ้นงานที่ผลิตจากวัสดุสำหรับอุปกรณ์เฝือกสบฟัน (occlusal splint) โดยการพิมพ์สามมิติที่มุมการพิมพ์ต่างกัน เพื่อตรวจสอบมุมที่เหมาะสมที่สุดในการต้านทานการสึกหรอ เนื่องจากความทนต่อการสึกหรอและความแข็งของผิววัสดุเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่ออายุการใช้งานของอุปกรณ์เฝือกสบฟัน อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่ผ่านมาเกี่ยวกับการพิมพ์สามมิติมักมุ่งเน้นไปที่คุณสมบัติอื่น เช่น ความหยาบผิวขณะพิมพ์ (as-built surface roughness) หรือชนิดของวัสดุที่ใช้เป็นหลัก ดังนั้น การศึกษาครั้งนี้จึงให้ความสนใจในประเด็นดังกล่าว ตัวอย่างการทดลองจำนวน 6 ชิ้นต่อกลุ่มถูกสร้างขึ้นภายใต้ข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO 14569-2 โดยชิ้นงานแต่ละชิ้นถูกกดด้วยเครื่องไฮดรอลิกด้วยแรงประมาณเท่ากับแรงบดเคี้ยวสูงสุดของผู้ป่วย bruxism (225 นิวตัน) ที่ความถี่ 1 เฮิรตซ์ จำนวน 840 ครั้ง ความหยาบผิวของชิ้นงานก่อนและหลังการทดสอบวัดด้วยเครื่องโปรฟิโลมิเตอร์แบบสัมผัส (contact profilometer) จากนั้นจึงทำการทดสอบความแข็งผิวด้วยเครื่องทดสอบไมโครฮาร์ดเนส (microhardness testing machine) ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าชิ้นงานที่พิมพ์ด้วยมุม 90 องศามีค่าความลึกของการสึกหรอต่ำที่สุด โดยค่าการสึกหรอเพิ่มขึ้นตามลำดับที่มุม 60, 30 และ 0 องศา ซึ่งมีความสัมพันธ์กับผลการทดสอบความแข็งของผิววัสดุ อย่างไรก็ตาม ในการนำผลการศึกษานี้ไปประยุกต์ใช้จริง ควรพิจารณาคุณสมบัติอื่น ๆ ที่อาจส่งผลต่อการใช้งานในแต่ละมุมการพิมพ์ร่วมด้วยอย่างรอบคอบ


Evaluation Of Cytotoxicity And Gene Expression Of Primary Human Periodontal Ligament Cells Against The Newly-Developed Bioceramic Sealer, Chanathip Chatphatthanasiri Jan 2024

Evaluation Of Cytotoxicity And Gene Expression Of Primary Human Periodontal Ligament Cells Against The Newly-Developed Bioceramic Sealer, Chanathip Chatphatthanasiri

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aimed to compare the biological properties of a newly developed cockle shell-derived bioceramic sealer (NDBS) with those of iRoot SP in relation to human periodontal ligament (hPDL) cells. NDBS was prepared according to previous study, and both sealers were extracted in complete medium and diluted into four concentrations (non-diluted, 1:2, 1:4, and 1:8). Biocompatibility testing followed ISO 7405 standards, using the MTT assay to assess cytotoxicity and proliferation at 1, 3, and 7 days. pro-inflammatory (IL-6, IL-8, TNF-α) and mineralization (ALP and OCN) gene expression analysis were performed using RT-qPCR on cells treated with 1:4 diluted extracts. MTT …


Inflammatory Responses Of Peri-Implant Crevicular Fluid On Different Dental Implant Abutment Materials After 6-Months Functional Loading: A Randomized Clinical Controlled Trial, Penkamol Wongrattanapasson Jan 2024

Inflammatory Responses Of Peri-Implant Crevicular Fluid On Different Dental Implant Abutment Materials After 6-Months Functional Loading: A Randomized Clinical Controlled Trial, Penkamol Wongrattanapasson

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Different abutment materials induce different immune responses in peri-implant soft tissues. Previous study showed that Ti base abutments without loading demonstrated comparable soft tissue-reaction to titanium abutments (Sampatanukul et al., 2018). Inflammatory responses after functional loading had not been elucidated in the previous study. This study investigates the inflammatory responses of peri-implant crevicular fluid around two abutment materials; titanium and titanium base (Ti base) after 6-months functional loading and identifies suitable abutment material which can induce stable inflammatory response in the peri-implant soft tissue. Sixteen implants of either Neodent or Straumann single implants were placed in sixteen patients in anterior …


