Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Medicine and Health Sciences Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn Medical Journal

Discipline
Keyword
Publication Year

Articles 451 - 480 of 4154

Full-Text Articles in Medicine and Health Sciences

อิทธิพลของครอบครัวและสภาวะสุขภาพจิตในการเลือกศึกษาต่อในคณะทันตแพทยศาสตร์ ของนิสิตทันตแพทย์ชั้นปีที่ 1จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พลอยปภัส วัชระกรพิศุทธิ์, ภุชงค์ เหล่ารุจิสวัสดิ์ Mar 2018

อิทธิพลของครอบครัวและสภาวะสุขภาพจิตในการเลือกศึกษาต่อในคณะทันตแพทยศาสตร์ ของนิสิตทันตแพทย์ชั้นปีที่ 1จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พลอยปภัส วัชระกรพิศุทธิ์, ภุชงค์ เหล่ารุจิสวัสดิ์

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : การเลือกศึกษาต่อในคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลของครอบครัว ซึ่งอาจส่งผลต่อเนื่องกับภาวะสุขภาพจิตวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาอิทธิพลจากครอบครัว ความแตกต่างเรื่องอิทธิพลจากครอบครัวและสภาวะสุขภาพจิตของผู้ที่เลือกศึกษาต่อในคณะทันตแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยวิธีการทำวิจัย : นิสิตทันตแพทย์ชั้นปีที่ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2559รวมทั้งสิ้น 88 ราย จากนิสิตจำนวน 100 ราย เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 1. เป็นข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง2. แบบประเมินดัชนีชี้วัดสุขภาพจิต 3. แบบประเมิน ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับอิทธิพลของครอบครัวที่มีผลต่อการเลือกศึกษา และ 4. แบบประเมินระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับความเครียดของผู้ที่เลือกศึกษาต่อในคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำหรับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ t-test, Chi-square และการวิเคราะห์เชิงถดถอย(regression analysis)ผลการศึกษา : พบว่าอิทธิพลของผู้ปกครองของนิสิตกลุ่มตัวอย่างจากการศึกษานี้ไม่มีผลต่อการเลือกศึกษาต่อในคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งครอบคลุมภูมิลำเนาและอิทธิพลของผู้ปกครองการประกอบอาชีพแพทย์ของสมาชิกในครอบครัว สถานภาพสมรสของบิดามารดา อาชีพของบิดามารดา และสถานะรายได้ของครอบครัวขณะเดียวกันพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 90.8 มีสุขภาพจิตอยู่ในระดับต่ำกว่าคนทั่วไป ส่วนอีกร้อยละ 9.2 มีสุขภาพจิตอยู่ในระดับดีกว่าคนทั่วไป การศึกษานี้ยังชี้ให้เห็นว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่รู้สึกเครียดเล็กน้อยในเรื่องค่าใช้จ่าย เช่น กรณีที่เงินไม่พอใช้จ่ายเป็นต้น ขณะเดียวกันรู้สึกเครียดเล็กน้อยเกี่ยวกับสุขภาพกาย และสภาวะด้านอารมณ์สรุป : ครอบครัวมีอิทธิพลต่อการเลือกศึกษาต่อในคณะทันตแพทยศาสตร์ของนิสิตทันตแพทย์ชั้นปีที่ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะที่ภาวะสุขภาพจิตของนิสิตทันตแพทย์ชั้นปีที่ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ในระดับต่ำกว่าบุคคลทั่วไป ดังนั้น ปัจจัยด้านอิทธิพลจากครอบครัวในการเลือกศึกษาต่อในคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างที่บิดามีอาชีพรับจ้าง, ธุรกิจส่วนตัว, พนักงานเอกชนและอาชีพอื่น ๆ ได้แก่ ทันตแพทย์, ค้าขาย, ทนายความ, อาจารย์โรงเรียน มีค่าเฉลี่ยของคะแนนอิทธิพลอาชีพของบิดาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ.


การศึกษาเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตระหว่างกลุ่มผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้ายที่รักษาด้วยการฟอกเลือด หรือการล้างไตทางช่องท้อง และกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนไตในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, วนิดา วิชัยศักดิ์, พีรพนธ์ ลือบุญธวัชชัย, ยิ่งยศ อวิหิงสานนท์ Jan 2018

การศึกษาเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตระหว่างกลุ่มผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้ายที่รักษาด้วยการฟอกเลือด หรือการล้างไตทางช่องท้อง และกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนไตในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, วนิดา วิชัยศักดิ์, พีรพนธ์ ลือบุญธวัชชัย, ยิ่งยศ อวิหิงสานนท์

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : โรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายเป็นโรคที่พบบ่อยและเป็นปัญหาสำคัญด้านสาธารณสุขของประเทศไทย ในปัจจุบันการรักษาด้วยการบำบัดทดแทนไตมี 2 วิธี ได้แก่ 1) การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม หรือการล้างไตทางช่องท้องแบบต่อเนื่อง และ 2) การผ่าตัดเปลี่ยนไตซึ่งแต่ละวิธีการรักษาส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยซึ่งการศึกษาเกี่ยวกับการเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษา 2 วิธีนี้ที่ผ่านมายังไม่พบข้อสรุปที่แน่ชัด และยังไม่เคยมีการศึกษาในประเทศไทยมาก่อนวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่รับการรักษาด้วยการฟอกเลือด หรือการล้างไตทางช่องท้องกับผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนไต และศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่รับการรักษาด้วยการฟอกเลือดหรือการล้างไตทางช่องท้องกับผู้ป่วยการผ่าตัดเปลี่ยนไตวิธีการทำวิจัย : กลุ่มผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการรักษาด้วยการการฟอกเลือด หรือการล้างไตทางช่องท้องจำนวน 100 รายและกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนไตจำนวน 100 ราย รวมเป็น 200 รายที่เข้ารับการรักษาที่คลินิกโรคไต โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงธันวาคม พ.ศ. 2559 เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 1) แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย 2) แบบสอบถามคุณภาพชีวิตขององค์กรอนามัยโลกชุดย่อ ฉบับภาษาไทย 3) แบบประเมินอาการวิตกกังวลและอาการซึมเศร้าฉบับภาษาไทย4) แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม และ5) แบบประเมินความสามารถในการดูแลตนเอง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความเป็นอิสระต่อกันของสองประชากร ทดสอบเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง2 กลุ่มที่เป็นอิสระต่อกันและการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกผลการศึกษา : ผลการศึกษาเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตรายด้านและโดยรวมของกลุ่มผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือด หรือล้างไตทางช่องท้อง และกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนไต พบว่าคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนไตสูงกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่การฟอกเลือดหรือล้างไตทางช่องท้องทั้งรายด้านในทุก ๆ ด้าน (ด้านร่างกาย จิตใจสัมพันธภาพ และสิ่งแวดล้อม) โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านจิตใจด้านสัมพันธภาพทางสังคม และโดยรวม และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้ง 2 กลุ่มคือ การศึกษาที่ดีตั้งแต่ปริญญาตรีขึ้นไปเศรษฐานะของครอบครัวที่เพียงพอ ระยะเวลาเจ็บป่วย 4 ปีขึ้นไปและการสนับสนุนทางสังคมระดับสูงสรุป : คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนไตสูงกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่การฟอกเลือด หรือล้างไตทางช่องท้องทั้งด้านร่างกาย จิตใจสัมพันธภาพ และสิ่งแวดล้อม และปัจจัยต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วย จะช่วยส่งเสริมการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยได้ผลการศึกษาวิจัยนี้ช่วยเป็นแนวทางในการส่งเสริมคุณภาพ ชีวิตของผู้ป่วย และพัฒนาการดูแลผู้ป่วยให้มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตดีขึ้น.


จุฬาลงกรณ์เวชสารก้าวสู่ปีที่ 62, สิทธิศักดิ์ หรรษาเวก Jan 2018

จุฬาลงกรณ์เวชสารก้าวสู่ปีที่ 62, สิทธิศักดิ์ หรรษาเวก

Chulalongkorn Medical Journal

จุฬาลงกรณ์เวชสาร มกราคม – กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ฉบับนี้ก้าวขึ้นสู่ปีที่ 62 ของการจัดพิมพ์เผยแพร่วารสาร โดยในฉบับนี้ได้เพิ่มหัวข้อขึ้นใหม่ภายใต้ชื่อ “จุฬาลงกรณ์เวชประวัติ” (History Medicine) ซึ่งเป็นการรำลึกถึงพระคุณของบุพพาจารย์หรือบูราพาจารย์อาจารย์ท่านก่อนในยุคบุกเบิกก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้มีคุณูปการต่อเหล่าบรรดาลูกศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่า โดยในฉบับนี้ได้รับเกียรติจากศาสตราภิชาน นายแพทย์นภดล นพคุณ เขียนรำลึกศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์สุนิตย์ เจิมศิริวัฒน์ซึ่งเป็นปรมาจารย์ผู้บุกเบิกทางการแพทย์ด้านผิวหนัง และร่วมก่อตั้งชมรมแพทย์ผิวหนังเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมพ.ศ. 2499 และต่อมาเป็นสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เอกลักษณ์สำคัญของท่านคือ การแต่งกายสะอาด สุภาพ ผูกหูกระต่ายอย่างสง่างาม ใจดี มีอัธยาศัยเป็นกันเองกับลูกศิษย์ และมีอารมณ์ขัน ผู้เขียนได้มีโอกาสเรียนรู้โรคผิวหนังที่ตึกผู้ป่วยนอกกับท่านเมื่อครั้งเป็นนิสิตแพทย์ และเคยได้เดินจูงมือท่านกลับมายังห้องทำงานของท่านที่ตึกกายวิภาคศาสตร์หลังเก่า ท่านเป็นผู้ตั้งชื่อโรคผิวหนังเป็นภาษาไทย เช่น โรคขี้กลากหนุมาน (Tinea imbricata) และโรคสะเก็ดเงิน (psoriasis) เป็นต้น ท่านอาจารย์เคยเขียนบทความร่วมกับรองศาสตราจารย์นายแพทย์วินัย พากเพียร เรื่องการบำรุงและรักษาผิวหนัง รวมทั้งได้เขียนบทความเรื่องศิลปและจรรยาแพทย์ ร่วมกับศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์ภิรมย์ กมลรัตนกุล ซึ่งได้นำมาลงตีพิมพ์เผยแพร่อีกครั้งในวารสารฉบับนี้.


ระลึกถึงศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์สุนิตย์ เจิมศิริวัฒน์, นภดล นพคุณ Jan 2018

ระลึกถึงศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์สุนิตย์ เจิมศิริวัฒน์, นภดล นพคุณ

Chulalongkorn Medical Journal

เมื่อ 60 ปีก่อนนิสิตแพทย์และคนไข้ต่างคุ้นเคยกับการเห็นคุณหมอค่อนข้างท้วม ผูกหูกระต่าย อารมณ์ดี สอนหนังสือหรือตรวจคนไข้ อยู่ที่ห้องตรวจเล็ก ๆ ที่ชั้นล่าง ตึกจักรพงษ์ คุณหมอท่านนั้นคือ ศาสตราจารย์กิตติคุณนายแพทย์ สุนิตย์ เจิมศิริวัฒน์ ปรมาจารย์ทางโรคผิวหนังของประเทศไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านอาจารย์จบมัธยม 8 จากโรงเรียนอัสสัมชัญ และสำเร็จการศึกษา จากคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล (ศิริราชรุ่น 53) ท่านอาจารย์ได้ไปศึกษาต่อสาขาโรคเขตร้อน ที่เมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย หลังจากนั้นได้รับทุนฟูลไบรท์ ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย Pensylvania ประเทศสหรัฐอเมริกา และไปเรียนโรคผิวหนังที่ Case Western Reserve University, เมือง Cleveland, มลรัฐ Ohio ประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากเรียนจบท่านอาจารย์กลับมาทำงานเป็นแพทย์โท ที่โรงพยาบาลบางรัก และเป็นบุญวาสนาของเราที่ท่านอาจารย์ได้รับการแต่งตั้งให้มาทำงานที่ภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ท่านได้รับปริญญาแพทยศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปีการศึกษา 2532.


Isolated Histoplasmosis Of The Tongue: A Case Report, Prattana Sittiwattanawong, Marisa Pongprutthipan Jan 2018

Isolated Histoplasmosis Of The Tongue: A Case Report, Prattana Sittiwattanawong, Marisa Pongprutthipan

Chulalongkorn Medical Journal

Histoplasmosis is an endemic, systemic mycosis caused by Histoplasma capsulatum. Clinical manifestations are various depending on immunity status. We reported a case of isolated histoplasmosis of the tongue. A 48-year-old Thai woman, steroid-dependence systemic lupus erythematosus, presented with rapid-growing, painful mass on the right lateral aspect of the tongue without systemic symptoms. Histologic examination confirmed the diagnosis of histoplasmosis and tissue culture identified Histoplasma capsulatum. The patient received oral itraconazole for 6 months until the lesion was completely healed. The oral lesions of histoplasmosis could be a part of localized form or disseminated form. We should investigate for possible dissemination …


ศิลปและจรรยาแพทย์, สุนิตย์ เจิมศิริวัฒน์, ภิรมย์ กมลรัตนกุล Jan 2018

ศิลปและจรรยาแพทย์, สุนิตย์ เจิมศิริวัฒน์, ภิรมย์ กมลรัตนกุล

Chulalongkorn Medical Journal

สำหรับเรื่อง “ศิลปและจรรยาแพทย์” นี้ มีหนังสือที่ท่านสามารถจะค้นคว้าได้ 3 เล่มด้วยกัน คือ1. จรรยาแพทย์ ของเจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี พิมพ์เมื่อ 11 ก.ค. ร.ศ. 127 (ตรงกับ พ.ศ. 2451)2. ศิลปและจรรยาแพทย์ โดย ศจ.น.พ. สงกรานต์ นิยมเสน พิมพ์ในปี พ.ศ. 25063. แพทยสภาสาร (บางฉบับ)ในสมัยโบราณ ผู้ที่มีอาชีพแพทย์ได้รับการยกย่องนับถือรองมาจากพระและนักบวช การศึกษาแพทย์ได้สืบเนื่องกันมาจากอาจารย์ไปยังศิษย์ ทั้งด้านความรู้และจริยศึกษาในระยะหลัง บังเอิญมีแพทย์บางนายประพฤติตัวไม่สมควรแก่อาชีพ จึงมีกฎเกณฑ์ต่าง ๆ และมีจรรยาแพทย์เกิดขึ้นความจริงจรรยาแพทย์ได้มีมานานแล้ว เริ่มตั้งแต่สมัยบาบิโลเนียนในคัมภีร์พรหมศาสตร์ ต่อมาในสมัยโรมัน เรียกว่า Hippocratic oath ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ในการที่จะให้คนที่จะเป็นแพทย์ปฏิญาณกับครูต่อมาในการประชุมสมาคมแพทย์ของโลก (World Medical Association) ในปี พ.ศ. 2492 ซึ่งเรียกว่า Declaration of Geneva ได้เกิดปฏิญญาสากล ว่าด้วยจรรยาแพทย์ (International Code of Ethics) ขึ้น.


Procalcitonin And Interleukin-6 In Pediatric Patients Admitted With Suspected Sepsis At Tertiary Care Hospital, Panipak Temboonnark, Kittipol Klaiklueng, Wissaroot Karoonboonyanan, Panjachat Ratanamongkol Jan 2018

Procalcitonin And Interleukin-6 In Pediatric Patients Admitted With Suspected Sepsis At Tertiary Care Hospital, Panipak Temboonnark, Kittipol Klaiklueng, Wissaroot Karoonboonyanan, Panjachat Ratanamongkol

Chulalongkorn Medical Journal

Background : Bacterial sepsis remains one of the leading causes of mortality andmorbidity among children. Early identification of individuals at risk ofdeveloping life-threatening sepsis could enable early treatment and improveoutcomes. Procalcitonin (PCT), the peptide hormone precursor of calcitonin,and Interleukin-6 (IL-6), the pro-inflammatory cytokine, are both substancesthat present in higher concentrations after inflammation. The potential valueof measuring PCT and IL-6 levels are recognized as biological markers inpediatric patients with systemic inflammatory response syndrome (SIRS)in both early diagnosis of sepsis and to differentiate sepsis from the otherSIRS non-septic conditions, has higher accuracy than the routine laboratorytests pragmatically such as total leukocytes count …


Association Between Clinical Parameters And Risk Of Sepsis, Nahatai Jongprasitkul, Watchara Petchratchatanon, Chatchasa Charanyananda Jan 2018

Association Between Clinical Parameters And Risk Of Sepsis, Nahatai Jongprasitkul, Watchara Petchratchatanon, Chatchasa Charanyananda

Chulalongkorn Medical Journal

Background : Sepsis is a severe life-threatening condition and has a great diversity insymptoms that causes a rapid response of inflammation; as a result, itmight damage the internal organs throughout the body. Nowadays, thereis insufficient medical instrument and reliable treatment strategies thatprovide a promising diagnosis which can indicate the right sepsiscondition. The aim of this research is to improve the clinical judgment,which might lead to earlier aggressive therapeutic interventions.Objectives : To study the association and risk factors between emergency departmentpatients with sepsis.Methods : In all, 400 retrospective medical data records among emergencydepartment patients were retrieved from a variety of sources …


Amyloidosis Presenting With Edema And Heavy Proteinuria: A Case Report, Likhasit Sangluthong, Somchai Insiripong, Wanwisa Junmuenwai Jan 2018

Amyloidosis Presenting With Edema And Heavy Proteinuria: A Case Report, Likhasit Sangluthong, Somchai Insiripong, Wanwisa Junmuenwai

Chulalongkorn Medical Journal

Amyloidosis is the disease caused by extra-cellular accumulation of amyloid substancewithin various organs leading to progressive dysfunction of the organs. The organs that aremore commonly involved include the kidney and the heart. This report is aimed topresent acase of systemic amyloidosis in a 69-year-old Thai woman who presented with edema andheavy proteinuria. She was referred to our hospital because of anasarca, suspected ofamyloidosis. Her underlying diseases included diabetes mellitus, hypertension, hypothyroidismand chronic kidney disease stage 4 which were regularly and well controlled with medications.Thephysical examination confirmed the anasarca. Her vital signs were unremarkable. The bloodtests revealed Hb10.2 g%, creatinine 1.98 …


การคัดกรองการสูญเสียการได้ยินในเด็ก, เชิญขวัญ ฐิติรุ่งเรือง, ภาณินี จารุศรีพันธุ์, เสาวรส ภทรภักดิ์ Jan 2018

การคัดกรองการสูญเสียการได้ยินในเด็ก, เชิญขวัญ ฐิติรุ่งเรือง, ภาณินี จารุศรีพันธุ์, เสาวรส ภทรภักดิ์

