Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Operations and Supply Chain Management Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 91 - 120 of 244
Full-Text Articles in Operations and Supply Chain Management
การยกระดับห่วงโซ่คุณค่าส้มโชกุนเบตง, ปิลันธนา ฟูดุลยวัจนานนท์
การยกระดับห่วงโซ่คุณค่าส้มโชกุนเบตง, ปิลันธนา ฟูดุลยวัจนานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่าของส้มโชกุนอำเภอเบตงเพื่อหาโอกาสในการยกระดับโซ่คุณค่า โดยอำเภอเบตงเป็นพื้นที่ตั้งอยู่ใต้สุดของประเทศไทย มีส้มโชกุนเป็นหนึ่งในพืชเอกลักษณ์ถิ่นในพื้นที่และอยู่ระหว่างการดำเนินการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical indication : GI) ซึ่งการวิจัยนี้ใช้การรวบรวมข้อมูลจากการสุ่มตัวอย่างแบบลูกโซ่ผ่านการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญอันได้แก่ เกษตรกร ผู้รวบรวม ผู้ค้าปลีก ผู้ค้าส่ง ผู้บริโภคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ข้อมูลที่รวบรวมมาได้จะใช้ในการวิเคราะห์รายได้และต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่คุณค่าประกอบกับการวิเคราะห์ SWOT เพื่อระบุปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของห่วงโซ่คุณค่า จากนั้นจึงทำการวิเคราะห์ TOWS เพื่อระบุทางเลือกเชิงกลยุทธ์สำหรับการปรับปรุงห่วงโซ่คุณค่า กลยุทธ์เพื่อยกระดับห่วงโซ่คุณค่าได้แก่ 1) เกษตรกรจัดตั้งกลุ่มสหกรณ์เพื่อแบ่งปันประสบการณ์และองค์ความรู้ซึ่งกันและกัน 2) เกษตรกรนำหลักปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) มาใช้ในการยกระดับผลิตภัณฑ์ 3) จัดตั้งช่องทางการขายตรงเพื่อการเข้าถึงผู้บริโภค 4 ) รัฐบาลส่งเสริมความร่วมมือของเกษตรกรรายย่อยเพื่อทำการเกษตรแบบเกษตรกรรายใหญ่ และ 5) สร้างโปรแกรมการศึกษาออนไลน์เพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้ด้านการเพาะปลูกของเกษตรกรต่อไป
ปัจจัยที่มีผลต่ออำนาจการต่อรองของโรงคัดบรรจุทุเรียนในจังหวัดจันทบุรี, พรพากย์ คุณวัฒน์
ปัจจัยที่มีผลต่ออำนาจการต่อรองของโรงคัดบรรจุทุเรียนในจังหวัดจันทบุรี, พรพากย์ คุณวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ในงานวิจัยคือ ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่ออำนาจต่อรองของเกษตรกรต่อล้งต่างชาติที่จังหวัดจันทบุรี ด้วยการประเมินความสำคัญของปัจจัยต่างๆในหลายมิติที่มีต่ออำนาจต่อรองของล้งและต่อกำไรของเกษตรกร ผ่านการสำรวจความคิดเห็นของเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน ที่จังหวัดจันทบุรี จำนวน 100 คน แบ่งเป็นวิธีสัมภาษณ์ตัวต่อตัว 67 คนและใช้แบบสอบถามออนไลน์ ผ่านช่องทาง google sheet 33 คน โดยกลุ่มปัจจัยที่ทำการศึกษาประกอบด้วย ลักษณะความสัมพันธ์หว่างเกษตรกรกับล้งต่างชาติ ลักษณะของอุตสาหกรรม การเข้าถึงทรัพยากร ลักษณะของเกษตรกร และลักษณะของผลิตภัณฑ์ ผลการวิเคราะห์ความคิดเห็นของเกษตรกรเกี่ยวกับค่าอิทธิพลของปัจจัยที่มีต่ออำนาจต่อรองและต่อกำไรของเกษตรกรด้วย 5-point Likert Scale พบว่า ในความคิดเห็นของเกษตรกร ปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมากที่จะเสริมให้ล้งมีอำนาจต่อรองสูง คือ การรวมกลุ่มกันของล้ง และการพึ่งพาล้งของเกษตรกร นอกจากนี้ เกษตรกรยังให้ความเห็นว่า ล้งต่างชาติมีอำนาจต่อรองในระดับที่ค่อนข้างสูงอยู่แล้วในขณะนี้ ในขณะที่นโยบายของรัฐ ไม่ส่งเสริมอะไรอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการส่งเสริมมาตรฐานคุณภาพผลผลิต การยกระดับคุณภาพของผลผลิต หรือมาตรการที่ป้องกันไม่ให้ล้งต่างชาติมีการรวมตัวกัน จากผลการศึกษา จึงจำเป็นที่จะต้องดำเนินการไม่ให้ล้งต่างชาติมีอำนาจต่อรองสูงเกินไป โดยเกษตรกรไทยไม่พึ่งพาล้งมากเกินจำเป็น และดำเนินมาตรการไม่ให้เกิดการรวมกลุ่มกันของล้ง โดยรัฐบาลจะต้องเพิ่ม ช่องทางการจัดหน่ายให้กับเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นเปิดตลาดใหม่ในต่างประเทศ หรือ ส่งพ่อค้าชาวไทยเข้าไปเปิดตลาดในประเทศจีน และมีมาตรการให้เกิดการแข่งขันระหว่างล้ง เพื่อไม่ให้ล้งต่างชาติเกิดการรวมตัวกัน
การปรับปรุงกระบวนการเคลื่อนย้ายตู้คอนเทนเนอร์เปล่าจากท่าเรือแหลมฉบัง – สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง ลาดกระบัง ของธุรกิจสายเรือกรณีศึกษา, มรกต ภู่มรกต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการการเคลื่อนย้ายตู้คอนเทนเนอร์เปล่าในปัจุบัน และแนวทางการปรับปรุงในการเคลื่อนย้ายตู้คอนเทนเนอร์เปล่าจากท่าเรือแหลมฉบังไปยังสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง ลาดกระบังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเคลื่อนย้ายตู้คอนเทนเนอร์เปล่าจากท่าเรือแหลมฉบัง ข้อมูลทางสถิติปริมาณนำเข้าตู้คอนเทนเนอร์เปล่าที่ท่าเรือแหลมฉบัง ปริมาณรถบรรทุกเข้า-ออกท่าเรือแหลมฉบัง และระยะเวลาขนส่งจากท่าเรือแหลมฉบังไปยังสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง ลาดกระบัง ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการขนเคลื่อนย้ายตู้คอนเทนเนอร์ในปัจจุบันสามารถดำเนินการได้ 2 รูปแบบได้แก่รูปแบบทางถนน และทางรถไฟ ปัญหาและแนวทางการปรับปรุงสามารถสรุปประเด็นหลักที่ควรปรับปรุง 3 ประเด็นสำคัญเรียงตามลำดับได้ดังนี้ 1. กระบวนการขนส่ง 2. การปฏิบัติงานภายในท่าเรือ 3. ขั้นตอนพิธีการศุลกากร โดยแนวทางปรับปรุงได้แก่ กระบวนการขนส่ง และการปฎิบัติงานภายในท่าเรือสามารถดำเนินการปรับปรุงนำระบบนัดหมายเข้ามาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการ ลดปัญหาความหนาแน่นภายในท่าเรือ และการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากทางถนนเป็นรูปแบบการขนส่งทางรถไฟ ขั้นตอนพิธีการศุลกากรสามารถปรับปรุงได้ด้วยกันพัฒนาการติดต่อสื่อสารผ่านทางออนไลน์ เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาการเดินทาง และผลการเปรียบเทียบต้นทุนของรูปแบบการขนส่งทางถนนและทางรถไฟพบว่า ทางรถไฟสามารถประหยัดต้นทุน 4% สำหรับตู้ขนาด 20 ฟุต และ 25% สำหรับตู้ขนาด 40 ฟุต ซึ่งการวางแผนการเลือกใช้รูปแบบการขนส่งทั้ง สองรูปแบบผสมผสามกัน 2 วิธี โดยขึ้นอยู่กับอัตราส่วนที่เหมาะสมในการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์จากท่าเรือแหลมฉบังไปยังสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง ลาดกระบังให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยกเลิกการจองระวางตู้คอนเทนเนอร์สายเรือแห่งหนึ่ง, วุฒิชัย บัวจำรัส
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยกเลิกการจองระวางตู้คอนเทนเนอร์สายเรือแห่งหนึ่ง, วุฒิชัย บัวจำรัส
