Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Educational Administration and Supervision Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

46,541 Full-Text Articles 25,719 Authors 25,893,628 Downloads 325 Institutions

All Articles in Educational Administration and Supervision

Faceted Search

46,541 full-text articles. Page 333 of 1122.

แนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนอนุบาลธรรมรัตน์ ตามแนวคิดทักษะทางการเงิน, ณภัทร นิมิตสถิตธรรม 2021 คณะครุศาสตร์

แนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนอนุบาลธรรมรัตน์ ตามแนวคิดทักษะทางการเงิน, ณภัทร นิมิตสถิตธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย และมีวัตุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนอนุบาลธรรมรัตน์ ตามแนวคิดทักษะทางการเงิน และ 2) เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนอนุบาลธรรมรัตน์ ตามแนวคิดทักษะทางการเงิน ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนอนุบาลธรรมรัตน์ และผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 1 คน รองผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 1 คน และครู จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบประเมินความเหมาะสมและเป็นไปได้ของ (ร่าง) แนวทางฯ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย การแจกแจงความถี่ (frequency) ค่าร้อยละ (percentage) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (x̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การวิเคราะห์ดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น (Modify Priority Needs Index: PNI [modified]) ฐานนิยม (Mode) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (content analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สำหรับโรงเรียนอนุบาลธรรมรัตน์ตามแนวคิดทักษะทางการเงิน ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x̅ = 3.30) และมากที่สุด (x̅ = 4.78) ตามลำดับ โดยด้านที่มีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสูงที่สุด คือ การพัฒนาหลักสูตร (PNI [Modified] = 0.73) รองลงมา คือ การวัดประเมินผล (PNI [Modified] = 0.45) และด้านที่มีความต้องการจำเป็นต่ำที่สุด การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ (PNI [Modified] = 0.25) แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียน อนุบาลธรรมรัตน์ ตามแนวคิดทักษะทางการเงิน ประกอบด้วย แนวทางที่ 1 พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาที่ส่งเสริมทักษะทางการเงิน แนวทางที่ 2 พัฒนาเครื่องมือวัดประเมินผลทักษะทางการเงิน และแนวทางที่ 3 พัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนมีทักษะทางการเงิน ผู้บริหารสถานศึกษาสามารถนำแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนตามแนวคิดทักษะทางการเงินมาพัฒนาโรงเรียนและส่งเสริมนักเรียนให้มีทักษะทางการเงิน


แนวทางการพัฒนาความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคของครู โรงเรียนสังกัดสหวิทยาศึกษาแก่งคอยร่วมใจ เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรีเขต 2, สุชานันท์ พันทวี 2021 คณะครุศาสตร์

แนวทางการพัฒนาความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคของครู โรงเรียนสังกัดสหวิทยาศึกษาแก่งคอยร่วมใจ เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรีเขต 2, สุชานันท์ พันทวี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นและวิธีการพัฒนาความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคของครูโรงเรียนสังกัดสหวิทยาศึกษาแก่งคอยร่วมใจ เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรีเขต 2 2) นำเสนอแนวทางการพัฒนาความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคของครูโรงเรียนสังกัดสหวิทยาศึกษาแก่งคอยร่วมใจ เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรีเขต 2 ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้อำนวยการ หัวหน้างานฝ่ายบุคคลและครู จำนวน 104 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามความคิดเห็นและแบบประเมินร่างแนวทางแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) การวิเคราะห์ดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น (PNI [modified]) ฐานนิยม (Mode) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการพัฒนาความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคของครูโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก คือ ความอดทนและด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ความเพียร และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ความสามารถในการวิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุ สภาพที่พึงประสงค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ความอดทนและความเพียร และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ความสามารถในการวิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุความต้องการจำเป็นของการพัฒนาความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรค พบว่า ด้านที่มีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ความสามารถในการวิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุ (PNI [modified] = 0.294) รองลงมาคือ ความสามารถในการควบคุมสถานการณ์และแก้ไขปัญหา (PNI [modified] = 0.274) ความรับผิดชอบต่อปัญหาและอุปสรรคพร้อมทั้งสามารถรับมือกับผลกระทบ (PNI [modified] = 0.249) และด้านที่มีลำดับความต้องการจำเป็นต่ำสุด คือ ความอดทนและความเพียร (PNI [modified] = 0.261) 2) แนวทางการพัฒนาความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคของครูโรงเรียนสหวิทยาศึกษาแก่งคอยร่วมใจ เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรีเขต 2 มี 4 แนวทางหลัก 8 แนวทางย่อย 33 วิธีดำเนินการ คือ (1) ยกระดับความสามารถของครูในการวิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุ โดยการเรียนรู้จากการปฏิบัติงาน และการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง (2) ยกระดับความสามารถของครูในการควบคุมสถานการณ์และแก้ไขปัญหา โดยการเรียนรู้จากการปฏิบัติงาน และการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง (3) สร้างขวัญและกำลังใจให้ครูมีความรับผิดชอบต่อปัญหาและอุปสรรคพร้อมทั้งสามารถรับมือกับผลกระทบ โดยการเรียนรู้จากการปฏิบัติงาน …


แนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในสหวิทยาเขตราชบุรี 2 ตามแนวคิดทักษะข้ามวัฒนธรรม, จิตสุภา สง่าแสง 2021 คณะครุศาสตร์

แนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในสหวิทยาเขตราชบุรี 2 ตามแนวคิดทักษะข้ามวัฒนธรรม, จิตสุภา สง่าแสง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในสหวิทยาเขตราชบุรี 2 ตามแนวคิดทักษะข้ามวัฒนธรรม 2) นำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหางานวิชาการของโรงเรียนในสหวิทยาเขตราชบุรี 2 ตามแนวคิดทักษะข้ามวัฒนธรรม ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 5 คน รองผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 11 คน หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ จำนวน 48 คน และครูผู้สอนจำนวน 167 คน รวมจำนวน 231 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม เรื่องแนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในสหวิทยาเขตราชบุรี 2 ตามแนวคิดทักษะข้ามวัฒนธรรมและแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของร่างแนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในสหวิทยเขตราชบุรี 2 ตามแนวคิดทักษะข้ามวัฒนธรรม โดยสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย การแจกแจงความถี่ (frequency) ค่าร้อยละ (percentage) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การวิเคราะห์ค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น (Modify Priority Needs Index: PNI [modified]) ฐานนิยม (Mode) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (content analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในสหวิทยาเขตราชบุรี 2 ตามแนวคิดทักษะข้ามวัฒนธรรม โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (X = 2.85) และมากที่สุด (X=4.56) ตามลำดับ โดยด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุดตามขอบข่ายการบริหารงานวิชาการ คือ การพัฒนาหลักสูตร (PNI [modified] = 0.61) รองลงมาอันดับที่สอง คือ สื่อการสอนและแหล่งเรียนรู้ (PNI [modified] = 0.60) รองลงมาอันดับที่สาม คือ การจัดการเรียนการสอน (PNI [modified] = 0.593) และด้านที่มีลำดับความต้องการจำเป็นต่ำที่สุด คือ การวัดและประเมินผล (PNI [modified] = 0.588) และด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุดตามขอบข่ายแนวคิดทักษะข้ามวัฒนธรรม …


แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรีตามแนวคิดทักษะนวัตกรพลิกผัน, อริญชยา ตะพังพินิจการ 2021 คณะครุศาสตร์

แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรีตามแนวคิดทักษะนวัตกรพลิกผัน, อริญชยา ตะพังพินิจการ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับทักษะนวัตกรพลิกผันของผู้เรียนโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี 2) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรีตามแนวคิดทักษะนวัตกรพลิกผัน และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรีตามแนวคิดทักษะนวัตกรพลิกผัน ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารจำนวน 20 คน ครูจำนวน 198 คน และนักเรียนจำนวน 375 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินระดับทักษะนวัตกรพลิกผันของผู้เรียนโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาแบบสอบถามเรื่องสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการของโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาตามแนวคิดทักษะนวัตกรพลิกผัน และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของร่างแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรีตามแนวคิดทักษะนวัตกรพลิกผัน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ฐานนิยม ค่าดัชนีความต้องการจำเป็นและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับทักษะนวัตกรพลิกผันของผู้เรียนอยู่ในระดับมาก (x= 3.73) โดยทักษะการสังเกตมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (x = 3.91) และทักษะการเชื่อมโยงความคิดที่หลากหลายมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด (x = 3.73) 2) การพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี ที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ การประเมินผล รองลงมาคือ การพัฒนาหลักสูตร และการจัดการเรียนรู้ ตามลำดับ 3) แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี เรียงตามลำดับความต้องการจำเป็นดังนี้ แนวทางที่ 1 พัฒนาการประเมินผลที่เน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ทักษะนวัตกรพลิกผันด้านการเชื่อมโยงความคิดที่หลากหลายและการตั้งคำถาม แนวทางที่ 2 พัฒนาหลักสูตรที่เน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ทักษะนวัตกรพลิกผันด้านการสร้างเครือข่ายความคิด การเชื่อมโยงความคิดที่หลากหลายและการตั้งคำถาม และแนวทางที่ 3 พัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ทักษะนวัตกรพลิกผันด้านการสังเกต การเชื่อมโยงความคิดที่หลากหลาย และการตั้งคำถาม


แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 กลุ่ม 2 ตามแนวคิดความฉลาดรู้ทางสุขภาพ, ภัทรรัตน์ เหลือบเหลือง 2021 คณะครุศาสตร์

แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 กลุ่ม 2 ตามแนวคิดความฉลาดรู้ทางสุขภาพ, ภัทรรัตน์ เหลือบเหลือง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึ่งประสงค์ของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 กลุ่ม 2 ตามแนวคิดความฉลาดรู้ทางสุขภาพ 2) นำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 กลุ่ม 2 ตามแนวคิดความฉลาดรู้ทางสุขภาพ โดยมีผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 12 คน และครู จำนวน 91 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบสอบถาม และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของร่างแนวทาง และทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ฐานนิยม และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 กลุ่ม 2 ตามแนวคิดความฉลาดรู้ทางสุขภาพ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x = 3.56) และมากที่สุด (x = 4.80) ตามลำดับ โดยด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ การพัฒนาหลักสูตร (PNI [Modified] = 0.367) รองลงมา คือ การวัดและประเมินผล (PNI [Modified] = 0.356) การพัฒนาสื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษา (PNI [Modified] = 0.335) และด้านที่มีลำดับความต้องการจำเป็นต่ำที่สุด คือ การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ (PNI [Modified] = 0.330) 2) แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 กลุ่ม 2 ตามแนวคิดความฉลาดรู้ทางสุขภาพประด้วยด้วย 4 แนวทางหลัก 8 แนวทางย่อย และ 18 วิธีดำเนินการ ซึ่งเรียงลำดับตามความต้องการจำเป็น ดังนี้ แนวทางที่ 1 พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้ทางสุขภาพด้านการทำความเข้าใจข้อมูลทางสุขภาพแนวทางที่ 2 …


แนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครนครปฐม ตามแนวคิดความฉลาดรู้ดิจิทัล, อิสราภรณ์ ณ อุบล 2021 คณะครุศาสตร์

แนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครนครปฐม ตามแนวคิดความฉลาดรู้ดิจิทัล, อิสราภรณ์ ณ อุบล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครนครปฐม ตามแนวคิดความฉลาดรู้ดิจิทัล 2) นำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครนครปฐม ตามแนวคิดความฉลาดรู้ดิจิทัล โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบบรรยาย ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครนครปฐม จำนวน 11 แห่ง กลุ่มตัวอย่างคือ โรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครนครปฐม จำนวน 6 แห่ง โดยใช้วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจงจากผลการประเมินระดับคุณภาพการศึกษา ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 6 คน รองผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 6 คน หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้จำนวน 48 คน ครู จำนวน 100 คน รวมทั้งหมด 160 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ (ร่าง) แนวทางฯ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ดัชนีความต้องการจำเป็น ฐานนิยม และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ดัชนีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาบริหารวิชาการของโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครนครปฐม ตามแนวคิดความฉลาดรู้ดิจิทัล ที่มีค่าสูงสูด คือด้านการพัฒนาหลักสูตร (PNI [modified] =0.375) รองลงมา ได้แก่ ด้านการวัดและการประเมินผล (PNI [modified] =0.330) ด้านสื่อและนวัตกรรม (PNI [modified] =0.317) และด้านการจัดการเรียนการสอน (PNI [modified] =0.305) ตามลำดับ 2) แนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครนครปฐม ประกอบด้วย 4 แนวทางหลัก 7 แนวทางย่อย 14 วิธีการดำเนินการ เรียงตามลำดับดัชนีความต้องการจำเป็น ดังนี้ (1) พลิกโฉมหลักสูตรเพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้ดิจิทัลด้านการคิดและ สร้างสรรค์ข้อมูลและการใช้งานที่ปลอดภัย (2) ปฏิรูประบบการวัดผลและการประเมินผลโดยมุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความฉลาดรู้ดิจิทัลด้านการคิดและสร้างสรรค์ข้อมูลและการใช้งานที่ปลอดภัย (3) ยกระดับการพัฒนาสื่อและนวัตกรรมให้เอื้อต่อการเสริมสร้างความฉลาดรู้ดิจิทัลด้านการใช้งานที่ปลอดภัยของผู้เรียน (4) ยกระดับการจัดการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้ดิจิทัลด้านการคิดและสร้างสรรค์ข้อมูลและการใช้งานที่ปลอดภัยของผู้เรียน


แนวทางพัฒนาความสานึกรับผิดชอบร่วมกันของครู ในโรงเรียนสังกัดสหวิทยาเขตปัญจภาคี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี, โชติกา เนตรหาญ 2021 คณะครุศาสตร์

แนวทางพัฒนาความสานึกรับผิดชอบร่วมกันของครู ในโรงเรียนสังกัดสหวิทยาเขตปัญจภาคี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี, โชติกา เนตรหาญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของความสำนึกรับผิดชอบร่วมกันของครูในโรงเรียนสหวิทยาเขตปัญจภาคี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี และเสนอแนวทางพัฒนาความสำนึกรับผิดชอบร่วมกันของครูในโรงเรียนสังกัดสหวิทยาเขตปัญจภาคี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี ผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูจำนวน 191 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและและแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ฐานนิยม และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของความสำนึกรับผิดชอบร่วมกันโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M = 3.67) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการสร้างปฏิสัมพันธ์ของครูกับนักเรียน (M = 3.88) สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.59) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการสร้างปฏิสัมพันธ์ของครูกับนักเรียน (M = 4.66) ด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (PNI [modified] = 0.28) รองลงมาคือการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน (PNI [modified] = 0.27) และการสร้างแรงจูงใจของนักเรียน (PNI [modified] = 0.27) ตามลำดับ แนวทางพัฒนาความสำนึกรับผิดชอบร่วมกันของครูในโรงเรียนสังกัดสหวิทยาเขตปัญจภาคี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี ที่มีความเหมาะสมและเป็นไปได้ ประกอบด้วย 3 แนวทางหลัก 9 แนวทางย่อย และ 23 วิธีดำเนินการ ซึ่งเรียงลำดับตามความต้องการจำเป็น ดังนี้ แนวทางที่ 1 พัฒนาครูให้มีความสำนึกรับผิดชอบร่วมกันในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้วยการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ การเรียนรู้เป็นทีม และการมอบหมายงาน ประกอบด้วย 3 แนวทางย่อย 10 วิธีดำเนินการ แนวทางที่ 2 พัฒนาครูให้มีความสำนึกรับผิดชอบร่วมกันในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ด้วยการเรียนรู้เป็นทีม การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ และการมอบหมายงาน ประกอบด้วย 3 แนวทางย่อย 7 วิธีดำเนินการ แนวทางที่ 3 พัฒนาครูให้มีความสำนึกรับผิดชอบร่วมกันในการสร้างแรงจูงใจของนักเรียน ด้วยการเรียนรู้เป็นทีม การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ และการมอบหมายงาน ประกอบด้วย 3 …


แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ ตามแนวคิดผู้ออกแบบชีวิตที่มีคุณค่า, ธีรยุทธ มาณะจักร์ 2021 คณะครุศาสตร์

แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ ตามแนวคิดผู้ออกแบบชีวิตที่มีคุณค่า, ธีรยุทธ มาณะจักร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการตามแนวคิดผู้ออกแบบชีวิตที่มีคุณค่า 2) นำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ ตามแนวคิดผู้ออกแบบชีวิตที่มีคุณค่า ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบบรรยาย(Descriptive Method Research) ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ จำนวน 25 โรงเรียน โดยเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ และครูผู้สอน รวมจำนวน 326 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติบรรยาย ได้แก่ ความถี่ (frequency) ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (M) ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (SD) ฐานนิยม (Mode) และการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) และใช้ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI [Modified]) ในการจัดลำดับความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ ตามแนวคิดผู้ออกแบบชีวิตที่มีคุณค่าโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (M = 3.324, SD = 0.668) และสภาพที่พึงประสงค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.579, SD = 0.539) เมื่อวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการจัดการเรียนรู้ มีความต้องการจำเป็นมากที่สุด (PNI [Modified] = 0.385) รองลงมา คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตร (PNI [Modified] = 0.377) และด้านการประเมินผลมีค่าความต้องการจำเป็นน้อยที่สุด (PNI [Modified] = 0.371) ตามลำดับ เมื่อพิจารณาตามผู้ออกแบบชีวิตที่มีคุณค่า รายข้อย่อยที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุดเหมือนกัน ทั้ง 3 ด้านของการบริหารวิชาการ คือ การวางแผนเส้นทางเพื่อไปสู่การได้ทำในสิ่งที่รักได้ดีอย่างมืออาชีพ (Profession) 2) แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ …


แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช ตามแนวคิดภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่ว, กชกร หาญวิเศษ 2021 คณะครุศาสตร์

แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช ตามแนวคิดภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่ว, กชกร หาญวิเศษ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการบริหารวิชาการของโรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราชตามแนวคิดภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่ว 2) นำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราชตามแนวคิดภาวะนำแบบคล่องแคล่ว ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหาร และคณาจารย์ ของโรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช รวมทั้งสิ้น 33 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม เรื่อง สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการของโรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราชตามแนวคิดภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่ว และแบบประเมินความหมาะสมและความเป็นไปได้ของร่างแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราชตามแนวคิดภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่ว โดยสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนี ความต้องการจำเป็น ฐานนิยม และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการของโรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราชตามแนวคิดภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่ว โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก (X=3.732) และมากที่สุด (X=4.641) ตามลำดับ โดยด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ การวัดประเมินผล (PNI [Modified] = 0.254) รองลงมา คือ การพัฒนาหลักสูตร (PNI [Modified] = 0.244) ลำดับถัดมาคือ การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ (PNI [Modified] = 0.241) และด้านที่มีลำดับความต้องการจำเป็นต่ำที่สุด คือ การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา (PNI [Modified] = 0.236) เมื่อพิจารณาตามสมรรถนะภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่วสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X=3.732) และมากที่สุด (X=4.646) ตามลำดับ โดยด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ ด้านความสามารถในการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว (PNI [Modified] = 0.273) 2) แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราชตามแนวคิดภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่ว มีทั้งสิ้น 4 แนวทางหลัก (1) พลิกโฉมแนวทางการวัดและประเมินผลเน้นการส่งเสริมภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่วให้ผู้เรียน (2) ยกระดับหลักสูตรของโรงเรียนเพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนมีภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่ว (3) พัฒนากระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่ว และ (4) ส่งเสริมการทำวิจัยเชิงบูรณาการเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยผสมผสานแนวคิดภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่ว


แนวทางการพัฒนาจิตวิญญาณองค์กรของครูโรงเรียนโยธินบูรณะ, ธนากร อ่อนสำลี 2021 คณะครุศาสตร์

แนวทางการพัฒนาจิตวิญญาณองค์กรของครูโรงเรียนโยธินบูรณะ, ธนากร อ่อนสำลี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาระดับจิตวิญญาณองค์กรของครูโรงเรียนโยธินบูรณะ 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาจิตวิญญาณองค์กรของครูโรงเรียนโยธินบูรณะ และ 3) นำเสนอแนวทางการพัฒนาจิตวิญญาณองค์กรของครูโรงเรียนโยธินบูรณะ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบบรรยาย (Descriptive Method Research) ประชากร คือ โรงเรียนโยธินบูรณะ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 โดยเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา ผู้ช่วยรองผู้อำนวยการ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ และครูผู้สอน รวมจำนวน 129 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของร่างแนวทาง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติบรรยายได้แก่ ความถี่ (Frequency) ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (M) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ฐานนิยม (Mode) และการวิเคราะห์เนื้อหา Content Analysis) และใช้ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น(PNI [Modified]) ในการจัดลำดับความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับจิตวิญญาณองค์กรของครูโรงเรียนโยธินบูรณะ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (M = 3.302, SD = 0.564) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการมีเมตตาต่อผู้อื่น มีระดับจิตวิญญาณองค์กรมากที่สุด (M = 3.760, SD = 0.757) รองลงมาคือ ด้านการประพฤติปฏิบัติอย่างมีสติ (M = 3.638, SD = 0.801) ด้านเพื่องานที่มีค่ามีความหมาย (M = 3.242, SD = 0.581) ด้านการเชื่อมโยงกับผู้อื่น (M = 3.247, SD = 0.582) และด้านงานที่ให้ความสุขที่เหนือวัตถุนิยม มีระดับจิตวิญญาณองค์กรน้อยที่สุด (M = 2.623, SD = 0.547) …


แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดสมุทรปราการ ตามแนวคิดคุณลักษณะผู้ประกอบการสังคม, รุจิรา รักวงษ์ 2021 คณะครุศาสตร์

แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดสมุทรปราการ ตามแนวคิดคุณลักษณะผู้ประกอบการสังคม, รุจิรา รักวงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาระดับคุณลักษณะผู้ประกอบการสังคมของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดสมุทรปราการ 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดสมุทรปราการ ตามแนวคิดคุณลักษณะผู้ประกอบการสังคม และ 3) นำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดสมุทรปราการ ตามแนวคิดคุณลักษณะผู้ประกอบการสังคม ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 50 คน ครู จำนวน 288 คน และนักเรียนจำนวน 383 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามระดับคุณลักษณะผู้ประกอบการสังคมของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดสมุทรปราการ แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดสมุทรปราการตามแนวคิดคุณลักษณะผู้ประกอบการสังคมและแบบประเมินความหมาะสมและความเป็นไปได้ของร่างแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดสมุทรปราการตามแนวคิดคุณลักษณะผู้ประกอบการสังคม โดยสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น ฐานนิยม และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับคุณลักษณะผู้ประกอบการสังคมของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดสมุทรปราการ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x = 3.627) โดยด้านการมีความเชี่ยวชาญธุรกิจ มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด 2) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหาวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดสมุทรปราการตามแนวคิดคุณลักษณะผู้ประกอบการสังคม ที่มีความต้องการจำเป็นมากที่สุด คือ ด้านการจัดการเรียนรู้ (PNI [Modified] = 0.345) รองลงมา คือ การพัฒนาหลักสูตร (PNI [Modified] = 0.268) และการประเมินผล (PNI [Modified] = 0.219) ตามลำดับ ซึ่งองค์ประกอบคุณลักษณะผู้ประกอบการสังคมที่มีค่าความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ การมีความเชี่ยวชาญธุรกิจ 3) แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดสมุทรปราการตามแนวคิดคุณลักษณะผู้ประกอบการสังคม โดยนำเสนอตามลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุด มีทั้งสิ้น 2 แนวทาง ดังนี้ 1) พัฒนาการจัดสภาพบรรยากาศ สื่อ นวัตกรรมและแหล่งเรียนรู้ที่เน้นผลลัพธ์การเรียนรู้คุณลักษณะผู้ประกอบการสังคมของผู้เรียนด้านการมีความเชี่ยวชาญธุรกิจและการโน้มน้าวใจ และ 2) ยกระดับการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผลลัพธ์การเรียนรู้คุณลักษณะผู้ประกอบการสังคมของผู้เรียนด้านการมีความคิดสร้างสรรค์การมีความเชี่ยวชาญธุรกิจและการโน้มน้าวใจ


แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการของสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาครัฐ ในจังหวัดสมุทรปราการตามแนวคิดนิสัยอุตสาหกรรม, รัตนภูมิ เรืองสอาด 2021 คณะครุศาสตร์

แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการของสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาครัฐ ในจังหวัดสมุทรปราการตามแนวคิดนิสัยอุตสาหกรรม, รัตนภูมิ เรืองสอาด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการของสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาครัฐในจังหวัดสมุทรปราการตามแนวคิดนิสัยอุตสาหกรรม 2) เสนอแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการของสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาครัฐในจังหวัดสมุทรปราการตามแนวคิดนิสัยอุตสาหกรรม ใช้วิธีการวิจัยเชิงบรรยาย ผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ และครูผู้สอนในสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาครัฐในจังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 186 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ฯ และแบบประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของ (ร่าง) แนวทางฯ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น (PNI [Modified]) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการของสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาครัฐในจังหวัดสมุทรปราการตามแนวคิดนิสัยอุตสาหกรรม มีลำดับความต้องการจำเป็นจากสูงสุดไปหาต่ำสุด คือ ด้านการจัดการเรียนการสอน (PNI [Modified] = 0.281) โดยคุณลักษณะที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ ยึดมั่น ในคุณธรรมจริยธรรม (PNI [Modified] = 0.302) รองลงมาคือ ด้านการพัฒนาหลักสูตร (PNI [Modified] = 0.276) โดยคุณลักษณะที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ สร้างการเติบโตด้วยนวัตกรรม (PNI [Modified] = 0.319) รองลงมา คือ ด้านการวัดและประเมินผล (PNI [Modified] = 0.271) โดยคุณลักษณะที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุดคือมีความรับผิดชอบต่อสังคม (PNI [Modified] = 0.290) และด้านการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ (PNI [Modified] = 0.264) โดยคุณลักษณะที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ มีความมุ่งมั่นและพลังขับเคลื่อนในงาน (PNI [Modified] = 0.293) ตามลำดับ แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการของสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาครัฐในจังหวัดสมุทรปราการตามแนวคิดนิสัยอุตสาหกรรม มีทั้งหมด 4 แนวทาง โดยเรียงลำดับตามดัชนีความต้องการจำเป็น ดังนี้ 1) พัฒนาการจัดการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงเพื่อเสริมสร้างนิสัยการยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรม และการมีความรับผิดชอบต่อสังคมให้กับผู้เรียน โดยครูทำหน้าที่เป็น ผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ 2) พัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ เพื่อเสริมสร้างนิสัยการสร้างการเติบโตด้วยนวัตกรรมและการมีความมุ่งมั่นและพลังขับเคลื่อนในงานของผู้เรียน ให้ทันสมัย และมีความท้าทาย สามารถปรับประยุกต์และต่อยอดกับการเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ปัจจุบันร่วมกับสถานประกอบการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย …


แนวทางการพัฒนาความฉลาดทางจิตวิญญาณของครูโรงเรียนไทยคริสเตียน, เบญจวรรณ สุขพิทักษ์ 2021 คณะครุศาสตร์

แนวทางการพัฒนาความฉลาดทางจิตวิญญาณของครูโรงเรียนไทยคริสเตียน, เบญจวรรณ สุขพิทักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาระดับความฉลาดทางจิตวิญญาณของครูโรงเรียนไทยคริสเตียน 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาความฉลาดทางจิตวิญญาณของครูโรงเรียนไทยคริสเตียน และ 3) นำเสนอแนวทางการพัฒนาความฉลาดทางจิตวิญญาณของครูโรงเรียนไทยคริสเตียน ใช้วิธีวิจัยเชิงพรรณนา ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ โรงเรียนไทยคริสเตียน ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครูปฐมวัย ครูประถมศึกษา ครูมัธยมศึกษาตอนต้น และครูมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 49 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบประเมินความเหมาะสมและเป็นไปได้ของ (ร่าง) แนวทางการพัฒนาความฉลาดทางจิตวิญญาณของครูโรงเรียนไทยคริสเตียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบไปด้วยการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ฐานนิยม การวิเคราะห์ดัชนีความต้องการจำเป็น (Modified Priority Needs Index : PNI [Modified]) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความฉลาดทางจิตวิญญาณของครูโรงเรียนไทยคริสเตียน ภาพรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง เมื่อพิจารณาทั้ง 4 ด้าน พบว่า ด้านการตระหนักรู้ความจริงมีระดับความฉลาดทางจิตวิญญาณสูงสุด รองลงมา คือ ด้านการเปิดกว้างจิตสำนึก ด้านการเข้าใจความหมายบุคคล และด้านการคิด อย่างมีวิจารณญาณ มีระดับความฉลาดทางจิตวิญญาณน้อยสุด 2) ลำดับความต้องการจำเป็นของการพัฒนาความฉลาดทางจิตวิญญาณของครูโรงเรียนไทยคริสเตียน เมื่อพิจารณาทั้ง 4 ด้าน พบว่า ด้านการเข้าใจความหมายบุคคลมีลำดับความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสูงสุด รองลงมา คือ ด้านการตระหนักรู้ความจริง ด้านการเปิดกว้างจิตสำนึก และด้านการคิดวิจารณญาณมีลำดับความต้องการจำเป็นต่ำที่สุด 3) แนวทางพัฒนาครูมี 4 แนวทางหลัก 8 แนวทางย่อย 28 วิธีการดำเนินการ ดังนี้ 1. พัฒนาให้ครูเข้าใจความหมายบุคคลโดยการเรียนรู้จากการปฏิบัติงาน ร่วมกับการสอนงานและการสร้างเครือข่ายเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 2. แนะแนวให้ครูตระหนักรู้ความจริงโดยการเรียนรู้จากการปฏิบัติงาน ร่วมกับการฝึกอบรมสัมมนา การสอนงานและการสร้างเครือข่ายเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 3. พัฒนาให้ครูเปิดกว้างจิตสำนึกโดยการเรียนรู้การปฏิบัติงาน ร่วมกับการสร้างเครือข่ายเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการสอนงาน 4. แนะแนวให้ครูคิดอย่างมีวิจารณญาณโดยการเรียนรู้จากการปฏิบัติงาน ร่วมกับการฝึกอบรมสัมมนา การเสร้างเครือข่ายเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการประชุมปฏิบัติการ


แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ ตามแนวคิดทักษะการคิดขั้นสูง, อัชปาณี ชนะผล 2021 คณะครุศาสตร์

แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ ตามแนวคิดทักษะการคิดขั้นสูง, อัชปาณี ชนะผล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ตามแนวคิดทักษะการคิดขั้นสูง 2) เพื่อนำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ตามแนวคิดทักษะการคิดชั้นสูง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบบรรยายประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ และผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารและครูโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ รวมทั้งสิ้น 173 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามเรื่องสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงคของการบริหารวิชาการโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ตามแนวคิดทักษะการคิดขั้นสูงและแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติบรรยาย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ฐานนิยม และใช้เทคนิคดัชนี ความต้องการจำเป็น (PNI [modified]) ในการจัดลำดับความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) การพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ การประเมินผล รองลงมา คือ การจัดการเรียนรู้ และการพัฒนาหลักสูตร ตามลำดับ 2) แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ตามแนวคิดทักษะการคิดขั้นสูง โดยนำเสนอตามลำดับความต้องการจำเป็น 3 ลำดับ ดังนี้ แนวทางที่ 1 พัฒนาการประเมินผลหลักสูตรที่มุ่งเน้นทักษะการคิดขั้นสูงด้านการประเมินค่า แนวทางที่ 2 พัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นทักษะการคิดขั้นสูงด้านการประเมินค่า


แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดสมุทรสงคราม ตามแนวคิดผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้, ปริยา เกิดดี 2021 คณะครุศาสตร์

แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดสมุทรสงคราม ตามแนวคิดผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้, ปริยา เกิดดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดสมุทรสงครามตามแนวคิดผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ 2) นำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดสมุทรสงครามตามแนวคิดผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการโรงเรียน และครู จำนวน 201 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดสุมทรสงครามตามแนวคิดผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของร่างแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดสมุทรสงครามตามแนวคิดผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ โดยสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ฐานนิยม และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดสมุทรสงครามตามแนวคิดผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก (X = 3.851) และมากที่สุด (X = 4.718) ตามลำดับ โดยด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ การพัฒนาหลักสูตร (PNI [modified] = 0.229) รองลงมาคือ การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ (PNI [modified] = 0.224) และด้านที่มีลำดับความต้องการจำเป็นต่ำที่สุด คือ การวัดประเมินผล (PNI[modified] = 0.222) 2) แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดสมุทรสงครามตามแนวคิดผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ มีทั้งสิ้น 3 แนวทางหลัก 6 แนวทางย่อย และ 23 วิธีดำเนินการ ซึ่งเรียนลำดับตามความต้องการจำเป็น ดังนี้ แนวทางที่ 1 พัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ด้านการแสวงหาความรู้และรอบรู้ ประกอบด้วย 2 แนวทางย่อย 7 วิธีดำเนินการ แนวทางที่ 2 ยกระดับการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่เน้นสมรรถนะผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ด้านการมีกลวิธีในการเรียนรู้และมุ่งเป้าหมายประกอบด้วย 2 แนวทางย่อย 9 วิธีดำเนินการ แนวทางที่ 3 พลิกโฉมระบบการวัดประเมินผลที่เน้นสมรรถนะผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ด้านการมีกลวิธีในการเรียนรู้และมุ่งเป้าหมาย ประกอบด้วย 2 แนวทางย่อย 7 วิธีดำเนินการ


แนวทางการพัฒนาครูโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1 กลุ่ม 6 ตามแนวคิดความฉลาดรู้ทางการเงิน, วศมน ใจชื่น 2021 คณะครุศาสตร์

แนวทางการพัฒนาครูโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1 กลุ่ม 6 ตามแนวคิดความฉลาดรู้ทางการเงิน, วศมน ใจชื่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาครูโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 กลุ่ม 6 ตามแนวคิดความฉลาดรู้ทางการเงิน 2) นำเสนอแนวทางการพัฒนาครูโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 กลุ่ม 6 ตามแนวคิดความฉลาดรู้ทางการเงิน ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 กลุ่ม 6 จำนวน 10 โรงเรียน โดยมีผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา และครูโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 กลุ่ม 6 จำนวน 108 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของร่างแนวทางพัฒนาครู สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ฐานนิยม การวิเคราะห์ดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI [modified]) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาครูโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1 กลุ่ม 6 ตามแนวคิดความฉลาดรู้ทางการเงินที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านการพัฒนาขณะปฏิบัติงาน (PNI [modified] = 0.357) รองลงมาคือ ด้านการพัฒนานอกเวลาปฏิบัติงาน (PNI [modified] = 0.341) และ 2) แนวทางการพัฒนาครูโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 กลุ่ม 6 ตามแนวคิดความฉลาดรู้ทางการเงินมี 4 แนวทางหลัก ได้แก่ 1. พัฒนาครูด้วยระบบพี่เลี้ยงที่เน้นการพัฒนาความฉลาดรู้ทางการเงินด้านทัศนคติทางการเงินและพฤติกรรมทางการเงิน 2. ยกระดับการมอบหมายงานให้มีประสิทธิภาพที่เน้นการพัฒนาความฉลาดรู้ทางการเงิน ด้านทัศนคติทางการเงินและพฤติกรรมทางการเงิน 3. ยกระดับการศึกษาดูงานให้เน้นการพัฒนาความฉลาดรู้ทางการเงิน ด้านความรู้ทางการเงินและทัศนคติทางการเงิน 4. ส่งเสริมการพัฒนาครูด้วยการอบรมสัมมนาที่เน้นการพัฒนาความฉลาดรู้ทางการเงินด้านความรู้ทางการเงินและทัศนคติทางการเงิน


แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบวรนิเวศศาลายา ในพระสังฆราชูปถัมภ์ตามแนวคิดความสามารถในการฟื้นพลัง, สุทธญา นิศากร 2021 คณะครุศาสตร์

แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบวรนิเวศศาลายา ในพระสังฆราชูปถัมภ์ตามแนวคิดความสามารถในการฟื้นพลัง, สุทธญา นิศากร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความสามารถในการฟื้นพลังของนักเรียนโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบวรนิเวศศาลายา ในพระสังฆราชูปถัมภ์ 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการ พัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบวรนิเวศศาลายา ในพระสังฆราชูปถัมภ์ตามแนวคิดความสามารถในการฟื้นพลัง และ 3) นำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบวรนิเวศศาลายา ในพระสังฆราชูปถัมภ์ตามแนวคิดความสามารถในการฟื้นพลัง ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 4 คน ครูจำนวน 76 คน และนักเรียนจำนวน 162 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามระดับความสามารถในการฟื้นพลังของนักเรียนโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบวรนิเวศศาลายาในพระสังฆราชูปถัมภ์ แบบสอบถามเรื่องสภาพปัจจุบันและสภาพพึงประสงค์ของการบริหารวิชาการโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบวรนิเวศศาลายา ในพระสังฆราชูปถัมภ์ตามแนวคิดความสามารถในการฟื้นพลัง และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของร่างแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบวรนิเวศศาลายา ในพระสังฆราชูปถัมภ์ตามแนวคิดความสามารถในการฟื้นพลัง โดยสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น ฐานนิยมและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความสามารถในการฟื้นพลังของนักเรียนโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบวรนิเวศศาลายา ในพระสังฆราชูปถัมภ์ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x = 4.20) โดยด้านการตระหนักรู้ทางสังคม มีค่าเฉลี่ยสูงสุดและการรับรู้ความสามารถตนเอง มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด 2) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบวรนิเวศศาลายา ในพระสังฆราชูปถัมภ์ตามแนวคิดความสามารถในการฟื้นพลังที่มีความต้องการจำเป็นมากที่สุด คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตร (PNI [Modified] = 0.25) รองลงมา คือ การจัดการเรียนรู้ (PNI [Modified] = 0.23) และการประเมินผล (PNI [Modified] = 0.21) ตามลำดับ 3) แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบวรนิเวศศาลายา ในพระสังฆราชูปถัมภ์ตามแนวคิดความสามารถในการฟื้นพลังโดยนำเสนอตามลำดับความต้องการจำเป็น 3 อันดับ มีทั้งสิ้น 3 แนวทาง ดังนี้ (1) พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาที่เน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ความสามารถในการฟื้นพลังด้านความสามารถในการแก้ปัญหา การมีเป้าหมาย การรับรู้ความสามารถตนเองและการกำกับตนเอง (2) ขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียน ด้านการรับรู้ความสามารถตนเองและการกำกับตนเอง (3) พัฒนาระบบการประเมินผลที่เน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ความสามารถในการฟื้นพลังของผู้เรียน ด้านความสามารถในการแก้ปัญหา การรับรู้ความสามารถตนเองและการกำกับตนเอง


แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี ตามแนวคิดทักษะการหลอมรวม, สโรชา เอี่ยมสุรนันท์ 2021 คณะครุศาสตร์

แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี ตามแนวคิดทักษะการหลอมรวม, สโรชา เอี่ยมสุรนันท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีตามแนวคิดทักษะการหลอมรวม 2) นำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีตามแนวคิดทักษะการหลอมรวมผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารสถานศึกษา 5 คนและครูผู้สอน 102 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในการบริหารวิชาการโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีตามแนวคิดทักษะการหลอมรวม และแบบประเมินควาเมหาะสมและความเป็นไปได้ของ (ร่าง) แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีตามแนวคิดทักษะการหลอมรวมสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย การแจกแจงความถี่ การหาค่าร้อยละ การหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น ฐานนิยม และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีตามแนวคิดทักษะการหลอมรวม ด้านที่มีความจำเป็นสูงที่สุด คือ การจัดการเรียนรู้ (PNI [Modified] = 0.341) รองลงมา คือ การประเมินผล (PNI [Modified] = 0.323) และด้านที่มีความต้องการจำเป็นต่ำที่สุด คือ การพัฒนาหลักสูตร (PNI [Modified] = 0.319) 2) แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีตามแนวคิดทักษะการหลอมรวม มีทั้งสิ้น 4 แนวทางหลัก 8 แนวทางย่อยและ 24 วิธีดำเนินการ ซึ่งเรียงลำดับตามความต้องการจำเป็นดังนี้ แนวทางที่ 1 พัฒนาการจัดสภาพบรรยากาศ สื่อ นวัตกรรมและแหล่งเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะการหลอมรวมด้านการฝึกปฏิบัติร่วมกัน แนวทางที่ 2 พัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการหลอมรวมด้านการฝึกปฏิบัติงานร่วมกัน แนวทางที่ 3 พัฒนาการประเมินผลเพื่อส่งเสริมทักษะการหลอมรวมด้านการทำให้เป็นปกติอย่างมีความรับผิดชอบและด้านการจิตนาการใหม่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด และแนวทางที่ 4 พัฒนาหลักสูตรเพื่อส่งเสริมทักษะการหลอมรวมด้านการฝึกปฏิบัติงานร่วมกันและด้านการทำให้เป็นปกติอย่างมีความรับผิดชอบ


แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนในสหวิทยาเขตธรรมจักร ตามแนวคิดจรณะทักษะ, ศิริพร ศรีวงษ์ญาติดี 2021 คณะครุศาสตร์

แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนในสหวิทยาเขตธรรมจักร ตามแนวคิดจรณะทักษะ, ศิริพร ศรีวงษ์ญาติดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนในสหวิทยาเขตธรรมจักร ตามแนวคิดจรณทักษะ 2) เพื่อนำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนในสหวิทยาเขตธรรมจักร ตามแนวคิดจรณทักษะ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบแบบบรรยาย ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนในสหวิทยาเขตธรรมจักร และผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารและครู โรงเรียนในสหวิทยาเขตธรรมจักร รวมทั้งสิ้นจำนวน 162 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติบรรยาย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ฐานนิยมและใช้เทคนิคดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI [modified]) ในการจัดลำดับความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1) การพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนในสหวิทยาเขตธรรมจักรตามแนวคิดจรณทักษะ ที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ การพัฒนาสื่อการเรียนการสอนและแหล่งเรียนรู้ รองลงมา คือ การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ การพัฒนาหลักสูตร และ การวัดและประเมินผล ตามลำดับ ซึ่งองค์ประกอบจรณทักษะที่มีค่าความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ การคิดขั้นสูง 2) แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนในสหวิทยาเขตธรรมจักร ตามแนวคิดจรณทักษะ โดยนำเสนอตามลำดับความต้องการจำเป็น 4 อันดับ มีทั้งหมด 4 แนวทาง ดังนี้ (1) พัฒนาหลักสูตร สถานศึกษา โดยวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการกำหนดจุดมุ่งหมายของหลักสูตร มุ่งเน้นส่งเสริมจรณทักษะ ด้านการคิดขั้นสูง ภาวะผู้นำ และการสื่อสาร (2) พัฒนากระบวนการเรียนรู้โดยส่งเสริมให้ครูผู้สอนจัดทำแผนการเรียนรู้ โดยบูรณาการแนวคิดจรณทักษะ ด้านการคิดขั้นสูง ภาวะผู้นำ และ การสื่อสาร ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ (3) ยกระดับการสร้างและพัฒนาแหล่งเรียนรู้โดยการเพิ่มพื้นที่นักประดิษฐ์เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนมีจรณทักษะด้านการคิดขั้นสูง ภาวะผู้นำ และการจัดการเวลา และ (4) ปรับปรุงการดำเนินการวัดและประเมินผลของสถานศึกษาให้เป็นไปตามสภาพจริง มุ่งเน้นการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ตามแนวคิดจรณทักษะ ด้านการคิดขั้นสูง ภาวะผู้นำ และการจัดการเวลา


Approaches For Developing Academic Management Of Secondary Schools In Cambodia Based On The Concept Of Exemplary Leadership, Soksamnang Pheach 2021 Faculty of Education

Approaches For Developing Academic Management Of Secondary Schools In Cambodia Based On The Concept Of Exemplary Leadership, Soksamnang Pheach

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The purposes of this study were 1. to examine the exemplary leadership level of Cambodian secondary school students in Battambang Province and to study the priority needs of academic management development of secondary schools in Cambodia based on the concept of exemplary leadership, 2. to develop the approaches for developing the academic management of secondary schools in Cambodia based on the concept of exemplary leadership. The data were collected from 12 sample schools, choosing one school to represent one district. The study informants included school principals, vice-principal, teachers, and students in Battambang province accounting for 169. The research instrument used …


Digital Commons powered by bepress