Chulalongkorn Medical Journal

การสูญเสียการได้ยินในเด็กเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของระบบสาธารณสุข ซึ่งถ้าได้รับการตรวจพบและให้การดูแลอย่างทันท่วงทีจะส่งผลดีต่อพัฒนาการด้านภาษาและพัฒนาการอื่น ๆของเด็ก เป้าหมายในการตรวจคัดกรองการได้ยินในเด็กทารกควรจะได้รับการคัดกรองการได้ยินก่อนอายุ 1 เดือน ทารกที่ตรวจคัดกรองเบื้องต้นไม่ผ่านควรได้รับการยืนยันว่าสูญเสียการได้ยินภายในอายุ3 เดือน และควรได้รับการฟื้นฟูการได้ยินภายในอายุ 6 เดือน ปัจจุบันเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจคัดกรองการได้ยินในเด็กมี 2 ชนิด คือ automated evoked otoacoustic emission และ automatedauditory brainstem response ส่วนการตรวจเพื่อยืนยันการสูญเสียการได้ยินนั้นประกอบด้วยการตรวจหลายชนิดร่วมกันทั้ง diagnostic evoked otoacoustic emission, diagnostic auditory brainstemresponse และ Tympanometry นอกจากนี้เด็กควรได้รับการตรวจหาสาเหตุการสูญเสียการได้ยินซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น ความผิดปกติทางพันธุกรรม การติดเชื้อขณะอยู่ในครรภ์และแรกคลอด การได้รับยาบางชนิดที่ส่งผลต่อหู ฯลฯ เด็กที่ผ่านการประเมินการได้ยินยังต้องได้รับการติดตามประเมินพัฒนาการทางด้านภาษาที่อายุ 9, 18, 24 - 30 เดือน หรือเมื่อผู้ปกครองสงสัยว่ามีปัญหาการได้ยิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยินควรได้รับการตรวจประเมินการได้ยินอีกครั้งที่อายุประมาณ 24 - 30 เดือน เนื่องการสูญเสียการได้ยินอาจเกิดในภายหลังได้ เด็กที่บกพร่องทางการได้ยินควรได้รับการฟื้นฟูการได้ยินและกระตุ้นพัฒนาการ ซึ่งปัจจุบันมีอุปกรณ์ช่วยฟังหลายชนิดด้วยกัน ได้แก่ เครื่องช่วยฟัง เครื่องช่วยฟังชนิดฝังในกระดูก และประสาทหูเทียมอย่างไรก็ตามเนื่องจากประเทศไทยมีข้อจำกัดทั้งด้านบุคลากรทางการแพทย์ นักตรวจการได้ยินเครื่องมือที่ใช้ตรวจคัดกรองและประเมินการได้ยิน การเข้าถึงอุปกรณ์ช่วยฟังซึ่งส่วนใหญ่มีราคาสูงจึงจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการคัดกรองให้เหมาะสมกับแต่ละสถาบัน.


ความชุกของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, สุนิดา วานเดอลาร์, ณัฏฐิยา หิรัญกาญจน์ Jan 2018

ความชุกของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, สุนิดา วานเดอลาร์, ณัฏฐิยา หิรัญกาญจน์

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี (HCV) เป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งตับในไทย ความชุกของจีโนไทป์ของ HCV แตกต่างกันไปตามที่ตั้งทางภูมิศาสตร์แต่พบมีการศึกษาความชุกของ HCV ในกรุงเทพมหานครน้อยวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาอัตราการติดเชื้อ การกระจายตัวจีโนไทป์ของไวรัสตับอักเสบซี ในผู้ป่วยที่มารับบริการที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์วิธีการทำวิจัย : ศึกษาย้อนหลังจากฐานข้อมูลระบบสารสนเทศจากฝ่ายจุลชีววิทยาโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ พ.ศ. 2555 - 2558 จากผู้ป่วยทั้งหมด33,911 ราย มีผู้ป่วยที่มีผลบวกต่อแอนติบอดีต่อไวรัสตับอักเสบซี1,262 ราย (ร้อยละ 3.7) ในผู้ป่วยที่มีผลบวกต่อแอนติบอดีต่อไวรัสตับอักเสบซี มีการตรวจพบ HCV อาร์เอ็นเอ และจำแนกจีโนไทป์จำนวน544 ตัวอย่าง โดยเป็นตัวอย่างจากผู้ป่วยชาย 353 ราย ผู้ป่วยหญิง191 ราย มีอายุเฉลี่ย 52.6 ปี โดยการตรวจ HCV อาร์เอ็นเอ ใช้หลักการ real-time reverse transcription-polymerase chain reaction(RT-PCR) โดยวิธี COBAS TaqMan HCV ส่วนการจำแนกจีโนไทป์ใช้วิธี Linear Array HCV Genotypingผลการศึกษา : ตัวอย่างที่มีผลบวกต่อแอนติบอดีต่อไวรัสตับอักเสบซี 1,262 ราย(อายุเฉลี่ย 51.9 ปี เพศชาย 773 ราย และเพศหญิง 489 ราย) ได้ส่งตรวจจีโนไทป์ 672 ราย มีการตรวจพบ HCV อาร์เอ็นเอด้วยวิธี RT-PCRและจำแนกจีโนไทป์จำนวน 544 ราย ซึ่งพบจีโนไทป์ 1 ร้อยละ 48.5จีโนไทป์ 2 ร้อยละ 1.1, จีโนไทป์ 3 ร้อยละ 45.4 จีโนไทป์ 6 ร้อยละ 1.5และจีโนไทป์ผสมร้อยละ 3.5 ตามลำดับสรุป : อัตราการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีในผู้ป่วยที่มารับบริการที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เฉลี่ยร้อยละ 3.7 …


ระดับ Line-1 Methylation ต่ำลงในผู้ป่วยโรคเนื้องอกเนื้อเยื่ออ่อน, ธมลวรรณ วรฤทัย, กฤษณ์ เจริญลาภ, ชินดนัย หงสประภาส, อภิวัฒน์ มุทิรางกูร, สิทธิศักดิ์ หรรษาเวก Jan 2018

ระดับ Line-1 Methylation ต่ำลงในผู้ป่วยโรคเนื้องอกเนื้อเยื่ออ่อน, ธมลวรรณ วรฤทัย, กฤษณ์ เจริญลาภ, ชินดนัย หงสประภาส, อภิวัฒน์ มุทิรางกูร, สิทธิศักดิ์ หรรษาเวก

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการวิจัย : LINE-1 เป็น non-long terminal retrotransposon ที่อยู่ในจีโนมมนุษย์ประมาณร้อยละ 17 โดยกระบวนการ LINE-1 methylation ที่ผิดปกติเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด mitotic recombination และความไม่เสถียรของจีโนมส่งผลต่อการเกิดโรคเนื้องอกเนื้อเยื่ออ่อน อย่างไรก็ตามการศึกษากระบวนการ LINE-1 methylation ในโรคเนื้องอกเนื้อเยื่ออ่อนยังมีจำนวนน้อยมากวัตถุประสงค์ : เพื่อตรวจสอบระดับ LINE-1 methylation ในเนื้องอกเปรียบเทียบกับในเนื้อเยื่อปกติข้างเคียงของผู้ป่วยโรคเนื้องอกเนื้อเยื่ออ่อน ตลอดจนวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของระดับ LINE-1 methylation ระหว่างเนื้องอกและเซลล์เม็ดเลือดขาววิธีการศึกษา : ทำการตรวจวัดระดับ LINE-1 methylation ในเนื้องอก เนื้อเยื่อปกติข้างเคียงและเซลล์เม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยโรคเนื้องอกเนื้อเยื่ออ่อนจำนวน 35 ราย รวมถึงกลุ่มควบคุมที่มีสุขภาพดีจำนวน 107 รายด้วยเทคนิค quantitative combined bisulfite restriction analysisผลการศึกษา : ระดับ LINE-1 methylation ในเนื้องอกมีระดับต่ำกว่าในเนื้อเยื่อปกติข้างเคียง อย่างมีนัยสำคัญ (P = 0.036) แต่ระดับ LINE-1 methylationไม่แตกต่างกันทั้งในเนื้องอกชนิดไม่รุนแรงและรุนแรงเมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อเยื่อปกติข้างเคียง นอกจากนี้ระดับ LINE-1 methylation ในเนื้องอกเนื้อเยื่ออ่อนแต่ละชนิดไม่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามพบความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่าง LINE-1 methylation ในเนื้องอกและในเซลล์เม็ดเลือดขาว(r = 0.812, P < 0.001)สรุป : ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า ระดับ LINE-1 methylation ต่ำลงในเนื้องอกเนื้อเยื่ออ่อน ดังนั้นกระบวนการ LINE-1 methylation ต่ำลงอาจมีบทบาทสำคัญต่อพยาธิกำเนิดของโรคเนื้องอกเนื้อเยื่ออ่อน.


ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุในตำบลบางนางลี่ จังหวัดสมุทรสงคราม, สุรางค์ เชื้อวณิชชากร, พูนสุข ช่วยทอง, เปรมวดี คฤหเดช Jan 2018

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุในตำบลบางนางลี่ จังหวัดสมุทรสงคราม, สุรางค์ เชื้อวณิชชากร, พูนสุข ช่วยทอง, เปรมวดี คฤหเดช