Effects Of Fluocinolone Acetonide Treatment On Lps-Stimulated Human Dental Pulp Cells: An In Vitro Study, Supphachart Chayawatto Jan 2024

Effects Of Fluocinolone Acetonide Treatment On Lps-Stimulated Human Dental Pulp Cells: An In Vitro Study, Supphachart Chayawatto

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The inflammatory status of pulp tissue is one of the factors influencing the outcome of vital pulp therapy. Corticosteroids are well known for their anti-inflammatory properties and their role in promoting mineralization-related differentiation in human dental pulp cells (HDPCs). However, studies investigating the effects of corticosteroids under inflammatory conditions in HDPCs remain limited. This study aimed to compare the effect of fluocinolone acetonide (FA), mineral trioxide aggregate (MTA), and their combination on inflamed HDPCs, focusing on cell viability, expression of inflammatory and mineralization-related genes, and mineralization-related differentiation. HDPCs were treated with 20 µg/mL lipopolysaccharide (LPS) alone or in combination with …


Effect Of Different Surface Characterizations On Color Stability And Surface Roughness Of Provisional Materials After Toothbrushing, Sarasinee Sattawatthamrong Jan 2024

Effect Of Different Surface Characterizations On Color Stability And Surface Roughness Of Provisional Materials After Toothbrushing, Sarasinee Sattawatthamrong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aimed to evaluate the surface roughness of 5 provisional materials with different surface characterization methods after simulating 1 year of toothbrushing. Specimens were fabricated from autopolymerized polymethyl methacrylate (UNIFAST Trad), autopolymerized bis-acryl composite resin (Protemp 4), light-activated composite resin (REVOTEK LC), milled polymethyl methacrylate block (DD provi P HI), and 3-dimensionally printed methacrylate oligomer (Nextdent C&B MFH). Each material was divided into 3 groups: polishing, application of Lite Art and Resin Glaze, and application of OPTIGLAZE color. After 5,000 and 10,000 toothbrushing cycles, surface roughness was measured. A 3-way repeated measures ANOVA was conducted to analyze the effects …


P2x7r And P2x4r Expression Of Mice Submandibular Gland In High‑Fat Diet/Streptozotocin‑Induced Type 2 Diabetes, Jiratchaya Srisutha Jan 2024

P2x7r And P2x4r Expression Of Mice Submandibular Gland In High‑Fat Diet/Streptozotocin‑Induced Type 2 Diabetes, Jiratchaya Srisutha

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Type 2 diabetes mellitus (T2DM) is a chronic inflammatory disease that can compromise the functioning of various organs, including the salivary glands (SG). The purinergic system is one of the most important inflammatory pathways in T2DM condition, and P2X7R and P2X4R are the primary purinergic receptors in SG that regulate inflammatory homeostasis. This study aimed to evaluate P2X7R and P2X4R expression, and morphological changes in the submandibular gland (SMG) in T2DM. Twenty‑four 5‑week‑old mice were randomly assigned to control (CON) and diabetes mellitus (DM) groups (n = 12 each). Body weight, diet, and blood glucose levels were monitored weekly. The …


Roles Of B-Cell Lymphoma 6 In Orthodontic Tooth Movement Of Rat Molars, Wasupol Sodsook Jan 2024

Roles Of B-Cell Lymphoma 6 In Orthodontic Tooth Movement Of Rat Molars, Wasupol Sodsook

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

B-cell lymphoma 6 (Bcl6) inhibits osteoclast differentiation in vitro; however, its role in orthodontic tooth movement (OTM) remains unclear. This study aimed to investigate the role of Bcl6 in OTM of rat molars.Materials and Methods: OTM was performed on the maxillary first molars of male rats using nickel-titanium coil springs (25 gf) for 14 days with or without local injection of FX1 (50 mg/kg), a Bcl6 inhibitor (n = 10 per group). Micro-computed tomography (CT) images were used to analyse OTM distance and bone morphometric parameters. Immunohistochemistry (IHC) determined Bcl6 expression and tartrate-resistant acid phosphatase staining (TRAP)staining assessed osteoclast differentiation. …


