Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Medicine and Health Sciences Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 211 - 240 of 3086

Full-Text Articles in Medicine and Health Sciences

Genotypic Characterization And Amr Risk Assessment Of Esbl- Producing And Fluoroquinolone-Resistant Salmonella Spp. From Pork Collected In Bangkok, Thawanrut Kiatyingangsulee Jan 2024

Genotypic Characterization And Amr Risk Assessment Of Esbl- Producing And Fluoroquinolone-Resistant Salmonella Spp. From Pork Collected In Bangkok, Thawanrut Kiatyingangsulee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aimed to 1) determine the prevalence of ESBL-producing and fluoroquinolone-resistant Salmonella in pork, 2) investigate their genomic characteristics, and 3) estimate the risk of consumer exposure. Pork samples were collected from 58 markets across 19 districts in Bangkok. The study focused on third-generation cephalosporin resistance mediated by ESBLs and fluoroquinolone resistance, representing horizontal and vertical gene transfer, respectively. Out of 793 pork samples, 339 (42.8%) were positive for Salmonella, yielding 531 isolates from 33 serotypes. The most common were Salmonella Rissen (22.6%), Sinstorf (16.8%), and Derby (10.2%). Antimicrobial susceptibility testing showed 28.2% of isolates were ESBL producers and …


Efficacy Of Cell-Free Supernatants Based Nano-Application From Thai Probiotic Bacteria As An Alternative Preservative In Meat Against Foodborne Pathogens, Thin Zar Soe Jan 2024

Efficacy Of Cell-Free Supernatants Based Nano-Application From Thai Probiotic Bacteria As An Alternative Preservative In Meat Against Foodborne Pathogens, Thin Zar Soe

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study evaluates whether the use of cell-free supernatants (CFS) derived from Thai probiotic bacteria as natural preservatives in meat products, provides a safer alternative to chemical preservatives. The objectives include developing a nano-encapsulation technique to enhance the stability and efficacy of CFS, and assessing the effectiveness of nano-encapsulated CFS (Nano-CFS) in maintaining meat safety and quality during storage and evaluating the antibacterial efficacy of CFS and (Nano-CFS) against common foodborne pathogens, determining the minimal inhibitory and bactericidal concentrations (MIC and MBC). The CFS was prepared from the Thai probiotic strains. Antibacterial activity was determined using agar well diffusion and …


Genomics Approach For Ex Situ Conservation Of Asian King Vulture And Steppe Eagle, Wannapol Buthasane Jan 2024

Genomics Approach For Ex Situ Conservation Of Asian King Vulture And Steppe Eagle, Wannapol Buthasane

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The Asian king vulture (Sarcogyps calvus, AKV), an ecologically important forest scavenger, is an Old World vulture in the family Accipitridae. It is classified as a critically endangered species, with no genomic data currently available. This dissertation aimed to assemble a high-quality reference genome to enhance understanding of its genetic background, scavenging adaptations and genetic diversity within Thailand’s captive population. A hybrid genome assembly combining Pacific Biosciences (PacBio) long-read and MGI short-read sequencing was generated from DNA extracted from the whole blood of a female individual. Comparative genomic analyses with New World vultures (NWVs) and other Accipitridae species revealed distinct …


ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลในนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 ที่กำลังติวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยในสถาบันกวดวิชาย่านสยาม เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร, กัญจน์การิน ลัทธศักย์ศิริ Jan 2024

ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลในนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 ที่กำลังติวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยในสถาบันกวดวิชาย่านสยาม เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร, กัญจน์การิน ลัทธศักย์ศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง ที่มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลในนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 ที่กำลังติวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ในสถาบันกวดวิชาย่านสยาม เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร จำนวน 115 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ.2567 - ธันวาคม พ.ศ. 2567 โดยผู้เข้าร่วมวิจัยตอบแบบสอบถามด้วยตนเอง ซึ่งประกอบด้วย แบบสอบถามคัดกรองผู้เข้าร่วมวิจัย, แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป, แบบสอบถามการรับรู้ความคาดหวังของผู้ปกครองที่มีต่อตนเองในการสอบเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา, แบบสอบถามความคาดหวังต่อตนเองในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยโดยรวม, แบบวัดอาการซึมเศร้า (CES-D) ฉบับภาษาไทย, แบบวัดความวิตกกังวล (STAI Form Y-1, A-state) ฉบับภาษาไทย, แบบสอบถามเรื่องความรู้สึกต่อตนเอง (Revised Thai RSES) ฉบับภาษาไทย โดยวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน จากการศึกษาในครั้งนี้พบ ความชุกของภาวะซึมเศร้า ร้อยละ 29.4 พบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้า ได้แก่ ภาวะวิตกกังวล, ระดับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส covid-19, ระดับความเครียดจากการเรียนกวดวิชา, ระดับความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง, (p<0.01) ระดับความรู้สึกเป็นที่ยอมรับในหมู่เพื่อน, การมีบุคคลที่รู้สึกไว้วางใจ, และระดับความคาดหวังต่อตนเอง ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย (p<0.5) และพบความชุกของภาวะวิตกกังวล ร้อยละ 78 (ภาวะวิตก กังวลปานกลาง ร้อยละ 68.8 ภาวะวิตกกังวลสูง ร้อยละ 9.2) ส่วนปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะวิตกกังวล ได้แก่ เพศ, ภาวะซึมเศร้า, การลงเรียนกวดวิชาวิทยาศาสตร์ (p<0.01), ระดับความเครียด จากการเรียนกวดวิชา, ระดับความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง (p<0.05)


การศึกษาผลของสารสกัดกระเจี๊ยบแดงด้วยน้ำ (ส่วนกลีบเลี้ยง) ต่อภาวะดื้อต่ออินซูลินของอาสาสมัครที่มีภาวะเมแทบอลิกซินโดรม, กัญชพร ชัยสูงเนิน Jan 2024

การศึกษาผลของสารสกัดกระเจี๊ยบแดงด้วยน้ำ (ส่วนกลีบเลี้ยง) ต่อภาวะดื้อต่ออินซูลินของอาสาสมัครที่มีภาวะเมแทบอลิกซินโดรม, กัญชพร ชัยสูงเนิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

