Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medical Specialties (37)
- Medical Sciences (24)
- Radiology (9)
- Diseases (7)
- Life Sciences (7)
-
- Public Health (7)
- Biomedical Informatics (6)
- Medical Education (6)
- Pediatrics (6)
- Analytical, Diagnostic and Therapeutic Techniques and Equipment (5)
- Natural Products Chemistry and Pharmacognosy (5)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (5)
- Bioethics and Medical Ethics (4)
- Cardiology (4)
- Diagnosis (4)
- Medical Humanities (4)
- Neurology (4)
- Rehabilitation and Therapy (4)
- Surgery (4)
- Chemicals and Drugs (3)
- Community Health and Preventive Medicine (3)
- Dentistry (3)
- Education (3)
- Hematology (3)
- Infectious Disease (3)
- Laboratory Medicine (3)
- Orthopedics (3)
- Other Medical Sciences (3)
- Physiotherapy (3)
- Keyword
-
- Depression (35)
- Anxiety (21)
- Children (18)
- Prevalence (18)
- Elderly (16)
-
- Quality of life (16)
- Stress (16)
- Children. (15)
- Thailand (15)
- Treatment. (15)
- Breast cancer (14)
- Diagnosis (13)
- Reliability (13)
- Thai (13)
- AIDS (12)
- HIV (12)
- Stroke (12)
- Attitude (10)
- Mental health (10)
- Prevalence. (10)
- Ultrasound (10)
- ภาวะซึมเศร้า (10)
- Chemotherapy (9)
- Knowledge (9)
- Risk factors (9)
- Treatment (9)
- Methamphetamine (8)
- Thai. (8)
- ความเครียด (8)
- Adolescent (7)
Articles 601 - 630 of 4154
Full-Text Articles in Medicine and Health Sciences
Reliability And Validity Of The Thai Version Of Eq-5d-5l Questionnaire On Patients With Chronic Disease, Nontapat Sonsa-Ardjit, Phantipa Sakthong
Reliability And Validity Of The Thai Version Of Eq-5d-5l Questionnaire On Patients With Chronic Disease, Nontapat Sonsa-Ardjit, Phantipa Sakthong
Chulalongkorn Medical Journal
Background : The EuroQoL Group’s 5-dimension, 5-level (EQ-5D-5L) is a frequentlyused questionnaire on generic health-related quality of life (HRQoL);however, studies on its psychometric properties in Thailand are rare,especially on patients with chronic diseases.Objective : To evaluate the reliability and validity of the EQ-5D-5L questionnaireon patients with chronic diseases.Research design : Cross-sectional study.Setting : King Chulalongkorn Memorial Hospital.Methods : Four hundred outpatients with chronic disease at King ChulalongkornMemorial Hospital between July 2014 and February 2015 weresurveyed. The psychometric properties of EQ-5D-5L were evaluatedin terms of practicality (administration time and ceiling effect), reliabilityand validity (known-groups validity and convergent validity).Results : The average …
Randomized Double-Blind Comparison Trial Among I-Gel™, Lma-Proseal™ And Tracheal Intubation With Manual In-Line Stabilization In Patients With Simulated Cervical Spine Movement Limitation By Rigid Cervical Collar Immobilization, Tee Chularojmontri, Phatthanaphol Engsusophon, Pichaya Deeprasertvit
Randomized Double-Blind Comparison Trial Among I-Gel™, Lma-Proseal™ And Tracheal Intubation With Manual In-Line Stabilization In Patients With Simulated Cervical Spine Movement Limitation By Rigid Cervical Collar Immobilization, Tee Chularojmontri, Phatthanaphol Engsusophon, Pichaya Deeprasertvit
Chulalongkorn Medical Journal
Background : Tracheal intubation with manual in-line stabilization (TT-MILS) isthe standard management in patients with cervical spine injury.The procedure of which is not practical for inexperienced personnel.Supraglottic airway device has a role in difficult airway managementand been proved to be easy for new users. It may be effective forairway management in the setting of limited cervical spinemovement.Objective : To compare airway management by i-gel, LMA-ProSeal™ andTT-MILS in anesthetized, paralyzed patients with simulated difficultairway by rigid cervical collar.Research design : A randomized, double-blind comparison study.Setting : In the operating rooms and surgical wards, King ChulalongkornMemorial Hospital, a tertiary hospital with 1500 …
Outcomes Of Primary Valve Ablation In Posterior Urethral Valves Patients, Dutsadee Sowanthip, Chanatee Bunyaratavej
Outcomes Of Primary Valve Ablation In Posterior Urethral Valves Patients, Dutsadee Sowanthip, Chanatee Bunyaratavej
Chulalongkorn Medical Journal
Background : Posterior urethral valves (PUVs) are the most common cause ofobstructive uropathy in male children that in long-term can leadto ESRD.Objectives : The aim of the study was to report outcomes of primary valveablation in patients with posterior urethral valves.Design : Descriptive study.Setting : King Chulalongkorn Memorial Hospital, Bangkok, Thailand.Materials and Methods : We retrospectively reviewed every medical record of patientsdiagnosed with posterior urethral valves and treated withprimary valve ablation or other modalities at King ChulalongkornMemorial Hospital from January 2002 to December 2012.Patient’s demographic data, age of presentation, imaged finds,presenting signs and symptoms, complications, and long-termoutcomes were recorded.Results : …
ผลของโปรแกรม B.A.S.E. ประยุกต์ต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในเด็กอนุบาล, วิวรรณ สุจริต, ปริชวัน จันทร์ศิริ
ผลของโปรแกรม B.A.S.E. ประยุกต์ต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในเด็กอนุบาล, วิวรรณ สุจริต, ปริชวัน จันทร์ศิริ
Chulalongkorn Medical Journal
เหตุผลของการทำวิจัย : โปรแกรม B.A.S.E. ช่วยลดปัญหาพฤติกรรมในเด็กอนุบาล ซึ่งเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อปัญหาพฤติกรรมในระยะยาว โปรแกรมนี้ยังไม่มีการศึกษาในประเทศไทย ผู้วิจัยจึงได้พัฒนาโปรแกรม B.A.S.E. ประยุกต์ขึ้นมาวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาผลของโปรแกรม B.A.S.E. ประยุกต์ต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในเด็กอนุบาลรูปแบบการวิจัย : เป็นการศึกษาเชิงทดลอง Quasi experimental study : แบบ Pre-postcomparison in one groupสถานที่ทำการศึกษา : โรงเรียนสมาคมสตรีไทย กรุงเทพมหานครตัวอย่างและวิธีการศึกษา : เป็นการศึกษาเชิงทดลองแบบ Quasi experimental study (Pre-postcomparison in one group) กลุ่มตัวอย่างคือเด็กอนุบาลอายุ 4 - 6 ปีที่กำลังศึกษาในชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนสมาคมสตรีไทย ปีการศึกษา2557 ซึ่งได้รับโปรแกรม B.A.S.E. ประยุกต์ ครั้งละ 20 - 30 นาทีห่างกันครั้งละ 1 สัปดาห์จำนวน 20 ครั้งมีการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และแบบประเมินพฤติกรรมเด็ก (SDQ) โดยแบบประเมินพฤติกรรมเด็ก (SDQ) ประเมินโดยครูและผู้ปกครอง 3 ครั้งคือก่อนทำโปรแกรม หลังทำโปรแกรมสัปดาห์ที่ 12 และหลังทำโปรแกรมเสร็จสิ้นผลการศึกษา : จากการประเมินโดยครูพบว่าเมื่อเปรียบเทียบคะแนนปัญหาพฤติกรรมเกเร ระหว่างก่อนทำโปรแกรมและหลังทำโปรแกรมเสร็จสิ้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.05) เช่นเดียวกับคะแนนปัญหาพฤติกรรมความสัมพันธ์กับ เพื่อน ระหว่างก่อนทำโปรแกรมและหลังทำโปรแกรมเสร็จสิ้น ส่วนคะแนนปัญหาพฤติกรรมความสัมพันธ์กับเพื่อนระหว่างก่อนทำโปรแกรม และหลังทำโปรแกรมสัปดาห์ที่ 12 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติอย่างสูง (p <0.01) คะแนนจุดแข็งด้านความสัมพันธ์ทางสังคม ระหว่างก่อนทำโปรแกรมและหลังทำโปรแกรมสัปดาห์ที่ 12 มีคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.01)ส่วนการประเมินโดยผู้ปกครองพบว่าการเปลี่ยนแปลงของคะแนนรวมปัญหาพฤติกรรมด้านอารมณ์ พฤติกรรมเกเร พฤติกรรมอยู่ไม่นิ่งและพฤติกรรมด้านความสัมพันธ์กับเพื่อน ระหว่างก่อนทำโปรแกรมและหลังทำโปรแกรมเสร็จสิ้นมีคะแนนลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p <0.05)สรุป : โปรแกรม B.A.S.E. ประยุกต์ มีแนวโน้มที่จะช่วยลดปัญหาพฤติกรรมในเด็กอนุบาล ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการป้องกันพฤติกรรมที่เป็นปัญหาในเด็กอนุบาล และสามารถขยายเป็นแนวทางในการส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์ การรับรู้และเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นของเด็กในระบบการเรียนการศึกษาต่อไปได้.
