Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medical Specialties (37)
- Medical Sciences (24)
- Radiology (9)
- Diseases (7)
- Life Sciences (7)
-
- Public Health (7)
- Biomedical Informatics (6)
- Medical Education (6)
- Pediatrics (6)
- Analytical, Diagnostic and Therapeutic Techniques and Equipment (5)
- Natural Products Chemistry and Pharmacognosy (5)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (5)
- Bioethics and Medical Ethics (4)
- Cardiology (4)
- Diagnosis (4)
- Medical Humanities (4)
- Neurology (4)
- Rehabilitation and Therapy (4)
- Surgery (4)
- Chemicals and Drugs (3)
- Community Health and Preventive Medicine (3)
- Dentistry (3)
- Education (3)
- Hematology (3)
- Infectious Disease (3)
- Laboratory Medicine (3)
- Orthopedics (3)
- Other Medical Sciences (3)
- Physiotherapy (3)
- Keyword
-
- Depression (35)
- Anxiety (21)
- Children (18)
- Prevalence (18)
- Elderly (16)
-
- Quality of life (16)
- Stress (16)
- Children. (15)
- Thailand (15)
- Treatment. (15)
- Breast cancer (14)
- Diagnosis (13)
- Reliability (13)
- Thai (13)
- AIDS (12)
- HIV (12)
- Stroke (12)
- Attitude (10)
- Mental health (10)
- Prevalence. (10)
- Ultrasound (10)
- ภาวะซึมเศร้า (10)
- Chemotherapy (9)
- Knowledge (9)
- Risk factors (9)
- Treatment (9)
- Methamphetamine (8)
- Thai. (8)
- ความเครียด (8)
- Adolescent (7)
Articles 481 - 510 of 4154
Full-Text Articles in Medicine and Health Sciences
Category Change And Incidence Of Malignancy In Bosniak Category Ii, Iif And Iii Lesions At King Chulalongkorn Memorial Hospital (Kcmh), Aniwat Sriyook, Kewalee Sasiwimonphan
Category Change And Incidence Of Malignancy In Bosniak Category Ii, Iif And Iii Lesions At King Chulalongkorn Memorial Hospital (Kcmh), Aniwat Sriyook, Kewalee Sasiwimonphan
Chulalongkorn Medical Journal
Background : The widely-used classification for renal cysts is Bosniak classification whichis also accepted by urologists for diagnoses and management approachesto cystic renal masses. The recent studies show variable incidences ofmalignancy in Bosniak category II, IIF and III lesions. Even in Bosniakcategory II lesion which was previously believed to be benign which had noneed to follow-up has incidence of malignancy.Objective : To detect the incidence of malignancy, time and rates of progression incomplexity of Bosniak category II, IIF and III lesions at King ChulalongkornMemorial Hospital (KCMH).Methods : Searched the term “complex renal cyst”, “Bosniak”, “hemorrhagic cyst” and“complicated cyst” in computed …
การดูแลผู้ถูกล่วงละเมิดทางเพศ: ร่างกาย จิตใจและการเยียวยาทางกฎหมาย, อานนท์ จำลองกุล
การดูแลผู้ถูกล่วงละเมิดทางเพศ: ร่างกาย จิตใจและการเยียวยาทางกฎหมาย, อานนท์ จำลองกุล
Chulalongkorn Medical Journal
การล่วงละเมิดทางเพศเป็นปรากฏการณ์หนึ่งทางสังคม ซึ่งส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางสร้างความหวาดกลัว ตื่นตระหนก และรบกวนการใช้ชีวิตของประชาชนเป็นอย่างมาก การดูแลผู้ถูกล่วงละเมิดทางเพศในอดีตเป็นการดูแลรักษาผู้ป่วยแบบแยกส่วน มุ่งเน้นการรักษาและป้องกันโรคทางกาย ปัจจุบันการรักษาเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวมทั้งทางด้านร่างกายจิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ อย่างไรก็ตามการเยียวยาด้วยกระบวนการทางกฎหมายยังเป็นสิ่งที่ถูกละเลย เนื่องจากแพทย์จำนวนมากขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว ทำให้การดูแลรักษาผู้ป่วยในส่วนของแพทย์สิ้นสุดลงโดยปราศจากการติดตามผู้ป่วยไปในชั้นพิจารณาคดี และชั้นการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล ส่วนทางฝั่งของกระบวนการยุติธรรมในอดีตนั้นมุ่งให้ความสำคัญกับการล่วงละเมิดทางเพศของผู้เสียหายที่มีเพศตรงข้ามกับผู้กระทำผิด โดยละเลยการกระทำความรุนแรงทางเพศระหว่างสามีกับภรรยา และผู้เสียหายที่มีเพศเดียวกันกับผู้กระทำผิดทั้งยังมุ่งเน้นการลงโทษผู้กระทำความผิดมากกว่าการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม และปรับพฤติกรรมของอาชญากร ต่อมาจึงได้มีการพัฒนากฎหมายให้ครอบคลุมถึงผู้เสียหายทุกกลุ่ม รวมทั้งมุ่งเน้นการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดมากยิ่งขึ้น บทความนี้จึงเป็นการรวบรวมความรู้ระหว่างการแพทย์และกฎหมาย เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงวิธีการดูแลผู้ป่วยถูกล่วงละเมิดทางเพศในด้านการตรวจร่างกายการตรวจทางห้องปฏิบัติการ การรักษาแบบองค์รวม และการเยียวยาทางกฎหมาย เพื่อให้บุคลากรทางด้านสาธารณสุขและทางด้านกฎหมายมีความเข้าใจปัญหาการถูกล่วงละเมิดทางเพศอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น.
เวลาที่มีคุณภาพในครอบครัวของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร, เอษรา วสุพันธ์รจิต, รัศมน กัลยาศิริ
เวลาที่มีคุณภาพในครอบครัวของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร, เอษรา วสุพันธ์รจิต, รัศมน กัลยาศิริ
Chulalongkorn Medical Journal
เหตุผลของการวิจัย : การใช้เวลาที่มีคุณภาพในครอบครัว เป็นการใช้ช่วงเวลาระหว่างสมาชิกในครอบครัวที่ก่อให้เกิดผลดี มีความสำคัญต่อสัมพันธภาพในครอบครัว อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบการศึกษาเชิงปริมาณเกี่ยวกับการใช้เวลาที่มีคุณภาพของครอบครัวในประเทศไทยวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาการใช้เวลาที่มีคุณภาพในครอบครัว และค้นหาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้เวลาที่มีคุณภาพในครอบครัวของนักเรียนวัยรุ่นวิธีการทำวิจัย : การวิจัยนี้จัดทำขึ้นระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2557โดยรวบรวมข้อมูลจากนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจำนวน348 ราย ผู้เข้าร่วมการวิจัยตอบแบบสอบถาม ซึ่งประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและแบบวัดการใช้เวลาคุณภาพในครอบครัว ใช้สถิติเชิงพรรณนาเพื่อบรรยายข้อมูลส่วนบุคคล ใช้สถิติไคสแควร์ และ Crude Odd Ratio (95%CI) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละตัวแปรกับการใช้เวลาที่มีคุณภาพในครอบครัวจากนั้นใช้การวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุเพื่อวิเคราะห์ปัจจัยทำนายการใช้เวลาที่มีคุณภาพในครอบครัวในระดับต่ำผลการศึกษา : นักเรียนทั้งหมด 348 ราย พบว่ามีการใช้เวลาที่มีคุณภาพในครอบครัวระดับต่ำ กลาง สูง จำนวน 59 ราย (ร้อยละ 16.9) 170 ราย(ร้อยละ 48.9) และ 119 ราย (ร้อยละ 34.2) ตามลำดับ เมื่อวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ พบว่าตัวแปรที่มีความทำนายความเสี่ยงการใช้เวลาที่มีคุณภาพในระดับต่ำ ได้แก่ ระดับผลการเรียนเฉลี่ยที่ต่ำ และสถานภาพสมรสระหว่างบิดากับมารดาเป็นแบบหย่าร้างหรือแยกกันอยู่สรุป : จากการวิจัย พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครส่วนใหญ่มีคะแนนการใช้เวลาที่มีคุณภาพในครอบครัวอยู่ในระดับปานกลางและสูง เนื่องจากนักเรียนที่มีผู้ปกครองหย่าร้างหรือแยกกันอยู่ มีการใช้เวลาที่มีคุณภาพในครอบครัวระดับต่ำ จึงควรส่งเสริมให้ผู้ปกครองที่เลี้ยงบุตรคนเดียวได้เรียนรู้และจัดให้มีช่วงเวลาที่มีคุณภาพในครอบครัวให้มากขึ้นการสนับสนุนทางสังคมเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อช่วยเหลือผู้ปกครองเลี้ยงเดี่ยวให้สามารถจัดสรรเวลาที่มีคุณภาพสำหรับบุตรได้.
การปรับตัวและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 1, นิลญา อาภรณ์กุล, ศิริลักษณ์ ศุภปีติพร
การปรับตัวและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 1, นิลญา อาภรณ์กุล, ศิริลักษณ์ ศุภปีติพร
Chulalongkorn Medical Journal
เหตุผลของการทำวิจัย : การปรับตัว เป็นการแก้ปัญหาเพื่อให้ชีวิตมีความสุข หากแก้ปัญหาหรือปรับตัวไม่ได้ อาจส่งผลให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ในการเรียน การทำงานตลอดจนปัญหาการปรับตัวในเรื่องอื่น ๆ การศึกษาการปรับตัวของนักศึกษาแพทย์สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหา ตลอดจนให้คำแนะนำแก่นักศึกษาแพทย์ได้อย่างถูกต้องวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาการปรับตัวและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 1 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดลวิธีการทำวิจัย : โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 1 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จำนวน 284 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลพื้นฐาน 2) แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ของกรมสุขภาพจิต 3) แบบสำรวจปัญหาการปรับตัว ใช้สถิติเชิงพรรณนาในการอธิบายลักษณะทั่วไปของประชากร ได้แก่ ค่าสัดส่วนร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมานในการทดสอบความสัมพันธ์ของปัญหาการปรับตัวกับปัจจัยส่วนบุคคลและความฉลาดทางอารมณ์โดยใช้สถิติ Pearson’s correlation coefficient, Independentsamples t-test, One way analysis of variance และ multipleregression analysisผลการศึกษา : กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชาย 150 ราย (ร้อยละ 52.8) และเป็นเพศหญิง134 ราย (ร้อยละ 47.2) มีอายุเฉลี่ย 19 ปี ส่วนใหญ่มีปัญหาการปรับตัวโดยรวมอยู่ในระดับต่ำ (ค่าเฉลี่ย 1.93 จากคะแนนเต็ม3) มีคะแนนความฉลาดทางอารมณ์ในด้านรวม อยู่ในเกณฑ์ปกติโดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์และทำนายปัญหาการปรับตัว คือความฉลาดทางอารมณ์ ซึ่งสามารถทำนายได้ร้อยละ 36.7สรุป : นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 1 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล ส่วนใหญ่มีปัญหาในการปรับตัวโดยรวมอยู่ในระดับต่ำ มีความฉลาดทางอารมณ์อยู่ในเกณฑ์ปกติ และความฉลาดทางอารมณ์มีความสัมพันธ์ และเป็นปัจจัยทำนายปัญหาการปรับตัว.
Effectiveness Of Chulalongkorn-Vestibular-Balance- Exercise In Patients With Acute Post-Operative Vestibular Schwannoma, Nattawan Utoomprurkporn, Saowaros Patarapak
Effectiveness Of Chulalongkorn-Vestibular-Balance- Exercise In Patients With Acute Post-Operative Vestibular Schwannoma, Nattawan Utoomprurkporn, Saowaros Patarapak
Chulalongkorn Medical Journal
Background : Post-operative patients after removal of vestibular schwannoma usuallysuffer from dizziness and vertigo. So far, there is no well-establishedrehabilitation program to help these patients. Chulalongkorn-Vestibular-Balance-Exercise Program is hence designed to as a rehabilitation programthat stimulates improvement of the vestibular function. The program shouldhelp relieve the undesirable symptoms in these patients.Objective : To study the effect of Chulalongkorn-Vestibular-Balance-Exercise Programin improving vestibular compensation in patients with post-operativevestibular schwannoma removal at 1 month after the operation.Methods : Patients with vestibular schwannoma and admitted for surgery at KingChulalongkorn Memorial Hospital were recruited. They were explainedabout the study and signed their informed consent forms …
นิยามและปัจจัยของการไม่สามารถจำหน่ายผู้ป่วยในออกจากโรงพยาบาล โดยการทำกลุ่มโฟกัส, ลัญฉน์ศักดิ์ อรรฆยากร, พรเลิศ ฉัตรแก้ว, ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์, ภรเอก มนัสวานิช, ทิพย์พร สงวนทรัพย์, นวรัตน์ มีถาวร, ชลิดา อุทัยเฉลิม
นิยามและปัจจัยของการไม่สามารถจำหน่ายผู้ป่วยในออกจากโรงพยาบาล โดยการทำกลุ่มโฟกัส, ลัญฉน์ศักดิ์ อรรฆยากร, พรเลิศ ฉัตรแก้ว, ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์, ภรเอก มนัสวานิช, ทิพย์พร สงวนทรัพย์, นวรัตน์ มีถาวร, ชลิดา อุทัยเฉลิม
Chulalongkorn Medical Journal
เหตุผลของการทำวิจัย : การจำหน่ายผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลระดับตติยภูมิและโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์มีความยุ่งยากซับซ้อน มีความยากลำบากในการจำหน่ายผู้ป่วย สังเกตได้จากปัญหาการนอนโรงพยาบาลนานวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจนิยามของ “การนอนโรงพยาบาลนานและภาวะจำหน่ายยาก” ตลอดจนปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาวะจำหน่ายยาก จากมุมมองของบุคลากรสาธารณสุขในโรงพยาบาลวิธีการทำวิจัย : การทำกลุ่มโฟกัส จำนวน 4 กลุ่มที่ประกอบด้วยบุคลากรทางการแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิแบบสหสาขาวิชาชีพ รวมทั้งสิ้น 37 ราย ข้อมูลจากการทำกลุ่มสัมภาษณ์ถูกนำมาวิเคราะห์และรวบรวมเป็นนิยามของการนอนโรงพยาบาลนานและภาวะจำหน่ายยาก ตลอดจนปัจจัยต่าง ๆที่เกี่ยวข้องทั้งทางบวก และลบต่อภาวะจำหน่ายยากผลการศึกษา : นิยามเรื่องการนอนโรงพยาบาลนาน หมายถึง ภาวะการนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลระดับตติยภูมินานเกินกว่าที่ระบบการรักษากำหนดไว้ ด้วยเกณฑ์ต่าง ๆ ได้แก่ 1. ตาม diagnosis related groups (DRGs)2. ตามค่าเฉลี่ยของวันนอนของแต่ละหอผู้ป่วย 3. ค่าใช้จ่ายที่สูงเกินค่าเฉลี่ยของผู้ป่วยลักษณะเดียวกัน และ 4. มีคำสั่งจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลแล้วแต่ไม่สามารถจำหน่ายได้ ซึ่งในข้อสุดท้ายนี้ถือว่าเป็นนิยามของ “ภาวะจำหน่ายยาก” โดยปัจจัยที่มีผลต่อภาวะจำหน่ายยากที่ถูกกล่าวถึงมาก 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. ปัญหาค่าใช้จ่ายด้านการดูแลที่เพิ่มขึ้น 2. ความกลัวความไม่มั่นใจของผู้ดูแลในการดูแลต่อเนื่องและ 3. ความไม่พร้อมของที่อยู่อาศัย ส่วนปัจจัยที่มีผลลดภาวะจำหน่ายยาก 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. โปรแกรมและสถานที่เพื่อฝึกดูแลผู้ป่วยให้แก่ญาติผู้ดูแลที่ได้มาตรฐาน 2. การวางแผนจำหน่ายร่วมกับผู้ดูแลแบบองค์รวมตั้งแต่แรกรับผู้ป่วย และ 3. การให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลแบบประคับประคองแก่ผู้ป่วยและญาติผู้ดูแลสรุป : การวิจัยนี้ได้ให้ข้อสรุปเรื่องนิยามของการนอนโรงพยาบาลนาน และภาวะจำหน่ายยาก ตลอดจนปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อภาวะจำหน่ายยาก จากมุมมองของบุคลากรสาธารณสุขในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการอ้างอิงและวิจัยต่อไป.