กระเจี๊ยบแดง (Hibiscus sabdariffa L.) ถูกนำมาเป็นทางเลือกในการรักษากลุ่มอาการภาวะเมแทบอลิกซินโดรม แต่ผลการศึกษาทางคลินิกด้านประสิทธิผลยังคงมีความไม่สอดคล้องกัน งานวิจัยนี้ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ และส่วนที่ 2 งานวิจัยทางคลินิกชนิดสุ่ม ปกปิดสองทางและมีกลุ่มควบคุม โดยส่วนที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพของระเบียบวิธีวิจัยและข้อมูลผลิตภัณฑ์กระเจี๊ยบแดง ระหว่างงานวิจัยที่มีผลการศึกษาเป็นบวกกับลบ ส่วนที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของสารสกัดกระเจี๊ยบแดงด้วยน้ำ (ส่วนกลีบเลี้ยง) ต่อภาวะดื้อต่ออินซูลิน ตัวชี้วัดระดับน้ำตาล ระดับไขมัน การอักเสบ ความดันโลหิต น้ำหนักตัวและความปลอดภัย ได้แก่ ค่าการทำงานของตับ ไตและระบบโลหิต วิธีการวิจัย ส่วนที่ 1 สืบค้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากฐานข้อมูล PubMed, MEDLINE และ Scopus ประเมินคุณภาพของแต่ละบทความตามแนวทางของ CONSORT ส่วนที่ 2 อาสาสมัครที่มีภาวะเมแทบอลิกซินโดรม (88 คน) ถูกแบ่งกลุ่มอย่างสุ่ม ให้กินสารสกัดกระเจี๊ยบแดงด้วยน้ำ (ส่วนกลีบเลี้ยง) 1000 mg/day ซึ่งประกอบด้วยสารโพลีฟีนอล เท่ากับ 45.04 mg/day หรือยาหลอก เป็นเวลา 12 สัปดาห์ วิเคราะห์ตัวชี้วัดต่างๆ ณ ที่เริ่มต้น สัปดาห์ที่ 6 และ 12 ผลการศึกษา ส่วนที่ 1 งานวิจัยที่ผ่านเกณฑ์คัดเลือก 23 เรื่อง พบความแตกต่างระหว่างงานวิจัยที่ให้ผลการศึกษาเป็นบวกและลบ และคุณภาพระเบียบวิธีวิจัยและข้อมูลของผลิตภัณฑ์จำเป็นต้องปรับปรุง ส่วนที่ 2 พบว่ากลุ่มที่กินสารสกัดกระเจี๊ยบแดงมีระดับ LDL ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.05) ณ สัปดาห์ที่ 12 เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนกิน แต่ไม่มีผลต่อภาวะดื้อต่ออินซูลินและตัวชี้วัดอื่นตลอดการศึกษาเมื่อเปรียบเทียบกับยาหลอก โดยสรุปจากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบชี้แนะให้งานวิจัยควรปรับปรุงคุณภาพระเบียบวิธีวิจัยและข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น และการวิจัยทางคลินิกพบว่าการกินสารสกัดกระเจี๊ยบแดงด้วยน้ำ (ส่วนกลีบเลี้ยง) มีความปลอดภัยและอาจช่วยลดระดับ LDL ได้


ความเหนื่อยล้าเนื่องจากการทำงาน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรุงเทพมหานคร, พชร ศศะนาวิน Jan 2024

ความเหนื่อยล้าเนื่องจากการทำงาน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรุงเทพมหานคร, พชร ศศะนาวิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณาภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุก และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเหนื่อยล้าเนื่องจากการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรุงเทพมหานคร โดยสุ่มเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม 220 คน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 แบบสอบถาม ประกอบด้วย ข้อมูลปัจจัยด้านบุคคล ปัจจัยในงาน ปัจจัยองค์กร ข้อมูลความเหนื่อยล้าเนื่องจากการทำงาน (ความเหนื่อยล้า) Occupational Fatigue Exhaustion Recovery Scale-15 แปลไทย ฉบับปรับปรุง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน วิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างสองตัวแปร และวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกเชิงพหุ พบอัตราตอบกลับร้อยละ 85.27 ความชุกความเหนื่อยล้าเรื้อรัง เฉียบพลัน และการฟื้นตัว ร้อยละ 48.2, 60.9 และ 53.2 ตามลำดับ เมื่อควบคุมตัวกวนแล้วพบว่าปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเหนื่อยล้าเรื้อรังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ 1) ภาวะซึมเศร้า 2) สถานะสุขภาพปานกลาง 3) แนวโน้มที่จะลาออกเล็กน้อย และปานกลาง/ สูง 4) จำนวนผู้เชี่ยวชาญไม่เพียงพอ และ 5) การดื่มแอลกอฮอล์ ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเหนื่อยล้าเฉียบพลัน ได้แก่ 1) ภาวะซึมเศร้า 2) สถานะสุขภาพปานกลาง 3) แนวโน้มที่จะลาออกเล็กน้อย และปานกลาง/ สูง 4) จำนวนผู้เชี่ยวชาญไม่เพียงพอ 5) การทำงานเดิมซ้ำ ๆ ปานกลาง และบ่อยครั้ง 6) ประสบการณ์ในตำแหน่งมากกว่า 2 ถึง 10 ปี และ 7) นโยบายไม่ค่อยดี ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการฟื้นตัวระหว่างกะ ได้แก่ 1) ภาวะซึมเศร้า 2) ภาวะนอนไม่หลับ 3) แนวโน้มที่จะลาออกปานกลาง/ สูง และ 4) การทำงานเดิมซ้ำ ๆ ปานกลาง ดังนั้น ปัจจัยด้านกายใจ องค์กร และลักษณะงานสัมพันธ์กับความเหนื่อยล้า การพัฒนานโยบายสนับสนุนการทำงาน …


The Effect Of Hybrid Cbt-Based And Peer Support Program On Depression Among Transgender Women, Patcharin Krongtham Jan 2024

The Effect Of Hybrid Cbt-Based And Peer Support Program On Depression Among Transgender Women, Patcharin Krongtham

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study was a randomized controlled trial with repeated measures, aimed at evaluating the effect of hybrid CBT-based and peer support program on depression among transgender women. A total of 112 eligible participants were randomly assigned to either the experimental or control group, with 56 participants in each group. The experimental group received the hybrid CBT-based and peer support program developed based on Padesky and Mooney’s cognitive-behavioral therapy model (1990) and Dennis’s concept of peer support (2003). The program consisted of eight group sessions each lasting 60–90 minutes, delivered through both face-to-face meetings and the LINE application, conducted twice a …


ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่, พรทิพย์ ทองเปลว Jan 2024

ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่, พรทิพย์ ทองเปลว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอำนาจการทำนายระหว่างโรคร่วม การสนับสนุนทางสังคม ภาวะเปราะบาง ภาวะซึมเศร้า ความสามารถในการดูแลตนเอง และ การรับรู้ภาวะสุขภาพ กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ ทั้งเพศชายและหญิง อายุ 60 ปีขึ้นไป ที่เข้ารับการผ่าตัดในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย, โรงพยาบาลรามาธิบดี และโรงพยาบาลศิริราช จำนวน 108 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามปัจจัยส่วนบุคคล 2) แบบประเมินโรคร่วม 3) แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม 4) แบบประเมินภาวะเปราะบาง 5) แบบประเมินภาวะซึมเศร้า 6) แบบวัดความสามารถในการดูแลตนเอง 7) แบบประเมินการรับรู้ภาวะสุขภาพ และ 8) แบบประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจ เอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ เครื่องมือมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาในชุดที่ 2-8 เท่ากับ 1.00, 0.93, 1.00, 0.93, 0.98, 0.93 และ 0.89 ตามลำดับ และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.71, 0.85, 0.87, 0.81, 0.97, 0.86 และ 0.94 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า โรคร่วมมีสัมประสิทธิ์การทำนายสูงสุด (β = -.336, p = < .01) รองลงมาคือ ความสามารถในการดูแลตนเอง (β = .324, p < .01) ภาวะซึมเศร้า (β = -.269, p < .01) และภาวะเปราะบาง (β = -.241, p < .01) ตามลำดับ โดยตัวแปรทั้ง 4 ตัวแปร สามารถร่วมทำนายความแปรปรวนของคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ได้ ร้อยละ 78.90 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (Adjusted R2 = .789, p < .01) จากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบควรให้ความสำคัญกับการประเมินโรคร่วม การส่งเสริมความสามารถในการดูแลตนเอง การลดภาวะซึมเศร้าและภาวะเปราะบาง เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุให้ดีขึ้น


A Path Analysis Of Treatment Adherence Of Persons With Hypertension In Myanmar, Thandar Win Jan 2024

A Path Analysis Of Treatment Adherence Of Persons With Hypertension In Myanmar, Thandar Win

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This cross-sectional descriptive correlational study was conducted with the objectives of 1) to explore the level of treatment adherence among persons with hypertension (HT) in Myanmar and 2) to examine the direct and indirect effects of age, social support, illness perception, patient-provider communication, perceived barriers, and self-efficacy on treatment adherence conducted in persons with HT in Myanmar. The model was hypothesized by meta-analysis results and thorough literature review. The two-stage cluster sampling method was applied to select the total 320 participants with HT from the community occupied by four rural and sub-rural health centers in Sagaing Township, Myanmar. All HT …


ปัจจัยทำนายภาวะการทำหน้าที่ในผู้ที่เป็นโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่กำลังรักษาด้วยการฉายรังสี, จตุพร เลิศอนันต์สิทธิ์ Jan 2024

ปัจจัยทำนายภาวะการทำหน้าที่ในผู้ที่เป็นโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่กำลังรักษาด้วยการฉายรังสี, จตุพร เลิศอนันต์สิทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะการทำหน้าที่ และปัจจัยที่สามารถทำนายภาวะการทำหน้าที่ในผู้ที่เป็นโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่กำลังรักษาด้วยการฉายรังสี กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ป่วยโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 121 ราย ซึ่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลระดับตติยภูมิในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ โรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี โรงพยาบาลศูนย์สุรินทร์ และโรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางคลินิก แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม แบบประเมินประสบการณ์การมีอาการไม่พึงประสงค์ แบบสอบถามวิธีจัดการกับอาการ และแบบประเมินภาวะการทำหน้าที่ของผู้ที่เป็นโรคมะเร็ง ซึ่งแบบสอบถามทั้งหมดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา และตรวจสอบความเที่ยงได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.88 0.96 0.88 0.89 และ 0.94 ตามลำดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบนำตัวแปรทำนายทุกตัวเข้าสมการพร้อมกันในครั้งเดียว (Enter Multiple Regression Analysis) ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่กำลังได้รับการฉายรังสีมีระดับภาวะการทำหน้าที่อยู่ในระดับต่ำ โดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 74.62 (S.D. = 17.97) จากการวิเคราะห์ค่าความสัมพันธ์โดยสถิติสัมประสิทธิ์ของเพียร์สัน (Pearson’s correlation) พบว่า ประสบการณ์อาการไม่พึงประสงค์มีความสัมพันธ์ทางลบกับภาวะการทำหน้าที่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = –.406, p


ผลของโปรแกรมการนิเทศทางการพยาบาลร่วมกับไลน์แอปพลิเคชันต่อความสามารถของพยาบาลวิชาชีพหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรม, ศิริลักษณ์ ดีเลิศไพบูลย์ Jan 2024

ผลของโปรแกรมการนิเทศทางการพยาบาลร่วมกับไลน์แอปพลิเคชันต่อความสามารถของพยาบาลวิชาชีพหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรม, ศิริลักษณ์ ดีเลิศไพบูลย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองเพื่อศึกษาเปรียบเทียบ ความสามารถในการดูแลผู้ป่วยวิกฤตของพยาบาลวิชาชีพหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมที่ได้รับโปรแกรมการนิเทศทางการพยาบาลร่วมกับการใช้ไลน์แอปพลิเคชันในระยะก่อน - หลัง และระยะติดตามผลโดยใช้แนวคิดการนิเทศของพรอคเตอร์และการ บรูณาการการประเมินการดูแลผู้ป่วยวิกฤตของวินเซนต์และคณะร่วมกับไลน์แอปพลิเคชัน โดยศึกษาในพยาบาลวิชาชีพหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมผู้มีประสบการณ์การปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรม 3 ถึง 5 ปี จำนวน 12 คน ตามแบบแผนการวิจัยแบบศึกษากลุ่มเดียว วัดก่อนและหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยประกอบด้วย1) โปรแกรมการนิเทศทางการพยาบาลร่วมกับไลน์แอปพลิเคชัน 2)คู่มือการนิเทศตามโปรแกรม 3)แบบสอบถามประเมินความสามารถในการดูแลผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรม มีค่าความตรง 0.99 4)แบบวัดความรู้เรื่องการประยุกต์ใช้แนวคิดการนิเทศทางการพยาบาลของพยาบาลผู้นิเทศ มีค่าความตรง 0.98 เครื่องมือทั้งหมดผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน และวิเคราะห์หาความเที่ยงรายด้านคือ ด้านความสามารถด้านการปฏิบัติทางการพยาบาล 0.94 ความสามารถในการจัดการป้องกันความเสี่ยงในด้านการติดเชื้อ 0.84 ความสามารถในการบริหารยาความเสี่ยงสูง 0.81โดยใช้แบบประเมินเป็นแบบสอบถามประเมินความสามารถในการดูแลผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมเก็บข้อมูลก่อน-หลังการได้รับโปรแกรม และระยะติดตามหลังได้รับโปรแกรมการนิเทศ 4 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยแจกแจงความถี่จำนวนร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติทดสอบWilcoxon signed-rank test ผลการวิจัยพบว่าความสามารถในการดูแลผู้ป่วยวิกฤตของพยาบาลวิชาชีพหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมภายหลังการได้รับโปรแกรมการนิเทศทางการพยาบาลร่วมกับไลน์แอปพลิเคชันสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการนิเทศทางการพยาบาลร่วมกับไลน์แอปพลิเคชัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05