พฤติกรรมการใช้ระบบการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์ของนิสิตคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นัยนา หนูจันทร์แก้ว, เรืองศักดิ์ เลิศขจรสุข
พฤติกรรมการใช้ระบบการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์ของนิสิตคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นัยนา หนูจันทร์แก้ว, เรืองศักดิ์ เลิศขจรสุข
Chulalongkorn Medical Journal
เหตุผลของการทำการวิจัย : คณะแพทยศาสตร์ ได้นำระบบการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์มาช่วยเสริมการเรียนของนิสิตแพทย์มาเป็นระยะเวลานาน โดยมีการพัฒนาปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง ทั้งทางด้านอุปกรณ์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ รวมทั้งเนื้อหาวิชาในรูปแบบการบรรยายอิเล็กทรอนิกส์(e-lecture) เพื่อสร้างวัฒนธรรมของการเรียนรู้ของนิสิตแพทย์ และการศึกษาตามอัธยาศัย โดยผู้เรียนสามารถเรียนเมื่อไรก็ได้ เรียนที่ใดก็ได้ ตามความต้องการของนิสิตแพทย์วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้ระบบการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์ของนิสิตแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนำเสนอแนวทางในการพัฒนาระบบที่ตอบสนองความต้องการของนิสิตมากขึ้นรูปแบบการวิจัย : การสำรวจสถานที่ทำการวิจัย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยวิธีดำเนินการวิจัย : ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นการสำรวจพฤติกรรมการใช้ระบบการจัดการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์ของนิสิตแพทย์ในคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นลักษณะของการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบการบรรยายอิเล็กทรอนิกส์ ระหว่างภาคการศึกษาต้น ปีการศึกษา 2555 (ระหว่างเดือนพฤษภาคม – ตุลาคม2555) โดยใช้แบบสอบถามที่มีการกำหนดตัวแปรและเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อนำมาศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลรวมทั้งการรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมการเข้าใช้ความต้องการ และทัศนคติที่มีต่อ ระบบการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งการเก็บรวบรวมข้อมูลจากระบบการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยผลการวิจัย : บทเรียนที่บรรจุในระบบทั้งหมด 665 บทเรียน ในจำนวนนี้ 468บทเรียน (ร้อยละ 70.4) เป็นบทเรียนในระดับปริญญาตรี โดย389 บทเรียน (ร้อยละ 83.1) เป็นบทเรียนในระดับชั้นปรีคลินิก(ชั้นปีที่ 1 - 3) พบว่ามีผู้เข้าใช้ระบบทั้งหมด 38,091 ครั้ง โดยแยกตามเดือนได้ดังนี้ เดือนมิถุนายน 4,806 ครั้ง เดือน กรกฏาคม 8,400ครั้ง เดือนสิงหาคม 15,097 ครั้ง เดือนกันยายน 5,337 ครั้ง และเดือนตุลาคม 4,451 ครั้งเมื่อพิจารณาถึงช่วงเวลาที่นิสิตเข้าใช้ระบบการจัดการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์ของคณะฯ พบว่าในช่วงเวลาที่เข้าใช้สูงสุดคือ ตั้งแต่ 8.00 – 15.59 น. มีการใช้ทั้งหมด 20,470 ครั้ง (ร้อยละ53.74) จำนวนการเข้าใช้ในแต่ละวันของสัปดาห์คือ วันอาทิตย์ จำนวน6,757 ครั้ง จำนวนการเข้าใช้แยกตามชั้นปีของนิสิตแพทย์ มากที่สุดคือนิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 1 จำนวน 18,671 ครั้ง (ร้อยละ 49.01) การเข้าใช้ระบบการจัดการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์ แยกตามสถานที่ที่เข้าใช้ คือ จากภายนอกคณะฯ …
การรักษาตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน, ปิยะพันธ์ พฤกษพานิช, ภูรีพัทธ์ อรรถเวชกุล, จีรวัชร์ เอื้อวงศ์ศิน, ฐิตา เจียสกุล, สมบัติ ตรีประเสริฐสุข
การรักษาตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน, ปิยะพันธ์ พฤกษพานิช, ภูรีพัทธ์ อรรถเวชกุล, จีรวัชร์ เอื้อวงศ์ศิน, ฐิตา เจียสกุล, สมบัติ ตรีประเสริฐสุข
Chulalongkorn Medical Journal
โรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันเป็นโรคที่พบบ่อยในเวชปฏิบัติทั่วไป ซึ่งมักได้รับการดูแลรักษาโดยอายุรแพทย์ ในปี พ.ศ. 2556 นี้ได้มีการทบทวนคำนิยามและการจัดหมวดหมู่ของโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันและภาวะแทรกซ้อนหลังจากการทบทวนครั้งที่แล้วเมื่อ 20 ปีก่อน ซึ่งได้แบ่งระดับความรุนแรงของตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันออกเป็นระดับที่รุนแรงน้อย รุนแรงปานกลางและรุนแรงมากโดยประมาณร้อยละ 80 จะเป็นกลุ่มผู้ป่วยตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันชนิดที่รุนแรงน้อย ปัจจุบันพบว่ามีปัจจัยหลายอย่างทั้งทางคลินิก ทางการตรวจทางห้องปฏิบัติการ และทางการตรวจทางรังสีวิทยาที่ใช้ทำนายระดับความรุนแรงของโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน แต่ไม่ว่าตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันจะมีระดับความรุนแรงใด การรักษาประคับประคองยังคงเป็นการรักษาที่สำคัญที่สุดเสมอ ซึ่งหมายถึงการดูแลผู้ป่วยให้มีการไหลเวียนโลหิตที่ดีและมีระดับออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อเพียงพอ, ลดอาการปวดของผู้ป่วย, ให้สารอาหารอย่างเพียงพอ, และเฝ้าติดตามอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดในหออภิบาลผู้ป่วยหนักในกรณีที่เป็นผู้ป่วยตับอ่อนอักเสบระดับรุนแรงมาก โดยผู้ป่วยบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนเฉพาะที่ อันได้แก่ การคั่งของของเหลวรอบตับอ่อน, ซิสต์เทียมของตับอ่อน, เนื้อตายของตับอ่อนในระยะเฉียบพลัน และเนื้อตายของตับอ่อนที่มีผนังล้อมรอบ ทั้งชนิดติดเชื้อหรือปลอดเชื้อ โดยในผู้ป่วยเหล่านี้หากมีอาการคงที่หรือดีขึ้น สามารถให้การรักษาด้วยการประคับประคองต่อได้ แต่หากภาวะแทรกซ้อนนั้นก่อให้เกิดอาการหรือผู้ป่วยมีอาการแย่ลงมีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาภาวะแทรกซ้อนนั้นด้วยการทำหัตถการเพิ่มเติมที่มีทั้งวิธีทางการส่องกล้อง, ทางการเจาะผ่านผิวหนัง หรือทางการผ่าตัด โดยบทความนี้จะได้กล่าวถึงการรักษาในปัจจุบันดังจะกล่าวในรายละเอียดต่อไป.
คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ, เพ็ญภพ พันธุ์เสือ, สมรัตน์ เลิศมหาฤทธิ์
คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ, เพ็ญภพ พันธุ์เสือ, สมรัตน์ เลิศมหาฤทธิ์
Chulalongkorn Medical Journal
การปลูกถ่ายอวัยวะ เป็นอีกหนึ่งในรูปแบบการรักษาที่มีการค้นคว้าพัฒนา และประสบความสำเร็จเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมากว่าครึ่งศตวรรษ จากความสำเร็จดังกล่าวการปลูกถ่ายอวัยวะจึงกลายเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญทางการรักษา โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อรักษาชีวิต และทำให้ผู้เข้ารับการปลูกถ่ายสามารถกลับไปใช้ชีวิตของเขาอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป ผลพวงอีกประการจากความก้าวหน้าในการปลูกถ่ายคือ ความต้องการอวัยวะเพื่อการปลูกถ่ายมีมากขึ้นจนเกิดความไม่พอเพียง ถึงแม้หน่วยงานต่าง ๆ จะพยายามแก้ไขปัญหาโดยการเปิดศูนย์รับบริจาค ก็ยังพบว่าอวัยวะที่ได้จากการบริจาคไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นการปลูกถ่ายในทุก ๆ ครั้งจึงมีความสำคัญอย่างมากจากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่าปัจจัยที่ส่งผลทางลบต่อผลการปลูกถ่ายที่สำคัญปัจจัยหนึ่งคือการเกิดภาวะซึมเศร้า ที่แม้จะมีหลายงานวิจัยที่เน้นย้ำถึงอันตรายของภาวะซึมเศร้าที่มีต่อผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะทั้งในช่วงก่อนการปลูกถ่ายและหลังการปลูกถ่าย แต่กลับพบว่ามีงานวิจัยส่วนน้อยที่กล่าวถึงวิธีการจัดการหรือการบำบัดอย่างเป็นขั้นตอนที่มุ่งเน้นเพื่อลดภาวะซึมเศร้า และจากการสืบค้นยังไม่พบการศึกษาดังกล่าวในประเทศไทย ดังนั้น เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความร่วมมือในการรักษา มีอัตราการตายลดลง ทำให้การปลูกถ่ายแต่ละครั้งเกิดผลประโยชน์สูงสุด และมีความคุ้มค่ามากที่สุดการบำบัดหรือสร้างกระบวนการ เพื่อลดภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยปลูกถ่ายจึงมีความสำคัญ.
Relationships Between Dengue Virus Infection In Mosquito Vector, (Aedes Aegypti), Dengue Cases And Weather Conditions In Samut Sakhon Province, Thailand, Veerayuth Kittichai, Prakaikaew Montriwat, Jakkrawarn Chompoosri, Payu Bhakdeenuan, Theerakamol Pengsakul, Apiwat Tawatsin, Usavadee Thavara, Padet Siriyasatien
Relationships Between Dengue Virus Infection In Mosquito Vector, (Aedes Aegypti), Dengue Cases And Weather Conditions In Samut Sakhon Province, Thailand, Veerayuth Kittichai, Prakaikaew Montriwat, Jakkrawarn Chompoosri, Payu Bhakdeenuan, Theerakamol Pengsakul, Apiwat Tawatsin, Usavadee Thavara, Padet Siriyasatien
Chulalongkorn Medical Journal
Background : Dengue is commonly found in the tropical and subtropical regions.The disease is still affecting the population of the world especially inSoutheast Asia. The current increase in both morbidity and mortalityrates was associated with the potentiality of the viral transmission.Surveillance focusing on the virus infection in principal dengue vector,weather conditions and number of dengue cases should be evaluatedto develop an effective control approach, therefore reducethe emergence of dengue disease within the endemic and/or new areas.Objectives : To characterize the transmission pattern of dengue virus in the mosquitovector (Aedes aegypti) according to the seasons and to determinethe relationship between dengue …
Effects Of Oral Sodium Phosphate Solution, As A Colon Preparation Agent, On The Serum Potassium Level In Patients Undergoing Colonoscopy At A Secondary Care Community Hospital, Samart Phuwapraisirisan, Panuwat Lertsithichai
Effects Of Oral Sodium Phosphate Solution, As A Colon Preparation Agent, On The Serum Potassium Level In Patients Undergoing Colonoscopy At A Secondary Care Community Hospital, Samart Phuwapraisirisan, Panuwat Lertsithichai
Chulalongkorn Medical Journal
Background : Colonoscopy is the gold standard investigation for assessing of the intra-luminal colorectal pathology. Effective bowel preparation contributed efficient visualizing of the colon. Osmotic laxatives such as sodium phosphate (NaP) are commonly used for colonic preparation for colonoscopy. A meta-analysis suggested that NaP offered a more effective and more readily completed preparation than PEG-based regimes. However, the use of sodium phosphate solution has been shown to significantly reduce the serum potassium level which is likely to affect cardiac rhythm in particular by prolonging the QT interval. But this affect was not clinically meaningful in most of patients. Sodium phosphate …
Surgical Site Infection In Patients Undergoing Urgent Abdominal Surgery, Ong-Orn Jaichaiyaphum, Kusuma Khuwatsamrit, Nirobol Kanogsunthornrat
Surgical Site Infection In Patients Undergoing Urgent Abdominal Surgery, Ong-Orn Jaichaiyaphum, Kusuma Khuwatsamrit, Nirobol Kanogsunthornrat
Chulalongkorn Medical Journal
Background : Surgical site infection (SSI), is a major problem and the most common complication of surgery. It was considered an essential indicator for a quality of care of hospital. SSI affects patients suffer from increasing morbidity and mortality, prolongs length of stay, delay recovery, decreases quality of life, and increases medical costs. Although urgent abdominal surgery is a significant treatment for patients with life-threatening intraabdominal conditions, it is usually associated with increased risk of SSI. Factors related to SSI need to be explored to help improve healthcare services and surveillance program in high-risk patients. Objective : To study SSI …
Iron Deficiency Anemia Masking Hemoglobin H Disease:A Case Report, Somchai Insiripong, Watcharin Yingsitsiri, Juree Boondumrongsagul
Iron Deficiency Anemia Masking Hemoglobin H Disease:A Case Report, Somchai Insiripong, Watcharin Yingsitsiri, Juree Boondumrongsagul
Chulalongkorn Medical Journal
Hemoglobin H disease (Hb H) in adult patients can be diagnosed by identifying theband of Hb H with or without Hb Bart on Hb electrophoresis, and probably confirmed bygenotyping study. However, Hb H may be suppressed by some acquired factors includingiron deficiency anemia. Herein, we report a case of a 55-year-old woman was recognized ashaving chronic anemia since childhood. She was treated with occasional transfusions, oneor two units a year. Her first Hb electrophoresis showed: HbA2A, HbA2 2.1%, while her Hbwas 5.1 d/dL, her ferritin 6.2 ng/mL, and transferrin saturation 13.2%. She was diagnosed ashaving iron deficiency anemia and treated …
ความปลอดภัยและประสิทธิผลของการสลายต้อกระจก 2 ตาต่อเนื่องกันทันทีในคราวเดียวกันกับการผ่าตัดต่างคราวกัน, ณัฐกุล สุธนเสรีพร, ณัฐพงษ์ เดชบุญทวีสุข, ณัฐพร ทรงโบรัศมี, ณัฐพัฒน์ ตั้งจิตเจริญ, ณัฐภา ณัฐภา กิริยาพงษ์, ณัฐวุฒิ พงศ์ลีรัตนขจร, ณิชา ซึงสนธิพร, ทศพล โลหะวิจารณ์, ทศพล สุรวัฒนาวงศ์, ทิฆัมพร ส่งสกุลรุ่งเรือง, ทินกร ราศรีปลั่ง, ทิพย์ประไพ มหาศักดิ์ศิริ, วสี ตุลวรรธนะ
ความปลอดภัยและประสิทธิผลของการสลายต้อกระจก 2 ตาต่อเนื่องกันทันทีในคราวเดียวกันกับการผ่าตัดต่างคราวกัน, ณัฐกุล สุธนเสรีพร, ณัฐพงษ์ เดชบุญทวีสุข, ณัฐพร ทรงโบรัศมี, ณัฐพัฒน์ ตั้งจิตเจริญ, ณัฐภา ณัฐภา กิริยาพงษ์, ณัฐวุฒิ พงศ์ลีรัตนขจร, ณิชา ซึงสนธิพร, ทศพล โลหะวิจารณ์, ทศพล สุรวัฒนาวงศ์, ทิฆัมพร ส่งสกุลรุ่งเรือง, ทินกร ราศรีปลั่ง, ทิพย์ประไพ มหาศักดิ์ศิริ, วสี ตุลวรรธนะ
Chulalongkorn Medical Journal
