Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Social and Behavioral Sciences Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Sociology (801)
- Environmental Studies (777)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (551)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
-
- Mass Communication (468)
- International and Area Studies (465)
- Asian Studies (460)
- Library and Information Science (458)
- Economics (447)
- Demography, Population, and Ecology (429)
- Political Science (421)
- Science and Technology Studies (292)
- Psychology (257)
- International Relations (255)
- Engineering (217)
- Civil and Environmental Engineering (216)
- Environmental Sciences (216)
- Physical Sciences and Mathematics (216)
- Social Justice (147)
- Criminology (144)
- Legal Studies (118)
- Criminology and Criminal Justice (79)
- Linguistics (45)
- Law (40)
- Legal Theory (39)
- International Economics (32)
- Finance (31)
- Health Economics (27)
- Keyword
-
- Thailand (20)
- ห้องสมุดมหาวิทยาลัย (11)
- Water quality (7)
- Heavy metals (5)
- University Libraries (5)
-
- Adsorption (4)
- Climate change (4)
- Lead (4)
- Northern Thailand (4)
- Risk management (4)
- รัฐธรรมนูญ (4)
- Air pollution (3)
- Arsenic (3)
- Bangkok (3)
- Greenhouse gas (3)
- Health (3)
- Human rights (3)
- Indonesia (3)
- Mining (3)
- Nigeria (3)
- PM10 (3)
- Rice husk (3)
- Surfactant (3)
- University libraries (3)
- Vietnam (3)
- Volatile organic compounds (3)
- Vulnerability (3)
- การพัฒนาอย่างยั่งยืน (3)
- ความร่วมมือ (3)
- สื่อสังคม (3)
- Publication Year
- Publication
- Publication Type
Articles 1231 - 1260 of 7208
Full-Text Articles in Social and Behavioral Sciences
ถกคิด ‘การอภิบาล’ (Governance) ในประเทศไทยผ่านงานวิจัยและหลักสูตรการสอนในมหาวิทยาลัย, เอกวีร์ มีสุข, ธีรพัฒน์ อังศุชวาล, วีระ หวังสัจจะโชค, ชุติเดช เมธีชุติกุล
ถกคิด ‘การอภิบาล’ (Governance) ในประเทศไทยผ่านงานวิจัยและหลักสูตรการสอนในมหาวิทยาลัย, เอกวีร์ มีสุข, ธีรพัฒน์ อังศุชวาล, วีระ หวังสัจจะโชค, ชุติเดช เมธีชุติกุล
Journal of Social Sciences
‘การอภิบาล’ (governance) เป็นคำศัพท์ทางวิชาการที่สร้างความสับสนให้กับสังคมไทยมาตั้งแต่ช่วงหลังทศวรรษที่ 1990 อันเนื่องมาจากการแปลและนิยามความหมายที่แตกต่างหลากหลายกัน รวมไปถึงบริบทในการนำไปปฏิบัติที่มีเป้าหมายทางการเมืองเฉพาะของการใช้แต่ละความหมายของการอภิบาล บทความวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อทบทวนและวิเคราะห์สถานะความรู้เรื่องการอภิบาลในประเทศไทยที่ปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลงานวิจัยสำคัญและหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา โดยงานวิจัยได้ใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ ผ่านการเก็บข้อมูลด้วยการสำรวจเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการจัดเวทีระดมความคิดเห็น ผลการศึกษาค้นพบว่าทั้งการวิจัยและการเรียนการสอนด้านการอภิบาลให้น้ำหนักอย่างมากกับมุมมองหรือแนวคิด ‘ธรรมาภิบาล’ และถูกนำไปปฏิบัติในการบริหารงานภาครัฐตามแนวคิดการจัดการภาครัฐแนวใหม่เป็นสำคัญ ส่งผลให้สถานะองค์ความรู้การอภิบาลในประเทศไทยเกิดวงจรปัญหาที่ทำให้องค์ความรู้การอภิบาลจำกัดหรือลดรูปเหลือเพียง ‘หลักธรรมาภิบาล’ และถูกนำไปสร้าง ถ่ายทอด และผลิตซ้ำผ่านสถาบันทางวิชาการและหน่วยงานภาครัฐ การออกแบบนโยบาย แผน และวิธีการปฏิบัติงานที่มุ่งใช้กรอบธรรมาภิบาลนี้สะท้อนสภาวะการขาดการนำแนวคิดการอภิบาลในลักษณะอื่นที่เป็นไปได้เข้ามาใช้อย่างเพียงพอหรือการไม่ให้ความสำคัญต่อความรู้การอภิบาลแบบอื่นในทางปฏิบัติ ปัญหานี้ส่งผลต่อทิศทางการแสวงหาความรู้และการพัฒนาการวิจัยที่เกี่ยวกับการอภิบาล ความรู้ในแบบอื่นนอกจาก ‘ธรรมาภิบาล’ ถูกทำให้ไม่สำคัญและหายไป
พลวัตของปฏิบัติการไม่ใช้ความรุนแรงในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง : กรณีศึกษาการเคลื่อนไหวของเยาวชนในปี 2563-2564, บุญเลิศ วิเศษปรีชา, อุเชนทร์ เชียงเสน
พลวัตของปฏิบัติการไม่ใช้ความรุนแรงในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง : กรณีศึกษาการเคลื่อนไหวของเยาวชนในปี 2563-2564, บุญเลิศ วิเศษปรีชา, อุเชนทร์ เชียงเสน
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยชิ้นนี้ นำเสนอสันติวิธีในทางปฏิบัติในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง กรณีการเคลื่อนไหวของขบวนการเยาวชนช่วงปี 2563-2564 เพื่อทำความเข้าใจเงื่อนไขในทางปฏิบัติที่ทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวที่เริ่มต้นจากความตั้งใจที่จะใช้สันติวิธี แต่ต่อมามีผู้ใช้ความรุนแรงเชิงตอบโต้แบบไม่มีอาวุธร่วมด้วย งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูล 60 คน จัดกิจกรรมสนทนากลุ่ม และใช้แนวคิดปฏิบัติการไม่ใช้ความรุนแรงที่ให้ความสำคัญกับความรู้จากประสบการณ์ของผู้เคลื่อนไหว และการรับมือของรัฐ
บทความนำเสนอสามประเด็น คือ หนึ่ง การยกระดับความรุนแรงเกิดจากปฏิสัมพันธ์โต้ตอบระหว่างฝ่ายรัฐกับผู้ชุมนุม ทั้งสองฝ่ายจึงมีส่วนต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้น สอง ความรู้จากภาคปฏิบัติของนักกิจกรรมพบว่า ผู้ร่วมเคลื่อนไหวบางส่วนต้องการตอบโต้เจ้าหน้าที่รัฐ การห้ามปรามจึงไร้ผล ทางเลือกที่ทำได้คือ ช่วยให้ผู้ชุมนุมที่ไม่ต้องการปะทะได้ออกจากพื้นที่เสี่ยง สาม รัฐสามารถสลายการเคลื่อนไหวแล้วไม่เสียความชอบธรรม เพราะใช้วิธีการปราบปรามอย่างชาญฉลาด
การศึกษาวิเคราะห์บทบาทบริษัทข้ามชาติจีนในเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมไทย-จีน จังหวัดระยองต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนผ่านแนวคิด “การทูตสามเหลี่ยม”, พรภวิษย์ หล้าพีระกุล, แอนนี คำสร้อย
การศึกษาวิเคราะห์บทบาทบริษัทข้ามชาติจีนในเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมไทย-จีน จังหวัดระยองต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนผ่านแนวคิด “การทูตสามเหลี่ยม”, พรภวิษย์ หล้าพีระกุล, แอนนี คำสร้อย
Journal of Social Sciences
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์บทบาทและความสำคัญของบริษัทข้ามชาติจีนในเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมไทย-จีน จังหวัดระยอง ต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน ผ่านแนวคิด“การทูตสามเหลี่ยม” เพื่อเสนอแนะแนวทางการบริหารจัดการและการวางนโยบายของรัฐบาลไทยในการส่งเสริมบทบาทของบริษัทข้ามชาติจีนในไทย เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ(Qualitative Research) โดยทำการรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิจากการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interviews) ผู้ที่เกี่ยวข้องและข้อมูลทุติยภูมิจากเอกสารและงานวิจัย จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงพรรณนา (Descriptive Analysis)
ผลการศึกษาพบว่า เหตุปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้บริษัทข้ามชาติจีนในนิคมอุตสาหกรรมไทย-จีน จังหวัดระยอง มีบทบาทและความสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน คือ การเป็นนิคมอุตสาหกรรมจีนแห่งแรกในต่างประเทศของจีน ได้รับการผลักดันและสนับสนุนผ่านนโยบายจากรัฐบาลจีนทั้งในอดีต (Going Out) และปัจจุบัน (BRI) โดยมีการให้บทบาทสำคัญแก่บริษัทข้ามชาติจีนในฐานะตัวแสดงของรัฐบาลจีนในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ กอปรกับนโยบายของไทยในปัจจุบัน เช่น ไทยแลนด์ 4.0 และโครงการ EEC นั้นสอดรับกับนโยบายของจีนอย่าง BRI ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มจำนวนการเข้ามาลงทุนของบริษัทข้ามชาติจีนในประเทศไทย เกิดเป็นสภาพการพึ่งพาอาศัยกันและการแข่งขันกัน ทำให้ความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ระหว่างไทยกับจีนนั้นมีขอบเขตที่กว้างและเป็นไปในทิศทางที่ดีมากยิ่งขึ้น เป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศ
รอคอยข้ามรุ่น : มานุษยวิทยาว่าด้วยเวลาที่รอคอยของคนยากจนกับนโยบายสังคมของไทย, ฐานิดา บุญวรรโณ
รอคอยข้ามรุ่น : มานุษยวิทยาว่าด้วยเวลาที่รอคอยของคนยากจนกับนโยบายสังคมของไทย, ฐานิดา บุญวรรโณ
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยนี้นำเสนอผลการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลบางส่วนที่ได้จากการทำงานภาคสนามทางมานุษยวิทยาใน 10 ครัวเรือนในจังหวัดพิษณุโลกที่มีฐานะยากจน ขาดเงินออม มีอัตราการพึ่งพิงกันในครัวเรือนสูงและการศึกษาต่ำอันเป็นคุณลักษณะของครัวเรือนยากจนข้ามรุ่นที่ระบุไว้ในหมุดหมายที่ 9 ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 (พ.ศ.2566-2570) โดยบทความวิจัยนี้มีข้อถกเถียงหลักคือ ความยากจนข้ามรุ่นนั้นยังดำรงอยู่เพราะนโยบายการศึกษาและนโยบายสังคมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องที่ผ่านมายังไม่สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนข้ามรุ่นได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ ในระหว่างเวลาของการรอคอยนโยบายสังคมที่ช่วยหยุดการส่งผ่านความยากจนข้ามรุ่นนี้ คนยากจนจากหนึ่งรุ่นสู่อีกรุ่นหนึ่งได้สูญเสียโอกาสในชีวิตมากมาย จากการปริทัศน์วรรณกรรมเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องเวลาที่รอคอย (waiting time) ผู้วิจัยสร้างกรอบแนวคิดการวิจัยในการวิเคราะห์ข้อมูลจากภาคสนามเพื่ออธิบายว่าเวลาที่คนยากจนข้ามรุ่นรอคอยนั้นสามารถอธิบายได้สามนัยยะสำคัญ คือ หนึ่ง ความยากจนยังดำรงอยู่และถูกส่งผ่านข้ามรุ่น สอง ช่วงเวลาของการรอคอยนโยบายการศึกษาที่จะช่วยตัดตอนวงจรความยากจนข้ามรุ่นเป็นช่วงเวลาที่คนยากจนรุ่นแล้วรุ่นเล่าสูญเสียโอกาสบางอย่างในชีวิตไปอย่างไม่มีวันหวนกลับมา เช่น หลุดออกจากระบบการศึกษาและกลายเป็นแรงงานกึ่งทักษะกึ่งไร้ทักษะ สาม นโยบายการศึกษาที่ผ่านมามีส่วนช่วยขยายโอกาสในชีวิตของคนยากจน แต่อาจยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอในการตัดตอนวงจรความยากจนข้ามรุ่น บทความนี้จะสะท้อนนัยยะทั้งสามประการข้างต้นผ่านข้อมูลจากภาคสนาม รวมทั้งนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายที่ได้จากการสังเคราะห์ข้อมูลจากภาคสนาม
ความรับผิดรับชอบและการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจในช่วงโควิด-19 ของรัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, สุรัชนี ศรีใย
ความรับผิดรับชอบและการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจในช่วงโควิด-19 ของรัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, สุรัชนี ศรีใย
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยนี้ศึกษาถึงความเชื่อมโยงระหว่างความรับผิดรับชอบของรัฐบาลและปฏิกิริยาต่อวิกฤตการณ์เศรษฐกิจที่เป็นผลมาจากการระบาดของโรคโควิด-19 โดยผ่านกรอบคิดเรื่อง competing principals ที่ชี้ให้เห็นว่าความรู้สึกรับผิดรับชอบของรัฐบาลต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ นั้นอาจไม่เท่ากัน และอาจส่งผลต่อผลิตผลเชิงนโยบายด้วยเช่นกัน ในกรณีของการระบาดของโรคโควิด-19นั้น ผลเชิงนโยบายนั้นแสดงออกมาในรูปแบบที่รัฐต้องตัดสินใจว่าจะทุ่มเททรัพยากรเพื่อให้การช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ประชาชนกลุ่มไหน มากน้อยเพียงใด โดยอาศัยข้อมูลเชิงปริมาณและการเก็บสถิติเรื่องการให้การช่วยเหลือทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศจาก The Oxford COVID-19 Government Response Tracker (OxCGRT) และตัวชี้วัดแบบมหภาคอื่นๆ งานศึกษาชิ้นนี้พบว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมีความแตกต่างจากที่อื่น ๆ ในโลก กล่าวคือ ความรู้สึกรับผิดรับชอบของรัฐบาลต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ แบบเดียวที่มีผลต่อระดับการให้การช่วยเหลือทางเศรษฐกิจต่อประชาชนของรัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ แบบแนวทแยง (diagonal accountability) ซึ่งเกิดจากการที่สื่อมวลชนและภาคประชาสังคมเปิดเผยและให้ข้อมูลต่อสาธารณชนเพื่อสร้างแรงกดดันต่อรัฐอีกทางหนึ่ง ข้อค้นพบนี้ไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่รัฐต้องเผชิญเมื่อมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมากในกระบวนการกำหนดนโยบายแต่ยังสะท้อนอีกด้วยว่า 1) รัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจไม่ได้รู้สึกถึงความรับผิดรับชอบต่อประชาชนโดยตรงมากนัก 2) รัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจไม่ได้รู้สึกถึงความรับผิดรับชอบต่อกลไกเชิงบริหาร เช่น การตรวจสอบและคานอำนาจเช่นเดียวกัน และ 3) รัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะรู้สึกว่าต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อตอบสนองหรือให้การช่วยเหลือประชาชนก็ต่อเมื่อสื่อและภาคประชาสังคมเริ่มตีแผ่ปัญหาและให้ข้อมูลแก่สาธารณชน
วัฒนธรรมที่มีกลิ่น : การสำรวจกลิ่นหอม การปรุงน้ำหอม และมิติทางสังคมของกลิ่น, ปิยรัตน์ ปั้นลี้
วัฒนธรรมที่มีกลิ่น : การสำรวจกลิ่นหอม การปรุงน้ำหอม และมิติทางสังคมของกลิ่น, ปิยรัตน์ ปั้นลี้
Journal of Social Sciences
บทความนี้ เริ่มจากการตั้งคำถามว่า สังคมต่าง ๆ ให้ความหมายกับกลิ่นอย่างไร กลิ่นสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างไร และเชื่อมโยงกับประสบการณ์ของมนุษย์ที่ซับซ้อนอย่างไร จากนั้นสำรวจความเป็นไปได้ของคำตอบผ่านการทำความเข้าใจพลวัตของกลิ่น บทความแบ่งเป็นห้าส่วน โดยส่วนแรก เป็นการกล่าวถึงกลิ่น ในฐานะผัสสะที่ (เคย) ถูกหลงลืม คุณลักษณะและการทำงานของผัสสะด้านกลิ่นของมนุษย์ในการรับรู้กลิ่น ส่วนที่สอง เป็นการสำรวจพัฒนาการทางการศึกษากลิ่น อันนำมาสู่การศึกษาที่ใช้ระเบียบวิธีวิจัยทางมานุษยวิทยาอย่างเป็นระบบ ส่วนที่สาม ตรวจสอบน้ำหอมประเภทต่าง ๆ โดยสรุปคุณลักษณะ ส่วนประกอบทางเคมี และวิธีการที่ใช้อธิบายคุณลักษณะและกระบวนการเหล่านี้ ส่วนที่สี่ ย้อนทบทวนประวัติศาสตร์แบบย่นย่อของน้ำหอม ส่วนที่ห้าส่วนสุดท้าย กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรมกลิ่นหอม บทความนี้เสนอว่า วัฒนธรรมกลิ่นหอมและน้ำหอมให้ความกระจ่างถึงความสัมพันธ์อันมีพลวัตระหว่างกลิ่นและสังคม โลกแห่งกลิ่นจึงสมควรได้รับความสนใจและการวิเคราะห์ในเชิงวิชาการมากขึ้น เพื่อให้เข้าใจคุณค่าของประสบการณ์ที่หลากหลายของมนุษย์มากขึ้น
สนามวาทกรรม “ความผิดเพศ” และความเกลียดชังทางเพศวิถีที่มีต่อกลุ่มเกย์เพศชายกลุ่มต่างๆภายใต้บริบท “สังคมนิยมชาย” ในประเทศไทย ในศตวรรษที่ 21, ธนา ร่างน้อย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์และข้อถกเถียงเพื่อศึกษาวิเคราะห์การก่อตัวของการเกิดสนามวาทกรรม “ความผิดเพศ” ภายใต้บริบท “สังคมนิยมชาย” ในสังคมไทย โดยมุ่งศึกษาภาคปฏิบัติการของสนามวาทกรรม “ความผิดเพศ” ในศตวรรษที่ 21 ที่เป็นการปะทะกันระหว่างชุดวาทกรรมรักต่างเพศและชุดวาทกรรมรักเพศเดียวกันแบบคู่ตรงข้าม เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์และการเกิดความเกลียดชังทางเพศวิถีที่มีต่อกลุ่มเกย์เพศชายกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทย ผ่านการวิเคราะห์สื่อทางสังคมในรูปแบบต่าง ๆ และสื่อวัฒนธรรมป๊อป อาทิ ละครชุด ภาพยนตร์ บทเพลง หรือหนังสือ ตลอดจนการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์อย่างเทศกาลไพรด์ รวมไปถึงการวิเคราะห์ชุดวาทกรรมทางการอย่าง “กฎหมาย” ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อการสมรสเท่าเทียม และร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต ที่สังคมไทยยังคงมีปัญหาด้านตัวบทกฎหมายการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและการได้รับความคุ้มครองทางสิทธิและเสรีภาพของกลุ่มเกย์ที่มีข้อจำกัด สะท้อนให้เห็นการแย่งชิงพื้นที่ทางวาทกรรมในสนามวาทกรรมความผิดเพศที่นำไปสู่การเกิดความเกลียดชังทางเพศวิถีที่มีต่อกลุ่มเกย์ ซึ่งผลการศึกษาพบว่า กลุ่มเกย์เพศชายในสังคมไทย ยังคงได้รับผลกระทบจากสนามวาทกรรม “ความผิดเพศ” โดยเฉพาะเรื่องการได้รับความคุ้มครองด้านสิทธิเสรีภาพและการเข้าถึงสิทธิตามกฎหมาย และขาดกฎหมายที่รองรับการแสดงออกและการเข้าถึงสิทธิของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศที่นำไปสู่การเกิดความเกลียดชังทางเพศวิถีที่มีต่อเกย์เพศชายกลุ่มต่าง ๆ โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้สร้างคุณูปการทางวิชาการด้านการศึกษาวาทกรรมและการวิเคราะห์วาทกรรม และสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ ตลอดจนสร้างความรู้ความเข้าใจด้านอาชญาวิทยาเกี่ยวกับความเกลียดชังทางเพศวิถีที่มีต่อกลุ่มเกย์ให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
Equity In Maternal And Child Health In Myanmar: Benefit Incidence Analysis On Utilization Of Health Services, Myint Si Thu
Equity In Maternal And Child Health In Myanmar: Benefit Incidence Analysis On Utilization Of Health Services, Myint Si Thu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Utilization of maternal and child health services plays a crucial role in preventing pregnancy related deaths and child deaths. High levels of maternal and child mortalities are remaining as public health problems in Myanmar. Therefore, this study aims to examine the effects of socio-economic and geographical factors on utilization of maternal and child health services at public health facilities in Myanmar, and analyze the levels of benefit that go to the people in different wealth status. Secondary data analysis is conducted using maternal and child health data from Myanmar Demographic and Health Survey (MDHS) 2015- 16. Marginal effects of multinomial …
Intersectionality And Gender Injustice In Higher Education In Pre- And Post-Coup Myanmar, Ei Yin Yin Phyu
Intersectionality And Gender Injustice In Higher Education In Pre- And Post-Coup Myanmar, Ei Yin Yin Phyu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research examines gender injustice in Higher Education in pre- and post-coup Myanmar. It explores how gender injustice has been perceived and practiced during the semi- civilian government and after the 2021 coup, both in private and public spaces. Using intersectionality and gender injustice concepts, this research employs a qualitative approach, collecting primary data through interviews with women university scholars, as well as secondary sources such as legal documents, education laws, university policies and regulations regarding gender equality. It incorporates other gender-related concepts and frameworks in order to strengthen its empirical findings. Primary data collection included 17 female participants from …
อิทธิพลของการใช้อินเทอร์เน็ตทางเศรษฐกิจกับรายได้ของลูกจ้างในประเทศไทย, กุลชาติ ประทุมชัย
อิทธิพลของการใช้อินเทอร์เน็ตทางเศรษฐกิจกับรายได้ของลูกจ้างในประเทศไทย, กุลชาติ ประทุมชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการศึกษาคือ (1) เพื่อศึกษาการใช้อินเทอร์เน็ตทางเศรษฐกิจของลูกจ้างผู้ใช้อินเทอร์เน็ต (2) เพื่อทดสอบอิทธิพลของปัจจัยทางประชากรและสังคม ปัจจัยการทำงานและปัจจัยทรัพยากรการใช้อินเทอร์เน็ตที่ส่งผลต่อการใช้อินเทอร์เน็ตทางเศรษฐกิจของลูกจ้างผู้ใช้อินเทอร์เน็ต และ (3) เพื่อทดสอบอิทธิพลของปัจจัยทางประชากรและสังคม ปัจจัยการทำงานและทุนทางเศรษฐกิจดิจิทัลที่ส่งผลต่อรายได้ของลูกจ้างผู้ใช้อินเทอร์เน็ต โดยการศึกษาครั้งนี้ศึกษากลุ่มประชากรวัยแรงงานที่มีอายุ 18 – 59 ปี มีสถานภาพการทำงานเป็นลูกจ้างและมีการใช้อินเทอร์เน็ตในระหว่าง 3 เดือนก่อนวันสัมภาษณ์ ผู้ศึกษาใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากการสำรวจการใช้เทคโนโลยีและการสื่อสารในครัวเรือนและการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี พ.ศ.2558 พ.ศ.2561 และพ.ศ.2563 ผลการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตทางเศรษฐกิจของลูกจ้างผู้ใช้อินเทอร์เน็ต พบว่า กลุ่มเพศหญิง อายุน้อย การศึกษาสูง อาศัยอยู่เขตเทศบาล รายได้สูง ทักษะแรงงานสูง มีการใช้คอมพิวเตอร์ทำงานและมีทรัพยากรการการใช้อินเทอร์เน็ตที่ดีกว่ามีแนวโน้มที่จะใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตทางเศรษฐกิจมากกว่า ในขณะที่ลูกจ้างผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่มีรายได้ต่ำและทำงานเป็นลูกจ้างรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจมีแนวโน้มที่จะใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษาเรียนรู้มากกว่า สำหรับการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อรายได้ของลูกจ้างผู้ใช้อินเทอร์เน็ต พบว่า ลูกจ้างผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่มีทุนทางเศรษฐกิจดิจิทัลต่ำที่สุดและสูงที่สุดนั้นมีช่องว่างทางรายได้ที่แตกต่างกันถึงร้อยละ 36 – 38 ส่วนลูกจ้างผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เป็นเพศหญิงและมีสถานภาพโสดเป็นกลุ่มที่มีความได้เปรียบด้านทุนทางเศรษฐกิจดิจิทัล แต่กลับได้รับผลตอบแทนทางรายได้ที่น้อยกว่าแสดงถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงทรัพยากรในพื้นที่นอกเขตดิจิทัล รวมถึงอาจมีข้อจำกัดในการแปลงทุนทางเศรษฐกิจดิจิทัลให้เป็นทุนทางเศรษฐกิจในชีวิตจริง การศึกษาในครั้งนี้ทำให้ทราบผลกระทบของกระบวนการเปลี่ยนผ่านเป็นดิจิทัล (Digitalization) ที่มีต่อประชากรกลุ่มวัยแรงงาน การเข้าถึงทรัพยากรการใช้อินเทอร์เน็ตและการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างมีประสิทธิภาพอาจช่วยส่งเสริมความเท่าเทียมกันในทางสังคมที่มีอยู่ได้ หากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสามารถแปลงทุนในพื้นที่ดิจิทัลให้เป็นทุนในพื้นที่ชีวิตจริง ดังนั้นการลดช่องว่างทางดิจิทัลโดยส่งเสริมการเข้าถึงทรัพยากรในพื้นที่ดิจิทัลอย่างเท่าเทียมจึงมีความสำคัญในการสร้างสังคมที่เป็นธรรมในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
องค์การการค้าโลกกับบทบาทในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม, วิลาสินี วดีศิริศักดิ์, นิศาชล พรหมรินทร์
องค์การการค้าโลกกับบทบาทในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม, วิลาสินี วดีศิริศักดิ์, นิศาชล พรหมรินทร์
Journal of Social Sciences
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีจุดประสงค์เพื่อศึกษา 1. มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมขององค์การการค้าโลกในการพิทักษ์รักษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 2. ผลกระทบของมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมขององค์การการค้าโลกต่อการค้าระหว่างประเทศ และ 3. ความสำเร็จของการบูรณาการการค้าระหว่างประเทศและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมขององค์การการค้าโลก ผลการศึกษาพบว่า 1. มาตรการที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้องค์การการค้าโลกเพื่อพิทักษ์รักษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมประกอบด้วย กลไกคณะกรรมาธิการด้านการค้าและสิ่งแวดล้อม กลไกองค์กรระงับข้อพิพาท และกลไกข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อมหลายฉบับ 2. คณะกรรมาธิการด้านการค้าและสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงเวทีในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ของประเทศสมาชิกที่มีต่อประเด็นด้านการค้าและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ส่วนแนวทางการตัดสินคดีสิ่งแวดล้อมขององค์กรระงับข้อพิพาททำให้ประเทศสมาชิกโดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วได้มีการออกมาตรการการค้าเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้อย่างชอบธรรมซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศผู้ส่งออก ในขณะที่ข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ส่งผลทำให้ประเทศที่พัฒนาแล้วใช้มาตรการเหล่านี้เป็นเครื่องมือเพื่อกีดกันทางการค้า และ 3. องค์การการค้าโลกยังไม่ประสบความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ในธรรมนูญ คือ การบูรณาการการค้าระหว่างประเทศและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมไว้ด้วยกัน แต่ในขณะเดียวกันมิได้ถือว่าล้มเหลว เพราะแม้มาตรการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นขององค์การการค้าโลกจะถูกพิจารณาว่าไม่มีประสิทธิภาพ แต่การมีมาตรการและมีการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องสะท้อนให้เห็นถึงข้อเท็จจริงว่าองค์การการค้าโลกได้มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อที่พยายามที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว
การจัดสรรบริการทางการศึกษาอย่าง (ไม่) เป็นธรรม? การประกอบสร้างภาพลักษณ์ทางสังคมของโรงเรียนมัธยมศึกษาในเอกสารนโยบายการรับนักเรียนเข้าเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, วงอร พัวพันสวัสดิ์
การจัดสรรบริการทางการศึกษาอย่าง (ไม่) เป็นธรรม? การประกอบสร้างภาพลักษณ์ทางสังคมของโรงเรียนมัธยมศึกษาในเอกสารนโยบายการรับนักเรียนเข้าเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, วงอร พัวพันสวัสดิ์
Journal of Social Sciences
การรับนักเรียนเข้าเรียนถือเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาโดยตรง เพราะความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นผลลัพธ์ของกระบวนการจัดสรรบริการด้านการศึกษาที่ไม่เป็นธรรม งานวิจัยชิ้นนี้ตั้งคำถามต่อนโยบายการจัดสรรที่นั่งเรียนในหน่วยบริการการศึกษาของรัฐไทยในระดับมัธยมศึกษา โดยมุ่งศึกษาว่าตัวแบบนโยบาย (Policy design) ของนโยบายการรับนักเรียนเข้าเรียนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีการประกอบสร้างภาพลักษณ์ของโรงเรียนและนักเรียนไว้อย่างไร? และการประกอบสร้างดังกล่าวมีส่วนช่วยบรรเทาหรือซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาอย่างไร? ผู้วิจัยใช้วิธีการวิเคราะห์นโยบายเชิงตีความ (Interpretive Policy Analysis) การวิเคราะห์กรอบการจำแนกแยกแยะ (Category Analysis) และใช้กรอบแนวคิดการประกอบสร้างกลุ่มเป้าหมายของนโยบาย (Social construction of target population) ของ Schneider and Ingram ที่มองว่า “ภาพลักษณ์” ของกลุ่มเป้าหมายของนโยบาย (ในที่นี้คือโรงเรียน) มีอิทธิพลต่อการออกแบบนโยบาย ซึ่งสุดท้ายจะมีผลตอกย้ำความไม่เป็นธรรมที่มีมาแต่เดิมในสังคม งานวิจัยพบว่า เนื้อหาของนโยบายการรับนักเรียนเข้าเรียนของสพฐ. มีการประกอบสร้างภาพลักษณ์ของโรงเรียนบนมโนทัศน์ของหลักกลไกตลาด ที่แยกแยะ “โรงเรียนอัตราแข่งขันสูง” ออกจาก “โรงเรียนทั่วไป” และสร้างแนวปฏิบัติที่เป็นการผลิตซ้ำภาพลักษณ์ทางสังคมที่มีมาก่อนของโรงเรียนทั้งสองประเภท กล่าวคือ ภาพลักษณ์ของโรงเรียนอัตราแข่งขันสูงถูกประกอบสร้างให้เป็นผู้ให้บริการการศึกษาของรัฐคุณภาพสูง ส่วนภาพลักษณ์ของโรงเรียนทั่วไปถูกประกอบสร้างให้เป็นผู้ให้บริการการศึกษาของรัฐคุณภาพต่ำ ในกระบวนการสร้างภาพลักษณ์ดังกล่าว นโยบายมีการจัดสรรภาระให้แก่โรงเรียนประเภททั่วไปที่สูงกว่าโรงเรียนประเภทอัตราแข่งขันสูงอย่างไม่สมเหตุสมผล เช่น โรงเรียนประเภทอัตราแข่งขันสูงมีสิทธิ์ในการคัดกรองผู้เรียนที่มีศักยภาพทางวิชาการ “สูง” ไปก่อนโรงเรียนประเภททั่วไป ในทางกลับกัน โรงเรียนประเภททั่วไปต้องรับภาระการจัดสรรสวัสดิการขั้นพื้นฐานและภาระในการพัฒนาผู้เรียนที่มีศักยภาพแตกต่างหลากหลาย
การวิเคราะห์เครือข่ายนโยบายในการพัฒนาพื้นที่สาธารณะสีเขียวในเขตกรุงเทพมหานคร, แพรพลอย วัฒนะโชติ, ปรีชญาณ์ นักฟ้อน
การวิเคราะห์เครือข่ายนโยบายในการพัฒนาพื้นที่สาธารณะสีเขียวในเขตกรุงเทพมหานคร, แพรพลอย วัฒนะโชติ, ปรีชญาณ์ นักฟ้อน
Journal of Social Sciences
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแสดงในเครือข่ายนโยบายในการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่สาธารณะสีเขียวในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้แนวทางการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการค้นคว้าเชิงเอกสารและการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ผลการวิจัยพบว่า การขับเคลื่อนงานเป็นในลักษณะตามแนวคิดการบริการสาธารณะแนวใหม่ โดยมีกรุงเทพมหานครเป็นตัวแสดงหลัก เนื่องด้วยเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่แก้ไขปัญหาและพัฒนาในเขตพื้นที่ ซึ่งมีความสัมพันธ์ในลักษณะของการประสานความร่วมมือจากการบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานในสังกัด หน่วยงานซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ และหน่วยงานที่มาสนับสนุนการดำเนินงานทั้งในทางตรงและในทางอ้อม ที่เป็นหน่วยงานภาครัฐและนอกภาครัฐ ทั้งภาคเอกชน ภาคีวิชาการ ภาคีวิชาชีพ ภาคประชาสังคม และสมาคม/ชุมชนที่อยู่ในย่าน เพื่อเสริมเติมองค์ประกอบของเครือข่ายในส่วนที่เป็นช่องว่างการดำเนินงาน นอกจากนี้ ยังมีความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นโดยอิสระจากกรุงเทพมหานคร ที่มาจากการพัฒนาพื้นที่สาธารณะสีเขียวโดยเจ้าของพื้นที่ซึ่งเป็นเอกชนหรือปัจเจก โดยเครือข่ายการประสานความร่วมมือที่เกิดขึ้น ประกอบด้วยตัวแสดงต่างๆ ที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ที่พัฒนา
การเมืองของชนชั้นนำในเวียดนามกับสิ่งท้าทายใหม่ในโลกปั่นป่วน, สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี, มุกดา ประทีปวัฒนะวงศ์
การเมืองของชนชั้นนำในเวียดนามกับสิ่งท้าทายใหม่ในโลกปั่นป่วน, สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี, มุกดา ประทีปวัฒนะวงศ์
Journal of Social Sciences
การเมืองของชนชั้นนำเวียดนามคือ การเมืองในพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามที่อาศัยความชอบธรรม 2 ชนิดที่ค้ำจุนให้อยู่ในอำนาจนับแต่ได้เอกราชในปี 1945 คือ ประการแรก ความชอบธรรมทางอุดมการณ์ที่อ้างอิงจากการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยประเทศจากการเป็นอาณานิคมฝรั่งเศสและเปลี่ยนแบบแผนทางการเมืองให้เป็นแบบอำนาจนิยมรวมศูนย์อยู่ที่พรรคคอมมิวนิสต์เท่านั้น และมีแบบแผนทางเศรษฐกิจเป็นแบบสังคมนิยม ประการที่สอง ความชอบธรรมทางด้านผลงานจากความสำเร็จทางเศรษฐกิจหลังการปฏิรูปโด่ยเหมยในปี 1986 ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจจากแบบวางแผนเป็นเศรษฐกิจสังคมนิยมแบบตลาด เปิดโอกาสให้ประชาชนเวียดนามได้สะสมความมั่งคั่งขึ้นมาได้อย่างมาก บทความนี้ใช้แนวคิดของ Samuel Huntington ที่ว่าความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจจะนำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยเพราะกลุ่มคนที่มั่งคั่งมักจะเป็นกลุ่มกดดันทางการเมืองเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้รัฐตอบสนองความต้องการและทำให้การสะสมความมั่งคั่งทำให้ราบรื่นมากขึ้น แต่ได้โต้แย้งว่า แม้ความสำเร็จทางเศรษฐกิจจะก่อให้เกิดชนชั้นใหม่ในเวียดนาม แต่กลุ่มพลังทางสังคมกลุ่มนี้ไม่ได้แสดงความเป็นปรปักษ์หรือท้าทายต่ออำนาจนำทางการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์แต่อย่างใด เพราะเหตุที่พวกเขาล้วนอาศัย โครงสร้างอำนาจ นโยบาย และเส้นสายในกลไกรัฐและพรรคคอมมิวนิสต์ในการสร้างฐานะขึ้นมา กล่าวในอีกแง่หนึ่งการรวมศูนย์อำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจและการสะสมความมั่งคั่งของชนชั้นใหม่นี้แต่อย่างใด ในอีกทางหนึ่งความสำเร็จทางธุรกิจของชนชั้นใหม่นี้มีส่วนอย่างมากในการเกื้อหนุนความชอบธรรมในเชิงผลงานแก่พรรคคอมมิวนิสต์ทำให้มีแรงสนับสนุนให้อยู่ในอำนาจได้ต่อไป สิ่งที่ท้าทายอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามยุคปัจจุบัน คือกลุ่มคนที่ถูกละเลยหรือพลาดโอกาสในการใช้โครงสร้างทางอำนาจของพรรคและรัฐเพื่อสนองความต้องการของตนเองหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ นอกจากจะไม่ได้รับผลประโยชน์ใด ๆ จากการพัฒนาหากแต่ยังอาจจะได้รับผลกระทบให้เกิดความเสียหายอีกด้วย กลุ่มคนเหล่านี้ได้อาศัยสื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือในการแสดงออกและเรียกร้องสิทธิของตนเอง ซึ่งทำให้พรรคคอมมิวนิสต์ต้องหาทางตอบโต้ จำกัด และกำจัดในที่สุด บทความนี้พัฒนาจาก“โครงการชนชั้นนำและแรงงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้:องค์ประกอบ โครงสร้างและพลวัตในยุคเปลี่ยนผ่าน” ซึ่งศึกษาและสำรวจการเมืองชนชั้นนำของเวียดนามจากเอกสารของภาครัฐ รายงานขององค์กรเอกชน หนังสือ วารสารและรายงานของสื่อมวลชนเป็นหลัก
Armageddon Averted : The Soviet Collapse 1970-2000, นิธิ เนื่องจำนงค์
Armageddon Averted : The Soviet Collapse 1970-2000, นิธิ เนื่องจำนงค์
Journal of Social Sciences
No abstract provided.
วัณโรคข้ามแดน: ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษยธรรม ความเจ็บป่วย และแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาร์ในประเทศไทย, จุฑามาศ ปิยะวงษ์
วัณโรคข้ามแดน: ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษยธรรม ความเจ็บป่วย และแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาร์ในประเทศไทย, จุฑามาศ ปิยะวงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัณโรค เป็นโรคที่อยู่กับสังคมมาอย่างยาวนาน ในปัจจุบันวัณโรค เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจากการติดเชื้อเป็นอันดับสองของโลกตามรายงานสถานการณ์วัณโรคโดยองค์กรอนามัยโลกปี 2023 (WHO, 2023) โดยประเทศไทยและประเทศเมียนมาร์ยังคงเป็นประเทศที่ถูกจัดอันดับ 30 ประเทศที่มีภาระวัณโรคสูงอย่างต่อเนื่อง วิทยานิพนธ์นี้ นำเสนอประเด็นวัณโรคข้ามแดน เพื่อแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างมนุษย์และสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ภายในเครือข่ายการทำงานของวัณโรคกับแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาร์ โดยวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของตัวแสดงที่อยู่ภายในเครือข่ายวัณโรคแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาร์ที่ต่างมีผลและส่งผลต่อกันและกัน เนื่องจากการทำงานวัณโรคในแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาร์มีหลายแง่มุมที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญอย่างรอบด้านในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น ชีวิตของแรงงานข้ามชาติในฐานะผู้ป่วย การให้ความช่วยเหลือตามมนุษยธรรม การเมืองของการให้ความช่วยเหลือ และการรักษาเพื่อให้หายจากความเจ็บป่วยที่ทุกมิติมีความเชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่ในการทำความเข้าใจวัณโรคให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นเพื่อเผยให้เห็นช่องว่างที่สำคัญบางประการในการทำงานวัณโรคที่ยังคงเป็นปัญหาในปัจจุบัน โดยการติดตามชีวิตผู้ป่วยวัณโรคแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาร์และการทำงานขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับวัณโรคใน 2 พื้นที่หลัก ได้แก่ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และจังหวัดสมุทรสาคร ด้วยวิธีวิทยาการติดตาม (Following Method) เพื่อทำความเข้าใจเครือข่ายความสัมพันธ์ของตัวแสดงที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น แรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาร์ มนุษยธรรม ความเจ็บป่วย ยารักษา เชื้อโรค วิเคราะห์ด้วยกรอบทฤษฎีเครือข่าย-ผู้กระทำการเป็นแนวคิดหลักเพื่อนําเสนอข้อค้นพบสำคัญของการศึกษาที่ว่าด้วยประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษยธรรม ความเจ็บป่วย และแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาร์ในประเทศไทย ข้อค้นพบของการศึกษานี้ เป็นการอธิบายความสัมพันธ์ของเครือข่ายและตัวแสดงที่เกี่ยวข้องกับวัณโรคในลักษณะของห่วงโซ่ที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ระดับปัจเจก ระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับโลก ที่สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและเปราะบางมากไปกว่าการควบคุมโรคในทางการแพทย์และกฎหมายแรงงาน แต่จำเป็นต้องความเข้าใจในทุกมิติเพื่อขยายไปสู่การทำงานวัณโรคในมิติใหม่ต่อไปได้
การบัญชีนิติวิทยา : กลไกป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ, อิฐฐนันธ์ ปุรณะพรรค์
การบัญชีนิติวิทยา : กลไกป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ, อิฐฐนันธ์ ปุรณะพรรค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง “การบัญชีนิติวิทยา : กลไกการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อศึกษาถึงการใช้การบัญชีนิติวิทยามาต่อสู้กับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ และเสนอ แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของการบัญชีนิติวิทยา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 17 ท่าน และสังเคราะห์ข้อมูลเป็นข้อเสนอแนะที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ ผลการวิจัยที่สำคัญ พบว่า การบัญชีนิติวิทยา คือ การรวบรวมหลักฐานการก่ออาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการทุจริตไปสำแดงในชั้นศาล โดยใช้เทคนิคการสืบสวนทางการเงินและการบัญชี กลไกการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจด้วยการใช้การบัญชีนิติวิทยา ประกอบด้วย (1) การป้องกันอาชญากรรม (Prevention) (2) การตรวจจับเฝ้าระวัง (Detection) (3) การสืบสวน (Investigation) เก็บรวบรวมหลักฐานขึ้นสู่ชั้นศาลหรือไกล่เกลี่ย และ (4) การเยียวยาชดใช้ผู้เสียหาย เทคนิคการบัญชีนิติวิทยาแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ (1) Collection Forensic คือ การตรวจสอบเอกสารและไฟล์เอกสาร (2) Digital Forensic คือ การสืบหาหลักฐานจากอุปกรณ์และแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ ปัญหาและอุปสรรคของการใช้บัญชีนิติวิทยาในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานการบัญชีนิติวิทยาและจรรยาบรรณของนักบัญชีนิติวิทยา จึงควรจัดตั้ง “สมาคมนักบัญชีนิติวิทยาแห่งประเทศไทย” หรือกำหนดให้เป็นสาขาวิชาชีพแขนงหนึ่งใน “สภาวิชาชีพบัญชี” นักบัญชีนิติวิทยาภาคเอกชนถูกจำกัดการเข้าถึงฐานข้อมูลทางการเงิน ขณะที่หน่วยงานภาครัฐสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลได้เต็มที่ จึงอาจจำเป็นต้องมีกฎหมายพิเศษ เช่น “ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ” และการจัดตั้งองค์กรกลางที่เป็น “Single of Command” เช่น “กระทรวงความมั่นคงภายใน” หรือ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปป.อศ.)” หรือเพิ่มบทบาทหน้าที่ของ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)” นอกจากนี้ยังพบว่า ปัญหาด้านความรู้ความสามารถเกิดจาก “ระบบอุปถัมภ์” ผู้ตรวจสอบภาครัฐมักขาดทักษะด้านการบัญชีนิติวิทยาซึ่งเป็นพหุวิทยาการ (Multidisciplinary) เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ การพัฒนาหลักสูตรการบัญชีนิติวิทยาจึงจำเป็นอย่างยิ่ง โดยอาศัยความร่วมมือแบบสหวิทยาการ (Interdisciplinary) และการฝึกอบรมร่วมกับสภาวิชาชีพบัญชี
บทบาทของรัฐในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน: เปรียบเทียบการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนของเยอรมัน ฟินแลนด์ และลักซ์เซมเบิร์ก ในช่วงปี ค.ศ. 2015 – 2022, ชาราวดี พูลคล้าย
บทบาทของรัฐในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน: เปรียบเทียบการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนของเยอรมัน ฟินแลนด์ และลักซ์เซมเบิร์ก ในช่วงปี ค.ศ. 2015 – 2022, ชาราวดี พูลคล้าย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของรัฐด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศเยอรมัน ฟินแลนด์ และลักซ์เซมเบิร์ก ในช่วงค.ศ. 2015 – 2022 โดยวิเคราะห์พัฒนาการและรูปแบบการพัฒนาของทั้งสามประเทศ พบว่าทั้งเยอรมนี ฟินแลนด์ และลักเซมเบิร์กต่างประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจแห่งความยั่งยืนนี้ โดยมีจุดร่วมคือรัฐเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมดผ่านการทำงานของกลไกราชการ (Bureaucratic Capacity) ที่มีความเป็นอิสระที่ฝังรากลึก (Embedded Autonomy) ระดับสูง ได้แก่ CEID ของเยอรมนี Sitra ของฟินแลนด์ และกระทรวง MEA, MECO และ MECDD ของลักเซมเบิร์ก นอกจากนี้ โครงสร้างและบทบาทและหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบด้านการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนเหล่านี้ยังสะท้อนภาพความเป็นรัฐที่นำการพัฒนาที่มีลักษณะเฉพาะของแต่ละประเทศ คือ เยอรมนีในฐานะรัฐที่นำการพัฒนาที่เน้นการมีส่วนร่วม ฟินแลนด์ในฐานะรัฐที่นำการพัฒนาที่เน้นการชี้นำด้วยความสมัครใจ และลักเซมเบิร์กในฐานะรัฐที่นำการพัฒนาที่เน้นการแบ่งงานกันทำ ซึ่งหมายความว่าการเป็นรัฐที่นำการพัฒนานั้นไม่ได้มีรูปแบบเดียวเสมอไป แต่สามารถมีได้หลายเส้นทางขึ้นอยู่กับบริบทที่เหมาะสมของแต่ละประเทศ
บทบาทสตรีมุสลิมในการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนอย่างยั่งยืน: กรณีศึกษาวิสาหกิจชุมชนดารุ้ลอิบาดะห์, ธิดาศิลป์ เปลี่ยนละออ
บทบาทสตรีมุสลิมในการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนอย่างยั่งยืน: กรณีศึกษาวิสาหกิจชุมชนดารุ้ลอิบาดะห์, ธิดาศิลป์ เปลี่ยนละออ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจบทบาทสตรีมุสลิมในการพัฒนาวิสาหกิจชุมชน ตลอดจนการรวมกลุ่ม ความสัมพันธ์ระหว่างภายในและภายนอกชุมชน และผลกระทบที่เกิดขึ้นใน 3 ด้าน คือด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม โดยศึกษาผ่านกลุ่มตัวอย่างที่เป็นสตรีมุสลิมในกลุ่มวิสาหกิจชุมชน จำนวน 10 คน ภายใต้ทฤษฎีสตรีนิยมอิสลาม ร่วมกับแนวคิดเครือข่ายทางสังคม หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผลการศึกษาได้แสดงให้เห็นว่ากลุ่มสตรีมุสลิมพยายามธำรงบทบาทตามที่พระมหาคัมภีร์อัลกุรอานได้ระบุไว้อย่างชัดเจนในด้านบทบาทและสิทธิที่สตรีมุสลิมพึงปฏิบัติที่มากกว่าโลกส่วนตัว หากแต่กลุ่มสตรีมุสลิมได้ก้าวออกมาสู่โลกสาธารณะ การรวมกลุ่มสตรีเพื่อหารายได้และการก้าวขึ้นมาสู่บทบาทของผู้พัฒนาชุมชนที่ได้รับการยอมรับจากคนในชุมชน นอกจากนี้กลุ่มสตรีมุสลิมยังมีการเพิ่มพูนความรู้อยู่อย่างสม่ำเสมอเพื่อพัฒนาทักษะและความสามารถของตนเอง อีกทั้งยังมีการสร้างเครือข่ายทางสังคมทั้งกับคนภายในชุมชนและหน่วยงานภายนอก โดยการปฏิสัมพันธ์กับคนในชุมชนนั้นเป็นความสัมพันธ์ที่เข้มแข็ง มีความเรียบง่าย สนิทสนมและความเป็นเครือญาติกัน จึงให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่อย่างเสมอ สำหรับหน่วยงานภายนอกจะทำหน้าที่แจ้งข้อมูลข่าวสารต่างๆ รวมไปถึงการให้ความช่วยเหลือสนับสนุนด้านงบประมาณในการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้การเติบโตอย่างมั่นคงและการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนอย่างยั่งยืนมีความสอดคล้องกับหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนโดยเมื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนพบว่าได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนใน 3 ด้าน ประกอบไปด้วย ด้านเศรษฐกิจคือวิสาหกิจชุมชนมีบทบาทในการส่งเสริมการจ้างงาน การเพิ่มการกระจายรายได้ให้แก่คนในชุมชน การเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นมาเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูป ด้านสังคมมีการดึงการมีส่วนร่วมจากคนในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม และด้านสิ่งแวดล้อมคือลดปัญหาการเกิดขยะ การพยายามอนุรักษ์น้ำ และส่งเสริมความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมแก่คนในชุมชน ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนจำนวน 6 ข้อด้วยกัน ประกอบไปด้วย ข้อที่ 1 ขจัดความยากจน ข้อที่ 2 ขจัดความหิวโหย ข้อที่ 4 การศึกษาที่มีคุณภาพ ข้อที่ 5 ความเท่าเทียมทางเพศ ข้อที่ 8 การจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ และข้อที่ 13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ปัญหาและอุปสรรคในการสืบสวนสอบสวนคดีความผิดเกี่ยวกับการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็กและเยาวชนออนไลน์, ปฐมพงษ์ ศรีหาพล
ปัญหาและอุปสรรคในการสืบสวนสอบสวนคดีความผิดเกี่ยวกับการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็กและเยาวชนออนไลน์, ปฐมพงษ์ ศรีหาพล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยเรื่อง ปัญหาและอุปสรรคในการสืบสวนสอบสวนคดีความผิดเกี่ยวกับการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็กและเยาวชนออนไลน์ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาถึงปัญหาและอุปสรรคในการสืบสวนสอบสวนคดีความผิดเกี่ยวกับการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็กและเยาวชนออนไลน์ 2) เพื่อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาและอุปสรรค การสืบสวนสอบสวนคดีความผิดเกี่ยวกับการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็กและเยาวชนออนไลน์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่มุ่งเน้นศึกษาผู้ที่มีหน้าที่ในการสืบสวน สอบสวน นักกฎหมาย ในคดีที่ผู้เสียหายเป็นเด็กในคดีออนไลน์ ผลการศึกษา พบว่า จากแบบสัมภาษณ์ทั้งหมด 9 คน โดยมีบทบาทหน้าที่ดังนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ TICAC จำนวน 5 คน นักจิตวิทยา จำนวน 1 คน พนักงานอัยการ จำนวน 1 คน NGO จำนวน 1 คน และนักสังคมสงเคราะห์ จำนวน 1 คน ปัญหาและอุปสรรค ข้อมูลที่เด็กไม่เต็มใจให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่เนื่องจากว่าเด็กเป็นผู้เสียหาย เด็กอาย และไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ทราบหรือให้บุคคลอื่นทราบ ก็จะปกปิดเป็นความลับ และเกี่ยวกับเรื่องของพ่อแม่ผู้ปกครองผู้เสียหายที่ไม่เข้าใจบทบาทของเจ้าหน้าที่ว่าเข้าไปช่วยเหลือ ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลแต่ต้องการหาพยานหลักฐานเพื่อจับคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้ เพราะไม่งั้นก็จะไปหลอกคนอื่นต่อ และที่เจอเป็นฝั่งของผู้เสียหาย เกี่ยวกับเรื่องของสภาพแวดล้อม และชุมชนของบ้านผู้เสียหาย ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดมาจากปัญหาครอบครัวที่บ้าน ปัญหาภายในครอบครัว และเป็นเรื่องของการเยาว์วัยของฝั่งผู้เสียหายคือสติปัญญาของเด็กยังไม่ก้าวทันภัยในส่วนของคนร้าย และปัญหาของการสืบสวนคือคนร้ายปิดบังอำพรางตัวตน บางทีสามารถขอข้อมูลจากทาง Facebook, Twitter ผู้ให้บริการในประเทศอย่างการขอ IP Address การขอหมายเลขโทรศัพท์มันต้องใช้เวลายุ่งยาก มันทำให้เป็นอุปสรรคในการสืบสวน ข้อเสนอแนะ เน้นในเรื่องของกระบวนการสืบสวนสอบสวนให้ละเอียดรอบคอบอย่างเดียว จะทำให้การประสานงานระหว่างหน่วยงานจะง่ายขึ้น แล้วก็รวดเร็วขึ้น และทุกอย่างให้มองเห็นประโยชน์ของเด็กเป็นสำคัญมากกว่าผลประโยชน์ของหน่วยงานตัวเอง และปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการตรวจ เพราะมาพร้อมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ปัญหาที่เจอคือเรื่องการตรวจพยานหลักฐานทาง Computer เพราะส่วนใหญ่ผู้ต้องหามีการปิดล็อกพาสเวิร์ดทาง Computer และมือถือทำให้ยากขึ้นตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ เจ้าหน้าที่มีความรู้ความเข้าใจอย่างเพียงพอหรือยังที่ต้องเก็บพยานหลักฐานคือให้เจ้าหน้าที่ผู้รับแจ้งมีความรู้มีสกิลในการแนะนำเบื้องต้น ไม่ว่าจะเป็นการเก็บพยานหลักฐาน และกระบวนการยุติธรรมที่เป็นมิตรสำหรับเด็ก ซึ่งมันขยายได้ว่าปัจจุบันมันยังไม่เป็นมิตรสำหรับเด็ก คือกระบวนการสืบสวนสอบสวนมันเหมือนการกระทำซ้ำกับเด็กด้วย พนักงานสืบสวนเองในหลายๆ พื้นที่โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล พื้นที่ที่ยังไม่ค่อยใช้สื่อ Online ตำรวจก็มีข้อจำกัดในการใช้เครื่องมือในการสืบสวน หรือบางแอพตำรวจยังไม่รู้จักเลย บางทีก็มีการใช้ถ้อยคำที่ทำร้ายจิตใจไม่เหมาะสม และการเก็บพยานหลักฐาน และขอเพิ่มเติมข้อเสนอแนะในด้านของกระบวนการยุติธรรมที่เป็นมิตรสำหรับเด็กสำคัญมากในเรื่องความเป็นส่วนตัวแล้ววิธีการในการพูดคุยกับผู้เสียหาย ให้มีการเพิ่มจำนวนพนักงานสอบสวนหญิง แล้วก็พนักงานอัยการผู้หญิง ปัญหาการค้ามนุษย์ ปัญหาปัจจุบันก็ที่เค้าเน้นหนักคือพวกบัญชีม้า เพราะทำให้ไม่สามารถพิสูจน์ทราบได้ว่าใครเป็นคนกระทำความผิดจริง และข้อเสนอแนะไว้เรื่องเกี่ยวกับการเรื่องทางเพศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในการปราบปรามอาชญากรรมทางเพศ
บทบาทของญี่ปุ่นในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก, นนทิยุต ชัยพงศ์พณิชย์
บทบาทของญี่ปุ่นในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก, นนทิยุต ชัยพงศ์พณิชย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความสำคัญต่อระบบสังคมระหว่างประเทศและปัญหาสภาพภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลงเป็นปัญหาฉุกเฉินที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามการที่จะสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับความร่วมมือจากประเทศต่าง ๆ ในโลก องค์การระหว่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหประชาชาติเป็นปัจจัยที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้การแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลงสามารถประสบความสำเร็จภายใต้ความร่วมมือในระดับนานาชาติ สหประชาชาติได้มีการแพร่ขยายบรรทัดฐานที่จะนำไปสู่การดำเนินนโยบายของตัวรัฐคือบรรทัดฐาน "ความรับผิดชอบของผู้มีสถานะ" และ "การคำนึงถึงระบบองค์รวม" แต่การที่ญี่ปุ่นได้รับนำเอาบรรทัดฐานเหล่านี้มาดำเนินนโยบายนั้น ญี่ปุ่นไม่ได้รับเอาบรรทัดฐานมาโดยไม่เปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับบรรทัดฐานภายใน ญี่ปุ่นได้ดำเนินกระบวนการที่เรียกว่า "การทำให้เป็นท้องถิ่นของบรรทัดฐาน" ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำให้บรรทัดฐานภายนอกสามารถเชื่อมโยงกับบรรทัดฐานที่ได้รับการยอมอยู่แล้วเป็นวงกว้างในสังคมภายใน ทำให้การดำเนินนโยบายของตัวรัฐซึ่งเป็นนโยบายที่ได้รับอิทธิพลมาจากบรรทัดฐานภายนอกเหล่านี้สามารถดำเนินได้อย่างราบรื่นและปราศจากแรงต่อต้านจากสังคมภายใน
การเผชิญวาระท้ายของชีวิตและการดูแลแบบประคับประคองของผู้ต้องขังสูงวัยในเรือนจำ, ปริญญา หวันเหล็ม
การเผชิญวาระท้ายของชีวิตและการดูแลแบบประคับประคองของผู้ต้องขังสูงวัยในเรือนจำ, ปริญญา หวันเหล็ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มุ่งสะท้อนให้เห็นพัฒนาการด้านสุขภาพและการเข้าถึงของระบบราชทัณฑ์ไทยในการดูแลแบบประคับประคอง ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ตามกรอบข้อบังคับระดับสากลและข้อกฎหมายระดับประเทศ ทั้งนี้ ยังมุ่งศึกษาแนวทางการให้บริการด้านสุขภาพในมิติของการดูแลในระยะท้าย ความต้องการของผู้ต้องขังสูงวัยในเรือนจำ และรูปแบบการจัดการกับการตายในเรือนจำ ผ่านกลไกของราชทัณฑ์ไทยที่มีทีมสหวิชาชีพต่างๆที่เข้ามาให้บริการกับผู้ต้องขังในระยะท้ายกับผู้ต้องขัง การศึกษาครั้งนี้อาศัยการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาครั้งนี้มีข้อค้นพบประการสำคัญว่า โครงการราชทัณฑ์ปันสุขเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ คือจุดเปลี่ยนสำคัญของบริการสุขภาพในกรมราชทัณฑ์ ผู้ต้องขังสูงวัยในวาระท้ายของชีวิตนั้นได้รับบริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐานสากลเทียบเท่าการรักษาในโรงพยาบาลภายนอก ด้วยทีมสหวิชาชีพที่มีความเชี่ยวชาญ ทั้งยังมีบริการระบบการให้เยี่ยมออนไลน์สำหรับผู้ต้องขังในระยะท้ายในเรือนจำ และความต้องการในวาระสุดท้ายของชีวิตผู้ต้องขังในเรือนจำนั้นคือการได้ “กลับบ้าน” ที่นับเป็นข้อค้นพบสำคัญและเป็นความหวังสุดท้ายก่อนสิ้นลมหายใจ
นัยของความตาย: การทำให้เป็นดิจิทัล เดธทิวิตี้ และปฏิสัมพันธ์กับความตายของคนรุ่นใหม่ในบริบทเมือง, วรากร วิมุตติไชย
นัยของความตาย: การทำให้เป็นดิจิทัล เดธทิวิตี้ และปฏิสัมพันธ์กับความตายของคนรุ่นใหม่ในบริบทเมือง, วรากร วิมุตติไชย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปรากฏการณ์สมัยใหม่เรื่องตายที่ปรากฏให้เห็นในบริบทเมืองของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ เกิดขึ้นโดยมีลักษณะร่วมหลายประการ คือ (1) เป็นการนำเสนอความตายแบบที่ไม่ใช่เรื่องต้องห้าม (2) มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (3) นำความตายไปสอดแทรกในมิติอื่น ๆ ของชีวิตประจำวัน และท้ายที่สุด คือ (4) การใช้ความตายเพื่อตอบโจทย์ใหญ่ของสังคม คือ โจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคมสูงวัย และความเป็นปัจเจกที่เพิ่มสูงขึ้น โดยงานวิจัยนี้ศึกษาปรากฏการณ์สมัยใหม่เรื่องตายผ่านหกกรณีศึกษา แบ่งเป็นแพลตฟอร์มพวงหรีดทางเลือกออนไลน์ที่ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนความหมายของคุณค่าใหม่ที่สะท้อนความตระหนักถึงความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อม และ ปรากฏการณ์เดธทิวิตี หรือ มรณิจกรรม อันเป็นการเปิดพื้นที่เรื่องตายใหม่ในสังคม โดยทั้งหกกรณีศึกษามีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ คือ การทำความตายให้เป็นดิจิทัล (digitalization of death) และ การเรียกร้องให้เกิดปฏิสัมพันธ์ต่อความตายแบบใหม่ในฐานะพื้นที่เพื่อการเรียนรู้ภายในตนของปัจเจก (Transformative space) ซึ่งส่งผลให้ปฏิบัติการและการให้ความหมายต่อความตายของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในบริบทเมืองเปลี่ยนรูปโฉมไป และค้นพบว่าปรากฏการณ์สมัยใหม่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของพื้นที่กายภาพและดิจิทัลอย่างแยกจากกันไม่ได้ภายใต้ความเป็นสังคมเครือข่าย (network society) เพราะวัตถุประสงค์และความหมายของปรากฏการณ์จะบรรลุผลได้ก็ต่อเมื่อเกิดขึ้นจากเครือข่ายของพื้นที่ เวลา วัตถุ และข้อมูล ทั้งกายภาพและดิจิทัลนั่นเอง ท้ายที่สุด การเกิดขึ้นของปรากฏการณ์สมัยใหม่เรื่องตายอาจกำลังชี้ให้เห็นถึงภูมิทัศน์ความตาย (Deathscape) ที่กำลังเปลี่ยนไป และชี้ให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้ละเลยความตาย แต่กำลังเรียกร้องการเรียนรู้เรื่องตายในรูปแบบใหม่ที่ต้องอาศัยการประกอบขึ้นจากดิจิทัล การสร้างประสบการณ์ที่เป็นส่วนตัวมิดชิด และตอบโจทย์คุณค่าใหม่ของสากล
การศึกษาการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน : กรณีศึกษากลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมยางพารา จังหวัดสงขลา, ภาณุรักษ์ ต่างจิตร
การศึกษาการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน : กรณีศึกษากลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมยางพารา จังหวัดสงขลา, ภาณุรักษ์ ต่างจิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้ศึกษาการจัดการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ที่มุ่งให้สนใจกับกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมยางพาราจังหวัดสงขลา โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการศึกษาการนำนโยบายด้านการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงานมาประยุกต์ใช้ในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมยางพาราดังกล่าว เพื่อให้ทราบถึงปัญหาและอุปสรรคของกระบวนการการนำนโยบายไปปฏิบัติ และเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ ผ่านการทบทวนเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการจัดการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และมีความเข้าใจลักษณะการทำงานของกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมยางพารา ผลการศึกษาพบว่า สถานประกอบการบางแห่งขาดมาตรการ ความเข้าใจกฎหมายที่คุ้มครองให้แรงงานปลอดภัยจากอุบัติเหตุที่เพียงพอ นอกจากนั้น ปัญหาในการสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับนโยบายและเงื่อนไขตามกฎหมายยังทำให้การดำเนินการขาดความต่อเนื่อง ทั้งนี้หน่วยงานภาครัฐบางส่วน รวมถึงโรงงานอุตสาหกรรมยางพาราขนาดกลางและขนาดย่อมในจังหวัดสงขลาโดยส่วนใหญ่ มีทรัพยากรจำกัด ทำให้ไม่สามารถดำเนินการตามนโยบายในด้านนี้ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ รวมถึงปัญหาด้านทัศนคติต่อการจัดการส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนมีมุมมองต่อการจัดการด้านความปลอดภัยในลักษณะภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และท้ายสุด การขาดความเชื่อมโยงของหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ ทำให้การดำเนินการยังไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ในส่วนของข้อเสนอแนะนำของการศึกษาเพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน สำหรับภาครัฐ ควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยให้ได้รับการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจใส่ใจกับการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย สำหรับสถานประกอบการ ควรมีการสนับสนุนการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรม ท้ายที่สุดสำหรับแรงงานในสถานประกอบการ ควรเสาะแสวงหาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิของลูกจ้างแรงงาน รวมถึงให้ความสำคัญและร่วมมือในการดำเนินการลดความเสี่ยงในการปฏิบัติงานด้วย
การศึกษาโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดของผู้เกี่ยวข้องในระดับปฏิบัติการ: กรณีศึกษาจังหวัดสมุทรปราการ, เหมือนพิมพ์ รอบคอบ
การศึกษาโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดของผู้เกี่ยวข้องในระดับปฏิบัติการ: กรณีศึกษาจังหวัดสมุทรปราการ, เหมือนพิมพ์ รอบคอบ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในกระบวนการรับสิทธิของโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด และ (2) เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะสำหรับแนวทางในการพัฒนาโครงการ โดยเป็นการศึกษาด้วยรูปแบบการวิจัยแบบเชิงคุณภาพเกี่ยวกับกระบวนการรับสิทธิของโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดในจังหวัดสมุทรปราการ ตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ.2563 - พ.ศ.2566 ในจังหวัดสมุทรปราการ โดยศึกษาจากเอกสารและการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง เก็บข้อมูลปฐมภูมิจากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญทั้งหมด 3 กลุ่ม ได้แก่ (1) กลุ่มผู้ปฏิบัตินโยบาย ซึ่งได้แก่ เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการส่วนกลางคือ ศูนย์ปฏิบัติการโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการส่วนภูมิภาคคือ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด และเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการส่วนถิ่นจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3 แห่ง ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลบางเพรียง เทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย เทศบาลนครสมุทรปราการ และ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (2) กลุ่มผู้ปกครองที่เข้าร่วมโครงการ (3) กลุ่มผู้ปกครองที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ (กลุ่มตกหล่น) รวมทั้งหมด 28 ท่าน จากการศึกษาพบว่า หลักเกณฑ์และขั้นตอนในกระบวนการรับสิทธิมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะทำให้เกิดความเข้าใจต่อโครงการในระดับที่แตกต่างกันของกลุ่มผู้ปฏิบัตินโยบาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงประชาชนผู้รับบริการเนื่องจากขาดการสื่อสารและถ่ายทอดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัตินโยบายที่ชัดเจนและสม่ำเสมอต่อกลุ่มผู้ปฏิบัตินโยบายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การรับรองสถานะครัวเรือนผู้มีรายได้น้อยโดยใช้เกณฑ์รายได้เฉลี่ยสมาชิกครัวเรือนไม่สามารถคัดกรองได้อย่างแท้จริงและอาจเป็นช่องว่างให้เกิดเป็นประเด็นทางการเมืองได้ ความยากลำบากในการหาผู้รับรองสถานะครัวเรือนก่อให้เกิดต้นทุนในการปฏิบัติตามนโยบายและต้นทุนจิตวิทยาของกลุ่มผู้ประสงค์เข้ารับสิทธิ ระบบแอปพลิเคชันเงินเด็กไม่เสถียร การจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดในครั้งแรกมีความล่าช้า ผู้ศึกษาเห็นว่าแนวทางในการพัฒนาโครงการ คือ เพิ่มการสื่อสารระหว่างองค์การ จัดทำคู่มือการปฏิบัติงานโครงการในฉบับย่อสำหรับกลุ่มผู้ปฏิบัตินโยบายในระดับต่างๆ แก้ไขแบบฟอร์มในการลงทะเบียนให้สั้นกระชับ ผู้ปกครองที่มีหลักฐานเอกสารรับรองรายได้ควรอนุโลมให้ไม่จำเป็นต้องมีผู้เซ็นรับรองสถานะครัวเรือน เป็นต้น สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายผู้ศึกษาเห็นว่าควรพัฒนาโครงการไปสู่การเป็นสวัสดิการแบบถ้วนหน้าสำหรับเด็กทุกคนตามแนวคิดการคุ้มครองทางสังคมถ้วนหน้าเพื่อลดต้นทุนในการเรียนรู้นโยบายและต้นทุนในการปฏิบัติตามนโยบายจากการศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางนโยบายที่กำหนดรวมถึงต้นทุนทางด้านจิตวิทยาของผู้ปกครองที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงลดต้นทุนทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นกับข้าราชการระดับปฏิบัติการในระดับต่างๆและลดการตีความแนวทางในการปฏิบัติตามนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับของกลุ่มผู้ปฏิบัตินโยบายที่เกี่ยวข้องอีกด้วย
Netflix กับการส่งเสริมวัฒนธรรมระดับโลก: Netflix กับกระแสวัฒนธรรมเกาหลีใต้, เกตน์สิริ กองสินพิพัฒน์
Netflix กับการส่งเสริมวัฒนธรรมระดับโลก: Netflix กับกระแสวัฒนธรรมเกาหลีใต้, เกตน์สิริ กองสินพิพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการเติบโตของกระแสวัฒนธรรมเกาหลีใต้ (Korean Wave) ผ่าน Netflix ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่กำลังเติบโตและได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้ชมทั่วโลก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของ Netflix ต่อการเติบโตของกระแสวัฒนธรรมเกาหลีใต้ ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพแบบวิจัยเชิงเอกสารเป็นหลัก โดยมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ของเกาหลีใต้ ผลการศึกษาพบว่า Netflix คือผู้เปลี่ยนเกมในอุตสาหกรรมโทรทัศน์โลกจากการเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่ผู้สมัครสมาชิกสามารถเข้าถึงและรับชมเนื้อหาจากทั่วโลกได้อย่างไม่จำกัด โดย Netflix ได้สร้างนวัตกรรมใหม่ให้แก่วงการโทรทัศน์ เช่น การรับชมอย่างต่อเนื่อง (binge-watching) และการรับชมตามความต้องการ (on-demand) รวมถึงคุณสมบัติอื่น ๆ ที่อำนวยความสะดวกและสร้างประสบการณ์การรับชมที่น่าพึงพอใจให้แก่ผู้ชม และเพื่อสนับสนุนการใช้งานและคุณสมบัติต่าง ๆ ที่แนะนำให้แก่ผู้ใช้งาน Netflix จึงก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตเนื้อหาต้นฉบับ (Netflix Originals) โดยเกาหลีใต้เป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนสำหรับกลยุทธ์ Localization ที่ Netflix เข้ามาลงทุนและสร้างความร่วมมือกับผู้ผลิตสื่อท้องถิ่นในการสร้างเนื้อหาต้นฉบับในรูปแบบของสื่อวัฒนธรรมเกาหลี รวมถึงเป็นแพลตฟอร์มในการเผยแพร่วัฒนธรรมเกาหลีใต้ที่สำคัญ Netflix จึงมีบทบาทเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ของเกาหลีใต้ นอกจากนี้ บริการและความสะดวกสบายของ Netflix ดึงดูดให้มีผู้ใช้งาน Netflix เป็นจำนวนมากทั่วโลก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมข้ามชาติเปิดกว้างมากขึ้น เมื่อเนื้อหาทางวัฒนธรรมถูกเผยแพร่บนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง Netflix จึงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้กระแสวัฒนธรรมเกาหลีใต้เติบโตมากขึ้นในระดับโลก
กล่องคอมเมนต์แห่งความเกลียดชังในบริบทสังคมไทย: กรณีศึกษาแฮชแท็กข่าวอาชญากรรมบนเฟซบุ๊ก, รมิดา แสงสวัสดิ์
กล่องคอมเมนต์แห่งความเกลียดชังในบริบทสังคมไทย: กรณีศึกษาแฮชแท็กข่าวอาชญากรรมบนเฟซบุ๊ก, รมิดา แสงสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและลักษณะของข้อความที่แสดงถึงความเกลียดชังต่ออีกฝักฝ่ายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข่าวอาชญากรรมในประเทศไทยบนแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก รวมถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับรู้ และการรับรู้ข้อความที่แสดงถึงความเกลียดชังของผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก และเพื่อศึกษามาตรการควบคุมการแสดงความคิดเห็นที่เป็นการแพร่กระจายความเกลียดชังบนสื่อสังคมออนไลน์ต่อบุคคลอื่น โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิจัยแบบเอกสาร การรวบรวมข้อมูลเอกสารที่เป็นข้อความที่แสดงถึงความเกลียดชังใต้โพสต์ข่าวอาชญากรรมในคดีฆาตกรต่อเนื่อง 6 ศพ คดีอดีตผู้กำกับใช้ถุงคลุมหัวผู้ต้องหายาเสพติด และคดีฆาตกรรมเน็ตไอดอล และการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างต่อผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 15 คน ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบข้อความที่แสดงความเกลียดชังต่ออีกฝักฝ่ายที่พบเหมือนกันทั้งสามคดีคือ การแบ่งแยกแบบไม่ตั้งใจต่อกลุ่มเป้าหมาย ลักษณะของข้อความที่พบมักเป็นการบอกกล่าว การชี้นำ และการแสดงความรู้สึก ซึ่งสอดคล้องกับความคิดเห็นของผู้ให้ข้อมูลสำคัญต่อข้อความที่แสดงความเกลียดชังใต้โพสต์ข่าวอาชญากรรม ส่วนปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับรู้นั้นพบว่ามีอยู่ 3 ปัจจัย คือ (1) ปัจจัยด้านจิต ได้แก่ แรงจูงใจส่วนตนและวัฒนธรรม (2) ปัจจัยด้านสังคม ได้แก่ การได้รับการยอมรับ การเลียนแบบหรือการคล้อยตามผู้ที่เคารพนับถือ ความต้องการในการปกป้องกลุ่มตน และการอบรมเลี้ยงดู และ (3) ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม ได้แก่ การเข้าถึงง่าย ความเป็นนิรนาม กฎหมายและการขาดผู้ตรวจตรา ขณะที่การรับรู้ข้อความที่แสดงถึงความเกลียดชังล้วนได้รับอิทธิพลมาจากปัจจัยการรับรู้ทั้งสามและการนำเสนอข่าวของสำนักข่าวอันจะเป็นการกำหนดทิศทางให้การตอบสนองมีความแตกต่างหลากหลาย มาตรการควบคุมการแสดงความคิดเห็นที่เป็นการแพร่กระจายความเกลียดชังบนสื่อสังคมออนไลน์ นอกเหนือไปจากกฎหมายและนโยบายแพลตฟอร์มที่มีอยู่ ควรมีการจัดตั้งหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเข้ามาช่วยประสานการแก้ปัญหาและดำเนินคดีระหว่างภาครัฐและเจ้าของแพลตฟอร์ม เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับระบบโครงข่ายคอมพิวเตอร์เข้ามาร่วมติดตามและตรวจสอบ บรรจุวิชาความรู้เท่าทันสื่อเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมแนะแนว สร้างกลุ่มศิลปินดาราตัวอย่างประชาสัมพันธ์เรื่องสิทธิเสรีภาพ สร้างสื่อเรื่องสั้นที่เข้าถึงคนทุกเพศทุกวัย จัดตั้งพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนปัญหาการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในระดับชุมชน จัดตั้ง Online Community เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นต่างในระดับสังคมแบบไม่เปิดเผยตัวตน
ต้นแบบการจัดการการสื่อสารเพื่อการท่องเที่ยวโดยชุมชน, เณริศา ชัยศุภมงคลลาภ
ต้นแบบการจัดการการสื่อสารเพื่อการท่องเที่ยวโดยชุมชน, เณริศา ชัยศุภมงคลลาภ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง ต้นแบบการจัดการการสื่อสารเพื่อการท่องเที่ยวโดยชุมชน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยนำแนวคิดด้านการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน ทฤษฎีการสื่อสารแบบมีส่วนร่วมมาอธิบายการจัดการการสื่อสารของชุมชนในการกำหนดส่วนประสมทางการตลาด แนวคิดเกี่ยวกับการตลาดและแนวคิดการสื่อสารการตลาดมาศึกษากระบวนการทำงานด้านการกำหนดส่วนประสมทางการตลาดและการสื่อสารการตลาด รวมทั้งศึกษาปัญหาและอุปสรรคที่มีผลต่อการจัดการการสื่อสาร ทั้งนี้เพื่อเสนอต้นแบบของการจัดการการสื่อสารของการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยศึกษาในพื้นที่วิสาหกิจชุมชนชีววิถี ตำบลน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน และชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลหลักที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวของชุมชน จำนวน 31 คน การสังเกตแบบมีส่วนร่วมในฐานะนักท่องเที่ยวและการวิเคราะห์เอกสาร ผลการวิจัย พบว่า ในกระบวนการทำงานของชุมชนในการจัดการการท่องเที่ยวด้านการกำหนดส่วนประสมทางการตลาด ชุมชนมีการใช้กระบวนการสื่อสารแบบมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน ตั้งแต่การตั้งแต่การเตรียมความพร้อมชุมชน การเตรียมความพร้อมเรื่องการตลาด และกระบวนการทำงานเพื่อเชื่อมโยงเรื่องชุมชนกับการตลาด โดยมีรูปแบบการสื่อสารทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ พร้อมไปกับการสร้างเครือข่ายการสื่อสารของกลุ่มคนทุกวัยในชุมชน ด้านกระบวนการทำงานของชุมชนในการจัดการการท่องเที่ยวด้านการสื่อสารการตลาด ชุมชนมีการค้นหาจุดเด่นของชุมชนนำมาสร้างสรรค์เป็นแนวคิดหลัก เพื่อใช้ในการสื่อสารการตลาดตามแนวคิดหมู่บ้านเฉพาะเรื่อง (Thematic Villages) โดยมีเครื่องมือหลัก คือ การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์ของชุมชน ร่วมกับการเผยแพร่ข่าวสารผ่านสื่อมวลชน การจัดกิจกรรมพิเศษและการร่วมกิจกรรมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ชุมชนยังขาดการบูรณาการเครื่องมือทางการสื่อสารการตลาด
A Study Of The Impact Of Different Demographic Characteristics On Purchasing Factors Of Thai Weaving Products, Shuwen Yu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study explores the impact of different demographic characteristics on the purchasing factors of Thai weaving products. Through a quantitative survey of consumers, this study identifies the key factors that influence their purchasing decisions, including quality, cultural connotation, service, price, comfort level, maintenance, product variety, design, color, sales location, brand, and recommendations. The analysis reveals significant differences in the importance ratings of these factors based on age, gender, and monthly income level. The findings indicate that female consumers value comfort, design, and color more, while younger consumers emphasize price, design and variety more. In contrast, older consumers value quality, comfort …
การศึกษาภาวะหมดไฟของนักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่, ธันย์ชนก เพชรอยู่
การศึกษาภาวะหมดไฟของนักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่, ธันย์ชนก เพชรอยู่
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสม เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ปัจจัยส่วนบุคคล สภาวะเชิงลบของงาน สภาพแวดล้อมในงาน และความผูกพันในงานที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามของนปร. 100 คน และสัมภาษณ์เชิงลึกนปร.ที่ลาออกจากโครงการฯ 10 คน รวมถึงผู้บังคับบัญชาและผู้อำนวยการสถาบันฯ การวิเคราะห์ภาวะหมดไฟใช้ตัวชี้วัดจาก ระดับอาการเหนื่อยล้า การลดความสัมพันธ์กับงาน และภาวะสิ้นหวังต่อผลงาน โดยใช้การวิเคราะห์เปรียบเทียบความแปรปรวนและสถิติถดถอยเชิงซ้อน รวมถึงการวิเคราะห์พรรณนาเพื่อศึกษาแนวทางการจัดการภาวะหมดไฟในการทำงาน ผลการศึกษาพบว่า อายุมีผลต่อภาวะสิ้นหวังต่อผลงานอย่างมีนัยสำคัญ (p-value = 0.014) สภาวะเชิงลบของงาน (p-value = 0.001) และสภาพแวดล้อมในงาน (p-value = 0.034) มีผลต่อการเกิดภาวะหมดไฟโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับการพิสูจน์ความสัมพันธ์ของปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดภาวะหมดไฟ ทำให้ทราบว่า นปร.ที่เป็นหญิงจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการเหนื่อยล้าที่สุด เมื่อมีอายุมากขึ้นจะมีระดับภาวะสิ้นหวังต่อผลงานที่สูงขึ้น การเผชิญสภาวะเชิงลบของงานและสภาพแวดล้อมงานที่ไม่เหมาะสมอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เกิดอาการเหนื่อยล้าและภาวะสิ้นหวังมากขึ้น การขาดสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนทำให้ความผูกพันในงานลดลงและลดความสัมพันธ์กับงาน เช่นเดียวกับสถานการณ์ที่ทำให้ต้องพบเจอกับสภาพแวดล้อมของงานที่ไม่เหมาะสมจะส่งผลให้เกิดระดับภาวะสิ้นหวังต่อผลงานที่สูงขึ้นเช่นกัน หากหน่วยงานไม่ได้สนับสนุนสภาพแวดล้อมของงานให้เหมาะสมและเพียงพอต่อการเผชิญกับสภาวะเชิงลบของงานจะทำให้ระดับความผูกพันในงานลดลง ซึ่งส่งผลถึงระดับการลดความสัมพันธ์กับงานนั้นสูงขึ้น แนวทางการจัดการภาวะหมดไฟที่เหมาะสมจึงเป็นการมอบงานที่ท้าทายและมีคุณค่า เสริมสร้าง Growth Mindset และการแลกเปลี่ยนวิธีการทำงานร่วมกัน ผู้บังคับบัญชาควรเฝ้าระวังและควบคุมปัจจัยเสี่ยง พร้อมทั้งสร้างความสุขที่ยั่งยืนในการทำงานเพื่อลดภาวะหมดไฟในอนาคต