The Effect Of Cement Thickness On Shear Bond Strength Of Zirconia With Three Different Self-Adhesive Resin Cements, Thofun Ieamsuwantada Jan 2024

The Effect Of Cement Thickness On Shear Bond Strength Of Zirconia With Three Different Self-Adhesive Resin Cements, Thofun Ieamsuwantada

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Objective: This study aimed to evaluate the influence of resin cement thickness on the shear bond strength (SBS) to zirconia using different self-adhesive resin cements (SAC). Materials and Methods: One hundred twenty irconia specimens were prepared, air abraded with 50 μm aluminium oxide particles and divided into 12 groups (n  = 10), according to the cement thickness (50, 100, 150, and 200 μm) and SAC (RelyXTM U200, PANAVIATM SA LUTING Multi, MaxcemTM Elite Chroma). The specimens were cemented to resin composite blocks with SAC, stored in water at 37°C for 24 hours and subjected to the SBS test. Mode of …


Evaluating The Efficacy Of An Early Vaccination Strategy After Farrowing Using A Modified Live Prrs Vaccine And Post-Weaning Challenge With Thai Hp-Prrs, Apichart Prapattanakullawong Jan 2024

Evaluating The Efficacy Of An Early Vaccination Strategy After Farrowing Using A Modified Live Prrs Vaccine And Post-Weaning Challenge With Thai Hp-Prrs, Apichart Prapattanakullawong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Porcine reproductive and respiratory syndrome virus (PRRSV) is a major pathogen responsible for substantial economic losses in the global swine industry, adversely affecting both reproductive and respiratory health. In Thailand, early PRRSV infections in suckling and nursery pigs are commonly observed, necessitating the implementation of early vaccination strategies. However, early vaccination in young piglets has been controversial due to concerns about interfering maternal-derived antibodies (MDA) and the competency of the piglets' immune system. The objective of this study is to evaluate the efficacy of a modified-live virus (MLV) PRRS vaccination in early-age piglets from PRRSV-positive farms by assessing immune responses …


Genotypic Characterization And Amr Risk Assessment Of Esbl- Producing And Fluoroquinolone-Resistant Salmonella Spp. From Pork Collected In Bangkok, Thawanrut Kiatyingangsulee Jan 2024

Genotypic Characterization And Amr Risk Assessment Of Esbl- Producing And Fluoroquinolone-Resistant Salmonella Spp. From Pork Collected In Bangkok, Thawanrut Kiatyingangsulee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aimed to 1) determine the prevalence of ESBL-producing and fluoroquinolone-resistant Salmonella in pork, 2) investigate their genomic characteristics, and 3) estimate the risk of consumer exposure. Pork samples were collected from 58 markets across 19 districts in Bangkok. The study focused on third-generation cephalosporin resistance mediated by ESBLs and fluoroquinolone resistance, representing horizontal and vertical gene transfer, respectively. Out of 793 pork samples, 339 (42.8%) were positive for Salmonella, yielding 531 isolates from 33 serotypes. The most common were Salmonella Rissen (22.6%), Sinstorf (16.8%), and Derby (10.2%). Antimicrobial susceptibility testing showed 28.2% of isolates were ESBL producers and …


Efficacy Of Cell-Free Supernatants Based Nano-Application From Thai Probiotic Bacteria As An Alternative Preservative In Meat Against Foodborne Pathogens, Thin Zar Soe Jan 2024

Efficacy Of Cell-Free Supernatants Based Nano-Application From Thai Probiotic Bacteria As An Alternative Preservative In Meat Against Foodborne Pathogens, Thin Zar Soe

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study evaluates whether the use of cell-free supernatants (CFS) derived from Thai probiotic bacteria as natural preservatives in meat products, provides a safer alternative to chemical preservatives. The objectives include developing a nano-encapsulation technique to enhance the stability and efficacy of CFS, and assessing the effectiveness of nano-encapsulated CFS (Nano-CFS) in maintaining meat safety and quality during storage and evaluating the antibacterial efficacy of CFS and (Nano-CFS) against common foodborne pathogens, determining the minimal inhibitory and bactericidal concentrations (MIC and MBC). The CFS was prepared from the Thai probiotic strains. Antibacterial activity was determined using agar well diffusion and …