ประสบการณ์การดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ, หนึ่งฤทัย ปิ่นตบแต่ง Jan 2024

ประสบการณ์การดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ, หนึ่งฤทัย ปิ่นตบแต่ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาการตีความตามแนวคิดของไฮเดรกเกอร์ มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความหมายและประสบการณ์การดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ ผู้ให้ข้อมูลจำนวน 16 คน โดยคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การบันทึกเทปและการนำข้อมูลมาถอดคำต่อคำ การสังเกต และการบันทึกภาคสนาม ร่วมกับวิเคราะห์เนื้อหาตามวิธีการของ van Manen (1990) ผลการศึกษาสามารถแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การให้ความหมายการดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ และประสบการณ์การดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ โดยการให้ความหมายการดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ พบ 2 ประเด็นย่อย คือ 1. การดูแลด้วยความรักความผูกพันในครอบครัว 2. ใส่ใจดูแลไม่ให้กลับไปเสพซ้ำส่วนประสบการณ์การดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ พบ 4 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1. ความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้เสพซ้ำ 2. ความรู้สึกและสิ่งที่เกิดขึ้นจากการดูแล 3. การปรับตัวของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ 4. การรับมือกับผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ ผลการศึกษาครั้งนี้ทำให้เข้าใจความหมายและประสบการณ์การดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ เป็นแนวทางสำหรับพยาบาลและสหวิชาชีพนำไปพัฒนาระบบการดูแลทั้งผู้ติดสุราที่เสพซ้ำและผู้ดูในครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพ


ปัจจัยทำนายความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันในผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไต, นันทกร ปราโมทย์ Jan 2024

ปัจจัยทำนายความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันในผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไต, นันทกร ปราโมทย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันและปัจจัยทำนายความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันในผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไต กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไต อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่รับบริการ ณ ศูนย์ปลูกถ่ายไต/คลินิก Post-Kidney Transplantation ในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 113 ราย เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอนเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 8 ชุด เครื่องมือมีค่าดัชนีความตรงของเนื้อหาในชุดที่ 2-8 เท่ากับ 0.86, 0.84, 0.92, 0.80, 1, 1 และ 0.88 ตามลำดับ และค่าความเที่ยงของแบบสอบถามเท่ากับ 0.75, 0.86, 0.95, 0.96, 0.80, 0.86 และ 0.90 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไตมีคะแนนเฉลี่ยความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน เท่ากับ 23.09 (SD = 0.84) 2) ปัจจัยทำนายความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันในผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไตได้สูงสุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ระยะเวลาหลังได้รับการปลูกถ่ายไต (β = -0.313, p < 0.01) รองลงมาคือ การสนับสนุนทางสังคม (β = 0.264, p < 0.01) การรับรู้อุปสรรคของการรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน (β = -0.184, p < 0.05) และการรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะปฏิเสธไต (β = 0.173, p < 0.05) ตามลำดับ โดยสามารถร่วมทำนายความแปรปรวนของความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันในผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไตได้ ร้อยละ 31.40 (Adjusted R2 = 0.314, p < 0.05)


ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังต้านการเสพยาบ้าแบบครอบครัวมีส่วนร่วมและโมบายแอปพลิเคชัน ต่อการเสพยาบ้าของวัยรุ่นเสพติดยาบ้าที่ได้รับการบำบัดแบบผู้ป่วยนอก, สุภาวดี เชื้อมีแรง Jan 2024

ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังต้านการเสพยาบ้าแบบครอบครัวมีส่วนร่วมและโมบายแอปพลิเคชัน ต่อการเสพยาบ้าของวัยรุ่นเสพติดยาบ้าที่ได้รับการบำบัดแบบผู้ป่วยนอก, สุภาวดี เชื้อมีแรง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ 1) การเสพยาบ้าของวัยรุ่นเสพติดยาบ้าที่ได้รับบำบัดแบบผู้ป่วยนอกซึ่งได้รับผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังต้านการเสพยาบ้าแบบครอบครัวมีส่วนร่วมและโมบายแอปพลิเคชัน ในระยะก่อนการทดลอง และหลังการทดลอง และ 2) การเสพยาบ้าของวัยรุ่นที่เสพติดยาบ้าที่ได้รับการบำบัดแบบผู้ป่วยนอกระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างพลังต้านการเสพยาบ้าแบบครอบครัวมีส่วนร่วมและ โมบายแอปพลิเคชัน กับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติในระยะหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือวัยรุ่นชายและหญิงอายุ 18–24 ปี ที่เข้ารับการบำบัดแบบผู้ป่วยนอกในคลินิกบำบัดยาเสพติด สถาบันแห่งหนึ่ง จำนวน 50 คน และพ่อ/แม่ของวัยรุ่นครอบครัวละ 1 คน ได้รับการจับคู่ตามระดับความรุนแรงของการเสพติดและเพศ แล้วสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 25 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมฯ รวม 8 กิจกรรม ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินพลังต้านการเสพยาบ้า และแบบประเมินพฤติกรรมการเสพยาบ้า Time Line Follow-Back (TLFB) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติ Dependent t-test และ Independent t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 สรุปผลวิจัยได้ดังนี้ 1. คะแนนเฉลี่ยการเสพยาบ้าของกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมฯ ใน 4 สัปดาห์หลังการทดลอง น้อยกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t= 1.90, p


ผลของโปรแกรมการกำกับอารมณ์และการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่อพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภท, รัชนา วันนา Jan 2024

ผลของโปรแกรมการกำกับอารมณ์และการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่อพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภท, รัชนา วันนา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ เปรียบเทียบพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภท ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการกำกับอารมณ์และการมีส่วนร่วมของครอบครัว และเปรียบเทียบพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภท ระหว่างที่ได้รับโปรแกรมการกำกับอารมณ์และการมีส่วนร่วมของครอบครัว และกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ เป็นผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยจากจิตแพทย์ว่าเป็นโรคจิตเภท ตามเกณฑ์การวินิจฉัยโรค ICD-10 แผนกผู้ป่วยในของโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ จำนวน 42 คน กลุ่มตัวอย่างได้รับการจับคู่ตามลักษณะ เพศ อายุ และสุ่มเข้ากลุ่มทดลอง กลุ่มควบคุม กลุ่มละ 21 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ โปรแกรมการกำกับอารมณ์และการมีส่วนร่วมของครอบครัว แบบประเมินพฤติกรรมก้าวร้าว และแบบประเมินการกำกับอารมณ์ โดยมีดัชนีความตรงเท่ากับ 1 ส่วนความเที่ยงโดยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบราค แบบประเมินพฤติกรรมก้าวร้าวและแบบประเมินการกำกับอารมณ์ เท่ากับ .81และ .82 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที (t-test) ผลการวิจัย สรุปได้ดังนี้ 1) คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยโรคจิตเภทหลังได้รับโปรแกรมการกำกับอารมณ์และการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการกำกับอารมณ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 2) คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยโรคจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการกำกับอารมณ์และการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05


ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเอง ของผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือด, รัฐศิริ ขำเข้ม Jan 2024

ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเอง ของผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือด, รัฐศิริ ขำเข้ม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยแบบสหสัมพันธ์ ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือด และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรร ได้แก่ อายุ การรับรู้ภาวะสุขภาพ การรับรู้สมรรถนะแห่งตน การสนับสนุนทางสังคม ภาวะโรคร่วม ภาวะซึมเศร้า กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือด กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดจำนวน 104 คน ที่ได้รับการรักษาจนพ้นภาวะวิกฤติแล้ว 2 สัปดาห์ อายุระหว่าง 18 - 59 ปี ที่เข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลตติยภูมิ 3 แห่ง คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินการรับรู้ภาวะสุขภาพ แบบวัดการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการดูแลตนเอง แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม แบบประเมินโรคร่วม แบบประเมินภาวะซึมเศร้า และแบบสอบถามคะแนนความกระตือรือร้นในการดูแลตนเอง เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดย ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ทดสอบความเที่ยงของเครื่องมือโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค มีค่า ความเที่ยงเท่ากับ .96,.87,.96, .86, .90 และ .93 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและสเปียร์แมน ผลการวิจัย 1. กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดวัยผู้ใหญ่ที่ได้รับการรักษาจนพ้นภาวะวิกฤตแล้ว 2 สัปดาห์ มีคะแนนความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองเท่ากับ 91.06 (SD = 10.64) ส่วนใหญ่มีคะแนนความกระตือรือร้นอยู่ในระดับ 4 คือ มีการปรับตัวแสดงพฤติกรรมใหม่ และคงไว้แม้อยู่ในสภาวะกดดัน เป็นร้อยละ 96.2 2. การรับรู้ภาวะสุขภาพ และการรับรู้สมรรถนะแห่งตน มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 (r =.46 และr =.50) ส่วนภาวะโรคร่วมและภาวะซึมเศร้ามีความสัมพันธ์ทางลบกับความกระตือรือร้นในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 ( r = -0.34, r -0.27) 3. อายุ และการสนับสนุนทางสังคมไม่มีความสัมพันธ์กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือด


ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเคชั่นไลน์ต่อความร่วมมือในการรับประทานยาและผลตรวจเสมหะในผู้ที่เป็นวันโรคปอดรักษาซ้ำ, นิภาพร ฝางคำ Jan 2024

ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเคชั่นไลน์ต่อความร่วมมือในการรับประทานยาและผลตรวจเสมหะในผู้ที่เป็นวันโรคปอดรักษาซ้ำ, นิภาพร ฝางคำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นวัณโรคปอดรักษาซ้ำ ทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุ 20-60 ปี มารับการรักษาที่คลินิกวัณโรคโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 30 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการตนเอง ประกอบด้วยการให้ความรู้ การให้การปรึกษา การจดบันทึกการรับประทานยา ร่วมกับการใช้แอปพลิเคชันไลน์ เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา เปรียบเทียบความแตกต่างด้วยสถิติที และการทดสอบและสถิติไค-สแควร์ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เปรียบเทียบความร่วมมือในการรับประทานยาในผู้ที่เป็นวัณโรคปอดรักษาซ้ำ ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ 2. เปรียบเทียบความร่วมมือในการรับประทานยาในผู้ที่เป็นวัณโรคปอดรักษาซ้ำ หลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ และกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ 3. ประเมินผลการตรวจเสมหะจากพบเชื้อเป็นไม่พบเชื้อวัณโรคในผู้ที่เป็นวัณโรคปอดรักษาซ้ำ หลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผู้ที่เป็นวัณโรคปอดรักษาซ้ำหลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ มีความร่วมมือในการรับประทานยาสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผู้ที่เป็นวัณโรคปอดรักษาซ้ำที่ได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ มีความร่วมมือในการรับประทานยาสูงกว่ากลุ่มได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผลตรวจเสมหะในผู้ที่เป็นวัณโรคปอดรักษาซ้ำหลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเค-ชันไลน์ เปลี่ยนเป็นไม่พบเชื้อมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมการฝึกทักษะที่มุ่งสร้างความสุขแบบผสมผสานต่อภาวะสิ้นยินดีในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, ประภาลักษณ์ แสนล้อม Jan 2024

ผลของโปรแกรมการฝึกทักษะที่มุ่งสร้างความสุขแบบผสมผสานต่อภาวะสิ้นยินดีในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, ประภาลักษณ์ แสนล้อม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกทักษะที่มุ่งสร้างความสุขแบบผสมผสานต่อภาวะสิ้นยินดีในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า กลุ่มตัวอย่าง คือผู้ป่วยโรคซึมเศร้าชายและหญิง อายุระหว่าง 20-59 ปี ที่เข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ จังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 64 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 32 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการฝึกทักษะที่มุ่งสร้างความสุขแบบผสมผสาน ขณะที่กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการฝึกทักษะที่มุ่งสร้างความสุขแบบผสมผสาน 2) แบบประเมินภาวะสิ้นยินดี 3) แบบวัดการมุ่งสร้างความสุข เครื่องมือทั้งหมดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ โดยแบบประเมินภาวะสิ้นยินดี และแบบวัดการมุ่งสร้างความสุข มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และ .98 ตามลำดับ นอกจากนี้ ตรวจสอบความเที่ยงได้เท่ากับ .94 และ .87 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1) ค่าคะแนนเฉลี่ยภาวะสิ้นยินดีของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในกลุ่มทดลอง หลังเข้าร่วมโปรแกรมการฝึกทักษะที่มุ่งสร้างความสุขแบบผสมผสาน ต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมการฝึกทักษะที่มุ่งสร้างความสุขแบบผสมผสาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t=15.854, df=28, p


ผลของการใช้โปรแกรมการให้บริการผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกโดยแนวคิดลีนร่วมกับโมบายแอปพลิเคชันต่อความพึงพอใจในบริการพยาบาลห้องตรวจโรคจักษุกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า, ศตพร ชัยชนะ Jan 2024