เหตุผลของการทำวิจัย : ในปัจจุบันการผ่าตัดกระจกทั้งสองข้างในวันเดียวกันยังไม่ได้เป็นมาตรฐานในการรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคต้อกระจกของตาทั้งสองข้างเนื่องด้วยแพทย์ยังมีความกังวลถึงภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นโดยเฉพาะภาวะติดเชื้อในลูกตาทั้งสองข้าง ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยที่สามารถให้ข้อสรุปที่ชัดเจนวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาเปรียบเทียบระหว่างการผ่าตัดต้อกระจกทั้งสองข้างในวันเดียวกัน กับการผ่าตัดต้อกระจกแยกวันในตาแต่ละข้าง ในด้านการเกิดภาวะแทรกซ้อนและประสิทธิภาพของการผ่าตัดรูปแบบการวิจัย : การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมานสถานที่ทำการวิจัย : โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตัวอย่างและวิธีการศึกษา : คณะผู้จัดทำคัดเลือกวรรณกรรมทั้งประเภท Randomized controlledtrial และ Non-randomized controlled trial รวมถึง Observationalstudy ที่เกี่ยวข้อง หลังจากนั้นจึงให้ผู้ทบทวนวรรณกรรม 2 คนแยกกันพิจารณาวรรณกรรมที่คัดเลือกได้ โดยมีผลลัพธ์ของการศึกษาคือผลข้างเคียงทั้งระหว่างผ่าตัดและหลังผ่าตัด และความสามารถในการเห็นก่อนและหลังผ่า ผู้จัดทำใช้ l² ในการประเมิน heterogeneityและคำนวณ Odd ratio ร่วมกับ 95% interval สำหรับข้อมูลทวิภาคผลการศึกษา : จากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบค้นพบวรรณกรรมทั้งสิ้น8 วรรณกรรม ได้แก่ Randomized controlled trial 3 วรรณกรรม Nonrandomizedcontrolled trial 2 วรรณกรรม และ Case series 3วรรณกรรม ประกอบด้วยกลุ่มตัวอย่าง 2161 คนในกลุ่ม ISBP และ933 คนในกลุ่ม DSBP โดยภาวะแทรกซ้อนระหว่างการผ่าตัดที่พบคือเยื่อหุ้มเลนส์ด้านหลังฉีกขาด ส่วนภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด ได้แก่โรคม่านตาอักเสบ ความดันลูกตาสูง และจุดรับภาพตรงกลางบวมโดยไม่พบอุบัติการณ์ของภาวะติดเชื้อในลูกตาเลยในแต่ละวรรณกรรมส่วนด้านความสามารถในการเห็นแต่ละงานวิจัยมีความแตกต่างในเรื่องมาตรวัดและค่ากลางทางสถิติ จึงไม่สามารถนำผลงานวิจัยมาเปรียบเทียบระหว่างกันได้ อย่างไรก็ตามไม่พบความแตกต่างระหว่างสองกลุ่มสรุป : ไม่พบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างการผ่าตัดทั้งสองวิธีทั้งด้านภาวะแทรกซ้อนและความสามารถในการเห็น.
ความเครียดของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในกรุงเทพมหานครที่เรียนพิเศษเพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย, กีรติ ผลิรัตน์, ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร
ความเครียดของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในกรุงเทพมหานครที่เรียนพิเศษเพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย, กีรติ ผลิรัตน์, ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร
Chulalongkorn Medical Journal
เหตุผลของการทำวิจัย : การเรียนพิเศษเพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยส่งผลให้นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายเกิดความเครียด ขึ้น ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่สังคมไทยปัจจุบันเผชิญอยู่ปัจจัยด้านต่าง ๆ เช่น เพศ ความคาดหวังต่อตนเองความคาดหวังของผู้ปกครอง ระยะเวลาการเรียนพิเศษ แผนการเรียน ฯลฯปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้อาจส่งผลต่อความเครียดของนักเรียนได้วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาระดับความเครียดและความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเครียดของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในกรุงเทพมหานครที่เรียนพิเศษเพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยรูปแบบการวิจัย : การศึกษานี้เป็นวิจัยเชิงพรรณนาโดยศึกษา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งสถานที่ทำการศึกษา : อาคารวรรณสรณ์ ซึ่งเป็นอาคารแหล่งรวมสถาบันกวดวิชาที่ใหญ่ที่สุดตั้งอยู่บริเวณแยกถนนพญาไท กรุงเทพมหานครตัวอย่างและวิธีการ : เป็นการศึกษาในนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายทั้งเพศหญิงและชาย อายุ16 - 18 ปี จำนวน 384 คน ในภาคการเรียนที่ 1 ปีการศึกษา2557 โดยใช้แบบสอบถามส่วนบุคคล จำนวน 10 ข้อ และแบบประเมินความเครียดสวนปรุง (SPST-20) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาในการหาข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง แสดงค่าสถิติเป็นค่าเฉลี่ยเลขคณิตความถี่ ร้อยละและใช้ค่า Mean ± SD และใช้สถิติเชิงอนุมานในการหาข้อมูลสถิติเชิงลักษณะในการเปรียบเทียบปัจจัยที่อาจจะมีผลต่อความเครียดของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่เรียนพิเศษ โดยใช้สถิติIndependent sample t-test, One-way ANOVA, multiple linearregression, regression analysis and Pearson correlationผลการศึกษา : พบว่านักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในกรุงเทพมหานคร ที่เรียนพิเศษเพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่มีความเครียดในระดับสูง(ร้อยละ 48.2) มีความคาดหวังต่อตนเอง (ร้อยละ 70.3) สำหรับความคาดหวังของผู้ปกครองต่อนักเรียน (ร้อยละ 68.5) อยู่ในระดับปานกลางสรุป : นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่เรียนกวดวิชาเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ในเขตกรุงเทพมหานคร มีความเครียดอยู่ในระดับสูงนักเรียนมีความคาดหวังต่อตนเองและผู้ปกครองมีความคาดหวังต่อตัวนักเรียนอยู่ในระดับปานกลาง.
ความชุก และปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่พาผู้ป่วยมารับการรักษา ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, รสรณ์รดี ภาคภากร, บุรณี กาญจนถวัลย์, นิจศรี ชาญณรงค์
ความชุก และปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่พาผู้ป่วยมารับการรักษา ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, รสรณ์รดี ภาคภากร, บุรณี กาญจนถวัลย์, นิจศรี ชาญณรงค์
Chulalongkorn Medical Journal
เหตุผลของการวิจัย : โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิต และเกิดความพิการระยะยาวซึ่งส่งผลกระทบไปยังผู้ดูแลผู้ป่วยทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และสังคมของผู้ดูแลผู้ป่วยทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าตามมาแต่อย่างไรก็ตามงานวิจัยในประเทศไทยมีการศึกษาในประเด็นนี้เป็นจำนวนน้อย และเป็นระยะเวลานานแล้วที่มีการศึกษา ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาในประเด็นดังกล่าววัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความชุกของภาวะซึมเศร้าและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าในผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่พาผู้ป่วยมารับการรักษาณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์รูปแบบการวิจัย : การวิจัยเชิงพรรณนา ศึกษา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งสถานที่ทำการศึกษา : แผนกอายุรกรรมประสาท และแผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตัวอย่างและวิธีการศึกษา : ศึกษาในผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจำนวน 96 คน โดยแบบสอบถามที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล,แบบประเมินดัชนีบาร์เทลอินเด็กซ์, แบบทดสอบความรู้สึกเป็นภาระ,แบบสอบถามแรงสนับสนุนทางสังคม และแบบสอบถามภาวะซึมเศร้า(BDI-IA) ใช้สถิติเชิงพรรณนาวิเคราะห์ค่าร้อยละ, ค่าเฉลี่ย, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อหาความชุกของภาวะซึมเศร้าสถิติไคสแควร์ เพื่อหาปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า และสถิติถดถอยพหุคูณลอจิสติกเพื่อหาปัจจัยทำนายภาวะซึมเศร้าผลการศึกษา : จากการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่าผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมีภาวะซึมเศร้า ร้อยละ 44.8 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าในผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติในด้านผู้ดูแล ได้แก่ ความไม่เพียงพอของรายได้ การนอนหลับที่น้อยกว่า5 ชั่วโมง ความหนักใจในการดูแลอาการของผู้ป่วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาด้านพฤติกรรม และการสื่อสารของผู้ป่วย แรงสนับสนุนทางสังคมต่ำ ความรู้สึกเป็นภาระมาก และปัจจัยด้านผู้ป่วย ได้แก่ การไม่สามารถช่วยเหลือตนเองในการทำกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วย ปัจจัยทสามารถใช้พยากรณ์ภาวะซึมเศร้าได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ความไม่เพียงพอของรายได้ (OR = 4.20 95% CI = 1.31-13.39)การนอนหลับที่น้อยกว่า 5 ชั่วโมง (OR = 5.03 95% CI = 1.51-16.80)และความรู้สึกเป็นภาระมาก (OR = 9.05 95% CI = 2.68 - 30.55)ซึ่งการมีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวเพิ่มอัตราการเกิดภาวะซึมเศร้าในผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสรุปผลการวิจัย : แพทย์ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองควรมีการประเมิน หรือคัดกรองภาวะซึมเศร้าในผู้ดูแลผู้ป่วยร่วมด้วยเพื่อลดภาวะซึมเศร้าในผู้ดูแลผู้ป่วย และยังส่งผลต่อคุณภาพการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองได้.
