Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Educational Administration and Supervision Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2020

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 1471 - 1500 of 1509

Full-Text Articles in Educational Administration and Supervision

แนวทางการพัฒนาครูโรงเรียนหอวังตามแนวคิดคุณลักษณะนวัตกร, พิมพ์ชนก หงษาวดี Jan 2020

แนวทางการพัฒนาครูโรงเรียนหอวังตามแนวคิดคุณลักษณะนวัตกร, พิมพ์ชนก หงษาวดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาครูโรงเรียนหอวังตามแนวคิดคุณลักษณะนวัตกร 2. นำเสนอแนวทางการพัฒนาครูโรงเรียนหอวังตามแนวคิดคุณลักษณะนวัตกร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารและครูโรงเรียนหอวัง รวมทั้งสิ้น จำนวน 145 คน ผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียนหอวัง จำนวน 1 คน รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานบุคคล จำนวน 1 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง และ ครูโรงเรียนหอวัง ประจำปีการศึกษา 2563 จำนวน 143 คน ได้จากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของ (ร่าง) แนวทางการพัฒนาครูโรงเรียนหอวังตามแนวคิดคุณลักษณะนวัตกร สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย การแจกแจงความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (x̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การวิเคราะห์ดัชนีความต้องการจำเป็น (Modified Priority Needs Index: PNI [Modified]) ฐานนิยม (Mode) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาครูโรงเรียนหอวังตามแนวคิดคุณลักษณะนวัตกร สูงสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ ด้านการมีแรงบันดาลใจในการคิดอย่างสร้างสรรค์ มีความต้องการจำเป็นสูงสุด (PNI [Modified] = 0.175) รองลงมาคือด้านการมีวิสัยทัศน์และเป็นผู้นำในการวางแผน (PNI [Modified] = 0.156) และ ด้านความสามารถคิดแก้ปัญหา (PNI [Modified] = 0.147) ตามลำดับ 2) แนวทางการพัฒนาครูโรงเรียนหอวังตามแนวคิดคุณลักษณนวัตกร มี 2 แนวทางหลัก ได้แก่ 1. การพัฒนาครูผ่านการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงเพื่อพัฒนาคุณลักษณะนวัตกรให้มีแรงบันดาลใจในการคิดอย่างสร้างสรรค์เสริมสร้างการมีวิสัยทัศน์และเป็นผู้นำในการวางแผนเพิ่มขีดความสามารถคิดแก้ปัญหา ประกอบด้วย 3 แนวทางย่อย 11 วิธีดำเนินการ และ 2. …


แนวทางการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครู สหวิทยาเขต นนทบุรี 2, เตือนตา สุพรรณทอง Jan 2020

แนวทางการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครู สหวิทยาเขต นนทบุรี 2, เตือนตา สุพรรณทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครู สหวิทยาเขต นนทบุรี 2 และ 2) นำเสนอแนวทางการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครู สหวิทยาเขต นนทบุรี 2 ใช้วิธีการวิจัยเชิงพรรณนา ประชากร คือ โรงเรียนสหวิทยาเขต นนทบุรี 2 มีตัวอย่างผู้ให้ข้อมูล รวม 64 คน ประกอบด้วย ผู้บริหาร 19 คน ได้แก่ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ และหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ฯ 8 กลุ่มสาระ 45 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามลักษณะมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็น และฐานนิยม ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครู สหวิทยาเขต นนทบุรี 2 โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านการใช้และ พัฒนาสื่อนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อการจัดการเรียนรู้ ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด ลำดับความต้องการจำเป็นของการพัฒนาสมรรถนะสูงที่สุด คือ ด้านความรู้ความสามารถในการออกแบบการเรียนรู้ รองลงมา คือ ด้านการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และด้านการวัด และประเมินผลการเรียนรู้ 2) แนวทางการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครู มีทั้งหมด 3 ด้าน ดังนี้ (1) ด้านความรู้ความสามารถในการออกแบบการเรียนรู้ด้วยวิธีการมอบหมายงาน การสอนงาน และการอบรมผ่านสื่อออนไลน์ (2) ด้านการจัดการเรียนรู้ที่เน้น ผู้เรียนเป็นสำคัญด้วยวิธีการมอบหมายงาน การสอนงาน และการอบรมสัมมนา (3) ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ด้วยวิธีการมอบหมายงาน การสอนงาน และการอบรมสัมมนา


แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการ โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (มัธยมวัดหัตถสารเกษตร) ในพระราชูปถัมภ์ฯ ตามแนวคิดการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคม, ฉัตรวิมล มากทรัพย์ Jan 2020

แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการ โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (มัธยมวัดหัตถสารเกษตร) ในพระราชูปถัมภ์ฯ ตามแนวคิดการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคม, ฉัตรวิมล มากทรัพย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive Research) โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ข้อ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการบริหารวิชาการของโรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (มัธยมวัดหัตถสารเกษตร) ในพระราชูปถัมภ์ฯ ตามแนวคิดการเรียนรู้การบริการสังคม 2) เพื่อนำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (มัธยมวัดหัตถสารเกษตร) ในพระราชูปถัมภ์ฯ ตามแนวคิดการเรียนรู้ ด้วยการบริการสังคม ผู้ให้ข้อมูลทั้งหมด 97 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการ 1 คน รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารวิชาการ 1 คน หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 คน และครู 87 คน กำหนดขนาดของตัวอย่างด้วยวิธีการของ Krejcie and Morgan ค.ศ. 1970 โดยระดับความคลาดเคลื่อนของการสุ่มตัวอย่างเท่ากับ 0.05 และใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามลักษณะมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ โดยมีลักษณะเป็นมาตราส่วนแบบประเมินค่า สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ฐานนิยม การวิเคราะห์ดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น (Modified Proiority Needs Index : PNI [modified]) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาบริหารวิชาการของโรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (มัธยมวัดหัตถสารเกษตร) ในพระราชูปถัมภ์ฯ ตามแนวคิดการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคม ภาพรวม มีความต้องการจำเป็น (PIN [modified] = 0.324) โดยการบริหารวิชาการที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตร รองลงมา คือ ด้านการวัดและประเมินผล และด้านการจัดการเรียนการสอน ตามลำดับและการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคมที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านการค้นคว้า 2) แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (มัธยมวัดหัตถสารเกษตร) ในพระราชูปถัมภ์ฯ ตามแนวคิดการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคม ประกอบด้วย 3 แนวทางหลัก 6 แนวทางย่อย 27 …


แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโปรแกรมวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์สองภาษา ตามแนวคิดสมรรถนะนวัติกรและผู้ประกอบการ, ปิยนุช มงคล Jan 2020

แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโปรแกรมวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์สองภาษา ตามแนวคิดสมรรถนะนวัติกรและผู้ประกอบการ, ปิยนุช มงคล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการบริหารวิชาการโปรแกรมวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ สองภาษา ตามแนวคิดสมรรถนะนวัตกรและผู้ประกอบการ 2) เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการโปรแกรมวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ สองภาษา ตามแนวคิดสมรรถนะนวัตกรและผู้ประกอบการ เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย กลุ่มตัวอย่างได้จากการเลือกแบบเจาะจงโรงเรียนที่มีโปรแกรมวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์สองภาษา ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 3 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย และโรงเรียนพูลเจริญวิทยาคม โดยมีผู้ให้ข้อมูลรวมทั้งสิ้น 33 คน ประกอบด้วยคณะผู้บริหารจำนวน 9 คน และครูจำนวน 24 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการโปรแกรมวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์สองภาษาตามแนวคิดสมรรถนะนวัตกรและผู้ประกอบการและแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของร่างแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโปรแกรมวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์สองภาษาตามแนวคิดสมรรถนะนวัตกรและผู้ประกอบการของผู้เรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหา ฐานนิยมและจัดลำดับความต้องการจำเป็นโดยใช้สูตร PNI [modified] ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโปรแกรมวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ สองภาษา ตามแนวคิดสมรรถนะ นวัตกรและผู้ประกอบการ ด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุดคือด้านการพัฒนาหลักสูตร (PNI [modified]=0.36) รองลงมาคือด้านการจัดการเรียนการสอน (PNI [modified]= 0.31) ด้านการพัฒนาสื่อและใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (PNI[modified]=0.27) และด้านการวัดและประเมินผล (PNI [modified]=0.26) ตามลำดับ ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาสมรรถนะนวัตกรและผู้ประกอบการด้านที่มีความจำเป็นสูงสุดคือ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (PNI [modified]=0.36) ความต้องการความสำเร็จ (PNI [modified]=0.34) และการสร้างเครือข่าย (PNI [modified]=0.27) ตามลำดับ 2) แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโปรแกรมวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์สองภาษา ตามแนวคิดสมรรถนะนวัตกรและผู้ประกอบการ มีแนวทางการบริหารวิชาการทั้งหมด 4 แนวทาง และ 17 วิธีการ ดำเนินการดังนี้ แนวทางที่ 1 พัฒนาหลักสูตรที่เน้นสมรรถนะนวัตกรและผู้ประกอบการด้านความต้องการความสำเร็จและความคิดสร้างสรรค์ มี 5 วิธีดำเนินการ แนวทางที่ 2 ปรับปรุงการนิเทศการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมสมรรถนะนวัตกรและผู้ประกอบการด้านความริเริ่มสร้างสรรค์และความกล้าเสี่ยง มี 4 วิธีดำเนินการ แนวทางที่ 3 พัฒนาการจัดหา ผลิต …


แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโปรแกรมห้องเรียนกีฬา ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจังหวัดราชบุรีตามแนวคิดพหุปัญญา, กิตติพิชญ์ เอียดซัง Jan 2020

แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโปรแกรมห้องเรียนกีฬา ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจังหวัดราชบุรีตามแนวคิดพหุปัญญา, กิตติพิชญ์ เอียดซัง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโปรแกรมห้องเรียนกีฬาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจังหวัดราชบุรีตามแนวคิดพหุปัญญา 2) นำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาโปรแกรมห้องเรียนกีฬาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจังหวัดราชบุรีตามแนวคิดพหุปัญญา ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจังหวัดราชบุรี จำนวน 26 โรงเรียน โดยมีผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้อำนวยการโรงเรียน 5 คน รองผู้อำนวยการโรงเรียน 19 คน หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ 40 คน และครูผู้สอนรายวิชา จำนวน 205 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทาง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย การแจกเจงความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การวิเคราะห์ดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น (Modified Priority Needs Index: PNI [Modified]) ฐานนิยม (Mode) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัย พบว่า 1) ความต้องการจำเป็นของการบริหารวิชการโปรแกรมห้องเรียนกีฬาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจังหวัดราชบุรีตามแนวคิดพหุปัญญา ที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ การพัฒนาหลักสูตร (PNI [Modified] =0.120) รองลงมา คือการวัดและประเมินผล (PNI [Modified] = 0.111) และการจัดการเรียนรู้ (PNI [Modified] = 0.101) ตามลำดับ และ 2) แนวทางพัฒนาการบริหาวิชาการโปรแกรมห้องเรียนกีฬาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจังหวัดราชบุรีตามแนวคิดพหุปัญญา มี 3 แนวทางหลัก ได้แก่ แนวทางหลักที่ 1 พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาที่ส่งเสริมความสามารถพหุปัญญาของนักเรียน ประกอบด้วย 4 แนวทางรอง 8 วิธีดำเนินการ แนวทางหลักที่ 2 พัฒนาการวัดและประเมินผลที่ส่งเสริมความสามารถพหุปัญญาของนักเรียน ประกอบด้วย 2 แนวทางรอง 5 วิธีดำเนินการ และแนวทางหลักที่ 3 พัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสามารถพหุปัญญาของนักเรียน ประกอบด้วย …


แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนนานาชาติเด่นหล้า บริติช ตามแนวคิดการจัดการเรียนการสอนที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล, น้ำเพชร ปฐพีทอง Jan 2020

แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนนานาชาติเด่นหล้า บริติช ตามแนวคิดการจัดการเรียนการสอนที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล, น้ำเพชร ปฐพีทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนนานาชาติเด่นหล้า บริติช ตามแนวคิดการจัดการเรียนการสอนที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล 2) นำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนนานาชาติเด่นหล้า บริติช ตามแนวคิดการจัดการเรียนการสอนที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงบรรยาย ซึ่งมีประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนนานาชาติเด่นหล้า บริติช โดยมีผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารและหัวหน้าครู ครูประจำชั้น ครูสอนรายวิชาเฉพาะ ผู้ช่วยครู และนักเรียนระดับชั้น Year 8 – Year 10 จำนวน 156 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทาง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วยการแจกแจงความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ฐานนิยม (Mode) การวิเคราะห์ดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น (Modifed Priority Needs Index: PNI[Modified]) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารวิชาการโรงเรียนนานาชาติเด่นหล้า บริติช ตามแนวคิดการจัดการเรียนการสอนที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือการวัดและประเมินผล (PNI [Modified] = 0.272) รองลงมา คือ การจัดการเรียนการสอน (PNI [Modified] = 0.266) การพัฒนาสื่อการเรียนการสอนและแหล่งการเรียนรู้ (PNI [Modified] = 0.265) และการพัฒนาหลักสูตร (PNI [Modified] = 0.244) ตามลำดับ และ 2) แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนนานาชาติเด่นหล้า บริติช ตามแนวคิดการจัดการเรียนการสอนที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล มีทั้งหมด 4 แนวทางหลัก 8 แนวทางย่อย 19 วิธีดำเนินการ โดยแนวทางหลักประกอบไปด้วย แนวทางหลักที่ 1 พัฒนาการวัดและประเมินผลผู้เรียนโดยเน้นวิธีการวัดและประเมินผลในรูปแบบที่ผู้เรียนถนัด แนวทางหลักที่ …


แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาขนาดกลาง กลุ่มโรงเรียนท่าจีนก้าวหน้า ตามแนวคิดคุณลักษณะนักคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์, ปริษา อัคคีเดช Jan 2020

แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาขนาดกลาง กลุ่มโรงเรียนท่าจีนก้าวหน้า ตามแนวคิดคุณลักษณะนักคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์, ปริษา อัคคีเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาขนาดกลาง กลุ่มโรงเรียนท่าจีนก้าวหน้า ตามแนวคิดคุณลักษณะนักคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และ 2)ศึกษาแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาขนาดกลางกลุ่มโรงเรียนท่าจีนก้าวหน้าตามแนวคิดคุณลักษณะนักคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 7 คน และครูโรงเรียนประถมศึกษาขนาดกลาง กลุ่มโรงเรียนท่าจีนก้าวหน้า 7 โรงเรียน จำนวน 74 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ และแบบประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของร่างแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาขนาดกลาง กลุ่มโรงเรียนท่าจีนก้าวหน้า ตามแนวคิดคุณลักษณะนักคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scales) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความจำเป็น ฐานนิยม และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) ความต้องการจำเป็นของการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาขนาดกลางกลุ่มโรงเรียนท่าจีนก้าวหน้า ตามแนวคิดคุณลักษณะนักคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตร (PNI [modified] = 0.176) รองลงมา คือ การพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีทางการศึกษา (PNI [modified] = 0.162) การวัดและประเมินผล (PNI [modified] = 0.156) และด้านการจัดการเรียนการสอน (PNI [modified] = 0.152) ตามลำดับ ซึ่งการบริหาวิชาการทั้งหมดมีองค์ประกอบของกรอบคุณลักษณะนักคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ที่มีค่าความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ การมีความกล้าเสี่ยงที่จะลงมือทำสิ่งใหม่ ๆ (PNI [modified] = 0.181) และ 2) แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาขนาดกลางกลุ่มโรงเรียนท่าจีนก้าวหน้า ตามแนวคิดคุณลักษณะนักคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ มี 4 แนวทางหลัก 8 แนวทางย่อย 22 วิธีดำเนินการ ซึ่งเรียงลำดับตามความต้องการจำเป็น ดังนี้ แนวทางที่ 1 พัฒนาการประเมินผลการใช้หลักสูตรเพื่อส่งเสริมคุณลักษณะนักคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ด้านการมีความกล้าเสี่ยง ที่จะลงมือทำสิ่งใหม่ ๆ ประกอบด้วย แนวทางย่อย 4 วิธีดำเนินการ …


แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสหวิทยาเขตสุวรรณภูมิปราการ ตามแนวคิดคุณลักษณะผู้ประกอบการทางสังคม, เตชินี สุขสำราญ Jan 2020

แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสหวิทยาเขตสุวรรณภูมิปราการ ตามแนวคิดคุณลักษณะผู้ประกอบการทางสังคม, เตชินี สุขสำราญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสหวิทยาเขตสุวรรณภูมิปราการ ตามแนวคิดคุณลักษณะผู้ประกอบการทางสังคม 2) เพื่อนำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสหวิทยาเขตสุวรรณภูมิปราการ ตามแนวคิดคุณลักษณะผู้ประกอบการทางสังคมโดยมีประชากร ได้แก่ โรงเรียนในสังกัดสหวิทยาเขตสุวรรณภูมิปราการ จำนวน 7 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารและครูในโรงเรียนสังกัดสหวิทยาเขตสุวรรณภูมิปราการ จำนวน 260 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามลักษณะมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทาง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น การวิเคราะห์ความถี่ และฐานนิยม ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสหวิทยาเขตสุวรรณภูมิปราการ ตามแนวคิดคุณลักษณะผู้ประกอบการทางสังคม ที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ การพัฒนาและส่งเสริมให้มีแหล่งเรียนรู้ รองลงมา คือ การวัดและประเมินผล การพัฒนาหลักสูตร และการจัดการเรียนการสอน ตามลำดับ และ 2) แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสหวิทยาเขตสุวรรณภูมิปราการ ตามแนวคิดคุณลักษณะผู้ประกอบการทางสังคม โดยนำเสนอตามลำดับความต้องการจำเป็น มีทั้งหมด 4 แนวทางหลัก 8 แนวทางย่อย 19 วิธีดำเนินการ โดยแนวทางหลักประกอบไปด้วย แนวทางหลักที่ 1 ยกระดับการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ โดยการประเมินผลการใช้แหล่งเรียนรู้ ที่เน้นให้ผู้เรียนทำงานเชิงรุกตามเป้าหมายเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง แนวทางหลักที่ 2 พัฒนาแนวปฏิบัติในการวัดและประเมินผล ที่เน้นให้ผู้เรียนมีความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคม แนวทางหลักที่ 3 พัฒนากระบวนการพัฒนาหลักสูตรด้านการประเมินผลการใช้หลักสูตร ที่เน้นให้ผู้เรียนมีความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคม และแนวทางหลักที่ 4 พัฒนาการจัดการเรียนการสอน ผ่านการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ ที่เน้นให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น


แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานคร ตามแนวคิดคุณลักษณะการคิดเชิงบวกของผู้เรียน, ธัญมน นวลโฉม Jan 2020

แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานคร ตามแนวคิดคุณลักษณะการคิดเชิงบวกของผู้เรียน, ธัญมน นวลโฉม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดคุณลักษณะการคิดเชิงบวกของผู้เรียน 2) นำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดคุณลักษณะการคิดบวกของผู้เรียน ประชากร คือ โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร กลุ่ม 2 ที่กำหนดเป้าประสงค์ที่ต้องการให้ผู้เรียนเกิดสุขภาวะ จำนวน 5 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลทั้งหมด 332 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 17 คน ครู จำนวน 255 คน และนักเรียน จำนวน 60 คน จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม เรื่อง แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดคุณลักษณะการคิดเชิงบวกของผู้เรียน และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของร่างแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดคุณลักษณะการคิดเชิงบวกของผู้เรียน โดยสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ฐานนิยม และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ การวัดประเมินผล (PNI [Modified] = 0.437) รองลงมา คือ การพัฒนาหลักสูตร (PNI [Moditied] = 0.431) การแนะแนว (PNI [Modified] = 0.424) และด้านที่มีลำดับความต้องการจำเป็นต่ำที่สุด คือ การจัดการเรียนการสอน (PNI [Modified] = 0.409) ความต้องการจำเป็นของคุณลักษณะการคิดเชิงบวกของผู้เรียนด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านการมองโลกในแง่ดี (PNI [Modified] = 0.434) รองลงมา คือ ด้านความฉลาดทางอารมณ์ (PNI [Modified] = 0.429) ด้านความคิดสร้างสรรค์ (PNI [Modified] = 0.427) ด้านการมีคุณธรรม (PNI [Modified] = 0.426) และด้านความเชื่อมั่นในตนเอง (PNI …


แนวทางพัฒนาการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนมัธยมศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ตามแนวคิดคุณลักษณะผู้ประกอบการ, กิตติพศ ไชยคำภา Jan 2020

แนวทางพัฒนาการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนมัธยมศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ตามแนวคิดคุณลักษณะผู้ประกอบการ, กิตติพศ ไชยคำภา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนมัธยมศึกษาในการพัฒนานักเรียนให้มีคุณลักษณะผู้ประกอบการ 2) นำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนมัธยมศึกษา ในการพัฒนานักเรียนให้มีคุณลักษณะผู้ประกอบการ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบบรรยาย ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 8 โรงเรียน เลือกโดยการกำหนดคุณสมบัติ ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้บริหารและครู จำนวน 264 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ (ร่าง) แนวทางฯ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ดัชนีค่าความต้องการจำเป็น ฐานนิยม และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนมัธยมศึกษาที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ ด้านนักเรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และด้านการปฏิบัติการ มีความต้องการจำเป็นต่ำสุด โดยการบริหารความเป็นเลิศทั้งหมดมีองค์ประกอบคุณลักษณะผู้ประกอบการที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุดคือ ความกล้าเผชิญหน้ากับความเสี่ยง 2) แนวทางพัฒนาการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนมัธยมศึกษา มีทั้งหมด 6 แนวทาง 14 แนวทางย่อย 76 วิธีดำเนินการ แนวทางเรียงตามลำดับดัชนีความต้องการจำเป็นดังนี้ (1) พัฒนานักเรียนที่มุ่งเน้นให้มีความกล้าเผชิญหน้ากับความเสี่ยงและความคิดสร้างนวัตกรรม (2) ปรับปรุงการวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ที่มุ่งเน้นให้นักเรียนมีความกล้าเผชิญหน้ากับความเสี่ยง (3) เพิ่มกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นให้นักเรียนมีความกล้าเผชิญหน้ากับความเสี่ยง (4) เสริมสร้างบุคลากรที่มุ่งเน้นให้นักเรียนมีความกล้าเผชิญหน้ากับความเสี่ยงและความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม (5) ทบทบนการนำองค์กรที่มุ่งเน้นให้นักเรียนมีความกล้าเผชิญหน้ากับความเสี่ยง (6) ปรับปรุงการปฏิบัติการที่มุ่งเน้นให้นักเรียนมีความกล้าเผชิญหน้ากับความเสี่ยง


แนวทางพัฒนาการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดพัทลุง ตามแนวคิดทักษะชีวิตและอาชีพ, กรวีร์ ขาวดี Jan 2020

แนวทางพัฒนาการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดพัทลุง ตามแนวคิดทักษะชีวิตและอาชีพ, กรวีร์ ขาวดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดพัทลุง ตามแนวคิดทักษะชีวิตและอาชีพ 2) เพื่อนำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดพัทลุง ตามแนวคิดทักษะชีวิตและอาชีพใช้วิธีการวิจัยเชิงบรรยาย ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ โรงเรียนเอกชนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในจังหวัดพัทลุง จำนวน 39 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย จำนวน 21 โรงเรียน จากการกำหนดคุณสมบัติ ผู้ให้ข้อมูลคือ ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอน 189 คน ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน 21 คน และ ครู 168 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) แบบสอบถาม เรื่อง สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดพัทลุงตามแนวคิดทักษะชีวิตและอาชีพ 2) แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนเอกชนใน จังหวัดพัทลุงตามแนวคิดทักษะชีวิตและอาชีพ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) การวิเคราะห์ดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น (Modified Priority Needs Index: PNI [Modified]) ฐานนิยม (Mode) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลลัพธ์ของการบริหารสู่ความเป็นเลิศที่มีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสูงสุดคือ ผลลัพธ์ด้านนักเรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (PNI [Modified] = 0.383) และการบริหารสู่ความเป็นเลิศที่มีลำดับความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสูงสุดคือด้านกลยุทธ์ (PNI [Modified]=0.469) มีทักษะชีวิตและอาชีพด้านการคิดริเริ่ม มีลำดับความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสูงสุด (PNI [Modified]=0.488) 2) แนวทางพัฒนาการบริหารสู่ความเป็นเลิศ 6 แนวทาง โดยเรียงลำดับความต้องการจำเป็น ดังนี้ (1) แนวทางพัฒนา ด้านกลยุทธ์ มี 2 แนวทางรอง และ 11 วิธีการดำเนินการ (2) แนวทางพัฒนาด้านบุคลากร มี 2 แนวทางรอง และ 7 วิธีการดำเนินการ (3) …


แนวทางพัฒนาการบริหารโรงเรียนสายไหม (ทัสนารมย์อนุสรณ์) ตามแนวคิดความเป็นหุ้นส่วนระหว่างครอบครัวกับโรงเรียน, เกศินี ฉัตรเที่ยง Jan 2020

แนวทางพัฒนาการบริหารโรงเรียนสายไหม (ทัสนารมย์อนุสรณ์) ตามแนวคิดความเป็นหุ้นส่วนระหว่างครอบครัวกับโรงเรียน, เกศินี ฉัตรเที่ยง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการบริหารโรงเรียนสายไหม (ทัสนารมย์อนุสรณ์) ตามแนวคิดความเป็นหุ้นส่วนระหว่างครอบครัวกับโรงเรียนของโรงเรียนสายไหม (ทัสนารมย์อนุสรณ์) 2) เพื่อนำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารโรงเรียนของโรงเรียนสายไหม (ทัสนารมย์อนุสรณ์) ตามแนวคิดความเป็นหุ้นส่วนระหว่างครอบครัวกับโรงเรียน โดยศึกษาจากผู้ให้ข้อมูลโดยเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย 1) ผู้บริหาร จำนวน 5 คน 2) ครูผู้สอน จำนวน 95 คน 3) คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจำนวน 15 คน และ 4) คณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครอง จำนวน 12 คน รวมจำนวน 127 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามความต้องการจำเป็นมีลักษณะส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้โดยมีลักษณะเป็นมาตราส่วนแบบประเมินค่า สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ฐานนิยม การวิเคราะห์ดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น (Modified Proirity Needs Index : Index : PNI [modified]) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นในการโดยมีขอบข่ายด้านการบริหารโรงเรียนสายไหม (ทัสนารมย์อนุสรณ์) ตามแนวคิดความเป็นหุ้นส่วนระหว่างครอบครัวกับโรงเรียนสาย (ทัสนารมย์อนุสรณ์) มีความต้องการจำเป็นลำดับที่ 1 ได้แก่ การประเมินผล (PNI [modified] = 0.111) โดย การปกป้องสิทธิของเด็ก มีความต้องการจำเป็นสูงสุด (PNI [modified] = 0.122) ความต้องการจำเป็นลำดับที่ 2 ได้แก่ การนำแผนสู่การปฏิบัติ (PNI [modified] = 0.107) โดยการแบ่งปันพลัง มีความต้องการจำเป็นสูงสุด (PNI [modified] = 0.128) ความต้องการจำเป็นลำดับที่ …


แนวทางพัฒนาการบริหารกิจการนักเรียนโรงเรียนราชวินิต มัธยม ตามแนวคิดความเป็นพลเมืองโลก, ณัฐฤทัย สุชาติล้ำพงศ์ Jan 2020

แนวทางพัฒนาการบริหารกิจการนักเรียนโรงเรียนราชวินิต มัธยม ตามแนวคิดความเป็นพลเมืองโลก, ณัฐฤทัย สุชาติล้ำพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารกิจการนักเรียนโรงเรียนราชวินิต มัธยมตามแนวคิดความเป็นพลเมืองโลก 2) นำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารกิจการนักเรียนโรงเรียนราชวินิต มัธยมตามแนวคิดความเป็นพลเมืองโลก ใช้วิธีการวิจัยเชิงบรรยาย ประชากร คือ โรงเรียนราชวินิต มัธยม ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารและครูโรงเรียนราชวินิต มัธยม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบประเมินความเหมาะสมและเป็นไปได้ของร่างแนวทางฯ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลคือ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิตส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็น ฐานนิยม และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ลำดับดัชนีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารกิจการนักเรียนโรงเรียนราชวินิต มัธยมตามแนวคิดความเป็นพลเมืองโลกที่มีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ การเข้าร่วมกิจกรรมชุมชนในระดับท้องถิ่นไปถึงทั่วโลก รองลงมาคือ การมุ่งมั่นเพื่อความยุติธรรมทางสังคม และการรับผิดชอบต่อการกระทำของตน ตามลำดับ 2) แนวทางพัฒนาการบริหารกิจการนักเรียนมีทั้งหมด 3แนวทางหลัก ดังนี้ (1) บุกเบิกงานส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่ระดับชุมชนเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีจิตสาธารณะ สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นเพื่อพัฒนาสังคม (2) พัฒนางานกิจกรรมชมรมเพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองโลก ด้านการมุ่งมั่นเพื่อความยุติธรรมทางสังคม และ (3) พัฒนาคุณลักษณะคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน เพื่อสร้างเยาวชนที่มีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน


แนวทางพัฒนาเจ้าหน้าที่บริการการศึกษา หลักสูตรนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามแนวคิดการให้บริการที่เป็นเลิศ, สุนิสา ยาไทย Jan 2020

แนวทางพัฒนาเจ้าหน้าที่บริการการศึกษา หลักสูตรนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามแนวคิดการให้บริการที่เป็นเลิศ, สุนิสา ยาไทย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนาเจ้าหน้าที่บริการการศึกษาหลักสูตรนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2) นำเสนอแนวทางพัฒนาเจ้าหน้าที่บริการการศึกษา หลักสูตรนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามแนวคิดการให้บริการที่เป็นเลิศ โดยการเก็บข้อมูลจากบุคลากรสายปฏิบัติการในหลักสูตรนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาตรีและปริญญาโท รวมจำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบประเมินความเหมาะและความเป็นไปได้ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การจัดลำดับความต้องการจำเป็นโดยใช้ดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI [Modified]) และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการพัฒนาเจ้าหน้าที่บริการการศึกษา หลักสูตรนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามแนวคิดการให้บริการที่เป็นเลิศ พบว่า สภาพปัจจุบันของการพัฒนาเจ้าหน้าที่บริการการศึกษาหลักสูตรนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อพิจารณาแต่ละด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยที่สูงที่สุด คือ การมุ่งมั่นพัฒนาผลการปฏิบัติงานและด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ การปฏิบัติงานที่บรรลุเป้าหมายและความคาดหวังอย่างต่อเนื่อง และสภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนาเจ้าหน้าที่บริการกการศึกษา หลักสูตรนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามแนวคิดการให้บริการที่เป็นเลิศ เมื่อพิจารณาแต่ละด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การแสวงหาคำท้ายท้ายใหม่ ๆ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ การมุ่งมั่นพัฒนาผลการปฏิบัติงานและความมุ่งมั่นสร้างความเป็นเลิศในระดับมหาวิทยาลัย 2. แนวทางพัฒนาเจ้าหน้าที่บริการการศึกษา หลักสูตรนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามแนวคิดการให้บริการที่เป็นเลิศ ประกอบด้วย 2 แนวทางดังนี้ 1) การพัฒนาเจ้าหน้าที่บริการการศึกษา หลักสูตรนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สามารถปฏิบัติงานที่บรรลุเป้าหมายและความคาดหวังอย่างต่อเนื่อง ด้วยการพัฒนาเจ้าหน้าที่บริการการศึกษาในระหว่างการปฏิบัติงาน ด้วยวิธีการให้คำปรึกษา การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการสอนงาน 2) การพัฒนาเจ้าหน้าที่ให้สามารถแสวงหาความท้าทายใหม่ ๆ ด้วยการพัฒนาเจ้าหน้าที่บริการการศึกษานอกเวลาการปฏิบัติและในระหว่างการปฏิบัติงาน ด้วยวิธีการฝึกอบรม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการศึกษาดูงาน


กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนตามแนวคิดสมรรถนะผู้เรียนที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก, อัมพิกา สิริพรม Jan 2020

กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนตามแนวคิดสมรรถนะผู้เรียนที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก, อัมพิกา สิริพรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนและกรอบแนวคิดสมรรถนะผู้เรียนที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนตามแนวคิดสมรรถนะผู้เรียนที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก 3) พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนตามแนวคิดสมรรถนะผู้เรียนที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase Mixed Method Research) ที่ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ประชากร คือโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก จำนวน 194 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 131 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล คือผู้อำนวยการโรงเรียนและครูวิชาการโรงเรียน จำนวน 262 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมีแบบประเมินกรอบแนวคิด แบบสอบถาม และแบบประเมินร่างกลยุทธ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนี PNImodified และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการ ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนรู้ (3) การวัดและประเมินผล (4) การพัฒนาสื่อ แหล่งเรียนรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษา กรอบแนวคิดสมรรถนะผู้เรียนที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก มี 7 สมรรถนะ ได้แก่ (1) สมรรถนะด้านการสื่อสาร (2) สมรรถนะด้านการคิดเชิงนวัตกรรม (3) สมรรถนะด้านการเป็นผู้ประกอบการ (4) สมรรถนะด้านการแก้ปัญหาและการตัดสินใจ (5) สมรรถนะด้านวัฒนธรรมและความเป็นพลเมือง (6) สมรรถนะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารนเทศ (7) สมรรถนะด้านการทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน 2) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนตามแนวคิดสมรรถนะผู้เรียนที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกสูงที่สุด คือการพัฒนาหลักสูตร เมื่อพิจารณาเป็นรายสมรรถนะ สมรรถนะที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือสมรรถนะการคิดเชิงนวัตกรรม 3) กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนตามแนวคิดสมรรถนะผู้เรียนที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ประกอบด้วย 4 กลยุทธ์หลัก คือ (1) พลิกโฉมหลักสูตรสถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้เรียนที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก มี 2 กลยุทธ์รอง 12 วิธีดำเนินการ (2) ปรับเปลี่ยนการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้เรียนที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก มี 2 กลยุทธ์รอง …


กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามเป้าประสงค์หลักของแผนพัฒนาการศึกษาในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก, สถาพร บุตรใสย์ Jan 2020

กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามเป้าประสงค์หลักของแผนพัฒนาการศึกษาในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก, สถาพร บุตรใสย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาและเป้าประสงค์หลักของแผนพัฒนาการศึกษาในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 2) วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและภาวะคุกคามและ 3) พัฒนากลยุทธ์การบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามเป้าประสงค์หลักของแผนพัฒนาการศึกษาในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multi-phase Mixed Method Design Research) เก็บข้อมูลเชิงปริมาณร่วมกับการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก รวม 66 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนี PNImodified และการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาประกอบด้วย การวางแผน การนำแผนไปปฏิบัติ การติดตามและประเมินผล กรอบแนวคิดเป้าประสงค์หลักของแผนพัฒนาการศึกษาในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ประกอบด้วย เป้าประสงค์ด้านผู้เรียน ด้านผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา ด้านสถานศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้ในการพัฒนากำลังคนสู่พื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และด้านการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของเครือข่ายทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ 2) จุดแข็งของการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามเป้าประสงค์หลักของแผนพัฒนาการศึกษาในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก คือ การนำแผนไปปฏิบัติในด้านการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของเครือข่ายทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ จุดอ่อน คือ การติดตามและประเมินผลในด้านสถานศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้ในการพัฒนากำลังคนสู่พื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ด้านผู้เรียน ด้านผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา และการวางแผนในด้านสถานศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้ในการพัฒนากำลังคนสู่พื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออกและด้านผู้เรียน ตามลำดับ โอกาสของการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามเป้าประสงค์หลักของแผนพัฒนาการศึกษาในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก คือ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สภาพสังคมและชุมชน ภาวะคุกคาม คือ สภาพการเมืองและนโยบายของรัฐ และสภาพเศรษฐกิจ 3) กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามเป้าประสงค์หลักของแผนพัฒนาการศึกษาในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก 9 กลยุทธ์รอง และ 31 วิธีดำเนินการ โดยกลยุทธ์หลัก ประกอบด้วย (1) พลิกโฉมการพัฒนาผู้เรียนที่มุ่งเน้นความรู้อุตสาหกรรมใหม่ ทักษะภาษาต่างประเทศที่สองเพื่อการสื่อสารและทักษะการสร้างนวัตกรรม (2) ยกระดับการพัฒนาผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มุ่งเน้นความรู้อุตสาหกรรรมใหม่และศักยภาพในการจัดการเรียนรู้ควบคู่กับการปฏิบัติจากสถานการณ์จริงหรือสถานการณ์จำลอง และ (3) สร้างภาคีเครือข่ายการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ความเป็นเมืองอุตสาหกรรมใหม่


การพัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเสริมสร้างความไว้วางใจ, ปะราลี อร่ามดวง Jan 2020

การพัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเสริมสร้างความไว้วางใจ, ปะราลี อร่ามดวง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการเสริมสร้างความไว้วางใจและกรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา 2) ศึกษาจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและภาวะคุกคามของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเสริมสร้างความไว้วางใจ และ 3) พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเสริมสร้างความไว้วางใจ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ เก็บข้อมูลเชิงปริมาณร่วมกับการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 319 โรงเรียน และผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียนหรือรองผู้อำนวยการโรงเรียน ครูหัวหน้าระดับ ครูประจำชั้น ประธานสภานักเรียน และตัวแทนผู้ปกครองในเครือข่ายผู้ปกครอง รวม 1,595 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ประกอบด้วย 1) แบบประเมินความเหมาะสมของกรอบแนวคิดการวิจัย 2) แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเสริมสร้างความไว้วางใจ 3) แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของ (ร่าง) กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเสริมสร้างความไว้วางใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็นการวิเคราะห์ความแปรปรวน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการเสริมสร้างความไว้วางใจ ประกอบด้วย พฤติกรรมที่มีคุณลักษณะเป็นฐาน พฤติกรรมที่มีสมรรถนะเป็นฐาน และพฤติกรรมที่มีการสื่อสารเป็นฐาน กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการ ประกอบด้วยการพัฒนาหลักสูตร การพัฒนาสื่อและแหล่งเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผล 2) จุดแข็งของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเสริมสร้างความไว้วางใจ คือ การจัดการเรียนการสอน (PNImodified = 0.307) และการวัดและประเมินผล (PNImodified = 0.312) ตามลำดับ จุดอ่อนของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเสริมสร้างความไว้วางใจ คือ การพัฒนาสื่อและแหล่งเรียนรู้ (PNImodified = 0.325) และการพัฒนาหลักสูตร (PNImodified = 0.324) ตามลำดับ โอกาสของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเสริมสร้างความไว้วางใจ คือ สภาพสังคม (PNImodified = 0.341) และเทคโนโลยี (PNImodified = 0.348) ตามลำดับ ภาวะคุกคามของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเสริมสร้างความไว้วางใจ คือ สภาพการเมืองและนโยบายของรัฐ (PNImodified = 0.364) และสภาพเศรษฐกิจ …


การพัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดทักษะภาวะผู้นำในอนาคต, จินดา สรรประสิทธิ์ Jan 2020

การพัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดทักษะภาวะผู้นำในอนาคต, จินดา สรรประสิทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาและทักษะภาวะผู้นำในอนาคต 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดทักษะภาวะผู้นำในอนาคต และ 3) พัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดทักษะภาวะผู้นำในอนาคต โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ เก็บข้อมูลเชิงปริมาณร่วมกับการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 388 แห่ง และ โรงเรียนต้นแบบการเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำ จำนวน 3 แห่ง ผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ประกอบด้วย 1) แบบประเมินกรอบแนวคิดในการวิจัย 2) แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดทักษะภาวะผู้นำในอนาคต 3) แบบสัมภาษณ์โรงเรียนต้นแบบ และ 4) แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของร่างนวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดทักษะภาวะผู้นำในอนาคต วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษา ประกอบด้วย (1) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา (2) การพัฒนาการจัดการเรียนการสอน และ (3) การพัฒนาการวัดและประเมินผล กรอบแนวคิดทักษะภาวะผู้นำในอนาคต ประกอบด้วย การพัฒนาผู้เรียนเพื่อให้มีทักษะต่อไปนี้ (1) ทักษะการสร้างความมั่นใจในตนเอง (2) ทักษะการปรับตัว (3) ทักษะการสร้างความไว้วางใจ (4) ทักษะการสื่อสารระหว่างบุคคล (5) ทักษะการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือ (6) ทักษะการสร้างแรงบันดาลใจ (7) ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (8) ทักษะการวางแผนเชิงกลยุทธ์ (9) ทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ และ (10) ทักษะการสร้างนวัตกรรมบนพื้นฐานคุณธรรม จริยธรรม 2) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดทักษะภาวะผู้นำในอนาคต โดยภาพรวม อยู่ในระดับสูง (PNImodified = 0.108) ทั้งนี้ผลการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นพบว่า การบริหารงานวิชาการด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านการพัฒนาการวัดและประเมินผล (PNImodified = 0.127) รองลงมา คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา (PNImodified = 0.117) …


กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาสู่ความเป็นเลิศตามแนวคิดทักษะนวัตกรสังคม, ภาณุภัทร ลิ้มจำรูญ Jan 2020

กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาสู่ความเป็นเลิศตามแนวคิดทักษะนวัตกรสังคม, ภาณุภัทร ลิ้มจำรูญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศและแนวคิดทักษะนวัตกรสังคม 2) วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาสู่ความเป็นเลิศตามแนวคิดทักษะนวัตกรสังคม และ 3) พัฒนากลยุทธ์การบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาสู่ความเป็นเลิศตามแนวคิดทักษะนวัตกรสังคม ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase mixed methods design) ประกอบด้วย การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) และวิธีการผสมวิธี (Mixed methods research) ตัวอย่างประชากรเป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาที่เปิดสอนชั้น ม.1 - ม.6 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 92 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินกรอบแนวคิด แบบสอบถาม แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของกลยุทธ์ และการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNImodified) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารสู่ความเป็นเลิศประกอบด้วย 7 ด้าน ได้แก่ การนำองค์กร กลยุทธ์ นักเรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การวัดการวิเคราะห์และการจัดการความรู้ บุคลากร การปฏิบัติการ และผลลัพธ์ ส่วนกรอบแนวคิดทักษะนวัตกรสังคมประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ การมีวิสัยทัศน์เชิงสร้างสรรค์ การประสานงานอย่างจริงจัง การคิดเชิงระบบ การเปลี่ยนแปลงสังคมที่เข้าใจและเห็นใจผู้อื่น และการเป็นผู้ประกอบการโดยผ่านการประเมินความเหมาะสมจากผู้ทรงคุณวุฒิ 2) จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและภาวะคุกคามของการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาสู่ความเป็นเลิศตามแนวคิดทักษะนวัตกรสังคม มี 3 ประการ ได้แก่ (1) การบริหารโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศมีจุดอ่อน 4 ด้าน คือ การปฏิบัติการ ผลลัพธ์ กลยุทธ์ และบุคลากร และจุดแข็งมี 3 ด้าน คือ การวัดการวิเคราะห์และการจัดการความรู้ นักเรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการนำองค์กร ตามลำดับ …


นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการนำสะเต็มศึกษาไปใช้ในชีวิตจริง, วัชราภรณ์ อมรศักดิ์ Jan 2020

นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการนำสะเต็มศึกษาไปใช้ในชีวิตจริง, วัชราภรณ์ อมรศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา และแนวคิดสะเต็มศึกษากับการนำไปใช้ในชีวิตจริง 2) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการนำสะเต็มศึกษาไปใช้ในชีวิตจริง และ 3) พัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการนำสะเต็มศึกษาไปใช้ในชีวิตจริง โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multi-phase Mixed Method) กลุ่มตัวอย่างคือโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 296 โรงเรียน จากจำนวนประชากรจำนวน 2,358 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน หัวหน้างานกลุ่มบริหารวิชาการ และครูผู้สอนรายวิชาสะเต็มศึกษา โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มัธยมศึกษา รวมจำนวน 1,776 คน สุ่มตัวอย่างโรงเรียนและผู้ให้ข้อมูลแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบประเมินกรอบแนวคิด แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ และแบบประเมินนวัตกรรม ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์หา ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น(PNImodified) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการ ประกอบด้วยงาน 3 ด้านได้แก่ (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนการสอน (3) การวัดประเมินผล ส่วนกรอบแนวคิดสะเต็มศึกษากับการนำไปใช้ในชีวิตจริงประกอบด้วย 2 กรอบย่อย ได้แก่ (1) การบูรณาการสะเต็มศึกษา 4 ระดับ ได้แก่ การบูรณาการภายในวิชา การบูรณาการพหุวิทยาการ การบูรณาการสหวิทยาการ และการบูรณาการข้ามวิทยาการ และ (2) การนำไปใช้ในชีวิตจริง 3 รูปแบบได้แก่ การแก้ปัญหาในชีวิตจริง การสร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต การทำงานและเศรษฐกิจ 2) สภาพปัจจุบันในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x̄ =3.20) สภาพที่พึงประสงค์ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ =4.08) ความต้องการจำเป็น สูงสุดอันดับหนึ่ง คือ การประเมินผลการบูรณาการ (PNImodified=0.3000) อันดับสอง คือ การจัดการเรียนการสอนการบูรณาการ(PNImodified=0.2926) และอันดับสาม ได้แก่ การจัดการเรียนการสอนการสร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานและเศรษฐกิจ …


รูปแบบโรงเรียนผลิตภัณฑ์พลาสติกตามแนวคิดโรงงานแห่งการเรียนรู้และเศรษฐกิจพลาสติกใหม่, พิชญา ชูเอกวงศ์ Jan 2020

รูปแบบโรงเรียนผลิตภัณฑ์พลาสติกตามแนวคิดโรงงานแห่งการเรียนรู้และเศรษฐกิจพลาสติกใหม่, พิชญา ชูเอกวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดโรงงานแห่งการเรียนรู้ และแนวคิดเศรษฐกิจพลาสติกใหม่ 2) ศึกษาสภาพที่พึงประสงค์ของโรงเรียนผลิตภัณฑ์พลาสติกตามแนวคิดโรงงานแห่งการเรียนรู้ และเศรษฐกิจพลาสติกใหม่ และ 3) พัฒนารูปแบบโรงเรียนผลิตภัณฑ์พลาสติกตามแนวคิดโรงงานแห่งการเรียนรู้ และเศรษฐกิจพลาสติกใหม่ โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ เก็บข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพตามขั้นตอนการคิดออกแบบ ผู้ให้ข้อมูลเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารการศึกษา ผู้อำนวยการ อาจารย์ผู้สอน ผู้เรียนอาชีวศึกษาด้านพลาสติก ผู้ประกอบการโรงงานผลิตภัณฑ์พลาสติก และสถาบันพลาสติก นักวิจัยและผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินกรอบแนวคิด แบบสอบถามสภาพที่พึงประสงค์ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของร่างรูปแบบ และแบบสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ฐานนิยม และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดโรงงานแห่งการเรียนรู้ประกอบด้วย (1) รูปแบบการดำเนินการ (2) จุดมุ่งหมายและกลุ่มเป้าหมาย (3) ผลิตภัณฑ์ (4) กระบวนการผลิต (5) สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ (6) การสอน ส่วนกรอบแนวคิดเศรษฐกิจพลาสติกใหม่ ประกอบด้วย (1) การออกแบบบรรจุภัณฑ์พลาสติกใหม่ที่ไม่ใช้หรือลดการใช้พลาสติกโดยไม่จำเป็น (2) การออกแบบบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ซ้ำได้ (3) การออกแบบบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่รีไซเคิลหรือย่อยสลายได้ (4) ผู้ผลิตและผู้ขายบรรจุภัณฑ์พลาสติกมีความรับผิดชอบในการทำให้เกิดการใช้ซ้ำ รีไซเคิล หรือการย่อยสลาย (5) การออกแบบบรรจุภัณฑ์พลาสติกโดยใช้ทรัพยากรที่ไม่หมดสิ้นหรือใช้แล้วใช้ใหม่ได้ (6) การออกแบบและผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ปลอดสารเคมีอันตราย มีความปลอดภัย ไม่เกิดผลเสียต่อสุขภาพ และเคารพในสิทธิความเป็นมนุษย์ของผู้เกี่ยวข้อง 2) สภาพที่พึงประสงค์ของโรงเรียนผลิตภัณฑ์พลาสติกมี 6 ประการ (1) รูปแบบการดำเนินการ โดยสถาบันพลาสติก สอนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค แหล่งเงินทุนจากภายนอกในช่วงแรก ตามด้วยเงินทุนภายในจากการขายสินค้าและการเก็บค่าเรียนหลักสูตรเมื่อมีความพร้อม (2) จุดมุ่งหมายและกลุ่มเป้าหมาย คือ การจัดการศึกษาผู้เรียนระดับปวส. และการฝึกอบรมบุคลากรกลุ่มพนักงาน/ช่างเทคนิค ผู้ประกอบการ และบุคคลที่สนใจ (3) ผลิตภัณฑ์ที่ผลิต ต้องรีไซเคิลได้ มีอยู่ในตลาดทั่วไป นำไปใช้ได้จริง และสามารถขาย สร้างรายได้ (4) กระบวนการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการผลิตผลิตภัณฑ์ด้วยการผลิตเป็นล็อตหรือผลิตต่อเนื่อง (5) สภาพแวดล้อม เป็นรูปแบบการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติพร้อมกับการใช้ดิจิทัลสนับสนุน …


แนวทางพัฒนาการบริหารงานการให้บริการช่วยเหลือเด็กพิการตามแนวคิดการเตรียมความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบโรงเรียนเรียนร่วม, มนัชญา แก้วอินทรชัย Jan 2020

แนวทางพัฒนาการบริหารงานการให้บริการช่วยเหลือเด็กพิการตามแนวคิดการเตรียมความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบโรงเรียนเรียนร่วม, มนัชญา แก้วอินทรชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการบริหารงานการให้บริการช่วยเหลือเด็กพิการ ตามแนวคิดการเตรียมความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบโรงเรียนเรียนร่วม 2) เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารงานการให้บริการช่วยเหลือเด็กพิการตามแนวคิดการเตรียมความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบโรงเรียนเรียนร่วม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธี ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ ศูนย์การศึกษาพิเศษ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กระทรวงศึกษาธิการ และผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ และข้าราชการครู จำนวน 386 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ฐานนิยม และใช้เทคนิคดัชนีความต้องการจำเป็น (PNImodified) ในการจัดลำดับความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1) การพัฒนาการบริหารงานการให้บริการช่วยเหลือเด็กพิการที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด 3 ลำดับแรก คือ การเก็บรวบรวมข้อมูลทั่วไปของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ รองลงมา คือ การนิเทศ ติดตาม ประเมินผลและการส่งต่อ และการให้บริการเตรียมความพร้อมและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการสอน (IIP) ตามลำดับ 2) แนวทางการพัฒนาการบริหารงานการให้บริการช่วยเหลือเด็กพิการตามแนวคิดการเตรียมความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบโรงเรียนเรียนร่วม โดยนำเสนอตามลำดับที่มีความต้องการจำเป็นสูงเป็น 3 อันดับแรก มีทั้งหมด 3 แนวทางดังนี้ (1) พัฒนาการเก็บรวบรวมข้อมูลของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ทางด้านอารมณ์ การจูงใจและ บุคลิกภาพ (2) ส่งเสริมการนิเทศติดตาม ประเมินผล และการส่งต่อ ทางด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับเด็กพิการ (3) พัฒนาการให้บริการเตรียมความพร้อมและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการสอนให้สอดคล้องกับองค์ประกอบทางด้านสิ่งแวดล้อม


แนวทางพัฒนาการบริหารความเป็นเลิศของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ตามแนวคิดการรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล, เปมิกา ภาคแก้ว Jan 2020

แนวทางพัฒนาการบริหารความเป็นเลิศของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ตามแนวคิดการรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล, เปมิกา ภาคแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารความเป็นเลิศของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ตามแนวคิดการรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล 2. นำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารความเป็นเลิศของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ตามแนวคิดการรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล ใช้วิธีการวิจัยเชิงบรรยาย ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ที่จัดการเรียนการสอนถึงระดับประถมศึกษา จำนวน 328 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัย คือ โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ที่จัดการเรียนการสอนถึงระดับประถมศึกษา จำนวน 181 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารโรงเรียน ครู และนักเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของ (ร่าง) แนวทางฯ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย การแจกแจงความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (x) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การวิเคราะห์ดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น (Modified Priority Needs Index: PNIModified) ฐานนิยม (Mode) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารความเป็นเลิศของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ตามแนวคิดการรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัลด้านผลลัพธ์ที่มีความต้องการสูงสุด คือ ผลลัพธ์ด้านบุคลากร (PNIModified = 0.173) และกระบวนการบริหารความเป็นเลิศที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ ด้านนักเรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพัฒนานักเรียนด้านการเข้าถึงสื่อ สารสนเทศและดิจิทัล (PNIModified = 0.162) 2) แนวทางพัฒนาการบริหารความเป็นเลิศ ของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ตามแนวคิดการรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล มี 6 แนวทางหลัก 14 แนวทางย่อย และ 67 วิธีดำเนินการ โดยเรียงตามลำดับดัชนีความต้องการจำเป็นดังนี้ (1) พัฒนานักเรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (2) พัฒนาการวัด การวิเคราะห์และการจัดการความรู้ และ พัฒนาการปฏิบัติการ (3) พัฒนากลยุทธ์ (4) พัฒนาการนำองค์กร และ …


แนวทางการพัฒนาการบริหารโรงเรียนเครือข่ายอัสสาลาม ตามแนวคิดคุณลักษณะมุสลิมที่ดี, มูฮำหมัด อัซซอมาดีย์ Jan 2020

แนวทางการพัฒนาการบริหารโรงเรียนเครือข่ายอัสสาลาม ตามแนวคิดคุณลักษณะมุสลิมที่ดี, มูฮำหมัด อัซซอมาดีย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารโรงเรียนเครือข่ายอัสสาลามและกรอบแนวคิดคุณลักษณะมุสลิมที่ดี 2) วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารโรงเรียนเครือข่ายอัสสาลามตามแนวคิดคุณลักษณะมุสลิมที่ดี 3) นำเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารโรงเรียนเครือข่ายอัสสาลามตามแนวคิดคุณลักษณะมุสลิมที่ดี ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive) กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา ได้แก่ โรงเรียนเครือข่ายอัสสาลามในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จํานวน 37 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียนหรือรักษาการผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการหรือครูหัวหน้าฝ่ายวิชาการ รองผู้อำนวยการฝ่ายบุคลากรหรือครูหัวหน้าฝ่ายบุคลากร ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้รายวิชาสามัญ ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้รายวิชาศาสนา และตัวแทนนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย รวมทั้งสิ้น 259 คน เครื่องมือวิจัยคือ แบบประเมินความเหมาะสมของกรอบแนวคิดการวิจัย แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของร่างแนวทางฯ สถิติที่ใช้ คือ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น ฐานนิยม และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารโรงเรียนประกอบด้วย การบริหารบุคลากรและการบริหารวิชาการ การบริหารบุคลากรประกอบด้วย การพัฒนาบุคลากรในระหว่างปฏิบัติงานและการพัฒนาบุคลากรนอกเวลาปฏิบัติงาน การบริหารวิชาการประกอบด้วย การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล และการนิเทศการศึกษา กรอบแนวคิดคุณลักษณะมุสลิมที่ดีประกอบด้วย 10 องค์ประกอบ คือ มีความศรัทธาที่เที่ยงแท้และบริสุทธิ์ ปฏิบัติศาสนกิจถูกต้องตามแบบอย่าง มีมารยาทที่ดีและงดงาม ใฝ่เรียนรู้และสติปัญญาล้ำเลิศ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง สามารถประกอบอาชีพการงานที่ดี สร้างประโยชน์แก่ผู้อื่น เอาชนะอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเอง รู้คุณค่าและเก่งบริหารเวลา และรักษาระเบียบวินัย 2) ความต้องการจำเป็นพบว่า การพัฒนาบุคลากร ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรนอกเวลาการปฏิบัติงาน มีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุด การบริหารวิชาการ ในส่วนของการวัดและประเมินผล มีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุด และเมื่อพิจารณาด้านคุณลักษณะมุสลิมที่ดี พบว่า การรู้คุณค่าและเก่งบริหารเวลา มีลำดับความต้องการจำเป็นสูงที่สุด 3) แนวทางการพัฒนาการบริหารโรงเรียนเครือข่ายอัสสาลามตามแนวคิดคุณลักษณะมุสลิมที่ดี ประกอบด้วย 4 แนวทางหลัก ดังนี้ ด้านการพัฒนาบุคลากร 1) ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรนอกเวลาการปฏิบัติงาน ด้วยการให้บุคลากรเรียนรู้ด้วยตนเอง การศึกษาดูงาน และกลุ่มศึกษา (ฮาลากอฮฺ) เพื่อพัฒนาบุคลากรให้รู้คุณค่าและเก่งบริหารเวลา ใฝ่เรียนรู้และสติปัญญาล้ำเลิศ และมีระเบียบวินัย 2) ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรในระหว่างการปฏิบัติงาน ด้วยการมอบหมายงานพิเศษ และการใช้ระบบพี่เลี้ยง เพื่อพัฒนาบุคลากรให้รู้คุณค่าและเก่งบริหารเวลา มีระเบียบวินัย และสามารถเอาชนะอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเอง เช่น ความขี้เกียจ …


แนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านสมรรถนะพลเมืองสีเขียว, ปฏิญญา มุขสาร Jan 2020

แนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านสมรรถนะพลเมืองสีเขียว, ปฏิญญา มุขสาร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านสมรรถนะพลเมืองสีเขียว 2) นำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านสมรรถนะพลเมืองสีเขียว ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive) ประชากร คือ โรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานคร จำนวน 119 โรงเรียน โดยมีผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญ คือ ผู้บริหารโรงเรียนและครู รวมจำนวน 238 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านสมรรถนะพลเมืองสีเขียว และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของร่างแนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านสมรรถนะพลเมืองสีเขียว วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น ฐานนิยม และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นในการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานคร ตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านสมรรถนะพลเมืองสีเขียว เมื่อพิจารณาตามขอบข่ายการบริหารงานวิชาการ พบว่า ขอบข่ายการบริหารงานวิชาการด้านการพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษามีความต้องการจำเป็นสูงสุด (PNImodified = 0.508) รองลงมาเป็นด้านการวัดและประเมินผล (PNImodified = 0.500) ส่วนด้านการจัดการเรียนการสอน มีความต้องการจำเป็นน้อยที่สุด (PNImodified= 0.496) 2) แนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านสมรรถนะพลเมืองสีเขียว ประกอบด้วย 1) พัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษาที่บูรณาการสอดแทรกเนื้อหาและแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านสมรรถนะพลเมืองสีเขียว มี 2 แนวทางย่อย 2) พัฒนาการนำหลักสูตรไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนมีสมรรถนะพลเมืองสีเขียว มี 2 แนวทางย่อย 3) พัฒนาแนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ด้านสมรรถนะพลเมืองสีเขียว มี 2 แนวทางย่อย 4) พัฒนาการใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนมีสมรรถนะพลเมืองสีเขียว มี 2 แนวทางย่อย และ 5) ส่งเสริมให้มีการออกแบบสื่อการสอนที่มีความทันสมัย จัดให้มีการประกวดสื่อ และนวัตกรรมที่มุ่งเน้นการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านสมรรถนะพลเมืองสีเขียว มี 3 แนวทางย่อย


แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษาเอกชนในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดทักษะของคนในสังคม 5.0, อจลา ศิริเสรีวรรณ Jan 2020

แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษาเอกชนในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดทักษะของคนในสังคม 5.0, อจลา ศิริเสรีวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการ และทักษะของคนในสังคม 5.0 2) ศึกษาสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษาเอกชนในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดทักษะของคนในสังคม 5.0 และ 3) นำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษาเอกชนในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดทักษะของคนในสังคม 5.0 โดยเป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) ประชากร คือ โรงเรียนประถมศึกษาเอกชนในกรุงเทพมหานคร จำนวน 362 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ โรงเรียนประถมศึกษาเอกชนในกรุงเทพมหานคร จำนวน 193 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้อำนวยการหรือรองผู้อำนวยการโรงเรียน หัวหน้าหรือรองหัวหน้าฝ่ายวิชาการ และครู รวมทั้งสิ้น 579 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมีแบบประเมินกรอบแนวคิด แบบสอบถาม และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของ (ร่าง) แนวทางฯ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น ฐานนิยม และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการ ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา การจัดการเรียนรู้ การพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และแหล่งเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล กรอบแนวคิดทักษะของคนในสังคม 5.0 ประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ ทักษะความคิดสร้างสรรค์ ทักษะดิจิทัล ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลการตีความและตอบสนองต่อความรู้และสารสนเทศ ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และสืบค้นทางวิทยาศาสตร์เพื่อการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ทักษะการบริหารจัดการคน และทักษะการค้นหาและสร้างคุณค่า 2) สภาพปัจจุบันของการบริหารวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษาเอกชนในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดทักษะของคนในสังคม 5.0 อยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาแยกรายด้าน พบว่า สภาพปัจจุบัน การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะดิจิทัลของคนในสังคม 5.0 มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (ค่าเฉลี่ย = 3.734) และการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลการตีความและตอบสนองต่อความรู้และสารสนเทศของคนในสังคม 5.0 มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (ค่าเฉลี่ย = 3.563) สภาพที่พึงประสงค์ การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ของคนในสังคม 5.0 มีค่าเฉลี่ยสูงสุด …


แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนระดับประถมศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร ตามแนวคิดคุณลักษณะความเป็นผู้ประกอบการ, สุภาวดี แซ่ด่าน Jan 2020

แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนระดับประถมศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร ตามแนวคิดคุณลักษณะความเป็นผู้ประกอบการ, สุภาวดี แซ่ด่าน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในการบริหารวิชาการโรงเรียนระดับประถมศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานครตามแนวคิดคุณลักษณะความเป็นผู้ประกอบการ 2) นำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนระดับประถมศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานครตามแนวคิดคุณลักษณะความเป็นผู้ประกอบการ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ โรงเรียนประถมศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 209 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ครูหัวหน้ากลุ่มสาระ ตัวแทนนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 6 รวมทั้งสิ้น 836 คน เครื่องมือมี 2 ชุด คือ แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในการบริหารวิชาการโรงเรียนระดับประถมศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานครตามแนวคิดคุณลักษณะความเป็นผู้ประกอบการ และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของร่างแนวทาง สถิติที่ใช้ คือ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น ฐานนิยม และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันการบริหารวิชาการโรงเรียนโดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.126) เมื่อพิจารณาตามขอบข่ายงานวิชาการ พบว่า การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (ค่าเฉลี่ย = 4.165) และการจัดการเรียนการสอน มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (ค่าเฉลี่ย = 4.108) ด้านคุณลักษณะความเป็นผู้ประกอบการ การมีคุณธรรมและความน่าเชื่อถือ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (ค่าเฉลี่ย = 4.295) และมีความกล้าเสี่ยง มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (ค่าเฉลี่ย = 3.777) สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.705) เมื่อพิจารณาตามขอบข่ายงานวิชาการ การจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (ค่าเฉลี่ย = 4.716) และการวัดและประเมินผล มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (ค่าเฉลี่ย = 4.700) ด้านคุณลักษณะความเป็นผู้ประกอบการ มีระดับการปฏิบัติเช่นเดียวกับสภาพปัจจุบัน คือ การมีคุณธรรมและความน่าเชื่อถือ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (ค่าเฉลี่ย = 4.779) และมีความกล้าเสี่ยง มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (ค่าเฉลี่ย =4.510) ลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุด เพื่อการพัฒนาการบริหารวิชาการ คือ การจัดการเรียนการสอน (PNImodified …


แนวทางพัฒนาการบริหารโรงเรียนคุณภาพประจำตำบลตามแนวคิดโรงเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้, อนงค์กาญจน์ ศรีจันทร์ Jan 2020

แนวทางพัฒนาการบริหารโรงเรียนคุณภาพประจำตำบลตามแนวคิดโรงเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้, อนงค์กาญจน์ ศรีจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล ตามแนวคิดโรงเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ 2) นำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล ตามแนวคิดโรงเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ใช้วิธีการวิจัยเชิงบรรยาย ตัวอย่างประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนคุณภาพประจำตำบล กรุงเทพมหานคร จำนวน 47 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารโรงเรียน 43 คน ครูหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ 44 คน นักเรียนที่เป็นคณะกรรมการนักเรียน 43 คน และผู้ปกครอง 43 คน รวมผู้ให้ข้อมูลจำนวน 173 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบประเมินความเหมาะสมความเป็นไปได้ของ (ร่าง) แนวทางฯ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย การแจกแจงความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (x̄) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การวิเคราะห์ดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น (Modified Priority Needs Index: PNIModified) และฐานนิยม (Mode) ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล ตามแนวคิดโรงเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้นั้น คือ การประเมินผลเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ของโรงเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ มีความต้องการจำเป็นสูงสุด (PNIModified = 0.351) และ 2) แนวทางพัฒนาการบริหารโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล ตามแนวคิดโรงเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ มี 3 แนวทางหลัก ได้แก่ แนวทางหลักที่ 1 พัฒนาการวางแผนที่มุ่งเน้นวิสัยทัศน์ของโรงเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ประกอบไปด้วย 5 แนวทางรอง 17 วิธีดำเนินการ แนวทางหลักที่ 2 ยกระดับการนำแผนไปสู่การปฏิบัติที่มุ่งเน้นปรัชญาของโรงเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ประกอบไปด้วย 3 แนวทางรอง 10 วิธีดำเนินการ และแนวทางหลักที่ 3 เร่งรัดการประเมินผลที่มุ่งเน้นวิสัยทัศน์ของโรงเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ประกอบไปด้วย 4 แนวทางรอง 15 วิธีดำเนินการ


แนวทางพัฒนาพื้นที่นักประดิษฐ์อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารของวิทยาลัยอาชีวศึกษาในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านสมรรถนะนวัตกร, วิมลพร ปานดำ Jan 2020

แนวทางพัฒนาพื้นที่นักประดิษฐ์อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารของวิทยาลัยอาชีวศึกษาในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านสมรรถนะนวัตกร, วิมลพร ปานดำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) เพื่อศึกษาระดับสมรรถนะนวัตกร ของนักเรียนอาชีวศึกษาในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก 2) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของพื้นที่นักประดิษฐ์อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารของวิทยาลัยอาชีวศึกษาในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านสมรรถนะนวัตกร 3) เพื่อนำเสนอแนวทางพัฒนาพื้นที่นักประดิษฐ์อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารของวิทยาลัยอาชีวศึกษาในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านสมรรถนะนวัตกร ประชากรในการวิจัย คือ วิทยาลัยอาชีวศึกษาในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก และผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้บริหาร ครู และนักเรียน จำนวน 284 คน โดยแบ่งเป็น ผู้บริหาร สถานศึกษา จำนวน 14 คน ครูจำนวน 28 คน และนักเรียน จำนวน 242 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบประเมินระดับสมรรถนะนวัตกรของนักเรียน แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของพื้นที่นักประดิษฐ์อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารของวิทยาลัยอาชีวศึกษาในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านสมรรถนะนวัตกร และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของร่างแนวทางพัฒนาพื้นที่นักประดิษฐ์อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติบรรยาย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ฐานนิยม และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และการใช้เทคนิค (PNIModified) ในการจัดลำดับความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของพื้นที่นักประดิษฐ์อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารของวิทยาลัยอาชีวศึกษาในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกอยู่ในระดับมากและมากที่สุด ตามลำดับ (สภาพปัจจุบัน ค่าเฉลี่ย = 3.826) (สภาพที่พึงประสงค์ ค่าเฉลี่ย = 4.577) ด้านที่มีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ ผู้อำนวยการเรียนรู้ (PNImodified = 0.222) รองลงมาคือ เครื่องมือ และวัสดุอุปกรณ์ (PNImodified = 0.210 ) และด้านที่มีความต้องการจำเป็นต่ำสุดคือ คือ พื้นที่ (PNImodified =0.153) ระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านสมรรถนะนวัตกร อยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การมุ่งความสำเร็จ (Mean =4.542) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2 อันสุดท้าย คือ ความกล้าเสี่ยง (Mean =3.442) และการคิดแก้ปัญหา (Mean =3.205) และ 3) แนวทางการพัฒนาพื้นที่นักประดิษฐ์อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารของวิทยาลัยอาชีวศึกษาในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก …


แนวทางพัฒนาการบริหารโรงเรียนอนุบาลเอกชนตามแนวคิดทักษะชีวิตเด็กปฐมวัย, ศศิธร วัฒนกุล Jan 2020

แนวทางพัฒนาการบริหารโรงเรียนอนุบาลเอกชนตามแนวคิดทักษะชีวิตเด็กปฐมวัย, ศศิธร วัฒนกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษากรอบแนวคิดของทักษะชีวิตเด็กปฐมวัย และการบริหารโรงเรียนอนุบาลเอกชน 2. ศึกษาความต้องการจำเป็นของการบริหารโรงเรียนอนุบาลเอกชนตามแนวคิดทักษะชีวิตเด็กปฐมวัย 3. นำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารโรงเรียนอนุบาลเอกชนตามแนวคิดทักษะชีวิตเด็กปฐมวัย ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ โดยการศึกษาจากเอกสารที่เกี่ยวข้องจำนวน 11 ฉบับ ตรวจความเหมาะสมของกรอบแนวคิดโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบศึกษาเอกสารและแบบประเมินความเหมาะสมของกรอบแนวคิด วิเคราะห์ข้อมูลกรอบแนวคิดโดยการแจกแจงความถี่ ประชากร คือ โรงเรียนอนุบาลเอกชนในกทม ที่จัดการศึกษาเฉพาะระดับอนุบาล จำนวน 71 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหาร 71 คน ครู 124 คน ผู้ปกครอง 168 คน รวม 363 คน เครื่องมือ คือ แบบสอบถาม และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น ฐานนิยม การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา การสัมภาษณ์เชิงลึกอย่างมีโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิด 1.1) ทักษะชีวิตเด็กปฐมวัยได้แก่ 1. ทักษะทางอารมณ์-จิตใจ 2. ทักษะทางการคิด 3. ทักษะทางสังคม 1.2) การบริหารโรงเรียนอนุบาลได้แก่ 1. การบริหารหลักสูตรปฐมวัย 2.การบริหารงานบุคลากรทางการศึกษาปฐมวัย 2) ความต้องการจำเป็นของการบริหารโรงเรียนอนุบาลเอกชนตามแนวคิดทักษะชีวิตเด็กปฐมวัย ได้แก่ ความต้องการจำเป็นโดยภาพรวมที่มีลำดับความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ การบริหารงานบุคลากรทางการศึกษาปฐมวัย (PNI 0.585) และการบริหารหลักสูตรปฐมวัย (PNI 0.566) โดยมีลำดับดัชนีความต้องการจำเป็นรายด้านดังนี้ การบริหารงานบุคลากรทางการศึกษาปฐมวัย ได้แก่ การให้แรงเสริมเพื่อตอบแทนผู้บริหาร ผู้สอนและบุคลากรทางการศึกษาปฐมวัย การคัดเลือกผู้บริหาร ผู้สอนและบุคลากรทางการศึกษาปฐมวัย การพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาปฐมวัย การออกแบบโครงสร้างองค์กรและงาน การบริหารหลักสูตรปฐมวัย ได้แก่ การบริหารความสัมพันธ์ของผู้ปกครองและชุมชน การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก การจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ สื่อของเล่น และแหล่งเรียนรู้ การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ การพัฒนาหลักสูตรโรงเรียนตามแนวคิดทักษะชีวิตปฐมวัย และลำดับดัชนีความต้องการจำเป็นของทักษะชีวิตเด็กปฐมวัยในภาพรวม ที่มีลำดับความต้องจำเป็นสูงที่สุด คือ …