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : ผู้สูงอายุที่มีความรู้สึกมีคุณค่าต่อตนเองจะมีพลังเชิงบวกในการพัฒนาตนเอง สามารถดูแลตนเองได้ และลดการเป็นภาระในสังคม ผู้วิจัยจึงมีความสนใจศึกษาเรื่องความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของผู้สูงอายุในเขตชนบท ซึ่งมีรูปแบบการดำเนินชีวิตอีกลักษณะหนึ่ง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองที่สอดคล้องกับบริบทของสังคมผู้สูงอายุในเขตชนบทวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาระดับความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ และเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุวิธีการทำวิจัย : ผู้สูงอายุ อายุเท่ากับหรือมากกว่า 60 ปีขึ้นไปจำนวน 340 ราย ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (simple random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามปัจจัยส่วนบุคคล และแบบประเมินความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของ Coopersmith มีค่าความเชื่อมั่นดังนี้ ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง 0.90 การใช้หลักธรรมะในการดำเนินชีวิต 0.85 สัมพันธภาพกับบุคคลในครอบครัว 0.84สัมพันธภาพกับบุคคลในสังคม 0.76 และสิ่งแวดล้อมในสังคม 0.78ผลการศึกษา : กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิงร้อยละ 59.1 กลุ่มอายุ 60 – 69 ปี มากที่สุดร้อยละ 56.2 มีความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองระดับปานกลางมากที่สุดร้อยละ 62.9 รองลงมาต่ำและสูงร้อยละ 21.8 และ 15.3 ตามลำดับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองอย่างมีนัยสำคัญ (P < 0.05) ภาวะสุขภาพ ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันโรคประจำตัว การรับรู้ภาวะสุขภาพกายเมื่อเทียบกับคนวัยเดียวกัน การใช้เวลาว่างในการทำกิจกรรม งานอดิเรก กีฬา และการพบปะติดต่อกับบุตร บทบาทในครอบครัว ได้แก่ ช่วยทำงานประกอบอาชีพ เป็นที่ปรึกษาครอบครัว เลี้ยงดูบุตรหลาน ช่วยเหลืองานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ สัมพันธภาพกับบุคคลในครอบครัว (r = 0.56)สัมพันธภาพกับบุคคลในสังคม (r = 0.59) และสิ่งแวดล้อมในสังคม(r = 0.55) มีความสัมพันธ์ทางบวกปัจจัยที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางสถิติกับความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง (P >0.05) ได้แก่ อายุ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน การใช้หลักธรรมะในการดำเนินชีวิตสรุป : หน่วยงานที่มีบทบาทหน้าที่ในการดูแลผู้สูงอายุ ควรดูแลผู้สูงอายุในเรื่องภาวะสุขภาพความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันโรคประจำตัว การรับรู้ภาวะสุขภาพเมื่อเทียกับคนวัยเดียวกัน การใช้เวลาว่างในการทำกิจกรรม การพบปะติดต่อกับบุตร การมีบทบาทในครอบครัว เรื่อง ช่วยทำงานประกอบอาชีพ เป็นที่ปรึกษา เลี้ยงดูบุตรหลาน ช่วยเหลืองานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ มีสัมพันธภาพกับบุคคลในครอบครัว มีสัมพันธภาพกับบุคคลในสังคม และสิ่งแวดล้อมในสังคม.


Morphometric Study Of Fixed Nasal Anatomical Structures Related To Endoscopic Surgery Of Sinuses And Anterior Base Of Skull In Hemisagittal Cadaveric Heads, Tipyada Papassornsiri, Vilai Chentanez Nov 2017

Morphometric Study Of Fixed Nasal Anatomical Structures Related To Endoscopic Surgery Of Sinuses And Anterior Base Of Skull In Hemisagittal Cadaveric Heads, Tipyada Papassornsiri, Vilai Chentanez

Chulalongkorn Medical Journal

Background : Endoscopic sinus and anterior skull base surgery requires anatomicallandmarks to identify the location of each paranasal sinus. Even thoughmany anatomical reference points are applied, they can be distorted bytumors, inflammatory processes and previous surgeries. An earlier studyof the paranasal sinus in computed tomography found that the maxillaryroof (orbital floor) represented a reliable fixed anatomical landmark duringthe endoscopic dissection for the entry of the sphenoid sinus that avoidsthe skull base. However, the study in cadavers has never been performedand no comparative study between genders has been done.Objective : To determine the distance from nasal floor to cribriform plate, ethmoidroof, …


รำลึกพระคุณรองศาสตราจารย์ นายแพทย์วินัย พากเพียร: 80 ปีชาตกาล, สิทธิศักดิ์ หรรษาเวก, พงศ์ศักดิ์ ยุกตะนันทน์ Nov 2017

รำลึกพระคุณรองศาสตราจารย์ นายแพทย์วินัย พากเพียร: 80 ปีชาตกาล, สิทธิศักดิ์ หรรษาเวก, พงศ์ศักดิ์ ยุกตะนันทน์

Chulalongkorn Medical Journal

ท่านอาจารย์หมอวินัย พากเพียร มีคุณสมบัติเพียบพร้อมที่พวกเราควรเคารพท่านในฐานะเป็น ครู หมอ นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย นักการศึกษา นักสังคมสงเคราะห์ ท่านได้ทำประโยชน์เป็นคุณูปการต่อ คณะแพทยศาสตร์ ต่อโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ต่อจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อสมาคมวิชาชีพต่างๆ และต่อสังคมโดยส่วนรวมมากมาย ชีวิตของท่านคือการทำงานตลอดเวลา อย่างไรก็ตามท่านมีความมุ่งมั่นในการทำงานต่าง ๆ เพื่อให้เกิดผลดีต่อสังคมโดยส่วนรวมและต่อประเทศชาติ อันควรที่แพทย์อนุชนรุ่นหลังควรยึดถือเป็นแบบอย่างตลอดไป.


Effectiveness Of Passive Stretching Of The Achilles Tendon With The Continuous Passive Stretching (Cps) Instrument In Patients With Plantar Heel Pain, Phoomchai Engkananuwat, Rotsalai Kanlayanaphotporn, Nithima Purepong Nov 2017

Effectiveness Of Passive Stretching Of The Achilles Tendon With The Continuous Passive Stretching (Cps) Instrument In Patients With Plantar Heel Pain, Phoomchai Engkananuwat, Rotsalai Kanlayanaphotporn, Nithima Purepong

Chulalongkorn Medical Journal

Background : Previous studies have shown that stretching of the Achilles tendon iseffective for treating patients with plantar heel pain.Objective : To evaluate the effectiveness of the continuous passive stretching (CPS)instrument in patients with plantar heel pain.Methods : Fifteen subjects aged 40 - 60 years with a history of plantar heel painlonger than 1 month were recruited. They were instructed to use CPSinstrument for 5 days per week for 4 consecutive weeks. Six variableswhich included plantar heel pain at first step in the morning, average painover the past 24 hours, pressure pain threshold, foot and ankle disability,passive ankle range of …


การผ่าตัดเสริมสร้างเต้านมหลังการตัดเต้านม, พูนพิศมัย สุวะโจ, สหทัศ เหตานุรักษ์ Nov 2017

การผ่าตัดเสริมสร้างเต้านมหลังการตัดเต้านม, พูนพิศมัย สุวะโจ, สหทัศ เหตานุรักษ์

Chulalongkorn Medical Journal

ในประเทศไทยพบว่ามะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่มีอุบัติการณ์สูงเป็นอันดับ 1 และการผ่าตัดถือได้ว่าเป็นหนึ่งในการรักษาหลักของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม โดยวิธีการผ่าตัดเต้านมสองวิธีที่เป็นที่ยอมรับในปัจจุบัน คือ การผ่าตัดแบบสงวนเต้านม (breast-conservative therapy) และ totalmastectomy อย่างไรก็ตามในช่วงประมาณ 10 ปี ที่ผ่านมา การรักษาเต้านมโดยวิธี total mastectomyกลับมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการรักษามะเร็งเต้านมในปัจจุบันนั้นนอกจากในด้านการควบคุมโรคมะเร็งแล้ว การแก้ไขภาวะความพิการจากการผ่าตัดรักษาโรคมะเร็งเต้านม ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จำเป็นต้องคำนึงถึงในการรักษาผู้ป่วย และยังเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนบุคคลปกติทั่วไป การผ่าตัดเสริมสร้างเต้านม (breast reconstruction)หลังจากที่ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดมะเร็งเต้านมจึงมีบทบาทสำคัญและเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องให้ข้อมูลกับผู้ป่วยเสมอ ในการตัดสินใจพิจารณาว่าจะแนะนำ breast reconstruction สำหรับผู้ป่วยจะต้องดูถึงปัจจัยหลายประการ ประกอบด้วย ระยะของมะเร็งเต้านม การให้ adjuvant therapy ระยะเวลาการทำผ่าตัดเสริมสร้างเต้านมหลังการตัดเต้านมเป็นผ่าตัดทันทีหรือผ่าตัดภายหลัง การยอมรับของผู้ป่วยสำหรับการใช้ prosthesis ความพร้อมของผู้ป่วยและความชำนาญของศัลยแพทย์ในการทำผ่าตัด การให้ข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้านเพื่อให้ผู้ป่วยได้ตัดสินใจเลือก และมีส่วนร่วมในแผนการรักษาอันจะนำมาซึ่งผลการรักษา ความร่วมมือในการรักษาและประโยชน์สูงสุดแก่ตัวผู้ป่วยนั่นเอง.


การทดสอบด้วยการเดิน 6 นาทีและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหัวใจหลังการเข้ารับบริการคลินิกฟื้นฟูหัวใจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, พรเทพ รอดโพธิ์ทอง, สริสสา แรงกล้า, จิราภรณ์ ปาสานำ Nov 2017

การทดสอบด้วยการเดิน 6 นาทีและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหัวใจหลังการเข้ารับบริการคลินิกฟื้นฟูหัวใจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, พรเทพ รอดโพธิ์ทอง, สริสสา แรงกล้า, จิราภรณ์ ปาสานำ