Roles Of Albumin In Patients With Chronic Liver Disease: Evidence-Based Medicine, Akarawut Juntrapirat, Sombat Treeprasertsuk
Roles Of Albumin In Patients With Chronic Liver Disease: Evidence-Based Medicine, Akarawut Juntrapirat, Sombat Treeprasertsuk
Chulalongkorn Medical Journal
This article details the roles of albumin in patients with chronic liver disease especially cirrhosis according to evidence-based information. In addition, this review includes the summary of several guidelines for albumin use in patients with chronic liver disease including those who are undergoing large volume paracentesis (more than 5 litre), those with spontaneous bacterial peritonitis (SBP), and those with hepatorenal syndrome (HRS), which occurred mainly in decompensated cirrhotic patients and acute liver failure. The physiologic functions of albumin and the other potential indications of albumin in cirrhotic patients are also mentioned.
Long-Term Paracetamol Treatment Induces Interleukin-1Β Expression In Human Microglial Cells, Benjawan Wongprom, Supang Maneesri-Le, Thananya Thongtan
Long-Term Paracetamol Treatment Induces Interleukin-1Β Expression In Human Microglial Cells, Benjawan Wongprom, Supang Maneesri-Le, Thananya Thongtan
Chulalongkorn Medical Journal
Background Paracetamol or acetaminophen (N-acetyl-p-aminophenol; APAP) is a widely used as an analgesic and antipyretic drug. This drug has long time been considered as a safe drug, when used in the therapeutic levels. However, the adverse effects concerning long-term APAP usage at the non-hepatotoxicity dosage regarding the human central nervous system, in particular microglia, remains unclear. Objective To investigate the effect of short-term (6, 12 and 24 hr.) and long-term APAP treatments (1, 2, 3 and 4 weeks) on the expression of the pro-inflammatory cytokine IL-1β in human microglia. Design Experimental research Setting Department of Biochemistry and Department of Pathology …
Volume Assessment Of Normal Adrenal Gland From Computed Tomography: A Pilot Study, Kewalee Sasiwimonphan, Phornanong Ariyajinda
Volume Assessment Of Normal Adrenal Gland From Computed Tomography: A Pilot Study, Kewalee Sasiwimonphan, Phornanong Ariyajinda
Chulalongkorn Medical Journal
Background : In clinical practice, it is quite difficult to differentiate pathologic adrenal hyperplasia from normal adrenal gland enlargement especially in the elderly. CT scan is so far the best technique to detect and measure the size of the glands. We, hereby, try to evaluate the volume of the adrenal gland through CT scan in several age groups of Thai people to identify its normal range. Objective : To establish age-specific ranges of the volume of a normal adrenal gland in adult patients by using CT scan. Setting : Department of Radiology, Faculty of Medicine, Chulalongkorn University. Research Design : …
เจตคติต่อการเป็นเพื่อนกับนักเรียนออทิสติกเรียนร่วมบางเวลาในโรงเรียนระดับประถมศึกษา, ขวัญใจ อธิปัญญาวงศ์, ศิริวรรณ ศิริบุญ, ชัยชนะ นิ่มนวล
เจตคติต่อการเป็นเพื่อนกับนักเรียนออทิสติกเรียนร่วมบางเวลาในโรงเรียนระดับประถมศึกษา, ขวัญใจ อธิปัญญาวงศ์, ศิริวรรณ ศิริบุญ, ชัยชนะ นิ่มนวล
Chulalongkorn Medical Journal
เหตุผลของการทำวิจัย : เด็กออทิสติกที่เข้าเรียนร่วมมีความบกพร่องทางการสื่อสารพฤติกรรมซ้ำ ๆ และแยกตัวจากสังคม ดังนั้น กลุ่มเพื่อนซึ่งเป็นนักเรียนปกติในชั้นเรียนจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือดูแลเด็กออทิสติกทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งยังไม่พบว่ามีงานวิจัยที่พรรณนาเกี่ยวกับเจตคติของเพื่อนนักเรียนออทิสติกเรียนร่วมบางเวลาในระดับประถมศึกษาวัตถุประสงค์ : เพื่อพรรณนาเจตคติต่อการเป็นเพื่อนกับนักเรียนออทิสติกเรียนร่วมบางเวลาในโรงเรียนจิตรลดาระดับประถมศึกษารูปแบบการวิจัย : การวิจัยเชิงคุณภาพ ภายใต้กระบวนทัศน์ปรากฏการณ์วิทยา(Phenomenology)สถานที่ทำการศึกษา : โรงเรียนจิตรลดาระดับประถมศึกษาตัวอย่างและวิธีการศึกษา : เก็บข้อมูลนักเรียนในชั้นเรียนปกติจำนวน 13 คน และครูประจำชั้น/ครูวิชาปกติ และ ครูการศึกษาพิเศษจำนวน 5 คน โดยการสัมภาษณ์ร่วมกับการสังเกตอย่างมีส่วนร่วมนักเรียนในห้องเรียนโดยผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ประเด็นหลักผลการศึกษา : ผู้ให้ข้อมูลหลักทั้งที่เป็นนักเรียน และครูมีเจตคติในส่วนความเข้าใจและความคิดเห็นเกี่ยวกับออทิสติกใกล้เคียงกัน ในส่วนการประเมินคุณค่าและความรู้สึกพบว่าความรู้สึกทางบวก ได้แก่ ความเข้าอกเข้าใจเห็นใจ ความรู้สึกทางลบมักเกี่ยวกับความหงุดหงิดที่เด็กออทิสติกไม่ตอบสนองหรือกลัวพฤติกรรมที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งอาจสัมพันธ์กับแนวโน้มพฤติกรรม ทั้งเข้าหา ถอยห่าง และไม่ตอบสนองสรุป : เจตคติต่อการเป็นเพื่อนกับนักเรียนออทิสติกเรียนร่วมบางเวลานั้นมีทั้งด้านบวกและลบ การเข้าใจจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมนักเรียนปกติสามารถปรับตัวและมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กออทิสติกได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น.
ความแตกต่างของพัฒนาการของเด็กอายุ 1 - 5 ปี ระหว่างเด็กในกรุงเทพฯ กับเด็กในภาคเหนือตอนบน, นงคราญ สมบูรณ์มี, อลิสา วัชรสินธุ
ความแตกต่างของพัฒนาการของเด็กอายุ 1 - 5 ปี ระหว่างเด็กในกรุงเทพฯ กับเด็กในภาคเหนือตอนบน, นงคราญ สมบูรณ์มี, อลิสา วัชรสินธุ
Chulalongkorn Medical Journal
เหตุผลของการทำวิจัย : เนื่องจากเด็กอายุ 1 - 5 ปี จะกลายเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคตเด็ก ๆ เหล่านี้ได้เกิดในภูมิภาคที่แตกต่างกันไปในประเทศและเนื่องจากยังไม่มีข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับความแตกต่างของพัฒนาการของเด็กกลุ่มนี้วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความแตกต่างของพัฒนาการและปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการของเด็กอายุ 1 - 5 ปี ในกรุงเทพฯ กับเด็กในภาคเหนือตอนบนรูปแบบการวิจัย : การศึกษาวิจัยเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Studies)สถานที่ทำการวิจัย : โรงเรียนในเขตบางกะปิ กรุงเทพฯ และในอำเภอลี้ จังหวัดลำพูนตัวอย่างและวิธีการศึกษา : เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเด็กอายุ 1 - 5 ปี ทั้งหมด 260 คนในกรุงเทพฯ จำนวน 130 คน ในจังหวัดลำพูน จำนวน 130 คน โดยใช้แบบคัดกรองพัฒนาการเด็กอายุแรกเกิด – 5 ปี ฉบับกรมสุขภาพจิต(70 ข้อ) (TDSI) ทดสอบพัฒนาการเด็ก และใช้แบบสอบถามสำหรับผู้ปกครอง ใช้การทดสอบการแจกแจงแบบ HypergeomatricDistribution ด้วย Exact test ทดสอบความแตกต่างของข้อมูลทั่วไปและเปรียบเทียบความแตกต่างของพัฒนาการเด็กของทั้งสองที่ตรวจสอบปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการเด็กด้วยสถิติ Fisher’s Exact Test และChi-Squareผลการศึกษา : พบว่าไม่มีความแตกต่างของพัฒนาการทั้ง 5 ด้าน พัฒนาการด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา (FM) ในกรุงเทพฯ พบปัจจัยที่สัมพันธ์กัน คือ บุคคลที่เด็กอาศัยอยู่ด้วยในเด็กที่อาศัยอยู่กับทั้งบิดาและมารดา มีพัฒนาการที่สมวัยมากกว่าเด็กที่อาศัยอยู่กับบิดาคนเดียวมารดาคนเดียว ญาติ หรืออื่น ๆ (p <0.001) เด็กที่อยู่ในครอบครัวที่บิดามารดาที่มีสถานภาพสมรสกัน มีพัฒนาการที่สมวัยมากกว่าเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มีบิดาและมารดามีสถานภาพหย่าร้าง แยกกันอยู่และเป็นหม้าย (p <0.001) และเด็กที่อยู่ในครอบครัวเดี่ยวมีพัฒนาการสมวัยมากกว่าครอบครัวขยาย (p = 0.011) ในขณะที่ในจังหวัดลำพูนพบปัจจัย คือ เด็กที่อยู่ในครอบครัวที่บิดามารดามีสถานภาพสมรสกันมีพัฒนาการที่สมวัยมากกว่าเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มีบิดาและมารดามีสถานภาพหย่าร้าง แยกกันอยู่ และเป็นหม้าย (p = 0.005) พัฒนาการด้านการเข้าใจภาษา (RL) ในกรุงเทพฯ พบว่าเด็กที่เล่นมือถือ เกมส์เฉลี่ยวันละมากกว่า 3 ชั่วโมง มีผลลบต่อพัฒนาการมากกว่าเด็กที่เล่นน้อยกว่า 3 ชั่วโมง (p = 0.025) พัฒนาการด้านการใช้ภาษา (EL)ในจังหวัดลำพูนพบปัจจัย คือ การสูบบุหรี่ของมารดาก่อนการตั้งครรภ์(p = 0.034) และการสูบบุหรี่ระหว่างเลี้ยงดูเด็ก (p = 0.025) มีผลลบทำให้เด็กพัฒนาการไม่สมวัยสรุป : ไม่มีความแตกต่างของพัฒนาการของเด็กอายุ 1 - 5 ปี ในกรุงเทพฯกับเด็กในภาคเหนือตอนบน ปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการของเด็กในกรุงเทพฯ คือ บุคคลที่เด็กอาศัยอยู่ด้วยสถานภาพสมรสของบิดามารดาลักษณะของครอบครัวและเด็กที่เล่นมือถือ เกมส์ เฉลี่ยวันละมากกว่า3 ชั่วโมง ส่วนในจังหวัดลำพูน ปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการ คือ สถานภาพสมรสของบิดามารดา การสูบบุหรี่ของมารดาก่อนการตั้งครรภ์และระหว่างเลี้ยงดูเด็ก.
ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็นกับนักเรียนปกติ ครู และบุคลากรอื่นๆ ในโรงเรียนที่มีการจัดการเรียนร่วมระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น, กุลวดี จองวรกุล, ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร, ศิริวรรณ ศิริบุญ
ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็นกับนักเรียนปกติ ครู และบุคลากรอื่นๆ ในโรงเรียนที่มีการจัดการเรียนร่วมระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น, กุลวดี จองวรกุล, ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร, ศิริวรรณ ศิริบุญ
Chulalongkorn Medical Journal
เหตุผลของการทำวิจัย : การดำเนินชีวิตของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็นระดับชั้นมัธยมศึกษา ในโรงเรียนที่มีการจัดการเรียนแบบเรียนร่วมต้องมีปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกในโรงเรียนคนอื่น ได้แก่ นักเรียนปกติ ครู และบุคลากรอื่น ๆ ซึ่งมีทั้งพฤติกรรมเชิงบวกลบงานวิจัยที่ผ่านมามีการทำการศึกษาเฉพาะระดับชั้นอนุบาล โดยยังมิได้มีการศึกษาความรู้สึกของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็นในระดับชั้นมัธยมวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็นกับนักเรียนปกติ ครู และบุคลากรอื่น ๆ ในโรงเรียนที่มีการจัดการเรียนร่วมรูปแบบการวิจัย : การศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ส่วนบุคคลเชิงลึก (In-depth Interview) และการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion)สถานที่ทำการศึกษา : โรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ฯ และโรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัยตัวอย่างและวิธีการศึกษา : เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 4 กลุ่ม ได้แก่ นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็น ทั้งหมด 6 คน ซึ่งคัดเลือกด้วยวิธีการจับสลาก นักเรียนปกติ ครู และบุคลากรอื่น ๆ กลุ่มละ 18 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบสโนว์บอล โดยคัดเลือกจากบุคคลที่นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็นรู้สึกชอบ และรู้สึกไม่ชอบ รวมถึงบุคคลที่เรียนร่วมหรือเคยมีปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็น เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ ซึ่งเป็นแนวคำถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเองจากการทบทวนทฤษฎี และวรรณกรรมต่าง ๆ และนำไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขผลการศึกษา : นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็นมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับนักเรียนปกติทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ ซึ่งพฤติกรรมที่ทำให้นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็นรู้สึกท้อแท้ในการจัดการเรียนร่วม คือพฤติกรรมทางด้านวาจาและการกระทำที่ไม่เหมาะสมของนักเรียนปกติส่วนปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็นที่ได้รับจากครูส่วนใหญ่เป็นไปในเชิงบวก โดยครูจะให้การสนับสนุนนักเรียนเหล่านี้ทั้งในด้านการเรียน และด้านกิจกรรม ทั้งนี้ก็มีครูบางส่วนที่มองว่าควรมีการจัดให้นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็นเรียนในโรงเรียนเฉพาะ และปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็นกับบุคลากรอื่น ๆ เป็นไปในเชิงบวก โดยบุคลากรอื่น ๆ ในโรงเรียนมองว่านักเรียนเหล่านี้เป็นบุคคลที่น่าสงสาร ควรได้รับการช่วยเหลือ รวมถึงการมองว่าการให้ความช่วยเหลือแก่นักเรียนเหล่านี้เป็นเรื่องของบุญกุศลสรุป : ถึงแม้การจัดการเรียนร่วมจะเป็นการส่งเสริมสิทธิของบุคคลที่มีความบกพร่องให้มีโอกาสเช่นเดียวกับคนปกติ ทั้งนี้อุปสรรคที่เกิดขึ้นต่อนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็นก็แสดงให้เห็นว่าลักษณะปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างนักเรียนเหล่านี้กับกลุ่มบุคคลอื่นเป็นลักษณะที่เกิดขึ้นแบบส่วนบุคคล ถึงแม้ระบบการศึกษาจะมีการสนับสนุนความช่วยเหลือก็ตาม.