หลวงเฉลิมคัมภีร์เวชช์ (ศ.นพ.เฉลิม พรมมาส): 70 ปี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สิทธิศักดิ์ หรรษาเวก
หลวงเฉลิมคัมภีร์เวชช์ (ศ.นพ.เฉลิม พรมมาส): 70 ปี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สิทธิศักดิ์ หรรษาเวก
Chulalongkorn Medical Journal
ณ โอกาสนี้ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอต้อนรับนิสิตแพทย์ใหม่ทุกคนด้วยความยินดียิ่ง ในฐานะที่เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในสถาบันแห่งนี้ และเป็นรุ่นที่เข้ามาพร้อมกับครบรอบ 70 ปี แห่งการก่อตั้ง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงควรรู้รากฐานในอดีต โดยขอยกคำกล่าวต้อนรับบางส่วนของศาสตราจารย์นายแพทย์เฉลิม พรมมาส หรือ หลวงเฉลิม คัมภีร์เวชช์ ซึ่งเป็นผู้ค้นพบและรายงานวงจรชีวิตของพยาธิตัวจี๊ดเป็นครั้งแรกของโลก และเคยดำรงตำแหน่งเป็นอดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งเคยกล่าวกับบรรดาอาจารย์และนิสิตแพทย์ ในวันที่ 11 มิถุนยายน พ.ศ. 2490 ย้อนกลับไปเมื่อ 70 ปีก่อน ซึ่งเป็นวันแรกแห่งการเปิดเรียนของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
Continuous Glucose Dynamics Monitoring In Diabetic Patients With Peritoneal Dialysis, Somporn Wongraoprasert, Talerngsak Karnjanabuch, Napat Leeaphorn, Kuakoon Piyachomkwan, Sompongse Suwanwalaikorn, Somchai Eiam-Ong, Krit Pongpirul
Continuous Glucose Dynamics Monitoring In Diabetic Patients With Peritoneal Dialysis, Somporn Wongraoprasert, Talerngsak Karnjanabuch, Napat Leeaphorn, Kuakoon Piyachomkwan, Sompongse Suwanwalaikorn, Somchai Eiam-Ong, Krit Pongpirul
Chulalongkorn Medical Journal
Background : Glucose dynamics in patients on peritoneal dialysis (PD) is influencedby many factors.Objectives We evaluated the dynamics of interstitial fluid (ISF) glucose in diabeticpatients undergoing PD, controlled for caloric food intake, daily activities,and hypoglycemic agents.Methods : We studied all type-2 diabetic patients at the PD clinic of KingChulalongkorn Memorial Hospital between 2007 and 2008. They received1.5% or 4.25% glucose during continuous ambulatory peritoneal dialysis(CAPD 1.5% or 4.25%), or 1.5% glucose continuous cycling peritonealdialysis (CCPD 1.5%). Continuous glucose monitoring system andfinger-stick were used to assess ISF and blood glucose levels for72 hours, respectively. Sixteen patients (9 CAPD and 7 CCPD) …
Addison’S Disease Due To Disseminated Histoplasmosis: A Case Report, Krittaya Rattanakorn, Ratchathorn Panchaprateep
Addison’S Disease Due To Disseminated Histoplasmosis: A Case Report, Krittaya Rattanakorn, Ratchathorn Panchaprateep
Chulalongkorn Medical Journal
Addison’s disease, also known as primary adrenal insufficiency, can manifest asgeneralized mucocutaneous hyperpigmentation. The common causes of Addison’s disease indeveloping countries are mycobacterium and fungal infections. Histoplasma capsulatum is adimorphic fungi, which may disseminate to the adrenal glands and skin, causing Addison’sdisease and skin lesions such as macules, acneiform pustular eruptions, erythematous papules,nodules, keratotic plaques with or without crust and mucosal ulceration.We present a case of a 45-year-old male with Addisonian pigmentation for one yeartogether with multiple skin-colored flat top papules on both inguinal areas 3 months earlier.Cutaneous lesions were carefully physical examined might easily lead to the cause of …
Kidney Depth Calculation By Anterior And Posterior Renal Scintigraphy Using Attenuation – Related Techniques, Tanawat Sontrapornpol, Tawatchai Chaiwatanarat, Chiramet Kawinthammasak, Narongsak Kamklon, Rinlaphat Rattanamonrot
Kidney Depth Calculation By Anterior And Posterior Renal Scintigraphy Using Attenuation – Related Techniques, Tanawat Sontrapornpol, Tawatchai Chaiwatanarat, Chiramet Kawinthammasak, Narongsak Kamklon, Rinlaphat Rattanamonrot
Chulalongkorn Medical Journal
Background : Attenuation correction is one of important steps in calculation of renalfunction, either glomerular filtration rate (GFR) or effective renal plasmaflow (ERPF), from nuclear medicine procedure. To do this correctly, depthof the kidney must be known. Generally, depth of the kidney can becalculated by some equation pre-installed in the machine’s computer usingpatient’s weight and height information. This technique will only result inestimated kidney depth values of the patients with the same equationderivedpopulation and will not be valid in patients from other populationsuch as kidney transplanted patients.Objective : To evaluate a more generalized and practical technique in calculation ofkidney depth …
Effect Of Emg Biofeedback To Improve Upper Extremity In Children With Cerebral Palsy: A Randomized Controlled Trail, Rattana Rattanatharn
Effect Of Emg Biofeedback To Improve Upper Extremity In Children With Cerebral Palsy: A Randomized Controlled Trail, Rattana Rattanatharn
Chulalongkorn Medical Journal
Background : Cerebral palsy has pathology in immature brain problem; ischemic brain,and hypoxic brain. The cause of the pathology can be prenatal, perinataland postnatal. EMG biofeedback is a muscles training program usingelectrical stimulation modality to train specific weakness of the muscles orpathologic side. Feedback response to the patients by visual or evidencesupporting sound can assist the patients to train themselves specifically.However, there are few evidences that support the efficacy ofelectromyographic (EMG) biofeedback in training of muscles in cerebral palsy.Objective : To study the effect of electromyographic biofeedback on upper extremitiesto improve hand function in children with cerebral palsy.Methods : Forty …
Community Health Status Of Banpa Population: The Increasing Burden Of Heatlh Risks, Poranee Laoitthi
Community Health Status Of Banpa Population: The Increasing Burden Of Heatlh Risks, Poranee Laoitthi
Chulalongkorn Medical Journal
Background : Population health survey is an important tool to better our understandabout health situation in community. It allows us to have comprehensivepicture of the risks and health outcomes of the population. With gooddesign, it can provide a good representation of community health includingsome additional dimensions not commonly measured such as social capital.Objective : To understand health outcomes and health risks in the population ofTambon Banpa, Kaeng Khoi district, Saraburi Province.Methods : Cross-sectional survey using cluster two-stage sampling method. Three of11 villages were randomly selected. In each village, proportionate samplesof households with head of household or representative of the householdage …
การเปรียบเทียบความชุกของภาวะตับคั่งไขมันที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ในผู้ที่มี และผู้ที่ไม่มีภาวะอ้วนลงพุงด้วยเครื่อง Controlled Attenuation Parameterwith Transient Elastography (Cap-Te), กุลวดี แหวนดวงเด่น, รุ่งฤดี ชัยธีรกิจ, เกศรินทร์ ถานะภิรมย์, กนกวรรณ ศรศิริ, สมบัติ ตรีเสริฐสุข