ผลของการใช้โปรแกรมการให้บริการผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกโดยแนวคิดลีนร่วมกับโมบายแอปพลิเคชันต่อความพึงพอใจในบริการพยาบาลห้องตรวจโรคจักษุกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า, ศตพร ชัยชนะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นลักษณะกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมการให้บริการผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกโดยแนวคิดลีนร่วมกับโมบายแอปพลิเคชันและเพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจในบริการพยาบาลของผู้ป่วย ระหว่างกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการบริการผ่าตัดต้อกระจกตามปกติ กับกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับโปรแกรมการให้บริการผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกโดยแนวคิดลีนร่วมกับโมบายแอปพลิเคชัน ห้องตรวจโรคจักษุกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กลุ่มตัวอย่าง คือกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคต้อกระจกทั้งเพศหญิงและเพศชายที่เข้ารับการบริการผ่าตัดต้อกระจกตามคุณสมบัติที่ผู้วิจัยกำหนด จำนวน 40 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จำนวนกลุ่มละ 20 คน จัดเข้ากลุ่มโดยวิธีการจับคู่ (Matched pair) ในด้านเพศ อายุ ระดับการศึกษา และจำนวนครั้งในการผ่าตัดต้อกระจก เพื่อให้มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการให้บริการผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกโดยแนวคิดลีนร่วมกับโมบายแอปพลิเคชัน 2) แบบประเมินความพึงพอใจในบริการพยาบาล เครื่องมือทั้งหมดผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน แบบประเมินความพึงพอใจได้ค่าความตรง .86 และตรวจสอบความเที่ยง ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค .98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยคำนวณค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที (Independent t-test statistic) ผลการวิจัยสรุปได้ว่า ความพึงพอใจในบริการพยาบาลของผู้ป่วยที่เข้ารับโปรแกรมการให้บริการผ่าตัดต้อกระจกโดยแนวคิดลีนร่วมกับโมบายแอปพลิเคชัน สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการบริการผ่าตัดต้อกระจกตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเพิ่มแรงต้านด้วยยางยืดร่วมกับการให้แรงสนับสนุนทางสังคม ต่อองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่า และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาของผู้สูงอายุหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า, สลิลทิพย์ ดีดพิณ Jan 2024

ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเพิ่มแรงต้านด้วยยางยืดร่วมกับการให้แรงสนับสนุนทางสังคม ต่อองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่า และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาของผู้สูงอายุหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า, สลิลทิพย์ ดีดพิณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองแบบวัดผลซ้ำ (วันที่ 5 และสัปดาห์ที่ 6 หลังผ่าตัด) มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเพิ่มแรงต้านด้วยยางยืดร่วมกับการให้แรงสนับสนุนทางสังคม ต่อองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่าและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาในผู้สูงอายุหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม กลุ่มตัวอย่าง 48 ราย (อายุ 60 ปีขึ้นไป) เข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลตำรวจ ระหว่างเดือนสิงหาคม–ธันวาคม 2567 แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองเท่ากัน 24 ราย จับคู่ด้วยอายุและลักษณะพื้นฐาน กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ส่วนกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมที่พัฒนาขึ้น เครื่องมือทดลอง ได้แก่ โปรแกรมการออกกำลังกายแบบเพิ่มแรงต้านด้วยยางยืดร่วมกับการให้แรงสนับสนุนทางสังคม ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน เครื่องมือเก็บข้อมูล ได้แก่ เครื่องมือวัดองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่า และแบบประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขา มีความเที่ยงด้วยวิธีวัดความเท่าเทียมกัน เท่ากับ 1 และ 0.92 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย และการทดสอบที กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. กลุ่มทดลองมีองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่าและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาเฉลี่ย ในสัปดาห์ที่ 6 สูงกว่า วันที่ 5 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) 2. กลุ่มทดลองมีองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่าและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาเฉลี่ย สูงกว่ากลุ่มควบคุมในวันที่ 5 และสัปดาห์ที่ 6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05)


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังการผ่าตัดของผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกสมอง, บุญสิตา ทิงาเครือ Jan 2024

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังการผ่าตัดของผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกสมอง, บุญสิตา ทิงาเครือ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอาการไม่พึงประสงค์และปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังการผ่าตัดของผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกสมอง ได้แก่ เพศ อายุ ตำแหน่งของเนื้องอกสมอง ภาวะโรคร่วม กิจกรรมทางกาย ภาวะโภชนาการ ความเข้มแข็งทางใจ และแรงสนับสนุนทางสังคม กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกสมองที่ได้รับการผ่าตัดไม่เกิน 6 เดือน ทั้งเพศชายและหญิง อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่เข้ารับการรักษาแผนกผู้ป่วยนอก จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย โรงพยาบาลรามาธิบดี และสถาบันประสาทวิทยา จำนวน 120 คน ที่ได้มาจากการคัดเลือกตามคุณสมบัติที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกข้อมูลการเจ็บป่วย แบบประเมินอาการไม่พึงประสงค์ แบบประเมินภาวะโรคร่วม แบบประเมินกิจกรรมทางกาย แบบประเมินภาวะโภชนาการ แบบประเมินความเข้มแข็งทางใจ แบบประเมินแรงสนับสนุนทางสังคม ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน หาค่าความเที่ยงของแบบประเมินดังกล่าว เท่ากับ .86 - .99 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และอีต้า ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยของความรุนแรงของอาการไม่พึงประสงค์โดยรวม เท่ากับ 2.54 (S.D. = 1.47) โดยอาการที่พบมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อาการปวดศีรษะ อาการนอนไม่หลับ และอาการเหนื่อยล้า ตามลำดับ และพบว่า ภาวะโรคร่วม ภาวะโภชนาการ ความเข้มแข็งทางใจ และกิจกรรมทางกาย มีความสัมพันธ์กับอาการไม่พึงประสงค์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .47, r = -.44, r = -.36 และ r = -.24 ตามลำดับ) ขณะที่ เพศ อายุ ตำแหน่งเนื้องอกสมอง และแรงสนับสนุนทางสังคม ไม่มีความสัมพันธ์กับอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังการผ่าตัดของผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกสมอง


ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวต่อภาระการดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยจิตเภท, พรปวีณ์ ยังปักษี Jan 2024

ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวต่อภาระการดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยจิตเภท, พรปวีณ์ ยังปักษี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองใช้รูปแบบการศึกษาสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวต่อภาระการดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยจิตเภท กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยจิตเภทจำนวน 38 คน โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามเกณฑ์คุณสมบัติที่ผู้วิจัยกำหนด แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 19 คน และกลุ่มควบคุม 19 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว 2) แบบสอบถามข้อมูล ส่วนบุคคล 3) แบบวัดภาระการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภท 4) แบบวัดความเข้มแข็งของครอบครัว เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจาก ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน เครื่องมือชุดที่ 3 และ 4 มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .81 และ .90 ตามลำดับ มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ .73 และ .84 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1. ภาระการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทต่ำกว่าหลังเข้าร่วมโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ภาระการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วมต่อทักษะการสื่อสารทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียน, จุฑามาศ ตุ้มเฉลิมชัยสกุล Jan 2024

ผลของโปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วมต่อทักษะการสื่อสารทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียน, จุฑามาศ ตุ้มเฉลิมชัยสกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองใช้รูปแบบการศึกษาสองกลุ่มแบบวัดซ้ำ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะการสื่อสารทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนในระยะก่อนได้รับโปรแกรม หลังได้รับโปรแกรมทันที และหลังได้รับโปรแกรม 2 สัปดาห์ และเปรียบเทียบผลต่างค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะการสื่อสารทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนที่ได้รับโปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วมกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ตามเกณฑ์ DSM-V ว่าเป็นโรคออทิสติก อายุ 3-6 ปี และครอบครัวที่มารับบริการที่สถาบันราชานุกูล ประเภทผู้ป่วยใน จำนวน 40 คน โดยผู้วิจัยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนด กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วม และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วม 2) แบบประเมินทักษะการสื่อสารทางสังคมสำหรับเด็กออทิสติก และ 3) แบบประเมินการมีความสนใจร่วมกันสำหรับเด็กออทิสติก เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยเครื่องมือชุดที่ 2 และ 3 มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .91 และ .81 ตามลำดับ มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ .98 และ .92 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (Repeated ANOVA) และทดสอบค่าเฉลี่ยด้วยวิธี Planned Comparisons กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1. ค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะการสื่อสารทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนที่ได้รับโปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วมหลังการทดลองทันที และหลังการทดลอง 2 สัปดาห์สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (F= 68.22, p=


ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อต่อพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายและเปอร์เซ็นต์ไขมันของวัยรุ่นที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน, กมลทิพย์ รุยแก้ว Jan 2024

ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อต่อพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายและเปอร์เซ็นต์ไขมันของวัยรุ่นที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน, กมลทิพย์ รุยแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยกึ่งทดลองวัดก่อนและหลังมีกลุ่มเปรียบเทียบนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อต่อพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายและเปอร์เซ็นต์ไขมันของวัยรุ่นที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน อายุ 13-18 ปี จำนวน 30 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ 15 คน และกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อ 15 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามการรับรู้ประโยชน์ของการมีกิจกรรมทางกาย 2) แบบสอบถามการรับรู้อุปสรรคของการมีกิจกรรมทางกาย 3) แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะตนเองในการทำกิจกรรมทางกาย และ 4) แบบสอบถามพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกาย โดยมีค่าความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 1.0, 1.0, 1.0, และ 0.83 ตามลำดับ ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.78 , 0.86, 0.66 และ 0.68 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที (t-test) ผลการวิจัย พบว่า วัยรุ่นที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนหลังจากได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อ มีพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ และสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -3.51, t= -2.91; p < .05) แต่เปอร์เซ็นต์ไขมันภายหลังได้รับโปรแกรมฯ และระหว่างกลุ่มไม่แตกต่างกัน


ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญาต่อการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, อภิสรา กานต์นนทกร Jan 2024

ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญาต่อการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, อภิสรา กานต์นนทกร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญา และเพื่อเปรียบเทียบการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญากับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยจิตเภทที่มารับบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 40 ราย จับคู่กลุ่มตัวอย่างให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันด้วยอายุที่เริ่มเจ็บป่วยและการพักอาศัยกับผู้ใด สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญา 2) แบบประเมินการทำหน้าที่ทางสังคม เครื่องมือทุกชุดได้ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน วิเคราะห์ความเที่ยงของเครื่องมือโดยหาค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ .77 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า 1) การทำหน้าที่ทางสังคมในผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญาดีกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) การทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนที่ได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมการฟังเสียงของมารดาต่อการตอบสนองของทารกแรกเกิดก่อนกำหนดและความผูกพันของมารดาต่อทารกในหอผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกิด, ชนัญชิตา จุลเกาะ Jan 2024

ผลของโปรแกรมการฟังเสียงของมารดาต่อการตอบสนองของทารกแรกเกิดก่อนกำหนดและความผูกพันของมารดาต่อทารกในหอผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกิด, ชนัญชิตา จุลเกาะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบข้ามสลับในกลุ่มเดียว แบบสองระยะไขว้กัน (Single-group, two-sequence crossover design) เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฟังเสียงของมารดา ต่อการตอบสนองของทารกแรกเกิดก่อนกำหนด และความผูกพันของมารดาต่อทารก กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยมารดาและทารกเกิดก่อนกำหนด จำนวน 16 คู่ ซึ่งมีอายุครรภ์ระหว่าง 32–36 สัปดาห์ โดยผู้เข้าร่วมถูกสุ่มเข้าสู่สองลำดับ ได้แก่ ลำดับที่ 1 ทารกได้รับโปรแกรมการฟังเสียงของมารดา เป็นเวลา 4 วัน ตามด้วยระยะพัก 1 วัน และจากนั้นได้รับการพยาบาลตามปกติอีก 4 วัน และลำดับที่ 2 ทารกได้รับการพยาบาลตามปกติ 4 วัน ตามด้วยโปรแกรมการฟังเสียงของมารดาอีก 4 วัน การตอบสนองของทารกถูกบันทึกด้วยวิดีโอ ในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการฟังเสียงของมารดา ทั้งการตอบสนองของทารกและความผูกพันของมารดาต่อทารก ได้รับการประเมินโดยใช้แบบประเมินการตอบสนองของทารก (Infant Response Assessment Tool) และแบบสอบถามความผูกพันของมารดาต่อทารก (Mother-to-Infant Attachment Questionnaire) ซึ่งเครื่องมือทั้งสองมีค่าความตรงและความเที่ยง เท่ากับ 0.8, 88.58%, 0.8–1 และ 0.89 ตามลำดับ ข้อมูลทั่วไปวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา การตอบสนองของทารกเกิดก่อนกำหนดวิเคราะห์โดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ (One-way repeated measures ANOVA) และความผูกพันของมารดาต่อทารกวิเคราะห์โดยใช้สถิติ paired t-test ผลการวิจัยพบว่า (1) มารดาในกลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 31.25 ปี ส่วนใหญ่อยู่ในครรภ์ที่สอง (ร้อยละ 56.25) และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 43.75) ทารกเพศชายร้อยละ 56.25 และเพศหญิงร้อยละ 43.75 อายุครรภ์เฉลี่ย 33.25 สัปดาห์ น้ำหนักแรกเกิดเฉลี่ย 1,967.88 กรัม ทารกส่วนใหญ่ (ร้อยละ 56.25) มีภาวะหายใจลำบาก และได้รับออกซิเจน (ร้อยละ 62.5) โดยมีค่า Apgar score …


ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนผ่านสื่อแอนิเมชันต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียนตอนปลายที่มีภาวะโภชนาการเกิน, ศศิวิมล พิมพ์ศรี Jan 2024

ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนผ่านสื่อแอนิเมชันต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียนตอนปลายที่มีภาวะโภชนาการเกิน, ศศิวิมล พิมพ์ศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง วัดก่อนและหลังทดลองมีกลุ่มเปรียบเทียบ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนผ่านสื่อแอนิเมชันต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียนตอนปลายที่มีภาวะโภชนาการเกิน ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 30 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนผ่านสื่อแอนิเมชัน จำนวน 15 คน และกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนผ่านสื่อแอนิเมชัน ผู้วิจัยพัฒนาโปรแกรมฯตามแนวคิดการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนของ Bandura (1997) 2) แบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียนตอนปลายที่มีภาวะโภชนาการเกิน 3) แบบสอบถามการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียนตอนปลายที่มีภาวะโภชนาการเกิน โดยเครื่องมือทั้งหมด มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 1.0 และค่าความเที่ยง เท่ากับ 0.80 และ 0.88 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Paired t-test และ Independent t-test ผลการวิจัยพบว่า คะแนนพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียนตอนปลายที่มีภาวะโภชนาการเกินหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนผ่านสื่อแอนิเมชัน สูงขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนได้รับโปรแกรมฯ (t= 7.284 p


ผลของโปรแกรมการสอนแนะต่อสมรรถนะของพยาบาลจบใหม่ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยศัลยกรรม, จาฬุฎา มาเมืองบน Jan 2024

ผลของโปรแกรมการสอนแนะต่อสมรรถนะของพยาบาลจบใหม่ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยศัลยกรรม, จาฬุฎา มาเมืองบน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองประเภทกลุ่มเดียววัดแบบอนุกรมเวลา มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะของพยาบาลจบใหม่ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยศัลยกรรม “ก่อน” และ “หลัง” ได้รับโปรแกรมการสอนแนะทันที และ“ระยะติดตามผล 4 สัปดาห์” กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลจบใหม่ คัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 13 คน ได้รับโปรแกรมเป็นเวลา 4 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัย คือ แบบประเมินสมรรถนะพยาบาลจบใหม่ ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.96 และมีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ (One-way repeated Measures ANOVA) ผลการศึกษา พบว่าพยาบาลจบใหม่ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยศัลยกรรม มีคะแนนความสามารถด้านการปฏิบัติการพยาบาล ด้านการสื่อสารและสัมพันธภาพ และด้านการพัฒนาตนเองและหน่วยงาน ภายหลังได้รับโปรแกรมการสอนแนะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (p < .05) ผลการศึกษา สามารถนำโปรแกรมการสอนแนะ ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาสมรรถนะพยาบาลจบใหม่โดยเฉพาะหอผู้ป่วยศัลยกรรมที่มีบริบทคล้ายกัน


ประสบการณ์การเป็นพยาบาลที่ปฏิบัติงานหน่วยงานสารสนเทศทางการพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ, วิภาวัลย์ คำมา Jan 2024

ประสบการณ์การเป็นพยาบาลที่ปฏิบัติงานหน่วยงานสารสนเทศทางการพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ, วิภาวัลย์ คำมา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายประสบการณ์ของพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหน่วยสารสนเทศทางการพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยผู้ให้ข้อมูลเป็นพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานสารสนเทศทางการพยาบาลอย่างน้อย 3 ปี และมีความยินดีเข้าร่วมการวิจัย โดยคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง จํานวน 12 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการบันทึกเทป ร่วมกับการบันทึกภาคสนาม และนําข้อมูลที่ได้มาถอดเทปแบบคําต่อคํา และวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีของ Crist and Tanner ผลการศึกษา ประสบการณ์การเป็นพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหน่วยสารสนเทศทางการพยาบาล แบ่งเป็น 6 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1) แรงจูงใจในการเข้าสู่บทบาทพยาบาลสารสนเทศ 2) ความรู้สึกและการปรับตัวต่อบทบาทใหม่ 3) บทบาทใหม่และการขยายขอบเขตงานพยาบาล 4) การเรียนรู้เพื่อเพิ่มพูนศักยภาพด้านเทคโนโลยี 5) การมีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการพยาบาล 6) อุปสรรคและความท้าทายในการปฏิบัติงาน จากการศึกษาครั้งนี้ทำให้ทราบว่าการเป็นพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหน่วยสารสนเทศทางการพยาบาลต้องอาศัยความรู้ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และด้านการพยาบาล มาสร้างและพัฒนาโปรแกรมที่มีประโยชน์ต่อบุคลากรทางการแพทย์และผู้รับบริการทางการแพทย์


ผลของรูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบาย แอปพลิเคชัน ต่อความสามารถของผู้ดูแล และความพึงพอใจในรูปแบบการดูแลของพยาบาล, อรุณรัตน์ ร่มเกตุ Jan 2024

ผลของรูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบาย แอปพลิเคชัน ต่อความสามารถของผู้ดูแล และความพึงพอใจในรูปแบบการดูแลของพยาบาล, อรุณรัตน์ ร่มเกตุ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลของรูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบายแอปพลิเคชัน ต่อ 1) ความสามารถในการดูแลของผู้ดูแลหลักผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบ และ 2) ความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อรูปแบบการดูแล โดยใช้กรอบแนวคิด IMB Model ของ Fisher & Fisher (1992) หลักการจัดการดูแลของ DMAHS (2023) และแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสำหรับผู้ดูแลของสถาบันประสาทวิทยา (2563) กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลหลักของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบจำนวน 36 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 18 คน และพยาบาลวิชาชีพจำนวน 17 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ รูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบายแอปพลิเคชัน (Stroke Link) ที่ออกแบบให้ใช้งานสะดวก ครอบคลุมเนื้อหา 10 ด้านสำคัญต่อการดูแลผู้ป่วยหลังจำหน่าย ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ และการป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยมีฟังก์ชันการแจ้งเตือน การบันทึกข้อมูล และการสื่อสารกับทีมพยาบาล กลุ่มผู้ดูแลได้รับการประเมินความสามารถในการดูแล 3 ครั้ง ได้แก่ ก่อนเริ่มใช้ หลังสิ้นสุด และ 4 สัปดาห์หลังจำหน่าย พยาบาลวิชาชีพได้รับการประเมินความพึงพอใจหลังจากการนำโปรแกรมไปใช้จริง เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินความพึงพอใจในรูปแบบการดูแลของพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ Wilcoxon signed-ranks test และ Mann-Whitney U test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยสรุปดังนี้ 1. ความสามารถในการดูแลของผู้ดูแลหลักหลังได้รับรูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบายแอปพลิเคชัน มีคะแนนสูงกว่าก่อนการใช้โปรแกรม และสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อรูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหลังจากใช้รูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบายแอปพลิเคชัน มีคะแนนสูงกว่าการดูแลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05