Genomics Approach For Ex Situ Conservation Of Asian King Vulture And Steppe Eagle, Wannapol Buthasane Jan 2024

Genomics Approach For Ex Situ Conservation Of Asian King Vulture And Steppe Eagle, Wannapol Buthasane

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The Asian king vulture (Sarcogyps calvus, AKV), an ecologically important forest scavenger, is an Old World vulture in the family Accipitridae. It is classified as a critically endangered species, with no genomic data currently available. This dissertation aimed to assemble a high-quality reference genome to enhance understanding of its genetic background, scavenging adaptations and genetic diversity within Thailand’s captive population. A hybrid genome assembly combining Pacific Biosciences (PacBio) long-read and MGI short-read sequencing was generated from DNA extracted from the whole blood of a female individual. Comparative genomic analyses with New World vultures (NWVs) and other Accipitridae species revealed distinct …


ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลในนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 ที่กำลังติวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยในสถาบันกวดวิชาย่านสยาม เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร, กัญจน์การิน ลัทธศักย์ศิริ Jan 2024

ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลในนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 ที่กำลังติวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยในสถาบันกวดวิชาย่านสยาม เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร, กัญจน์การิน ลัทธศักย์ศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง ที่มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลในนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 ที่กำลังติวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ในสถาบันกวดวิชาย่านสยาม เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร จำนวน 115 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ.2567 - ธันวาคม พ.ศ. 2567 โดยผู้เข้าร่วมวิจัยตอบแบบสอบถามด้วยตนเอง ซึ่งประกอบด้วย แบบสอบถามคัดกรองผู้เข้าร่วมวิจัย, แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป, แบบสอบถามการรับรู้ความคาดหวังของผู้ปกครองที่มีต่อตนเองในการสอบเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา, แบบสอบถามความคาดหวังต่อตนเองในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยโดยรวม, แบบวัดอาการซึมเศร้า (CES-D) ฉบับภาษาไทย, แบบวัดความวิตกกังวล (STAI Form Y-1, A-state) ฉบับภาษาไทย, แบบสอบถามเรื่องความรู้สึกต่อตนเอง (Revised Thai RSES) ฉบับภาษาไทย โดยวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน จากการศึกษาในครั้งนี้พบ ความชุกของภาวะซึมเศร้า ร้อยละ 29.4 พบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้า ได้แก่ ภาวะวิตกกังวล, ระดับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส covid-19, ระดับความเครียดจากการเรียนกวดวิชา, ระดับความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง, (p<0.01) ระดับความรู้สึกเป็นที่ยอมรับในหมู่เพื่อน, การมีบุคคลที่รู้สึกไว้วางใจ, และระดับความคาดหวังต่อตนเอง ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย (p<0.5) และพบความชุกของภาวะวิตกกังวล ร้อยละ 78 (ภาวะวิตก กังวลปานกลาง ร้อยละ 68.8 ภาวะวิตกกังวลสูง ร้อยละ 9.2) ส่วนปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะวิตกกังวล ได้แก่ เพศ, ภาวะซึมเศร้า, การลงเรียนกวดวิชาวิทยาศาสตร์ (p<0.01), ระดับความเครียด จากการเรียนกวดวิชา, ระดับความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง (p<0.05)


การศึกษาผลของสารสกัดกระเจี๊ยบแดงด้วยน้ำ (ส่วนกลีบเลี้ยง) ต่อภาวะดื้อต่ออินซูลินของอาสาสมัครที่มีภาวะเมแทบอลิกซินโดรม, กัญชพร ชัยสูงเนิน Jan 2024

การศึกษาผลของสารสกัดกระเจี๊ยบแดงด้วยน้ำ (ส่วนกลีบเลี้ยง) ต่อภาวะดื้อต่ออินซูลินของอาสาสมัครที่มีภาวะเมแทบอลิกซินโดรม, กัญชพร ชัยสูงเนิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