Accuracy Of Transcutaneous Bilirubinometry Compare To Serum Microbilirubin Measurement In Naresuan University Hospital, Jiranun Weerakul, Chompunoot Boonsopa, Kanrawee Sungprem
Accuracy Of Transcutaneous Bilirubinometry Compare To Serum Microbilirubin Measurement In Naresuan University Hospital, Jiranun Weerakul, Chompunoot Boonsopa, Kanrawee Sungprem
Chulalongkorn Medical Journal
Background : Hyperbilirubinemia is a common problem in the neonatal period. The gold standard for the diagnosis of hyperbilirubinemia is not only time consuming but also a painful intervention to the infant. Objective : To determine the accuracy of trancutaneous biliribinometer and to determine an hour-specific nomogram. Material and Method : Transcutaneous bilirubin was performed on 195 healthy term neonates of gestational age greater than 37 weeks and birth weight greater than 2,500 grams using a transcutaneous bilirubinometer (Minolta, JM-103). The values of bilirubin obtained by 2 different methods were compared: transcutaneous bilirubinometer and direct spectrophotometry, at Naresuan University Hospital. …
Discrimination Between House Dust Mite Dermatophagoides Pteronyssinus And D. Farinae By Polymerase Chain Reaction-Restriction Fragment Length Polymorphism (Pcr-Rflp), Ammorn Insung, Suneerat Ruangsomboon, Atchara Phumee, Apinya Samosorn, Padet Siriyasatien
Discrimination Between House Dust Mite Dermatophagoides Pteronyssinus And D. Farinae By Polymerase Chain Reaction-Restriction Fragment Length Polymorphism (Pcr-Rflp), Ammorn Insung, Suneerat Ruangsomboon, Atchara Phumee, Apinya Samosorn, Padet Siriyasatien
Chulalongkorn Medical Journal
Problem/Background : House dust mites, Dermatophagoides pteronyssinus and D. farinae are the most common among all mite species distributed worldwide. They are also the most common sources of allergens causing asthma and other allergic diseases. Epidemiological studies of these house dust mites are based on morphological identification. This procedure faces some difficulties, including requirements of expertise to identify the mites and inability to discriminate immature stages. Therefore, we applied the molecular method for discriminating between the two most common house dust mites, D. pteronyssinus and D. farinae. Objective : To demonstrate the usage of the cytochrome oxidase I (COI) gene …
ผลของการผ่อนคลายกล้ามเนื้อแบบโพรเกรสซีฟต่อความอยากบุหรี่ในผู้ที่ติดบุหรี, ทัศนีย์ ลิมป์สานนท์, รัศมน กัลยาศิริ
ผลของการผ่อนคลายกล้ามเนื้อแบบโพรเกรสซีฟต่อความอยากบุหรี่ในผู้ที่ติดบุหรี, ทัศนีย์ ลิมป์สานนท์, รัศมน กัลยาศิริ
Chulalongkorn Medical Journal
เหตุผลของการทำวิจัย : ความอยากบุหรี่เป็นอาการอย่างหนึ่งของการติดบุหรี่ ซึ่งเกิดร่วมกับความไม่สุขสบาย ทั้งกายและใจ โดยมีการศึกษาพบว่าการผ่อนคลายกล้ามเนื้อแบบโพรเกรสซิฟ สามารถช่วยลดความเครียดและวิตกกังวลลงได้ จึงมีการนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ในการรักษาโรควิตกกังวลร่วมกับการใช้ยา อย่างไรก็ตาม ยังไม่เคยมีการศึกษาผลของการผ่อนคลายกล้ามเนื้อแบบโพรเกรสซิฟ ต่อความอยากบุหรี่ มาก่อนวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาผลของการผ่อนคลายกล้ามเนื้อแบบโพรเกรสซิฟต่อความอยากบุหรี่ในผู้ที่ติดบุหรี่รูปแบบการวิจัย : การวิจัยเชิงทดลองเปรียบเทียบก่อนหลังสถานที่ทำการศึกษา : โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตัวอย่างและวิธีการศึกษา : ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างผู้ติดบุหรี่จำนวน 17 คน ที่หยุดบุหรี่มานานอย่างน้อย 3 ชั่วโมง โดยใช้แบบสอบถามประกอบด้วย 1) แบบบันทึกข้อมูลพื้นฐานส่วนบุคคลและการใช้บุหรี่โดยใช้แบบสัมภาษณ์Semi-Structured Assessment for Drug Dependence andAlcoholism (SSADDA) ฉบับภาษาไทย 2) แบบทดสอบความอยากเสพสารฉบับภาษาไทยดัดแปลงจาก Pen Alcohol Craving Scale(PACS) 3) แบบวัดความรู้สึก Visual Analog Scale (VAS) 4) เครื่องวัดระดับสัญญาณชีพอัตโนมัติ โดยวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยความอยากสูบบุหรี่และความรู้สึกด้านอื่น รวมถึงระดับสัญญาณชีพ เปรียบเทียบก่อนและหลังการฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อแบบโพรเกรสซิฟ โดยใช้เทปเสียงมาตรฐานที่พัฒนาโดยกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ด้วยสถิติpaired-samples t test และ Wilcoxon signed-rank test โดยทำการเก็บข้อมูลตั้งแต่เดือนสิงหาคม - พฤศจิกายน พ.ศ. 2555ผลการศึกษา : พบว่าความอยากสูบบุหรี่ ทั้งจากแบบสอบถาม PACS และ VASความรู้สึกถูกกระตุ้น ความรู้สึกกังวล ความรู้สึกหิว ความรู้สึกแย่ และความดันทั้งซิสโตลิค และไดแอสโตลิค มีระดับลดลงหลังการฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อแบบโพรเกรสซีพ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่p < 0.05สรุป : การฝึกการผ่อนคลายกล้ามเนื้อแบบโพรเกรสซิฟ ช่วยลดความอยากบุหรี่ ในผู้ที่ติดบุหรี่ได้ อาจนำเทคนิคการผ่อนคลายกล้ามเนื้อนี้ ไปใช้เสริมการรักษาการติดบุหรี่ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และควรทำการศึกษา.ต่อเนื่อง โดยมีการเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม.
ความสุขในการทำงานของนักบินพาณิชย์ของบริษัทการบินในประเทศไทย, เพ็ญภพ พันธุ์เสือ, ชัยชนะ นิ่มนวล
ความสุขในการทำงานของนักบินพาณิชย์ของบริษัทการบินในประเทศไทย, เพ็ญภพ พันธุ์เสือ, ชัยชนะ นิ่มนวล
Chulalongkorn Medical Journal
เหตุผลของการทำวิจัย : ที่ผ่านมามีการศึกษาความสุขในการทำงานของกลุ่มวิชาชีพต่าง ๆจำนวนมากแต่ยังไม่พบการศึกษาความสุขในการทำงานของนักบินทั้งที่เป็นอาชีพที่ต้องรับผิดชอบสูงและมีสภาพแวดล้อมการทำงานที่เฉพาะแตกต่างจากอาชีพอื่นวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาระดับความสุขในการทำงาน ตลอดจนด้านปัจจัยส่วนบุคคลและลักษณะงานที่เกี่ยวข้อง หรือสัมพันธ์ต่อความสุขในการทำงานของนักบินพาณิชย์รูปแบบการวิจัย : การศึกษาวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งสถานที่ทำการศึกษา : บริษัทการบินไทยแห่งหนึ่งในประเทศไทยตัวอย่างและวิธีการศึกษา : เก็บรวบรวมข้อมูลจากนักบินพาณิชย์แห่งหนึ่งในประเทศไทย 546 คนโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป และแบบสอบถามความสุขในการทำงานวิเคราะห์ระดับความสุขโดยสถิติเชิงพรรณนา และตรวจสอบปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความสุขในการทำงานด้วย MultivariateLinear Regressionผลการศึกษา : ร้อยละ 70.1 มีความสุขในการทำงานอยู่ในระดับปานกลาง และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความสุขในการทำงานได้แก่ ตำแหน่งโดยนักบินที่ 1มีคะแนนความสุขสูงกว่านักบินที่ 2 (β = -.185, p <0.001, 95%CI = -6.119 to -2.343) อีกปัจจัยได้แก่ ฝูงบินพบว่านักบินที่บินฝูงบินภายในประเทศ (β =.102, p=.017, 95%CI=.786 to 8.123) มีความสุขในการทำงาน มากกว่ากลุ่มที่บินในฝูงบินระหว่างทวีป (β = .088,p = .039, 95%CI = .119 to 4.394) เมื่อเทียบกับกลุ่มที่บินฝูงบินภายในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติสรุป : นักบินพาณิชย์ส่วนใหญ่มีความสุขในระดับปานกลาง ซึ่งสัมพันธ์กับตำแหน่งและฝูงบิน.
แนะนำหนังสือ, ชุติธร เกตุลอย
ครรลองของห้องปฏิบัติการกลาง(Central Laboratory’S Way), พรรธนมณฑน์ อุชชิน
ครรลองของห้องปฏิบัติการกลาง(Central Laboratory’S Way), พรรธนมณฑน์ อุชชิน
Chulalongkorn Medical Journal
No abstract provided.
ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดบุตรในมารดาวัยรุ่นโรงพยาบาลสิรินธร สำนักการแพทย์กรุงเทพมหานคร, นฬพรรษ พุ่มมณี, ชุติมา หรุ่มเรืองวงษ์
ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดบุตรในมารดาวัยรุ่นโรงพยาบาลสิรินธร สำนักการแพทย์กรุงเทพมหานคร, นฬพรรษ พุ่มมณี, ชุติมา หรุ่มเรืองวงษ์
Chulalongkorn Medical Journal
เหตุผลของการทำวิจัย : ในปัจจุบันมีจำนวนมารดาวัยรุ่น (อายุระหว่าง 14 - 18 ปี) เพิ่มมากขึ้นซึ่งส่วนมากมักเป็นการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม ซึ่งอาจส่งผลต่อการเกิดปัญหาทางอารมณ์ในมารดาวัยนี้ ที่ผ่านมามีการศึกษาเกี่ยวกับปัญหาทางอารมณ์ โดยเฉพาะภาวะซึมเศร้าในมารดาหลังคลอดที่เป็นผู้ใหญ่จำนวนมาก แต่ยังไม่ค่อยมีการศึกษาในมารดาวัยรุ่น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาภาวะซึมเศร้าในมารดากลุ่มนี้วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าในมารดาวัยรุ่นช่วง 1 - 2 สัปดาห์ และ 4 - 6 สัปดาห์หลังคลอดรูปแบบการวิจัย : การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งสถานที่ทำการศึกษา : โรงพยาบาลสิรินธร สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานครตัวอย่างและวิธีการศึกษา : เก็บข้อมูลจากมารดาวัยรุ่นหลังคลอด อายุอยู่ในช่วง 14 - 18 ปี ที่มาคลอดบุตรและนอนพักรักษาในโรงพยาบาลสิรินธร ในช่วงที่ทำการเก็บข้อมูล (ธ.ค. 2556 – มี.ค. 2557) จำนวน 147 ราย โดยใช้แบบสอบถาม1) ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลทางกายภาพ ข้อมูลทางจิตสังคม2) แบบวัดภาวะซึมเศร้าหลังคลอด Edinburgh Postnatal DepressionScale (EPDS) ฉบับภาษาไทย (วัด 2 ครั้ง) 3) แบบสอบถามแรงสนับสนุนทางสังคม 4) แบบสอบเหตุการณ์ความเครียดในชีวิต5) แบบสอบถามการปรับตัวบทบาทการเป็นมารดา การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ Univariate analysis เพื่อหาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอดในผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวผลการศึกษา : พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีภาวะซึมเศร้า ในช่วง 1 - 2 สัปดาห์ หลังคลอดจำนวน 44 ราย (คิดเป็นร้อยละ 29.9) และมีภาวะซึมเศร้า ในช่วง4 - 6 สัปดาห์ หลังคลอดจำนวน 31 ราย (คิดเป็นร้อยละ 25.5) โดยปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าในช่วง 1 - 2 สัปดาห์หลังคลอดได้แก่อายุของคู่สมรส อาการปัสสาวะบ่อย …
ระบบคุณภาพสำหรับการให้บริการทางห้องปฏิบัติการ ณ จุดดูแลผู้ป่วย, ยุวรีย์ พิชิตโชค
ระบบคุณภาพสำหรับการให้บริการทางห้องปฏิบัติการ ณ จุดดูแลผู้ป่วย, ยุวรีย์ พิชิตโชค
Chulalongkorn Medical Journal
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ณ จุดดูแลผู้ป่วย (POCT) ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลรักษา การตรวจวิเคราะห์นอกห้องปฏิบัติการดังกล่าวยังต้องให้ความสำคัญ และคำนึงถึงระบบคุณภาพที่เน้นความถูกต้อง แม่นยำ ของการตรวจวิเคราะห์ดังกล่าวด้วย เนื่องจากการใช้ POCT ที่ไม่ได้มีระบบคุณภาพรองรับอาจส่งผลต่อความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วยได้ ความผิดพลาดในการวิเคราะห์อาจเกิดได้ทั้งในขั้นตอน pre-analytic, analytic และ post-analytic มาตรฐานในระดับสากลที่นำมาใช้รับรองคุณภาพของ POCT คือ มาตรฐาน ISO 22870:2006 ซึ่งประกอบด้วยข้อกำหนดด้านการบริหารจัดการ 14 ข้อ และข้อกำหนดด้านวิชาการ 8 ข้อ ซึ่งมาตรฐานการดังกล่าวเพื่อให้สามารถตรวจวิเคราะห์ POCT ได้อย่างถูกต้องปลอดภัย เพื่อเพิ่มคุณภาพการบริการผู้ป่วย.
Factors Affecting Decision Making Of New Graduate Physicians In Choosing Potential Areas Of Practice: A National Survey, Jate Ratanachina, Seelwan Sathitratanacheewin, Sirawit Kollawat, Kittithat Tantitanawat, Krit Pongpirul
Factors Affecting Decision Making Of New Graduate Physicians In Choosing Potential Areas Of Practice: A National Survey, Jate Ratanachina, Seelwan Sathitratanacheewin, Sirawit Kollawat, Kittithat Tantitanawat, Krit Pongpirul
Chulalongkorn Medical Journal
Background : In equitable distribution of physicians is a challenge especially in rural areas of developing countries including Thailand. The resignations of newly graduated physicians imply a failure of in comprehensive policy interventions that are not based on real and holistic understanding of the issue. Objective : This study was aimed to empirically explore factors influencing decision making of newly graduated physicians in choosing future practice areas. Design : Descriptive statistics and exploratory factor analysis (EFA) were used for analyzing the responses. Setting : Department of Preventive and Social Medicine, Faculty of Medicine, Chulalongkorn University Methods : A national survey …
การใช้ Breast Mri ในการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเต้านม, อภินัทธ์ วงศ์เกียรติขจร, กษยา ตันติผลาชีวะ
การใช้ Breast Mri ในการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเต้านม, อภินัทธ์ วงศ์เกียรติขจร, กษยา ตันติผลาชีวะ
Chulalongkorn Medical Journal
โรคมะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับหนึ่งในสตรีทั่วโลก การตรวจคัดกรองที่ดีขึ้นสามารถลดอัตราการตายได้ ปัญหาการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมของประเทศไทยในปัจจุบัน คือแบบประเมินความเสี่ยงต่าง ๆ ถูกสร้างจากฐานข้อมูลประชากรผิวขาว ทำให้ไม่มีประสิทธิภาพกับประชากรเอเชีย และปัญหาเทคโนโลยีภาพถ่ายรังสีเต้านมมีข้อจำกัด ในประชากรไทยการนำ breastMRI มาใช้สามารถลดข้อจำกัดการตรวจคัดกรองในปัจจุบันได้ แต่ breast MRI มีข้อเสียเนื่องจากราคาสูงและเกิด false positive ได้ง่าย ดังนั้นจึงควรมีมาตรการการคัดเลือกผู้ที่มีความจำเป็นที่ดีจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด.