Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Medicine and Health Sciences Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn Medical Journal

Discipline
Keyword
Publication Year

Articles 661 - 690 of 4154

Full-Text Articles in Medicine and Health Sciences

The Relations Between Perceived Susceptibility, Perceived Severity, And Preventive Behavior To Osteoporosis Of High-Risk Persons In Five Provinces In North-Eastern Thailand, Monnapat Aramwiroj, Anun Chaikoolvatana, Cholada Chaikoolvatana Sep 2014

The Relations Between Perceived Susceptibility, Perceived Severity, And Preventive Behavior To Osteoporosis Of High-Risk Persons In Five Provinces In North-Eastern Thailand, Monnapat Aramwiroj, Anun Chaikoolvatana, Cholada Chaikoolvatana

Chulalongkorn Medical Journal

Background : Osteoporosis is a preventable condition among the elderly population, but inadequate information is related to people's perceived susceptibility and severity of the disease by the people, this can promote preventive behavior among the Thai population. This study aimed to investigate perceived susceptibility, perceived severity, and preventive behavior of high-risk persons regarding osteoporosis in North-Eastern Thailand. Methods : A cross-sectional survey involved five hundred and thirty-two participants who completed a questionnaire using a rating scale. The relationships between variables were statistically analyzed including frequencies, percentages, standard deviations, One-way ANOVA, Pearson's product moment correlation coefficient, and stepwise multiple regression analysis. …


สายฟอกเลือดชนิดเคลือบสารบนพื้นผิว, วิวัฒน์ จันเจริญฐานะ, สมชาย เอี่ยมอ่อง Sep 2014

สายฟอกเลือดชนิดเคลือบสารบนพื้นผิว, วิวัฒน์ จันเจริญฐานะ, สมชาย เอี่ยมอ่อง

Chulalongkorn Medical Journal

ภาวะติดเชื้อของสายฟอกเลือดเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อภาวะทุพพลภาพในผู้ป่วยไตเรื้อรังที่ได้รับการฟอกเลือด และทำให้ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งจำเป็นต้องได้รับการเปลี่ยนสายฟอกเลือดใหม่เพื่อรักษาภาวะติดเชื้อของสายฟอกเลือด แนวทางการป้องกันการเกิดภาวะติดเชื้อในสายฟอกเลือดมีหลากหลายวิธีโดยเฉพาะการใช้สายฟอกเลือดที่มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น สายฟอกเลือดชนิดเคลือบสารบนพื้นผิวเป็นทางเลือกที่น่าสนใจและมีการใช้อย่างแพร่หลาย บทความนี้จึงขอกล่าวถึงประสิทธิภาพและคำแนะนำของการใช้สายฟอกเลือดชนิดเคลือบสารบนพื้นผิวในปัจจุบัน.


การพัฒนาเครื่องออกกำลังกายกล้ามเนื้อหน้าท้อง, อรอุมา บุณยารมย์, ณัฐพล จันทร์ศรีโคตร, บริราช สมวรรณ, สุรสันต์ ใสญาติ, สมภิยา สมถวิล, รณกฤต แสงผ่อง Sep 2014

การพัฒนาเครื่องออกกำลังกายกล้ามเนื้อหน้าท้อง, อรอุมา บุณยารมย์, ณัฐพล จันทร์ศรีโคตร, บริราช สมวรรณ, สุรสันต์ ใสญาติ, สมภิยา สมถวิล, รณกฤต แสงผ่อง

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : เครื่องออกกำลังกายกล้ามเนื้อหน้าท้องที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพในการออกกำลังกายกล้ามเนื้อหน้าท้อง และสามารถออกกำลังกายกล้ามเนื้อหน้าท้องเฉพาะส่วนได้วัตถุประสงค์ : เพื่อพัฒนา ทดสอบประสิทธิภาพ และประเมินความพึงพอใจต่อเครื่องออกกำลังกายกล้ามเนื้อหน้าท้องรูปแบบการวิจัย : การวิจัยเชิงพัฒนาสถานที่ทำการศึกษา : ภาควิชากายภาพบำบัด คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรตัวอย่างและวิธีการศึกษา : โดยการพัฒนาเครื่องออกกำลังกายกล้ามเนื้อหน้าท้องให้สามารถออกกำลังกายเฉพาะส่วนของกล้ามเนื้อ Upper Rectus Abdominisซึ่งจะมีการกำหนดมุมองศาสำหรับการออกกำลังกาย คือ 30 องศาในท่า Decline Crunch โดยทำการศึกษาในอาสาสมัครเพศชายจำนวน 30 คนผลการศึกษา : ผลการทดสอบประสิทธิภาพและประเมินความพึงพอใจต่อเครื่องออกกำลังกายกล้ามเนื้อหน้าท้องที่พัฒนาขึ้นพบว่า อยู่ในระดับดี(4.50 ± 0.00 และ 4.24 ± 0.68 ตามลำดับ)สรุป : เครื่องออกกำลังกายกล้ามเนื้อหน้าท้องที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพในการออกกำลังกายกล้ามเนื้อหน้าท้อง และสามารถออกกำลังกายกล้ามเนื้อหน้าท้องเฉพาะส่วนได้.


ภาวะซึมเศร้า ความว้าเหว่ และการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุที่พักอาศัยในสถานสงเคราะห์คนชราบ้านบางแค และที่พักผู้สูงอายุของเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร, ธนัญพร พรมจันทร์, ศิริลักษณ์ ศุภปีติพร Sep 2014

ภาวะซึมเศร้า ความว้าเหว่ และการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุที่พักอาศัยในสถานสงเคราะห์คนชราบ้านบางแค และที่พักผู้สูงอายุของเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร, ธนัญพร พรมจันทร์, ศิริลักษณ์ ศุภปีติพร

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : ภาวะซึมเศร้า ความว้าเหว่ และการเห็นคุณค่าในตนเองต่ำ เป็นปัญหาที่สำคัญในผู้สูงอายุที่พักในสถานบริการที่พักทั้งรัฐและเอกชน แต่อย่างไรก็ตามงานวิจัยในประเทศไทยยังไม่มีการศึกษาประเด็นดังกล่าวครอบคลุมทั้ง 3 ด้านวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความชุกของภาวะซึมเศร้า และศึกษาปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุ นอกจากนั้นยังศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะซึมเศร้า ความว้าเหว่ และการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุในสถานสงเคราะห์คนชราบ้านบางแค และที่พักผู้สูงอายุของเอกชนรูปแบบการวิจัย : การวิจัยเชิงพรรณนา ศึกษา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งสถานที่ทำการวิจัย : บ้านพักคนชราบ้านบางแค 1 สังกัดกรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงแรงงาน และสวัสดิการสังคม, บ้านบางแค 2 สังกัดกรุงเทพมหานคร และผู้สูงอายุที่อาศัยในสถานที่พักเอกชนใน 5 แห่งในเขตกรุงเทพมหานครตัวอย่างและวิธีการศึกษา : ศึกษาในผู้สูงอายุจำนวน 295 คน โดยแบบสอบถามที่ใช้ในการเก็บข้อมูลได้แก่แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล, แบบสอบถามภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ, แบบวัดความว้าเหว่ และแบบสอบถามการเห็นคุณค่าในตนเอง โดยใช้โปรแกรม SPSS version 17 วิเคราะห์ค่าร้อยละ, ค่าเฉลี่ย,ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน, ไครสแควร์เทส, ทีเทส, ค่าสหสัมพันธ์และสถิติถดถอยลอจิสติกเพื่อหาปัจจัยทำนายภาวะซึมเศร้าผลการวิจัย : กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้เป็นเพศหญิงร้อยละ 70.5 อายุเฉลี่ย78.43 (± 8.3) ปี พบความชุกของภาวะซึมเศร้าในกลุ่มตัวอย่างร้อยละ57.3 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า ได้แก่ เพศหญิง,สถานภาพหม้ายหรือโสด, ไม่ได้รับการศึกษา, ไม่มีรายได้, ไม่มีญาติมาเยี่ยม, มีความสัมพันธ์กับสมาชิกในครอบครัวและผู้ดูแลประจำไม่ดี,มีความพึงพอใจระดับต่ำต่อที่พักอาศัย และความใส่ใจของเจ้าหน้าที่,มีการเข้าร่วมกิจกรรมด้านอาชีวบำบัด และกิจกรรมด้านสุขภาพน้อยครั้งเมื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะซึมเศร้า พบว่ามีความสัมพันธ์กับภาวะว้าเหว่ที่สูงและการเห็นคุณค่าในตนเองต่ำ และผลการวิเคราะห์สถิติถดถอยลอจิสติกพบว่าการไม่ได้รับการศึกษา,การไม่มีญาติมาเยี่ยม, ความพึงพอใจต่อที่พักในระดับต่ำ, ภาวะความว้าเหว่ระดับปานกลางถึง สูง เป็นปัจจัยทำนายภาวะซึมเศร้าสรุป : ผลการวิจัยพบว่าประมาณครึ่งหนึ่งของผู้สูงอายุมีภาวะซึมเศร้า และทราบถึงปัจจัยที่สัมพันธ์ การคัดกรองและการรักษาภาวะซึมเศร้ารวมถึงการดูแลด้านจิตสังคม เช่น การลดความว้าเหว่, การส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเอง และการเพิ่มระดับความพึงพอใจต่อที่พักอาศัยมีส่วนช่วยด้านสุขภาพจิตของผู้สูงอายุในสถานสงเคราะห์และที่พักผู้สูงอายุ.


ภาพลักษณ์ทางกายและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ทำผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ชมภู่ ชีวบันเทิง, ชุติมา หรุ่มเรืองวงษ์ Sep 2014

ภาพลักษณ์ทางกายและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ทำผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ชมภู่ ชีวบันเทิง, ชุติมา หรุ่มเรืองวงษ์

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการวิจัย : จากหลายการศึกษาก่อนหน้านี้ ในกลุ่มผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดมะเร็งเต้านมมีภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลสูง ซึ่งอาจจะเกิดจากการสูญเสียภาพลักษณ์ทาง กาย อย่างไรก็ดี จนถึงปัจจุบัน ยังไม่ค่อยมีการศึกษาโดยตรงเกี่ยวกับภาพลักษณ์ทางกายในผู้ป่วยกลุ่มนี้ทางผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาในเรื่องนี้ เพื่อทำความเข้าใจให้มากขึ้นและเพื่อนำไปพัฒนาการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ให้ดียิ่งขึ้นวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาภาพลักษณ์ทางกาย และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ทำผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์รูปแบบการวิจัย : การวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งสถานที่ทำการศึกษา : โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตัวอย่างและวิธีการศึกษา : เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ทำผ่าตัดเต้านมออกจำนวน 126 ราย โดยให้ผู้ป่วยตอบแบบสอบถามทั้งหมด 7 ส่วนด้วยตนเอง ได้แก่ 1) ข้อมูลส่วนบุคคล 2) ประวัติการเจ็บป่วยและการรักษามะเร็งเต้านม 3) แบบประเมินการรับรู้ภาพลักษณ์ทางกายBody Image Scale (BIS) 4) แบบประเมินการเผชิญความเครียดJalowiec Coping Scale 5) แบบประเมินการสนับสนุนจากครอบครัว6) แบบประเมินคุณภาพชีวิต 7) แบบสอบถามการปรับตัวและแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ Univariate analysis และMultivariate Analysis เพื่อหาปัจจัยที่เกี่ยวข้องและปัจจัยทำนายภาพลักษณ์ทางกายในผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวผลการศึกษา : พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ (ร้อยละ 56.3) มีการรับรู้ภาพลักษณ์ทางกายในระดับปานกลาง โดยปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาพลักษณ์ทางกายจาก Multivariate Analysis มี 5 ปัจจัย ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษาคุณภาพชีวิต 2 ด้าน (ได้แก่ ด้านการตอบสนองต่อการวินิจฉัยและการรักษาด้านผ่าตัด และ ด้านการตอบสนองต่อการวินิจฉัย และการรักษาด้านโภชนาการ) และการเผชิญความเครียดด้านการจัดการกับอารมณ์ (p <0.01)สรุป : การรับรู้ภาพลักษณ์ทางกาย ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดจากการศึกษาครั้งนี้ได้ผลใกล้เคียงกับการศึกษาอื่นโดยมีหลายการศึกษาพบว่าผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัด มีการรับรู้ภาพลักษณ์ทางกายในระดับปานกลางซึ่งการทราบปัจจัยที่เกี่ยวข้อง จะทำให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถคัดกรองกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น ซึ่งนำไปสู่การให้การช่วยเหลือทางจิตใจต่อไป.


คุณภาพชีวิตในผู้ป่วยปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังจากโรคทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ, จันทรรัตน์ เลิศทองไทย, ชัยชนะ นิ่มนวล Jul 2014

คุณภาพชีวิตในผู้ป่วยปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังจากโรคทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ, จันทรรัตน์ เลิศทองไทย, ชัยชนะ นิ่มนวล

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : อาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้มากในคนวัยทำงาน และผู้สูงอายุและกระทบต่อผู้ป่วยในการทำกิจวัตรประจำวันหรือหน้าที่การงาน ซึ่งผลกระทบนี้จะทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตลดลงวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังจากโรคทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อรูปแบบการวิจัย : การศึกษาวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งสถานที่ทำการศึกษา : แผนกออร์โธปิดิกส์และแผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟูในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์กลุ่มตัวอย่างและวิธีการศึกษา : เก็บข้อมูลจากผู้ป่วยปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังจำนวน 290 คนโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยแบบสอบถามด้านปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ และอาการปวดหลัง และแบบวัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อฉบับภาษาไทย(WHOQOL-BREF-THAI) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรกับคุณภาพชีวิตด้วยIndependent – Samples t-test และ One – Way ANOVA และMultiple Linear Regression Analysis สำหรับหาปัจจัยพยากรณ์คุณภาพชีวิตในผู้ป่วยปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังผลการศึกษา : ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ร้อยละ 93.4 ยิ่งจำนวนการสูญเสียหน้าที่หลายด้านยิ่งมีคุณภาพชีวิตต่ำ (B = -2.199,p <.001, 95% CI = -3.183 ถึง -1.214) พบว่าเพศชายมีคุณภาพชีวิตสูงกว่าเพศหญิง (B = -2.818, p = 0.002, 95% CI = -4.612ถึง -1.024) สถานภาพทางเศรษฐกิจพอใช้และเหลือเก็บมีคุณภาพชีวิตสูงกว่าเมื่อเทียบกับไม่พอใช้ (B = -5.322, p = 0.008, 95%CI = -9.219 ถึง -1.426) ผู้ป่วยที่ไม่มีโรคประจำตัวมีคุณภาพชีวิตสูงกว่าผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว (B = -2.461, p = 0.014, 95%CI = -4.419 ถึง -0.503) ผู้ป่วยที่มีระดับความปวดโดยเฉลี่ยใน2 สัปดาห์ 0 - 5 มีคุณภาพชีวิตสูงกว่าระดับความปวด 6 - 10(B = -1.137, p = 0.190, 95% CI = -2.843 ถึง 0.568) แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติสรุป : ผู้ป่วยปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ดังนั้น การค้นหาและปรับปรุงปัจจัยที่สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตสามารถเพิ่มระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้.


Cross-Cultural Adaptation Of The Foot Care Confidence Scale Into Thai And Relationship Between The Foot Care Confidence Scale And Foot Care Behavior In People With Diabetes, Wararom Kanchanasamut, Praneet Pensri, Prawit Janwantanakul, Somnuke Gulsatitporn Jul 2014

Cross-Cultural Adaptation Of The Foot Care Confidence Scale Into Thai And Relationship Between The Foot Care Confidence Scale And Foot Care Behavior In People With Diabetes, Wararom Kanchanasamut, Praneet Pensri, Prawit Janwantanakul, Somnuke Gulsatitporn

Chulalongkorn Medical Journal

Background : Diabetic foot care is a part of basic self-care for people with diabetes. The Foot Care Confidence Scale (FCCS), as a subjective measure, designed to measure foot care self-beliefs of people with diabetes, was previously introduced and used for assessing people with diabetes's confidence in carrying out foot care activities. However, there is a lack of such instrument for use in people with diabetes. It will be useful for assessing the confidence of foot care self-efficacy in people with diabetes. Objective : To cross-culturally adapt the Foot Care Confidence Scale into Thai and to test the reliability of …


การเปรียบเทียบสมรรถภาพการทำงานของปอดระหว่างนิสิตที่ไม่ใส่เสื้อนิสิตรัดรูปกับนิสิตที่ใส่เสื้อนิสิตรัดรูป, อรอุมา บุณยารมย์, จรีภา เชื้อทหาร, รักษณา ข่ายสุวรรณ, อัจฉราพรรณ วงษ์ยอด, สมภิยา สมถวิล, โอปอร์ วีรพันธุ์ Jul 2014

การเปรียบเทียบสมรรถภาพการทำงานของปอดระหว่างนิสิตที่ไม่ใส่เสื้อนิสิตรัดรูปกับนิสิตที่ใส่เสื้อนิสิตรัดรูป, อรอุมา บุณยารมย์, จรีภา เชื้อทหาร, รักษณา ข่ายสุวรรณ, อัจฉราพรรณ วงษ์ยอด, สมภิยา สมถวิล, โอปอร์ วีรพันธุ์

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : นิสิตที่ใส่เสื้อนิสิตรัดรูปอาจทำให้สมรรถภาพปอดและการขยายตัวของทรวงอกลดลงวัตถุประสงค์ : เพื่อเปรียบเทียบสมรรถภาพปอดและการขยายตัวของทรวงอกของนิสิตหญิงระหว่างนิสิตที่ไม่ใส่เสื้อนิสิตรัดรูปกับนิสิตที่ใส่เสื้อนิสิตรัดรูปรูปแบบการวิจัย : การวิจัยเชิงเปรียบเทียบสถานที่ทำการศึกษา : ภาควิชากายภาพบำบัด คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรตัวอย่างและวิธีการศึกษา : แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ นิสิตที่ไม่ใส่เสื้อนิสิตรัดรูป (15 คน) และนิสิตที่ใส่เสื้อนิสิตรัดรูป (15 คน) จากนั้นให้ผู้เข้าร่วมการวิจัยทดสอบสมรรถภาพปอด ด้วยเครื่อง spirometer หลังจากนั้นนำค่าที่ได้จากการทดสอบสมรรถภาพปอดของทั้ง 2 กลุ่มมาเปรียบเทียบกันผลการศึกษา : พบว่ากลุ่มนิสิตที่ใส่เสื้อนิสิตรัดรูปมีสมรรถภาพปอดต่ำกว่ากลุ่มนิสิตที่ไม่ใส่เสื้อนิสิตรัดรูปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.05) ดังนี้ค่า tidal volume ของกลุ่มนิสิตที่ใส่เสื้อนิสิตรัดรูปต่ำกว่ากลุ่มนิสิตที่ไม่ใส่เสื้อนิสิตรัดรูป (512.66 และ 726.66 มิลลิลิตร ตามลำดับ)ค่า slow vital capacity ของกลุ่มนิสิตที่ใส่เสื้อนิสิตรัดรูปต่ำกว่ากลุ่มนิสิตที่ไม่ใส่เสื้อนิสิตรัดรูป (35.66 และ 41.06 ตามลำดับ) ค่า forced vitalcapacity ของกลุ่มนิสิตที่ใส่เสื้อนิสิตรัดรูปต่ำกว่ากลุ่มนิสิตที่ไม่ใส่เสื้อนิสิตรัดรูป (42.73 และ 51.86 ตามลำดับ) และยังพบว่าค่าการขยายตัวของทรวงอก (chest expansion) ของกลุ่มนิสิตที่ใส่เสื้อนิสิตรัดรูปต่ำกว่ากลุ่มนิสิตที่ไม่ใส่เสื้อนิสิตรัดรูปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.05)(2.67 และ 3.48 มิลลิลิตร ตามลำดับ)สรุป : การสวมใส่เสื้อนิสิตที่รัดรูปติดต่อกันเป็นประจำจะส่งผลทำให้สมรรถภาพปอด และการขยายตัวของทรวงอกลดต่ำลง.


พลังสุขภาพจิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของพนักงานโรงงานอุตสาหกรรมกระดาษในจังหวัดนครปฐม, นุชนาฏ ธรรมขัน, บุรณี กาญจนถวัลย์ Jul 2014

พลังสุขภาพจิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของพนักงานโรงงานอุตสาหกรรมกระดาษในจังหวัดนครปฐม, นุชนาฏ ธรรมขัน, บุรณี กาญจนถวัลย์

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : พลังสุขภาพจิตเป็นศักยภาพสำคัญภายในตัวบุคคลที่ได้จากการต่อสู้กับปัญหา และการปรับตัวอย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถผ่านพ้นวิกฤติต่าง ๆ ในชีวิตไปได้ ซึ่งพนักงานโรงงานอุตสาหกรรมถือเป็นคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องประสบกับวิกฤติต่าง ๆ และต้องต่อสู้เพื่อการดำรงชีวิตทั้งจากภายในตนเองและจากสภาพแวดล้อมรอบข้าง ผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาว่าพลังสุขภาพจิตของพนักงานโรงงานอุตสาหกรรมกระดาษเป็นอย่างไร และมีปัจจัยใดที่มีความสัมพันธ์ กับพลังสุขภาพจิตวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาลักษณะพลังสุขภาพจิต และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับพลังสุขภาพจิตของพนักงานในโรงงานอุตสาหกรรมกระดาษรูปแบบการวิจัย : การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งสถานที่ทำการศึกษา : โรงงานอุตสาหกรรมกระดาษ ในจังหวัดนครปฐมตัวอย่างและวิธีการศึกษา : เก็บรวบรวมข้อมูลจากพนักงานโรงงานอุตสาหกรรมกระดาษ ในเขตจังหวัดนครปฐม ที่มีอายุ 25 - 60 ปี จำนวนทั้งสิ้น 330 คน โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบสอบถามพลังสุขภาพจิต 3) แบบวัดเหตุการณ์เครียด (Life Stress Event)4) แบบวัดสัมพันธภาพในครอบครัวใช้ Univariate analysis (ได้แก่t - test และ One - way ANOVA) เพื่อทดสอบปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพลังสุขภาพจิต และใช้ stepwise multiple regression analysisเพื่อหาปัจจัย ทำนายพลังสุขภาพจิตผลการศึกษา : ผลการศึกษาพบว่าพนักงานโรงงานอุตสาหกรรมกระดาษมีระดับพลังสุขภาพจิตปกติ โดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 60.74 ± 8.11 จากคะแนนเต็ม 80 คะแนน โดยพบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับพลังสุขภาพจิต5 ปัจจัย คือ เพศ p < 0.05, อายุ p < 0.001, ช่วงเวลาปฏิบัติงานโดยส่วนใหญ่ p < 0.05, เหตุการณ์เครียดในชีวิต p < 0.001 และสัมพันธภาพภายในครอบครัว p < 0.01 เมื่อวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ พบว่าปัจจัยทำนายพลังสุขภาพจิตของพนักงานโรงงานอุตสาหกรรมกระดาษ ได้แก่ อายุ (มีอิทธิพลในเชิงบวก), เหตุการณ์เครียดในชีวิต (มีอิทธิพลในเชิงลบ) และสัมพันธภาพภายในครอบครัว(มีอิทธิพลในเชิงบวก) ซึ่งร่วมกันพยากรณ์พลังสุขภาพจิตของพนักงานโรงงานอุตสาหกรรมกระดาษได้ร้อยละ 34.8สรุป : พนักงานโรงงานอุตสาหกรรมกระดาษในจังหวัดนครปฐม ส่วนใหญ่มีพลังสุขภาพจิตในระดับปกติ ซึ่งการทราบปัจจัยเสี่ยงจะสามารถวางแผนการป้องกันและส่งเสริมพลังสุขภาพจิตในพนักงานโรงงานอุตสาหกรรมกระดาษได้อย่างเหมาะสมต่อไป.


การปรับตัวในมหาวิทยาลัยของนิสิตชั้นปีที่ 1คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ณัฐวุฒิ ศรีวัฒนาวานิช, ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร Jul 2014

การปรับตัวในมหาวิทยาลัยของนิสิตชั้นปีที่ 1คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ณัฐวุฒิ ศรีวัฒนาวานิช, ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : การปรับตัวในมหาวิทยาลัยเป็นการปรับตัวช่วงหนึ่งที่มีความสำคัญของวัยรุ่น แต่การศึกษาการปรับตัวในมหาวิทยาลัยในประเทศไทยยังมีค่อนข้างน้อย และการศึกษาในอดีตจะเป็นการศึกษากับนิสิตทุกคณะ การศึกษาครั้งนี้อาจจะเป็นข้อมูลที่ใช้เป็นแนวทางในการช่วยเหลือพัฒนาการปรับตัวในมหาวิทยาลัยของนิสิตชั้นปีที่ 1คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาการปรับตัวในมหาวิทยาลัย และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการปรับตัวในมหาวิทยาลัยของนิสิตชั้นปีที่ 1 คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรูปแบบการวิจัย : การศึกษาวิจัย ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งสถานที่ทำการศึกษา : คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตัวอย่างและวิธีการศึกษา : ประชากรตัวอย่าง คือ นิสิตชั้นปีที่ 1 ระดับปริญญาตรี คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ศึกษาในภาคการศึกษาต้น ปีการศึกษา2556 จำนวน 247 คน เครื่องมือของการเก็บรวบรวมข้อมูล คือแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินการปรับตัวในมหาวิทยาลัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ ค่าเฉลี่ย, ร้อยละ, Pearsoncorrelation, Spearman’s rhocorrelation, independent samplest - test, one way ANOVA, และ regression analysis.ผลการศึกษา : ผลการศึกษาพบว่านิสิตชั้นปีที่ 1 คณะแพทยศาสตร์ส่วนใหญ่มีการปรับตัวโดยรวม การปรับตัวด้านการเรียน การปรับตัวด้านส่วนตัวและอารมณ์ และการปรับตัวด้านสังคม ระดับปานกลางค่อนข้างดี และการปรับตัวด้านความผูกพันกับสถานศึกษาและความมุ่งมั่นในเป้าหมายระดับดี ปัจจัยส่วนบุคคลที่ทำนายการปรับตัวในมหาวิทยาลัยคือ อายุ ผลการเรียนเฉลี่ยในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และการทำกิจกรรมนอกหลักสูตรขณะเรียนมหาวิทยาลัย โดยพบว่าการปรับตัวโดยรวมมีปัจจัยในการทำนาย คือ การทำกิจกรรมในระดับมาก(p = 0.001) การทำกิจกรรมในระดับปานกลาง (p = 0.018) อายุ(p = 0.040) และผลการเรียนเฉลี่ยในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย(p = 0.048) การปรับตัวด้านการเรียนมีปัจจัยทำนาย คือ ผลการเรียนเฉลี่ยในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (p = 0.026) การปรับตัวด้านส่วนตัวและอารมณ์มีปัจจัยทำนาย คือ อายุ (p = 0.010) การปรับตัวด้านสังคมมีปัจจัยในการทำนาย คือ การทำกิจกรรมในระดับมาก(p <0.001) การทำกิจกรรมในระดับปานกลาง (p = 0.004) และอายุ(p = 0.029) และการปรับตัวด้านความผูกพันกับสถานศึกษา และความมุ่งมั่นในเป้าหมายมีปัจจัยในการทำนาย คือ การทำกิจกรรมในระดับมาก (p = 0.003) และการทำกิจกรรมในระดับปานกลาง(p = 0.032)สรุป : นิสิตส่วนใหญ่มีการปรับตัวในมหาวิทยาลัยโดยรวม การปรับตัวด้านการเรียน ด้านส่วนตัวและอารมณ์ และด้านสังคม ระดับปานกลางค่อนข้างดี และการปรับตัวด้านความผูกพันกับสถานศึกษาและความมุ่งมั่นในเป้าหมายระดับดี ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับการปรับตัวในมหาวิทยาลัย คือ อายุ ผลการเรียนเฉลี่ยในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และการทำกิจกรรมนอกหลักสูตรขณะเรียนมหาวิทยาลัย ผลการศึกษานี้อาจจะนำไปใช้ในการวางแผนจัดกิจกรรมในการพัฒนาการปรับตัวในมหาวิทยาลัยของนิสิตชั้นปีที่ 1คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อไป.


Prevalence Of Pelvic Insufficiency Fracture In Patients Investigated By Ct Or Mri For Pelvis Or Bone Scan After Pelvic Irradiation At King Chulalongkorn Memorial Hospital (Kcmh), Sawarin Eowchye, Pataramon Vasavid, Numphung Numkarunarunrote, Tassapong Raiyawa Jul 2014

Prevalence Of Pelvic Insufficiency Fracture In Patients Investigated By Ct Or Mri For Pelvis Or Bone Scan After Pelvic Irradiation At King Chulalongkorn Memorial Hospital (Kcmh), Sawarin Eowchye, Pataramon Vasavid, Numphung Numkarunarunrote, Tassapong Raiyawa

Chulalongkorn Medical Journal

Background : Pelvic insufficiency fracture (PIF) is one of the common complications in patients who have received pelvic irradiation. If clinicians and/or radiologists misunderstand the pathophysiology and associated radiographic findings, the diagnosis of this condition is delayed or misdiagnosed as pathologic fractures from metastasis. Objective : To evaluate prevalence and distribution of pelvic insufficiency fracture in patients who have been investigated by CT or MRI for pelvis or bone scan after pelvic irradiation. Design : Retrospective study. Setting : Department of Radiology, Faculty of Medicine, Chulalongkorn University. Materials and Methods : We retrospectively reviewed 260 patients with known history of …


Causative Bacterial Pathogens Of Septic Patients At Emergency Department Of King Chulalongkorn Memorial Hospital, Hassamanee Malaikanok, Atthasit Komindr, Somratai Vadcharavivad Jul 2014

Causative Bacterial Pathogens Of Septic Patients At Emergency Department Of King Chulalongkorn Memorial Hospital, Hassamanee Malaikanok, Atthasit Komindr, Somratai Vadcharavivad

Chulalongkorn Medical Journal

Background : Sepsis is a clinical syndrome associated with a high mortality rate. Antimicrobial therapy is one of the milestones in the treatment of sepsis. Knowing the distribution of pathogens and local susceptibility of antimicrobials would be beneficial for empirical antimicrobial usage. Objective : To determine the prevalence and characteristics of causative bacterial pathogens in culture-positive septic patients admitted to the Emergency Department (ED) of King Chulalongkorn Memorial Hospital (KCMH). Study design : Retrospective descriptive study. Setting : The Emergency Department, KCMH, Bangkok, Thailand. Method : We reviewed medical records and computer databases of adult patients admitted to the ED …


ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด Medial Patellofemoral Ligament Reconstruction ในผู้ป่วยกระดูกสะบ้าเคลื่อนหลุดซ้ำ, ไตร พรหมแสง, พงศ์ศักดิ์ ยุกตะนันทน์ Jul 2014

ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด Medial Patellofemoral Ligament Reconstruction ในผู้ป่วยกระดูกสะบ้าเคลื่อนหลุดซ้ำ, ไตร พรหมแสง, พงศ์ศักดิ์ ยุกตะนันทน์

Chulalongkorn Medical Journal

ปัจจุบันการผ่าตัด medial patellofemoral ligament reconstruction (MPFL reconstruction)เป็นหัตถการที่ได้รับการยอมรับเป็นมาตรฐาน (standard treatment) ในการรักษาผู้ป่วยกระดูกสะบ้าเคลื่อนหลุดซ้ำ ถึงแม้ว่าการผ่าตัด MPFL reconstruction จะเริ่มนำมาใช้มากกว่า 10 ปีแล้วก็ตามแต่แพทย์ออร์โธปิดิกส์ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่เป็นมาตรฐานเดียวกันในเรื่องของเทคนิคการผ่าตัด จะพบว่าในปัจจุบันมีเทคนิคการผ่าตัดที่หลากหลายมาก อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรกเมื่อมีการพัฒนาการผ่าตัดชนิดใหม่ขึ้นมาก็คือ ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดที่เฉพาะเจาะจงกับการเทคนิคผ่าตัดนั้น ๆบทฟื้นฟูวิชาการนี้ จะทำการทบทวนภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการผ่าตัด MPFL reconstructionโดยจะกล่าวถึง patellar fracture, recurrent patellar instability และ loss of knee motionอย่างละเอียด เนื่องจากเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและต้องการการผ่าตัดแก้ไข ซึ่งภาวะเหล่านี้สามารถป้องกันได้ โดยการพัฒนาเทคนิคการผ่าตัดของแพทย์ออร์โธปิดิกส์ผู้ทำการผ่าตัดเอง.


Self-Awareness, Coping Strategies And Related Factors Among Patients Attending Substance Treatment Program, P Kulkansawat, A. Sughondhabirom May 2014

Self-Awareness, Coping Strategies And Related Factors Among Patients Attending Substance Treatment Program, P Kulkansawat, A. Sughondhabirom

Chulalongkorn Medical Journal

Background : Treatment of drug dependence requires understanding of self-awareness and coping strategies for drug dependence which are key factors to facilitate drug dependent person to stop using drug. Objective : To study self-awareness and coping strategies as well as relevant factors among patients under drug dependence treatment at Thanyarak Institute. Design : A cross – sectional descriptive study. Setting : Thanyarak institute. Materials and Methods : Sample group consisted of 110 drug-dependent persons who were on treatment at Thanyarak Institute. Self responding questionnaire was used to collect data relating to: 1) Personal information: 2) Self-awareness: 3) Coping strategies. Statistics …


A Comparative Study Of Depression Between The Elderly Living In Their Own Home And Those In Nursing Home For The Aged, Mueang District, Chiang Mai, S Suwattanakoop, B. Kanchanatawan May 2014

A Comparative Study Of Depression Between The Elderly Living In Their Own Home And Those In Nursing Home For The Aged, Mueang District, Chiang Mai, S Suwattanakoop, B. Kanchanatawan

Chulalongkorn Medical Journal

Background : Depression is a common mental health problem in the elderly in the community and home for the aged. An international research found that older people who live in communities were more depressed than those living in nursing home for the aged. Therefore, researcher wanted to determine difference of depression between the elderly living in their own home and those living in nursing home for the aged in Thailand in a different context. Objective : To study and compare the prevalence of depression and factors associated with depression in the elderly living in their own home and those living …


Development Of Simple And Portable Device For Plantar Pressure Measurement For Improvement Of Foot Assessment, Natapatchakrid Thimabut, Siriporn Janchai, Arporn Teeramongkonrasamee, Areerat Suputtitada May 2014

Development Of Simple And Portable Device For Plantar Pressure Measurement For Improvement Of Foot Assessment, Natapatchakrid Thimabut, Siriporn Janchai, Arporn Teeramongkonrasamee, Areerat Suputtitada

Chulalongkorn Medical Journal

Background : The most common cause of foot problems is an abnormal plantar pressure distribution. Evaluation of plantar pressure is therefore necessary in management of foot problems. The tool for plantar pressure measurement is; however, expensive, complicated and needs special technicians to operate, so it is not widely used clinically. For this reason, the researchers develop a simple portable device for plantar pressure measurement that is of lower cost and easier to use. Objective : To develop a simple, low cost and easy to use in-shoe pressure measurement and define the correlation with the standard plantar pressure measurement tool (F-scan). …


Radiation Doses From Digital Breast Tomosynthesis System, Kanlayanee Theerakul, Anchali Krisanachinda May 2014

Radiation Doses From Digital Breast Tomosynthesis System, Kanlayanee Theerakul, Anchali Krisanachinda

Chulalongkorn Medical Journal

Background : Breast tomosynthesis is a new technology to improve the sensitivity and specificity of mammography by eliminating tissue overlap. Breast tomosynthesis is essentially a modification of a digital mammography (2D) to enable the acquisition of a three-dimensional (3D) volume of thin section data. Images are reconstructed in conventional orientations by using reconstruction algorithms similar to those used in computed tomography (CT). Objective : To determine the average glandular dose (AGD) and the entrance surface air kerma (ESAK) from cranio-caudal (CC) and medio-lateral oblique (MLO) projections in 2 dimension and 3 dimension imaging modes. Design : Retrospective descriptive data Setting …


Aplastic Anemia In Hiv-Infected Persons, S Insiripong, W Yingsitsiri, J Boondumrongsagul, J. Noiwattanakul May 2014

Aplastic Anemia In Hiv-Infected Persons, S Insiripong, W Yingsitsiri, J Boondumrongsagul, J. Noiwattanakul

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Occupational Therapy For Vascular Dementia: A Case Report, Hathaya Jongprasitkul, Tithison Sonthimaneerat, Sarawut Somana May 2014

Occupational Therapy For Vascular Dementia: A Case Report, Hathaya Jongprasitkul, Tithison Sonthimaneerat, Sarawut Somana

Chulalongkorn Medical Journal

Occupational therapist is a member of a multidisciplinary team for treatment of patientswith dementia in both rehabilitation and modified treatment activities, in order to enhance thepatients’ ability and to sustain their daily living which also includes the improvement of cognitionand intellectual function. According to the study, the patient was diagnosed with vasculardementia who took part in occupational therapy program around 8 weeks. It was found thatthe treatment could increase the capability level in various activities such as activity of dailyliving and cognitive function that consequently made the patient and their family satisfied withthe result of this treatment.


Physical Therapy For Cervicogenic Headache, T. Chua May 2014

Physical Therapy For Cervicogenic Headache, T. Chua

Chulalongkorn Medical Journal

Cervicogenic headache, a type of chronic headache, is caused by dysfunction of cervical structures. As its sign and symptom is very close to migraine and/or tension headache, it is more likely unrecognized or misdiagnosed. The sooner diagnosis and management are established, the physician or physiotherapist can remarkably decrease the disability of cervicogenic headache at less cost. A skillful physiotherapist who is trained to manualiy diagnose and versed in manipulation techniques can early identify cervicogenic headache disorder and provide appropriate intervention such as manual therapy, therapeutic exercise and posture with sensoriomotor training to help the patients to have a better and …


Role Of Essential Amino Acids And Ketoanalogues In Chronic Kidney Disease, P Kittiskulnam, S. Eiam-Ong May 2014

Role Of Essential Amino Acids And Ketoanalogues In Chronic Kidney Disease, P Kittiskulnam, S. Eiam-Ong

Chulalongkorn Medical Journal

Imbalance of protein degradation and synthesis is known as a common complication of chronic kidney disease (CKD) and finally leads to protein energy wasting. Nutritional intervention including protein-restricted strategy plays an important part of integrated CKD management. Dietary therapy can retard the loss of residual renal function and alter metabolism of various amino acids. However, low-protein diet may worsen the patients' malnutrition status and promote loss of body protein store. The implementation of nutritional treatment by using ketoanalogues of essential amino acids or keto acids is promising. Their structures are similar to other amino acids but contain no amine group …


Prevalence Of Anxiety And Associated Factors In Grade Five Students In Bangkok, K Masaard, A. Watcharasintu May 2014

Prevalence Of Anxiety And Associated Factors In Grade Five Students In Bangkok, K Masaard, A. Watcharasintu

Chulalongkorn Medical Journal

Background : A lot of studies on depression in children and adolescents have been done. But anxiety in children is however an issue that has been so little studied. Objective : To study the prevalence of anxiety and associated factors among grade five students in Bangkok. Design : A cross – sectional descriptive study. Setting : Bangkok Metropolis Materials and Methods : Data were collected from 170 students in 37 primary schools in Bangkok by multistage random sampling. The instruments were: 1) General background: 2) Thai State-Trait Anxiety Inventory for children-Revised (STAIC-R). Univariate analyses (e.g. Chi-square and t-Test) were used …


Attitude Towards Sexuality Of Hiv Adolescents At The Thai Red Cross Aids Research Center, S Lakhonphon, P Laurujisawat, S. Lbibboon May 2014

Attitude Towards Sexuality Of Hiv Adolescents At The Thai Red Cross Aids Research Center, S Lakhonphon, P Laurujisawat, S. Lbibboon

Chulalongkorn Medical Journal

Background : HIV adolescents received a lot of pressure from their family and society about passing their HIV virus to their partners. Some care takers would like their children to be infertile. This causes distress and can create risk sexual behaviors. The attitude towards sexuality can predict sexual well being. Objective : The purpose of this study research was to study the attitude towards sexuality of HIV adolescents at the Thai Red Cross AIDS Research Center. Setting : The HIV Netherland Australia Thailand Research Collaboration (HIV-NAT) clinic located at The Thai Red Cross AIDS Research Center. Design : A cross …


Stress Of Custodians Of Disabled Children Who Attend Special Education Center Of The Central Region, Bangkok, P Jongpaisansakul, S. Suppapitiporn May 2014

Stress Of Custodians Of Disabled Children Who Attend Special Education Center Of The Central Region, Bangkok, P Jongpaisansakul, S. Suppapitiporn

Chulalongkorn Medical Journal

Background : Disabled children are a cause of stress in family, especially to custodians who are the closest and have most important roles for caring children with disabilities. However, stress in custodians with disabled children that attend at Special Education Center of the Central Region, Bangkok has not been studied. Objective : To study the stress and associated factors of custodians with disabled children who attend Special Education Center of the Central Region, Bangkok. Design : cross-sectional descriptive study Setting : Special Education of the Center region , Bangkok Materials and Methods : Study population were 118 custodians of disabled …


Accuracy Of Esophageal Scintigraphy For Evaluation Of Esophageal Motility Disorders, Vana Sangsasri, Sasitorn Sirisalipoch, Sutep Gonlachanvit, Tawatchai Chaiwatanarat Mar 2014

Accuracy Of Esophageal Scintigraphy For Evaluation Of Esophageal Motility Disorders, Vana Sangsasri, Sasitorn Sirisalipoch, Sutep Gonlachanvit, Tawatchai Chaiwatanarat

Chulalongkorn Medical Journal

Background : Esophageal scintigraphy is a non-invasive tool for detection of esophageal functional abnormality. But the lack of standardized procedure results in a wide range of reported sensitivity and specificity. Concerning the method of data acquisition, some studies found from their data that several swallowing provide a better result than single swallowing technique. Objective : To compare the accuracy of single swallowing and multiple swallowing methods in detection of esophageal functional abnormality using manometry as gold standard. Methods : and Materials Thirty-six patients who were clinically suspected of esophageal motility abnormality were examined using six consecutive swallows of the radiolabeled …


บทบาทของรังสีรักษาในผู้ป่วยเด็ก Hodgkin Lymphoma, ทัศน์พงศ์ รายยวา Mar 2014

บทบาทของรังสีรักษาในผู้ป่วยเด็ก Hodgkin Lymphoma, ทัศน์พงศ์ รายยวา

Chulalongkorn Medical Journal

ผู้ป่วยเด็ก Hodgkin lymphoma มีอัตราการรอดชีวิตที่ 10 ปี สูงกว่า 90% ส่งผลให้พบผลข้างเคียงระยะยาวจากการรักษาเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการรักษาในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นที่ลดความเข้มข้นของการรักษาเพื่อลดผลข้างเคียงระยะยาวจากการรักษา เช่น การลดขอบเขตการฉายรังสี ปรับลดการรักษาตามกลุ่มความเสี่ยง การงดฉายรังสีในผู้ป่วยที่ตอบสนองดีต่อเคมีบำบัด และเทคนิคการฉายรังสีอันทันสมัย เป็นต้น.


ผลของการใช้กระต่ายช่วยบำบัดต่อความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง ภาวะซึมเศร้าและความสุขของเด็กที่ถูกกระทำทารุณกรรม, แก้วกุล ตันติพิสิฐกุล, ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร Mar 2014

ผลของการใช้กระต่ายช่วยบำบัดต่อความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง ภาวะซึมเศร้าและความสุขของเด็กที่ถูกกระทำทารุณกรรม, แก้วกุล ตันติพิสิฐกุล, ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : การนำกระต่ายช่วยในการบำบัดเป็นหนึ่งในการนำสัตว์ช่วยการบำบัดที่เป็นศาสตร์แพทย์ทางเลือกของวงการแพทย์ไทย เนื่องจากสัตว์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ใกล้ชิดกับมนุษย์และเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถมอบความรักให้ได้โดยไม่มีเงื่อนไข จึงสอดคล้องกับความต้องการของเด็กที่ถูกกระทำทารุณกรรม จึงอาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจที่จะเป็นส่วนช่วยเหลือหรือพัฒนาจิตใจของที่ถูกกระทำทารุณกรรมให้ เห็นคุณค่าในตนเอง ลดภาวะซึมเศร้า และมีความสุขในการใช้ชีวิตมากขึ้นวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาผลของการนำกระต่ายมาช่วยในการบำบัดต่อความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง ภาวะซึมเศร้า และความสุขของเด็กที่ถูกกระทำทารุณกรรมรูปแบบการวิจัย : การวิจัยเชิงทดลองสถานที่ทำการศึกษา : สถานพัฒนาและฟื้นฟูเด็ก จังหวัดลำปางตัวอย่างและวิธีการศึกษา : กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กที่ถูกกระทำทารุณกรรมทางเพศ ร่างกายและจิตใจ อายุ 13 - 18 ปี จำนวน 22 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมอย่างละ 11 คน โดยให้กลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมกระต่ายช่วยบำบัดเป็นระยะเวลา 5 วัน ทั้งหมด 10 กิจกรรม และกลุ่มควบคุมดำเนินชีวิตประจำวันปกติ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบประเมินการเห็นคุณค่าในตนเอง แบบประเมินภาวะซึมเศร้า และประเมินความสุขผลการศึกษา : เด็กที่ถูกกระทำทารุณกรรมในกลุ่มทดลองมีคะแนนเห็นคุณค่าในตนเองเพิ่มขึ้น ภาวะซึมเศร้าลดลง และความสุขเพิ่มขึ้นหลังจากการเข้าร่วมโปรแกรมกระต่ายบำบัด อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติสรุป : ผลการวิจัยพบว่าผลของการใช้กระต่ายบำบัด ทำให้ค่าเฉลี่ยของระดับคะแนนความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง ภาวะซึมเศร้าและความสุข ระหว่างกลุ่มทดลองและ กลุ่มควบคุมแตกต่างอย่างไม่มีนัยสำคัญ.


Effect Of Thai Traditional Massage On "Craving" Response In Individuals Receiving Alcohol Dependency Treatment In Rehabilitation Stage At Thanyarak Institute, Natnaree Chernchujit, Rasmon Kalayasiri Mar 2014

Effect Of Thai Traditional Massage On "Craving" Response In Individuals Receiving Alcohol Dependency Treatment In Rehabilitation Stage At Thanyarak Institute, Natnaree Chernchujit, Rasmon Kalayasiri

Chulalongkorn Medical Journal

Research Purpose : Thai traditional massage (TTM) can mitigate drug craving such as cigarette. Nevertheless, further finding is required in order to investigate the effect of massage on alcohol craving. Objective : To study alcohol craving in subjects receiving TTM Setting : Thanyarak Institute Research Design : Cross-over experimental design Population sample : 18 males hospitalized for alcohol dependency treatment in rehabilitation stage Research Methodology : Data was obtained by having patients completed computerizedself- evaluation forms comprising of Penn Alcohol Craving Scale, Visual Analog Scale and blood pressure / pulse rate while they were stimulated by video of alcohol consumption. …


ภาวะพร่องเอนไซม์ G6pd ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และการตรวจวินิจฉัยเพื่อการรักษาโรคมาลาเรียด้วยยาไพรมาควิน, ชาลิสา หลุยเจริญ ชีพสุนทร, อิศรางค์ นุชประยูร Mar 2014

ภาวะพร่องเอนไซม์ G6pd ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และการตรวจวินิจฉัยเพื่อการรักษาโรคมาลาเรียด้วยยาไพรมาควิน, ชาลิสา หลุยเจริญ ชีพสุนทร, อิศรางค์ นุชประยูร

Chulalongkorn Medical Journal

ภาวะพร่องเอนไซม์กลูโคส 6-ฟอสเฟต ดีไฮโดรจีเนส (G6PD) พบมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีมาลาเรียชุกชุม ซึ่งเป็นผลมาจากความได้เปรียบในการอยู่รอดต่อการคุกคามของมาลาเรียภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD มีสาเหตุมาจากการกลายพันธุ์ของยีน G6PD ส่งผลให้เกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกเฉียบพลันเมื่อได้รับยาต้านมาลาเรีย ไพรมาควินเป็นยาต้านมาลาเรียที่มีคุณสมบัติในการรักษาและป้องกันการติดเชื้อมาลาเรีย แต่มีผลทำให้ผู้พร่องเอนไซม์ G6PD เกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกอย่างรุนแรง ด้วยเหตุนี้การตรวจภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD และชนิดของการกลายพันธุ์ จึงมีความจำเป็นเพื่อเป็นข้อมูลในการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียที่มีภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยน้อยที่สุด แต่อย่างไรก็ตามการตรวจคัดกรองภาวะพร่องเอนไซม์ก่อนให้ยาอาจไม่สามารถทำได้ในบางพื้นที่ที่ยังขาดเครื่องมือในการทดสอบ ดังนั้นการสรุปรูปแบบการกระจายตัวของภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD รวมทั้งชนิดการกลายพันธุ์ที่พบในพื้นที่ต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็นประโยชน์ต่อการประเมินความเสี่ยงในการรักษาและควบคุมมาลาเรียด้วยยาไพรมาควินได้.


ปัญหาเชิงจิตสังคมและสิ่งแวดล้อม และการประเมินความจำเป็นด้านร่างกายและจิตสังคมในหญิงวัยรุ่นตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์อย่างต่อเนื่องในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ : การศึกษาเฉพาะกรณี ในคลินิกฝากครรภ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ยศวดี อยู่สุข, ปริชวัน จันทร์ศิริ Mar 2014

ปัญหาเชิงจิตสังคมและสิ่งแวดล้อม และการประเมินความจำเป็นด้านร่างกายและจิตสังคมในหญิงวัยรุ่นตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์อย่างต่อเนื่องในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ : การศึกษาเฉพาะกรณี ในคลินิกฝากครรภ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ยศวดี อยู่สุข, ปริชวัน จันทร์ศิริ

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นนับเป็นปัญหาสังคมที่ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน โดยเฉพาะผลกระทบทางด้านสุขภาพอนามัยและด้านจิตใจของหญิงวัยรุ่นตั้งครรภ์และบุตรที่จะคลอดออกมา การศึกษาเพื่อให้ได้ข้อมูลปัญหาเชิงจิตสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งความจำเป็นด้านร่างกายและจิตสังคมในหญิงวัยรุ่นตั้งครรภ์ อาจมีส่วนช่วยเป็นแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงต่อความต้องการและมีประสิทธิภาพวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาปัญหาจิตสังคมและสิ่งแวดล้อมรวมทั้งความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากครอบครัวและบุคคลใกล้ชิด และศึกษาความต้องการด้านร่างกาย ความต้องการด้านจิตใจ และความต้องการด้านสังคมของหญิงวัยรุ่นตั้งครรภ์ ที่มาฝากครรภ์ที่คลินิกฝากครรภ์วัยรุ่น แผนกสูติกรรม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์รูปแบบการวิจัย : การวิจัยเชิงคุณภาพสถานที่ทำการวิจัย : คลินิกฝากครรภ์วัยรุ่น แผนกสูติกรรม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์กลุ่มตัวอย่างและวิธีการศึกษา : หญิงวัยรุ่นตั้งครรภ์ที่ฝากครรภ์ต่อเนื่องที่คลินิกฝากครรภ์วัยรุ่นแผนกสูติกรรม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างเป็นการเลือกเจาะจงจากประชากรดังกล่าว จำนวน 18 ราย ใน3 ไตรมาส ไตรมาสละ 6 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 2) แนวคำถามที่ในการสัมภาษณ์ระดับลึกเพื่อใช้เป็นแนวคำถามประกอบการสัมภาษณ์ผลการศึกษา : พบว่าหญิงวัยรุ่นตั้งครรภ์ต้องออกจากเรียนกลางคัน และต้องการกลับไปศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นไปภายหลังจากที่คลอดบุตร พบปัญหาการตัดสินใจจะพักอาศัยอยู่กับครอบครัวเดิมหรือครอบครัวสามี ปัญหาเศรษฐกิจพบว่าหญิงวัยรุ่นตั้งครรภ์ ที่ไม่ได้ประกอบอาชีพไม่มีรายได้ประจำ หญิงวัยรุ่นตั้งครรภ์มีความต้องการด้านร่างกายคือต้องการคำแนะนำการดูแลตนเอง/ผู้ช่วยเหลือเลี้ยงดูบุตร ด้านอารมณ์/จิตใจ ต้องการความเอาใจใส่จากบุคคลใกล้ชิดและการสนับสนุนให้กำลังใจ และความต้องการทางด้านเศรษฐกิจและสังคม คือต้องการกลับสู่ระบบการศึกษาและต้องการประกอบอาชีพที่มั่นคงสรุป : ปัญหาเชิงจิตสังคมและสิ่งแวดล้อมที่พบในหญิงวัยรุ่นตั้งครรภ์ล้วนส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของหญิงวัยรุ่นและบุตรในครรภ์การศึกษาถึงรายละเอียดของปัญหา จะสามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแนวทางในการให้ความช่วยเหลือ ตลอดจนการจัดหาทรัพยากรทางสังคมเพื่อให้ความช่วยเหลือได้ตรงกับความต้องการ และเพื่อวางแนวทางป้องกันปัญหาการตั้งครรภ์ในภาวะที่ไม่พร้อม.