กระเจี๊ยบแดง (Hibiscus sabdariffa L.) ถูกนำมาเป็นทางเลือกในการรักษากลุ่มอาการภาวะเมแทบอลิกซินโดรม แต่ผลการศึกษาทางคลินิกด้านประสิทธิผลยังคงมีความไม่สอดคล้องกัน งานวิจัยนี้ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ และส่วนที่ 2 งานวิจัยทางคลินิกชนิดสุ่ม ปกปิดสองทางและมีกลุ่มควบคุม โดยส่วนที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพของระเบียบวิธีวิจัยและข้อมูลผลิตภัณฑ์กระเจี๊ยบแดง ระหว่างงานวิจัยที่มีผลการศึกษาเป็นบวกกับลบ ส่วนที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของสารสกัดกระเจี๊ยบแดงด้วยน้ำ (ส่วนกลีบเลี้ยง) ต่อภาวะดื้อต่ออินซูลิน ตัวชี้วัดระดับน้ำตาล ระดับไขมัน การอักเสบ ความดันโลหิต น้ำหนักตัวและความปลอดภัย ได้แก่ ค่าการทำงานของตับ ไตและระบบโลหิต วิธีการวิจัย ส่วนที่ 1 สืบค้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากฐานข้อมูล PubMed, MEDLINE และ Scopus ประเมินคุณภาพของแต่ละบทความตามแนวทางของ CONSORT ส่วนที่ 2 อาสาสมัครที่มีภาวะเมแทบอลิกซินโดรม (88 คน) ถูกแบ่งกลุ่มอย่างสุ่ม ให้กินสารสกัดกระเจี๊ยบแดงด้วยน้ำ (ส่วนกลีบเลี้ยง) 1000 mg/day ซึ่งประกอบด้วยสารโพลีฟีนอล เท่ากับ 45.04 mg/day หรือยาหลอก เป็นเวลา 12 สัปดาห์ วิเคราะห์ตัวชี้วัดต่างๆ ณ ที่เริ่มต้น สัปดาห์ที่ 6 และ 12 ผลการศึกษา ส่วนที่ 1 งานวิจัยที่ผ่านเกณฑ์คัดเลือก 23 เรื่อง พบความแตกต่างระหว่างงานวิจัยที่ให้ผลการศึกษาเป็นบวกและลบ และคุณภาพระเบียบวิธีวิจัยและข้อมูลของผลิตภัณฑ์จำเป็นต้องปรับปรุง ส่วนที่ 2 พบว่ากลุ่มที่กินสารสกัดกระเจี๊ยบแดงมีระดับ LDL ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.05) ณ สัปดาห์ที่ 12 เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนกิน แต่ไม่มีผลต่อภาวะดื้อต่ออินซูลินและตัวชี้วัดอื่นตลอดการศึกษาเมื่อเปรียบเทียบกับยาหลอก โดยสรุปจากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบชี้แนะให้งานวิจัยควรปรับปรุงคุณภาพระเบียบวิธีวิจัยและข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น และการวิจัยทางคลินิกพบว่าการกินสารสกัดกระเจี๊ยบแดงด้วยน้ำ (ส่วนกลีบเลี้ยง) มีความปลอดภัยและอาจช่วยลดระดับ LDL ได้


ความเหนื่อยล้าเนื่องจากการทำงาน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรุงเทพมหานคร, พชร ศศะนาวิน Jan 2024

ความเหนื่อยล้าเนื่องจากการทำงาน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรุงเทพมหานคร, พชร ศศะนาวิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณาภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุก และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเหนื่อยล้าเนื่องจากการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรุงเทพมหานคร โดยสุ่มเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม 220 คน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 แบบสอบถาม ประกอบด้วย ข้อมูลปัจจัยด้านบุคคล ปัจจัยในงาน ปัจจัยองค์กร ข้อมูลความเหนื่อยล้าเนื่องจากการทำงาน (ความเหนื่อยล้า) Occupational Fatigue Exhaustion Recovery Scale-15 แปลไทย ฉบับปรับปรุง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน วิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างสองตัวแปร และวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกเชิงพหุ พบอัตราตอบกลับร้อยละ 85.27 ความชุกความเหนื่อยล้าเรื้อรัง เฉียบพลัน และการฟื้นตัว ร้อยละ 48.2, 60.9 และ 53.2 ตามลำดับ เมื่อควบคุมตัวกวนแล้วพบว่าปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเหนื่อยล้าเรื้อรังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ 1) ภาวะซึมเศร้า 2) สถานะสุขภาพปานกลาง 3) แนวโน้มที่จะลาออกเล็กน้อย และปานกลาง/ สูง 4) จำนวนผู้เชี่ยวชาญไม่เพียงพอ และ 5) การดื่มแอลกอฮอล์ ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเหนื่อยล้าเฉียบพลัน ได้แก่ 1) ภาวะซึมเศร้า 2) สถานะสุขภาพปานกลาง 3) แนวโน้มที่จะลาออกเล็กน้อย และปานกลาง/ สูง 4) จำนวนผู้เชี่ยวชาญไม่เพียงพอ 5) การทำงานเดิมซ้ำ ๆ ปานกลาง และบ่อยครั้ง 6) ประสบการณ์ในตำแหน่งมากกว่า 2 ถึง 10 ปี และ 7) นโยบายไม่ค่อยดี ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการฟื้นตัวระหว่างกะ ได้แก่ 1) ภาวะซึมเศร้า 2) ภาวะนอนไม่หลับ 3) แนวโน้มที่จะลาออกปานกลาง/ สูง และ 4) การทำงานเดิมซ้ำ ๆ ปานกลาง ดังนั้น ปัจจัยด้านกายใจ องค์กร และลักษณะงานสัมพันธ์กับความเหนื่อยล้า การพัฒนานโยบายสนับสนุนการทำงาน …