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : ปัจจุบันจำนวนผู้ป่วยโรคหัวใจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจจะมีปัญหาในการออกกำลังกายและทำกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตลดลง การออกกำลังกายฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจเป็นวิธีการช่วยให้ผู้ป่วยโรคหัวใจมีสมรรถภาพร่างกาย และระดับคุณภาพชีวิตดีขึ้น ผู้ป่วยโรคหัวใจควรได้รับการส่งเสริม ให้เข้าถึงบริการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจมากขึ้นวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาระดับความสามารถในการทำกิจกรรมออกกำลังกายและระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหัวใจ ภายหลังจากการเข้ารับบริการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ ณ.คลินิกฟื้นฟูหัวใจและปอด โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์วิธีการทำวิจัย : เป็นการศึกษาข้อมูลผู้ป่วยนอกจำนวน 22 รายที่เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจที่โรงพยาบาลอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ในด้านระดับความสามารถในการทำกิจกรรมออกกำลังกายด้วยการทดสอบการเดิน 6 นาที (6 minute walk test) และระดับคะแนนคุณภาพชีวิต (SF-36 Thai version) ระยะเวลาในการศึกษาระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555 – 31 ธันวาคม พ.ศ. 2556ผลการศึกษา : ผู้ป่วยโรคหัวใจที่เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจเป็นชาย 15 ราย(ร้อยละ 68.2) หญิง 7 ราย (ร้อยละ 31.8) มีอายุเฉลี่ย 65.36 ± 11.10 ปีส่วนใหญ่ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary artery disease)14 ราย (ร้อยละ 63.6) มีค่าสัมประสิทธิ์การบีบตัวของหัวใจ (leftventricular ejection fraction) เฉลี่ย 38.4 ± 17.96% ผลการศึกษาการทดสอบด้วยการเดิน 6 นาทีและคะแนนคุณภาพชีวิตจากแบบสอบถาม SF-36 พบว่าก่อนเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจกลุ่มตัวอย่างสามารถเดินได้ระยะทางโดยเฉลี่ย 273.9 ± 137.42 ม. และหลังการเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจสามารถเดินได้ระยะทางโดยเฉลี่ย 346.32 ± 153.65 ม. โดยมีระยะทางเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย72.38 ม. (P <0.001) ส่วนด้านคุณภาพชีวิตในภาพรวมหลังการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ พบว่ามีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P <0.05) เมื่อเทียบกับก่อนเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจสรุป : กายฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจด้วยโปรแกรมการออกกำลังกายในระดับความหนักปานกลางสามารถเพิ่มระดับความสามารถในการทำกิจกรรมออกกำลังกาย และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหัวใจ และควรส่งเสริมให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงบริการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจที่โรงพยาบาลเพิ่มขึ้น ในกรณีที่ไม่สามารถมารับบริการที่โรงพยาบาล ผู้ป่วยควรได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจที่เหมาะสมไปปฏิบัติที่บ้านทุกราย.


ผลของการออกกำลังกายด้วยรำมวยโบราณประยุกต์ต่อสมรรถภาพทางกายในผู้สูงอายุชาวไทย:การศึกษานำร่อง, ทิติภา ศรีสมัย, เสาวนีย์ นาคมะเริง, พลลพัฏฐ์ ยงฤทธิปกรณ์, วัณทนา ศิริธราธิวัตร, ภารดี เอื้อวิชญาแพทย์, กิตติศักดิ์ สวรรยาวิสุทธิ์, ทวีศักดิ์ จรรยาเจริญ Nov 2017

ผลของการออกกำลังกายด้วยรำมวยโบราณประยุกต์ต่อสมรรถภาพทางกายในผู้สูงอายุชาวไทย:การศึกษานำร่อง, ทิติภา ศรีสมัย, เสาวนีย์ นาคมะเริง, พลลพัฏฐ์ ยงฤทธิปกรณ์, วัณทนา ศิริธราธิวัตร, ภารดี เอื้อวิชญาแพทย์, กิตติศักดิ์ สวรรยาวิสุทธิ์, ทวีศักดิ์ จรรยาเจริญ

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุจะมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรังเพิ่มขึ้นการออกกำลังกายถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถเพิ่มสมรรถภาพทางกายในผู้สูงอายุได้ ในปัจจุบันมีการศึกษารูปแบบการออกกำลังกายที่เป็นประเพณีดั้งเดิม ตามวิถีการดำเนินชีวิตของชุมชน และพบว่าสามารถเพิ่มสมรรถภาพทางกายในผู้สูงอายุได้ การรำมวยโบราณประยุกต์เป็นศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านอีกแขนงหนึ่งที่มีท่าทางการเคลื่อนไหวของร่างกาย แขนและขาที่ผสานสัมพันธ์กันคล้ายรูปแบบการออกกำลังกาย ดังนั้นคณะผู้วิจัยจึงต้องการศึกษานำร่องผลของการออกกำลังกายด้วยการรำมวยโบราณประยุกต์ในผู้สูงอายุ เพื่อนำมาเป็นโปรแกรมส่งเสริมการออกกำลังกายของผู้สูงอายุในชุมชนวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาผลของการรำมวยโบราณประยุกต์ต่อสมรรถภาพทางกายในผู้สูงอายุชาวไทยวิธีการทำวิจัย : การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง อาสาสมัครเป็นผู้สูงอายุทำการทดสอบสมรรถภาพในการออกกำลังกายด้วยการเดิน 6 นาที(six-minute walk test: 6MWT) ทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาด้วยการทดสอบลุกนั่ง 5 ครั้ง (five times sit to stand test: FTSS)ทดสอบการทรงตัวด้วยแบบทดสอบการเดินไป - กลับในระยะ 3 เมตร(timed up and go test: TUGT) และตอบแบบสอบถามคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกฉบับภาษาไทยโดยย่อ (WHOQOL-BREF THAI)โดยทำการทดสอบก่อนและหลังสิ้นสุดโปรแกรม 8 สัปดาห์ และกลุ่มทดลองได้รับการออกกำลังกายแบบรำมวยโบราณประยุกต์ 40นาทีต่อครั้ง 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ผลการศึกษา : ผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายก่อนและหลัง 8 สัปดาห์ พบว่าในกลุ่มทดลอง หลังจากออกกำลังกายแบบรำมวยโบราณประยุกต์สมรรถภาพใน การออกกำลังกาย ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาการทรงตัว และคะแนนคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนกลุ่มควบคุม เมื่อเปรียบเทียบสมรรถภาพทางกายก่อนและหลัง 8 สัปดาห์พบว่าสมรรถภาพในการออกกำลังกายและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาไม่มีความแตกต่างกัน การทรงตัว มีค่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและคะแนนคุณภาพชีวิตมีค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่าสมรรถภาพในการออกกำลังกาย ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา การทรงตัวและคะแนนคุณภาพชีวิตของทั้งสองกลุ่มมีค่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญสรุป : การออกกำลังกายด้วยรำมวยโบราณประยุกต์ช่วยพัฒนาสมรรถภาพทางกายในผู้สูงอายุได้.


ผลของการลุกขึ้นยืนและจินตนาการลุกขึ้นยืนต่อลักษณะคลื่นไฟฟ้าสมองของผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี, สมภิยา สมถวิล, กนกวรรณ ศรีสุภรกรกุล, ศิวฤทธิ์ รัศมีจันทร์, อรอุมา บุณยารมย์ Nov 2017

ผลของการลุกขึ้นยืนและจินตนาการลุกขึ้นยืนต่อลักษณะคลื่นไฟฟ้าสมองของผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี, สมภิยา สมถวิล, กนกวรรณ ศรีสุภรกรกุล, ศิวฤทธิ์ รัศมีจันทร์, อรอุมา บุณยารมย์

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : การลุกขึ้นยืนเป็นการเคลื่อนไหวพื้นฐานที่จำเป็นในชีวิตประจำวันในผู้สูงอายุที่มีความแข็งแรงและการทรงตัวลดลง เป็นปัจจัยสำคัญในการลุกขึ้นยืนจากท่านั่งได้อย่างง่ายและปลอดภัย การกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทสั่งการมายังอวัยวะเป้าหมายให้ทำงานดีขึ้นเป็นสิ่งจำเป็น การจินตนาการเคลื่อนไหว เป็นกระบวนการที่สามารถเพิ่มการกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทสั่งการ เนื่องจากการจินตนาการเคลื่อนไหว (motor imagery; MI) มีกระบวนการทำงานคล้ายกับการเคลื่อนไหวทางร่างกายที่เกิดขึ้น แต่มีความแตกต่างกันที่การจินตนาการจะไม่เห็นการเคลื่อนไหวทางกายเกิดขึ้น การประเมินการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ในขณะจินตนาการเคลื่อนไหวสามารถประเมินได้หลายวิธี อาทิการวัดคลื่นไฟฟ้าสมอง (electroencephalography;EEG) ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่รุกล้ำเข้าไปในร่างกาย การศึกษานี้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาโปรแกรมสำหรับการเพิ่มสมรรถภาพในการลุกขึ้นยืนในผู้สูงอายุและในผู้ที่มีความบกพร่องทางการเคลื่อนไหวได้วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาจินตนาการลุกขึ้นยืนกับการลุกขึ้นยืนจริง โดยวัดจากชนิดของคลื่นไฟฟ้าสมอง ในผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดีวิธีทำการวิจัย : อาสาสมัครจำนวน 19 ราย อายุระหว่าง 60 - 69 ปี วัดคลื่นไฟฟ้าสมองก่อนทำการลุกขึ้นยืน ในขณะทำการลุกขึ้นยืน และในขณะทำการจินตนาการลุกขึ้นยืนผลการศึกษา : พบลักษณะคลื่นไฟฟ้าบริเวณสมองส่วน frontal lobe, temporal lobe,parietal lobe และ occipital lobe เป็นคลื่นเบต้า (14 - 17 Hz)ก่อนทำการลุกขึ้นยืน ในขณะทำการลุกขึ้นยืน และในขณะทำการจินตนาการลุกขึ้นยืน อย่างไรก็ตามลักษณะคลื่นไฟฟ้าสมองบริเวณparietal และ occipital lobe พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P <0.05) ระหว่างก่อนลุกขึ้นยืน ขณะลุกขึ้นยืนกับขณะจินตนาการลุกขึ้นยืน โดยพบคลื่นเบต้า (14 - 17 Hz) ในช่วงก่อนทำการลุกขึ้นยืนและขณะลุกขึ้นยืน คิดเป็นร้อยละ 89.5 แต่ในขณะจินตนาการลุกขึ้นยืน พบคลื่นเบต้า (14 - 17 Hz) คิดเป็นร้อยละ 52.6สรุป : ลักษณะคลื่นไฟฟ้าสมองขณะลุกขึ้นยืนกับจินตนาการลุกขึ้นยืนที่บริเวณสมองส่วน frontal lobe, temporal lobe, parietal lobe และoccipital lobe มีลักษณะคล้ายกัน คือ เป็นคลื่นเบต้า ดังนั้นอาจสรุปได้ว่ากระบวนการทำงานของสมองในขณะจินตนาการเคลื่อนไหวมีกระบวนการทำงานคล้ายกับการเคลื่อนไหวจริง โดยเฉพาะในบริเวณสมองส่วน frontal lobe และ temporal lobe ในผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี.