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การจองระวางและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยกเลิกการจองระวางคอนเทนเนอร์ของสายเรือแห่งหนึ่ง เก็บข้อมูลการจองระวางที่เกิดขึ้นภายในปี 2019 โดยเลือกสองเส้นทาง 6 ท่าเรือในการให้บริการมาศึกษา คือเส้นทางประเทศจีน ได้แก่ท่าเรือเซี่ยงไฮ้ ท่าเรือหนิงโบ และท่าเรือเซียะเหมิน และเส้นทางประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แก่ท่าเรือนิวยอร์ค ท่าเรือนอร์ฟอล์ค และท่าเรือสะวันนา ด้วยการวิเคราะห์เทคนิคการถดถอยโลจิสติคแบบทวิ (Binary Logistic Regression) จากการศึกษาพบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยกเลิกการจองระวางได้แก่ 1)ท่าเรือทั้งสามของเส้นทางประเทศจีนเนื่องจากเป็นเส้นทางที่ใช้ระยะเวลาเดินทางน้อยกว่า และยังเป็นเส้นทางที่มีการแข่งขันสูง 2)ตู้ควบคุมอุณหภูมิขนาด 40 ฟุต มีโอกาสในการยกเลิกน้อยเนื่องจากเป็นตู้ที่มีความต้องการมากในตลาด 3)ระยะการจอง โดยที่การจองล่วงหน้าเป็นระยะเวลายาวนานมีผลต่อการยกเลิกได้มากกว่าเหตุเพราะลูกค้ามีโอกาสเปลี่ยนแผนในการผลิตสินค้าหรือแผนการบรรทุกสินค้าได้มากกว่า 4)วันที่ทำการจอง มีโอกาสในการยกเลิกน้อยคือช่วงวันที่ 1 ถึงวันที่ 10 ของเดือน เพราะลูกค้ายังคงต้องการระวางคอนเทนเนอร์ให้ได้มากที่สุดเพื่อนำไปขายให้กับลูกค้าของตนอีกครั้ง 5)อัตราค่าระวาง ยิ่งค่าระวางมีราคาสูงโอกาสในการยกเลิกยิ่งสูงตามไปด้วยลูกค้ามักต้องการค่าระวางที่ต่ำที่สุดในตลาด เมื่อพบว่ามีสายเรือที่ให้ค่าระวางที่ต่ำกว่าก็พร้อมจะยกเลิกกับสายเรืออื่นทันที ผลจากศึกษาทำให้สายเรือต้องมีการบริหารความเสี่ยงในการยกเลิกซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ สายเรือต้องยืนยันการจองด้วยข้อมูลของลูกค้าที่ถูกต้องครบถ้วนตั้งแต่แรก หลีกเลี่ยงการแก้ไขข้อมูลภายหลังลดการทำงานซ้ำซ้อนพร้อมกับตอบสนองโดยใช้เวลาให้เหมาะสมลดการรอคอยของลูกค้า ติดตามลูกค้าที่จองล่วงหน้านาน ๆ ก่อน 1 สัปดาห์ก่อนเรือออกเพื่อติดตามการลากตู้เปล่าและการคืนตู้สินค้า และควรมีการบันทึกพฤติกรรมของลูกค้าเพื่อประกอบการพิจารณาการยืนยันการจองในครั้งถัดไป
การพัฒนากรอบการวัดสมรรถนะสำหรับโซ่อุปทานอุตสาหกรรมการผลิตยาแผนโบราณและสมุนไพรในประเทศไทย, อริสรา จันทรโยธา
การพัฒนากรอบการวัดสมรรถนะสำหรับโซ่อุปทานอุตสาหกรรมการผลิตยาแผนโบราณและสมุนไพรในประเทศไทย, อริสรา จันทรโยธา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนากรอบการวัดสมรรถนะและตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องในการวัดผลการดำเนินงานของโซ่อุปทานอุตสาหกรรมการผลิตยาแผนโบราณและสมุนไพร เพื่อจัดลำดับความสำคัญของตัวชี้วัดในโซ่อุปทานอุตสาหกรรมการผลิตยาแผนโบราณและสมุนไพรในประเทศไทย โดยทำการศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญในบริษัทที่ผลิตยาแผนโบราณและสมุนไพรในประเทศไทยที่ผ่านการรับรองมาตรฐานการผลิตยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ในการศึกษาประกอบด้วย 2 ส่วน คือ 1) แบบสอบถามเรื่องตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการผลิตยาแผนโบราณและสมุนไพรที่ใช้ตัวเลือกตอบเป็นมาตรส่วนประมาณค่าแบบลิเคิร์ต 4 ระดับ และ 2) แบบสอบถามการประเมินตัวชี้วัดที่สำคัญและเหมาะสมสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตยาแผนโบราณและสมุนไพรด้วยวิธีกระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้น (Analytic Hierarchy Process, AHP) ที่ใช้มุมมองตามหลัก Balanced Scorecard (BSC) 4 มุมมองประกอบกับเพิ่มมุมมองในด้านคุณภาพของยารวมด้วย ผลการวิจัยพบว่าตัวชี้วัดที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงสุดและควรนำมาเป็นตัวชี้วัดอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมการผลิตยาแผนโบราณและสมุนไพรตามกรอบการวัดสมรรถนะ แต่ละมุมมอง มีดังนี้ 1.มุมมองด้านการเงิน คือ ต้นทุนการจัดการโซ่อุปทานทั้งหมดและต้นทุนรวมสินค้าต่อหน่วย 2.มุมมองด้านลูกค้า คือ ความพึงพอใจของลูกค้าด้านคุณภาพของสินค้า 3.มุมมองด้านกระบวนการภายใน คือ ประสิทธิภาพการผลิต 4.มุมมองด้านการเรียนรู้และการเติบโต ประกอบด้วย 3 ตัวชี้วัด คือ 1) มีนโยบายสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมหรือมีการร่วมมือระหว่างโรงงานและหน่วยงานอื่น 2) ด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน และ 3) ด้านการพัฒนาบรรจุภัณฑ์หรือผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัยหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบยาให้เหมาะสม และ 5.มุมมองด้านคุณภาพของยา คือ ความปลอดภัยของยา รวมถึงผู้เชี่ยวชาญให้มุมมองด้านคุณภาพของยาเป็นกรอบการวัดสมรรถนะที่มีความสำคัญมากที่สุด รองลงมาคือมุมมองด้านการเรียนรู้และการเติบโต สำหรับการจัดลำดับตัวชี้วัดที่มีความสำคัญมากที่สุดใน 5 อันดับแรกในการศึกษานี้ ได้แก่ ความปลอดภัยของยา ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการรักษา การพัฒนาบรรจุภัณฑ์หรือผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัย และเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานตามลำดับ ซึ่งผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่ากรอบการวัดสมรรถนะและตัวชี้วัดในมุมมองด้านคุณภาพของยาควรนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการวัดผลการดำเนินงานของอุตสาหกรรมการผลิตยาแผนโบราณและสมุนไพร
คุณภาพการให้บริการของท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์ในจังหวัดชลบุรี: มุมมองของตัวแทนรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ, เมธาวี แสงขาว
คุณภาพการให้บริการของท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์ในจังหวัดชลบุรี: มุมมองของตัวแทนรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ, เมธาวี แสงขาว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคาดหวัง การรับรู้การให้บริการ และคุณภาพการให้บริการของท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์ในจังหวัดชลบุรี ในมุมมองของตัวแทนรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ และศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลและลักษณะของธุรกิจที่มีผลต่อความคาดหวังและการรับรู้การให้บริการท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์ในจังหวัดชลบุรี ในมุมมองของตัวแทนรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง คือ ตัวแทนรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศที่เข้าใช้บริการท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์ในจังหวัดชลบุรีโดยเป็นสมาชิกในสมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ จำนวน 160 บริษัท ทำการวิเคราะห์สถิติโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการศึกษาพบว่า คุณภาพการให้บริการของท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์ในเขตความรับผิดชอบของท่าเรือแหลมฉบัง ในภาพรวมและรายด้านทุกด้านอยู่ในเกณฑ์ที่ควรปรับปรุง เรียงตามลำดับ ได้แก่ ความน่าเชื่อถือ การตอบสนองต่อผู้รับบริการ การให้ความมั่นใจ ความเป็นรูปธรรมของบริการ และการดูแลเอาใจใส่ ตามลำดับ ปัจจัยส่วนบุคคล ด้านตำแหน่ง การศึกษา และประสบการณ์ในการทำงานส่งผลต่อความคาดหวังก่อนเข้ารับบริการ และระดับการรับรู้ของตัวแทนรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเมื่อได้เข้ารับบริการของท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์ในเขตความรับผิดชอบของท่าเรือแหลมฉบังทุกด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
แบบจำลองทางเลือกเชิงพื้นที่สำหรับการตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ กรณีศึกษา พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากประจำ จังหวัดสุโขทัย, ณรัช วรากุลภิญโญ
แบบจำลองทางเลือกเชิงพื้นที่สำหรับการตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ กรณีศึกษา พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากประจำ จังหวัดสุโขทัย, ณรัช วรากุลภิญโญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อุทกภัยเป็นภัยธรรมชาติประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดซึ่งเกิดจากฝนตกหนัก หิมะละลายอย่างรวดเร็ว คลื่นพายุจากพายุไซโคลนเขตร้อนหรือสึนามิในพื้นที่ชายฝั่งทะเล ซึ่งส่งผลให้เกิดการสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน และคาดว่าความถี่และความรุนแรงของน้ำท่วมจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ประเทศไทยมักเกิดภัยพิบัตินี้อยู่เสมอ ซึ่งจังหวัดสุโขทัยเป็นอีกหนึ่งที่ต้องเผชิญกับปรากฏการณ์นี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ว่าจะมีแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2563 แต่พื้นที่อพยพบางส่วนยังคงอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก วัตถุประสงค์ในศึกษาจึงทำการหาที่ตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่ออพยพประชาชนในพื้นที่และผู้ประสบภัยที่ต้องการสถานพยาบาล และหาเส้นทางที่เหมาะสมและสะดวกแก่ประชาชนในการอพยพจากหมู่บ้านไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวและไปยังโรงพยาบาล การศึกษานี้ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์และฟังก์ชันโซเวอร์ในไมโครซอฟต์ เอกซ์เซล เพื่อระบุตำแหน่งที่ตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว จากผลการวิจัยพบว่าในพื้นที่ที่ทำการศึกษามีหมู่บ้านจำนวน 41 หมู่บ้านที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากประจำ แล้วสถานที่ตั้งโรงเรียนเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยแบ่งการคำนวณออกเป็นร้อยละ 50 60 70 80 90 และ 100 ของประชากร ผลที่ได้จากการจำลองสถานการณ์ คือ จำนวนศูนย์พักพิงชั่วคราวสามารถรองรับผู้อพยพได้เพียงพอและมีระยะทางเฉลี่ยจากศูนย์พักพิงชั่วคราวไปยังโรงพยาบาลสั้นกว่าแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แต่ระยะทางเฉลี่ยรวมมากขึ้น
เปรียบเทียบต้นทุนการใช้รถยนต์ปิกอัพไฟฟ้า และรถยนต์ปิกอัพเครื่องยนต์สันดาปภายในธุรกิจขนส่งอะไหล่รถยนต์, ศศิธร พิรุฬ
เปรียบเทียบต้นทุนการใช้รถยนต์ปิกอัพไฟฟ้า และรถยนต์ปิกอัพเครื่องยนต์สันดาปภายในธุรกิจขนส่งอะไหล่รถยนต์, ศศิธร พิรุฬ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบต้นทุนการใช้รถยนต์ปิกอัพไฟฟ้ากับรถยนต์ปิกอัพเครื่องยนต์สันดาปภายใน ของบริษัทกรณีศึกษาขนส่งอะไหล่รถยนต์ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลโดยทำการเปรียบเทียบราคาค่าเช่ารถแบบรวมสัญญาบริการในเวลา 5 ปีของรถทั้ง 2 ประเภทโดยใช้แนวคิดบัญชีต้นทุนการวิเคราะห์ต้นทุนแล้วนำข้อมูลมาเปรียบเทียบหากมีความผันผวนของราคาน้ำมันดีเซล บี7 จะส่งผลต่อต้นทุนอย่างไร รวมถึงค่าความผันผวนของค่า FT ของการไฟฟ้า และการซื้อขายคาร์บอนเครดิต แล้วสรุปต้นทุนการใช้รถทั้ง 2 ประเภท นำข้อมูลที่สรุปได้นำเสนอผู้บริหาร 5 ท่านเพื่อการตัดสินใจ โดยใช้ทฤษฎีกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (AHP) เพื่อประเมินผลการพิจารณาเลือกของผู้บริหาร จากผลผู้บริการมีการเลือกใช้รถยนต์ปิกอัพเครื่องยนต์สันดาปในโดยมีค่าน้ำหนักความสำคัญ 69 % และรถยนต์ปิกอัพไฟฟ้ามีค่าน้ำหนักความสำคัญ 31%
การลดความคลาดเคลื่อนของวัตถุดิบคงคลัง กรณีศึกษาบริษัทแปรรูปอาหารแช่แข็ง, วาทินี ปทุมผาย
การลดความคลาดเคลื่อนของวัตถุดิบคงคลัง กรณีศึกษาบริษัทแปรรูปอาหารแช่แข็ง, วาทินี ปทุมผาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาปัญหาความคลาดเคลื่อนของวัตถุดิบคงคลังบริษัทแปรรูปอาหารแช่แข็ง ที่ส่งผลกระทบต่อแผนการผลิตทำให้ไม่สามารถผลิตสินค้าได้ ต้องขอเลื่อนแผนการส่งออก ทำให้ระดับความพึงพอใจของลูกค้าลดลง การศึกษาปัญหาใช้วิธีวิเคราะห์กิจกรรมในกระบวนการไหลของวัตถุดิบแต่ละแผนกที่มีส่วนเกี่ยวข้องจากการสัมภาษณ์ข้อมูลเชิงลึกและการสำรวจข้อมูลภาคสนามในการสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม ตั้งแต่การวางแผนวัตถุดิบ จนวัตถุดิบถูกผลิตเป็นสินค้า ผลจากการศึกษาพบว่าปัญหาความคลาดเคลื่อนของวัตถุดิบเกิดจากปัจจัยหลัก 2 ปัจจัย คือ 1) ปัจจัยด้านคน เช่น การบันทึกข้อมูลการรับวัตถุดิบผิดพลาด 2) ปัจจัยด้านขั้นตอนการทำงาน จากการทำงานร่วมกันหลายระบบส่งผลให้การถ่ายโอนข้อมูลไม่สอดคล้องกัน จากการศึกษาในครั้งนี้จึงได้เสนอแนะแนวทางการลดความคลาดเคลื่อนโดย 1) การนำระบบบาร์โค้ดมาใช้เพื่อลดข้อผิดพลาดในการบันทึกข้อมูลการรับวัตถุดิบและการจัดเก็บวัตถุดิบ 2) การใช้ ABC Classification ในการกำหนดวงรอบการนับวัตถุดิบและการปรับยอด 3) การกำหนดความถี่การถ่ายโอนข้อมูลอัตโนมัติของระบบให้เหมาะสม 4) การก่อสร้างพื้นที่เพิ่มเติมเพื่อรองรับปริมาณวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น
ความเต็มใจที่จะจ่ายค่าขนส่งแบบ On-Demand Deliveryในเขต กรุงเทพมหานครและปริมณฑล : กรณีศึกษา ห้างสรรพสินค้า, จิรักข์ เสือป่า
ความเต็มใจที่จะจ่ายค่าขนส่งแบบ On-Demand Deliveryในเขต กรุงเทพมหานครและปริมณฑล : กรณีศึกษา ห้างสรรพสินค้า, จิรักข์ เสือป่า
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางประชากรศาสตร์ ปัจจัยทางด้านพฤติกรรมและปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกใช้บริการขนส่งสินค้าด่วนแบบ On-demand Delivery รวมถึงศึกษาความเต็มใจที่จะจ่ายค่าบริการขนส่งสินค้าด่วนแบบ On-demand delivery ของลูกค้าห้างสรรพสินค้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามออนไลน์จำนวน 956 คน ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง พร้อมทำการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติคแบบทวิ (Binary Logistic Regression) พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเต็มใจจ่ายค่าขนส่งด่วนแบบ On-demand Delivery จากการซื้อสินค้าประเภทแฟชั่นผ่านช่องทางออนไลน์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา และ มูลค่าการซื้อสินค้าต่อครั้งมากกว่า 12,000 บาท ในขณะที่ราคาค่าขนส่งด่วนแบบ On-demand Delivery เริ่มต้นในพื้นที่กรุงเทพมหานครเขตชั้นใน เขตชั้นกลาง เขตชั้นนอก และปริมณฑล มีความสัมพันธ์เชิงบวก กล่าวคือ หากราคาค่าขนส่งเพิ่มขึ้น 1 เท่า จะทำให้โอกาสการจ่ายค่าขนส่งด่วนแบบ On-demand Delivery ลดลง 0.162, 0.183, 0.200 และ 0.193 เท่า ตามลำดับ ในทางกลับกัน หากราคาค่าขนส่ง ลดลง 0.5 เท่า (50%) จะทำให้โอกาสการจ่ายค่าขนส่งด่วนฯ เพิ่มขึ้น 2.483, 2.339, 2.235 และ 2.276 เท่า ตามลำดับ จากผลการศึกษาข้างต้น ทำเพื่อให้ผู้ประกอบการมีความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริโภคได้อย่างละเอียด และสามารถนำไปวางกลยุทธ์สำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนา ปรับปรุงการให้บริการขนส่งสินค้าประเภทเสื้อผ้าแฟชั่นได้อย่างเหมาะสม
Adoption Factors Of The Internet Of Things In Quality Management Of The Thai Food Processing Supply Chain: Manufacturing Perspectives, Pakorn Opasvitayarux
Adoption Factors Of The Internet Of Things In Quality Management Of The Thai Food Processing Supply Chain: Manufacturing Perspectives, Pakorn Opasvitayarux
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The introduction of quality management Internet of things (QM IoT) can help food supply chain members to enhance real-time visibility, quality, safety, and efficiency of products and processes. Current literature indicates three main research gaps, including lack of studies in QM IoT in food supply chain, vagueness of integrative adoption of new technology framework, and deficient research covered both adoption attitude and intention in the same model. This study proposed an analysis model based on the technological-organizational-environmental (TOE) framework, reinforced by the collaborative structure to capture the importance of supply chain network, and used the partial least square-structural equation modeling …
การวิเคราะห์เปรียบเทียบต้นทุนค่าขนส่งแบบเต็มคันระหว่างใช้ผู้ให้บริการขนส่งกับลงทุนรถขนส่งเอง : กรณีศึกษาบริษัทผู้ผลิตรถบรรทุก, อธิการ ชาติศรีสัมพันธ์
การวิเคราะห์เปรียบเทียบต้นทุนค่าขนส่งแบบเต็มคันระหว่างใช้ผู้ให้บริการขนส่งกับลงทุนรถขนส่งเอง : กรณีศึกษาบริษัทผู้ผลิตรถบรรทุก, อธิการ ชาติศรีสัมพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางด้านต้นทุนในการลงทุนซื้อรถบรรทุกขนส่งสินค้าและบริหารงานขนส่งเอง เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้บริการจากผู้ให้บริการขนส่งอย่างที่ทำอยู่ในปัจจุบัน โดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางการเงิน มาใช้ในการประเมินการใช้ประโยชน์และความคุ้มค่าที่จะลงทุน การวิจัยได้วิเคราะห์ถึงความต้องการในการใช้รถบรรทุกขนส่ง 6 ล้อของปีพ.ศ. 2563 พบว่ามีการใช้งานในเขตพื้นที่ 4 จังหวัด คือ จังหวัด ชลบุรี สระบุรี ระยอง และพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีปริมาณการใช้งานมากน้อยแตกต่างกันไป ซึ่งผู้วิจัยได้ทำการแบ่งเป็น 4 โครงการ คือ โครงการที่ 1 ขอบเขตเฉพาะจังหวัดชลบุรี, โครงการที่ 2 ขอบเขตในจังหวัดชลบุรี และ สระบุรี, โครงการที่ 3 ขอบเขตในจังหวัดชลบุรี สระบุรี และ ระยอง และโครงการที่ 4 ขอบเขตในจังหวัดชลบุรี สระบุรี ระยอง และ พระนครศรีอยุธยาเพื่อประโยชน์ในการตัดสินใจเริ่มต้นโครงการซึ่งแต่ละโครงการมีจำนวนเที่ยวและลงทุนจำนวนรถไม่เท่ากัน ผลการศึกษาพบว่าปริมาณการใช้งานที่มากน้อยมีผลต่อความคุ้มค่าที่จะลงทุนรวมถึงผลตอบแทน และระยะเวลาคืนทุน ซึ่งทั้ง 4 โครงการอยู่ในเกณฑ์ที่คุ้มค่าต่อการลงทุน แต่จะมีความแตกต่างกันออกไปในเรื่องของระยะเวลาคืนทุน ซึ่งโครงการที่ 1 ถึง 4 มีระยะเวลาคืนทุน 3 ปี 3 เดือน , 3 ปี 10 เดือน , 3 ปี 8 เดือน และ 3 ปี 2 เดือน ตามลำดับ นอกจากนั้น ปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อความคุ้มค่าของโครงการในสถานะการณ์ปัจจุบันคือ ราคาน้ำมันดีเซลซึ่งมีความผันผวนและปรับราคาสูงขึ้น ผู้วิจัยจึงได้ทำการศึกษาในกรณีที่ราคาน้ำมันปรับราคาขึ้นถึง 35 บาทต่อลิตร ซึ่งทุกโครงการยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่มีความเป็นไปได้ และ มีความคุ้มค่าที่จะลงทุนซื้อรถบรรทุกขนส่งเอง
การออกแบบกระบวนการจัดซื้อเครื่องใช้สำนักงานของธุรกิจขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่ง : กรณีศึกษาบริษัท Abc Drilling, มินตรา มณีฉาย
การออกแบบกระบวนการจัดซื้อเครื่องใช้สำนักงานของธุรกิจขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่ง : กรณีศึกษาบริษัท Abc Drilling, มินตรา มณีฉาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาด้านการจัดซื้อเครื่องใช้สำนักงานของบริษัทขุดเจาะน้ำมันที่ดำเนินการในประเทศไทย เพื่อเสนอข้อเสนอแนะในการจัดซื้อเครื่องใช้สำนักงานของบริษัทขุดเจาะน้ำมันทั้ง 3 แท่นขุดเจาะของบริษัท ABC Drilling เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อนำเสนอรูปแบบการจัดซื้อ (Purchasing Model) ที่มีประสิทธิภาพของบริษัท ABC Drilling และจัดทำ Organization Model ด้านการจัดซื้อจัดหา โดยเก็บรวบรวมข้อมูลการจัดซื้อของปี พ.ศ.2563 เพื่อวิเคราะห์ผลงานการจัดซื้อและใช้แบบสอบถามเพื่อจัดทำข้อสรุปและข้อเสนอแนะ ผลการวิจัยพบว่า การทำสัญญาจัดซื้อจัดหา (Fixed Price Agreement) ร่วมกับการทำประมูลแบบอัตโนมัติ (Automatic Bidding) ทำให้แท่นขุดเจาะที่ 1 สามารถประหยัดต้นทุน 5.39 % ส่วนแท่นขุดเจาะที่ 2 สามารถประหยัดต้นทุน 5.90 % และแท่นขุดเจาะที่ 3 สามารถประหยัดต้นทุน 8.03 % ดังนั้นเมื่อบริษัท ABC Drilling ทำสัญญาซื้อขาย (Fixed Price Agreement) ร่วมกับการทำประมูลแบบอัตโนมัติ (Automatic Bidding) จะทำให้บริษัทประหยัดต้นทุนโดยเฉลี่ย 6.44 % และผู้ให้สัมภาษณ์ทุกรายเห็นด้วยว่าควรมีการจัดซื้อแบบไฮบริด (Hybrid Procurement) โดย 85.71 % คิดเห็นว่าสินค้าหมวดหมู่ A ซึ่งเป็นสินค้าที่มีการสั่งซื้อเป็นประจำ โดยมีการสั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 6 รายการขึ้นไป และมียอดสั่งซื้อตั้งแต่ 20,000 บาทต่อปี ควรมีระบบการจัดซื้อแบบรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง (Centralization Purchasing) 57.14 % คิดเห็นว่าสินค้าหมวดหมู่ B ซึ่งเป็นสินค้าที่หาซื้อได้ทั่วไป ราคาถูกควรมีระบบการจัดซื้อแบบรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง (Centralization Purchasing) และ 71.43 % คิดเห็นว่าสินค้าหมวดหมู่ C ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความเฉพาะเจาะจงและต้องตรวจสอบควรมีระบบการจัดซื้อแบบกระจายอำนาจ (Decentralization Purchasing)
ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมเป็นเครือข่ายรถร่วม ในเขตอำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี, ศุภชีพ งามลาภ
ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมเป็นเครือข่ายรถร่วม ในเขตอำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี, ศุภชีพ งามลาภ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมเป็นเครือข่ายรถร่วม ในเขตอำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี กลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าของรถบรรทุกที่ทำงานใน อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 320 ตัวอย่าง ซึ่งใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเพื่อการเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมานเพื่อทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 40-50 ปี มีรายได้ในการขนส่งต่อเดือนเฉลี่ย 50,000 – 100,000 บาท สถานที่พักอาศัยปัจจุบันเป็นบ้านพักของบริษัท มีประสบการณ์ในการขับขี่รถบรรทุก 10 ปีขึ้นไป อายุรถขนส่งอยู่ที่ 10-15 ปี และส่วนใหญ่มีประเภทรถ 4 ล้อ โดยผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยทางประชากรศาสตร์ที่แตกต่างกัน ในด้านอายุ รายได้ค่าขนส่งต่อเดือน และประสบการณ์ในการขับขี่รถขนส่ง ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมเป็นเครือข่ายรถร่วม แตกต่างกัน และปัจจัยที่มีผลเชิงบวกต่อการตัดสินใจเข้าร่วมเป็นเครือข่ายรถร่วม ในเขตอำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย คือ ปัจจัยด้านค่าตอบแทน ปัจจัยด้านสวัสดิการ และปัจจัยด้านความน่าเชื่อถือ ส่วนปัจจัยที่มีผลต่อระดับการตัดสินใจเชิงลบ คือ ปัจจัยด้านการบริหารจัดการขององค์กร ขณะที่ปัจจัยด้านความมั่นคงไม่ส่งผลต่อระดับการตัดสินใจเข้าร่วมเป็นเครือข่ายรถร่วม ในเขตอำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ซึ่งสามารถอธิบายอิทธิพล ได้ร้อยละ 47.7 อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05
การกำหนดนโยบายการสั่งซื้อวัตถุดิบ : กรณีศึกษาบริษัทผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมในประเทศไทย, สมใจ พิพัฒน์ผลสกุล
การกำหนดนโยบายการสั่งซื้อวัตถุดิบ : กรณีศึกษาบริษัทผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมในประเทศไทย, สมใจ พิพัฒน์ผลสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดนโยบายการสั่งซื้อที่สามารถช่วยควบคุมต้นทุนของการสั่งและต้นทุนการถือครองวัตถุดิบคงคลังให้อยู่ในระดับที่ต่ำที่สุด ผู้วิจัยได้ศึกษารูปแบบการสั่งซื้อวัตถุดิบและวิเคราะห์ข้อมูลของบริษัทกรณีศึกษา ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมในประเทศไทย โดยพบว่าบริษัทมีระดับวัตถุดิบคงคลังในปริมาณที่สูงเมื่อเทียบกับสัดส่วนความต้องการใช้จริงของการผลิต อีกทั้งยังขาดเครื่องมือที่ใช้ในการคำนวณวิเคราะห์ปริมาณการสั่ง โดยใช้แต่เพียงการคาดเดาและประสบการณ์ของผู้บริหารในการตัดสินใจสั่งซื้อวัตถุดิบแต่ละครั้ง จากปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยจึงได้ประยุกต์ใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS เพื่อพยากรณ์ความต้องการใช้วัตถุดิบและทดสอบค่าความคลาดเคลื่อนเพื่อเลือกวิธีการพยากรณ์ที่เหมาะสม จากนั้นนำผลลัพธ์ค่าความต้องการวัตถุดิบที่ได้มาคำนวณทดสอบหานโยบายสั่งซื้อด้วยแบบจำลองการสั่ง 2 รูปแบบ คือ แบบจำลองจุดสั่งซื้อใหม่ (Reorder Point: ROP) และแบบจำลองระดับคงคลังเป้าหมาย (Order Up-to Level: OUL) จากผลการคำนวณพบว่าการสั่งซื้อวัตถุดิบด้วยแบบจำลองระดับคงคลังเป้าหมายเป็นนโยบายที่เหมาะสมกับบริษัทกรณีศึกษาเพราะให้ผลของค่าใช้จ่ายรวมน้อยที่สุด รวมถึงระดับวัตถุดิบคงคลัง ณ สิ้นเดือนที่ลดลงเช่นกัน เมื่อเทียบกับนโยบายปัจจุบันบริษัท สามารถลดค่าใช้จ่ายรวมต่อปีลงได้ 425,438,792.40 บาทหรือประมาณ 15.23%
การเปรียบเทียบการขนส่งที่เกิดจากการทดแทนขนาดตู้คอนเทนเนอร์ทางทะเล, ภุมมรัตน์ ล่องพริก
การเปรียบเทียบการขนส่งที่เกิดจากการทดแทนขนาดตู้คอนเทนเนอร์ทางทะเล, ภุมมรัตน์ ล่องพริก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการขนส่งที่เกิดจากการทดแทนขนาดตู้คอนเทนเนอร์ และ การรอตู้คอนเทนเนอร์ กรณีศึกษา บริษัทตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งออกสินค้าทางทะเล การวิจัยเป็นการผสมผสานการวิจัยเชิงปริมาณได้แก่การวิเคราะห์ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าทางบกและทางทะเลแล้วนำข้อมูลที่ได้มาคำนวณค่าใช้จ่ายในการทดแทนตู้คอนเทนเนอร์ และการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกเกี่ยวกับความคิดเห็นในการยอมรับการทดแทนขนาดตู้คอนเทนเนอร์และการรอตู้คอนเทนเนอร์ โดยทำการเปรียบเทียบรูปแบบการขนส่งทั้งสองกรณี เพื่อแนวทางเลือกในการตัดสินใจให้กับผู้ส่งออก ผลการศึกษาพบว่า ผู้ออกส่งร้อยละ 90 จากกลุ่มผู้ตัวอย่าง ภายใต้เงื่อนไขเทอมการค้า FOB ยอมรับการทดแทนตู้คอนเทนเนอร์ เนื่องจากมีต้นทุนขนส่งที่เกิดจากการทดแทนตู้คอนเทนเนอร์ที่ต่ำกว่าต้นทุนขนส่งที่เกิดจากการรอในการรอตู้คอนเทนเนอร์ นอกจากนี้ยังสามารถส่งออกสินค้าได้ทันเวลาตามที่กำหนดไว้ และสินค้าที่ผู้ส่งออกยอมรับการทดแทนตู้นั้น เป็นสินค้าที่ปลายทางต้องการสินค้าเร่งด่วน และสินค้าบริโภคที่เน่าเสียง่าย ส่วนผู้ส่งออกที่ยอมรับการรอตู้คอนเทนเนอร์ ร้อยละ 10 นั้นพบว่าผู้ส่งออกไม่พบต้นทุนขนส่งที่เกิดขึ้นจากการรอคอนเทนเนอร์ เนื่องจาก ผู้ส่งออกมีที่พักเก็บสินค้าแบบไม่ต้องเสียค่าใช้ในการจัดเก็บ โดยสินค้าที่ทำการส่งออกเป็นสินค้าที่น้ำหนักมากเกินไปกว่าที่ตู้ขนาดอื่นจะสามารถรับน้ำหนักทดแทนได้ และผู้ส่งออกไม่ยินยอมการตัดจำนวนสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์ อีกทั้งปลายทางไม่ได้ต้องการที่สินค้าเร่งด่วน โดยยอมรับการรอส่งออกในเรือลำถัดไปโดยใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 7วันในการรอตู้คอนเทนเนอร์
การวิเคราะห์ที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้าของชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องจักรของ ท่าเรือแหลมฉบังในเขตพื้นที่ Eec กรณีศึกษาบริษัท Abc, ธนิสา รัตนโชติถาวร
การวิเคราะห์ที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้าของชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องจักรของ ท่าเรือแหลมฉบังในเขตพื้นที่ Eec กรณีศึกษาบริษัท Abc, ธนิสา รัตนโชติถาวร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิเคราะห์ที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้าของชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องจักรของท่าเรือแหลมฉบัง ในเขตพื้นที่ EEC กรณีศึกษาบริษัท ABC มีวัตถุประสงค์ เพื่อหาทำเลที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้าที่เหมาะสมให้กับบริษัทกรณีศึกษา เพื่อประโยชน์ทางด้านธุรกิจในการขยายกิจการของบริษัท และเพื่อเพิ่มความสามารถในการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ผู้วิจัยได้ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ เป็นเครื่องมือหลักในงานวิจัยชิ้นนี้ โดยได้มีการแบ่งการดำเนินงานวิจัยออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนที่หนึ่ง การวิเคราะห์ที่ตั้งศักยภาพของศูนย์กระจายสินค้า ด้วยการซ้อนทับชั้นข้อมูล ในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) ตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยเกณฑ์ที่กำหนด ได้มาจากการทบทวนวรรณกรรม และจากหน่วยงานราชการต่างๆ ส่วนที่สอง การวิเคราะห์เลือกพื้นที่ที่เหมาะสมที่มีระยะทางรวมไปยังโรงงานลูกค้า ดีที่สุด 3 อันดับแรก โดยวิเคราะห์ร่วมกับปริมาณความต้องการสินค้าของแต่ละโรงงาน ด้วยวิธีการวิเคราะห์เมทริกซ์ค่าใช้จ่ายระหว่างจุดเริ่มต้นกับจุดปลายทาง (Origin-Destination Cost Matrix Analysis) และในส่วนที่สาม การคัดกรองพื้นที่ที่มีความเหมาะสมที่สุด โดยแบ่งออกเป็น 1) การคัดกรองพื้นที่ตามปัจจัยขนาดพื้นที่ 2) การคัดกรองพื้นที่ตามปัจจัยโบราณสถานและกิจการบริการสาธารณะ และ 3) การคัดกรองพื้นที่ตามปัจจัยราคาที่ดิน จากการวิเคราะห์ สามารถสรุปผลการศึกษาได้ว่า พื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าของบริษัทกรณีศึกษา ควรอยู่ในบริเวณตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีพื้นที่รวม 155,085.16 ตารางเมตร มีความเหมาะสมทั้งขนาดพื้นที่ ราคาที่ดิน ระยะทางและปริมาณความต้องการสินค้า
การปรับปรุงระบบการจัดเก็บสินค้าคงคลัง และกำหนดนโยบายการสั่งซื้อสินค้าอย่างเหมาะสม กรณีศึกษา บริษัทจัดจำหน่ายรองเท้าสตรี, ชิสา ฤกษ์ศิลาธรณ์
การปรับปรุงระบบการจัดเก็บสินค้าคงคลัง และกำหนดนโยบายการสั่งซื้อสินค้าอย่างเหมาะสม กรณีศึกษา บริษัทจัดจำหน่ายรองเท้าสตรี, ชิสา ฤกษ์ศิลาธรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ผู้วิจัยได้ทำการศึกษากรณีของบริษัทจัดจำหน่ายรองเท้าแฟชั่นสตรี ซึ่งปัจจุบันกำลังประสบปัญหาการมีสินค้าคงคลังที่เสื่อมสภาพเป็นจำนวนมาก ซึ่งสินค้าที่ทำรายได้หลักของบริษัทมีสัดส่วนไม่ถึง 50% ของสินค้าคงคลังทั้งหมด ในขณะที่ระดับการให้บริการลูกค้าอยู่ในระดับ 90% งานวิจัยฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงนโยบายการสั่งซื้อและการจัดเก็บสินค้าคงคลังประเภทที่มีความหลากหลายมากเพื่อลดปริมาณ รวมถึงต้นทุนสินค้าคงคลังในขณะที่ยังสามารถรักษาระดับการให้บริการลูกค้าให้อยู่ในระดับที่ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 95 การศึกษาเริ่มจากการจัดลำดับความสำคัญของสินค้าด้วยวิธี ABC Classification และเลือกสินค้าที่มีความสำคัญที่สุด 126 SKU มาดำเนินการหานโยบายการสั่งซื้อที่เหมาะสมด้วยการสร้างแบบจำลองสถานการณ์มอนติคาร์โล ภายใต้สถานการณ์ที่มีปริมาณความต้องการและระยะเวลาสั่งซื้อแบบไม่คงที่ โดยได้เปรียบเทียบผลการกำหนดนโยบายระหว่างแบบปริมาณการสั่งคงที่ (Q Model) และรอบการสั่งคงที่ (P Model) พร้อมทั้งเปรียบเทียบผลลัพธ์ของนโยบายใหม่ที่กำหนดกับนโยบายปัจจุบัน เพื่อสรุปและกำหนดเป็นนโยบายที่เหมาะสมในการสั่งซื้อสินค้าในอนาคต โดยได้ใช้ข้อมูลยอดขายปี 2562 และ 2563 จากการศึกษาพบว่านโยบายแบบรอบเวลาการสั่งคงที่ (P model) โดยกำหนดรอบเวลาให้สั่งสินค้ากลุ่ม A B และ C ทุก 2 เดือน ในขณะที่กำหนดระดับการให้บริการที่ 99% เมื่อเทียบกับนโยบายปัจจุบัน สามารถลดต้นทุนรวมได้ 22.66% ในปี 2562 และ 7.19% ในปี 2563 นอกจากนี้นโยบายใหม่ยังส่งผลให้ Inventory Turnover เฉลี่ยสูงขึ้น รวมถึงระดับการให้บริการที่เพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย
การเปรียบเทียบการส่งสินค้าอาหารสดผ่านศูนย์กระจายสินค้ากับการส่งโดยตรงสู่ร้านค้า: กรณีนำร่องของบริษัทค้าปลีกสมัยใหม่, ปภาวรินทร์ ทะสอน
การเปรียบเทียบการส่งสินค้าอาหารสดผ่านศูนย์กระจายสินค้ากับการส่งโดยตรงสู่ร้านค้า: กรณีนำร่องของบริษัทค้าปลีกสมัยใหม่, ปภาวรินทร์ ทะสอน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดความแตกต่างในด้านต้นทุน เวลา และประสิทธิภาพของการจัดส่งอาหารสดจากซัพพลายเออร์ผ่านศูนย์กระจายสินค้าไปยังร้านค้า (CD) และการจัดส่งตรงจากซัพพลายเออร์ไปยังร้านค้า (DSD) ของบริษัทค้าปลีกโดยทำการเปรียบเทียบการเลือกกรณีการจัดส่งทั้ง 2 ประเภท จากการศึกษาการดำเนินงานของซัพพลาพเออร์ภายใต้การจัดส่งที่คล้ายคลึงกัน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสังเกตการปฏิบัติงานภาคสนามและการสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการโดยตรง จากการศึกษาการเปรียบเทียบระหว่างการจัดส่งแบบ DSD และการจัดส่งแบบ CD พบว่าการจัดส่งแบบ DSD จะช่วยให้สินค้ามีคุณภาพและลดเวลาการจัดส่งจากซัพพลายเออร์ไปถึงหน้าร้านประมาณ 5 ชั่วโมง สินค้าที่วางขายหน้าร้านมีความสดกว่า และสินค้าเกิดความเสียหายน้อยกว่า ในขณะเดียวกันยังส่งผลให้ต้นทุนลดลงโดยเฉลี่ยประมาณ 1.70 บาทต่อกิโลกรัม อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาเจาะลึกลงไปจะเห็นว่า ในการเปลี่ยนรูปแบบการจัดส่ง บริษัทค้าปลีกเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการลดต้นทุน สามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้ประมาณ 6.20 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ซัพพลายเออร์ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นประมาณ 4.50 บาทต่อกิโลกรัม
การวิเคราะห์เพื่อกำหนดจำนวนรถของบริษัท ภายใต้ความต้องการขนส่งที่ไม่แน่นอน : กรณีศึกษา บริษัทขนส่งAbc, แก้วกานต์ กล่อมหาดยาย
การวิเคราะห์เพื่อกำหนดจำนวนรถของบริษัท ภายใต้ความต้องการขนส่งที่ไม่แน่นอน : กรณีศึกษา บริษัทขนส่งAbc, แก้วกานต์ กล่อมหาดยาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดจำนวนรถขนส่งของบริษัทที่เหมาะสม ภายใต้ความต้องการขนส่งที่ไม่แน่นอน ซึ่งใช้ข้อมูลของบริษัทกรณีศึกษา ABC ในแผนกการขนส่งแบบกระจายสินค้าทั่วประเทศ (Nationwide Distribution Transport) โดยมุ่งเน้นศึกษาเฉพาะการขนส่งสินค้าที่ครอบคลุมพื้นที่ศูนย์กระจายสินค้าจังหวัดขอนแก่นที่มีการขนส่งด้วยรถที่เป็นของบริษัท (Own fleet) และบริษัทขนส่งภายนอก(Outsource) โดยในงานวิจัยนี้ได้ใช้การจำลองสถานการณ์ที่สามารถแบ่งการจำลองสถานการณ์ออกเป็น 4 ส่วน คือ 1) การสร้างแบบจำลองความต้องการขนส่งสินค้ารายวันโดยใช้เทคนิคมอนติคาร์โล 2) การพัฒนาสมการประมาณการจำนวนรถขนส่งสินค้าต่อวันด้วยวิธีการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression) ที่มีตัวแปรสำคัญทั้งหมด 3 ตัวแปรได้แก่ จำนวนสินค้าที่ต้องการขนส่งต่อวัน จำนวนลูกค้าที่ขนส่งต่อวัน ระยะทางระหว่างลูกค้าทั้งหมดในหนึ่งวัน 3) การประมาณการต้นทุนรวมด้านการขนส่ง และ 4) การกำหนดจำนวนรถขนส่งของบริษัทที่เหมาะสม ซึ่งผลการวิจัยสามารถสรุปได้ว่าจำนวนรถขนส่งของบริษัทที่เหมาะสมสำหรับแผนกการขนส่งแบบกระจายสินค้าทั่วประเทศ เท่ากับ 7 คันที่ทำให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าเฉลี่ยต่อปีต่ำที่สุด
การประเมินประสิทธิภาพระบบขนส่งด้วยกระบวนการกิจกรรมหลักด้านโลจิสติกส์ :กรณีศึกษาบริษัท Abc, นนทกร ธรรมไชยางกูร
การประเมินประสิทธิภาพระบบขนส่งด้วยกระบวนการกิจกรรมหลักด้านโลจิสติกส์ :กรณีศึกษาบริษัท Abc, นนทกร ธรรมไชยางกูร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งเน้นพัฒนาตัวชี้วัดในการประเมินประสิทธิภาพระบบขนส่งด้วยกระบวนการกิจกรรมหลักด้านโลจิสติกส์ด้านการขนส่งและหลักความถูกต้อง ผ่านการทบทวนวรรณกรรมกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะสรุปปัจจัยหลักด้านโลจิสติกส์สำหรับกำหนดตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้อง จากนั้นผู้วิจัยจึงได้พัฒนาตัวชี้วัดขึ้นจากแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องขึ้นก่อนนำไปสัมภาษณ์เชิงลึกและนำส่งแบบประเมินปัจจัยเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของตัวชี้วัดให้กลุ่มตัวอย่างที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมขนส่งของบริษัทจำนวน 10 คน เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของตัวชี้วัดที่พัฒนาขึ้น และประเมินลำดับความสำคัญตามค่าน้ำหนักของปัจจัย หลังจากนั้นจึงทำการทดสอบการประเมินประสิทธิภาพระบบขนส่งด้วยข้อมูลย้อนหลัง 1 ปีของบริษัท (พ.ศ. 2562) ผลการศึกษาพบว่า ตัวชี้วัดในการประเมินประสิทธิภาพระบบขนส่งที่เหมาะสม ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก คือ การสื่อสาร ขนถ่ายและบรรจุ และการขนส่ง มีกิจกรรมละ 5 มิติ ประกอบด้วย มิติของผลิตภัณฑ์ คุณภาพ สถานที่ เวลา และต้นทุน รวมทั้งหมด 15 ตัวชี้วัด โดยกิจกรรมหลักด้านโลจิสติกที่มีความสำคัญสูงที่สุดคือ กิจกรรมขนถ่ายและบรรจุ รองลงมาคือ การสื่อสาร และการขนส่งตามลำดับ ภาพรวมของการประเมินตัวชี้วัดการขนส่งบริษัทขนส่ง ABC เฉลี่ยอยู่ที่ 4.72 คะแนน แม้ว่าการประเมินผลโดยรวมของบริษัทจะอยู่ในระดับดีมาก แต่กลับพบว่าในตัวชี้วัดระยะเวลาเฉลี่ยการส่งคําสั่งซื้อภายในองค์กรนั้นได้ คะแนนเพียง 2.0 ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง ดังนั้นบริษัทจึงควรให้ความสำคัญในการพัฒนาระบบการสื่อสารภายในองค์กรมากยิ่งขึ้นเพื่อลดผลกระทบและป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
The Healthcare Information For Patient Referral, Veerawan Aumpanseang
The Healthcare Information For Patient Referral, Veerawan Aumpanseang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Despite the cooperative sharing of Health Information Exchange (HIE), various distinct limitations and barriers are found, i.e., substantial time and resources are being used to achieve health information. This paper aims to investigate the limits of healthcare information sharing policy implementation and assorts the critical and shareable set of relevant healthcare information to patient referral systems in Thailand. Mixed-methods research methodology, both quantitative and qualitative mechanisms are conducted. The study results present the correlation between the current healthcare information exchange among the hospitals in patient referral systems and the limitations of implementing the HIE policy composed of technical, economic, political, …
เปรียบเทียบต้นทุนการใช้รถยนต์ปิกอัพไฟฟ้า และรถยนต์ปิกอัพเครื่องยนต์สันดาปภายในธุรกิจขนส่งอะไหล่รถยนต์, ศศิธร พิรุฬ
เปรียบเทียบต้นทุนการใช้รถยนต์ปิกอัพไฟฟ้า และรถยนต์ปิกอัพเครื่องยนต์สันดาปภายในธุรกิจขนส่งอะไหล่รถยนต์, ศศิธร พิรุฬ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบต้นทุนการใช้รถยนต์ปิกอัพไฟฟ้ากับรถยนต์ปิกอัพเครื่องยนต์สันดาปภายใน ของบริษัทกรณีศึกษาขนส่งอะไหล่รถยนต์ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลโดยทำการเปรียบเทียบราคาค่าเช่ารถแบบรวมสัญญาบริการในเวลา 5 ปีของรถทั้ง 2 ประเภทโดยใช้แนวคิดบัญชีต้นทุนการวิเคราะห์ต้นทุนแล้วนำข้อมูลมาเปรียบเทียบหากมีความผันผวนของราคาน้ำมันดีเซล บี7 จะส่งผลต่อต้นทุนอย่างไร รวมถึงค่าความผันผวนของค่า FT ของการไฟฟ้า และการซื้อขายคาร์บอนเครดิต แล้วสรุปต้นทุนการใช้รถทั้ง 2 ประเภท นำข้อมูลที่สรุปได้นำเสนอผู้บริหาร 5 ท่านเพื่อการตัดสินใจ โดยใช้ทฤษฎีกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (AHP) เพื่อประเมินผลการพิจารณาเลือกของผู้บริหาร จากผลผู้บริการมีการเลือกใช้รถยนต์ปิกอัพเครื่องยนต์สันดาปในโดยมีค่าน้ำหนักความสำคัญ 69 % และรถยนต์ปิกอัพไฟฟ้ามีค่าน้ำหนักความสำคัญ 31%
การพยากรณ์ความต้องการเพื่อวางแผนการผลิตสินค้า : กรณีศึกษา ผลิตภัณฑ์เซรามิก, สุภาภรณ์ สินวนาทรัพย์
การพยากรณ์ความต้องการเพื่อวางแผนการผลิตสินค้า : กรณีศึกษา ผลิตภัณฑ์เซรามิก, สุภาภรณ์ สินวนาทรัพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บริษัทในกรณีศึกษาใช้วิธีการวางแผนการผลิตโดยอาศัยประสบการณ์ของผู้จัดการและพนักงานฝ่ายดูแลสินค้าคงคลังซึ่งส่งผลให้สินค้าในบางช่วงเวลาขาดแคลน ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนแผนการผลิตแบบฉับพลัน ส่งผลกระทบต่อสายการผลิต ทำให้ต้องหยุดเครื่องจักรเพื่อตั้งค่าใหม่ เสียโอกาสในการผลิตสินค้า และอัตราส่วนสินค้าที่ได้มาตรฐานจะลดลงจากค่าเฉลี่ย หรือบางครั้งก็เกิดปัญหาสินค้าคงคลังมีมากเกินความต้องการ เกิดค่าใช้จ่ายในการเก็บสินค้าคงคลังเพิ่มเติม และยังทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการผลิตสูงขึ้นจากปกติ งานวิจัยชิ้นนี้จึงต้องการที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยใช้การพยากรณ์ยอดขายสินค้าเข้ามาช่วยในการปรับปรุงแผนการผลิต เพื่อให้มีความแม่นยำและสอดคล้องกับคำสั่งซื้อจริงที่เกิดขึ้นให้มากที่สุด งานวิจัยชิ้นนี้ได้เก็บรวบรวมข้อมูลยอดขายย้อนหลังเป็นเวลา 36 เดือน โดยที่ใช้ข้อมูล 24 เดือนแรกในการหาตัวแบบการพยากรณ์ที่เหมาะสม และใช้ข้อมูลอีก 12 เดือนที่เหลือในการวัดผล ซึ่งพบว่ารูปแบบของข้อมูลยอดขายของ 7 กลุ่มสินค้าหลัก มีลักษณะคงที่ ไม่มีแนวโน้มและไม่มีฤดูกาลเหมือนกันหมด จึงเลือกใช้วิธีวิธีการหาค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ วิธีการปรับเรียบเอกซ์โพเนนเชียลอย่างง่าย และวิธีบ็อกซ์-เจนกินส์ในการกำหนดตัวแบบที่เหมาะสมตามแต่ละกลุ่มสินค้า ก่อนที่จะทำการพยากรณ์ยอดขายและวางแผนการผลิตใหม่โดยมีเป้าหมายที่จะลดจำนวนครั้งที่ต้องสั่งผลิตสินค้าต่ำกว่ากำหนด และลดจำนวนสินค้าคงคลังและค่าใช้จ่ายในส่วนสินค้าคงคลังลง ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่าแผนการผลิตใหม่ที่ใช้การพยากรณ์ยอดขายเข้ามาช่วยในการวางแผน สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของการเก็บรักษาสินค้าคงคลังโดยรวมลงเหลือ 4,188,094 บาท จากเดิม 4,646,831 บาท คิดเป็น 458,737 บาท หรือลดลง 9.87 %
การพยากรณ์ความต้องการสินค้าและการวางแผนการผลิต : กรณีศึกษาโรงงานผู้ผลิตขวดแก้ว, เมธนุช จำปาศรี
การพยากรณ์ความต้องการสินค้าและการวางแผนการผลิต : กรณีศึกษาโรงงานผู้ผลิตขวดแก้ว, เมธนุช จำปาศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเทคนิคการพยากรณ์และเลือกใช้เทคนิคการพยากรณ์ที่เหมาะสม ในการนำเสนอแนวทางการวางแผนการผลิตและลดปริมาณสินค้าคงคลัง โดยจะศึกษาเฉพาะสินค้าบรรจุภัณฑ์ขวดแก้ว ได้แก่กลุ่ม Beverage (เครื่องดื่ม) ประกอบไปด้วยข้อมูลอนุกรมเวลาที่ใช้ในการศึกษาหาตัวแบบยอดขายสินค้าแต่ละชนิดที่เก็บรวบรวมตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ.2560 – กันยายน พ.ศ.2563 และ ข้อมูลอนุกรมเวลาที่ใช้เพื่อเปรียบเทียบยอดขายสินค้าแต่ละชนิดที่เก็บรวบรวมตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2563 – กันยายน พ.ศ.2564. ผลการวิจัยพบว่า วิธีการพยากรณ์ที่เหมาะสมในลำดับที่1 คือ วิธีการแยกองค์ประกอบ (Decomposition Method) เนื่องจากเป็นวิธีมีค่าความคลาดเคลื่อนต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับวิธีการพยากรณ์อื่น และวิธีการพยากรณ์ที่เหมาะสมในลำดับที่2 คือ วิธีการปรับเรียบแบบเอ็กซ์โปแนนเซียลของวินเทอร์ (Winter’s Method) โดยจากการพยากรณ์วิธี Decomposition Method สามารถลดทั้งสินค้าคงคลัง และ ต้นทุน ลงไปได้ ถึง 57.23% ที่ Product1 และ 57.18% ที่ Product2 ตามลำดับ และ จากการพยากรณ์วิธี Winter’s Method สามารถลดทั้งสินค้าคงคลัง และ ต้นทุน ลงไปได้ ถึง 56.27% ที่ Product1 และ 67.76% ที่ Product 2 ตามลำดับ
การวิเคราะห์ต้นทุนปฏิบัติการเรือน้ำมันของกองทัพเรือ, รัฐพงศ์ บุญลือ
การวิเคราะห์ต้นทุนปฏิบัติการเรือน้ำมันของกองทัพเรือ, รัฐพงศ์ บุญลือ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาต้นทุนปฏิบัติการของเรือน้ำมันของกองทัพเรือ ซึ่งประกอบด้วยต้นทุน ต้นทุนการบริหารและต้นทุนการปฏิบัติการ โดยรวบรวมสถิติข้อมูลค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จากการรายงานสถานะของเรือ รายงานความสิ้นเปลืองของเรือและรายงานสถิติการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ในช่วงปีงบประมาณ ๒๕๖๒ – ๒๕๖๔ แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อให้ทราบต้นทุนปฏิบัติการของเรือน้ำมันเป็นเงินเฉลี่ย บาท/วัน ผลการวิจัยพบว่า ต้นทุนปฏิบัติการของเรือหลวงปรงมีต้นทุนเฉลี่ย ๓๕,๓๒๔.๓๓ บาท/วัน ต้นทุนปฏิบัติการของเรือหลวงเปริดมีต้นทุนเฉลี่ย ๔๔,๘๖๕.๐๙ บาท/วัน การทราบต้นทุนปฏิบัติการเรือน้ำมัน ของกองทัพเรือส่งผลให้กองทัพเรือสามารถนำหลักการคำนวณต้นทุนค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการทางเรือมาใช้ในการพิจารณาและตัดสินใจใช้เรือออกปฏิบัติราชการและใช้ในการวางแผนปฏิบัติการของเรือน้ำมันของกองทัพเรือในแต่ละปีงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้มีความเหมาะสมและคุ้มค่ากับงบประมาณที่ได้รับ
การจัดสรรรถขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง : กรณีศึกษา บริษัทน้ำมันขนาดเล็กในจังหวัดเชียงใหม่, พศิน ศิริเขตต์
การจัดสรรรถขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง : กรณีศึกษา บริษัทน้ำมันขนาดเล็กในจังหวัดเชียงใหม่, พศิน ศิริเขตต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เสนอต้นแบบทางคณิตศาสตร์ สำหรับเป็นแนวทางในการจัดสรรรถขนส่งน้ำมัน เชื้อเพลิงไปยังสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงในจังหวัดเชียงใหม่ทั้งหมด 3 สถานี โดยมีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อลดต้นทุนโดยรวมโลจิสติกส์ ซึ่งก็คือ ค่าขนส่ง โดยทำให้มีค่าใช้จ่ายในการขนส่งน้อยที่สุด แต่ก็จะต้องตอบสนองต่อความต้องการที่เพียงพอของผู้บริโภคในแต่ละสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ในงานวิจัยนี้ เลือกวิธีการการขนส่ง 2 วิธี คือ รถบรรทุกของทางสถานี (รถบรรทุกขนาด 18,000 ลิตร และรถบรรทุกขนาด 16,000 ลิตร) และรถบรรทุกของคลังน้ำมัน (รถบรรทุกขนาด 20,000 ลิตร) งานวิจัยนี้จะนำมาประยุกต์ใช้กับแบบจำลองเชิงเส้น (Linear Program) โดยแบ่งข้อมูลปริมาณความต้องการน้ำมันของผู้บริโภคและปริมาณการสั่งซื้อน้ำมันเป็นสองส่วน ส่วนแรกจะนำไปหาปริมาณการสั่งซื้อน้ำมันต่อวัน และส่วนที่สองจะนำไปจัดสรรรถเติมน้ำมัน รวมถึงทดสอบนโยบายใหม่ ผลจากตัวแบบพบว่านโยบายใหม่ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการขนส่งลดลงถึงร้อยละ 22.60 จากการสั่งซื้อแบบเดิม ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการขนส่งอยู่ที่ 879,225 บาท คงเหลือค่าใช้จ่ายในการ ขนส่งรวมเป็น 680,520 บาท
การเปรียบเทียบการขนส่งอาหารทะเลแช่แข็ง ระหว่างการจ้างบริษัทภายนอกและการทำการขนส่งเองสำหรับการขายแบบออนไลน์, ชัญญรัชต์ วรัชต์ญารมย์
การเปรียบเทียบการขนส่งอาหารทะเลแช่แข็ง ระหว่างการจ้างบริษัทภายนอกและการทำการขนส่งเองสำหรับการขายแบบออนไลน์, ชัญญรัชต์ วรัชต์ญารมย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิเคราะห์ต้นทุนในการขนส่งอาหารทะเลแช่แข็ง เพื่อหาทางเลือกที่ดีที่สุดในการขนส่งอาหารทะเลแช่แข็ง ระหว่างการจ้างบริษัทขนส่งและการทำการขนส่งด้วยตนเอง โดยจะมีการนำปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการการขนส่งอาหารทะเลแช่แข็งมาเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจด้วย ได้แก่ ปัจจัยคุณภาพ ปัจจัยด้านเวลา และปัจจัยด้านต้นทุน ผู้วิจัยได้ทำการรวบรวมความคิดเห็นจากผู้บริหารของบริษัทกรณีศึกษา จำนวน 5 ท่าน ในการประเมินลำดับความสำคัญของปัจจัยหลักและปัจจัยรอง เพื่อนำข้อมูลมาผ่านการวิเคราะห์ด้วยหลักการวิเคราะห์ตามลำดับชั้น (Analytic Hierarchy Process : AHP) ผลการวิเคราะห์ต้นทุนในการขนส่งพบว่า การขนส่งด้วยตนเอง มีต้นทุนในการขนส่งที่มากที่สุด ส่วนการขนส่งด้วยตนเองผสมผสานกับการว่าจ้างบริษัทภายนอกจะมีต้นทุนในการขนส่งที่น้อยที่สุด ในส่วนของผลการวิเคราะห์จากหลักการวิเคราะห์ตามลำดับชั้น พบว่า กลุ่มปัจจัยหลัก ปัจจัยคุณภาพมีลำดับความสำคัญมาเป็นลำดับที่ 1 มีค่าเฉลี่ยความสำคัญเท่ากับร้อยละ 68.19 ตามมาด้วยปัจจัยด้านเวลา และปัจจัยด้านต้นทุน มีค่าเฉลี่ยความสำคัญเท่ากับร้อยละ 17.30 และ 14.51 ตามลำดับ เมื่อนำผลการวิเคราะห์มาพิจารณาร่วมกันพบว่า ทางเลือกที่ดีที่สุดในการขนส่งอาหารทะเลแช่แข็ง คือ ทางเลือกที่ว่าจ้างบริษัทขนส่งตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง โดยใช้บริษัทขนส่ง B Express มีผลคะแนนรวมอยู่ที่ 409.49 ตามมาด้วยทางเลือกที่ทางบริษัททำการขนส่งเองตลอดเส้นทาง จากนั้นเป็นทางเลือกที่เป็นการผสมผสานการขนส่งระหว่างทางบริษัทขนส่งเองและใช้บริการบริษัทขนส่ง และสุดท้ายเป็นทางเลือกที่ใช้บริการบริษัทขนส่งตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางการขนส่ง ในกรณีที่ใช้บริษัทขนส่งเป็นบริษัท A Express โดยมีคะแนนรวมเท่ากับ 405.74 336.72 และ 281.36 ตามลำดับ
การพยากรณ์ความต้องการและการกำหนดนโยบายพัสดุคงคลังผู้ผลิตยากรณีศึกษาบริษัท Aaa, ธราเทพ คำมูล
การพยากรณ์ความต้องการและการกำหนดนโยบายพัสดุคงคลังผู้ผลิตยากรณีศึกษาบริษัท Aaa, ธราเทพ คำมูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างรูปแบบโมเดลการพยากรณ์ที่เหมาะสมให้กับสินค้าที่ทำรายได้หลักให้กับบริษัทกรณีศึกษา เนื่องจากในปัจจุบันบริษัทกรณีศึกษาไม่มีรูปแบบการพยากรณ์ยอดขายสินค้าไม่ชัดเจนโดยทำการพยากรณ์ความต้องการล่วงหน้าและทำการวัดค่าความคลาดเคลื่อน (Error) เพื่อเลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับแต่ละสินค้า อีกทั้งยังทำการศึกษานโยบายพัสดุคงคลังในปัจจุบันของบริษัทกรณีศึกษา โดยมุ่งเน้นเป้าหมายไปที่การลดต้นทุนพัสดุคงคลัง โดยในปัจจุบันพบว่าบริษัทกรณีศึกษามีระดับพัสดุคงคลังสูงซึ่งมีความไม่สอดคล้องไปในแนวเดียวกับความต้องการทำให้บริษัทกรณีศึกษามีค่าการเก็บรักษาสินค้าสูงตามไปด้วยเช่นกัน โดยนำค่าพยากรณ์ที่ได้มาช่วยในการกำหนดนโยบายพัสดุคงคลังรูปแบบใหม่ขึ้นมาเพื่อเปรียบเทียบกับนโยบายพัสดุคงคลังรูปแบบปัจจุบันรวมทั้งใช้วิธีการจำลองสถานการณ์เพื่อสร้างนโยบายพัสดุคงคลังที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลการศึกษาพบว่าภายใต้ขอบเขตการวิจัยสินค้าแต่ละชนิดมีรูปแบบการพยากรณ์ที่แตกต่างกันโดยต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย การวิจัยนี้สามารถแก้ปัญหาระดับพัสดุคงคลังของบริษัทกรณีศึกษาได้โดยนโยบายพัสดุคงรูปแบบใหม่สามารถลดต้นทุนรวมต่อปีได้หากเทียบกับนโยบายพัสดุคงคลังในรูปแบบปัจจุบัน
การเลือกทำเลที่ตั้งคลังสินค้าด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้น บริษัทกรณีศึกษา : บริษัทรองเท้าและเสื้อผ้ากีฬา, ทศพล ทาเทพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อประยุกต์ใช้กระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ในการเลือกทำเลที่ตั้งคลังสินค้าบริษัทกรณีศึกษารองเท้าและเสื้อผ้ากีฬา ซึ่งเป็นการพิจารณาปัจจัยเชิงคุณภาพและปัจจัยเชิงประมาณเพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสมในการตั้งคลังสินค้า โดยที่ทางเลือกในการตั้งคลังสินค้า 2 ทำเล คือ คลังสินค้าบางปะอิน และ คลังสินค้าบางนา การกำหนดงานวิจัยได้ใช้ผลคะแนนของค่าน้ำหนักความสำคัญที่ได้รับจากแบบสอบถามของผู้มีประสบการณ์ทางด้านโลจิสติกส์และมีสิทธิ์ในการตัดสินใจเพื่อหาค่าลำดับความสำคัญให้ได้ทางเลือกที่เหมาะสมกับบริษัทกรณีศึกษา นอกจากนี้เพื่อความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของทางเลือกที่ได้รับ ผู้วิจัยจึงมีการวิเคราะห์ความไวของหลักเกณฑ์เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ของทางเลือกที่มีความเสถียรและไม่เปลี่ยนแปลงไปตามค่าน้ำหนักความสำคัญของหลักเกณฑ์ที่ผู้วิจัยนำใช้ในการพิจารณา จากผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกที่ตั้งคลังสินค้าที่ได้จากการเก็บแบบสอบถาม ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือปัจจัยเชิงปริมาณได้แก่ ปัจจัยด้านต้นทุนการขนส่งและด้านต้นทุนการจัดการคลังสินค้า อีกส่วนคือปัจจัยเชิงคุณภาพได้แก่ การเข้าถึงลูกค้า ระบบสาธารณูปโภค ความพร้อมของระบบคมนาคม สังคมและชุมชน การก่อมลพิษจากการขนส่ง สภาพภูมิประเทศ และ ผลกระทบจากการจราจร อีกทั้งมีการแบ่งหลักเกณฑ์ตามนโยบายบริษัท คือ นโยบายด้านความยั่งยืนโดยแบ่งเป็น ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้หลักเกณฑ์ที่ใช้มีความสอดคล้องกับการดำเนินงานของบริษัท และได้เพิ่มหลักเกณฑ์ทางด้านต้นทุนที่แต่เดิมทางบริษัทใช้ในการพิจารณา โดยผลที่ได้จากการพิจารณากระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ และ วิเคราะห์ความไวของหลักเกณฑ์ พบว่าทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในการจัดตั้งคลังสินค้าของบริษัทกรณี คือ คลังสินค้าบางนา