Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Social and Behavioral Sciences Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Sociology (801)
- Environmental Studies (777)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (551)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
-
- Mass Communication (468)
- International and Area Studies (465)
- Asian Studies (460)
- Library and Information Science (458)
- Economics (447)
- Demography, Population, and Ecology (429)
- Political Science (421)
- Science and Technology Studies (292)
- Psychology (257)
- International Relations (255)
- Engineering (217)
- Civil and Environmental Engineering (216)
- Environmental Sciences (216)
- Physical Sciences and Mathematics (216)
- Social Justice (147)
- Criminology (144)
- Legal Studies (118)
- Criminology and Criminal Justice (79)
- Linguistics (45)
- Law (40)
- Legal Theory (39)
- International Economics (32)
- Finance (31)
- Health Economics (27)
- Keyword
-
- Thailand (20)
- ห้องสมุดมหาวิทยาลัย (11)
- Water quality (7)
- Heavy metals (5)
- University Libraries (5)
-
- Adsorption (4)
- Climate change (4)
- Lead (4)
- Northern Thailand (4)
- Risk management (4)
- รัฐธรรมนูญ (4)
- Air pollution (3)
- Arsenic (3)
- Bangkok (3)
- Greenhouse gas (3)
- Health (3)
- Human rights (3)
- Indonesia (3)
- Mining (3)
- Nigeria (3)
- PM10 (3)
- Rice husk (3)
- Surfactant (3)
- University libraries (3)
- Vietnam (3)
- Volatile organic compounds (3)
- Vulnerability (3)
- การพัฒนาอย่างยั่งยืน (3)
- ความร่วมมือ (3)
- สื่อสังคม (3)
- Publication Year
- Publication
- Publication Type
Articles 421 - 450 of 7208
Full-Text Articles in Social and Behavioral Sciences
Xu Guoqi "Chinese And Americans: A Shared History", Xing Fang
Xu Guoqi "Chinese And Americans: A Shared History", Xing Fang
Asian Review
The book, Chinese and Americans: A Shared History, presents recounts of vivid cross-cultural exchanges between Chinese and Americans in the nineteenth and twentieth centuries at a more individual level, and intends to reveal a transnational history jointly shaped by people on the two sides of the Pacific. This history, as the book shows, becomes their “shared traditions,” which could foster a positive future of Sino-American relations.
Metal–Organic Frameworks : Opportunities And Challenges In Nutrient Recovery, Suchana Amnuaychaichana, Chi-Wang Li, Pongsak (Lek) Noophan, Sumeth Wongkiew
Metal–Organic Frameworks : Opportunities And Challenges In Nutrient Recovery, Suchana Amnuaychaichana, Chi-Wang Li, Pongsak (Lek) Noophan, Sumeth Wongkiew
Applied Environmental Research
Nutrient recovery from waste streams is a critical strategy for promoting sustainable agriculture and mitigating environmental degradation. Essential nutrients commonly present in organic waste and wastewater, such as nitrogen and phosphorus, can be reclaimed and reintegrated into agricultural systems. Metal‒organic frameworks (MOFs), which are composed of metal clusters coordinated with organic ligands, have emerged as promising materials for adsorption and have the potential for nutrient recovery and pollutant removal because of their high porosity, large surface area, and tunable physicochemical properties. These attributes enable MOFs to serve in diverse applications, including heavy metal adsorption, organic pollutant degradation, and nutrient transformations. …
การกำกับดูแลแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีอำนาจเหนือตลาด: บทเรียนจากประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศญี่ปุ่น (Regulation Of Dominant E-Commerce Platform: Lessons From The United States And Japan), Sakda Thanitcul
Chulalongkorn University Law Journal
จากการศึกษาเปรียบเทียบการกำกับดูแลการผูกขาดในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศญี่ปุ่น ผู้เขียนได้ค้นพบว่าวัตถุประสงค์ของกฎหมายต่อต้านทรัสต์ของประเทศสหรัฐอเมริกาคือ “ประสิทธิภาพ” และ “สวัสดิการผู้บริโภค” ทำให้ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่อต้านทรัสต์ของประเทศสหรัฐ อเมริกาประสบปัญหาในการกำกับดูแลการผูกขาดโดยบริษัทแพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ที่มีอำนาจเหนือตลาด เนื่องจากผู้บริโภคได้ประโยชน์จากการผูกขาดดังกล่าว แม้ว่าผู้มีส่วนได้เสียอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่ค้าที่เป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprise: SME) จะถูกเอารัดเอาเปรียบก็ตาม ส่วนในประเทศญี่ปุ่น วัตถุประสงค์ของกฎหมายป้องกันการผูกขาด คือ การสนับสนุนและรักษาไว้ซึ่ง “การแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม” ซึ่งหมายความรวมถึงการปกป้อง SMEs จากการถูกเอารัดเอาเปรียบและพฤติกรรมการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม (Unfair Trade Practices) ของบริษัทขนาดใหญ่ด้วย ส่วนวัตถุประสงค์ของกฎหมายแข่งขันทางการค้าในประเทศไทยมีความคล้ายคลึงกับประเทศญี่ปุ่น จึงมีบทบัญญัติเกี่ยวกับพฤติกรรมการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมเช่นเดียวกัน ผู้เขียนจึงเสนอแนะให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายป้องกันการผูกขาดของประเทศไทยออกกฎหมายลำดับรองเพื่อกำกับดูแลพฤติกรรมของผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มตัวกลางการซื้อขาย (E-Commerce) ที่มีอำนาจเหนือตลาดในประเทศไทย
หลักความคาดหวังอันชอบธรรมในกฎหมายปกครอง: พัฒนาการ แนวคิดเชิงเปรียบเทียบ และบทวิเคราะห์สำหรับประเทศไทย (The Principle Of Legitimate Expectations In Administrative Law: Development, Comparative Concepts, And Analysis For Thailand), Paphanphon Paphangkornphurin
หลักความคาดหวังอันชอบธรรมในกฎหมายปกครอง: พัฒนาการ แนวคิดเชิงเปรียบเทียบ และบทวิเคราะห์สำหรับประเทศไทย (The Principle Of Legitimate Expectations In Administrative Law: Development, Comparative Concepts, And Analysis For Thailand), Paphanphon Paphangkornphurin
Chulalongkorn University Law Journal
หลักความคาดหวังอันชอบธรรมเป็นกลไกสำคัญในระบบกฎหมายปกครองสมัยใหม่ที่มุ่งคุ้มครองความไว้วางใจของประชาชนต่อการกระทำของรัฐ บทความนี้ศึกษาพัฒนาการและสาระสำคัญของหลักการดังกล่าวในระบบกฎหมายเปรียบเทียบ ได้แก่ ระบบกฎหมายเยอรมนีที่หลักความคาดหวังอันชอบธรรมได้รับการยอมรับเป็น “หลักรัฐธรรมนูญทั่วไป” ภายใต้หลักนิติรัฐ และเชื่อมโยงกับหลักความมั่นคงแน่นอนทางกฎหมายและหลักความได้สัดส่วน ในอังกฤษหลักนี้มีจุดเริ่มต้นจากแนวคิดเรื่องความเป็นธรรมในกระบวนการก่อนขยายไปสู่การคุ้มครองผลประโยชน์เชิงเนื้อหาโดยใช้หลักการถ่วงดุลกับประโยชน์สาธารณะ ส่วนประเทศอื่น เช่น ออสเตรเลีย แคนาดา โปแลนด์ อินเดีย และฝรั่งเศส ต่างมีลักษณะการปรับใช้เฉพาะที่สะท้อนเป้าหมายร่วมกันในการจำกัดอำนาจรัฐและคุ้มครองความไว้วางใจของประชาชน สำหรับประเทศไทย ศาลปกครองไทยได้วางหลักการตีความสำคัญหลายประการทั้งการคุ้มครองเชิงเนื้อหาที่รับรองฐานะทางกฎหมายแม้คำสั่งจะถูกเพิกถอนในภายหลัง การชั่งน้ำหนักระหว่างความคาดหวังส่วนบุคคลกับประโยชน์สาธารณะ การเชื่อมโยงหลักความคาดหวังอันชอบธรรมกับหลักนิติรัฐ ข้อยกเว้นกรณีประมาทเลินเล่อร้ายแรงและการปกปิดข้อเท็จจริงที่มีสาระสำคัญ อย่างไรก็ตาม การปรับใช้ยังขาดความสม่ำเสมอในสาระสำคัญของการคุ้มครองความไว้วางใจของประชาชน บทความจึงนำเสนอแนวทางการพัฒนากฎหมายปกครองไทย ทั้งการปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่ให้ครอบคลุมรูปแบบความคาดหวังที่หลากหลาย การพัฒนาแนวทางการตีความของศาลที่ยอมรับการคุ้มครองทั้งในเชิงกระบวนการและเชิงเนื้อหา และการสร้างกลไกทางกฎหมายใหม่ เช่น คณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท อันจะนำไปสู่การพัฒนาระบบกฎหมายปกครองไทยที่เป็นธรรม โปร่งใส และสอดคล้องกับหลักนิติรัฐอย่างแท้จริง
การรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกในฐานความผิดทางอาญาร้ายแรง (Suspension Of Sentence And Suspension Of Punishment For Serious Criminal Offenses), Natha Wichien
Chulalongkorn University Law Journal
การรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 เป็นมาตรการที่มีความสำคัญในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งเป็นมาตรการที่บัญญัติขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ให้ศาลใช้ดุลพินิจรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษสำหรับคดีที่มีอัตราโทษจำคุกระยะสั้นหรือโทษปรับ ตามทฤษฎีการลงโทษเพื่อแก้ไขพฤติกรรมของผู้กระทำความผิด กล่าวคือ ในคดีความผิดอาญาที่มีโทษจำคุกหรือปรับ และศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ทั้งนี้ เพื่อมิให้ผู้กระทำความผิดเล็กน้อยนั้นเข้าไปปะปนกับผู้กระทำความผิดเป็นอาจิณและเลียนแบบพฤติกรรมนั้นจนกลับมากระทำความผิดซ้ำอีก และเพื่อให้โอกาสผู้กระทำความผิดได้รู้สำนึกถึงสิ่งที่ได้กระทำลงไป รวมถึงสามารถกลับมาดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างเป็นปกติ แต่ในทางกลับกันเมื่อพิจารณาจากการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ศาลสามารถใช้ดุลพินิจได้กับทุกฐานความผิด แม้ลักษณะของฐานความผิดนั้นจะกระทบกระเทือนต่อความปลอดภัยของสังคมมากเพียงใด แต่หากโทษจำคุกที่ศาลลงมีกำหนดไม่เกิน 5 ปี ศาลก็สามารถสั่งรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษได้กับทุกกรณี ซึ่งอาจจะขัดหรือแย้งกับทฤษฎีการลงโทษทางอาญาประการอื่น กล่าวคือ ทฤษฎีการลงโทษเพื่อแก้แค้น การลงโทษเพื่อข่มขู่ยับยั้ง การลงโทษเพื่อตัดผู้กระทำผิดออกจากสังคมรวมถึงการลงโทษเพื่อป้องกันอาชญากรรม อันส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและการได้รับความยุติธรรมของผู้เสียหาย หรือเหยื่อในคดีอาญารวมทั้งประชาชนในสังคม เนื่องจากในบางกรณีเป็นฐานความผิดที่มีความร้ายแรง และเป็นอันตรายต่อสังคม แต่ผู้กระทำความผิดกลับไม่ถูกลงโทษ ยิ่งไปกว่านั้นอาจทำให้ผู้เสียหายไม่ได้รับความยุติธรรม และบุคคลทั่วไปย่อมเข้าใจว่าการกระทำร้ายแรงเช่นนั้นสามารถกระทำได้โดยไม่ต้องรับผลใด ๆ จากการกระทำดังกล่าว ฉะนั้นจึงควรปรับปรุงแก้ไข และจัดทำคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยการกำหนดแนวทาง หรือข้อพิจารณาที่ผู้ใช้กฎหมายควรให้การคำนึง และให้ความสำคัญยิ่งขึ้นเกี่ยวกับฐานความผิดร้ายแรงที่ไม่ควรรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษ เพื่อให้การลงโทษเป็นไปตามสัดส่วนของการกระทำความผิด และตรงตามทฤษฎีวัตถุประสงค์ของการลงโทษ
มาตรการคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็ก: กรณีศึกษาการโฆษณาโดยเจาะจงตัวบุคคลในประเทศไทย (Protective Measures On Children’S Right To Privacy: A Case Study Of Targeted Advertisement In Thailand), Janejira Daorueang
Chulalongkorn University Law Journal
การโฆษณาโดยเจาะจงตัวบุคคลส่งผลกระทบต่อสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็กทั้งในรูปแบบของการเฝ้ามองพฤติกรรมทางออนไลน์ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับความยินยอมหรือไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ การทำโปรไฟล์ หรือการนำเสนอโฆษณาที่ตอบสนองต่อความต้องการหรือลักษณะเฉพาะของตัวเด็ก สามารถชักจูงความคิดหรือกระตุ้นความต้องการของผู้รับโฆษณาได้โดยเฉพาะเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือวัตถุประสงค์อื่นใด การที่เด็กซึ่งเป็นบุคคลกลุ่มเปราะบางของสังคมอาจมีความรู้ความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลและเครือข่ายออนไลน์และมีวิจารณญาณในการรับสื่อโฆษณาที่ไม่เพียงพอ ส่งผลให้เด็กมีความเสี่ยงจากการตกเป็นเป้าหมายของการแทรกแซงสิทธิในความเป็นส่วนตัวและการแสวงหาประโยชน์อันไม่ชอบจากการกระทำดังกล่าวได้โดยง่าย จากการศึกษาพิจารณาได้ว่า กฎหมายภายในของไทยในปัจจุบันอาจมีไม่เพียงพอสำหรับการคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็กจากการโฆษณาโดยเจาะจงตัวบุคคลตามมาตรฐานระหว่างประเทศ ดังนั้น บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาแนวทางการพัฒนามาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันเพื่อคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็กให้สอดคล้องกับพันธกรณีของประเทศไทยที่มีอยู่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ
หลักการพัฒนาที่ยั่งยืนในกฎหมายป่าไม้ของประเทศไทย: พัฒนาการทางประวัติศาสตร์จากอดีตจนถึงปัจจุบัน (The Principle Of Sustainable Development Of Thailand’S Forestry Laws: A Historical Development From Past To Present), Pawarut Jongsirirag
Chulalongkorn University Law Journal
การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) เป็นแนวคิดด้านการพัฒนาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลและมีบทบาทเป็นแนวทางการพัฒนาที่ทุกประเทศนำไปปรับใช้ โดยมีนิยามว่า การพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบัน โดยไม่กระทบต่อความสามารถในการตอบสนองความต้องการของคนรุ่นอนาคต โดยมี สามเสาหลักแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน (The three pillars of sustainability) เป็นหัวใจสำคัญของหลักการ ซึ่งการบูรณาการมิติด้านการพัฒนาทั้งสามด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้สอดคล้องกัน ซึ่งประเทศไทยมีพันธกิจในระดับสากลในการนำหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนมาปรับใช้กับการพัฒนาภายในประเทศทุกภาคส่วน รวมถึงการจัดการป่าไม้อันเป็นทรัพยากรธรรมชาติภายในประเทศ บทความฉบับนี้จึงเป็นการศึกษาและวิเคราะห์กฎหมายป่าไม้ของไทย โดยศึกษาในเชิงประวัติศาสตร์กฎหมายนับตั้งแต่ก่อนการก่อตั้งกรมป่าไม้ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นช่วงแรกเริ่มของการตรากฎหมายป่าไม้ มาจนถึงกฎหมายป่าไม้ในช่วงเวลาปัจจุบัน เพื่อชี้ให้เห็นว่ากฎหมายป่าไม้ของไทยได้นำเอาหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนมาปรับใช้จริงและมีความสอดคล้องกับพัฒนาการของหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยปรากฏผ่านหลักการของกฎหมายป่าไม้ในหลายภาคส่วนที่แสดงให้เห็นถึงการบูรณาการทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน
นัยของพันธกรณีตามความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุนต่อการทำหน้าที่ของศาลในการกำกับดูแลการอนุญาโตตุลาการทางพาณิชย์ระหว่างประเทศ (Implications Of International Investment Agreement’S Obligations On A Supervisory Function Of Domestic Courts Over International Commercial Arbitration), Chotika Wittayawarakul
Chulalongkorn University Law Journal
บทความวิจัยนี้ศึกษาพันธกรณีภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการกระทำทางตุลาการ และแนวคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับนักลงทุน เพื่อวิเคราะห์นัยของพันธกรณีของรัฐตามความตกลงดังกล่าวต่อการทำหน้าที่ของศาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการกำกับดูแลการอนุญาโต ตุลาการทางพาณิชย์ มีหลายคดีที่นักลงทุนกล่าวหาว่าการกระทำของศาลในการกำกับดูแลการอนุญาโตตุลาการทางพาณิชย์ละเมิดพันธกรณีของรัฐตามความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุน ซึ่งทำให้คณะอนุญาโตตุลาการต้องทบทวนคำพิพากษาและคำสั่งของศาลภายใน จากการศึกษาพบว่าคณะอนุญาโตตุลาการมีแนวโน้มที่จะยอมรับดุลพินิจของศาลภายใน กรณีที่ถือว่าการกระทำของศาลเป็นการละเมิดพันธกรณีตามความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุนต้องเป็นกรณีที่การกระทำของศาลมีความบกพร่องอย่างร้ายแรงซึ่งพิจารณาจากมาตรฐานระหว่างประเทศ อนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการบังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ค.ศ. 1958 มีบทบาทสำคัญในการพิจารณาความรับผิดของรัฐตามความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุน
Intrapersonal, Interpersonal, And Environmental Factors Associated With Self-Directed Ageism Among Older Thai Adults, Jirawan Wittayanukorn, Piyawat Katewongsa, Yothin Sawangdee, Rossarin Gray, Tawanchai Jirapramukpitak
Intrapersonal, Interpersonal, And Environmental Factors Associated With Self-Directed Ageism Among Older Thai Adults, Jirawan Wittayanukorn, Piyawat Katewongsa, Yothin Sawangdee, Rossarin Gray, Tawanchai Jirapramukpitak
Journal of Health Research
Background: Self-directed ageism occurs when older adults internalize negative age-related stereotypes, a process that undermines self-esteem, reduces social participation, and leads to poorer health outcomes. Understanding the intrapersonal, interpersonal, and environmental factors that contribute to self-directed ageism is essential for developing more effective interventions to reduce it.
Method: Data were drawn from the Survey on Conditions of Society, Culture, and Mental Health (Thai Happiness) 2014, a nationally representative survey. Managed by checking for completeness, duplicates, and missingness, 8,998 people (aged 60 years and over) were included. Factors associated with self-directed ageism were analyzed using binary logistic regression analysis, taking into …
Exploring Workplace Mental Health And Counseling Needs In Open University Staff: A Mixed-Methods Study, Pathanin Sangaroon, Oranuch Kanjanaprakorn, Araya Prasertchai, Worrawit Nakpan
Exploring Workplace Mental Health And Counseling Needs In Open University Staff: A Mixed-Methods Study, Pathanin Sangaroon, Oranuch Kanjanaprakorn, Araya Prasertchai, Worrawit Nakpan
Journal of Health Research
Background: Workplace mental health is a growing concern in higher education, especially in open and distance learning (ODL) settings, where staff face unique stressors. This study examines the mental health and counseling needs of academic and support staff at Sukhothai Thammathirat Open University (STOU), Thailand, using a biopsychosocial lens.
Methods: An explanatory sequential mixed-methods design was used. In the quantitative phase, 332 staff completed a questionnaire on mental health and biopsychosocial factors. Twelve participants then took part in interviews to explore their experiences and counseling preferences. Quantitative data were analyzed using stepwise regression, and qualitative data through thematic analysis. …
การใช้อำนาจเหนือตลาดโดยมิชอบในลักษณะการเอาเปรียบด้านการคุ้มครองข้อมูลและการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลในสหรัฐอเมริกา: ปัจจัยขับเคลื่อนและท่าทีของ Ftc (ตอนที่ 1: ปัจจัยสภาพความเป็นจริงของตลาดและปัจจัยภายนอกจากสหภาพยุโรป) (Data Abuse And Exploitation As Abuse Of Dominance? The Driving Forces And The Position Of Ftc (Part I: Market Realities And European Influence As External Factor)), Pulawit Wanichsetakul
Chulalongkorn University Law Journal
ปัจจัยเรื่องสภาพความเป็นจริงของตลาดดิจิทัลที่เป็นตลาดที่ขับเคลื่อนโดยข้อมูลซึ่งทำให้ตลาดดิจิทัลมีความเสี่ยงต่อการถูกผูกขาดโดยแพลตฟอร์มรายใหญ่ และทำให้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และปัจจัยภายนอกจากอิทธิพลการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าในสหภาพยุโรป เป็นปัจจัยสองประการแรกที่ผลักดันให้คณะกรรมาธิการการค้าของสหรัฐอเมริกา (FTC) มองความเกี่ยวพันระหว่างการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกับการป้องกันการผูกขาดในแบบบูรณาการมากขึ้นและรับเอาแนวคิดการใช้อำนาจเหนือตลาดโดยมิชอบในลักษณะการเอาเปรียบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลมาเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการบังคับใช้กฎหมายป้องกันการผูกขาดของตน ซึ่งนำไปสู่การดำเนินคดีป้องกันการผูกขาดกับดิจิทัลแพลตฟอร์มรายใหญ่ในระลอกล่าสุดนับแต่ปี 2020 เป็นต้นมา รวมถึงการดำเนินคดีกับ Facebook ของ FTC
ความรับผิดทางแพ่งของบริษัทแม่ต่อผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตรายของบริษัทลูก (Parent Company’S Civil Liability To Victims Affected By A Subsidiary’S Hazardous Substance Contaminated Site), Patthanith Promarak
Chulalongkorn University Law Journal
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรับผิดทางแพ่งของบริษัทแม่ต่อผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตรายของบริษัทลูก โดยเป็นการศึกษาวิจัยเอกสารจากบทบัญญัติกฎหมาย คำพิพากษาศาล หนังสือตำรา และบทความเชิงวิชาการที่เกี่ยวข้อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจุบันพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ยังไม่มีบทบัญญัติให้บริษัทแม่เข้ามารับผิดชอบในความเสียหายจากพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตรายของบริษัทลูก หากบริษัทแม่มีส่วนร่วมในแหล่งกำเนิดมลพิษหรือกำกับดูแลบริษัทลูก แต่ขาดการยึดถือแหล่งกำเนิดมลพิษทางกายภาพหรือเจตนาเพื่อตนอย่างใดอย่างหนึ่งไป อันไม่ครบองค์ประกอบของการเป็นผู้ครอบครองที่ต้องรับผิดตามมาตรา 96 หากบริษัทแม่มีการกระทำที่ไม่คำนึงถึงความเป็นนิติบุคคลของบริษัทลูกที่ไม่ใช่การกระทำละเมิด หากแต่เป็นการใช้โครงสร้างความเป็นนิติบุคคลของบริษัทลูกในทางมิชอบ อันได้แก่ การใช้นิติบุคคลเป็นเครื่องมือเพื่อหลบเลี่ยงหรือรับหน้าที่หรือความรับผิด และการมีทรัพย์สินปะปนกัน ดังนั้น จึงสมควรกำหนดบทบัญญัติที่เกี่ยวกับความรับผิดของบริษัทแม่ภายใต้พระราชบัญญัติดังกล่าว เพื่อให้ผู้เสียหายในคดีมลพิษจะได้รับความเป็นธรรมในการเยียวยา
การกำหนดบทลงโทษทางปกครองและทางอาญาร่วมกันในกรณีความประมาทเลินเล่อของ ภาระผูกพันหลังการทำเหมืองขององค์กร: กรณีศึกษาเปรียบเทียบกฎระเบียบการทำเหมืองแร่ของประเทศอินโดนีเซีย ไทย และแอฟริกาใต้ (A Combined Imposition Of Administrative And Criminal Sanctions For Negligence Of Corporate Post-Mining Obligations: A Comparative Study Of Indonesian, Thailand, And South African Mining Regulations), Fachrian Rizki
Chulalongkorn University Law Journal
วิธีการทางกฎหมายอันเหมาะสมและบทบัญญัติของกฎหมายที่เพียงพอต่อการลงโทษนิติบุคลคลซึ่งละเลยหน้าที่อันต้องกระทำการหลังการขุดเหมืองแร่นั้นถือเป็นประเด็นในทางกฎหมายที่หลายประเทศทั่วโลกไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไรนัก นอกจากการละเว้นหน้าที่ดังกล่าวโดยประมาทจะส่งผลร้ายทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน บริเวณรอบพื้นที่แล้ว การกระทำดังกล่าวยังส่งผลเสียต่อตัวนิติบุคคลด้วย ในอินโดนีเซียมีผู้เห็นว่าการบังคับใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพียงอย่างเดียวก็สามารถป้องปรามการกระทำดังกล่าวได้อย่างเพียงพอ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายของอินโดนีเซียกับประเทศไทยและแอฟริกาใต้แล้ว พบว่ามีการใช้มาตรการทางอาญาควบคู่ไปกับมาตรการบังคับทางปกครอง ดังนั้น กรณีดังกล่าวจึงนำมาสู่ปัญหาของงานวิจัยฉบับนี้ว่า การบังคับใช้มาตรการทางอาญาควบคู่ไปกับมาตรการบังคับทางปกครองต่อความผิดฐานละเลยหน้าที่ที่พึงต้องกระทำหลังการขุดเหมืองแร่โดยประมาทจะมีผลสัมฤทธิ์มากกว่าการใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพียงอย่างเดียวหรือไม่ และการใช้โทษทางอาญาในความผิดฐานดังกล่าวนั้นขัดต่อหลักความได้สัดส่วนและหลักการกำหนดความผิดในทางอาญาหรือไม่ บทความวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาปัญหาดังกล่าวโดยเน้นการวิเคราะห์หลักเกณฑ์ทางทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง และเปรียบเทียบกฎหมายของประเทศไทยและแอฟริกาใต้
ปัญหาของการตีความข้อยกเว้นด้านความมั่นคงตามมาตรา Xxi(B) ขององค์การการค้าโลก (Issues With The Interpretation Of Security Exceptions Under Article Xxi(B) Of The World Trade Organization), Nitinun Leethanakul
ปัญหาของการตีความข้อยกเว้นด้านความมั่นคงตามมาตรา Xxi(B) ขององค์การการค้าโลก (Issues With The Interpretation Of Security Exceptions Under Article Xxi(B) Of The World Trade Organization), Nitinun Leethanakul
Chulalongkorn University Law Journal
บทความวิจัยนี้ศึกษาพัฒนาการของการตีความมาตรา XXI(b) ขององค์การการค้าโลก (WTO) เกี่ยวกับข้อยกเว้นด้านความมั่นคง ตั้งแต่ยุค GATT จนถึงปัจจุบัน โดยวิเคราะห์แนวปฏิบัติและคำวินิจฉัยในการยกอ้างข้อยกเว้นนี้ ผลการศึกษาพบว่า ในยุค GATT และ WTO ตอนต้น การตีความมาตรา XXI ยังขาดความชัดเจน โดยมีการอ้างอิงข้อยกเว้นนี้น้อยมาก และในกรณีที่มีการอ้างอิง ส่วนใหญ่มักยุติด้วยการเจรจา ตกลงกันโดยไม่ผ่านกระบวนการวินิจฉัยที่จะก่อให้เกิดบรรทัดฐานหรือแนวปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ยุคสงครามการค้า การอ้างอิงข้อยกเว้นนี้ตามมาตรา XXI(b) ได้แพร่หลายมากขึ้น และคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทแห่ง WTO ได้แสดงแนวโน้มที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในหลายประเด็น เช่น การให้รัฐใช้ดุลพินิจในส่วนของบทนำและเป็นอำนาจพิจารณาของคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทในบทเฉพาะ การแบ่งองค์ประกอบของบทบัญญัติและการตีความ “ผลประโยชน์สำคัญในด้านความมั่นคง” แต่ยังคงมีประเด็นที่ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องการตีความ “สถานการณ์ฉุกเฉินในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” และขอบเขตการใช้ดุลพินิจของรัฐที่จะถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท
รัฐสภากับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (Parliament And The Amendment Of The Constitution For The Drafting Of A New Constitution), Narongdech Srukhosit
รัฐสภากับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (Parliament And The Amendment Of The Constitution For The Drafting Of A New Constitution), Narongdech Srukhosit
Chulalongkorn University Law Journal
ไม่มี
การกำกับดูแลบริษัทโฮลดิ้งภายใต้พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 (Regulation Of Holding Companies Under The Trade Competition Act B.E. 2560), Peerapong Jongpaisalsakul
การกำกับดูแลบริษัทโฮลดิ้งภายใต้พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 (Regulation Of Holding Companies Under The Trade Competition Act B.E. 2560), Peerapong Jongpaisalsakul
Chulalongkorn University Law Journal
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการกำกับดูแลบริษัทโฮลดิ้งภายใต้พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 โดยเปรียบเทียบกับกฎหมายและแนวปฏิบัติของต่างประเทศ เพื่อเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงกฎหมายที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย การวิจัยใช้วิธีการศึกษาเชิงเอกสาร โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบบทบัญญัติของกฎหมาย แนวปฏิบัติ และคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลบริษัทโฮลดิ้งตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และสาธารณรัฐเกาหลี ผลการศึกษาพบว่า กฎหมายการแข่งขันทางการค้าของไทยมีข้อจำกัดสำคัญในการกำกับดูแลบริษัทโฮลดิ้ง เนื่องจากนิยาม “ผู้ประกอบธุรกิจ” มีขอบเขตจำกัดเฉพาะผู้ที่ประกอบธุรกิจโดยตรง ทำให้ไม่ครอบคลุมถึงบริษัทโฮลดิ้งที่แม้จะมีอำนาจควบคุมบริษัทในเครือแต่มิได้ประกอบธุรกิจด้วยตนเอง ในขณะที่กฎหมายต่างประเทศมีการตีความอย่างกว้างให้ครอบคลุมถึงบริษัทที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทอื่น หรือมีบทบัญญัติเฉพาะในการกำกับดูแลบริษัทโฮลดิ้ง การวิจัยนี้จึงเสนอให้แก้ไขนิยาม “ผู้ประกอบธุรกิจ” ให้ครอบคลุมถึงบริษัทที่มีอำนาจควบคุมหรือมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้ประกอบธุรกิจอื่น ปรับปรุงประกาศเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การพิจารณาความสัมพันธ์ทางนโยบายหรืออำนาจสั่งการ และออกแนวปฏิบัติที่ชัดเจนในการพิจารณาอำนาจควบคุมและความรับผิดของบริษัทโฮลดิ้ง เพื่อให้การกำกับดูแลมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
การควบคุมมิให้กฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ ศึกษากรณี กฎเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย (Constitutional Review: Study Of Conflict Of Laws Rules), Mookkrachang Charani, Awnrumpa Waiyamuk
การควบคุมมิให้กฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ ศึกษากรณี กฎเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย (Constitutional Review: Study Of Conflict Of Laws Rules), Mookkrachang Charani, Awnrumpa Waiyamuk
Chulalongkorn University Law Journal
การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเอกสารซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประเด็นหลักดังต่อไปนี้ 1) บทบัญญัติกฎเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายสามารถเป็นวัตถุแห่งการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของไทยได้หรือไม่ 2) บทบัญญัติกฎเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายซึ่งกำหนดให้ใช้สัญชาติของสามีเป็นจุดเกาะเกี่ยวในความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสและให้ใช้สัญชาติของบิดาในความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดาและบุตรขัดหรือแย้งกับหลักความเสมอภาคระหว่างเพศตามรัฐธรรมนูญของไทยหรือไม่ จากการศึกษาพบว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 ไม่ควรอยู่นอกขอบเขตของการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากการเลือกกำหนดจุดเกาะเกี่ยวของแต่ละลักษณะข้อกฎหมายล้วนได้รับอิทธิพลจากข้อความคิดที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายแพ่งและระบบคุณค่าของสังคมในขณะที่ตรากฎหมาย นอกจากนี้ ยังไม่เคยปรากฏในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไทยที่เกี่ยวกับหลักความเสมอภาคระหว่างเพศว่า ศาลอาศัยเหตุผลที่ว่าระบบคุณค่าที่อยู่เบื้องหลังบทบัญญัติของกฎหมายขัดต่อหลักความเสมอภาคระหว่างเพศเพื่อวินิจฉัยว่าบทบัญญัติกฎหมายใดขัดต่อหลักการดังกล่าว แต่จะต้องเป็นกรณีซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ปฏิบัติแตกต่างกันและส่งผลให้บุคคลเสียไปซึ่งสิทธิบางประการอย่างเป็นรูปธรรมด้วยเหตุแห่งเพศ ดังนั้น ผู้วิจัยเห็นว่าการวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของบทบัญญัติกฎเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย ควรนำระบบคุณค่าที่อยู่เบื้องหลังการบัญญัติกฎหมายมาพิจารณาประกอบด้วย นอกจากนี้ ควรแก้ไขจุดเกาะเกี่ยวในกฎหมายขัดกันของไทยให้เป็นกลางทางเพศโดยให้สามารถรองรับการก่อตั้งครอบครัวในบริบทของความหลากหลายทางเพศ
การดูดซับตะกั่วและแคดเมียมจากน้ำเสียโดยใช้กากสาคูเป็นวัสดุดูดซับ (The Adsorption Of Lead And Cadmium From Wastewater By Using Dregs Of Sago Palm (Metroxylon Sagu Rottb) As Adsorbents), ประวิทย์ เนื่องมัจฉา, ปิยวรรณ เนื่องมัจฉา
การดูดซับตะกั่วและแคดเมียมจากน้ำเสียโดยใช้กากสาคูเป็นวัสดุดูดซับ (The Adsorption Of Lead And Cadmium From Wastewater By Using Dregs Of Sago Palm (Metroxylon Sagu Rottb) As Adsorbents), ประวิทย์ เนื่องมัจฉา, ปิยวรรณ เนื่องมัจฉา
Applied Environmental Research
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพในการดูดซับตะกั่วและแคดเมียมจากน้ำเสีย โดยใช้กากสาคูเป็นวัสดุดูดซับ โดยศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการดูดซับโลหะหนักได้แก่ ขนาดอนุภาคของวัสดุดูดซับระดับพีเอชของน้ำเสีย ระยะเวลาที่การดูดซับเข้าสู่สมดุล และอุณหภูมิของน้ำเสีย ผลการศึกษาพบว่า ความสามารถในการดูดซับโลหะหนักเพิ่มขึ้นเมื่อขนาดอนุภาคของวัสดุดูดซับลดลง ระดับพีเอชของน้ำเสีย ระยะเวลาที่การดูดซับเข้าสู่สมดุล และอุณหภูมิของน้ำเสียที่เหมาะสมต่อการดูดซับตะกั่วด้วยกากสาคูคือ 4.0 (พีเอช) 24 (ชั่วโมง) และอุณหภูมิห้อง (องศาเซลเชียส) ตามลำดับสำหรับแคดเมียมคือ 6.0 (พีเอช) 12 (ชั่วโมง) และอุณหภูมิห้อง (องศาเซลเชียส) ตามลำดับ เมื่อนำสภาวะที่เหมาะสมจากการวิจัยมาหาค่าความสามารถสูงสุดในการดูดขับตะกั่ว และแคดเมียมด้วยวิธีแบบถังแช่และแบบต่อเนื่องโดยใช้สมการ ไอโซเทอร์มของฟรุนดลิช พบว่ากากสาคูดูดซับตะกั่วและแคดเมียมได้สูงสุดเท่ากับ 0.95, 1.36, 1.92 และ 6.98 มิลลิกรัมต่อกรัม ตามลำดับ
ความหลากหลายทางชีวภาพของสังคมพืช บริเวณสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช จังหวัดนครราชสีมา (Biodiversity Of Plant Community At Sakaerat Environmental Station, Nakhon Ratchasima Province), พันธวัศ สัมพันธ์พานิช
ความหลากหลายทางชีวภาพของสังคมพืช บริเวณสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช จังหวัดนครราชสีมา (Biodiversity Of Plant Community At Sakaerat Environmental Station, Nakhon Ratchasima Province), พันธวัศ สัมพันธ์พานิช
Applied Environmental Research
โครงการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพของสังคมพืช บริเวณสถานีวิจัยสิงแวดล้อมสะแกราช จังหวัดนครราชสีมา ได้ทำการศึกษารายละเอียดของความหลากหลายทางชีวภาพของสังคมพืชในปาดิบแล้ง และปาเต็งรัง ด้วยข้อมูลทุติยภูมิ เช่น รายงานการวิจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และการสำรวจ การรวบรวม และ เก็บข้อมูลภาคสนาม เพื่อนำมาซึ่งการวิเคราะห์ดรรชนีความหลากหลายทางสถิติด้วยระบบคอมพิวเตอร์และ เปรียบเทียบข้อมูลกับพื้นที่ศึกษาอื่นที่มีความสำคัญและ/หรือพื้นที่คุ้มครองอื่น ๆ การศึกษาครั้งนี้พบว่า สถานี วิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช หรือแหล่งสงวนชีวมณฑล ประกอบด้วยความหลากหลายทางชีวภาพมากมาย ควรที่จะได้รับการอนุรักษ์พื้นที่ศึกษาตั้งอยู่ในเขตอำเภอวังนำเขียว จังหวัดนครราชสีมา มีเนื้อที่ประมาณ 80 ตารางกิโลเมตร โดยมีสภาพป่าธรรมชาติที่มีลักษณะเด่นคงอยู่ในสภาพดีและสมบูรณ์ ซึ่งผลการศึกษาพบว่า พื้นที่ป่าดิบแล้งมีความหนาแน่นเท่ากับ 744 ต้นต่อเฮกแตร์ มีชนิดพันธุ์ไม้ 136 ชนิด (สำหรับไม้ที่มีขนาด เส้นผ่าศูนย์กลางระดับเพียงอกตั้งแต่ 10 เซนติเมตรขึ้นไป) โดยพบตะเคียนหินมีความหนาแน่นมากที่สุด และ พบกระเบากลักมีความถี่สูงหรือมีการกระจายตัวโดยทั่วพื้นที่ และไทรมีความเด่นสูงสุด และหากพิจารณาค่าดรรชนีความสำคัญของไม้ในป่าดิบแล้งพบว่า กระเบากลัก กัดลิ้น และตะเคียนหินเป็นพันธุ์ไม้ที่มีความ สำคัญที่สุดที่จะทำให้ระบบนิเวศของป่าดิบแล้งดีขึ้นหรือกล่าวไล้ว่าเป็นพันธุ์ไม้ที่เด่น และมีความสำคัญมาก สำหรับพื้นที่ป่าเต็งรังพบว่า มีความหนาแน่น 563 ต้นต่อเฮกแตร์มีจำนวนชนิดพันธุ์ไม้ 83 ชนิด (สำหรับไม้ ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางระดับเพียงอกตั้งแต่ 10 เซนติเมตรขึ้นไป) โดยพบว่า ต้นเต็งและรังมีความหนาแน่นสูงสุด ส่วนประดู่มีการกระจายตัวโดยทั่วพื้นที่ และต้นสองสลึงมีความเด่นในพื้นที่ป่าเต็งรัง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพันธุ์ไม้ ที่มีความเด่น และสำคัญในพื้นที่ปาเต็งรัง ได้แก่ ล้นเต็ง รัง และประดู่ สำหรับความหลากหลายทางชีวภาพ พิจารณาค่าดรรชนีโดย Shonnon-Weaver index (H) พบว่า ป่าดิบแล้งมีค่าเท่ากับ 5.322 ป่าเต็งรังมีค่า เท่ากับ 4.321 ซึ่งการศึกษาครั้งนี้สำรวจพบชนิดพันธุ์ไม้ในป่าดิบแล้งและป่าเต็งรัง รวมทั้งสิ้น 357 ชนิด (สำหรับไม้ทุกขนาด) โดยจำแนกเป็นพันธุ์ไม้ในป่าดิบแล้ง 66 วงศ์ 233 ชนิด ป่าเต็งรัง 53 วงศ์ 124 ชนิดเป็น ชนิดพันธุ์ไม้หวงห้ามธรรมดา 97 ชนิด และชนิดพันธุ์ไม้หวงห้ามพิเศษ …
ประชาชนกับการมีส่วนร่วมด้านสิ่งแวดล้อมในโครงการพัฒนา (The Participation Of People Concerning Environment In Developing Project), พักตร์วิมล เพียรล้ำเลิศ
ประชาชนกับการมีส่วนร่วมด้านสิ่งแวดล้อมในโครงการพัฒนา (The Participation Of People Concerning Environment In Developing Project), พักตร์วิมล เพียรล้ำเลิศ
Applied Environmental Research
บทความนี้ชี้ให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนด้านสิ่งแวดล้อมในโครงการพัฒนาว่า ปัจจุบัน แม้ประเทศไทยมีกฎหมายที่ให้สิทธิประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ แต่ก็ยังมีอุปสรรคที่ทำให้ประชาชนไม่สามารถ เข้าถึงข้อมูลได้ รวมถึงข้อจำกัดทางด้านกฎหมายจึงทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้ในโครงการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยร่วมรับรู้ข้อมูล ร่วมให้ข้อคิดเห็น หรือร่วมให้คำปรึกษาเท่านั้น ส่วนการตรวจสอบข้อมูล เพื่อนำไปสู่กระบวนการตัดสินใจร่วมกันนั้นจำเป็นต้องปรับปรุงกลไกที่มีอยู่เพื่อเสริมสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง
การเพิ่มประสิทธิภาพในการรีดน้ำของตะกอนโดยใช้กระบวนการแอดวานซ์ออกซิเดชั่น (Improvement Of Dewaterability Of Sludge Using Advanced Oxidation Processes)", ปาริฉัตร มาลีวงษ์, สุธา ขาวเธียร
การเพิ่มประสิทธิภาพในการรีดน้ำของตะกอนโดยใช้กระบวนการแอดวานซ์ออกซิเดชั่น (Improvement Of Dewaterability Of Sludge Using Advanced Oxidation Processes)", ปาริฉัตร มาลีวงษ์, สุธา ขาวเธียร
Applied Environmental Research
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาประสิทธิภาพการรีดน้ำของตะกอนน้ำเสียชุมชนโดยใช้กระบวนการแอดวานซ์ออกซิเดชั่น 2 วิธีซึ่งได้แก่ การเติมสารเคมีของเฟนตันและการใช้แสงอัลตร้าไวโอเลตร่วมกับไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ดัชนีที่ใช้วัดประสิทธิภาพการรีดน้ำของตะกอนได้แก่ ค่าความต้านทานจำเพาะของตะกอน และปริมาณน้ำในตะกอนที่ถูกรีดออก การทดลองได้กำหนดปัจจัยที่คาดว่าจะมีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการรีดน้ำของตะกอนเพื่อศึกษาหาสภาวะที่เหมาะสมที่สุด สำหรับวิธีการเติมสารเคมีของเฟนตันปัจจัยดังกล่าวได้แก่ อัตราส่วนความเข้มข้นของเฟอรัสไอออนต่อไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Fe2+:H2O2) ค่าพีเอช และเวลาในการทำปฏิกิริยา สำหรับวิธีการใช้แสงอัลตราไวโอเลตร่วมกับไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ปัจจัยดังกล่าวได้แก่ ค่าพีเอช เวลาในการทำปฏิกิริยา และปริมาณไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ผลการศึกษาสำหรับวิธี การเติมสารเคมีของเฟนตันพบว่าที่อัตราส่วนความเข้มข้น Fe2+:H2O2 เท่ากับ 2:1 ค่าพีเอชในช่วง 3-5 และ เวลาในการทำปฏิกิริยาเท่ากับ 10 นาทีจะให้ค่าประสิทธิภาพการรีดน้ำที่เหมาะสมที่สุด ส่วนผลของวิธีการ ใช้แสงอัลตราไวโอเลตร่วมกับไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ระบุว่าที่ปริมาณไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เท่ากับ 100% ซีโอดีโดยน้ำหนัก ค่าพีเอชในช่วง 3-5 และเวลาในการทำปฏิกิริยาเท่ากับ 30 นาทีมีประสิทธิภาพในการ รีดน้ำดีที่สุด เมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของทั้งสองวิธีที่ปริมาณไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เท่ากันพบว่าที่พีเอชในช่วง 3-5 ทั้งสองวิธีให้ประสิทธิภาพการรีดน้ำดีที่สุดโดยวิธีเติมสารเคมีของเฟนตันมีประสิทธิภาพสูงกว่า และเมื่อค่าพีเอชเพิ่มขึ้นกลับพบว่าตะกอนที่ผ่านวิธีการใช้แสงยูวีร่วมกับไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์มี แนวโนัมที่จะสามารถรีดน้ำได้ดีกว่าวิธีเติมสารเคมีของเฟนตัน
การจัดการปุ๋ยและศัตรูพืชในสนามกอล์ฟ (Fertilizer And Pest Management On Golf Courses), อุรบล โชติพงศ์, พีระวรรณ พัฒนวิภาส
การจัดการปุ๋ยและศัตรูพืชในสนามกอล์ฟ (Fertilizer And Pest Management On Golf Courses), อุรบล โชติพงศ์, พีระวรรณ พัฒนวิภาส
Applied Environmental Research
การศึกษาการใช้ปุ๋ยและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชของสนามกอล์ฟโดยการสัมภาษณ์ผู้ดูแลสนามพบว่า สนามกอล์ฟในส่วนงานราชการ มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการดูแลสนาม ส่วนใน สนามกอล์ฟของเอกชนที่ต้องการเน้นให้เห็นความสวยงามของสนามหญ้าส่วนมากมีการนำปุ๋ยเคมีซึ่งมีราคาแพงมาใช้ โดยเน้นการใช้ที่กรีนเป็นหลักเนื่องจากเป็นจุดสำคัญที่สุดของสนามกอล์ฟ การเลือกประเภทของปุ๋ยเคมีมีความแตกต่างกันไปตามพื้นที่ของสนาม ฤดูกาล และประเภทของหญ้า ส่วนวิธีการกำจัดศัตรูพืชที่สนามกอล์ฟส่วนใหญ่นำมาใช้ คือ การใช้สารเคมี ซึ่งจะใช้เฉพาะจุดที่มีความสำคัญ เช่น กรีน ส่วนในบริเวณอื่นๆจะให้ความสำคัญน้อยลงเช่น แฟร์เวย์ ราฟ การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในสนามกอล์ฟ มีแนวการใช้แยกเป็น 2 ประเภท คือ เพื่อป้องกันศัตรูพืช และเพื่อกำจัดศัตรูพืชเมื่อเกิดการระบาดขึ้นแล้ว นอกจากนี้ยังได้มีการนำวิธีทางชีวภาพเช้ามาใช้สำหรับกำจัดแมลงในสนามหญ้า แนวทางการจัดการการใช้ ปุ๋ยและสารกำจัดศัตรูพืชของสนามกอล์ฟ ได้แก่ การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทั้งนี้เพื่อทำให้ดินอยู่ในสภาพดีเหมาะกับการเจริญของจุลินทรีย์ สัตว์ในดิน พร้อมทั้งการทำเกษตรกรรม ซึ่งจะช่วยปรับระบบนิเวศภายในสนามทำให้ศัตรูพืชลดลง การใช้หญ้าพันธุ์พื้นเมือง การใช้สารเคมีเฉพาะพื้นที่ประกอบกับความเชี่ยวชาญของผู้ดูแลสนามจะทำให้ปริมาณสารเคมีที่ใช้ลดลง การกำจัดศัตรูพืชแบบธรรมชาติกิเป็นอิกวิธีหนึ่งซึ่งจะช่วยลด การใช้สารเคมีและค่าใช้จ่ายการดูแลสนามให้ลดลง
การสร้างคู่มือ เรื่อง การมีส่วนร่วมจัดการขยะชุมชน สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (The Development Of Soild Waste Management Participation Manual For Lower Secondary Education Students), ระเบียบ ภูผา
Applied Environmental Research
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างคู่มือ เรื่อง การมีส่วนร่วมจัดการขยะชุมชน สำหรับนักเรียน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความตระหนัก พฤติกรรมการมีส่วนร่วมจัดการขยะชุมชน และความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ที่ได้รับกับพฤติกรรมการมีส่วนร่วมจัดการขยะชุมชนของนักเรียน วิธีการดำเนินการวิจัยมี 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การสร้างคู่มีอ เรื่อง การมีส่วนร่วมจัดการ ขยะชุมชน ประกอบด้วยความคิดรวบยอด จุดประสงค์การเรียนรู้ การกำหนดรูปเล่ม และนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบและประเมิน พร้อมทั้งปรับปรุงแก้ไข ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนาคุณภาพของคู่มือโดยทดลอง 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 จำนวน 3 คน และ 30 คน ตามลำดับ ขั้นตอนที่ 3 การนำคู่มือไปใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่าง การสุ่มตัวอย่างใช้วิธีการสุ่มหลายขั้นตอน คือ เลือกโรงเรียนแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โรงเรียน วัดเขมาภิรตาราม แล้วสุ่มห้องเรียนจากชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 7 ห้องเรียน จำนวน 50 คน ทำการทดลองวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และประเมินค่าความตระหนักและพฤติกรรมการมีส่วนร่วมจัดการขยะชุมชนก่อนและหลังการทดลอง (The Pre-test and Post-test Control Group Design) และ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าสถิติร้อยละ มัชฌิมเลขคณิต เบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ t-test และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน
ผลการศึกษาพบว่า เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ค่าความตระหนัก และ พฤติกรรมการมีส่วนร่วมจัดการขยะชุมชนของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหลังการอ่านคู่มือ มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ค่าความตระหนัก และพฤติกรรมการมีส่วนร่วมสูงกว่า ก่อนการอ่าน คู่มืออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และพบว่าความรู้และพฤติกรรมการมีส่วนร่วมจัดการขยะชุมชนของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นไม่มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
กลุ่มกฎหมายที่มีคุณค่าในระดับรัฐธรรมนูญ: ประสบการณ์ของระบบกฎหมายฝรั่งเศสและแนวทางการปรับใช้กับระบบกฎหมายไทย (Constitutional Bloc: France’S Experiences And Possible Applications In The Thai Legal System), Nuttawut Klaikham
Chulalongkorn University Law Journal
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ของระบบกฎหมายฝรั่งเศสในการจัดกลุ่มกฎหมายที่มีคุณค่าในระดับรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเป็นองคาพยพในการจัดกลุ่มและพัฒนาหลักการทางรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นพลวัตให้เกิดความชัดเจนภายใต้ทฤษฎีการจัดลำดับศักดิ์ของกฎหมาย โดยผลการศึกษาพบว่า คณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้อาศัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ค.ศ. 1958 ที่กำหนดให้คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันทุกองค์กรมาใช้ในการพัฒนากลุ่มกฎหมายที่มีคุณค่าในระดับรัฐธรรมนูญ โดยการวินิจฉัยให้เอกสารทางกฎหมายอื่น ๆ ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มกฎหมายที่มีคุณค่าในระดับรัฐธรรมนูญ ซึ่งประสบการณ์ดังกล่าวสามารถนำมาปรับใช้กับระบบกฎหมายไทยได้ในกรณีที่ต้องมีการตีความเอกสารทางกฎหมายที่มีมาก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญให้มีสถานะดังเช่นรัฐธรรมนูญ รวมถึงการตีความหลักการทางกฎหมายที่เคยปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนแต่ไม่ปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
มาตรการทางกฎหมายในการกำกับดูแลเครื่องมือแพทย์ใช้แล้วที่ผ่านกระบวนการผลิตซ้ำ (Legal Measures Of The Regulatory Framework For Remanufactured Medical Device), Wimpat Rajpradit
มาตรการทางกฎหมายในการกำกับดูแลเครื่องมือแพทย์ใช้แล้วที่ผ่านกระบวนการผลิตซ้ำ (Legal Measures Of The Regulatory Framework For Remanufactured Medical Device), Wimpat Rajpradit
Chulalongkorn University Law Journal
ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership: CPTPP) กำหนดนิยามของสินค้าใช้แล้วที่ผ่านกระบวนการผลิตซ้ำ ว่าเป็นสินค้าที่มีส่วนประกอบของวัสดุเดิมที่มีการนำมาปรับแก้บางส่วนหรือทั้งหมด ทั้งมีอายุการใช้งานเท่าสินค้าใหม่และสามารถใช้งานได้เหมือนกับหรือใกล้เคียงกับสินค้าใหม่ และมีการรับประกันจากโรงงานเช่นเดียวกับสินค้าใหม่ อย่างไรก็ดี CPTPP ได้กำหนดห้ามมิให้ประเทศสมาชิกเลือกปฏิบัติต่อสินค้าดังกล่าว ซึ่งกฎหมายเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์มิได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์ลักษณะดังกล่าวไว้ ดังนั้น หากประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกเป็นข้อผูกพันจะต้องยอมรับเครื่องมือแพทย์ใช้แล้วที่ผ่านกระบวนการผลิตซ้ำ ก็จำเป็นต้องพิจารณาตัวอย่างการกำกับดูแลเครื่องมือแพทย์ของต่างประเทศประกอบกับการบริหารจัดการความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงต่อผู้รับบริการสาธารณสุข บุคลากรด้านสาธารณสุข ผู้ใช้แรงงานในอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องมือแพทย์ ตลอดจนความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ เพื่อจัดทำมาตรการทางกฎหมายในการกำกับดูแลเครื่องมือแพทย์ใช้แล้วที่ผ่านกระบวนการผลิตในประเทศไทยตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตก่อนออกสู่ตลาด ระบบเฝ้าระวังและการติดตามตรวจสอบ รวมทั้งการจัดการขยะเครื่องมือแพทย์ที่เหมาะสม
การยอมรับหลักหน่วยทางเศรษฐกิจเดียวกันในฐานะหลักในการพิจารณาความเป็นผู้ประกอบธุรกิจในกฎหมายแข่งขันทางการค้า (The Acceptance Of Single Economic Entity Doctrine As A Doctrine For Verifying Undertaking Qualification In Competition Law), Kansak Bejrananda
Chulalongkorn University Law Journal
หลักหน่วยทางเศรษฐกิจเดียวกัน ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นโดยศาลสหภาพยุโรป เป็นหลักที่เอื้ออำนวยให้ผู้ใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าสามารถพิจารณาความเป็นผู้ประกอบธุรกิจและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายแข่งขันทางการค้าได้อย่างสอดคล้องกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี วิจัยฉบับนี้พบว่า พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มิได้ให้การยอมรับหลักหน่วยทางเศรษฐกิจเดียวกันในฐานะหลักในการพิจารณาความเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ด้วยเหตุนี้เอง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขนิยามของผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว เพื่อให้เกิดการยอมรับหลักหน่วยทางเศรษฐกิจเดียวกันอย่างถูกต้องและเหมาะสม
แนวทางในการกำหนดความรับผิดทางอาญาและวิธีการเพื่อความปลอดภัยต่อผู้กระทำความผิดซึ่งมีสภาวะจิตผิดปกติ (Guideline For Determining The Criminal Liability And Security Measures For Insane Offenders), Natchapol Jittirat
Chulalongkorn University Law Journal
หลักเกณฑ์ในการพิจารณาความรับผิดทางอาญาของผู้กระทำความผิดที่มีสภาวะจิตผิดปกตินับเป็นปัญหาสำหรับศาลและนักกฎหมายมาช้านานในอดีต เนื่องจากผู้กระทำความผิดบางรายอาจกระทำความผิดไปโดยไม่รู้สึกตัว เพราะมีสาเหตุมาจากความบกพร่องทางประสาท สมอง จิตใจ อารมณ์และความเครียด ซึ่งความผิดปกติทางจิตขนาดใดจึงจะนำมาพิจารณาว่าผู้นั้นไม่มีความผิด หรือมีความผิดแต่ควรยกเว้นโทษหรือลดโทษนี้ ศาลของประเทศอังกฤษได้วางหลักสำคัญไว้ในการพิจารณาคดี McNaghten’s (1843) ว่าต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่ามนุษย์ทุกคนมีจิตปกติ เว้นแต่จะมีข้อสันนิษฐานซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ว่าขณะกระทำความผิดจำเลยได้รับความเจ็บปวดจากโรคทางจิตจนไม่ทราบเนื้อหาและสาระสำคัญของการกระทำ กล่าวคือไม่สามารถรู้ได้ว่าสิ่งนั้นถูกหรือผิด หลักเกณฑ์ดังกล่าวนี้ได้ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศในภูมิภาคยุโรป ซึ่งนำไปสู่การตัดสินว่าจำเลยไม่มีความผิดโดยศาลจะมีคำสั่งให้ควบคุมตัวจำเลยไปรับการบำบัดรักษาที่สถานพยาบาล สำหรับการพิจารณาถึงความรับผิดของผู้ที่มีจิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือน ตามแนวทางในการพิจารณาคดีของศาลนั้นหากผู้กระทำไม่รู้สำนึกของการกระทำย่อมไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 ถ้าหากผู้กระทำรู้สำนึกแต่ไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้ถือเป็นเหตุยกเว้นโทษ และถ้าผู้กระทำความผิดยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง ผู้นั้นต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น โดยศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ตามมาตรา 65 ซึ่งจะเห็นได้ว่าในกรณีที่ศาลตัดสินว่าจำเลยไม่มีความผิดนี้อาศัยความตามมาตรา 59 ถือว่าผู้กระทำความผิดไม่รู้สำนึกซึ่งใช้หลักเกณฑ์เดียวกับบุคคลทั่วไปซึ่งหากไม่รู้สำนึกในการกระทำก็ย่อมไม่มีความผิด ดังปรากฏตามคำพิพากษาฎีกาที่ 8743/2544 คำพิพากษาฎีกาที่ 2590/2562 แต่สำหรับผู้กระทำความผิดที่มีจิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือนนั้นได้กระทำความผิดไปโดยไม่รู้ถึง “สภาพ” และ “สาระสำคัญ” ของการกระทำจึงควรบัญญัติแยกไว้เป็นอีกมาตราหนึ่งให้ผู้นั้นไม่มีความผิดและหากผลของการกระทำความผิดมีความร้ายแรงต่อชีวิต ร่างกายหรือทรัพย์สินของผู้อื่นก็ควรให้เป็นดุลพินิจของศาลในการมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นเข้ารับการบำบัดรักษาในสถานพยาบาลได้เช่นเดียวกับที่บัญญัติความไว้ใน มาตรา 48 นอกจากนี้ หากผู้กระทำความผิดยังสามารถรู้ผิดชอบหรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้างก็ควรมีเกณฑ์ลดโทษตามความร้ายแรงของการกระทำความผิดดังเช่นหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญาของสาธารณรัฐฝรั่งเศสเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้เสียหาย ทั้งยังควรนำวิธีการคุมประพฤติมาใช้บังคับหลังจากที่จำเลยพ้นโทษในกรณีที่ผู้นั้นได้กระทำความผิดร้ายแรงดังเช่น สาธารณรัฐฝรั่งเศสและประเทศอังกฤษ เพื่อป้องกันมิให้ผู้นั้นกลับมากระทำความผิดซ้ำขึ้นอีก
การให้ความเห็นแนะนำของศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับผลประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับจากความเห็นศาล (The International Tribunal For The Law Of The Sea Advisory Opinion On Climate Change And Benefits That Thailand Receives From The Tribunal’S Advisory Opinion), Pannavit Tapaneeyakorn
Chulalongkorn University Law Journal
บทความวิชาการนี้มุ่งเน้นศึกษาบทบาทของศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศในการให้ความเห็นแนะนำเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเป็นการวิเคราะห์สาระสำคัญของความเห็นแนะนำ Request for an Advisory Opinion submitted by the Commission of Small Island States on Climate Change and International Law (Request for Advisory Opinion submitted to the Tribunal) Case No.31 และวิเคราะห์และสังเคราะห์ผลประโยชน์ที่ประเทศไทยในฐานะรัฐภาคีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 จะได้รับจากความเห็นของศาล โดยผลการศึกษาพบว่าประเทศไทยจะได้รับผลประโยชน์ทั้ง 2 ด้าน คือ 1. ผลประโยชน์ในแง่กระบวนการพิจารณาของศาล และ 2. ผลประโยชน์เกี่ยวกับการออกนโยบายและมาตรการเกี่ยวกับการป้องกัน ลด และควบคุมภาวะมลพิษของสิ่งแวดล้อมทางทะเลและการปกป้องและรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
อำนาจของผู้จัดการมรดกในกฎเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย (The Power Of An Estate Administrator In Conflict Of Laws Rules), Arnon Sriboonroj
อำนาจของผู้จัดการมรดกในกฎเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย (The Power Of An Estate Administrator In Conflict Of Laws Rules), Arnon Sriboonroj
Chulalongkorn University Law Journal
อำนาจของผู้จัดการมรดกตามกฎเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพการณ์ปัจจุบันที่โลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความไร้พรมแดนจึงอาจทำให้ทรัพย์สินของเจ้ามรดกกระจัดกระจายอยู่ได้ในหลายประเทศ การที่จะพิจารณาว่ากฎหมายของประเทศใดเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับกับนิติสัมพันธ์ในเรื่องอำนาจของผู้จัดการมรดกนั้นย่อมเป็นหน้าที่ของกฎเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย สำหรับระบบกฎหมายขัดกันว่าด้วยอำนาจของผู้จัดการมรดกนั้นอาจแบ่งได้เป็น 2 ระบบ กล่าวคือ ระบบที่แยกเรื่องผู้จัดการมรดกออกจากเรื่องทรัพย์มรดก และระบบที่ไม่แยกเรื่องผู้จัดการมรดกออกจากเรื่องทรัพย์มรดก ในขณะที่เมื่อพิจารณาถึงกฎเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายนั้น กฎหมายขัดกันของแต่ละประเทศได้ให้การยอมรับจุดเกาะเกี่ยวในการค้นหากฎหมายที่ใช้บังคับกับเรื่องอำนาจของผู้จัดการมรดกไว้แตกต่างกัน โดยกฎหมายขัดกันของอังกฤษได้อาศัยกฎหมายภายในกำหนดถึงอำนาจของผู้จัดการมรดก ในขณะที่กฎหมายขัดกันของประเทศจีนได้อาศัยกฎหมายแห่งถิ่นที่ทรัพย์นั้นตั้งอยู่เป็นจุดเกาะเกี่ยวส่วนภายใต้ระบบกฎหมายขัดกันของไทยนั้นไม่ได้มีการกำหนดกฎเกณฑ์ในการเลือกกฎหมายเพื่อใช้บังคับกับเรื่องอำนาจของผู้จัดการมรดกไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องใช้กลไกการอุดช่องว่างของกฎหมายตามมาตรา 3 พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 ซึ่งกำหนดให้ใช้กฎเกณฑ์ทั่วไปแห่งกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลบังคับ
The Use Of Health And Herbal Products For Covid-19 Self-Prevention And Its Affecting Factors According To Theory Of Planned Behavior, Suppachai Insuk, Supanida Kittirattanasak, Mullika Sirithongkaset, Daranee Chiewchantanakit
The Use Of Health And Herbal Products For Covid-19 Self-Prevention And Its Affecting Factors According To Theory Of Planned Behavior, Suppachai Insuk, Supanida Kittirattanasak, Mullika Sirithongkaset, Daranee Chiewchantanakit
The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences
Introduction: Despite the World Health Organization’s recent declaration of the end of the COVID-19 pandemic, the lessons learned from the outbreak remain crucial for future public health responses. In Thailand, the pandemic’s impact led individuals to explore self-protection methods, including potentially ineffective health products. This study examined the prevalence of health and herbal products used for COVID-19 self-prevention, to identify the types of these products in use and to identify factors influencing their utilization.
Methods: A cross-sectional study surveyed 400 Thai participants aged 25–60 who had never contracted COVID-19. The study employed convenience sampling and self-administered online questionnaires based on …