การเพิ่มขึ้นของภาวะเครียดออกซิเดชันและการลดลงของจำนวนไมโทคอนเดรียดีเอ็นเอในโรคเนื้องอกกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อน, มณฑิรา ฐานไพศาลกิจ, ชินดนัย หงสประภาส, กฤษณ์ เจริญลาภ, สิทธิศักดิ์ หรรษาเวก Nov 2017

การเพิ่มขึ้นของภาวะเครียดออกซิเดชันและการลดลงของจำนวนไมโทคอนเดรียดีเอ็นเอในโรคเนื้องอกกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อน, มณฑิรา ฐานไพศาลกิจ, ชินดนัย หงสประภาส, กฤษณ์ เจริญลาภ, สิทธิศักดิ์ หรรษาเวก

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : โรคเนื้องอกกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อนมีความซับซ้อนในการวินิจฉัยการรักษา และติดตามผลการรักษา และพบอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นทุกปีการศึกษาก่อนหน้าพบความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนไมโทคอนเดรียดีเอ็นเอ (mtDNA copies) และการเกิดโรคมะเร็งหลายชนิด แต่พบการศึกษาเปรียบเทียบจำนวน mtDNA copies ในชิ้นเนื้องอก ชิ้นเนื้อปกติข้างเคียง และเซลล์เม็ดเลือดขาวในโรคเนื้องอกกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อนจำนวนน้อยวัตถุประสงค์ : เพื่อวิเคราะห์และศึกษาความสัมพันธ์ของจำนวน mtDNA copiesในชิ้นเนื้องอก ชิ้นเนื้อปกติบริเวณข้างเคียง และเซลล์เม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยโรคเนื้องอกกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อนเทียบกับเซลล์เม็ดเลือดขาวของกลุ่มควบคุม ร่วมกับการศึกษาเปรียบเทียบระดับ8-hydroxydeoxyguanosine (8-OHdG) ในชิ้นเนื้อของผู้ป่วยวิธีการทำวิจัย : ผู้ป่วยโรคเนื้องอกกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อนที่เข้ารับการรักษาผ่าตัดเนื้องอก จำนวน 48 ราย ทำการเก็บชิ้นเนื้องอก ชิ้นเนื้อปกติบริเวณข้างเคียง และตัวอย่างเลือดร่วมกับเก็บตัวอย่างเลือดในกลุ่มควบคุมจำนวน 100 ราย นำมาศึกษาจำนวน mtDNA copies ด้วยวิธี real-timepolymerase chain reaction และวัดระดับ 8-OHdG ด้วยวิธี enzymelinkedimmunosorbent assayผลการศึกษา : จำนวน mtDNA copies ในชิ้นเนื้องอกกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อนมีจำนวนน้อยกว่าในชิ้นเนื้อปกติบริเวณข้างเคียงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P = 0.018) พบว่าเซลล์เม็ดเลือดขาวมีจำนวน mtDNA copiesน้อยกว่าทั้งในชิ้นเนื้องอก (P <0.001) และในชิ้นเนื้อปกติบริเวณข้างเคียง (P <0.001) จำนวน mtDNA copies ในเซลล์เม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยโรคเนื้องอกกระดูก และเนื้อเยื่ออ่อนมีปริมาณน้อยกว่าในเซลล์เม็ดเลือดขาวของกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(P = 0.039) นอกจากนี้ยังพบความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างจำนวนmtDNA copies ในชิ้นเนื้องอกและเซลล์เม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยรายเดียวกัน (r = 0.348, P = 0.021) และพบว่าระดับ 8-OHdGในชิ้นเนื้องอกมีระดับสูงกว่าในชิ้นเนื้อปกติบริเวณข้างเคียง (P <0.001)สรุป : ผลการศึกษาพบการลดลงของจำนวน mtDNA copies ในชิ้นเนื้องอกซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับการศึกษาในเซลล์เม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยอีกทั้งพบความสัมพันธ์ระหว่างจำนวน mtDNA copies ในชิ้นเนื้องอกและเซลล์เม็ดเลือดขาวของผู้ป่วย และพบระดับ 8-OHdG สูงขึ้นในชิ้นเนื้องอกเมื่อเทียบกับชิ้นเนื้อปกติ แสดงให้เห็นว่าเซลล์เนื้องอกกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อนมีภาวะเครียดออกซิเดชันเพิ่มขึ้น อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงจำนวน mtDNA copies ให้มีปริมาณลดลง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการเจริญในโรคเนื้องอกกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อน อาจนำจำนวน mtDNA copies มาประยุกต์ใช้เป็นตัวบ่งชี้การเจริญของเนื้องอกกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อนได้.


สุขภาพจิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของนิสิตระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1, ณัฐดนัย เอี่ยมวัฒนเสรี, พวงสร้อย วรกุล, ชุติมา หรุ่มเรืองวงษ์ Nov 2017

สุขภาพจิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของนิสิตระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1, ณัฐดนัย เอี่ยมวัฒนเสรี, พวงสร้อย วรกุล, ชุติมา หรุ่มเรืองวงษ์

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : นิสิตระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 นั้นมีความจำเป็นจะต้องปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมใหม่ ทั้งในด้านการเรียนและสังคมเมื่อเข้ามหาวิทยาลัยแต่อย่างไรก็ตามงานที่ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสุขภาพจิตของนิสิตกลุ่มนี้ยังคงมีน้อยอยู่ในปัจจุบันวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาสุขภาพจิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของนิสิตระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1วิธีการทำวิจัย : รวบรวมข้อมูลจากนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 1 จำนวนทั้งสิ้น 993 ราย โดยการใช้แบบสอบถามที่มีสองส่วน คือ ส่วนของข้อมูลส่วนบุคคล และ Thai Mental Health Indicator (TMHI-66)ใช้การวิเคราะห์ทั้งแบบตัวแปรเดียวและหลายตัว เพื่อระบุปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตของกลุ่มตัวอย่างผลการศึกษา : นิสิตส่วนใหญ่ ร้อยละ 41.2 มีภาวะสุขภาพจิตในระดับเท่ากับคนทั่วไป แต่เมื่อนำไปวิเคราะห์ โดยการวิเคราะห์แบบถดถอยแบบคู่พบว่าตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตของนิสิต มีทั้งหมด 16 ตัวแปรได้แก่ เพศชาย มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล กลุ่มสาขาวิชาสายศิลป์ ค่าใช้จ่าย ที่ได้รับมากกว่า 8,000 บาทต่อเดือน รู้สึกไม่พึงพอใจในที่พักอาศัย มีความ สัมพันธ์กับครอบครัวที่ไม่ดี บิดามารดาไม่มีโรคประจำตัว รายได้ของครอบครัวไม่เพียงพอ ความสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ ในมหาวิทยาลัยไม่ดี มีจำนวนเพื่อนสนิทมาก ไม่ค่อยเข้าร่วมกิจกรรมของมหาวิทยาลัยหรือคณะ และไม่พึงพอใจในคณะที่กำลังศึกษาสรุป : สุขภาพจิตของนิสิตปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 มีระดับภาวะสุขภาพจิตระดับเดียวกับ คนทั่วไปในประเทศไทย.


สุขภาพจิตและกลไกทางจิตของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสายการบินพาณิชย์แห่งหนึ่งในประเทศไทย, พลเลิศ พวงสอน, ณภัควรรต บัวทอง Nov 2017

สุขภาพจิตและกลไกทางจิตของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสายการบินพาณิชย์แห่งหนึ่งในประเทศไทย, พลเลิศ พวงสอน, ณภัควรรต บัวทอง

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เป็นอาชีพที่มีความแตกต่างจากอาชีพอื่น ๆ ในด้านลักษณะงาน ตารางการบินที่ไม่สม่ำเสมอ การปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมในสถานีปลายทาง รวมถึงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นขณะปฏิบัติงานบนเครื่องบิน ปัญหาต่าง ๆ อาจนำมาสู่ภาวะทางสุขภาพจิตและการใช้กลไกทางจิตในการปรับตัวและแก้ปัญหาซึ่งยังไม่มีการศึกษาภาวะสุขภาพจิต และกลไกทางจิตของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ในประเทศไทยมาก่อนวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาภาวะสุขภาพจิต กลไกทางจิต และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน สายการบินพาณิชย์แห่งหนึ่งในประเทศไทยวิธีการศึกษา : เก็บรวบรวมข้อมูลจากพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินพาณิชย์แห่งหนึ่งในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2559 จำนวน 260 รายระหว่างเดือนสิงหาคมถึงเดือนธันวาคม โดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามปัจจัยการทำงานแบบสอบถามปัจจัยทางจิตสังคมแบบประเมินกลไกทางจิต (DSQ-60) และแบบประเมินสุขภาพจิตคนไทย (TMHI-55) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาการวิเคราะห์ไคสแควร์ค่าความเสี่ยงและช่วงความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95 การทดสอบค่าทีการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และสถิติถดถอยพหุคูณด้วยแบบจำลองลอจิสติกผลการศึกษา : ภาวะสุขภาพจิต พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ มีภาวะสุขภาพจิตเท่ากับคนทั่วไป (ร้อยละ 52.3) ภาวะสุขภาพจิตดีกว่าคนทั่วไป(ร้อยละ 25.6) และ ภาวะสุขภาพจิตต่ำกว่าคนทั่วไป (ร้อยละ 22.1)ส่วนใหญ่ใช้กลไกทางจิตในด้าน adaptive defense มากที่สุด(ร้อยละ 83.7) เมื่อวิเคราะห์สถิติถดถอยพหุคูณ พบว่าปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะสุขภาพจิตในระดับต่ำกว่าคนทั่วไป ได้แก่ ความพึงพอใจต่อผลการปฏิบัติงาน ในระดับไม่พึงพอใจเลย หรือ พึงพอใจน้อย (ORadj = 2.86:95%CI = 1.19 - 6.85) การใช้กลไกทางจิตด้าน affect regulatingdefense (ORadj = 6.92 : 95%CI = 2.85 - 16.81) และการมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน/หัวหน้างาน (ORadj= 2.22 : 95%CI = 1.06 - 4.64)สรุป : หน่วยงานควรมีการให้บริการให้คำแนะนำ และการช่วยเหลือปัญหาทางสุขภาพจิต ในรูปแบบที่สะดวกต่อการเข้าถึงบริการ รวมทั้งการเสริมสร้างทักษะในการทำงานและทักษะการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันเพื่อส่งเสริมให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน มีทักษะในการแก้ไขปัญหา การใช้กลไกทางจิตที่เหมาะสม และมีภาวะสุขภาพจิตที่ดี.