การเปรียบเทียบความชุกของภาวะตับคั่งไขมันที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ในผู้ที่มี และผู้ที่ไม่มีภาวะอ้วนลงพุงด้วยเครื่อง Controlled Attenuation Parameterwith Transient Elastography (Cap-Te), กุลวดี แหวนดวงเด่น, รุ่งฤดี ชัยธีรกิจ, เกศรินทร์ ถานะภิรมย์, กนกวรรณ ศรศิริ, สมบัติ ตรีเสริฐสุข
Chulalongkorn Medical Journal
เหตุผลของการทำวิจัย : ภาวะตับคั่งไขมันที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในประชากรทั่วโลก โดยมีความชุกในวัยผู้ใหญ่ประมาณร้อยละ 20 - 40ปัจจุบันได้มีเครื่องมือซึ่งนำมาช่วยวินิจฉัยภาวะตับคั่งไขมันและพังผืดในตับได้ไวมากขึ้น คือ เครื่อง Controlled attenuation parameter withtransient elastography (CAP-TE) ทางผู้วิจัยจึงได้นำมาใช้ในงานวิจัยนี้วัตถุประสงค์ : เพื่อเปรียบเทียบความชุกของภาวะตับคั่งไขมันที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ในกลุ่มบุคลากรของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ที่มีและไม่มีภาวะอ้วนลงพุง และเพื่อหาปัจจัยที่มีผลต่อภาวะตับคั่งไขมัน อย่างมีนัยสำคัญที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์วิธีการทำวิจัย : งานวิจัยดำเนินการเริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมพ.ศ. 2559 ถึงเดือนตุลาคมพ.ศ. 2559 โดยทำการสุ่มประชากรจากบุคลากรโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ทั้งหมด 250 ราย หลัง จากให้ข้อมูลเกี่ยวกับงานวิจัยได้ผู้เข้าร่วมงานวิจัย 161 ราย โดยทำการเก็บข้อมูล ได้แก่ อายุ เพศน้ำหนัก ส่วนสูง รอบเอว รอบสะโพก ปริมาณแอลกอฮอล์ที่ดื่มต่อวันการมีโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง ระดับน้ำตาลหลังอดอาหาร ระดับไขมันในเลือด ค่าการทำงานของตับผลเลือดไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซี หลังจากนั้นทำการตรวจหาภาวะตับคั่งไขมันและปริมาณพังผืดในตับด้วยเครื่อง CAP-TEโดยวัดทั้งหมด 10 ครั้ง และแสดงค่ามัธยฐาน ซึ่งพังผืดตับถูกวัดออกมาในหน่วยกิโลปาสคาล และปริมาณไขมันในตับจะวัดออกมาในหน่วยเดซิเบล/เมตร ภาวะตับคั่งไขมันคือมีปริมาณไขมันในตับมากกว่าร้อยละ 10 แต่หากปริมาณไขมันในตับมากกว่าร้อยละ 33จะเรียกว่าภาวะตับคั่งไขมันอย่างมีนัยสำคัญ และหากมากกว่าร้อยละ66 เรียกว่าภาวะตับคั่งไขมันอย่างรุนแรง ส่วนภาวะอ้วน คือ การมีดัชนีมวลกายมากกว่าหรือเท่ากับ 25 กิโลกรัม/ตารางเมตรผลการศึกษา : มีผู้ที่มีภาวะตับคั่งไขมัน 99 รายจากผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 161 ราย(ร้อยละ 61.5) โดยพบว่ากลุ่มที่มีภาวะอ้วนลงพุงนั้นมีความชุกของภาวะตับคั่งไขมันสูงกว่ากลุ่มที่ไม่มีภาวะอ้วนลงพุง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 97 และร้อยละ 52 ตามลำดับ, P < 0.001) โดยปัจจัยเสี่ยงของภาวะตับคั่งไขมันอย่างมีนัยสำคัญ คือ ภาวะอ้วน (OR 12.4,95% CI 5.8 - 26.4) รอบเอวที่เพิ่มขึ้น (OR 11.0, 95% CI 4.9 - 24.4)มีโรคความดันโลหิตสูง (OR 5.5, 95% CI 1.9 - 15.9) การมีระดับน้ำตาลหลังอดอาหารมากกว่า 100 มก./ดล. (OR 3.3, 95% CI 1.4 -7.7) ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง (OR 8.7, 95% CI 3.1 - 24.6)ระดับโคเลสเตอรอลชนิดเอชดีแอลในเลือดต่ำ (OR 3.5, 95% CI 1.7 -7.1) รวมถึงมีภาวะอ้วนลงพุง (OR 26.6, 95% CI 7.6 - 92.6) เมื่อนำปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวไปทำ Multivariate analysis พบว่าตัวแปรที่มีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ภาวะอ้วน (OR 3.6, 95% CI 1.3 - 9.9,P = 0.014) และค่าการทำงานของตับ (ALT)(OR 1.05, 95% CI 1.00 -1.09, P = 0.03) นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้ที่มีภาวะพังผืดตับสูงอย่างมีนัยสำคัญ (มากกว่า 7 กิโลปาสคาล) ร้อยละ 3.8 และผู้ที่มีภาวะไขมันคั่งตับรุนแรง (ไขมันในตับมากกว่าร้อยละ 66) ร้อยละ 19.3สรุป : ความชุกของภาวะตับคั่งไขมันของประชากรตัวอย่างในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จากการวินิจฉัยด้วยเครื่อง CAP-TE คือ ร้อยละ 61.5โดยที่ความชุกของภาวะตับคั่งไขมันในกลุ่มที่มีภาวะอ้วนลงพุงสูงกว่ากลุ่มที่ไม่มีภาวะอ้วนลงพุง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและพบความชุกของภาวะพังผืดตับร้อยละ 3.8.
การเปลี่ยนแปลงความยาวเทโลเมียร์ และจำนวนชุดไมโทคอนเดรียดีเอ็นเอ จากเซลล์ชิ้นเอ็นในโรคโพรงกระดูกสันหลังส่วนเอวตีบแคบ:การศึกษานำร่อง, สินสุดา เดชสุภา, วีรศักดิ์ สิงหถนัดกิจ, วรวรรธน์ ลิ้มทองกุล, วิชาญ ยิ่งศักดิ์มงคล, ธันว์ อิทธิพานิชพงศ์, สิทธิศักดิ์ หรรษาเวก
การเปลี่ยนแปลงความยาวเทโลเมียร์ และจำนวนชุดไมโทคอนเดรียดีเอ็นเอ จากเซลล์ชิ้นเอ็นในโรคโพรงกระดูกสันหลังส่วนเอวตีบแคบ:การศึกษานำร่อง, สินสุดา เดชสุภา, วีรศักดิ์ สิงหถนัดกิจ, วรวรรธน์ ลิ้มทองกุล, วิชาญ ยิ่งศักดิ์มงคล, ธันว์ อิทธิพานิชพงศ์, สิทธิศักดิ์ หรรษาเวก
Chulalongkorn Medical Journal
เหตุผลของการทำวิจัย : โรคกระดูกสันหลังเสื่อมพบมากในประเทศไทยและพบบ่อยในผู้สูงอายุโดยเฉพาะ โรคโพรงกระดูกสันหลังส่วนเอวตีบแคบ (lumbar spinal stenosis)ซึ่งเกิดจากการหนาตัวของชิ้นเอ็นช่องไขสันหลัง อัตราส่วนของอีลาสตินและคอลลาเจนลดลง และรวมถึงพังผืดจากอายุ ที่ผ่านมายังไม่มีการศึกษาความยาวเทโลเมียร์ จำนวนชุด mitochondrial DNA (mtDNA) และ cellsenescence ในโรคโพรงกระดูกสันหลังส่วนเอวตีบแคบและยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกี่ยวข้องกับปัจจัยใดวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความแตกต่างระหว่างความยาวเทโลเมียร์ จำนวนชุด mtDNAและทดสอบตัวชี้วัดการเกิดเซลล์ชรา (cell senescence) ในเซลล์ไฟโบบลาสจากชิ้นเอ็นช่องไขสันหลังระดับที่มีการหนาตัว และเซลล์ไฟโบบลาสจากชิ้นเอ็นช่องไขสันหลังระดับที่ไม่หนาตัว โดยเปรียบเทียบจากผู้ป่วยโรคโพรงกระดูกสันหลังส่วนเอวตีบแคบที่ได้รับการผ่าตัดขยายช่องไขสันหลังที่มีอายุแตกต่างกันวิธีการทำวิจัย : ทำการเพาะเลี้ยงเซลล์จากชิ้นเอ็นช่องไขสันหลังจากผู้ป่วยโรคโพรงกระดูกสันหลังส่วนเอวตีบแคบจำนวน 4 ราย อายุระหว่าง 61- 84 ปี ที่เข้ารับการผ่าตัดลดการกดทับไขสันหลังตามปกติ โดยในแต่ละรอบของการเลี้ยงเซลล์จากชิ้นเอ็นช่องไขสันหลังระดับที่หนาตัวและระดับที่ไม่หนาตัวทำการศึกษาความยาวเทโลเมียร์ จำนวนชุด mtDNA (mitochondrial DNAcopy number; mtDNAcn) โดยเทคนิค real-time polymerase chainreaction (PCR) และทดสอบตัวชี้วัดการเกิดเซลล์ชรา (cell senescence)โดยการย้อม senescence-associated β-galactosidase (SA-β-gal)ผลการศึกษา : เซลล์จากชิ้นเอ็นช่องไขสันหลังระดับที่หนาตัวและระดับที่ไม่หนาตัวมีความยาวเทโลเมียร์และจำนวนชุด mtDNA ลดลงในแต่ละรอบของการเลี้ยงเซลล์ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างผู้ป่วยที่อายุต่างกัน (61 และ 84 ปี)พบว่าความยาวเทโลเมียร์และจำนวนชุด mtDNA ของผู้ป่วยที่อายุมากมีความยาวเทโลเมียร์สั้นกว่าและจำนวนชุด mtDNA น้อยกว่าผู้ป่วยที่อายุน้อย นอกจากนี้เมื่อทำการศึกษา cell senescence เซลล์จากผู้ป่วยที่อายุแตกต่างกันผ่านไปในแต่ละรอบของการเลี้ยงเซลล์ พบว่าเซลล์ของผู้ป่วยที่มีอายุมาก (77 และ 84 ปี) มีร้อยละของการติดสี SA-β-gal ตั้งแต่การเลี้ยงเซลล์ในรอบแรก ซึ่งมากกว่าเซลล์ของผู้ป่วยที่มีอายุน้อย (61 และ66 ปี) และแต่ละรอบของการเลี้ยงเซลล์พบจำนวนร้อยละการติดสี SA-β-galเพิ่มจำนวนมากขึ้นในแต่ละรอบสรุป : การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงความยาวเทโลเมียร์ จำนวนชุด mtDNA ของเซลล์จากชิ้นเอ็นช่องไขสันหลังลดลงตามจำนวนรอบของการเลี้ยงเซลล์ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงลดลงตามอายุของผู้ป่วยและพยาธิสภาพของโรค ส่งผลให้เกิดการสะสมของ cell senescence มากขึ้น ซึ่งมีส่วนช่วยให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่มีต่อพยาธิกำเนิดของโรคโพรงกระดูกสันหลังส่วนเอวตีบแคบ.