The Effect Of Hybrid Cbt-Based And Peer Support Program On Depression Among Transgender Women, Patcharin Krongtham Jan 2024

The Effect Of Hybrid Cbt-Based And Peer Support Program On Depression Among Transgender Women, Patcharin Krongtham

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study was a randomized controlled trial with repeated measures, aimed at evaluating the effect of hybrid CBT-based and peer support program on depression among transgender women. A total of 112 eligible participants were randomly assigned to either the experimental or control group, with 56 participants in each group. The experimental group received the hybrid CBT-based and peer support program developed based on Padesky and Mooney’s cognitive-behavioral therapy model (1990) and Dennis’s concept of peer support (2003). The program consisted of eight group sessions each lasting 60–90 minutes, delivered through both face-to-face meetings and the LINE application, conducted twice a …


ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่, พรทิพย์ ทองเปลว Jan 2024

ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่, พรทิพย์ ทองเปลว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอำนาจการทำนายระหว่างโรคร่วม การสนับสนุนทางสังคม ภาวะเปราะบาง ภาวะซึมเศร้า ความสามารถในการดูแลตนเอง และ การรับรู้ภาวะสุขภาพ กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ ทั้งเพศชายและหญิง อายุ 60 ปีขึ้นไป ที่เข้ารับการผ่าตัดในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย, โรงพยาบาลรามาธิบดี และโรงพยาบาลศิริราช จำนวน 108 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามปัจจัยส่วนบุคคล 2) แบบประเมินโรคร่วม 3) แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม 4) แบบประเมินภาวะเปราะบาง 5) แบบประเมินภาวะซึมเศร้า 6) แบบวัดความสามารถในการดูแลตนเอง 7) แบบประเมินการรับรู้ภาวะสุขภาพ และ 8) แบบประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจ เอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ เครื่องมือมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาในชุดที่ 2-8 เท่ากับ 1.00, 0.93, 1.00, 0.93, 0.98, 0.93 และ 0.89 ตามลำดับ และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.71, 0.85, 0.87, 0.81, 0.97, 0.86 และ 0.94 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า โรคร่วมมีสัมประสิทธิ์การทำนายสูงสุด (β = -.336, p = < .01) รองลงมาคือ ความสามารถในการดูแลตนเอง (β = .324, p < .01) ภาวะซึมเศร้า (β = -.269, p < .01) และภาวะเปราะบาง (β = -.241, p < .01) ตามลำดับ โดยตัวแปรทั้ง 4 ตัวแปร สามารถร่วมทำนายความแปรปรวนของคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ได้ ร้อยละ 78.90 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (Adjusted R2 = .789, p < .01) จากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบควรให้ความสำคัญกับการประเมินโรคร่วม การส่งเสริมความสามารถในการดูแลตนเอง การลดภาวะซึมเศร้าและภาวะเปราะบาง เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุให้ดีขึ้น


A Path Analysis Of Treatment Adherence Of Persons With Hypertension In Myanmar, Thandar Win Jan 2024

A Path Analysis Of Treatment Adherence Of Persons With Hypertension In Myanmar, Thandar Win

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This cross-sectional descriptive correlational study was conducted with the objectives of 1) to explore the level of treatment adherence among persons with hypertension (HT) in Myanmar and 2) to examine the direct and indirect effects of age, social support, illness perception, patient-provider communication, perceived barriers, and self-efficacy on treatment adherence conducted in persons with HT in Myanmar. The model was hypothesized by meta-analysis results and thorough literature review. The two-stage cluster sampling method was applied to select the total 320 participants with HT from the community occupied by four rural and sub-rural health centers in Sagaing Township, Myanmar. All HT …


ปัจจัยทำนายภาวะการทำหน้าที่ในผู้ที่เป็นโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่กำลังรักษาด้วยการฉายรังสี, จตุพร เลิศอนันต์สิทธิ์ Jan 2024

ปัจจัยทำนายภาวะการทำหน้าที่ในผู้ที่เป็นโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่กำลังรักษาด้วยการฉายรังสี, จตุพร เลิศอนันต์สิทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะการทำหน้าที่ และปัจจัยที่สามารถทำนายภาวะการทำหน้าที่ในผู้ที่เป็นโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่กำลังรักษาด้วยการฉายรังสี กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ป่วยโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 121 ราย ซึ่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลระดับตติยภูมิในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ โรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี โรงพยาบาลศูนย์สุรินทร์ และโรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางคลินิก แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม แบบประเมินประสบการณ์การมีอาการไม่พึงประสงค์ แบบสอบถามวิธีจัดการกับอาการ และแบบประเมินภาวะการทำหน้าที่ของผู้ที่เป็นโรคมะเร็ง ซึ่งแบบสอบถามทั้งหมดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา และตรวจสอบความเที่ยงได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.88 0.96 0.88 0.89 และ 0.94 ตามลำดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบนำตัวแปรทำนายทุกตัวเข้าสมการพร้อมกันในครั้งเดียว (Enter Multiple Regression Analysis) ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่กำลังได้รับการฉายรังสีมีระดับภาวะการทำหน้าที่อยู่ในระดับต่ำ โดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 74.62 (S.D. = 17.97) จากการวิเคราะห์ค่าความสัมพันธ์โดยสถิติสัมประสิทธิ์ของเพียร์สัน (Pearson’s correlation) พบว่า ประสบการณ์อาการไม่พึงประสงค์มีความสัมพันธ์ทางลบกับภาวะการทำหน้าที่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = –.406, p


ผลของโปรแกรมการนิเทศทางการพยาบาลร่วมกับไลน์แอปพลิเคชันต่อความสามารถของพยาบาลวิชาชีพหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรม, ศิริลักษณ์ ดีเลิศไพบูลย์ Jan 2024

ผลของโปรแกรมการนิเทศทางการพยาบาลร่วมกับไลน์แอปพลิเคชันต่อความสามารถของพยาบาลวิชาชีพหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรม, ศิริลักษณ์ ดีเลิศไพบูลย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองเพื่อศึกษาเปรียบเทียบ ความสามารถในการดูแลผู้ป่วยวิกฤตของพยาบาลวิชาชีพหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมที่ได้รับโปรแกรมการนิเทศทางการพยาบาลร่วมกับการใช้ไลน์แอปพลิเคชันในระยะก่อน - หลัง และระยะติดตามผลโดยใช้แนวคิดการนิเทศของพรอคเตอร์และการ บรูณาการการประเมินการดูแลผู้ป่วยวิกฤตของวินเซนต์และคณะร่วมกับไลน์แอปพลิเคชัน โดยศึกษาในพยาบาลวิชาชีพหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมผู้มีประสบการณ์การปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรม 3 ถึง 5 ปี จำนวน 12 คน ตามแบบแผนการวิจัยแบบศึกษากลุ่มเดียว วัดก่อนและหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยประกอบด้วย1) โปรแกรมการนิเทศทางการพยาบาลร่วมกับไลน์แอปพลิเคชัน 2)คู่มือการนิเทศตามโปรแกรม 3)แบบสอบถามประเมินความสามารถในการดูแลผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรม มีค่าความตรง 0.99 4)แบบวัดความรู้เรื่องการประยุกต์ใช้แนวคิดการนิเทศทางการพยาบาลของพยาบาลผู้นิเทศ มีค่าความตรง 0.98 เครื่องมือทั้งหมดผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน และวิเคราะห์หาความเที่ยงรายด้านคือ ด้านความสามารถด้านการปฏิบัติทางการพยาบาล 0.94 ความสามารถในการจัดการป้องกันความเสี่ยงในด้านการติดเชื้อ 0.84 ความสามารถในการบริหารยาความเสี่ยงสูง 0.81โดยใช้แบบประเมินเป็นแบบสอบถามประเมินความสามารถในการดูแลผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมเก็บข้อมูลก่อน-หลังการได้รับโปรแกรม และระยะติดตามหลังได้รับโปรแกรมการนิเทศ 4 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยแจกแจงความถี่จำนวนร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติทดสอบWilcoxon signed-rank test ผลการวิจัยพบว่าความสามารถในการดูแลผู้ป่วยวิกฤตของพยาบาลวิชาชีพหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมภายหลังการได้รับโปรแกรมการนิเทศทางการพยาบาลร่วมกับไลน์แอปพลิเคชันสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการนิเทศทางการพยาบาลร่วมกับไลน์แอปพลิเคชัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05


ประสบการณ์การดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ, หนึ่งฤทัย ปิ่นตบแต่ง Jan 2024

ประสบการณ์การดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ, หนึ่งฤทัย ปิ่นตบแต่ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาการตีความตามแนวคิดของไฮเดรกเกอร์ มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความหมายและประสบการณ์การดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ ผู้ให้ข้อมูลจำนวน 16 คน โดยคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การบันทึกเทปและการนำข้อมูลมาถอดคำต่อคำ การสังเกต และการบันทึกภาคสนาม ร่วมกับวิเคราะห์เนื้อหาตามวิธีการของ van Manen (1990) ผลการศึกษาสามารถแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การให้ความหมายการดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ และประสบการณ์การดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ โดยการให้ความหมายการดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ พบ 2 ประเด็นย่อย คือ 1. การดูแลด้วยความรักความผูกพันในครอบครัว 2. ใส่ใจดูแลไม่ให้กลับไปเสพซ้ำส่วนประสบการณ์การดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ พบ 4 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1. ความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้เสพซ้ำ 2. ความรู้สึกและสิ่งที่เกิดขึ้นจากการดูแล 3. การปรับตัวของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ 4. การรับมือกับผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ ผลการศึกษาครั้งนี้ทำให้เข้าใจความหมายและประสบการณ์การดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ เป็นแนวทางสำหรับพยาบาลและสหวิชาชีพนำไปพัฒนาระบบการดูแลทั้งผู้ติดสุราที่เสพซ้ำและผู้ดูในครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพ


ปัจจัยทำนายความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันในผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไต, นันทกร ปราโมทย์ Jan 2024

ปัจจัยทำนายความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันในผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไต, นันทกร ปราโมทย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันและปัจจัยทำนายความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันในผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไต กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไต อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่รับบริการ ณ ศูนย์ปลูกถ่ายไต/คลินิก Post-Kidney Transplantation ในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 113 ราย เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอนเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 8 ชุด เครื่องมือมีค่าดัชนีความตรงของเนื้อหาในชุดที่ 2-8 เท่ากับ 0.86, 0.84, 0.92, 0.80, 1, 1 และ 0.88 ตามลำดับ และค่าความเที่ยงของแบบสอบถามเท่ากับ 0.75, 0.86, 0.95, 0.96, 0.80, 0.86 และ 0.90 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไตมีคะแนนเฉลี่ยความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน เท่ากับ 23.09 (SD = 0.84) 2) ปัจจัยทำนายความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันในผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไตได้สูงสุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ระยะเวลาหลังได้รับการปลูกถ่ายไต (β = -0.313, p < 0.01) รองลงมาคือ การสนับสนุนทางสังคม (β = 0.264, p < 0.01) การรับรู้อุปสรรคของการรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน (β = -0.184, p < 0.05) และการรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะปฏิเสธไต (β = 0.173, p < 0.05) ตามลำดับ โดยสามารถร่วมทำนายความแปรปรวนของความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันในผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไตได้ ร้อยละ 31.40 (Adjusted R2 = 0.314, p < 0.05)