ศาสตราจารย์ นายแพทย์สมาน มันตาภรณ์: บิดาแห่งศัลยกรรมทรวงอกในประเทศไทย, สิทธิศักดิ์ หรรษาเวก Sep 2017

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สมาน มันตาภรณ์: บิดาแห่งศัลยกรรมทรวงอกในประเทศไทย, สิทธิศักดิ์ หรรษาเวก

Chulalongkorn Medical Journal

ปีพ.ศ.2560 นี้ เป็นปีที่มีเหตุการณ์สำคัญยิ่ง และจะได้จารึกอยู่ในประวัติศาสตร์วงการศึกษาไทยลำดับแรกเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบ 100 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ 2560 โดยมีการจัดกิจกรรม”จุฬา 100 ปีศตวรรษแห่งความภูมิใจ” ลำดับถัดมาเป็นปีที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มาหวิทยาลัย มีอายุครบรอบ 70 ปี ในวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2560 โดยมีการจัดงาน “70 ปีแพทย์จุฬาฯ สรรค์สร้างนวัตกรรม ก้าวนำสังคมไทย” มีแสดงนิทรรศการอย่างยิ่งใหญ่และงาน คืนสู่เหย้า “วันแพทย์จุฬาฯ” ณ อาคารแพทยพัฒน์ ภายในคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ รวมทั้งระดมทุนขอบริจาคสนับสนุนกองทุนสวัสดิการศิษย์เก่าแพทย์จุฬาฯ และเงินทุนนวัตกรรมแพทยศาสตร์ จุฬาฯเมื่อหวนย้อนกลับไปเมื่อ 70 ปี ก่อน ศิษย์แพทย์จุฬาฯ ยุคบุกเบิกรุ่นแรกและสืบต่อมาราว 30 รุ่น ต้องรู้จักและได้เรียนกับ “อาจารย์หมอสมาน” หรือ “ครูหมาน” ถึงแม้ผู้เขียนไม่ได้มีโอกาสเรียนรู้เป็นลูกศิษย์โดยตรงจากท่าน แต่ก็เป็น “หลานศิษย์” ที่รับรู้ได้จากคำยกย่องชื่นชม กล่าวถึงของคุณครูอาจารย์ผู้ใหญ่หลายท่านที่เคยเป็นลูกศิษย์ของท่าน ซึ่งควรค่าแก่การรำลึกนึกถึงคุณูปการของท่านที่มีต่อคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และถือเป็นเพชรน้ำหนึ่งของวงการแพทย์ไทย.


ภาวะเครียดจากการทำงาน และภาวะหมดไฟในทนายความผู้มีใบอนุญาตทนายความ ณ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์, วลีรัตน์ เช็ค เทิดทูนภูภุช, พีรพนธ์ ลือบุญธวัชชัย Sep 2017

ภาวะเครียดจากการทำงาน และภาวะหมดไฟในทนายความผู้มีใบอนุญาตทนายความ ณ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์, วลีรัตน์ เช็ค เทิดทูนภูภุช, พีรพนธ์ ลือบุญธวัชชัย

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : ภาวะเครียดจากการทำงาน เป็นปัญหาทางสุขภาพจิตที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในในทนายความของหลาย ๆ ประเทศในปัจจุบัน เนื่องจากความกดดันจากองค์กรที่ต้องการผลงานมากขึ้น ทำให้งานล้นมือลูกจ้าง หรือการไม่มีสิทธิในการตัดสินใจในการทำงานได้อย่างเต็มที่ภาวะเครียดจากการทำงานที่สะสมเป็นเวลานานทำให้เกิดภาวะหมดไฟได้ ซึ่งจะลดประสิทธิภาพในการทำงานของตัวบุคคล โดยภาวะเครียดจากการทำงานและภาวะหมดไฟในทนายความผู้มีใบอนุญาตทนายความยังไม่มีการศึกษาในประเทศไทยวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของภาวะเครียดจากการทำงานและภาวะหมดไฟ ในทนายความผู้มีใบอนุญาตทนายความณ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์วิธีการทำวิจัย: ศึกษาในทนายความผู้มีใบอนุญาตทนายความจำนวน 400 รายที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ.2558 – มกราคม พ.ศ. 2559 โดยการตอบแบบสอบถามด้วยตนเองจำนวนทั้งหมด 4 ชุด ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล2) แบบสอบถามด้านการทำงาน 3) แบบสอบถามวัดภาวะเครียดจากการทำงาน และ 4) แบบสอบถามวัดภาวะหมดไฟ วิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะเครียดจากการทำงาน และภาวะหมดไฟโดยใช้การทดสอบไคสแควร์ และวิเคราะห์ปัจจัยทำนายภาวะเครียดจากการทำงานและภาวะหมดไฟโดยการวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกและวิเคราะห์ความเกี่ยวข้องระหว่างความเครียดจากการทำงาน และภาวะหมดไฟโดยใช้การทดสอบไคสแควร์ผลการศึกษา : พบอัตราความชุกของ ภาวะเครียดจากการทำงาน ในทนายความผู้มีใบอนุญาตทนายความ ร้อยละ 22.3 (89 ราย) และภาวะหมดไฟร้อยละ 7.0 (28 ราย) ผลการวิเคราะห์ความถดถอยลอจิสติก พบว่าปัจจัยทำนายภาวะเครียดจากการทำงาน ได้แก่ รายได้เฉลี่ยมากกว่า40,000 บาทขึ้นไปและประเภทใบอนุญาตทนายความใหม่และประเภท 2 ปี และปัจจัยทำนายภาวะหมดไฟ ได้แก่ รายได้เฉลี่ยมากกว่า 40,000 บาทขึ้นไป ประสบการณ์การทำงาน น้อยกว่า 10 ปีทำงานให้คำปรึกษา/แนะนำทางกฎหมายด้านงานอาญา และจำนวนชั่วโมงการทำงานน้อยกว่าหรือเท่ากับ 8 ชม.ต่อวัน และผลการทดสอบไคสแควร์ พบว่าภาวะเครียดจากการทำงานเกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะหมดไฟสรุป : ทนายความผู้มีใบอนุญาตทนายความที่มีภาวะเครียดจากการทำงานร้อยละ 22.3 (89 ราย) เป็นผู้ที่เพิ่งได้รับใบอนุญาตทนายความและผู้มีใบอนุญาตทนายความประเภท 2 ปี และมีรายได้จากการทำงานเฉลี่ยมากกว่า 40,000 บาทขึ้นไป ส่วนผู้ที่มีภาวะหมดไฟร้อยละ 7.0 (28 ราย)เป็นผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยมากกว่า 40,000 บาท และมีประสบการณ์การทำงานน้อยกว่าหรือเท่ากับ 10 ปี โดยอยู่ในกลุ่มที่ทำงานด้านให้คำปรึกษา/แนะนำทางกฎหมายด้านงานอาญาเพียงอย่างเดียวและมีจำนวนชั่วโมงการทำงานต่อวันน้อยกว่าหรือเท่ากับ 8 ชม. โดยภาวะเครียดจากการทำงานเกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะหมดไฟ.


แรงจูงใจในการเรียนแพทย์ของนิสิตแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ณัฐธิดา ลวานนท์, ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร, พฤกษา ผาติวรากร Sep 2017

แรงจูงใจในการเรียนแพทย์ของนิสิตแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ณัฐธิดา ลวานนท์, ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร, พฤกษา ผาติวรากร

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : นิสิตแพทย์ทุกคนมีแรงจูงใจในความอยากเป็นแพทย์ที่แตกต่างกันและมีเหตุผลของการเลือกเรียนที่แตกต่างกัน เช่น เรียนเพราะคะแนนถึงเกณฑ์ สอบติด พ่อแม่บังคับ เป็นต้น ดังนั้นผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาวิจัยว่าปัจจัยใดบ้างที่มีผลต่อแรงจูงใจในการเรียนแพทย์วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการเรียนแพทย์และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจในการเรียนแพทย์ ของนิสิตแพทย์ คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยวิธีการทำวิจัย : เก็บรวบรวมข้อมูลจากนิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 1 ถึงชั้นปีที่ 6คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มีสถานภาพความเป็นนิสิตอยู่ในปีการศึกษา 2558 ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2558ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2559 โดยสามารถนำมาวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติได้จำนวน 870 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามปัจจัยส่วนบุคคล2) แบบสอบถามวัดภาวะสุขภาพจิต (Depression Anxiety StressScales: DASS-21) และ 3) แบบสอบถามวัดแรงจูงใจในการเรียนแพทย์ (The Strength of Motivation for Medical School-Revised:SMMS-R)ผลการศึกษา : นิสิตแพทย์ส่วนใหญ่มีแรงจูงใจในด้านความเต็มใจในการเสียสละอยู่ในระดับกลาง ด้านการเตรียมความพร้อมในการเริ่มต้นอยู่ในระดับกลาง และด้านความมั่นคงอยู่ในระดับสูง ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับแรงจูงใจในการเรียนแพทย์โดยรวมและรายด้าน ได้แก่เพศ อายุ ชั้นปีที่กำลังศึกษา โครงการที่เข้าศึกษา เกรดเฉลี่ยสะสมลักษณะที่พักปัจจุบันที่ใช้เวลาพักอาศัยในแต่ละสัปดาห์มากที่สุดรายได้เฉลี่ย การออกกำลังกาย การอ่านหนังสือเรียนโดยเฉลี่ยต่อวันในช่วงเปิดเทอม เวลาที่รู้สึกว่าได้พักผ่อนอย่างแท้จริง โดยไม่นับเวลานอน การทำกิจกรรมนอกหลักสูตร ความรู้สึกอยากเป็นแพทย์ในระดับชั้นการเรียนต่าง ๆ เหตุผลที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาคณะแพทยศาสตร์ และภาวะสุขภาพจิต ปัจจัยที่สามารถทำนายแรงจูงใจในการเรียนแพทย์โดยรวม ได้แก่ ชั้นปีที่กำลังศึกษา(ปี 2) การใช้เวลาอ่านหนังสือเรียนโดยเฉลี่ยต่อวันในช่วงเปิดเทอมและการทำกิจกรรมนอกหลักสูตร (นาน ๆ ครั้ง)สรุป : มีหลากหลายปัจจัยที่สัมพันธ์กับแรงจูงใจในการเรียนแพทย์ ข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยชิ้นนี้น่าจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนจัดการเรียนการสอนตามแนวทางแพทยศาสตรศึกษาเพื่อพัฒนาการผลิตแพทย์ให้ดียิ่งขึ้นต่อไป.


แนวโน้มการทำศัลยกรรมเสริมความงาม และปัจจัยที่เกี่ยวข้องของนักเรียนหญิงระดับชั้นมัธยมปลายในโรงเรียนเขตกรุงเทพมหานคร, รสพร บุบผะศิริ, บุรณี กาญจนถวัลย์ Sep 2017

แนวโน้มการทำศัลยกรรมเสริมความงาม และปัจจัยที่เกี่ยวข้องของนักเรียนหญิงระดับชั้นมัธยมปลายในโรงเรียนเขตกรุงเทพมหานคร, รสพร บุบผะศิริ, บุรณี กาญจนถวัลย์

Chulalongkorn Medical Journal

เหตุผลของการทำวิจัย : การทำศัลยกรรมเสริมความงามแพร่หลายมากขึ้นในกลุ่มช่วงอายุที่น้อยลง เนื่องจากปฏิเสธไม่ได้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ในเกือบทุกรูปแบบ นักเรียนระดับชั้นมัธยมปลายในโรงเรียนเขตกรุงเทพมหานคร เป็นกลุ่มบุคคลที่เติบโตมาท่ามกลางสื่อและความทันสมัยต่าง ๆ ช่วงวัยดังกล่าวเป็นช่วงที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านจากวัยเด็กสู่วัยผู้ใหญ่เปลี่ยนแปลงสถานศึกษา ซึ่งทำให้ชวนติดตามว่ามีปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลต่อความคิดที่อยากทำศัลยกรรมเสริมความงามของกลุ่มบุคคลนี้ เพื่อเป็นการสะท้อนและเป็นแนวทางพัฒนาความภาคภูมิใจในตนเองต่อไปวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาแนวโน้มการทำศัลยกรรมเสริมความงาม ความภาคภูมิใจในตนเอง และความสัมพันธ์ระหว่างแนวโน้มการทำศัลยกรรมเสริมความงามกับความภาคภูมิใจในตนเอง และปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่น ๆของนักเรียนหญิงระดับชั้นมัธยมปลายในเขตกรุงเทพมหานครวิธีการทำวิจัย : กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนหญิงระดับชั้นมัธยมปลายในเขตกรุงเทพมหานคร โดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2559 โดยใช้แบบสอบถาม 4 ชุด ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปแบบสอบถามบุคลิกภาพ แบบสอบถามความภาคภูมิใจในตนเองและแบบสอบถามแนวโน้มการทำศัลยกรรมเสริมความงามวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบจำแนกทางเดียว และสถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนผลการศึกษา : กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับแนวโน้มการทำศัลยกรรมเสริมความงามในระดับปานกลาง (ร้อยละ 66.4) มีความภาคภูมิใจในตนเองในระดับปานกลาง (ร้อยละ 63.3) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับแนวโน้มการทำศัลยกรรมเสริมความงาม ได้แก่ แนวของสื่อที่เสพในชีวิตประจำวัน (แนวบันเทิง แฟชั่น ความงาม) มีความแตกต่างกับคะแนนเฉลี่ยแนวโน้มการทำศัลยกรรมเสริมความงาม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ปัจจัยแผนการเรียน (ศิลป์ – ภาษา)และการรับรู้ภาพลักษณ์ของตนเอง (ไม่พึงพอใจ) ซึ่งมีความแตกต่างกับคะแนนเฉลี่ยแนวโน้มการทำศัลยกรรมเสริมความงาม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ปัจจัยที่สามารถทำนายระดับแนวโน้มการทำศัลยกรรมเสริมความงาม คือ แนวของสื่อที่เสพในชีวิตประจำวัน (แนวบันเทิง แฟชั่น ความงาม) และแผนการเรียนซึ่งสามารถร่วมกันทำนายได้ร้อยละ 12.5สรุป : แนวโน้มการทำศัลยกรรมเสริมความงามของกลุ่มตัวอย่างไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะต้องเป็นผู้ที่ไม่มีความภาคภูมิใจในตนเอง หรือชี้ชัดว่าบุคคลนั้นเป็นอย่างไร การทำศัลยกรรมเสริมความงามเป็นเหรียญสองด้าน มีทั้งข้อดีและข้อจำกัด หากมีการศึกษาข้อมูลอย่างดี เลือกบริโภคสื่ออย่างถูกต้องเหมาะสม ก็จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี มีความพึงพอใจในรูปลักษณ์ของตนเอง มีความเชื่อมั่นมากขึ้น อย่างไรก็ดี ความภาคภูมิใจในตนเองสามารถสร้างขึ้นได้จากตัวตน ความสามารถของเราที่ไม่ได้ขึ้นกับรูปลักษณ์ภายนอกเพราะไม่มีอะไรดีไปกว่าการที่เรารู้จัก เข้าใจ และยอมรับตัวเราเอง ซึ่งสิ่งนี้ย่อมจีรังยั่งยืนและเป็นนิรันดร์มากกว่าความงามภายนอกที่เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา.


Triple-Negative Breast Cancer In Thai Patients: Experience In King Chulalongkorn Memorial Hospital, Napa Parinyanitikul, Voranuch Thanakit, Caroline Miranda, Poranee Laoitthi, Sopark Manasnayakorn, Tassapong Raiyawa, Virote Sriuranpong Sep 2017

Triple-Negative Breast Cancer In Thai Patients: Experience In King Chulalongkorn Memorial Hospital, Napa Parinyanitikul, Voranuch Thanakit, Caroline Miranda, Poranee Laoitthi, Sopark Manasnayakorn, Tassapong Raiyawa, Virote Sriuranpong

Chulalongkorn Medical Journal

Background : Triple-negative breast cancer (TNBC) is defined by the lack of expressionof ER, PR and Her-2 receptors and exhibits aggressive behaviors andpoor clinical outcomes. Eighty percent of TNBCs are classified asbasal-like tumor and share clinical behaviors that are consistent with thissubtype of breast tumors.Objectives : To characterize the epidemiological features of triple-negative breastcancers (TNBC) occurring in Thai patients in terms of demographics andpathological hallmarks including the expression patterns of ER, PR,Her-2, CK5/6, CK17 and EGFR as well as clinical outcomes.Methods : In 166 TNBCs, adequate tissue samples were obtained from seventycases, and patient/tumor characteristics as well as the survival …


Incidence Of Nosocomial Pneumonia And Causative Bacteria Among Chronically Ill Patients Admitted In A General Hospital A, Klairoong Sangsawang, Pipat Luksamijarulkul, Sukhontha Siri, Supachai Pitikultang Sep 2017

Incidence Of Nosocomial Pneumonia And Causative Bacteria Among Chronically Ill Patients Admitted In A General Hospital A, Klairoong Sangsawang, Pipat Luksamijarulkul, Sukhontha Siri, Supachai Pitikultang

Chulalongkorn Medical Journal

Background : Nosocomial pneumonia (NP) is ranked high among all health careassociated infections. The incidence and causative bacteria may bedifferent from studied hospital to the others.Objective : To investigate incidence of NP and its causative bacteria amongchronically ill patients who were admitted at a general hospital inthe central region of Thailand.Methods : A prospective study, which was carried out in department of medicine ofa general hospital in the central region of Thailand from April to September2016. A total of 330 chronically ill patients who were admitted tothe department of Medicine. NP is defined as pneumonia with onset noless than 48 …


Improvement Of Caregivers’ Life Quality After Children With Cleft Lip Cleft Palate Undergoing Surgical Correction : The Thai Red Cross Project, Usa Boonplian, Pichit Siriwan, Kornkiat Snidvongs Sep 2017

Improvement Of Caregivers’ Life Quality After Children With Cleft Lip Cleft Palate Undergoing Surgical Correction : The Thai Red Cross Project, Usa Boonplian, Pichit Siriwan, Kornkiat Snidvongs

Chulalongkorn Medical Journal

Background : Cleft lip and cleft palate (CL/P) are among the most common congenitalmalformations of the face. These facial deformities significantly impactthe mother, children, society and economy of the country. Studies haveshown that surgical correction can improve the patient’s appearance andfunctionality such as feeding and speech. However, there are limitedinformation pertaining to the quality of life (QOL) of the caregivers aftertheir children have received corrective surgery for cleft deformities andthe use of mobile surgical units to reach the hard-to-reach population.Objectives : To assess the quality of life (QOL) of the caregivers whose childrenreceived corrective surgery for CL/P offered through ‘The …