กลุ่มอาการป่วยเหตุอาคารและความเครียดของพนักงานที่ปฏิบัติงานในอาคารสำนักงาน, อนุสสรา ฤทธิ์วิชัย, ณภัควรรต บัวทอง
กลุ่มอาการป่วยเหตุอาคารและความเครียดของพนักงานที่ปฏิบัติงานในอาคารสำนักงาน, อนุสสรา ฤทธิ์วิชัย, ณภัควรรต บัวทอง
Chulalongkorn Medical Journal
เหตุผลของการทำวิจัย : กลุ่มอาการป่วยเหตุอาคาร (sick building syndrome; SBS) ถือเป็นกลุ่มอาการ ที่ไม่มีลักษณะเฉพาะของโรค และไม่สามารถระบุสาเหตุแน่ชัดได้ ซึ่งเกิดขึ้นกับกลุ่มคนทำงานในอาคารสำนักงาน โดยอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้นกับร่างกายนั้น มีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมและปัจจัยทางจิตสังคมในที่ทำงาน อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่าง SBS กับความเครียดของพนักงานที่ปฏิบัติงานในอาคารสำนักงาน ยังไม่ได้มีการศึกษาในประเทศไทยวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความชุกของ SBS และความเครียดของพนักงานที่ปฏิบัติงานในอาคารสำนักงานและศึกษาความสัมพันธ์ของ SBS ความเครียดและปัจจัยใดที่เกี่ยวข้องกับการเกิด SBSวิธีการทำวิจัย : การศึกษานี้ได้รวบรวมข้อมูลจากพนักงานที่ปฏิบัติงานในอาคารสำนักงาน เอสเอ็มทาวเวอร์ จำนวน 273 คน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2557 โดยใช้แบบสอบถามแบบตอบด้วยตนเองซึ่งมีทั้งสิ้น 4 ส่วน ประกอบด้วย 1) แบบ สอบถามข้อมูลทั่วไป2) ข้อมูลด้านสภาพสิ่งแวดล้อมทางกายภาพในสถานที่ทำงาน3) ข้อมูลด้านกลุ่มอาการป่วยเหตุอาคาร หรือ SBS 4) แบบสอบถามวัดความเครียด (Suanprung Stress Test-20, SPST-20) สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ Chi-Square และ multiple logistic regressionผลการศึกษา : พบอัตราความชุกของ SBS ในพนักงานที่ปฏิบัติงานในอาคารสำนักงาน ร้อยละ 37.4 และพบอัตราความชุกของพนักงานที่มีความเครียดอยู่ในระดับน้อย ปานกลาง สูง และรุนแรง ร้อยละ 14.4,29.3, 44.3 และ 15.0 ตามลำดับ เมื่อวิเคราะห์ด้วยสถิติการถดถอยแบบพหุคูณ (multiple logistic regression) พบว่ามีปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิด SBS ของพนักงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ความเครียดระดับรุนแรง (OR = 4.90, 95%CI= 1.55 - 15.48) จำนวนชั่วโมงในการใช้คอมพิวเตอร์ที่มากกว่า 8 ชม. ต่อวัน (OR = …
Randomized Placebo-Controlled Trial Comparing Efficacy Of Nonablative Fractional Photothermolysis Combined With Topical Calcipotriol For The Treatment Of Keloid And Hypertrophic Scar, Marisa Pongprutthipan, Nattaporn Rojarayanont
Randomized Placebo-Controlled Trial Comparing Efficacy Of Nonablative Fractional Photothermolysis Combined With Topical Calcipotriol For The Treatment Of Keloid And Hypertrophic Scar, Marisa Pongprutthipan, Nattaporn Rojarayanont
Chulalongkorn Medical Journal
Background : Nonablative fractional laser resurfacing has been shown to have sizereduction effect on hypertrophic scar with minimal side effects; andantifibrotic effect of vitamin D in keloid fibroblasts has been reportedin vitro. A combination of the two treatments should gain additional benefitsfrom facilitation of wound healing, transdermal drug delivery and recurrenceprevention.Objectives : To evaluate the efficacy of nonablative fractional laser resurfacing combinedwith topical calcipotriol for the treatment of keloid and hypertrophic scar.Methods : Subjects were treated with six fractional 1,550 nm Ytterbium/Erbium: fiberlaser treatment weekly for entire lesion. Each lesion was randomly treatedwith topical calcipotriol or white petrolatum twice daily. …
Agreement Of Bone Metastasis Detection Between Bone Scintigraphy And Whole Body-Mri In Hepatocellular Carcinoma, Wittawin Sakdapetsiri, Numphung Numkarunarunrote, Tawatchai Chaiwatanarat
Agreement Of Bone Metastasis Detection Between Bone Scintigraphy And Whole Body-Mri In Hepatocellular Carcinoma, Wittawin Sakdapetsiri, Numphung Numkarunarunrote, Tawatchai Chaiwatanarat
Chulalongkorn Medical Journal
Background : Bone scintigraphy is generally accepted as the best imaging study for early detection of bone metastases. However, bone metastases from hepatocellular carcinoma (HCC), unlike other primary tumors, are largely osteolytic in nature and may be poorly visualized by bone scintigraphy (BS). Whole-body magnetic resonance imaging (MRI) has become feasible with recent developments, including fast image acquisition. So far, there has been no report of the performance of either imaging tool in the detection of bone metastasis from HCC.Objective : To study the agreement of bone metastatic detection by bone scintigraphy and whole-body MRI in hepatocellular carcinoma patients.Methods : …
แนวทางการสนทนาเพื่อเพิ่มคุณภาพการบริบาลผู้ป่วยระยะท้ายในหอผู้ป่วยไอซียู, กุลพิชฌาย์ เวชรัชต์พิมล
แนวทางการสนทนาเพื่อเพิ่มคุณภาพการบริบาลผู้ป่วยระยะท้ายในหอผู้ป่วยไอซียู, กุลพิชฌาย์ เวชรัชต์พิมล
Chulalongkorn Medical Journal
ผู้ป่วยระยะท้ายในหอผู้ป่วยไอซียูมักเป็นผู้ป่วยวิกฤต ที่มีภาวะการเจ็บป่วยของโรครุนแรงเฉียบพลัน คุกคามและเป็นอันตรายต่อการทำงานของอวัยวะสำคัญของร่างกาย จนร่างกายไม่สามารถปรับตัวต่อความล้มเหลวได้ และผู้ป่วยส่วนใหญ่เข้าสู่ระยะท้ายของชีวิตและตายในที่สุด ผู้ป่วยวิกฤตในหอผู้ป่วยไอซียูจะได้รับการดูแลแบบเต็มรูปแบบ (aggressive care) โดยใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีทาง การแพทย์ขั้นสูงเพียงเพื่อยื้อหรือยืดชีวิตผู้ป่วยต้องอยู่กับความทุกข์ทรมาน สูญเสียคุณภาพชีวิตไม่ได้ทำในสิ่งที่ตนเองปรารถนาก่อนตาย ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างการดูแลแบบเต็มรูปแบบในหอผู้ป่วยไอซียูกับความต้องการของผู้ป่วย แม้ว่าผู้ป่วยในหอผู้ป่วยไอซียูจะได้รับการดูแลอย่าใกล้ชิดแบบเต็มรูปแบบด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงก็ตาม ทีมบริบาลยังขาดแนวทางสื่อสารเพื่อประสานการดูแลกับผู้ป่วยและครอบครัว ในเรื่องการประเมินความเข้าใจของโรค การให้ข้อมูลที่จำเป็นรวมถึงการให้ครอบครัวผู้ป่วยได้รับรู้ถึงลำดับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญการอธิบายทางเลือก และร่วมกำหนดเป้าหมายของการดูแลการลดความวิตกกังวล ความโดดเดี่ยวความกลัว และการค้นหาความต้องการในระยะท้ายของชีวิต โดยเฉพาะการชั่งน้ำหนักระหว่างการมีชีวิตที่ยาวขึ้นกับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสที่ต้องเผชิญ การดูแลผู้ป่วยวิกฤติจนถึงระยะสุดท้ายจึงเป็นภารกิจสำคัญของทีมบริบาลในการจัดการต่อสภาพปัญหาดังกล่าว และเมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ระยะท้ายของชีวิต กุญแจสำคัญของการบริบาล คือผู้ป่วยและญาติได้รับรู้ต่อสภาวะใกล้ตาย ดังนั้นแนวทางการสนทนาเพื่อค้นหาความต้องการและวางเป้าหมายของการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทีมบริบาลควรช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวได้รับการดูแลตามความปรารถนาและคงไว้ ซึ่งการตายอย่างมีศักดิ์ศรี.
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ทองจันทร์ หงศ์ลดารมภ์: คุณูปการต่อแพทยศาสตร์ศึกษา, สิทธิศักดิ์ หรรษาเวก
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ทองจันทร์ หงศ์ลดารมภ์: คุณูปการต่อแพทยศาสตร์ศึกษา, สิทธิศักดิ์ หรรษาเวก
Chulalongkorn Medical Journal
ถ้าย้อนกลับไปราว 50 ปีก่อน ผู้บุกเบิกและให้ แนวคิดรวมทั้งก่อตั้งหน่วยแพทยศาสตรศึกษาของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่สำคัญยิ่งคือ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ทองจันทร์ หงศ์ลดารมภ์ ท่านเป็นผู้ริเริ่มศึกษาและสนใจอย่างจริงจัง ตั้งแต่ พ.ศ. 2515 โดยได้ศึกษาที่ประเทศสหราชอาณาจักร ท่านมีส่วนสำคัญยิ่งในการจัดประชุมปฏิบัติการทาง แพทยศาสตรศึกษา สำหรับการประชุมการศึกษาแห่งชาติ
Prevalence And Characteristics Of Congenital Hand And Foot Anomalies Requiring Surgery In Remote Areas Of Thailand, Pobe Luangjarmekorn, Pravit Kitidumrongsook, Sittisak Honsawek, Usa Boonplian, Pichit Siriwan
Prevalence And Characteristics Of Congenital Hand And Foot Anomalies Requiring Surgery In Remote Areas Of Thailand, Pobe Luangjarmekorn, Pravit Kitidumrongsook, Sittisak Honsawek, Usa Boonplian, Pichit Siriwan
Chulalongkorn Medical Journal
Background : To identify patients in remote regions of Thailand who suffer from congenital anomalies, including cleft lip, cleft palate, and various types of congenital anomalies, in November 1998, the Relief and Community Health Bureau, Thai Red Cross Society, under the HRH Princess Maha Chakri Sirindhorn initiated the “cosmetic surgery project for cleft lips and cleft palates and other deformities” to solve this problem. The surgery mission had been a successful charity project for the last 18 years. Most of the patients are cleft lip and cleft palate patients along with all anomalies of hand and foot.Objective : The purpose …
Cross-Cultural Adaptation And Reliability Of Positive And Negative Affect Schedule (Panas) On Thai Smokers, Thaniya Klinsophon, Premtip Thaveeratitham, Prawit Janwantanakul
Cross-Cultural Adaptation And Reliability Of Positive And Negative Affect Schedule (Panas) On Thai Smokers, Thaniya Klinsophon, Premtip Thaveeratitham, Prawit Janwantanakul
Chulalongkorn Medical Journal
Background : Positive and Negative Affect Schedule (PANAS) is a questionnaire for evaluating the affect which is one of the factors associated with smoking relapse and is widely used in clinics and in research. The originalversion of PANAS is in English and has been translated into many languages. However, there has been no translation available into the Thai language.Objectives : To translate PANAS into the Thai language by using the standard method according to the cross-cultural adaptation process and to evaluate the test-retest reliability and internal consistency of PANAS in Thai smokers.Methods : PANAS was translated into Thai. Participants – …
ผลการนวดกดจุดสะท้อนเท้าบริเวณที่เชื่อมโยงกับสมองต่อเวลาปฏิกิริยาอย่างง่ายในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี, กนกวรรณ ศรีสุภรกรกุล, จีรวรินทร์ทิพย์ ปัญญาพฤกษ์, ทรรศนีย์ อินปรางค์, เกวลี นาคดี, อรอุมา บุณยารมย์, สมภิยา สมถวิล
ผลการนวดกดจุดสะท้อนเท้าบริเวณที่เชื่อมโยงกับสมองต่อเวลาปฏิกิริยาอย่างง่ายในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี, กนกวรรณ ศรีสุภรกรกุล, จีรวรินทร์ทิพย์ ปัญญาพฤกษ์, ทรรศนีย์ อินปรางค์, เกวลี นาคดี, อรอุมา บุณยารมย์, สมภิยา สมถวิล
Chulalongkorn Medical Journal
เหตุผลของการทำวิจัย : เท้ามีตำแหน่งการสะท้อนที่สามารถเชื่อมโยงกับส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เมื่อกระตุ้นตามตำแหน่งต่าง ๆ ของเท้าจะเกิดการสะท้อนไปยังอวัยวะต่าง ๆ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการทำงานของอวัยวะนั้น ๆวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาผลการนวดกดจุดสะท้อนเท้าบริเวณที่เชื่อมโยงกับสมองต่อเวลาปฏิกิริยาอย่างง่ายในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีตัวอย่างและวิธีการศึกษา : ผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี เพศหญิง จำนวน 24 คน อายุระหว่าง 21 - 30 ปีแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ด้วยการสุ่ม คือ กลุ่มทดลอง (นวดกดจุดสะท้อนเท้าบริเวณที่เชื่อมโยงกับสมอง, n = 12) และกลุ่มควบคุม(แตะจุดสะท้อนเท้าบริเวณที่เชื่อมโยงกับสมอง, n = 12) โดยทำการวัดเวลาปฏิกิริยาอย่างง่ายของมือขวาและมือซ้ายผลการศึกษา : พบว่าหลังการนวดกดจุดและแตะเบา ๆ ที่จุดสะท้อนเท้าบริเวณที่เชื่อมโยงกับสมอง เวลาปฏิกิริยาอย่างง่ายมีค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P <0.05) แต่ค่าเวลาปฏิกิริยาอย่างง่ายที่ทดสอบด้วยมือขวาและมือซ้ายหลังการนวดกดจุดและแตะเบา ๆ ไม่มีความแตกต่างกันทั้งการนวดกดจุดเท้าขวาและเท้าซ้าย และค่าเวลาปฏิกิริยาอย่างง่ายทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมไม่มีความแตกต่างกันสรุป : การนวดกดจุดและแตะเบา ๆ ที่จุดสะท้อนเท้าบริเวณที่เชื่อมโยงกับสมองมีผลต่อการลดลงของเวลาปฏิกิริยาอย่างง่าย.
คุณภาพชีวิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, ชลยา อัตถาภินันท์, พีรพนธ์ ลือบุญธวัชชัย
คุณภาพชีวิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, ชลยา อัตถาภินันท์, พีรพนธ์ ลือบุญธวัชชัย
Chulalongkorn Medical Journal
เหตุผลของการทำวิจัย : การผ่าตัดเปิดลำไส้ใหญ่ออกทางหน้าท้อง (colostomy) มีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์แก่ผู้ป่วย อาจมีปัญหาทั้งทางด้านร่างกายจิตใจ อารมณ์ การเข้าสังคม และการดำเนินชีวิตประจำวัน แต่การศึกษาเกี่ยวกับคุณภาพชีวิต ปัจจัยที่เกี่ยวข้องของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมในประเทศไทยยังมีข้อมูลจำกัดวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยวิธีการศึกษา : ทำการศึกษาผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมที่มารับบริการตรวจรักษาที่ตึก ภปร. ชั้น 6 แผนกผู้ป่วยนอก ฝ่ายศัลยกรรม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่เดือน มกราคม - มีนาคม ปี พ.ศ.2559 จำนวน 90 ราย โดยการตอบแบบสอบถามทั้งหมด 8 ชุด ได้แก่1) แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย 2) แบบสอบถามข้อมูลสุขภาพ 3) แบบประเมินความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทวารเทียม 4) แบบประเมินทัศนคติของผู้ที่มีทวารเทียมต่อการมีเพศสัมพันธ์ 5) แบบประเมินคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกฉบับย่อภาษาไทย 6) แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม 7) แบบประเมินอาการวิตกกังวลและอาการซึมเศร้าในโรงพยาบาลฉบับภาษาไทย 8) แบบประเมินปัญหาสัมพันธภาพระหว่างบุคคล วิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโดยใช้การทดสอบไคสแควร์ และวิเคราะห์ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตระดับปานกลางถึงดีแบบการถดถอยลอจิสติกผลการศึกษา : คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 67.8) อยู่ในระดับปานกลาง ปัจจัยที่มีเกี่ยวข้องกับระดับคุณภาพชีวิตระดับปานกลางถึงดีได้แก่ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา สิทธิการรักษา การสูบบุหรี่การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สัมพันธภาพระหว่างบุคคล ภาวะวิตกกังวลภาวะซึมเศร้า ผลการวิเคราะห์ความถดถอยลอจิสติก พบว่าปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตระดับปานกลางถึงดี ได้แก่ ปัญหาสัมพันธภาพระหว่างบุคคลระดับไม่มีปัญหาถึงมีปัญหาปานกลาง การไม่สูบบุหรี่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป และมีสิทธิในการรักษาสรุป : คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง ปัญหาสัมพันธภาพระหว่างบุคคลระดับไม่มีปัญหาถึงมีปัญหาปานกลางการไม่สูบบุหรี่ สถานภาพสมรสคู่ มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปและมีสิทธิในการรักษาจะส่งผลให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมดีขึ้น.
การระบุเพศ บทบาททางเพศ และอัตลักษณ์ทางเพศในผู้ป่วยอวัยวะเพศกำกวมที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, พันตรี เกิดโชค, ปริชวัน จันทร์ศิริ, ธนินี สหกิจรุ่งเรือง
การระบุเพศ บทบาททางเพศ และอัตลักษณ์ทางเพศในผู้ป่วยอวัยวะเพศกำกวมที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, พันตรี เกิดโชค, ปริชวัน จันทร์ศิริ, ธนินี สหกิจรุ่งเรือง
Chulalongkorn Medical Journal
เหตุผลของการทำวิจัย : ผู้ป่วยที่มีอวัยวะเพศกำกวม มักประสบความลำบากในการระบุเพศมีรายงานว่าผู้ป่วยอาจมีบทบาททางเพศ และอัตลักษณ์ทางเพศที่เบี่ยงเบน แต่การศึกษาเรื่องพัฒนาการทางเพศในผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังขาดแคลนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาการระบุเพศ อัตลักษณ์ทางเพศ และบทบาททางเพศในผู้ป่วยอวัยวะเพศกำกวมวิธีการศึกษา : ศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะอวัยวะเพศกำกวม อายุระหว่าง 3 - 18 ปีจำนวน 30 รายและผู้ปกครอง ที่แผนกผู้ป่วยนอกต่อมไร้ท่อฝ่ายกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2559 โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกโดยใช้แนวคำถาม ที่ได้จากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับเรื่อง อัตลักษณ์ทางเพศ บทบาททางเพศ ร่วมกับการรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วย เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ และทำการวิเคราะห์แบบโคไลซี่ และcontent analysisผลการศึกษา : พบผู้ป่วยโรค 46XX, disorders of sexual developments (DSD)21 ราย, 46XY, DSD 8 ราย 45X,46XY DSD 1 รายมีผู้ป่วย 9 รายที่เคยได้รับการประเมินทางจิตวิทยา มีผู้ป่วยที่ไม่ได้เข้ารับการรักษาตั้งแต่แรกเกิด 12 ราย มีผู้ป่วยที่ได้รับการระบุเพศแรกเกิดเป็นเพศหญิง20 ราย เพศชาย 10 ราย และมีผู้ป่วยได้รับการระบุเพศใหม่โดยแพทย์5 ราย ผู้ป่วยขอเปลี่ยนเพศเอง 2 ราย พบรูปแบบของบทบาททางเพศในผู้ป่วย 46XX, DSD ด้านทรงผม การแต่งตัว และกลุ่มเพื่อน เป็นแบบหญิง ต่างจากบทบาทด้าน กิจกรรม การเล่นหรือของเล่นที่เป็นแบบชายหรือแบบผสม ในขณะที่บทบาททางเพศของผู้ป่วย 46XY, DSDส่วนใหญ่เป็นแบบชาย พบผู้ป่วยที่มีอัตลักษณ์ทางเพศหญิง 17 ราย,ชาย 9 ราย, ไม่แน่ใจ 1 ราย และยังแยกแยะเพศไม่ได้ 3 ราย โดยผู้ป่วย46XX,DSD ที่มีอัตลักษณ์ทางเพศหญิง 4 ราย แสดงความต้องการจะเป็นอีกเพศหนึ่ง.สรุป : บทบาททางเพศส่วนใหญ่สอดคล้องกับโครโมเซมเพศ ยกเว้นบทบาททางเพศด้านกิจกรรม การเล่นหรือของเล่นในผู้ป่วยอวัยวะเพศกำกวมที่มีโครโมโซมเพศหญิงที่เป็นบทบาทแบบชาย ในขณะที่พบอัตลักษณ์ทางเพศของผู้ป่วยบางรายไม่ตรงกับโครโมโซมเพศ อนึ่งผู้ป่วยจำนวนมากไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่แรกเกิด …
Chronic Myeloid Leukemia After Chemotherapy For Adenocarcinoma Of The Rectum: A Case Report, Likhasit Sanglutong, Somchai Insiripong
Chronic Myeloid Leukemia After Chemotherapy For Adenocarcinoma Of The Rectum: A Case Report, Likhasit Sanglutong, Somchai Insiripong
Chulalongkorn Medical Journal
Chronic myeloid leukemia (CML) after chemotherapy for any primary malignancy has been occasionally reported. Herein we reported one definite case of CML who was diagnosed after the treatment of adenocarcinoma of the rectum. A 79-year-old Thai man was diagnosed with moderately differentiated adenocarcinoma of the rectum invading the urinary bladder. And he was treated with rectal resection and lymph nodes excision, followed by 5-fluoro-uracil and leucovorin therapy. He remained in complete remission for 1.5 years until he suddenly passedthe hematochezia for one day and very high white blood cell and platelet counts without weight loss. The physical examination revealed no …
Body Size Perception In Thai School-Aged Children, Chansuda Bongsebandhu-Phubhakdi, Orapa Suteerojntrakool, Therdpong Tempark
Body Size Perception In Thai School-Aged Children, Chansuda Bongsebandhu-Phubhakdi, Orapa Suteerojntrakool, Therdpong Tempark
Chulalongkorn Medical Journal
Background : Body size perception is the basic of body image that usually be developed during early childhood. Overestimation of children and/or their parents may lead further negative body image, whereas underestimation may cause overlooked obesity problems.Objectives : To investigate the accuracy of body size perception among Thai school-aged children and the correlation between children’s and their parents’ estimation.Methods : In 2015, a cross-sectional study was conducted in a primary school in central Bangkok. Anthropometric indices were measured. Perceived body sizes of children was assessed by the children and their parents using visual image scale (Children Body Scale: CBIS).Results : …
Patient-Rated Wrist/Hand Evaluation: A Cross-Cultural Adaptation And Evaluation In Thai Version, Hathaya Jongprasitkul, Titrison Sonthimaneerat, Sarawut Somana, Wasuwat Kitisomprayoonkul
Patient-Rated Wrist/Hand Evaluation: A Cross-Cultural Adaptation And Evaluation In Thai Version, Hathaya Jongprasitkul, Titrison Sonthimaneerat, Sarawut Somana, Wasuwat Kitisomprayoonkul
Chulalongkorn Medical Journal
Background : The Patient Rated Wrist/Hand Evaluation (PRW/HE) is a specific questionnaire designed to measure wrist/hand pain and disabilities. The questionnaire was validated to provide various scales by asking questions regarding wrist-hand injury of a patient. It has also been translated into several languages. Therefore, we translated and adapted the questionnaire into Thai version for hand therapy clinic.Objectives : To translate and to cross-culturally adapt the PRW/HE into Thai (PRW/HEThai) and to evaluate it’s the reliability and validity.Methods : The original version PRW/HE was translated with cross cultural adaptation into Thai (PRW/HE-Thai). A total of 148 outpatients from Occupational therapy …
อาการปวดและความผิดปกติของข้อไหล่ที่พบบ่อยในเวชศาสตร์ฟื้นฟู, ณัฏฐิยา ตันติศิริวัฒน์
อาการปวดและความผิดปกติของข้อไหล่ที่พบบ่อยในเวชศาสตร์ฟื้นฟู, ณัฏฐิยา ตันติศิริวัฒน์
Chulalongkorn Medical Journal
อาการปวดและความผิดปกติของข้อไหล่เป็นปัญหาทางระบบกล้ามเนื้อและกระดูกที่พบในเวชปฏิบัติได้บ่อย และส่งผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพชีวิต เนื่องจากข้อไหล่เป็นข้อที่มีความจำเป็นต่อการประกอบกิจวัตรประจำวัน (activities of daily living) เช่น การอาบน้ำการใส่เสื้อผ้า การแต่งตัวและการใช้งานทั่ว ๆ ไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นกิจกรรมประเภทที่ต้องยกมือขึ้นเหนือศีรษะ (overhead activities) ผู้ที่มีปัญหาปวดข้อไหล่ส่วนหนึ่งจะมีอาการปวดไหล่เรื้อรังปัญหาปวดไหล่ที่มีพยาธิสภาพเกิดจากข้อไหล่และเนื้อเยื่อรอบข้อไหล่ที่พบบ่อย ดังนี้ ภาวะไหล่ติดภาวะกระดูกทับเส้นเอ็น ภาวะการอักเสบและภาวะฉีกขาดของเอ็นกล้ามเนื้อกลุ่ม rotator cuffและภาวะการอักเสบของเอ็นกล้ามเนื้อ biceps เนื้อหามุ่งเน้นรายละเอียดการรักษาทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูอันประกอบด้วยการรักษาด้วยยาและหัตถการเพื่อลดอาการปวด การออกกำลังกายการรักษาทางด้านกายภาพบำบัดอื่น ๆ เช่น manual therapy และกายอุปกรณ์.
ความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการสื่อสารภายในครอบครัวกับความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กสมาธิสั้นในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, จิดาภา คงเจริญ, อลิสา วัชรสินธุ
ความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการสื่อสารภายในครอบครัวกับความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กสมาธิสั้นในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, จิดาภา คงเจริญ, อลิสา วัชรสินธุ
Chulalongkorn Medical Journal
เหตุผลของการทำวิจัย : การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการสื่อสารในครอบครัวกับความฉลาดทางอารมณ์ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ศึกษาในเด็กปกติ ซึ่งความฉลาดทางอารมณ์เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เด็กมีความพึงพอใจในตนเอง สามารถควบคุมอารมณ์ได้และพร้อมที่จะพัฒนาตนเองวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กสมาธิสั้น และรูปแบบการสื่อสารภายในครอบครัวของเด็กสมาธิสั้น รวมทั้งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการสื่อสารภายในครอบครัวกับความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กสมาธิสั้นตัวอย่างและวิธีการศึกษา : กลุ่มตัวอย่างผู้ปกครองของเด็กสมาธิสั้นที่อายุ 6 - 11 ปี ที่มารับการตรวจรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอก หน่วยจิตเวชเด็กและวัยรุ่นโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์จำนวน 106 คน เก็บข้อมูลตั้งแต่ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ถึงเดือนมกราคม พ.ศ. 2559 โดยใช้แบบสอบถาม 3 ส่วน ประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป รูปแบบการสื่อสารภายในครอบครัว ของปาริชาติ ธาราพัตราพร ตามแนวคิดของ Kanter and Lehr และแบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ของกรมสุขภาพจิต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาการทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบจำแนกทางเดียวสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และสถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนผลการศึกษา : เด็กสมาธิสั้นมีความฉลาดทางอารมณ์ด้านดีอยู่ในระดับปกติร้อยละ57.5 ด้านเก่งอยู่ในระดับปกติร้อยละ 66.0 ด้านสุขอยู่ในระดับปกติร้อยละ 49.1 และมีรูปแบบการสื่อสารในครอบครัวปิดในระดับสูงร้อยละ 70.8 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความฉลาดทางอารมณ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อายุ อาชีพของผู้ปกครอง ผลการเรียนของเด็กสมาธิสั้น รูปแบบการสื่อสารในครอบครัวแบบเปิดมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคะแนนความฉลาดทางอารมณ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P <0.01) และปัจจัยที่สามารถทำนายความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กสมาธิสั้นให้ดีขึ้นได้ คืออายุ อาชีพของผู้ปกครองผลการเรียนของเด็กสมาธิสั้น และรูปแบบการสื่อสารในครอบครัวแบบเปิดสรุป : เด็กสมาธิสั้นมีความฉลาดทางอารมณ์อยู่ในระดับปกติทั้ง 3 ด้านด้านดี ด้านเก่ง และด้านสุข ส่วนปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กสมาธิสั้น คือ อายุ อาชีพของผู้ปกครองผลการเรียนของเด็กสมาธิสั้น และรูปแบบการสื่อสารในครอบครัวแบบเปิด.
บทบาทของเวชศาสตร์ฟื้นฟู ในสังคมผู้สูงอายุ, กฤษณา พิรเวช
บทบาทของเวชศาสตร์ฟื้นฟู ในสังคมผู้สูงอายุ, กฤษณา พิรเวช
Chulalongkorn Medical Journal
ประเทศไทยกำหนดนิยาม “ผู้สูงอายุ” ไว้ในพระราชบัญญัติผู้สูงอายุพ.ศ. 2546 มาตรา 3 “ผู้สูงอายุ” หมายความว่า บุคคลซึ่งมีอายุเกิน หกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไป และมีสัญชาติไทย แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ใช้อายุ 65 ปีขึ้นไป การแบ่งช่วงอายุของผู้สูงวัยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วง คือ วัยต้น (อายุ 60 - 69 ปี) วัยกลาง (อายุ 70 - 79 ปี) และวัยปลาย (อายุ 80 ปีขึ้นไป) ผลการสำรวจข้อมูลประชากรสูงวัยในประเทศไทยของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปีพ.ศ. 2557 พบว่า ประเทศไทยมีผู้สูงวัยจำนวนร้อยละ 14.9 ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่าปีพ.ศ. 2537 ถึง 2 เท่า โดยสามารถจำแนกผู้สูงวัยเป็นวัยต้น ร้อยละ 56.5 วัยกลางร้อยละ 29.9 และวัยปลาย ร้อยละ 13.6 ประเทศไทยกำลังจะกลายเป็น “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” ในปีพ.ศ. 2564 หรือในอีกเพียง 4 ปีข้างหน้าเมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีมากถึงร้อยละ 20 และคาดว่าจะเป็น “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ในอีกไม่ถึง 20 ปีข้างหน้านี้เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนถึงร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด.